ไม่มีผมแล้วท่านจะลำบาก
วันที่ 9 กันยายน 2547 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๗

ไม่มีผมแล้วท่านจะลำบาก

 

ก่อนจังหัน

         พระเราให้เร่งความพากเพียรนะ เวลานี้กลางพรรษา เข้าพรรษาไม่มีธุระไปนั้นไปนี้ มีแต่หน้าที่ที่จะประกอบความพากเพียร ชำระกิเลสตัวสกปรก ตัวเป็นฟืนเป็นไฟเผาโลกอยู่เวลานี้ทั่วดินแดน ตัวนี้ตัวสำคัญมากให้ชำระตัวนี้ ไม่ได้เผาใคร มีอยู่กับเราก็เผาเรานั้นแหละ เรียกว่ากิเลสนี้คือสิ่งที่เป็นภัยของธรรม ธรรมเป็นเครื่องบำรุงรักษาเราให้ดีจนกระทั่งถึงดีเลิศ กิเลสนี้เป็นเครื่องทำลายจนฉิบหายหมดความหมายไปเลย มันเป็นคู่เคียงกัน อาศัยจิตเป็นจุดศูนย์กลาง นั่นละเวทีของกิเลสกับธรรมอยู่ตรงนั้น ถ้าว่ามีความเพียรก็ว่าเวทีระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันบนหัวใจ ส่วนมากมีแต่ธรรมหมอบให้กิเลสเหยียบเอาๆ เป็นอย่างนั้น

         ท่านทั้งหลายไม่เคยทราบว่ากิเลสคืออะไร ให้จำให้ดีนะ นี้ละตัวเป็นภัยของสัตว์โลกอยู่ตลอดมา ตัวที่แสดงอยู่เวลานี้มีอยู่ในหัวใจของสัตว์โลก ไม่ว่าสัตว์ดิรัจฉาน ไม่ว่ามนุษย์ แต่มนุษย์เราพอรู้เรื่องบ้างจึงนำมาพูดว่ากิเลสและธรรม สำหรับสัตว์ดิรัจฉานเขาไม่มีทางรู้ได้เลย ตัวนี้ตัวเป็นภัย ไม่มีสิ่งใดจะมาแก้ได้ ขึ้นชื่อว่ากิเลสๆ นี้เก่งมากที่สุด และธรรมเท่านั้นที่จะแก้ได้ สติเป็นสำคัญ นี่ได้เตือนตลอดเวลา พื้นฐานแห่งความพากเพียรตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด สติเป็นสำคัญตลอดไปเลย ตั้งแต่สติล้มลุกคลุกคลานจนเป็นมหาสติมหาปัญญา เป็นสำคัญมากทีเดียว ประกอบความเพียรให้ถือสติเป็นสำคัญนะ ทุกสิ่งทุกอย่างให้มีสติ ขยายออกไปก็เป็นสัมปชัญญะ รู้รอบตัว หน้าที่การงานของตัว ถ้าจ่อเข้ามาในจุดก็เรียกว่าสติจ่อ เช่นอย่างจ่อกับคำบริกรรม จ่อกับจุดแห่งความสงบของจิตด้วยสติๆ นี่เรียกว่าการประกอบความเพียร

การงานในวัดนี้เป็นความจำเป็นของทุกองค์ๆ นะ งานการอะไรบกพร่องอย่าไปเข้าใจว่าอยู่ที่ใด บกพร่องอยู่กับเราผู้ทำความเพียรหาความดีใส่ตนนั้นแหละ บกพร่องตรงนั้น เวลาปัดกวาดก็เคยพูดแล้ว ถ้าหากว่าเป็นเวลาบ่าย เวลาปัดตาดแต่ฝนตกก็ไม่ต้องปัดกวาด ทำความสะอาดอย่างอื่นไปเสีย เช่นปัดกวาดเช็ดถูศาลงศาลา จัดนั้นจัดนี้ที่ทำได้ สำหรับปัดกวาดลานวัดนั้นก็ไม่ต้อง ในตอนเช้าถ้าฝนไม่ตกก็ค่อยปัดกวาดเอา  ให้ต่างคนต่างมีความขยันหมั่นเพียร ทั้งกิจภายนอกภายในเป็นงานของตัวทั้งนั้น อย่าเข้าใจว่าอยู่ที่ห่างไกลที่ไหน เราเป็นตัวตั้งตัวตีที่จะชำระตัวเองให้สะอาดผ่องใส ให้ดูตัวเองตลอดเวลา ข้อวัตรปฏิบัติทั้งหลายเกี่ยวโยงกับเรานี้ทั้งนั้น ให้พร

 

หลังจังหัน

         ประจวบฯ นี้ได้ให้กำแพง อู๊ย เหมาะสมมาก เพราะไปเทศน์ที่นั่นเราไปเที่ยวดูๆ รถที่มาผ่านหน้าวัดตลอดไม่มีวันมีคืน แล้ววัดมองไปเห็นรถนี่เหมือนเขาฉายหนัง โอ๊ย มันยังไงกัน เป็นพระวัดปฏิบัติด้วยนะ เราก็เดินสุดขีดทางโน้นสุดขีดทางนี้ ดูแนวที่จะกั้นไม่ให้เห็นรถที่ผ่านนี้ตลอดเวลา คือจะกั้นกำแพงสูงขนาดไหนๆ จะไม่ให้พระมองเห็นรถเห็นรา แล้วเสียงมันก็จะได้ขึ้นบ้างไม่โดนเอาๆ  ไปดูตอนเย็นแล้วยังไม่แล้ว พอตอนเช้าออกจากกุฏิแต่เช้าไปย้ำดูอีกซ้ำอีก เลยให้สมภารมาหา คุยกันกลางวัดเลย บอกท่าน แนวรั้วทั้งหมดนี้เราจะให้ทั้งหมดเพื่อกั้นรถยนต์ มันมาทั้งวันทั้งคืน แนวทั้งหมดท่านทำกำแพงมาถึงสุดนู้นแล้ว เราก็ต่อจากโน้นให้สุดเลย

เอาทำ ความสูงต่ำขนาดไหนให้ท่านพิจารณาเอง ให้ดูรถที่มานี่ ความมุ่งหมายก็จะให้สูงบ้างนั้นแหละดีเราว่า ที่สำคัญก็คือไม่ให้มองเห็นรถเลย ให้ท่านพิจารณาเอง เรื่องดีและชั่วอยู่กับท่าน ผิดถูกอยู่กับท่าน ผมมอบให้ท่านทั้งหมด ให้ท่านฟิตเต็มเหนี่ยว กำลังของท่าน ความเฉลียวฉลาดมอบเลยเชียว ผมจะให้ทั้งหมดเลย ดูรถนี่มันภาวนาได้ยังไง แล้วท่านก็รับทำ เวลาไปครั้งที่สองไปดู เออดี เรียบ เอ้อ ชมเชย ช่างเก่งนะ ทั้งสูงทั้งแน่นหนามั่นคง บอกให้ท่านทำเอาตามความต้องการของท่านทุกอย่าง ท่านอย่ามาคำนึงความสิ้นเปลือง ผมมอบทั้งหมดแล้วว่างั้นเลย ให้ท่านทำให้ดี ก็รู้สึกว่าจะค่อนข้างดีมาก เสียงรถมามันก็โดนกำแพงแล้วขึ้นๆ เลย ไม่มาปึ๋งปั๋งๆ ตาก็ปึ๋ง เสียงก็ปึ๋ง ขึ้นข้างบนดี เสร็จเรียบร้อยแล้วแหละ

เมื่อวานก็ไปโรงพยาบาลคำตากล้า ไปทุกวันแหละเราไปเอง คือถ้าเราไปเองก็ได้พิเศษบ้าง เช่นอย่างพวกไก่พวกอะไรอย่างนี้ กล้วย ไก่สด ถ้าเขามารับเองเหล่านี้ไม่ได้นะ ถ้าเราไปเองจะได้พิเศษๆ ด้วยตามรายทางๆ ได้พิเศษไปด้วย นี่ท่านทั้งหลายเชื่อหรือไม่เชื่อ เราจวนตายเท่าไรแทนที่จะมาห่วงเราไม่มีนะ มันกลับห่วงโลกห่วงสงสาร ห่วงบ้านห่วงเมืองไปอย่างนั้นนะ แทนที่จะมาห่วงตัวเองเพราะจวนจะตายแล้วกลับไม่มี บอกว่าไม่มีเลย นั่นฟังซิ มีแต่ห่วงโลกห่วงสงสาร เพราะฉะนั้นมันถึงหมุนติ้วเพื่อโลกอยู่ตลอดเวลา เพราะความห่วง ความเมตตาสงสาร เราจะว่าสงสารเราไม่เห็นมีอะไร มาห่วงมันอะไร เท่านั้น เรื่องเจ้าของเรียกว่าไม่มีเลย มีแต่ความเป็นห่วงโลกเท่านั้นเอง จึงได้อุตส่าห์พยายามช่วยทุกวิถีทางที่จะช่วยได้

เวลาไปตามทางเหมือนกัน มองอะไรนี้มองจริงๆ มองพิจารณาตลอดเลย ไม่ใช่มองแบบผ่านๆๆ นะ มอง ฟังก็ดี ดูก็ดี ดูจริงๆ ดูด้วยความจดจ่อๆ ด้วยความพินิจพิจารณาไปตามทางอยู่อย่างนั้น ความเมตตานั่นแหละเป็นพื้นฐานเลย อันนี้รู้สึกว่าไม่มีลดละเลย ความเมตตาเป็นพื้นฐานเลย ทีนี้อำนาจแห่งความเมตตาเป็นพื้นฐานมันก็มีแต่จะให้จะช่วยใช่ไหมล่ะ ที่จะเอาเลยไม่มี มีแต่จะช่วยๆ เรื่อยไป เรามาพิจารณาเฉพาะเราเพียงตัวเท่าหนูนี่นะ มันก็เด่นอยู่ในหัวใจหนู แล้วหัวใจพระพุทธเจ้าจะเป็นยังไงนี่ซี น่าพิจารณาอยู่นะ ที่ว่า มหาการุณิโก นาโถ หิตาย สพฺพปาณินํ พระพุทธเจ้าทรงมีพระเมตตามหาคุณต่อสัตว์โลกมากมาย ทำประโยชน์แก่โลกไม่มีประมาณ ฟังแต่ว่าไม่มีประมาณ เพียงเราตัวเท่าหนู หัวใจเท่าหัวใจหนู มันยังเต็มหัวใจหนูนะ มันเป็นขึ้นเองๆ แล้วมันวิ่งใส่พระพุทธเจ้า เพราะมันเป็นอันเดียวกัน มากน้อยเหมือนธนบัตรจริงด้วยกันนั่นแหละ ใบห้าใบสิบมันจริงด้วยกันหมด มันก็วิ่งถึงกันหมด อันนี้ก็เหมือนกันนั้นแหละ

ความบึกบึนในโลกในสงสาร ท่านเหมือนเรา เราเหมือนท่าน ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่ากัน ความสุขความทุกข์ที่ผ่านมาในโลกอันนี้ เรากับเขาเหมือนกัน ทั่วโลกดินแดนไม่มีใครแข่งกันได้เรื่องความสุขความทุกข์ที่ผ่านมาตามความเกิดความตาย สูงๆ ต่ำๆ นี่มันก็เป็นธรรมดา ความรู้สึกเป็นธรรมดา เหมือนเราเหมือนท่าน ที่ให้มันเด่นก็คือเวลาภาวนา เข้าทางด้านภาวนา มันเปิดมหาเหตุ คืองานการอะไรก็ตาม ก็เรียกว่าเป็นกิ่งเป็นก้านเป็นอะไร ยังไม่ได้เข้าหาต้นลำ รากแก้วของมัน มันก็ยังไม่ชัดเจน ยังไม่เด่น ต้นไม้ถ้าลงได้โค่นรากแก้วแล้วเด่นละ คอยที่จะล้ม อันนี้พอจิตเข้าสู่จิตตภาวนา นี่มหาเหตุอยู่ตรงนั้น ความเกิดความตาย ความสุขความทุกข์ ทั้งมวล รวมอยู่จุดเดียวนี้หมดเลยไม่อยู่ที่ไหน ดินฟ้าอากาศที่ไหนกว้างแสนกว้างไม่อยู่ สุขก็ไม่อยู่ ทุกข์ก็ไม่อยู่ อะไรๆ ไม่อยู่ อยู่ที่จิตดวงเดียว พอจิตจ่อเข้าไปตรงนี้แล้วเข้ามหาเหตุ

มหาเหตุมันมีทั้งกิเลสทั้งธรรม ส่วนมากเป็นพื้นฐานสำหรับสัตว์โลกทั่วๆ ไปก็คือกิเลสเป็นมหาเหตุครอบอยู่หัวใจ ธรรมะมีก็อยู่ใต้มันๆ เหมือนน้ำมีจอกแหนปกคลุมหมด มองหาน้ำจนไม่เห็น เวลาเราจ่อเข้าไปถึงมหาเหตุนี้มันก็เริ่มรู้แหละ เพราะมันอยู่ที่นั่นแล้ว จึงว่าไม่มีที่ไหนที่จะมาสอนได้โดยถูกต้องแม่นยำสุดยอดเหมือนพระพุทธเจ้า สอนลงจุดมหาเหตุ นี่ละตัวพาเกิดพาตายไม่มีที่สิ้นสุดยุติตั้งกัปตั้งกัลป์ คือตัวนี้เอง มหาเหตุก่อความทุกข์ความเดือดร้อนวุ่นวายอยู่นี้ทั้งนั้น พระองค์ทรงตรัสรู้ปึ๋งก็จ้าขึ้นหมดเลยมหาเหตุ ทีนี้เราพอเริ่มภาวนาเข้าไป ตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลาน คือเรียงลำดับดูจิตของตัวเองนั่นเอง ไม่ใช่เรียงเรื่องอะไร เรียงเรื่องของตัวเอง ตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลานเป็นลำดับลำดามา ถึงขนาดน้ำตาร่วงก็เคยเล่าให้ฟังแล้วไม่รู้กี่ครั้ง เล่าหาอะไร ก็มันถึงใจ น้ำตาร่วง จะฟัดกับกิเลส มันซัดหมัดเดียวหงายหมา ไม่ใช่หงายแมวพอจะตบได้นะ มันหงายหมา ร้องแหง็กๆ สู้มันไม่ได้ โถ ขนาดนี้เทียวเหรอ

ตั้งหน้าตั้งตาจะไปสู้กับมันไม่ได้ถึงยก พอขึ้นไปมันต่อยหมัดเดียวหงายหมา คืออำนาจของกิเลส กระแสของกิเลสมันรุนแรงเหมือนมรสุม อะไรผ่านไม่ได้ ต้นไม้ใบหญ้าขาดสะบั้นไปเลย มรสุมที่มันรุนแรงมาก นี่มรสุมของกิเลสภายในจิตใจเป็นอย่างนั้นนะ ทั้งๆ ที่ว่าตั้งหน้าตั้งตาจะสู้กับมัน ตั้งสติไม่อยู่เลย ตั้งล้มผล็อยๆๆ ตั้งพับล้มเลย เหมือนมรสุมมันมาพรึบเดียวหมด ตั้งพับล้มๆ อย่างนี้เราเทียบ จำได้ไม่ลืม มันฝังลึกนะ จนกระทั่งน้ำตาร่วง โถ ออกกูมึงเชียวนะเราไม่ลืม อะไรที่ไม่ลืมก็มาเล่าให้ฟัง คือนี้นิสัยมันจะเป็นยังไงไม่ทราบ รู้สึกอะไรมันฝังลึกมากนะ ถ้าได้ฝังอะไรแล้วไม่ถอนง่ายๆ ถ้าไม่มีเหตุผลเหนือจะถอนไม่ได้เลย เจ้าของเองก็ไม่ยอมถอน ถ้าลงได้ตั้งกึ๊กลงแล้ว เหตุผลพร้อมแล้วเจ้าของเองก็ถอนไม่ได้ ต้องให้เหตุผลเหนือนี้ถึงจะถอนอันนี้ได้ เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่จะเขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียนไปเรื่อยอย่างนั้น นิสัยอันนี้รู้สึกจะเป็นอย่างนี้ละ ฝังลึกๆ ทุกอย่าง

ทีนี้เวลาเจ็บแสบให้กิเลสน้ำตาร่วงนี้ก็ ขึ้นถึงกูมึงภายในใจนะไม่ได้ออกปากอะไร ไปอยู่ในป่าในเขาคนเดียว น้ำตาร่วง โถ กูสู้มึงไม่ได้ มึงเก่งขนาดนี้เชียวนา ลงกูมึงเทียวนะ เอาละยังไงมึงต้องพังวันหนึ่ง ให้กูถอยกูไม่ถอย เคียดแค้นเต็มที่ นี่ละเคียดแค้นให้กิเลสนี้เป็นธรรมนะ เคียดแค้นให้บุคคลหรือสัตว์ตัวใดเรื่องใดก็ตามเป็นกิเลสทั้งนั้น แต่เวลามาเคียดแค้นให้กิเลสซึ่งเป็นภัยต่อตัวเองกลับเป็นธรรมะขึ้นมา เคียดแค้นให้มันอย่างถึงใจเหมือนกันนะ อย่างไรก็ไม่ถอย ถึงขนาดที่ว่า เอา มึงเอากูขนาดนี้เชียวเหรอ ยังไงมึงต้องพังวันหนึ่ง ให้กูถอยกูไม่ถอย ถ้าว่าเป็นโลกก็เรียกว่า ผูกกรรมผูกเวรกัน เอาอย่างนั้นจริงๆ เราเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะมันถึงใจ ฟัดกันล้มๆๆ

ที่เป็นหินลับก็คือพ่อแม่ครูจารย์มั่น มาหาท่านได้รับการอบรมแล้ว ไปอีกหงายอีกๆ อู๊ย ไม่ลืมนะ หลายครั้งหลายหน คือความเคียดแค้นมันมีกำลังมากมันไม่ถอย ถึงจะหงายมันก็ไม่ถอย ไม่ถอยหลายครั้งหลายหนก็พอเห็นลวดเห็นลายกันบ้างเป็นลำดับลำดา ต่อไปมันก็พลาดท่าให้เราเหมือนกัน เหอ มึงก็มีท้องเหมือนกันหรือ นึกว่ากูหงายหมาให้มึงดูท้องกู มึงก็มีท้องเหมือนกันกับกู ทีนี้ได้กำลังใจแล้วจับปุ๊บไว้เลยอุบายวิธีใด ซัดกันเข้าๆ จิตก็ค่อยตั้งตัวได้ ความสงบความผ่องใสนี้ ต้นไม้ ภูเขา พระอาทิตย์อะไรนี้เราไม่ได้คำนึง มันเด่นอยู่ที่หัวใจ มันไม่ไปเด่นอยู่ที่พระอาทิตย์ พระจันทร์นะ มันมาเด่นอยู่ที่หัวใจ เพราะความมืดมันมืดอยู่ที่หัวใจ อะไรมืดก็ตามสู้หัวใจมืดไม่ได้ ทีนี้เวลาเปิดออกด้วยธรรม ธรรมนี้ละเปิดออกๆ ก็ค่อยกระจ่างขึ้นมาที่หัวใจ

ความสงบขึ้นมาแล้วก็ความสว่างไสวขึ้นมาๆ มันเป็นอยู่ที่หัวใจ มันไม่ได้ไปดูพระอาทิตย์พระจันทร์นะ ดูที่ใจ ความมืดก็ดูที่ใจ แล้วค่อยสว่างไสวขึ้นมาเรื่อยๆ จากนั้นก็ขึ้นเรื่อยๆ ละที่นี่ นี่ละอำนาจแห่งความพากเพียร ความมุมานะไม่หยุดไม่ถอย ทีนี้ก็ขึ้นเรื่อย จ้าขึ้นเรื่อยๆ เรื่องความเพียรนี่เอาเต็มเหนี่ยวตลอดๆ เฉพาะเรื่องอดอาหารนี้ โอ๊ย เรียกว่าจะเป็นจะตายจริงๆ เพราะมันได้ผลจากการอดอาหารเรานะ อดจะเป็นจะตาย แต่จิตมันเหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า ร่างกายจะก้าวขาไม่ออก แต่จิตเหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า นี่ที่มันทนทรมาน ทุกข์ก็ยอมรับว่าทุกข์ อ่อนเปียก เดินบิณฑบาตไปหมู่บ้านไม่ถึงหมู่บ้าน กะไว้แล้วนะว่าวันพรุ่งนี้จะพอถึงหมู่บ้าน ถ้าเลยนี้แล้วจะไปไม่ได้

ถึงขนาดนั้นไปถึงกลางทางไปไม่ไหวแล้ว ต้องนั่งพัก มันไม่ถึงหมู่บ้านเขา ทั้งๆ ที่เรากะว่าจะถึงก็ไม่ถึง ขนาดนั้นละ แต่จิตมันไม่ได้เป็นอย่างธาตุขันธ์นะ อ่อนเปียกธาตุขันธ์ แต่จิตนี้มันสว่างไสว นี่ละที่มันดึงกันอยู่ทำให้อด ทุกข์ก็ยอมรับว่าทุกข์ ทีนี้มาเทียบกันแล้ว กำลังของร่างกายนี้มันขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังของใจขึ้นได้ยาก สมมุติว่าเราอ่อนเปียกนี้ไปฉันจังหันเสร็จแล้วนี้ ทั้งๆ ที่ไปแทบจะไม่ถึงหมู่บ้านหรือไม่ถึงหมู่บ้าน พักกลางทางก็มี กำลังหมดร่างกาย พอไปฉันจังหันเสร็จแล้วนี้ กลับออกมาคราวหลังนี่เหมือนม้าแข่ง เห็นไหมล่ะกำลัง เพราะคนก็ยังหนุ่มอยู่ มันเหมือนม้าแข่ง มันขึ้นอย่างรวดเร็วกำลัง พอฉันจังหันเสร็จแล้วกลับมาเดินนี้ผึงเลยเชียว ที่จะออบแอบๆ เหมือนไปไม่มี เวลาขากลับมานี่เหมือนม้าแข่ง มันขึ้นอย่างรวดเร็วสำหรับร่างกาย แต่ใจขึ้นได้ยาก นั่น จึงต้องได้เอาทางใจให้หนักๆ

จนกระทั่งท้องเสีย ตั้งแต่พรรษา ๑๐ เพราะเราเริ่มตั้งแต่พรรษา ๗ แล้ว ออกปฏิบัติพรรษา ๗ ท้องเสียก็ไม่สนใจ มีแต่จะเอาให้ได้อย่างเดียวๆ จิตมันมุ่งธรรม ทีนี้จิตก็ค่อยสว่างไสวขึ้น แปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นมา มันไม่ได้อัศจรรย์ที่ไหนเวลาขึ้น ขึ้นที่นี่ อัศจรรย์ที่นี่ ที่นี่ๆ อยู่อย่างนั้น กลางวันกลางคืนก็เด่นอยู่ที่นี่ไม่ได้อยู่ที่ไหนนะ ความสุขความทุกข์ ความมืดความแจ้งไม่อยู่ที่ไหน อยู่ที่จิตดวงเดียว นั่นเวลาเปิดออกๆ มันเห็นชัด ความมืดมันก็มืดมาแล้ว เคยมืดมาแล้ว มันก็เห็นชัดเจน ทีนี้ความสว่างไสวค่อยเปลี่ยนตัวขึ้นเรื่อยๆ สว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ได้ดูพระอาทิตย์ มันดูตัวนี้ตลอดเวลา ความมืดก็เหมือนกันไม่ได้ไปดูอากาศ ดูตัวนี้ เวลาสว่างไสวขึ้นมาขึ้นที่ใจๆ

เอาจนกระทั่งถึงจิตละเอียดเต็มที่มันละ เดินจงกรมไม่ลืม ไอ้นี่ก็ไม่ลืม จนอัศจรรย์ตัวเอง นั่นเห็นไหมถึงขั้นมันอัศจรรย์ตัวเอง จิตนี้มันโล่งไปหมดโลกธาตุนี้ จิตตอนนั้นกำลังจิตว่างนะ เข้าถึงขั้นจิตว่าง ว่างหมดเลย ความว่างกับความสว่างไสว ความแปลกประหลาดอัศจรรย์อยู่จุดเดียวกัน นี้มันก็อดไม่ได้นะ เลยอัศจรรย์ตัวเอง ยืนรำพึงอยู่ตอนเช้าตั้งแต่เช้ามืดเดินจงกรม จิตนี้มีแต่ความสว่างไสวความอัศจรรย์เหมือนว่าครอบไปหมดเลย มันอัศจรรย์ตัวเอง โอ้โห จิตของเรานี้ทำไมถึงอัศจรรย์เอานักหนานะ มันอุทานตัวเองอัศจรรย์ตัวเอง ทำไมถึงได้อัศจรรย์เอานักหนานะ โลกธาตุนี้ไม่มีอะไรเด่นยิ่งกว่าจิตที่เด่นด้วยความอัศจรรย์ด้วยความสว่างไสว มันไม่มีความหมายโลกทั้งโลก มันมาอยู่ที่จิตๆ นี้นะ เวลารวมเข้าแล้วมาอยู่ที่จิตทั้งหมด

ทีนี้ก็มีธรรมอันหนึ่ง นั่นแหละธรรมท่านเตือน ท่านกลัวเราลืมตัว พอเห็นจิตสว่างไสวแล้วมันอาจจะลืมตัวก็ได้ เพราะได้ขึ้นอุทานในจิต โอ้โห ทำไมจิตของเราถึงได้อัศจรรย์ถึงขนาดนี้เชียวนา พออันนี้สงบลง ธรรมะขึ้นแล้วนะ นี่ฟังซิ เพราะจุดนี้เป็นจุดที่สำคัญหัวเลี้ยวหัวต่อแล้วจะเข้าด้ายเข้าเข็ม จิตละเอียดมาก พระธรรมท่านกลัวเราจะลืมตัวหรือหลงอะไรก็ไม่ทราบแหละ สักเดี๋ยวพออันนี้สงบลง พระธรรมขึ้น นี้เรียกว่าธรรมเกิด ขึ้นมาเป็นคำๆ ภายในใจนะ เหมือนเราพูดกันแต่ไม่มีเสียง หากเป็นคำพูดอยู่ในใจขึ้นมา ขึ้นปุ๊บขึ้นมา ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ แทนจะรู้ในขณะนั้นกลับงงเป็นไก่ตาแตกไป นี่จึงเสียดาย ถ้าไปเล่าให้พ่อแม่ครูจารย์(มั่น)ฟังท่านจะใส่ผางเดียว มันจะรู้ขณะนั้นเลย บรรลุในขณะนั้นพูดตรงๆ ว่างี้เลย เพราะมันละเอียดเต็มที่แล้ว ถึงขั้นจะก้าวข้ามไปแล้ว

พระธรรมท่านเตือนว่า ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ คือว่าจุดก็จุดแห่งความสว่างไสว จุดเหมือนตะเกียงเจ้าพายุ ภายในไส้ตะเกียงมันสว่างไสวใช่ไหมล่ะ นั่นแหละมันมีจุดอยู่นั้นนะ ทีนี้จิตของเราที่สว่างไสวมันเป็นจุด จุดสว่างไสวนี่แหละที่ท่านว่า ถ้ามีจุดมีต่อมอยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ คือตัวนี้เองตัวภพ ความหมายว่าอย่างนั้น พระธรรมท่านเตือนแต่เราไม่รู้ ทีนี้พอผ่านไป ความสว่างไสวที่เป็นจุดสว่างไสวมันหมดไปเลย ดับไม่มีเหลือเลย ความสว่างนี้เป็นเหมือนไส้ตะเกียงเจ้าพายุที่สว่างเป็นจุด พอลบอันนี้ปุ๊บลงไป จุดอันนี้ไม่มีความสว่าง ความสว่างอันนั้นเลยเหนือโลกไปเลยที่นี่

นี่ถึงได้มาเห็นโทษ โอ๋ ความสว่างที่ธรรมท่านเตือนนั้นเตือนถูกต้องที่สุดแล้ว แต่เราจับเอาไม่ได้ จึงคิดถึงพ่อแม่ครูจารย์ เพราะตอนนั้นพ่อแม่ครูจาย์ล่วงไปแล้วใหม่ๆ จิตเรากำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ถ้าหากว่าไปเล่าอันนี้ให้ท่านฟัง ก็จุดนั่นแหละ ท่านจะขึ้นทันทีเลย ตัวสว่างนั่นแหละคือจุดเท่านั้นเอง มันจะเห็นโทษทันทีปล่อยผึงเลย ขาดสะบั้นไปเลย อันนี้มันไม่เห็น มันก็พยุงหรือว่าอุ้มชูกันอยู่นั่นแหละที่จุดสว่าง ถือว่าเป็นของดิบของดี ทั้งๆ ที่พระธรรมท่านตำหนิว่า ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน ผู้รู้นั่นท่านก็บอกแล้ว นั้นแลคือตัวภพ ตัวนั้นแหละ ความหมาย แต่เราจับไม่ได้ ถ้าเป็นเล่าให้พ่อแม่ครูจารย์ฟัง ท่านจะจี้ลงเลย ก็นั่นแล้ว ตัวจุดต่อมก็คือตัวรู้ตัวมันสว่างจุดนั้นแหละนั่นตัวภัย ความหมายว่าอย่างนั้น มันจะผางทันที นี่จึงเสียดายเวลามันผ่านไปแล้วอันนี้ไม่มี ที่ว่าอัศจรรย์ๆ อัศจรรย์ด้วยจุดด้วยต่อมนี้มันไม่มี อัศจรรย์ทีหลังนี้ไม่เป็นอย่างนี้นั่นซี มันอัศจรรย์ครอบโลกธาตุคราวนี้นะ นั่นจึงได้มาเห็นโทษอันนี้

นี่พูดถึงเรื่องความสว่างของจิต สว่างมาเรื่อยๆๆ นะ ขอให้มีการบำรุงเถิด จิตใจเรานี้คือจิตตภาวนาลงในจุดมหาเหตุ เราจะได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง เรื่องกิเลสตัณหามากน้อยจะอยู่ในจิตดวงเดียว ธรรมเป็นผู้ซักผู้ฟอกอยู่ภายในจะค่อยสว่างกระจ่างออกไปๆ จนกระทั่งถึงที่ว่าได้อัศจรรย์ตัวเอง มันไม่ลืมนะ อัศจรรย์จริงๆ ยืนรำพึง โถ จิตของเราทำไมถึงได้อัศจรรย์เอาขนาดนี้เชียวนา แล้วพระธรรมท่านกลัวเราจะลืมตัวจะหลงจุดนี้ ท่านจึงผุดขึ้นมาบอก จุดนี้จุดอัศจรรย์นี่เรากำลังหลง ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ คือตัวนี้เอง แต่เราไม่รู้เสีย ถ้าหากว่ารู้มันก็ผางขึ้นเดี๋ยวนั้นเลย

จนกระทั่งพิจารณาไปๆ มันไม่มีที่ไปมันก็มีเท่านั้น การพิจารณาเวลานั้นเข้าวงแคบแล้วมันจะไม่มีอะไรนะ จะมีแต่จิตกับความยิบๆ แย็บๆ อาการของจิตมันจะตามเข้าไปๆ เรื่อยจนกระทั่งถอนพรวดขึ้นมา รากแก้วของมันคืออวิชชา พออันนี้ออกแล้วมันก็จ้าหมดเลยเชียว นั่นไม่ต้องถามใคร พูดแล้วสาธุทันที แม้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ทูลถาม นั่นซิมันชัดขนาดไหน ก็สันทิฏฐิโกผู้ปฏิบัติจะรู้เองเห็นเอง ใครเป็นคนประกาศไว้ ก็พระพุทธเจ้า แล้วยังไปทูลถามพระพุทธเจ้าอยู่ พระวาจาอันนี้ก็ไม่มีความหมายละซิ ทีนี้พอจ้าขึ้นแล้วไม่ทูลถามพระพุทธเจ้า นั่น เข้ากันได้แล้วกับสันทิฏฐิโก นี่แหละจุดสุดท้ายของความสว่าง สว่างเป็นลำดับลำดา สว่างจนอัศจรรย์ก็มี แต่ไม่ได้อัศจรรย์เท่าความสว่างสุดสมมุติแล้ว สุดสมมุติแล้วสว่างเต็มที่เลย เลยสมมุติโดยประการทั้งปวง

นี่คือคุณค่าแห่งการอบรมจิตใจ เวลานี้ถูกกิเลสความเลวความสกปรกทั้งหลายมันครอบอยู่ทั้งใจเขาใจเรามันเหมือนกัน จึงไม่มีใครอัศจรรย์ในโลกนี้ โลกอันนี้จะกว้างขวางขนาดไหนก็ตาม พลเมืองมีเท่าไรถ้าพูดมนุษย์เรา เรื่องสัตว์ไม่ต้องพูด มีมากขนาดไหนกี่ล้านคน มันก็พอๆ กัน จะว่าบ้านนั้นเจริญเมืองนี้เจริญ มันเจริญตั้งแต่อิฐปูนหินทรายเหล็กหลาที่มาก่อสร้าง ว่าบ้านนั้นเจริญเมืองนี้เจริญ หัวใจเป็นไฟเหมือนกันหมด เพราะกิเลสตัวเป็นไฟอยู่ที่หัวใจด้วยกัน พอเปิดอันนี้ออก ไม่มีใครเปิดมีพระพุทธเจ้าเท่านั้น เปิดออกนี้มันครอบไปหมดเลย ไม่มีอะไรอัศจรรย์เท่านี้ เจริญแท้ที่นี่ นั่น ไม่ได้เจริญแบบเงาๆ เหมือนโลกเจริญอยู่ทุกวันนี้ โลกเจริญทุกวันนี้เป็นเงาๆ ความรุ่มร้อนเผากันตลอด หาความเจริญไม่ได้ ถ้าเอาธรรมจับปั๊บแล้วมันก็รู้หมดเลยทันที

นี่คุณค่าแห่งการอบรมจิตใจ ให้พากันอบรมนะ พูดมานี้เอาเป็นสักขีพยานถอดจากหัวใจมาพูดนะ เพราะจวนจะตายแล้ว เป็นห่วงเป็นใยขนาดนั้นเป็นห่วงโลกนะ เราธาตุขันธ์ขนาดนี้มันจะไปอยู่เมื่อไรนี้ไม่เคยสนใจนะ ว่าจะมาห่วงตัวเองบอกว่าไม่มีเลย มีแต่จวนตัวเข้าเท่าไรยิ่งห่วงโลกห่วงสงสารมากเข้าๆ แทนที่จะมาห่วงตัวเองไม่ห่วง มันหมดทุกสิ่งทุกอย่างที่จะห่วงจะหวงแล้ว หมดไม่มีอะไรเหลือ

ธาตุขันธ์นี้กับอันนี้มันก็เหมือนกัน อันนี้ของเรากับอันนี้มันก็เหมือนกัน เป็นแต่เพียงว่าอันนี้มีความรู้มันแทรกไปจากความรู้อันใหญ่นี้ แทรกไปเป็นกิ่งไปตามประสาทส่วนต่างๆ ทำให้รู้นั้นรู้นี้ อันนี้สำหรับนั้นอันนั้นสำหรับนี้ เครื่องไม้เครื่องมือ ตา สำหรับดู ประสาทออกทางตา หูสำหรับฟัง ประสาทความรู้นี้ออกทางนี้ๆ ใช้อยู่นี้ พาให้หมุนมันก็หมุน มันก็ไม่รู้เรื่องของมันนะหมุนอยู่นี้ จิตต่างหาก คือกระแสของจิตที่แทรกอยู่นี้ทำให้รู้ เวลานี้หดเข้าไปร่างกายของเราเหมือนท่อนไม้ท่อนฟืน พอกระแสของความรู้นี้หดเข้าไปสู่ความรู้อันใหญ่นั้นเสีย ร่างกายของเราก็เหมือนท่อนไม้ท่อนฟืน

พอความรู้กระจายออกมามันก็รู้อย่างนี้ละ นั่นมันชัดขนาดนั้นนะการพิจารณาทางด้านจิตใจ ทีนี้พอความรู้นี้หดตัวเข้าไปปึ๊บ ร่างกายของเรานี้แม้จะทุกข์แสนสาหัสก็ตาม พอความรู้ที่รับผิดชอบนี้หดตัวเข้าไปเท่านั้นร่างกายเป็นท่อนไม้ท่อนฟืน ไม่มีเลยทุกข์ ทุกข์หมด หมดโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือ พอจิตหดเข้าไปสู่ตัวเองไม่รับทราบในสิ่งทั้งหลายเท่านั้น ร่างกายก็หมดทุกข์ ไม่มีทุกข์ เพราะฉะนั้นจึงกล้าพูดได้เลยว่า คนเราถ้ามีสติอยู่ แล้วเวลาจะตายจริงๆ จะรู้นะว่าความทุกข์จะดับหมด ในร่างกายจะไม่มีเหลือเลย จะไปอยู่ที่จิตแห่งเดียวเท่านั้นเอง

แต่นี้มันไม่มีสติน่ะซิ ตกที่หลับที่นอนตกเตียงตกอะไรไปเพราะไม่มีสติสตัง ถ้ามีสติมันจะรู้หมดเลย เวลาจะตายจริงๆ แล้วทุกขเวทนาในร่างกายจะดับหมดไม่มีอะไรเหลือเลยเวลานั้น นั่นละเรียกว่า ๙๙% พอเปอร์เซ็นต์ที่ร้อยก็ดีดพับจิตออก อันนี้ก็เป็นท่อนไม้ท่อนฟืนโดยสมบูรณ์ เวลานี้ยังมีจิตครอบมันอยู่ มันก็เป็นสัตว์เป็นบุคคล พอความรู้นี้ออกก็เป็นท่อนไม้ท่อนฟืน มันเห็นได้ชัดขนาดนั้นแล้วจะไปถามใคร มันชัด เวลาจะตายจริงๆ ทุกขเวทนาในร่างกายจะดับหมดไม่มีอะไรเหลือ ความรู้จะไปรวมตัวไม่รับทราบอะไรทั้งนั้นปล่อยหมด จากนี้ก็ดีดออกเลย

ความรู้อันนี้มันมีสองประเภท ความรู้ที่ยึดถือหนึ่ง ความรู้ที่บริสุทธิ์หนึ่ง ความรู้ที่บริสุทธิ์ไม่ยึดอะไร เป็นหลักธรรมชาติล้วนๆ ออกเลย ถ้าเป็นความรู้ที่ยึดถืออยู่มันก็รู้ที่จะยึดอยู่ เป็นชั้นๆ อย่างงั้นนะ นี่ละการอบรมจิตใจเป็นอย่างนี้

พูดอย่างไม่สะทกสะท้าน ผ่านมาทุกอย่างที่นำมาแสดงให้พี่น้องทั้งหลายฟังนี้ ไม่ได้ไปลูบคลำนะ ถอดออกมา ยิ่ง เอา ใครจะถามอะไรๆ ถามมาพูดมา มันจะครอบไว้หมดเลย พูดแว็บรู้ทันทีๆๆ มันรู้หมด ตามแต่วิสัยของผู้มาถามจะได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงไรก็ตอบกันตามที่จะได้รับประโยชน์มากน้อย ถ้าเหนือกว่านั้นไปแล้วไม่ตอบไม่พูดไม่เกิดประโยชน์ แน่ะ มันเป็นขั้นๆๆ ไป เอาละพูดเท่านั้นพอจะเป็นคติเครื่องเตือนใจ แล้วมีอะไรอีกล่ะ

ผู้กำกับ จากหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย คอลัมน์วิวาทะ หัวข้อเรื่องว่า

“ทำอะไรลงไปอย่านึกว่าชาวโลกเขาจะรู้ไม่ทัน”

ความลับไม่มีในโลก “นัตถิ โลเก ระโห นามะ” สุภาษิตนี้ยังเข้มขลัง ใช้ได้ตลอดกาลและตลอดไปด้วย

การเคลื่อนไหวของคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค เพื่อมาให้กำลังใจแก่พระเถระผู้ใหญ่ในกรุงเทพ อย่าคิดว่าผีหรือเทวดาเท่านั้นที่รู้ วิธีการตื้นเขินพรรค์นี้เด็กอมมือยังรู้ ผู้ใหญ่กร้านแดดกร้านลมมีหรือจะไม่รู้

การให้กำลังใจเป็นสิ่งที่ดี อย่างน้อยก็คิดถึงรถยนต์ที่เป็นพาหนะใช้ขับขี่ เมื่อน้ำมันหมดลงก็จนปัญญาที่จะวิ่งต่อไป คนเราเมื่อกำลังใจมันเหลือน้อยหรือหมดลง การเติมพลังด้วยการเสนอหน้าเอ่ยวาจาว่า “พระเดชพระคุณเดินมาถูกทางแล้ว ขอเอาใจช่วย”

คำพูดเพียงสั้นๆ เท่านี้ ทำให้หัวใจพองโตคับทรวงทีเดียว

การให้กำลังใจของหมู่คณะมากันเป็นร้อยเป็นพัน ต้องเช่ารถบัสเหมาคันๆ ละหลายพันบาท ค่าอาหารขบฉันและเครื่องดื่มตลอดเวลาที่เคลื่อนไหว คิดเป็นเงินออกมาไม่ใช่น้อย เอาเงินมาจากไหน? ใครจ่าย? เงินเป็นล้านเชียวนะ เป็นไปไม่ได้ที่หลวงพ่อปลายทางท่านจะควักย่ามมาเปย์

พูดกันให้แซ่ด งานนี้มีผู้จัดการใหญ่ในกรุงเทพ เขาเป็นฆราวาสไม่ใช่พระสงฆ์ แต่ขลุกขลิกอยู่ตรงชายสบงของพระเถระผู้ใหญ่นั่นเอง “ไม่มีผมแล้วท่านจะลำบาก ผมขอเอาชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อปกป้องท่านให้พ้นภัย” เขาละเจ้าของวลีดังกล่าวนี้

งานนี้ไม่รู้ใครหลอกใคร แต่เป็นไปไม่ได้ที่พระจะหลอกโยม เนื่องจากพระสงฆ์อ่อนต่อโลกโดยวิธีการนี้ หรือถึงจะพอรู้ก็ไม่ถนัดที่จะทำ เพราะห่างไกลต่อกิจของสงฆ์นัก

น้ำใจไมตรีมีให้กันตลอด ไม่แปลกที่มีผลต่างตอบแทนเกิดขึ้นอย่างคุ้มค่า

ตำแหน่งใดที่เหมาะสมแก่พระคุณเจ้า ต้องขวนขวายประเคนให้

ตำแหน่งใดที่ฆราวาสควรได้ เช่นตำแหน่งที่ปรึกษา หลังเกษียณอายุราชการไปแล้ว ตั้งมันเข้าไป

ตำแหน่งที่ปรึกษาหลังเกษียณ ลูกศิษย์วัดเนินวัดลุ่มที่อยู่ไกลปืนเที่ยงเขาเมาท์กันสนุก “มันเป็นตำแหน่งบัดสีบัดเถลิง” ความหมายลุ่มลึกประการใดไม่มีใครเฉลย อยากรู้ความขอให้ตายๆ ไปเสียแล้วอย่าลืมเกิดมาเป็นมนุษย์ใหม่ ชาติใหม่ตอนชีวิตบ่ายคล้อยย่างเข้าสู่ปัจฉิมวัย คงรู้ดอกน่า

มันมีอะไรนักหนา มีความจำเป็นอะไรจึงต้องมาตั้งคนพรรค์นี้เป็นที่ปรึกษา สมองมี หูตาไม่พิกลพิการ ไฉนจึงมายอมให้คนเช่นนี้จูงมือลงห้วยลงเหว?

หลวงตาวัดมะเดื่อ เข้าแว่นสายตายาว อ่านมาถึงตรงนี้ได้แต่ส่ายหัวล้านโคลงเคลงเพราะไม่เข้าใจ ได้แต่สบถอยู่ในใจว่า “ห่...เอ้ย มันอะไรกันวะเนี่ย?”

เฮ่อไปคนเดียวเถอะหลวงตา คนทั้งแผ่นดินเขารู้กันทั่ว เจ้าตัวไอ้คนหัวเขียงมันกัดฟันกรอดๆ จนกรามโปน จ้องจะฟันจะฟ้องเจ้าของคอลัมน์นี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ยังหาลูกถนัดไม่เจอเท่านั้นเอง

บอกแล้วไง ความลับไม่มีในโลก นัตถิ โลเก ระโห นามะ ดังที่เขียนไว้เตือนสติบรรทัดแรกแล้ว

การล้มสำนักพุทธฯด้วยวาจาใครๆ ก็ล้มได้ แต่มันไม่ง่ายนักหรอก มีอย่างหรือสู้กันมาขอกันมาแทบล้มประดาตายกว่าจะสัมฤทธิ์ผล พอใจจะเลิกจะรวมจะยุบก็สั่งเปรี้ยงเข้าให้

งานนี้มส.และหลวงพี่พระครู หลวงพี่เจ้าคุณ หลวงพี่มหาเปรียญหนุ่มๆ ทั้งหลายในศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย คงจะคิดถึงหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ไม่มากก็น้อยแหละน่า เพราะหลวงตาไม่เอาด้วยมานานแล้ว ถึงขนาดลงทุนล่ารายชื่อให้ปลดออกจากตำแหน่งรองนายกฯ ได้จำนวนคนเป็นล้าน ขณะนี้เรื่องอยู่ที่ ส.ว.แล้ว

ไอ้ใครว้าที่ลั่นวาจาไว้ก่อนหน้านี้ว่า “ถึงวันที่ ๑๕ กันยาก็เปิดตูดไม่อยู่แล้ว” จำคำพูดของตัวเองได้ไหมเอ่ย?

                                                            ปู่โอม

ผู้กำกับ ต่อเลยนะครับ จากหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย คอลัมน์วิจารณธรรม หัวข้อเรื่อง

ต้นเหตุแห่งความวุ่นวายในวัดบวรฯ

ถึงแม้เหตุการณ์ที่ก่อความสลดสังเวชใจดังที่เกิดขึ้นในวัดบวรนิเวศวิหาร วันที่มีการประชุมมหาเถรสมาคมครั้งที่ผ่านมาจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ภาพนั้นยังคงไม่จางไปจากความทรงจำของหลายๆ คนได้

ต่างพูดทำนองเดียวกันว่าตั้งแต่เกิดแต่ท้องพ่อท้องแม่ ยังไม่เคยเห็นใครเลือกปฏิบัติต่อพระเจ้าพระสงฆ์เยี่ยงนี้ ก็พระที่สนับสนุนถูกอุ้มให้ขึ้นนั่งบนตำหนักเพ็ชร ส่วนพระที่เจตนาเข้ามายื่นหนังสือกลับถูกกักให้นั่งอยู่บนทางเดินนานนับ ๖ ชั่วโมง นับเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่พระภิกษุสายกรรมฐาน ผู้บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ตามป่าตามเขา ต้องพากันออกมาชำระสะสางการผิดพระธรรมวินัยถึงภายในวัดบวรฯ

เชื่อว่ามีอีกหลายคนที่ไม่เข้าใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร และใครเป็นผู้ก่อให้เกิดเหตุการณ์อันเลวร้ายอย่างนี้ขึ้น ซึ่งคนส่วนนี้ก็คงหลงเชื่อไปตามกระแสข่าวหรือการบอกเล่าต่อๆ จากผู้อื่น ซึ่งต่างก็เหมารวมเอาว่าพระป่าจำนวน ๓๐๐ กว่ารูปนั้น ต้องถูกนายทองก้อนชักชวนให้มาก่อความวุ่นวาย สร้างความสับสนให้กับบ้านเมือง พระป่าทำไมไม่อยู่ในป่า เข้ามาก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองทำไม?

ในฐานะที่ผมเกาะติดตามสถานการณ์ และรายงานข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้มาโดยตลอด จึงขอทำหน้าที่ตอบข้อข้องใจต่อท่านผู้ชมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น เกิดขึ้นจากฆราวาสหัวดำๆ ไปแต่งตั้งพระเถระให้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นการกระทำที่ผิดต่อจารีตประเพณีและผิดขนบธรรมเนียมปฏิบัติของสงฆ์ ซึ่งตามพระวินัยหรือกฎหมายแล้ว ต้องคณะสงฆ์เท่านั้นที่จะมีสิทธิ์แต่งตั้งพระเถระรูปหนึ่งรูปใดให้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช หากสมเด็จพระสังฆราชไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

เมื่อผิดธรรมผิดวินัยก็ต้องมีผู้ออกมาท้วงติงเป็นธรรมดา เพราะการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นเรื่องใหญ่ เป็นตำแหน่งที่มีอำนาจการบังคับบัญชาเสมือนสมเด็จพระสังฆราช ทั้งจะต้องปกครองทั้งพระฝ่ายมหานิกายและคณะธรรมยุต มีทั้งการให้คุณและให้โทษต่อพระผู้ใต้ปกครองในเวลาเดียวกัน ซึ่งเรื่องของสงฆ์ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก

“ทองก้อน วงศ์สมุทร” เริ่มเป็นผู้ออกโรงเรื่องนี้เป็นคนแรก เรียกร้องให้ผู้ที่แต่งตั้งได้พิจารณาทบทวน พร้อมกับชี้แนะว่าควรจะยกเลิกสิ่งที่ผิดและทำเสียให้ถูก

แทนที่จะรับฟังเสียงท้วงติงก็สวนกลับเอาว่า “ทองก้อน” แส่ไปทุกเรื่อง ที่แต่งตั้งขึ้นมานั้นถูกต้องแล้ว แต่ไม่ชี้แจงแสดงเหตุผล ทำให้ “ทองก้อน”ต้องขนตำรากฎหมายที่ร่ำเรียนมาทั้งหมดไปกองพะเนินในห้องประชุมโรงแรมรัตนโกสินทร์ ประกาศท้าถ้าการแต่งตั้งนั้นถูก ตนนี้จะเผาตำราทิ้งทั้งหมด จะไม่ขอใช้กฎหมายเหล่านี้มาเป็นวิชาเลี้ยงชีพอีกต่อไป

ไม่มีใครกล้ารับคำท้าสักคน มีแต่ออกมาเถียงแบบข้างๆ คูๆ แบบเอาสีข้างเข้าถูเลี่ยงบาลีไปวันๆ ย้ำอยู่นั่นแหละว่าการแต่งตั้งนั้นถูกต้องแล้ว?

จนกระทั่งพระภิกษุสายวัดป่าจำนวน ๑๐,๐๐๐ รูปต้องออกมาเข้าประชุมกัน ณ พระอุโบสถ วัดอโศการาม ลงมติสงฆ์ว่าการแต่งตั้งนั้นผิด และผิดตั้งแต่ขึ้นต้นแล้ว (ขึ้นต้นในหนังสือว่าแต่งตั้ง) ฆราวาสไม่มีอำนาจแต่งตั้งพระ และได้พิจารณาด้วยหลักธรรมหลักวินัยแล้วเห็นว่าขัดต่อธรรมวินัย แนะนำให้ยกเลิกเสีย พร้อมกับมอบหมายให้ “ทองก้อน” ยื่นหนังสือมติคณะสงฆ์ถึงนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และผู้ลงนามแต่งตั้งได้พิจารณา

“ทองก้อน” พร้อมคณะศิษย์หลวงตากว่า ๒,๐๐๐ คนเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่หน้าทำเนียบ แต่กลับปรากฏว่าหนังสือดังกล่าวไม่มีการเสนอถึงนายกฯ และก็เป็นเช่นนี้อยู่หลายครั้ง จนในที่สุดคณะพระอาจารย์สายวัดป่าก็จำต้องออกมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเอง

แม้ “ทองก้อน” จะนำหลักฐานที่เป็นสำเนาเอกสารของทางราชการออกมาแฉให้เห็นแบบจะจะว่า การแต่งตั้งนั้นมันลัดขั้นตอนชัดๆ เป็นการกระทำโดยพลการ ทำกันเสร็จแล้วประกาศใช้แล้ว ถึงนำเข้าไปกราบเรียนให้ที่ประชุม มส.มีมติอนุโมทนาย้อนหลัง

แล้วยังมีหน้าออกมายืนยันอีกว่า ที่ทำนั้นถูกต้องแล้ว

ที่พระป่าต้องออกมาแบบซ้ำซากนั้น ต้นเหตุมันเกิดมาจากใคร?

                                                            ณ หนูแก้ว

 

หลวงตา นี่ก็ได้ฟังกันแล้วไม่ใช่เหรอ มันเรื่องเดิมนั่นแหละ พวกที่หน้าด้านมันก็ด้านอย่างเดิม ด้านที่สุดพวกนี้ ดื้อที่สุดไม่มีใครเกินพวกนี้ ด้านที่สุด ดื้อที่สุด ไม่มีใครเกินพวกนี้ นี่ละมหาโจรในชาติไทยเรา ในศาสนาเรา กำลังแสดงเต็มเนื้อเต็มตัวด้วยความจอมปลอมทั้งหมด เท่าที่พิจารณามานี้ทั้งหมดเราพิจารณาโดยธรรม ไม่มีคำว่าลำเอียง เราจะพูดตามหลักธรรมล้วนๆ ซึ่งเหนือโลกแล้วธรรมพระพุทธเจ้า โดยถ่ายเดียวเท่านั้น อย่างอื่นเราจะไม่นำมาพูด ที่จะบิดเบือนต่อความถูกต้องนี้เราฝืนไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจึงพูดได้เต็มปาก ว่าพวกนี้คือพวกมหาโจรกำลังปล้นชาติปล้นศาสนาอย่างออกหน้าออกตา หน้าด้าน ไม่ฟังเสียงใครเลยคือพวกนี้เอง พูดให้ตรงๆ อย่างนี้แหละ

         ลบล้างกันมาโดยลำดับด้วยน้ำที่สะอาดคือหลักธรรมหลักวินัย ที่ออกมาจากป่าซึ่งพระสงฆ์ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตรงแน่วตามหลักธรรมหลักวินัย นำออกมาชะล้าง พวกนี้ไม่ยอมรับฟังเสียง มีแต่ดื้อๆ ด้านๆ เอาความสกปรกมาโปะเข้าในน้ำที่สะอาดเรื่อยมาอย่างนี้แหละ ท่านทั้งหลายฟังเอา นี่ภาษาธรรมที่หลวงตาบัวนำมาพูด เอ้าถ้าว่าผิดไปเอาคอหลวงตาบัวไปตัดเลย ไม่เสียดาย ยิ่งกว่าอรรถกว่าธรรมที่เราเทิดทูนตลอดเวลามา นี่เป็นความสัตย์ความจริง

         เวลานี้กำลังขึ้นแบบหน้าด้านทุกแห่งทุกหน เกาะไปหมด หากำลังวังชาที่จะมาโจมตีชาติและศาสนา พระมหากษัตริย์ของเราให้จมลงในเมืองไทย ให้เหลือตั้งแต่มูตรแต่คูถเต็มบ้านเต็มเมือง ครองบ้านครองเมือง มูตรคูถครองบ้านครองเมืองมันครองอะไร ก็มีแต่หนอนเท่านั้นละครองกันอยู่กับมูตรกับคูถ อย่างอื่นไม่มี พวกนี้กำลังก่อเรื่องนี้ขึ้นมาเวลานี้ ศาสนาจะไม่มีเหลือถ้าปล่อยให้พวกนี้ออกหน้าออกตาอยู่อย่างหน้าด้านๆ อย่างเป็นอยู่เวลานี้

         ไม่มีความจริงเราพูดจริงๆ เรียกว่ากาฝากมหาภัยตลอดมา ไม่มีคุณค่าแม้นิดเดียวที่แสดงออกมาในสังคมแห่งชาวพุทธชาวไทยเราตลอด เราก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในท่ามกลางแห่งชาวพุทธชาวไทย ฟังและวินิจฉัยตลอดมา ไม่มีคำว่าถูกต้อง มีแต่พิษแต่ภัยต่อชาติ ต่อศาสนา ต่อพระมหากษัตริย์ โดยถ่ายเดียวเท่านั้น ฟังให้ดีพี่น้องทั้งหลาย นี่เป็นภาษาธรรมที่เรานำมาพูดนี้ มีตั้งแต่เรื่องกาฝากๆ ที่เป็นมหาภัยๆ แทรกเข้ามา จึงได้ปัดออกๆ เรื่อย ชำระล้างด้วยน้ำที่สะอาดคือหลักธรรมหลักวินัย ชะล้างเรื่อยมาหลายครั้งหลายหน

         เวลานี้กำลังเข้ากันใหญ่อยู่เวลานี้ นี่ละที่ว่ากาฝากมหาภัยตัวใหญ่กำลังขึ้นเวลานี้ จนกระทั่งจะไม่มีน้ำมาชะมาล้าง มันก็หมดน้ำก็ดี หลวงตาบัวไม่ใช่เป็นคนมีอำนาจวาสนามาก พอที่จะได้น้ำมหาสมุทรทะเลหลวงมาชะล้างของสกปรกเหล่านี้ได้โดยลำพังคนเดียว จึงต้องอาศัยบรรดาพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทย และแดนชาวพุทธเรา ต่างคนต่างเป็นเจ้าของแล้วให้พินิจพิจารณาเต็มหัวใจด้วยกันทุกคน ถ้าปล่อยไว้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะจมอย่างแน่นอนจากพวกเปรตพวกผี พวกทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นี้โดยถ่ายเดียวเท่านั้น

         ไม่มีใครที่จะมาทำ  เมืองอื่นเมืองนอกเขาไม่มาทำ ในเมืองไทยของเรานี้แหละที่มันเป็นตัวมหาภัยอยู่เวลานี้ มันไม่ยอมฟังเสียงใครเลย ตัวแสบๆ มันตัวหัวขนที่ว่านี้ ตัวอยู่ในวงราชการที่ว่าอ้างตัวเป็นรัฐบาลๆ ตัวนี้เป็นตัวแสบสำคัญมากที่สุดเลย ทำลายชาติบ้านเมืองอยู่เวลานี้ ตัวนี้เป็นตัวถือบังเหียน นำอยู่ในวงรัฐบาลก็ตัวนี้ละ ตัวทำรัฐบาลให้สกปรก รัฐบาลไม่ใช่จะเป็นอย่างนั้นทั้งหมดนะ รัฐบาลมีดีอยู่มากมาย แต่ตัวสกปรกนี้เข้าไปแทรกแล้วเหม็นคลุ้งไปหมดเวลานี้ รัฐบาลจะขาดความนับถือของประชาชนได้เพราะตัวแสบๆ นี้แหละ เอาของเหม็นๆ คลุ้งเข้าไปโปะไว้หมดเลย

         ฟังให้ดีนะ มีแต่ตัวนี้ละตัวเก่งๆ อยู่เหนือกฎหมาย กฎหมอย กฎหมา ทุกอย่าง กฎหมัด อยู่กับคนนี้หมด ไม่ได้ฟังเสียงใคร เอาอำนาจบาตรหลวงจากปากปากเดียวนี้ ทั้งๆ ที่คนทั้งประเทศเขามีปากด้วยกันไม่ยอมให้เขาพูด ไม่ยอมให้เขาใช้อำนาจ มันใช้คนเดียวทั่วโลกดินแดนเวลานี้ จะว่าอะไรแม้แต่นายกรัฐมนตรีเราก็อยู่ใต้อำนาจของมัน พูดให้มันชัดเจน ไอ้นี้มันเที่ยวบีบคอไปหมดไอ้ตัวหัวดำๆ เวลานี้ ฟังให้ดีนะพี่น้องทั้งหลาย นี่ละภาษาธรรม จี้เข้าไปตรงที่มันเป็นนี้ละ ที่อื่นไม่เป็นไม่จี้ จี้ตรงที่มันเป็นนี้

         มันใหญ่ยิ่งกว่าใครในโลกอันนี้ เวลานี้น่ะ ตัวนี้ตัวหัวดำๆ ตัวแสบๆ ใหญ่ที่สุด มันเอาอำนาจป่าเถื่อนของมันนั่นแหละ ไม่ใช่อำนาจธรรมดา เอาให้แหลกไปหมดๆ จำให้ดีนะ เวลานี้ประชาชนเขาก็กำลังพิจารณาอะไรต่ออะไร เราไม่ค่อยนั่นละกับเรื่องประชาชน เราพูดตามหลักธรรมหลักวินัยนี้เท่านั้น เราไม่พูดอย่างอื่น เป็นยังไงเราบอกตามตรงนั้นเลย พากันพินิจพิจารณาให้ดี ตัวแสบๆ นี้ละกำลังจะกลืนศาสนากลืนชาติ กลืนพระมหากษัตริย์เรา กำลังลุกลาม กำลังหากำลังวังชา หาเพื่อนหาฝูงมาทุกแห่งทุกหน ออกทุกแง่ทุกมุมที่จะเข้ามาโจมตีให้ได้อย่างใจมันคนเดียว จำให้ดีอันนี้ เราเอาแค่นี้ก่อน เราจะคอยฟังตามหลังไปโดยลำดับลำดา ให้พิจารณากันทั่วหน้าก็แล้วกัน

         (เทศน์หลังให้พร) นี่มันอดไม่ได้มันมาสะดุดใจกึ๊กขึ้นมานี่ ตัวสำคัญตัวแสบๆ นั่นถูกไล่ออกจากสำนักงานพุทธศาสนา เพราะมันมาสังหารงานพุทธศาสนา ทีแรกมันบอกว่าจะมาดำเนินงานให้เจริญรุ่งเรือง มันมาสังหารเอาเลย ตรงกันข้าม ทีนี้ถูกทางนี้ขับไล่ออก ขับไล่ออกไปแล้วก็ได้พูดกับนายกฯ ให้นายกฯมาตกลงกัน เรื่องนี้ร้ายแรงมาก ให้ออกเราบอกตรงๆ เลย มาปรึกษากับนายกฯบอกว่าจะให้ออก มันขอไปถึงวันเกษียณ นายกฯพูดว่าให้ออก มันขอไปถึงวันเกษียณ ทางนายกฯก็เน้นเข้าไปอีกว่า ก่อนไปถึงวันเกษียณอย่ามาก่อเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นจนกระทั่งถึงวันเกษียณ แล้วมันก่ออยู่ตลอดเวลา มันฟังเสียงนายกฯเมื่อไร ไอ้นี่หน้าด้านขนาดนั้นนะ

         แล้วทีนี้เวลามันจะออกไปนี้ มันจะแทรกเข้ามาอยู่ในวงกลางมหาเถรสมาคม มส.ๆ ไอ้ตัวนี้มันจะมาอยู่ในแกนกลางนี้อีก นี่ตัวมหาภัยอีก นี่ละมันจะได้เล่นงานกันอีก พูดตรงๆ อย่างนี้เลย ตัวนี้เข้ามานี้มหาเถรสมาคมก็ต้องเป็นมหาโจร นี่มันจะเอากันตรงนี้อีกนะ บ้านเมืองมีขื่อมีแปจะปล่อยให้มาเหยียบย่ำหัวคนไทยทั้งชาติได้ยังไง นี่กำลังแต่งเรื่องมาแล้วไม่ใช่หรือ (มันบอกว่าถ้าไม่มีมันแล้ววัดสระเกศจะลำบาก วัดสระเกศเลยหลงคารมมันเลยตั้งมันเป็นที่ปรึกษา) เออ จะลำบาก แล้วประเทศไทยทั้งประเทศเป็นยังไง ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นเหรอ วัดสระเกศลำบาก ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นตั้งแต่ประเทศไทยทั้งชาตินี่เหรอ

         นี่มันน่าฟังไหมล่ะพิจารณาซิ ฟัง อย่างนี้มันก็พูดออกมาได้ นี่ละกำลังมันจะแทรกเข้ามาหามส. ทีนี้มส.นี่จะได้เอากันละว่าเป็นมหาโจร ซัดกันตรงนี้อีกนะ นี่ละเรื่องมันเป็นอย่างนั้นนะ ออกมาแล้วมันเข้ามานี้ ออกนี้เข้ามานี้ ดื้อที่สุด พวกนี้ดื้อที่สุด ไม่ฟังเสียงใคร นี่ภาษาธรรมฟังเอา นี่ดื้อที่สุด ไล่ออกไปแล้วมันยังแทรกเข้ามาที่จะเข้ามาเป็นใจกลางของมหาเถรสมาคมอีก ถ้ามันมาอยู่ที่นี่ก็ระเบิดนิวเคลียร์นิวตรอน นั่นเองอยู่ในนั้น เพราะฉะนั้นมันจะต้องได้พิจารณากันทั้งหมดมหาเถรสมาคม ถ้าตัวนี้ไม่ออกเมื่อไร มหาเถรสมาคมอาจล้มกันก็ได้ คนทั้งชาติมหาเถรสมาคมเป็นใหญ่มาจากไหนวะ มหาเถรสมาคมก็พระสงฆ์ผู้ใหญ่ท่านตั้งกันขึ้น ตั้งขึ้นด้วยความเป็นธรรม เมื่อไม่เป็นธรรมแล้วเอาไว้ทำไม

         นี่ละมันอดไม่ได้ต้องพูดอีกทีหนึ่ง มันอย่างนี้นะ ปั๊บเข้ามานี่ๆ อยู่อย่างนั้นตลอดเวลา สายตาของธรรมดู ดูอย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้หาจับผิดจับถูกผู้ใด เราจึงพูดได้เต็มปากทุกอย่าง เอาละพอ

 

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก