ผู้ทรงมรรคทรงผลยังมีอยู่มาก
วันที่ 4 กันยายน 2547 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๗

ผู้ทรงมรรคทรงผลยังมีอยู่มาก

 

ก่อนจังหัน

         วิธีภาวนานี้สอนให้ฟังอย่างละเอียดลออนะ เราสอนด้วยความไม่สงสัย เราผ่านมาหมดแล้ว ผิดกับถูกเป็นครูของเรามาแล้ว ทีนี้คัดเอาตั้งแต่เนื้อๆ ออกมาสอนบรรดาลูกศิษย์ลูกหา จึงควรจะตายใจได้เลย ธรรมะไม่มีเล่ห์มีเหลี่ยมร้อยสันพันคม ธรรมะตรงไปตรงมา ให้ดูกิเลสตัวร้อยสันพันคมภายในใจของเรานั่นละสำคัญมากนะ พอได้รับโอวาทจากครูบาอาจารย์แล้ว เอาละที่นี่จะปฏิบัติ พอไปถึงที่แล้ว โอ๋ย เหนื่อย พักสักหน่อยเถอะ ครอกๆๆ เห็นไหมเล่ห์เหลี่ยมของกิเลส ไม่ทันนะ วิธีการปฏิบัติเราสอนทุกแง่ทุกมุมไม่ผิด ชี้นิ้วเลย เพราะเราผ่านมาหมดแล้ว ทดสอบทุกสิ่งทุกอย่าง เวลามาเป็นครูสอนคนก็ได้เอาตั้งแต่เนื้อๆ ออกเลย ไม่ต้องเสียเวล่ำเวลาลูบคลำตรงนั้นว่าผิดหรือถูก ไม่ต้อง ผู้รับการอบรมยึดไปปฏิบัติเลย เช่นอย่างบอกว่าตั้งสติ นี่ฟังให้ดีนะ สตินี่เป็นพื้นฐานสำคัญมากทีเดียว ตั้งแต่ต้นๆ จนถึงที่สุด ปราศจากสติไม่ได้นะ เป็นพื้นฐานสำคัญมาก อยู่ที่ไหนขอให้มีสติๆ จับติดๆ

เฉพาะผู้ปฏิบัติคือพระเรานี้ด้วยแล้ว มีงานอันเดียว ให้จับติดเลยสติ จับติด จะอยู่ในจุดใดก็ตามจับติด ผู้นี้ละผู้จะตั้งตัวได้ สติเป็นเครื่องรับรอง นักภาวนาต้องตั้งตัวได้ไม่สงสัยถ้ามีสติสืบเนื่องกันโดยลำดับลำดานี้เป็นเครื่องรับรอง สติเป็นสำคัญมากทีเดียว เราผ่านมาหมดแล้ว ล้มลุกคลุกคลานจะเป็นจะตายก็ผ่านมาแล้ว ทีนี้เอาตั้งแต่เนื้อๆ มาสอนบรรดาลูกศิษย์ลูกหา ควรจะตายใจได้แล้ว วันนี้พูดเรื่องภาวนาเพียงเท่านี้ก่อน ให้พร

 

หลังจังหัน

         แมลงสาบมันเข้ากุฏิเราเรื่อย เข้าไปอยู่ในห้อง ถ้ามันเข้าหากินธรรมดาเราก็ไม่เคยสนใจ ก็ปล่อยให้มันหากิน แต่มันมากัดตอนกลางคืน บางทีสะดุ้งขึ้นมา แมลงสาบมันกัด เพราะฉะนั้นเราจึงจับไปปล่อย มันกัดกลางคืน ทีนี้เวลาจับมันละซิเล่ห์เหลี่ยมของมัน โถ ฉลาดมาก ส่วนมากเราโง่กว่ามันทุกที มันเร็วกว่าเรา ตาเราไม่ค่อยดีด้วย เวลาจะจับแมลงสาบต้องตั้งวิชาหาเรียนวิชา หาครูมาสอนทันทีทันใด ไม่งั้นไม่ทันแมลงสาบ นี่ละเรื่องราวเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงติดตามถามดูพระเมื่อเช้านี้

         พระเอากับไปวางไว้ข้างใน กับดักแมลงสาบ กลางคืนเห็นมันเข้าไปถูกแล้ว พระเอาเครื่องล่อไว้ข้างใน เหมือนล่อหนูแหละ ไปเห็นมันเข้าแล้ว ทีนี้เราก็ทดลอง ตามธรรมดาถ้าเราไปจับกล่องอันนี้แล้วไม่เอาไปปล่อยเสียเดี๋ยวนั้น มันจะรู้ตัวว่าคนไปเจอมัน มันออกได้มันจะออกหนีเลย เราก็ทดลองดู เราเลยจับอันนี้ออกเคลื่อนที่ไปวางนี้ คอยสังเกตดู พอตื่นเช้ามาไปแล้ว ทดสอบดูทุกอย่างแหละ ถ้าไปถูกกล่องมันแล้วมันจะหนีทันที เพราะฉะนั้นเมื่อเช้านี้เราจึงไม่ไปถูก ฉายไฟเข้าไปดูเห็นถูกแล้วสองตัว ตอนตีสี่นี้แหละ ถูกสองตัวแล้ว ฉายไฟไปดู ไม่ไปจับ จะสั่งให้พระมาจับทีเดียว

         จากนั้นเราก็ลงไปเดินจงกรมตั้งแต่เช้าจนกระทั่งสว่าง ได้เวลาแล้วพระก็มากุฏิ เราก็เลยมาสั่งพระ บอกว่าแมลงสาบนี้มันถูกกับแล้วอยู่ในนั้นสองตัว ในกุฏิเรานั้น เราไม่ไปจับกลัวมันจะขโมยหนี เราว่างั้น ให้ไปเอาออกมา นั่นละเรื่องราวให้พระท่านจับออกมาสองตัวมันติดกับอยู่นั้น ทีนี้ตอนสายนี้เราเดินจงกรมพอได้เวลาเราออกมา เห็นแมลงสาบมันวิ่งปุ๊บปั๊บอยู่ใต้บันได เลยสะดุดใจ เอ๊ะไม่ใช่แมลงสาบตัวนี้มันเหยียบหัวพระมาแล้วมันจะมาเหยียบหัวเราอีกมัง ไม่เคยเห็นแมลงสาบมันอยู่อย่างนั้นตอนเช้าอย่างนี้นะ คิดว่ามันหลุดออกจากกับมันมาอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นจึงต้องเอาพระมาถาม เรายังไม่เชื่อพระนะ แมลงสาบผิดปรกติอยู่นี่ ยังจะตามซักกันอยู่

         เรื่องความฉลาด ความโง่ ที่ว่าพระนี่ไม่ใช่อะไรนะ เอาความฉลาดของพระที่จะแก้กิเลสของตัวเอง ความหมายเข้าใจหรือเปล่า เราถือเอานั้นเป็นเหตุๆ เข้าหาจุดนั้นนะ เราไม่ได้เอาอย่างอื่น การแก้กิเลสนี่ไม่มีอะไรฉลาดแหลมคมยิ่งกว่ากิเลสนอกจากธรรมอย่างเดียว เพราะได้ฟัดกันพอแล้ว โห เทียบกันได้กับแมลงสาบ เพราะฉะนั้นจึงเอาแมลงสาบมาสอนพระ มันฉลาดแมลงสาบ วิ่งปั๊บหลบปั๊บๆๆ อยู่งั้นนะ จับไม่ถูก

         นู้น ตอนมันทันกัน ถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติตอนปลาย ก้าวเข้าสู่มหาสติ-มหาปัญญา นั่นละที่นี่ไม่มีกิเลสตัวใดจะแหลมคมยิ่งกว่าสติ-ปัญญาประเภทนี้ มันตามต้อนกัน มันจับได้ทุกระยะๆ ถึงขั้นนั้นแล้วแย็บหมดเลย คือมันทำงานของมันเอง ธรรมทำงานปราบกิเลสของตัวเองเป็นอัตโนมัติแบบซึมซาบเลย ขั้นนี้ขั้นละเอียดสุด มันเป็นระยะๆ กิเลสชนิดหยาบ ชนิดกลาง ละเอียด ละเอียดสุด ละเอียดสุดต้องเป็นมหาสติ-มหาปัญญา นี่หมายถึงเราที่เดินไปอย่างเชื่องช้านะ ไม่ใช่ท่านผู้ตรัสรู้เร็ว บรรลุเร็ว เราก้าวเดินมันถึงได้ติดตามรู้กันทุกแง่ทุกมุม ก็ดีเวลามาสอนคนก็สอนได้ถูกต้อง สอนได้เป็นระยะๆๆ ไปเลย

         มันเป็นอย่างนั้นในจิต มันเป็นระยะๆ ของมัน ขั้นใดตอนใดมันรู้ของมันเองๆ ไปถึงขั้นละเอียดแล้วก็ฟัดกันละกับสติ-ปัญญาอัตโนมัติฟัดกัน  ต้องอันนี้ชนะตลอด ปุ๊บขาดๆๆ แต่ทีนี้ถึงขั้นมันละเอียดสุดนั้นเป็นเรื่องมหาสติ-มหาปัญญา มันซึมเข้าเลย เหมือนว่ากลืนกันเลยๆ หมดไปทันทีๆๆ เป็นอัตโนมัติ นี่ละเรื่องธรรมมีอำนาจทำงานแล้ว ก็เหมือนกับกิเลสเวลามีอำนาจมันทำงานบนหัวใจสัตว์ มันจะเป็นอัตโนมัติของมันทั้งนั้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้เป็นทางเดินของมันเพื่อทำงานหาผลประโยชน์ของมัน แล้วขนทุกข์มาให้เรา เป็นอัตโนมัติทุกหัวใจ

         นี่ได้พิจารณาย้อนหน้าย้อนหลังจึงได้ทราบเรื่องราวของกิเลส ว่ากิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์โดยอัตโนมัติ ใครพูด คำนี้ไม่มีใครมาพูด มีแต่หลวงตาองค์เดียวพูด หรือมีใครพูดมาก่อนหน้านี้มีไหม ไม่มี ว่างั้นเลย นี่พูดจากพบเอง เห็นเองรู้เอง ประจักษ์บนเวที เวลามันมีกำลังมากนี่คิดดูตั้งสติไม่ได้นะ ตั้งปั๊บล้มปั๊บ ตั้งล้มพับทันทีๆ เลย โอ้โห ถึงขนาดน้ำตาร่วง นี่เรียกว่ากิเลสมีกำลังมากที่สุด ถึงขนาดสติปัญญาตั้งไม่อยู่ นี่ก็จับเอาไว้ ถึงขนาดน้ำตาร่วงก็ตอนนี้แหละ ตอนตั้งไม่อยู่ เคียดแค้นให้มัน กลับคืนมาฟัดอีกๆ ต่อไปก็มีแพ้มีชนะกันละ เพราะมันเอาไม่ถอย เป็นระยะๆ ไป

         เหล่านั้นมันเป็นกิเลสทำงานอัตโนมัติของมันทั้งนั้นนะ ที่พูดเหล่านี้ ยังไม่ได้เป็นขั้นของธรรมทำงานอัตโนมัตินะ   ขั้นของธรรมขั้นต่อสู้เสียก่อน  พอจากนั้นไปแล้วเข้าถึงขั้นอสุภะอสุภัง จะพังกามราคะกิเลสตัณหาตัวนี้ ตัวนี้ตัวชุลมุน ทีนี้เร่งละนะ ธรรมะขั้นนี้เร่งแล้วละ จะเรียกว่าอัตโนมัติเรายังเรียกไม่ได้นะ ขั้นอสุภะอสุภัง กามตัณหา กามกิเลสนี้เรียกว่าขั้นชุลมุน ไม่รู้จักเป็นจักตายฟัดกัน เลยไม่ทราบอัตโนมัติไม่อัตโนมัตินะ

         พอผ่านนี้ปั๊บไปแล้ว ทีนี้เป็นอัตโนมัติในการฝึกซ้อมจิตของตนที่ผ่านอันนี้ไปแล้วฝึกซ้อม ทีนี้เป็นอัตโนมัติ นี่เรียกว่าธรรมทำงานอัตโนมัติละที่นี่ ตั้งแต่ขั้นชุลมุนไปเป็นอัตโนมัติเรื่อยๆ นี่เรียกว่าธรรมทำงานอัตโนมัติ แต่ก่อนมีแต่กิเลสทำงานอัตโนมัติของมันเรื่อย ทีนี้กิเลสสร้างตัวขึ้นไม่ได้ ธรรมทำงานขาดสะบั้นๆ เรื่อย มันก็รู้กันละซิว่ากิเลสทำงานอัตโนมัติบนหัวใจสัตว์โลกเป็นยังไง ก็อยู่ในหัวใจเรากับโลกก็อันเดียวกัน รู้อันนี้แล้วมันก็รู้ทั่วไปหมด

         เวลาธรรมทำงานถึงขั้นชุลมุน ขั้นจะสังหารภพชาติละขั้นนี้นะ คือผู้สำเร็จพระอนาคามีแล้วจะไม่กลับมาเกิดอีก จะว่าขึ้นข้างบนหรือว่าเกิดเราก็ไม่อยากพูดนะ มันประจักษ์ในจิต มันเคลื่อนที่ออกไปตามขั้นของมันต่างหาก จะว่ามันเกิดมันตายเหมือนร่างกายของเรานี้มันพูดยากนะ พูดไม่ได้เรา ก็มีแต่เคลื่อน จิตดวงนี้เคลื่อน เคลื่อนไปตามขั้นตามภูมิของธรรมของขั้นภูมิที่จะอยู่ เช่น อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิษฐา สุทธาวาสห้าชั้นนี้เป็นที่อยู่ของพระอนาคามี

         ดูว่าจากนี้แล้วท่านจะไปเกิดในชั้นอวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี มันพูดไม่ถูกนะ ไม่สนิทใจ เคลื่อนเท่านั้นเอง พอนี้ปั๊บเคลื่อนใส่นี้ เคลื่อนใส่นั้น เคลื่อนไปเรื่อยๆ เลย จะว่าเกิดตายเหมือนทั้งหลายพูดไม่ได้นะ เคลื่อนจากชั้นนี้ขึ้นชั้นนั้นละเอียดไปเรื่อยๆ ไปอย่างนั้น จะว่าเกิดว่าตายมันพูดไม่สนิทใจ ให้สนิทก็คือว่าเลื่อนชั้นไปเลย ไม่กลับมาเกิดภพชาติดังที่สัตว์โลกทั้งหลายเกิดนี้อีกต่อไป แต่เป็นภพชาติของพระอนาคามีเลื่อนชั้นๆ ไปเรื่อยๆ เหล่านี้เป็นอัตโนมัติทั้งนั้น ฝึกซ้อมตัวเองเป็นอัตโนมัติๆ เรื่อยๆ มีแต่หมุนขึ้นๆ

         เมื่อธรรมทำงานถึงขั้นนี้แล้วมีแต่ขึ้นเหมือนสำลี ไม่มีคำว่าลง ขึ้นเรื่อย ฝึกซ้อมเท่าไร ละเอียดเท่าไร ขึ้นเรื่อยๆ ส่วนกามกิเลสมีแต่ดึงลงๆ สัตว์โลกทั้งหลายจึงได้เกิดตายๆ เพราะกามกิเลสอย่างเดียว พูดให้ชัดเจนเต็มหัวใจ อันนี้รุนแรงมากที่สุด ในบรรดากิเลสทั้งหลายไม่มีตัวใดเกินกามราคะนี้ไปได้เลย ตัวนี้รุนแรงมากที่สุดเลย ดึงก็ดึงมากที่สุด กดถ่วงมาก ทุกข์มาก สัตว์โลกก็ชอบมาก อันนี้เอง มันพันกันอยู่ในนี้ พออันนี้ขาดลงไปแล้วมันก็ดีดละ ความกดลงไม่มี มีแต่ดีดขึ้นเรื่อย นั่นเห็นชัด       

         แล้วฝึกซ้อมขั้นภูมิของตนให้ละเอียดเข้าไปๆ มันลอยขึ้นเรื่อย ละเอียดขึ้นเรื่อยๆ เลื่อนชั้นเรื่อยๆ จนกระทั่งอันนี้เข้าถึงจุดที่จะสังหารอวิชชาตัวภพตัวชาติ มันก็เข้าถึงของมันก็ขาดสะบั้นลงตรงนั้น แล้วทีนี้ไม่ต้องถามใคร ขาดสะบั้นลงไปก็ว่างไปหมดเลย ขึ้นชื่อว่าสมมุตินี้ไม่มี หมดโดยประการทั้งปวง ขึ้นชื่อว่าสมมุติไม่ว่าหยาบ กลาง ละเอียดขนาดไหนไม่มีเหลือ พออวิชชาที่เป็นยอดสมมุติดับลงเท่านั้น สมมุติทั้งหลายดับพร้อมกันไปหมดเลย นั่นละท่านตัดสินใจว่าจะไม่มาเกิดอีกแล้ว มันก็รู้ชัดๆ อย่างนั้น รู้อยู่ในตัวเอง ไม่ต้องไปถามใคร มันประจักษ์ๆๆ อยู่อย่างนี้

         นี่การบำเพ็ญจิต คือสิ่งที่ทำจิตให้หยาบละเอียดมีแต่เรื่องของกิเลสเปลี่ยนตัวๆ ส่วนหยาบหมดไป ส่วนละเอียดยังเท่าไรธรรมะนี้ชำระไปเรื่อยๆๆ จนกระทั่งหมดโดยสิ้นเชิง ก็เรียกว่าสมมุติ กิเลสน่ะตัวสมมุติ หมดไปโดยสิ้นเชิง จิตนั้นก็เป็นจิตตวิมุตติผุดขึ้นมา ทีนี้เป็นคนละฝั่งแล้ว ถ้าว่าฝั่งนะ ถ้าว่าโลกสมมุติ ก็เรียกว่าเป็นคนละโลก อันหนึ่งโลกนิพพาน ใครจะไปเรียกโลกนิพพานวะ อันหนึ่งโลกสมมุติขาดจากกันเท่านั้นละ ทีนี้พอขาดแล้วนี้มันหมด อดีตก็ไม่มี อนาคตก็ไม่มี ปัจจุบันก็ไม่มี เพราะอันนี้เป็นสมมุติทั้งหมด ผ่านไปหมดแล้วจึงไม่มีอดีต อนาคต ปัจจุบัน เพราะเป็นสมมุติด้วยกัน ขาดลงไปแล้วเป็นวิมุตติล้วนๆ จึงไม่มีสมมุติละที่นี่ ประจักษ์อยู่นั้นตลอด แล้วรู้อยู่ตลอดด้วย ชัดเจนประจักษ์ตลอดไปด้วย ว่านิพพานเที่ยงก็คือรู้อันนี้เอง เป็นอย่างนั้น

ใครจะมาเล่าละเอียดลอออย่างหลวงตาที่เล่าให้ฟัง นี่ถอดออกมาจากหัวใจมาเล่านะ ทุกอย่างผ่านนี้หมดๆ กลั่นกรองกันเรียบร้อย ทั้งโทษทั้งคุณผ่านไปหมด ทีนี้เวลาพูดก็ไม่สงสัย พูดได้ตามความสัตย์ความจริงทุกอย่าง ใครเชื่อไม่เชื่อเป็นเรื่องกรรมของสัตว์ นั่นลงตรงนู้นนะ ไม่ได้มาเป็นของเรา เป็นกรรมของสัตว์ เพราะอันนี้เป็นความจริงล้วนๆ แล้ว ใครเชื่อหรือไม่เชื่อก็เป็นกรรมของสัตว์ กรรมดีกรรมชั่วของสัตว์เอง

นี่ละจิตดวงนี้ละ ท่านทั้งหลายจำเอาไว้นะ ที่เกิดที่ตายคือจิตดวงนี้ จิตตภาวนาเป็นเครื่องตามต้อนร่องรอยของจิต จนกระทั่งถึงที่สุดของจิต ถึงขนาดที่ว่าเป็นธรรมธาตุ นั่นละที่สุดของจิต ถึงขั้นธรรมธาตุ บริสุทธิ์เต็มที่แล้วเป็นธรรมธาตุ ไม่ฉิบหาย จะไปตกนรกหมกไหม้อยู่กี่กัปกี่กัลป์ ได้รับความทุกข์ทรมานมากน้อยเพียงไรยอมรับว่าทุกข์ แต่ความฉิบหายของจิตไม่มี ไม่มีคำว่าฉิบหาย ทุกข์ยอมรับว่าทุกข์ นี่ละที่ว่าท่องเที่ยวเกิดนั้นเกิดนี้ คือจิตดวงนี้มันไปอยู่ตลอดนะ เพราะเชื้อของมันมีพาให้เกิดให้ตาย แล้วก็มีทั้งกรรมดีกรรมชั่วติดไปกันกับเชื้อนั้นอีก จึงเกิดในที่สูงที่ต่ำ ลุ่มๆ ดอนๆ เป็นสุขเป็นทุกข์มากน้อยตามกรรมของตนที่ทำมา มันติดอยู่ในจิต

ทีนี้พอชำระออกๆ ก็เรียกว่าตามต้อนจิตละที่นี่ ร่องรอยของจิตไปไหน ตามไปเรื่อย ละเอียดลออ จนกระทั่งถึงที่สุดของจิตคืออะไร คือจิตที่บริสุทธิ์แล้วเป็นธรรมธาตุล้วนๆ ถึงขั้นบริสุทธิ์เต็มเหนี่ยวนี้เรียกว่าธรรมธาตุ นี่ท่านเรียกว่านิพพานเที่ยง คืออันนี้เอง จิตดวงนี้เที่ยงแล้ว คือไม่มีอะไรเข้าไปเคลือบแฝง เป็นธรรมธาตุ เป็นธรรมล้วนๆ แล้ว ท่านเรียกว่าธรรมธาตุ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเวลาท่านผางเข้าไป บรรลุธรรมปึ๋งอันเดียวกัน เข้ากันได้หมดเลย เหมือนอย่างน้ำมหาสมุทรมันจะกว้างแสนกว้างก็ตาม มือจ่อลงไปปั๊บนี้ถูกน้ำมหาสมุทรหมดแล้ว จ่อตรงไหนถูกน้ำมหาสมุทร แล้วไปหาจ่ออะไร มันก็รู้แล้วว่าเป็นน้ำมหาสมุทรด้วยกัน

ทีนี้จิตพอผางเข้าไปนี้ปั๊บถึงพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ อยู่ในนี้หมดแล้ว ถามหาพระพุทธเจ้าทำไม เหมือนเราจ่อมือลงในน้ำมหาสมุทร จ่อลงไปปั๊บนี้ก็น้ำมหาสมุทร จ่อลงตรงไหนเป็นมหาสมุทร แล้วไปจ่อหาอะไรก็รู้อยู่แล้ว ที่จ่อลงไปนี้กำลังจ่อลงในมหาสมุทรมันก็กระเทือนถึงกันหมด จ่อลงตรงไหนก็กระเทือนถึงกันหมด พอรู้นี้ปั๊บก็ถึงพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกพระองค์ เป็นธรรมธาตุด้วยกันหมด เทียบกันน้ำมหาสมุทรทะเลหลวง นี่ละที่ว่าผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต เห็นอันนี้แล้วไม่ต้องไปถามหาพระพุทธเจ้า ถามหาท่านอะไร นี่ละที่นี่ท่านเรียกว่าเป็นธรรมธาตุ

มีชื่ออันหนึ่งขึ้นมานะนี่ ที่ว่าธรรมธาตุ นี่ก็เป็นชื่ออันหนึ่งเหมือนกัน อันแท้ๆ นั้นไม่ใช่ชื่อ อย่างนิพพานอะไรอย่างนี้ ท่านตั้งชื่อให้ธรรมชาตินั้นต่างหาก ตัวธรรมชาตินั้นแล้วไม่ใช่อันนี้ แต่โลกมีสมมุติ ผู้ฟังก็มีแต่สมมุติทั้งนั้น จึงต้องเอาสมมุติมาแยกมาแยะให้ฟัง เป็นกรุยหมายป้ายทางไป พอไปถึงนั้นแล้วมันก็รู้เอง แน่ะเป็นอย่างนั้น

ธรรมประเภทนี้ผู้ปฏิบัติเป็นผู้ทรงไว้ มีอยู่ในป่าในเขาทุกวันนี้น้อยเมื่อไร ผู้ปฏิบัติมีอยู่ เดินตามทางสายพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้แล้วด้วยสวากขาตธรรมมีอยู่ ความรู้ความเห็นเป็นผลขึ้นมาก็ต้องมีตลอดไปเรื่อยๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกาลนั้นสถานที่นี่นะ ขึ้นอยู่กับการกระทำ กิเลสก็ไม่มีกาลสถานที่ อกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา ธรรมก็เหมือนกัน นำมาประกอบเมื่อไรก็แก้กิเลสไปก็แก้ไปตลอดเหมือนกัน นี่ท่านว่า อกาลิโก เวลาผู้บำเพ็ญท่านบำเพ็ญอยู่ ไอ้ผู้ไม่บำเพ็ญหลับหูหลับตามาหาโอ้หาอวด เหยียบโน้นเหยียบนี้ เหยียบท่านผู้ทรงบุญทรงคุณผู้ทรงมรรคทรงผล ลบล้างให้เป็นแบบหูหนวกตาบอด เป็นส้วมเป็นถานเหมือนตนหมด แล้วท่านจะมาเป็นอะไร ก็ท่านไม่เป็นส้วมเป็นถาน เราต่างหากเป็น

นี่ละธรรมพระพุทธเจ้า จึงว่าแน่นอนสุดยอดแล้ว ผู้บำเพ็ญอยู่ในป่าในเขาอย่างทุกวันนี้มีน้อยเมื่อไร ท่านทรงมรรคทรงผลของท่านอยู่เงียบๆ ในวงของท่านนั่นแหละรู้กันเอง พวกวงปฏิบัติ เพราะฉะนั้นกรรมฐานจึงประสานกันตลอดนะ ตั้งแต่ครูอาจารย์ลงไป ครูอาจารย์ จากนี้แล้วก็ไปหาบรรดาลูกศิษย์ชั้นนั้นชั้นนี้ ประสานกันไปหมด ท่านก็รู้ทั่วถึงกันหมด ออกจากอาจารย์อันเดียว ภูมิจิตภูมิธรรมขั้นใดเข้ามาหาท่าน ท่านแก้ไขแนะนำสั่งสอนแล้วก็ก้าวขึ้นๆ เรื่อยๆ เป็นอย่างนั้น

ท่านปฏิบัติตามศาสนธรรมที่สอนไว้โดยถูกต้อง ท่านก็ก้าวไปโดยถูกต้อง รับผลโดยถูกต้องเป็นลำดับลำดาไป ผู้ก้าวไปผิดก็ผิดไปโดยลำดับเช่นเดียวกัน  ผู้ก้าวไปทางถูกคือก้าวไปตามธรรมก็เป็นธรรมไปเรื่อยๆ  ผู้ก้าวไปทางกิเลสก็เป็นกิเลสไปเรื่อยๆ อยู่อย่างนี้ไม่เป็นอย่างอื่น บรรดาผู้ทรงมรรคทรงผลทุกวันนี้ยังมีอยู่มากนะ พูดได้ชัดเจนมากก็คือว่า ส่วนมากจะอยู่ในป่าทั้งนั้นแหละ ที่บำเพ็ญอยู่ในป่าในเขาเงียบๆ  ท่านตรวจสอบพิสูจน์เรื่องภพเรื่องชาติ กิเลสตัณหาอยู่ในใจของท่าน ท่านเข้าไปหาในที่สงบสงัด เช่นอย่างท่านสอนให้อยู่รุกขมูลร่มไม้ เป็นที่สงบสงัด จะกำจัดอันนี้ได้สะดวกยิ่งกว่าสถานที่อื่นใด ท่านจึงสอนให้อยู่ในป่าในเขา แล้วอะไรๆ ก็ไม่เป็นเครื่องล่อลวงรบกวนใจให้เสียเวล่ำเวลาและให้เป็นผลลบ

เพราะต้นไม้ ภูเขา ดินฟ้าอากาศ ไม่เป็นภัยต่อเรา ไม่เหมือนโลก เข้าไปสู่ตลาดเป็นภัยทั้งนั้น ตาดูปั๊บเป็นภัยแล้ว หูฟังเป็นภัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสสัมพันธ์กันเป็นภัยทั้งนั้น ท่านจึงไล่ออกจากสถานที่เป็นภัย ให้ไปอยู่ในสถานที่ไม่เป็นภัย ต้นไม้ ภูเขา ไม่เป็นภัย สัตว์บุคคลทั้งหลายเป็นภัยทั้งนั้น ท่านจึงแยกออกๆ ใครจะฉลาดยิ่งกว่าศาสดาองค์เอก ทรงดำเนินมาแล้ว ถูกต้องแล้ว จึงได้มาสอนโลก ทีนี้เวลาท่านได้บำเพ็ญอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเวลาไหนก็เป็นเวลาทำงานของท่านตลอด บำรุงเสมอจิตใจ ซักฟอกเสมอ จะไม่สะอาดได้ยังไง เหมือนกับผู้ที่สั่งสมความชั่วช้าลามกจะไม่สกปรกได้ยังไง สั่งสมเท่าไรก็ยิ่งสกปรกหนักเข้าๆ จนจมไปๆ แล้วผู้ที่พยายามบำรุงรักษาจิตใจก็ยิ่งดีดขึ้นๆ สะอาดขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกันนั่นแหละ

เวลานี้ที่บรรดาชาวพุทธเราจะพอก้มหัวกราบได้สนิทใจก็วง... พูดให้มันชัดเลย วงกรรมฐานผู้ท่านมุ่งอรรถมุ่งธรรม ปฏิบัติตนอยู่ตามป่าตามเขานี้แหละชุ่มเย็น ไปเห็นท่านก็ชุ่มเย็นแล้ว เพราะท่านชุ่มเย็นภายในอยู่แล้ว ชุ่มเย็น ชื่นตาชื่นใจ กราบไหว้สนิทใจ เป็นอย่างนั้นนะท่านมีธรรมในใจ ถ้ามีแต่กิเลสภายในใจ เช่นอย่างเอายศเอาลาภ เอาความสรรเสริญเยินยอเข้าไปโปะๆ มีแต่ชั้นนั้นชั้นนี้ ภูมินั้นภูมินี้ มีแต่ลมปากไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เอาผ้าย้อมด้วยทองคำไปห่อมูตรห่อคูถ ตัวเองนั้นละเป็นมูตรเป็นคูถ แล้วเอาเครื่องประดับประดา องค์นั้นได้ชั้นนั้น องค์นี้ได้ชั้นนั้นๆ เหมือนกับเอาผ้าที่ย้อมด้วยทองคำไปห่อกองมูตรกองคูถ มันก็เป็นอย่างนั้น

ทีนี้พอพลิกกันปั๊บ ผ้าขี้ริ้วห่อทอง ท่านอยู่เหมือนคนหมดค่าหมดราคา พระท่านไปอยู่ที่ไหนผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมท่านไม่ต้องการอะไร การอยู่การกินการหลับนอนท่านไม่ต้องการความสวยงามอะไร ท่านจะต้องการความสวยงามเฉพาะจิตใจโดยลำพังเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นจึงว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว ท่านอยู่สถานที่ใด ที่นั้นก็เหมือนผ้าขี้ริ้วใครไม่ปรารถนา ไม่ว่าการอยู่การกินการหลับการนอน ได้อะไรมาท่านใช้พอยังชีวิตให้เป็นไป แต่ส่วนใหญ่มุ่งต่อธรรมๆ ตลอดเวลา นั่นละผ้าขี้ริ้วห่อทอง คือทองคำในใจของท่าน ท่านบำรุงรักษาตลอดเวลา ก็สว่างขึ้นมาจ้าขึ้นมา นี่เรียกว่าผ้าขี้ริ้วห่อทอง

ทีนี้ผ้าย้อมทองคำห่อมูตรห่อคูถ พลิกปั๊บเลย มีแต่ชื่อแต่เสียง เป็นชื่อนั้นชื่อนี้เรื่อยๆ มีแต่ลมปาก ความจริงในหัวใจไม่มี มีแต่มูตรแต่คูถเต็มหัวใจ ขี้โลภขี้โกรธขี้หลงเต็มอยู่ในนั้นหมด ชื่อนั้นหยดย้อยจรดเมฆ ชั้นนั้นชั้นนี้ อย่างพระเรานี้ก็ฟาดตั้งแต่สมุห์ ใบฎีกาขึ้นไป สมุห์ ใบฎีกา ปลัด ขึ้นพระครู เจ้าฟ้าเจ้าคุณ สมเด็จ ประดับกันอย่างนี้เรื่อยๆ ถ้าจิตไม่มีธรรม ถ้าจิตมีธรรมประดับเท่าไรก็สวยงาม ข้างนอกก็สวยงาม ข้างในก็สวยงาม ถ้าหาตั้งแต่ทางนอก สวยงามตั้งแต่ทางนอกเท่านั้นเอง หลอกโลกเขา ภายในมีแต่มูตรแต่คูถ ใช้ไม่ได้เลย นี่ละภาษาธรรม ฟังเอานะท่านทั้งหลาย

เราไม่ได้พูดดูถูกเหยียดหยามอะไร ดังที่เขาออกหนังสือพิมพ์ว่า เทศน์ในข้อที่ ๕ นั้น องค์ธรรมกถึก นักเทศน์ธรรมกถึกต้องประกอบด้วยองค์ ๕

๑.แสดงธรรมไปโดยลำดับ ไม่ขาดวรรคไม่ขาดความ

๒.อ้างเหตุผล แนะนำให้ผู้ฟังเข้าใจ

๓.ตั้งจิตเมตตาปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง

๔.ไม่แสดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภแก่ความร่ำความรวย

๕.ไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น คือไม่ยกตนเสียดสีผู้อื่น

ที่เราถูกโจมตีนี้คือข้อที่ ๕ ก็เขาถากไม้จะว่าไง ไม้ไหนที่ตรงเขาก็ถากเรียบๆ  ไม้ไหนที่คดงอมากเขาก็ถากหนักมือ ขวานถากหนักมือๆ การเทศนาว่าการมีหนักมีเบาก็เหมือนเขาถากไม้ ด้วยเจตนาที่จะให้ต้นเสานี้เป็นต้นเป็นเสาสำเร็จประโยชน์ อันนี้การแนะนำสั่งสอนคน จะเทศน์หนักเบามากน้อยเพียงไรก็เหมือนถากไม้เพื่อทำคนให้เป็นคนดี แล้วกระทบกระเทือนไปที่ไหน ถ้าเป็นเทศน์เพื่อจะยกตนข่มท่านอย่างนั้นเป็นได้ไม่สงสัย ยกตนข่มท่าน ดูถูกเหยียดหยามเขาเพื่อจะยกตนอย่างนี้ นี่เรียกว่าเทศน์กระทบกระเทือน เป็นผู้เทศน์กระทบกระเทือน ยกตนข่มท่าน ในข้อ ๕ ท่านไม่ให้เทศน์อย่างนี้ ให้เทศน์ตามหลักความจริง

อันนี้เราก็ไม่เคยปรากฏว่าเราจะไปเทศน์กระแทกแดกดันผู้ใด เราเทศน์แบบเขาถากไม้ต่างหาก ควรหนักหนัก ควรเบาเบา ตัวไหนมันดื้อนักฟาดหน้าผากให้มันหงายหมาไป เข้าใจไหม ให้พากันจำเอานะ นี่ละองค์ประจำของนักเทศน์ที่เขาออกหนังสือพิมพ์มา เราก็เรียนมาแล้วรู้มาแล้ว ออกมารับกันปุ๊บเลย

ทีนี้อานิสงส์ในการฟังเทศน์ก็มี ๕ อย่างเหมือนกัน ท่านแสดงไว้แล้ว องค์ธรรมกถึกควรมีธรรมประจำ ๕ ข้อนี้ เป็นนักเทศน์ที่ถูกต้องดีงาม ทีนี้ผู้ได้รับผลประโยชน์จากการฟังก็มี ๕ ประการ มีอานิสงส์ ๕

๑.จะได้ยินได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง

๒.สิ่งใดที่เคยได้ยินได้ฟังแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้ง จะได้เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจน

๓.จะบรรเทาความสงสัยเสียได้

๔.จะทำความเห็นให้ถูกต้องได้

๕.จิตผู้ฟังย่อมสงบผ่องใส

๕ ข้อ ข้อที่ ๕ นี่สำคัญประจักษ์ใจ คือจิตผู้ฟังธรรมด้วยความจดจ่อต่อเนื่องในอรรถในธรรม จิตย่อมมีความสงบและผ่องใส นี่อานิสงส์ ๕ ประการท่านแสดงไว้ ตั้งแต่ต้นมาที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็จะได้ยินได้ฟัง ที่ได้ยินได้ฟังแล้วยังไม่เข้าใจชัด ก็จะได้เข้าใจชัด บรรเทาความสงสัยเสียได้ ทำความเห็นให้ถูกต้องได้ จิตผู้ฟังธรรมย่อมสงบผ่องใส ท่านแสดงไว้

อันนี้ผู้ที่มาโจมตีเราไม่เห็นได้แสดง ๕ ข้อนี่ให้ฟัง นี่เราอดไม่ได้นะเราก็ได้พูดสนุก เพราะเราไม่มีอะไรกับใคร เขาจะมาโจมตีเราขนาดไหนเราก็ไม่มีอะไรกับโลก สามแดนโลกธาตุเราไม่มี  จะยกยอขนาดไหนก็เท่าเดิม จะมาเหยียบย่ำทำลายเท่าไรก็เท่าเดิม ไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นเราจึงสนุกพิจารณา อย่างเขามาโจมตีนี้ ผู้ที่โจมตีดังที่ออกมาสะเปะสะปะนี้ เราคิดว่าเขาได้รับค่าจ้างรางวัลมา การมาโจมตีสะเปะสะปะ โจมตีไม่ถูกกฎถูกเกณฑ์อย่างนี้เรียกสะเปะสะปะ เช่นอย่างข้อที่ ๓ ที่เขายกมา ว่าเทศนาว่าการด้วยความเมตตา อันนี้เราไม่มีเมตตา เห็นไหมล่ะตรงนี้ละ เทศนาว่าการไม่มีเมตตา เราขาดเมตตา เข้าใจไหม ทีนี้เมตตาของเรามันครอบโลกธาตุใช่ไหม เงินบาทเดียวไม่เคยติดมือเลย ออกแจกช่วยโลกทั้งหมด นี่เมตตาหรือไม่เมตตา กับธรรมข้อนี้มันเข้ากันได้ไหม นี่ก็แสดงว่าสะเปะสะปะ มาอวดภูมิเฉยๆ  เป็นหนอนแทะกระดาษมาแล้วก็มาอวด นี่ทั้งหนอนแทะกระดาษ  ทั้งปฏิบัติด้วย มันจับได้ทั้งสอง เพราะฉะนั้นจึงพูดได้ทั้งสองเลย แบบหนอนแทะกระดาษมาโม้น้ำลายเฉยๆ ก็มี แบบนำมาปฏิบัติให้ได้ความสัตย์ความจริงออกแสดงก็มี มันต่างกันนะ พากันเข้าใจแล้วเหรอ

วันนี้ขึ้นองค์ธรรมกถึก นักเทศน์ ทีนี้เวลาเขามาโจมตีเรา เขาโจมตีสะเปะสะปะ โอ๋ นี่ ๑.ผู้ที่มาโจมตีก็ไม่ตั้งอกตั้งใจจะมาโจมตีอะไร แล้วทำไมจึงมาโจมตีนี้ ก็อาศัยเขาจ้างวานมา ไปโจมตีอีตาบัวให้หน่อยนะ จะให้รางวัลเท่านั้นๆ  เขาได้รางวัลเขาก็ตีสะเปะสะปะ เราถึงจับในจุดๆ ได้ว่าเขาไม่ได้จงใจที่จะมาว่าให้เราจริงๆ ด้วยความเจ็บแสบในหัวใจของเขา จะได้มาจากรางวัล ผู้ที่เจ็บแสบมันอยู่ข้างหลัง ผู้ที่รับรางวัลมาอยู่ข้างหน้า ว่าสะเปะสะปะมา เราก็จับได้ทั้งหมดที่เขาว่านี่ ก็เราไม่มีอะไรกับใคร สนุกพิจารณาได้ทุกแง่ทุกมุม ในโลกอันนี้เราไม่มีเราบอกตรงๆ

ใครจะว่าอะไรก็ตาม เราไม่เคยเอามาเป็นเครื่องกีดขวางเราเลย เพราะอันนี้โล่งไปหมดแล้ว แดนสมมุตินี้เหมือนมูตรเหมือนคูถ ธรรมชาตินั้นเลยหมดแล้ว เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงท้อพระทัย ทั้งๆ ที่ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้ามาเต็มภูมิของพระองค์ เฉพาะพระพุทธเจ้าของเรานี้ ๔ อสงไขยแสนมหากัป จึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าที่จะสั่งสอนสัตว์เต็มพระทัย แต่พอได้ตรัสรู้ผางขึ้นมาเท่านั้น แล้วมองดูผู้ที่จะแนะนำสั่งสอน กับธรรมชาติที่จะมาสอนโลกมันเข้ากันไม่ได้ ประหนึ่งว่าเข้ากันไม่ได้ ทรงท้อพระทัย จะสอนไปหาอะไร นั่นมันต่างกันไหม โลกอันนี้หยาบไหม กับธรรมชาติอันนั้นละเอียดขนาดไหน ถึงขนาดที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งพระทัยจะสอนโลกยังท้อพระทัยได้ นั่นฟังซิมันต่างกันไหม

นี่ละเรื่องความหยาบของโลกเป็นอย่างนั้น ความละเอียดของธรรมเป็นอย่างนี้ ถึงจะไปโจมตีขนาดไหนก็ไม่ได้เรื่อง เหมือนหมาเห่ามูตรเห่าคูถนั่นแหละ มันจะไปเห่าทองคำที่ไหนหมา เห่ามูตรเห่าคูถเท่านั้น พากันเข้าใจเอานะ เราฟังได้ทุกบททุกบาททุกแง่ทุกมุม เพราะเราไม่มีอะไรกับโลก เอา นินทามา จะสรรเสริญก็มา ผ่านออกหมดเลยไม่มีอะไรติด มันพอทุกอย่างแล้วไม่มีอะไรจะมาติด ไม่งั้นไม่เรียกว่าพอ เอาละที่นี่นะ

ผู้กำกับ จากหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย คอลัมน์วิจารณธรรม วันศุกร์ที่ 3 ก.ย.47

ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช

 

ตามที่ผมเกริ่นเอาไว้เมื่อตอนก่อนว่าสำนักงานพระพุทธฯนั้นมีเจ้าของ มีเจ้าของจริงๆ เสียด้วยครับท่านผู้ชม ครั้น ก.ร.พ.พิจารณาจะให้ยุบรวมเข้ากับกรมการศาสนา ให้ขึ้นตรงอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรมเท่านั้นแหละ ผู้ที่เป็นเจ้าข้าวเจ้าของสำนักงานพระพุทธฯก็เลยออกมาแสดงการต้านทานกันทั่วหน้า

ที่โผล่แพลมหน้ากันออกมานั่นแหละคือผู้เป็นเจ้าของ !

สำนักงานพระพุทธฯแห่งนี้ได้ก่อตั้งขึ้นมาด้วยการต่อสู้เรียกร้องของใครบางคน บางกลุ่ม บางพวก และในจำพวกนั้น "พิมพ์ไทย" สื่อของประชาชนฉบับนี้ก็มีส่วนร่วมในการเสนอข่าวเรียกร้องเพื่อให้ได้มากับเขาด้วย แต่เราเชียร์ให้ได้มาซึ่งกระทรวงพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพราะประเทศชาติของเรามีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ศาสนาเป็นหนึ่งในสามของสถาบันหลักแห่งชาติ สังคมจะสงบร่มเย็นอยู่ได้ก็ด้วยหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา

ดังนั้นผมจึงร่วมเชียร์อย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่ก็ไม่ได้ดังที่หวัง กลับมาได้เป็นเพียงสำนักงานพระพุทธฯซึ่งเป็นส่วนราชการน้อยๆ ที่เปรียบเสมือนเป็นลูกเมียน้อย เป็นลูกเมียน้อยคนสุดท้องที่ไร้การเหลียวแลเอาใจใส่ จากท่านนายกรัฐมนตรีผู้เป็นสายบังคับบัญชาโดยตรง

เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีขาดความเอาใจใส่เหลียวแล กิจการพระพุทธศาสนาก็ตกต่ำลงๆ และก็ตกต่ำลงด้วยการบริหารงานของผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องพระพุทธศาสนาดีพอ จนการคณะสงฆ์ต้องเกิดเรื่องเกิดร้าวและในที่สุดก็จนแตกออกเป็นเสี่ยง

เกิดความร้าวฉานไปทั่วสังฆมณฑล

ต้องยอมรับความจริงนะครับว่า งานของท่านนายกรัฐมนตรีนั้นมีมากมาย แต่ละวันๆ ท่านต้องประสบกับปัญหาต่างๆ ของชาติมากมาย ต้องเร่งแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปแต่วันๆ จนแทบจะไม่มีเวลาได้พักได้ผ่อน แล้วท่านจะเอาเวลาที่ไหนมาสะสางปัญหาที่หมักหมมมานานและยังสร้างปัญหาใหม่ๆ ขึ้นมาไม่หยุดหย่อน สมควรแล้วที่จะให้ยุบรวมกับกรมการศาสนา เพื่อจะได้มีรัฐมนตรีว่าการ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกับปลัดกระทรวงคอยเอาใจใส่กำกับดูแล ดีกว่าจะให้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพื่อเป็นที่แสวงหาผลประโยชน์ของใครบางคน บางกลุ่ม บางพวก

การมองเห็นแต่ประโยชน์เฉพาะส่วนตนนี้เอง จึงเกิดการตั้งฐานอำนาจกันขึ้น แบ่งเป็นสายใครสายมัน สายของกูก็ได้รับการปูนบำเหน็จให้เป็นที่ปรึกษาตรงนั้นตรงนี้ ให้ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นชั้นนั้นชั้นนี้ ทำยังกับว่าการพระศาสนาเวลานี้ขาดองค์ประมุขสงฆ์แล้วยังงั้น ขอถามตรงๆ เถอะว่า การพระศาสนาเวลานี้ใครเป็นองค์ประมุขสงฆ์ ใครเป็นสมเด็จพระสังฆราช ใครเป็นองค์ประธานมหาเถรสมาคม

ลืมแล้วหรือว่าเรายังมีองค์สมเด็จพระสังฆราช ?? เคยปฏิบัติต่อพระองค์ตามหลักจารีตประเพณีอย่างไรบ้าง ? การแสดงความกตัญญูต่อพระองค์ท่านแทบจะไม่มีให้เห็น ที่เห็นๆ มีก็แต่จะคอยเหยียบย่ำซ้ำเติมเยี่ยงเดรัจฉานอกตัญญู !

พลกำลังของพระองค์ท่านถึงแม้จะอ่อนล้าลงไปบ้างตามวัยที่สูงกว่า 90 พรรษา ในบางครั้งพระหัตถ์อาจไม่รับสนองพระทัยในการลงพระนาม แต่พระสติสัมปชัญญะของพระองค์นั้นยังอยู่ในขั้นสมบูรณ์เยี่ยม ดังจะเห็นได้อยู่บ่อยครั้งว่า พระองค์จะทรงมีพระบัญชาให้ท่านเจ้าคุณพระเทพสารเวที พระเลขานุการ ให้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ออกปฏิบัติกิจแทนพระองค์ในศาสนกิจต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ได้เคยพิจารณากันหรือไม่ว่าผู้ที่แต่งตั้งกันขึ้นมาเอง กับผู้ที่พระองค์ทรงมีพระบัญชาแต่งตั้งขึ้นด้วยพระสติสัมปชัญญะของพระองค์เองนั้น

ใครกันแน่คือผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ??

 

                                                                                    ณ. หนูแก้ว

หลวงตา  พูดนี้ก็ถูกต้องหมดแล้ว สมเด็จสังฆราชท่านรับสั่งเอง บัญชางานเอง ท่านไม่เห็นไปยุ่งกับใคร แน่ะ ก็เรื่องของท่านโดยตรง ถูกต้อง หายุ่งทำไม ก็มีเท่านั้น พวกกองย่ง พวกนี้ยุ่งตลอดนะ นี่อย่าว่าจะแล้วนะ หาเรื่องนั้นมาก่อยุ่ง หาเรื่องนี้มาก่อยุ่ง มีแต่กาฝากมหาภัย ก่อตลอดเวลา พวกนี้ก่อ ทางนี้ก็ชะล้างกันลงไปๆ แล้วก่อนี้ขึ้นมาๆ เวลานี้กำลังจะก่อในขั้นสังฆเภท จะทำให้สงฆ์แตกกัน ตั้งเป็นสมเด็จสังฆราชเมื่อไรสงฆ์แตกกันปึ๋งเลยทันที นี่เป็นกรรมที่หนักมาก หยาบโลนมากที่สุด ไม่สมควรที่ผู้ดูแลรักษาศาสนาจะมาทำอย่างนี้ได้ลงคอ ตั้งแต่เด็กอมมือเขาก็ไม่ทำ นี้เราเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้ก็เลยเป็นหัวหน้ามหาโจร มหาภัย จะทำลายพระสงฆ์ทั่วประเทศให้แตกจากกันได้ลงคอ เลวหรือไม่เลว ตอบเอาตรงนี้เลย นี่ละงานอันนี้งานหนักมากสังฆเภท เวลานี้ก็เป็นสังฆราชี กำลังพระสงฆ์ร้าวรานกันทั่วประเทศทั้งๆ ที่ยังไม่ตั้ง เพียงทราบเรื่องอันนี้มันเหม็นคลุ้งขึ้นมาเท่านั้นก็เริ่มร้าวรานกันแล้ว ยิ่งตั้งปึ๋งขึ้นมานี้แตกกระจายเลยเป็นสังฆเภทโดยสมบูรณ์ และคนๆ นี้จะควรรับกรรมในขั้นใด

ผู้มาก่อสังฆเภทให้เกิดขึ้นนี้จะควรรับกรรมในขั้นใด ขั้นนรกอเวจีหรือขั้นนิพพาน เอาไปตัดสินเองก็แล้วกัน เราไม่ได้เป็นเจ้าของทั้งนรกอเวจี ทั้งนิพพาน ให้ไปวินิจฉัยกัน เรามีสิทธิวินิจฉัยได้ เข้าใจแล้วเหรอที่ถามนี้ หมดๆ แล้ว

โยม ขอถวายพ่อพระผู้มีเมตตาเปี่ยมล้นเจ้าค่ะ ขนาดที่เขาเขียนนี้หลวงตาก็มองเป็นว่าเขารับจ้างมา

หลวงตา ก็อย่างนั้นซิ คือโจมตีมามันไม่ถูกจุด สะเปะสะปะมา ก็แสดงว่าไม่ได้ตั้งอกตั้งใจมาโจมตีจริงๆ คือได้รับจ้างมาแล้วก็ว่าไปตามเรื่อง ไอ้ผู้ที่มันเจ็บแสบมันอยู่ลึกๆ ข้างหลัง ก็ช่างมันซิคนนั้น แต่คนนี้มาเราก็ไม่ได้ถือสีถือสามัน มันไม่ได้แกล้งอะไรแหละ มันว่าสะเปะสะปะมาอย่างนั้น อย่างมันอ้างมาอย่างนี้ เราก็เป็นเจ้าคัมภีร์คนหนึ่งใช่ไหม ออกมาปั๊บมันก็รู้ทันทีเลย ดีไม่ดีสอนมันเสียด้วยซ้ำ แล้วมันว่าสะเปะสะปะมา นี่แสดงว่าเอาแค่รางวัลก็เอาละ เขาได้รับรางวัล

โยม หลวงตาเจ้าคะ เมื่อวันที่สองที่หลวงตาเทศน์เรื่องจิตเสื่อม หนูมาพิจารณาดูแล้วมันตรงกับจิตของหนู หนูก็เลยได้อุบายจากหลวงตาตรงที่ว่าให้เอาพุทโธช่วยไปปฏิบัติ หนูก็เอาพุทโธๆๆ เร่งพุทโธไว้ตลอดเวลา แต่ขนาดนั้นสติก็ตั้งไม่อยู่ มันมีแต่เงาของกิเลสผุดขึ้นมาๆ เรื่อยๆ หนูรู้สึกว่ากิเลสตัวพวกนี้มันละเอียดมาก มันเหมือนหนอนที่ว่าอยู่ในน้อยหน่า มันยุบยับๆ แล้วก็หายๆ สติก็ตั้งไม่อยู่ แล้วทีนี้หนูก็ตั้งสติมาเรื่อยๆๆ ตอนนี้รู้สึกว่าสติตั้งได้ดีขึ้นมา แต่พอช่วงระยะนี้รู้สึกมันสงบมาก มันไม่อยากถอนจิตออกมาข้างนอกเลยเจ้าค่ะ

หลวงตา สรุปเลยนะ กิเลสมันอยู่ภายใน สติธรรม ปัญญาธรรมอยู่ข้างบน กิเลสมันจะอยู่มากน้อยเพียงไรมันจะดันออกมาในทางสังขาร ให้คิดให้ปรุง คิดปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้ สัญญาอารมณ์เป็นเรื่องของกิเลสดันออกมา สติตั้งเอาไว้ไม่ให้มันออก ไม่ให้มันออกแล้วก็จิตก็ทรงตัวได้ เพราะสติบังคับไม่ให้อันนี้มากวนใจ ใจก็ทรงตัวได้แล้วก็สงบได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องตั้งสติให้หนักเราก็เคยพูดแล้วนี่ ว่าเอานะ พอว่าอย่างนั้นเหมือนว่าระฆังดังเป๋งนักมวยซัดกันเลย อันนี้สติว่าลงใจแล้วนะทีนี้จะตั้งสติตั้งแต่นี้ต่อไปไม่ให้เผลอ นี่เรียกว่าระฆังดังแล้วเข้าใจไหม บอกว่าเอาเท่านั้นก็ใส่กันเลย พลิกคว่ำพลิกหงาย คือกิเลสตัวมันดันอยากคิดอยากปรุงมันก็ดันออกมา ทางนี้สติก็ตีเข้า ตีเข้าไป เรียกว่าพลิกคว่ำพลิกหงาย ล้มลงไปก็ไม่เผลอสติ เอาล้มก็ล้ม สติไม่ให้เผลอ หงายไปไหนก็ให้หงายแต่สติไม่ให้เผลอ สุดท้ายอันนั้นก็อ่อน เพราะทางนี้ไม่ยอมเผลอสติ สติจึงบังคับกิเลสได้ดี กิเลสจะไม่ออกมาทำงานได้เมื่อสติติดแนบอยู่แล้ว นี่เราพูดได้อย่างชัดเจนถอดออกมาจากหัวใจเราเข้าใจไหม เข้าใจแล้วเหรอ พูดเท่านั้น

สติเป็นสำคัญกิเลสออกไม่ได้ถ้าสติบังคับได้ดี ต่อไปใจก็สงบๆ มีกำลังๆ ทางโน้นก็ค่อยอ่อนตัวลง ทีนี้ก้าวเดินได้ จำเอานะ ทุกอย่างเราสอนหมดแล้ว สอนอย่างละเอียดลออทุกอย่าง สอนอย่างไม่อัดไม่อั้น สอนเต็มภูมิเลย

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก