มีสติแล้วจิตตั้งได้
วันที่ 17 กันยายน 2547 เวลา 8:20 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๗

มีสติแล้วจิตตั้งได้

 

         วัดบ้านซิ่ว ที่นั้นสงัดดีเราไปดู เหมาะสมมากทีเดียว เป็นแต่เพียงว่าได้เตือนเอาไว้ การก่อสร้างเป็นข้าศึกกับการภาวนาอย่างมากนะ พระพุทธเจ้าไม่สนใจกับการก่อสร้างวัตถุนะ ทรงสั่งสอนเน้นหนักตั้งแต่เรื่องจิตตภาวนาทั้งนั้น ที่นี่เหมาะสมแล้ว ที่พักที่อยู่ก็พอเหมาะพอดี อย่าไปหาสร้างมากเกินไปนะ แล้วก็ดุทั้งจันท์ด้วย พระลูกศิษย์หลวงตาบัวอยู่แถวจันท์นี้นักก่อสร้างนะ ใส่เสียเปรี้ยงเลย มันยุ่งแต่เรื่องการก่อสร้าง หัวใจไม่ดูนะ สุดท้ายเอาลงตรงนั้น จึงกำชับเอาไว้ ไปแล้วไปหายุ่งแต่เรื่องอันนั้น มันเข้าภายในจิตไม่ได้ พอโผล่เข้าไปนี้ท่อไฟที่ร้อนๆ ของกิเลสพุ่งออกมาใส่นี้หงายไปเลย แล้วไปลูบคลำนั้นดีๆ ตรงสำคัญมันตีออก มันไม่ให้เข้า เข้าใจไหมล่ะ เพราะฉะนั้นจึงชอบเป็นนักก่อสร้างพระเรา เรารู้ทันทีนะ เพราะมันเคยฟัดกับกิเลสมาแล้วนี่ ไปทำสิ่งนั้นทำสิ่งนี้แก้รำคาญ เพราะเข้าไปตรงนี้ถูกมันตีเอาๆ เลยชอบก่อสร้างพระเรานะ

สำหรับฆราวาสกับพระมันคนละอย่าง มันต่างกัน พระนี่มุ่งหน้ามุ่งตาในหน้าที่การงานเพื่ออรรถเพื่อธรรม เพื่อมรรคผลนิพพานล้วนๆ ครั้นไปแล้วเถลไถลไปอย่างนั้นมันดูไม่ได้ ก็พูดแล้วมิใช่หรือที่ว่าตั้งสติ พอลงใจทุกอย่างแล้วจิตของเราที่เจริญแล้วเสื่อมๆ เป็นเวลาปีหนึ่งกับ ๕ เดือน แหมเหมือนตกนรกทั้งเป็น คือมันทุกข์เอาแสนสาหัส แต่ทุกข์อยู่ภายในไม่มีใครรู้ มันสุมอยู่นี้ จิตเสื่อมไป ยังเหลือแต่ฟืนแต่ไฟเผา แล้วก็อยากได้จิตนั้นกลับคืนมาๆ ความอยากความหิวโหย อยากก็มีแต่อยาก มีแต่ความทุกข์ จิตเสื่อมมันเหมือนไฟไหม้กองแกลบสุมอยู่

คือแต่ก่อนที่เรายังไม่เคยรู้เคยเห็นเคยเป็นมันก็ธรรมดาๆ นะ แต่เวลาไปรู้ไปเห็นนี้แล้วมันก็เหมือนคนที่ไปเสาะแสวงหารายได้มาจนเป็นขั้นเศรษฐี แล้วไปถูกล่มจมเสียด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง แม้เงินจะติดอยู่ในบ้านหรือธนาคารเป็นแสนๆ ก็ตามไม่ได้มีความหมายนะ มันไปอยู่ที่ล่มจมหมด จิตใจไปอยู่ที่ล่มจมเสียดายนั้น เป็นความทุกข์มากที่สุด ตาสีตาสาอยู่ตามท้องนาเขาไม่เคยมีเงินมีทอง เขาไม่ได้เป็นทุกข์เหมือนเศรษฐีล่มจม เข้าใจไหมล่ะ นี่เราเทียบแล้ว เราในขั้นจิตเป็นสมาธิ โอ้โห แน่นปึ๋งเลยนะ มันแน่นเหมือนหิน เราก็ไม่เคยปฏิบัติ ไม่เคยรักษาจึงไม่รู้จักวิธีรักษา มันเสื่อมได้ตรงนี้ เราไม่รู้จักวิธีรักษา

ฟื้นขึ้นมานี้ไม่มีทางขึ้น ขึ้นแล้วตกๆ เป็นเวลาปีกับ ๕ เดือน โห ร้อนมากทุกข์มาก เข็ด จนกระทั่งเป็นตัวประกันกันเลยว่า พอจิตฟื้นขึ้นมาทีนี้ เอา เสื่อมไม่ได้ ถ้าเสื่อมเราต้องตาย เราจะทนทุกข์ทรมานรับเสวยกรรมจากจิตเสื่อมเหมือนแต่ก่อนไม่ได้แล้ว คือมันเข็ดขนาดนั้น พอได้ที่แล้วมัดกันเลยเทียวนะ ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่จิตเราจะเสื่อมไปไม่ได้ คือสติที่หนุนจะไม่ให้จิตเสื่อมนี้อยู่กับตัวเอง ถ้าจิตเสื่อมคราวนี้เราต้องตาย มันจะตายแบบไหนก็ไม่รู้นะมันเป็นได้ ดังพระโคธิกะ นั่นท่านบอกไว้ในตำราว่าจิตเสื่อมถึง ๖ หน ฌานเสื่อม ฌานก็คือสมาธินั่นละ ฌาน ความเพ่ง สมาธิจดจ่ออยู่ในจุดเดียว เสื่อมไป ๖ หน เป็นหนที่ ๗ เลยฆ่าตัวเอง เอามีดมาเฉือนคอตัวเอง จิตเสื่อมครั้งที่ ๖ คือท่านทนทุกข์ทรมานไม่ไหว เราคิดเรื่องของท่านกับเรื่องของเรามันเข้ากันได้เลย นี่ถ้าหากว่าจิตของเราได้เสื่อมคราวนี้เราต้องตาย มันจะตายแบบไหนก็ไม่รู้ คือเหมือนว่าจะทนแบกกองทุกข์นี้อีกไม่ได้แล้ว เป็นอย่างนั้น

พระโคธิกะท่านก็เลยตาย ท่านบรรลุธรรมในขณะนั้นนะ เอามีดเชือดคอ เลือดสาดออกมานี้ท่านพิจารณา เลยบรรลุธรรมในขณะนั้น เอามีดเชือดคอลงไปแล้วได้ปลง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ในเลือดของตน เลยบรรลุธรรมได้ถึงขั้นอรหันต์ในเวลานั้น ไม่มีใครทราบได้เลย แล้วก็นิพพานในเวลานั้น บรรลุอรหันต์ในเวลานั้นแล้วนิพพาน พญามารมาคุ้ยเขี่ยขุดค้นหาจิตวิญญาณของพระโคธิกะ เอาเสียจนฟ้าดินนี้มืดไปหมด ท่านว่าในตำรา มีแต่ฤทธิ์ของพญามารคุ้ยเขี่ยหาจิตวิญญาณของพระโคธิกะ พระพุทธเจ้าทรงเล็งญาณดูแล้วมาขู่พญามาร พญามาร เธอจะมาคุ้ยเขี่ยหาอะไร หาจิตวิญญาณของพระโคธิกะลูกของเราตถาคตซึ่งนิพพานไปแล้ว

ถ้าเป็นภาษาของหลวงตาบัวจะว่า ให้เธอเอาโคตรเธอมาค้นก็มาเถอะจะไม่เจอเลย แต่ภาษาพระพุทธเจ้าเป็นยังไงไม่รู้ ถ้าภาษาของหลวงตาบัวจะเป็นอย่างนั้น ให้ไปเอาทั้งโคตรมาค้นก็ไม่เจอ คือท่านนิพพานแล้ว พญามารยังคุ้ยเขี่ยหาจิตวิญญาณดวงนี้ ฟังซิน่ะ มันเป็นอยู่ที่ไหน จิตดวงไหน จิตวิญญาณดวงไหนที่อยู่ใต้อำนาจของกิเลส พญามารครอบไว้หมด แต่จิตของพระโคธิกะพุ่งเลยไป เรื่องราวเป็นอย่างนั้น เธออย่าไปคุ้ยเขี่ยขุดค้นหาเลยให้เสียเวล่ำเวลา พระโคธิกะลูกเราตถาคตนิพพานไปแล้ว คุ้ยเขี่ยขุดค้นเท่าไรก็ไม่เจอ เราจึงอยากได้ภาษาทับเข้าไปอีกทีหนึ่ง ให้เธอไปเอาโคตรเธอมาคุ้ยเขี่ยก็เถอะ ถ้าเป็นภาษาของหลวงตาบัวมันจะมีตลกอยู่ในนั้นแหละ มีน้ำหนักอยู่ในนั้น

นี่เราพูดถึงเรื่องจิตเสื่อม พระโคธิกะกับเราเข้ากันได้เลย เพราะฉะนั้นจึงประกันตัว ถ้าหากว่าจิตของเราเสื่อมคราวนี้เราต้องตายโดยถ่ายเดียว ที่เราจะทนทุกข์ทรมานแบกหามกองทุกข์เกิดจากจิตเสื่อมนี้ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว เพราะแบกมาถึงปี ๕ เดือน โฮ้ มันทดสอบกันขนาดนั้นนะ มันทุกข์จริงๆ เหมือนเรามีเงินเป็นกี่ล้านๆ แต่มาถูกล่มจมเสียด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง แม้เงินจะติดอยู่ในบ้านในเรือนหรือธนาคารเป็นแสนๆ ก็ไม่มีความหมาย ใจมันไปอยู่กับเงินจำนวนที่ล่มจมไปแล้วนั้น เป็นทุกข์เพราะอันนั้น จิตที่เสื่อมนี้ก็เหมือนกัน มันไปเห็นตั้งแต่ที่เสื่อมลงไป

คนธรรมดาสามัญที่เขาไม่เคยภาวนา ก็เทียบกับตาสีตาสา ไม่เคยมีเงินล้านเงินแสนอะไร เขาก็เป็นสุขยิ่งกว่าเศรษฐีที่ล่มจมด้วยเหตุนั้น อันนี้ก็เหมือนกันเรามีธรรมในใจ เทียบกับเศรษฐีก็ได้ในขณะนั้น แต่ล่มจมลงไปเสียเพราะจิตเสื่อม สู้คนเขาไม่ภาวนาก็ไม่ได้ เขายังอยู่สบายๆ เรานี่ทุกข์มากที่สุด เข้ากันได้เปรี๊ยะเลย เพราะฉะนั้นจิตเรานี้จะเสื่อมต่อไปอีกไม่ได้ ถ้าเสื่อมเราต้องตาย มันจะตายแบบไหนไม่ทราบ แต่เราเชื่อ เราเอาหย่อนๆ ไว้ก่อนว่า ค่อนข้างเชื่อนิสัยอันนี้ คือมันเด็ดจริงๆ ว่าอย่างไรเป็นอย่างนั้น เมื่อไม่มีทางปลงมันจะปลงลงอย่างพระโคธิกะก็ได้นะ เพราะมันทุกข์ขนาดนั้น

จิตเสื่อมอยู่ปีหนึ่งกับ ๕ เดือน โถ ทนทุกข์ทรมาน พยายามบืนขึ้นไป พอขึ้นไปถึงจุดนั้นอยู่ได้สองคืนสามคืนแล้วเสื่อมลงต่อหน้าต่อตา ทำยังไงห้ามยังไงไม่อยู่ ลงปึ๋ง ก็ยังเหลือแต่อีตาบัวไม่มีค่าอะไรเลย แล้วก็ไสเข้ามาอีกเอาอีก กว่าจะไปถึงที่นั่น ๑๔-๑๕ วัน แทบเป็นแทบตาย ครั้นไปอยู่ได้สองสามวันปึ๋งลงมาอีก มันเป็นอย่างนี้มาตลอดมันเป็นเพราะเหตุไร บทเวลาจะลงไม่ฟังเสียงเราเลย เหมือนกลิ้งครกลงจากภูเขาตูมเลย อะไรมาต้านทานไม่อยู่ อันนี้ความเสื่อมก็แบบนั้น ปึ๋งๆ จึงได้พิจารณาย้อนหน้าย้อนหลัง คงจะเป็นเพราะจิตของเราขาดคำบริกรรมนี้มั้ง เราจ่อเอาแต่จิต แล้วก็จ่อเข้า ว่าตัวสงบตั้งใจเต็มเหนี่ยว มันขึ้นไปแล้วมันยังเสื่อมต่อหน้าต่อตา มันเป็นยังไง นี่ละที่ว่าระฆังเป๋งฟัดกันเลย

คงจะขาดคำบริกรรม เพราะเราตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อมรรคผลนิพพานโดยตรง ไม่มีหน้าที่การงานอะไรเลย แต่ยังเป็นไปไม่ได้ ทำให้จิตเสื่อมข้ามหัวเราไปต่อหน้าต่อตาอยู่ตลอดมาเป็นปีกับ ๕ เดือน มันจะเป็นเพราะเหตุใด พิจารณา จึงมาตั้งแง่สงสัยเอาจุดที่ว่าเราไม่บริกรรม ตั้งสติจ่อกับความรู้เฉยๆ จ่ออยู่ไม่หยุดไม่ถอย มันไม่มีคำบริกรรมอาจเผลอไปได้ มันก็เป็นไปในตัว ความเสียก็ในนั้นแหละ เจริญแล้วเสื่อมๆ ทีนี้เลยมาพิจารณามาลงจุดที่ว่า เอ้า ต่อไปนี้เราจะมีคำบริกรรมติดกับจิต แล้วสติติดกับคำบริกรรม ตีเข้าเป็นสองชั้นเข้าไปคราวนี้ จะไม่ยอมให้จิตเผลอเลยจากคำบริกรรม สติจะติดแนบ เอ้ามันจะเป็นยังไงให้รู้กันตรงนี้ ตรงนี้เป็นข้อพิสูจน์อีกทีหนึ่ง เอาละลงใจ

พอลงใจแล้วก็เหมือนนักมวยจะต่อยกัน พอระฆังเป๋งก็ฟัดกันเลย อันนี้ก็เอาละนะ พอระฆังเป๋งคือว่าตัดสินใจเต็มที่แล้ว เหมือนระฆังดังเป๋งแล้วฟัดกันเลย ไม่ยอมให้เผลอเลย เห็นได้ชัดมากมันเป็นอยู่ในหัวอกของเรา ตั้งแต่บัดนั้นไม่ยอมให้เผลอเลยจริงๆ ทั้งวันเผลอไปไม่ได้ เหมือนนักมวยเข้าวงในกัน มันจึงทุกข์มาก เราจึงได้เห็นอำนาจของกิเลสในเวลาที่ฟัดกันเต็มเหนี่ยว ต่างคนต่างสละตายด้วยกัน เอ้าทีนี้ไม่ยอมให้เผลอ เป็นอย่างไรก็ตาม เช่นนักมวยต่อยกัน มันจะล้มลุกคลุกคลานก็ตามแต่จิตนี้จะไม่ยอมให้เผลอสติ มันจะเป็นแบบไหนก็ตามจะไม่ยอมให้เผลอ ทุกข์ขนาดไหนหัวอกจะแตก คือสังขาร อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา อวิชชาหนุนสังขารมาให้คิด คิดในช่องเดียวกัน ช่องที่เราบริกรรมพุทโธ

เพราะความคิดถ้าคิดทางใดก็ทำหน้าที่อันเดียว ถ้าคิดพุทโธ เรื่องความคิดของกิเลสก็เกิดไม่ได้ เราก็เอาพุทโธปิดช่องเลยเทียว แล้วสติติดแนบเข้าไปอีกไม่ยอมให้เผลอ เป็นยังไงเป็นกัน ตั้งแต่ระฆังดังเป๋งไม่ยอมให้เผลอเลย ทำอะไรไม่ให้เผลอเลยจริงๆ เอาขนาดนั้นทุกข์มากไหม พิจารณาซิ ทีนี้ตัวสังขารจึงได้เห็นฤทธิ์ของมันคราวนี้ ตัวสังขารที่มันดันจะปรุงขึ้นมาเป็นเรื่องสมุทัยพาเราให้เสื่อมนั่นละ เอากันตอนนี้ไม่ให้เผลอเลย มันก็ดันขึ้นมาๆ เหมือนหัวอกจะแตกนะ วันแรกนี้แหมทุกข์มากเหมือนหัวอกจะแตก สังขารมันดันขึ้นมามันอยากคิดอยากปรุงดันขึ้นมา อวิชชาหนุนมัน ทางนี้สติกับคำบริกรรมตีเอาไว้ปิดเอาไว้ ปิดไว้ด้วยพุทโธๆ

เราชอบพุทโธมาตั้งแต่บวชแหละ ติดกันตลอด สติติดแนบ เหมือนหัวอกจะแตกนะ คือมันดันขนาดนั้น ฟังให้ดีท่านทั้งหลายเราลงจากเวทีมาพูด ไม่ผิด ความทุกข์มากแสนสาหัส ในวันนั้นแหละทุกข์มากที่สุดคือไม่ยอมให้เผลอ ทางนั้นมันก็ดันขึ้นมาสังขารสมุทัย ดันขึ้นมา ปรุง ออกหากินมันขนทุกข์ให้เรา ที่มันออกไปนั้นละจิตของเราเสื่อมเพราะเหตุนี้เอง ทีนี้ไม่ยอมให้ออกเลย ปิดกั้นตลอด ทั้งวันวันนั้นเหมือนอกจะแตก ไม่มีเผลอเลย จนกระทั่งหลับกับสติ ตื่นขึ้นมาปั๊บจับปุ๊บตลอดอีกเหมือนกันเต็มเหนี่ยวๆ พอวันหลังมานี้รู้สึกเบานิดหน่อยนะ วันแรกนี้เต็มเหนี่ยว คือสังขารสมุทัยกิเลสนั่นละมันดันขึ้นมา ซัดกันเต็มเหนี่ยววันนี้เต็มเหนี่ยว หัวอกจะแตกไม่ยอมให้เผลอ วันหลังมาก็รู้สึกมีเบานิดหนึ่ง ไม่หนุนเหมือนอย่างวันแรก แต่สตินี้เผลอไปไม่ได้

วันไหนก็วันนั้นจับติดๆ ตลอดเวลา เราอยู่คนเดียวเสียด้วย เป็นโอกาสที่ดีมากที่สุด ไม่ให้มีเผลอเลย พอวันที่สามจึงค่อยเบาลงๆ เออ ได้ความ สติก็ยิ่งแน่นเข้าไปๆ การต่อสู้กับกิเลสตัวมันดันนี้เบาลง ทางนี้ก็หนักเข้าๆ จิตก็หนุนเข้าๆ พุทโธไม่หยุด ไม่มีหยุดเลยพุทโธ ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ กับสติติดแนบตลอดไม่ยอมให้คิดเลย คิดทางไหนไม่ให้คิด จะคิดอยู่กับพุทโธทั้งวัน ไม่ให้คิดกับอะไรทั้งนั้น คิดนี่เป็นเรื่องสังขารของสมุทัยทั้งนั้น จึงไม่ยอมให้ออกเลย ให้ออกตั้งแต่คำบริกรรม พุทโธๆ นี่ก็เป็นสังขาร แต่เป็นสังขารฝ่ายธรรม อันนั้นเป็นสังขารฝ่ายกิเลส

พอวันสองวันสามเข้าไปที่นี่ ต่อจากวันนั้นไป คือไม่ยอมให้เผลอเลยนี่ ไม่ให้เผลอเลย ติดแนบตลอด ตั้งแต่วันแรกเลย พอมันหนักเข้าเต็มที่ ทางธรรมะของเราหนักเข้าเต็มที่แล้ว สังขารความคิดปรุงก็เบาลงๆ พอเบาลงแล้วสังขารฝ่ายพุทโธนี้ก็แน่นเข้าไปๆ สุดท้ายจิตสงบนะที่นี่ ความอยากคิดอยากปรุงเหล่านั้นไม่มี ตีเข้าไปด้วยพุทโธ จิตละเอียดเข้าไปๆ ทีนี้พุทโธก็หาย พุทโธที่ปรุงอยู่นี้หมดเลย ไม่มี ปรุงอย่างไรก็ไม่ออก หมด อ้าวจะทำยังไงที่นี่ พุทโธเราติดแนบมาตลอด ทีนี้มาหมดเสียแล้วจะทำยังไง มันเป็นอยู่ในใจ แต่ไม่ยอมให้เผลอนะ

เอ้า ถ้าบริกรรมพุทโธไม่ได้มันไม่ปรากฏ คือจิตที่มันสงบแล้วมันละเอียดสุดอยู่ในนั้น ละเอียดอยู่ในนั้น เอ้า ให้สติจับอยู่กับความรู้อันนี้ ไม่ยอมให้เผลออีกเช่นเดียวกัน ทำหน้าที่แทนกัน แทนคำบริกรรม เอาความรู้ที่มันละเอียดตั้งอยู่ในนั้น แล้วเอาสติจับกับนั้น คอยดูอยู่นั้นไม่ให้เผลอ พอจิตสงบลงไปเต็มที่แล้วได้โอกาสมันก็ค่อยคลี่คลายออกมา พอคลี่คลายออกมานึกพุทโธได้ นึกพุทโธได้ก็พุทโธติดปั๊บเข้าไปอีกเลยไม่ยอมปล่อย จึงรู้ว่า โอ๋ จิตนี่เวลาละเอียดเข้าไปจริงๆ แล้วสังขารปรุงไม่ได้ พุทโธที่เราเคยปรุงหมดเลยโดยสิ้นเชิง เหลือแต่ความรู้ ปรุงอย่างไรก็ไม่ปรากฏ เอา อยู่กับอันนี้

มันเป็นบทเรียนให้ได้รู้ทุกอย่างนะ จากนั้นมาพอสงบได้จังหวะของมันแล้วมันก็คลี่คลายออกมา พอมันคลี่คลายออกมา พุทโธนึกได้แล้วก็เอาพุทโธติดเข้าไปเลย ทีนี้พอละเอียดเข้าไปก็ไปอยู่ที่เก่า เอาสติจับไว้ตรงนั้นอีก หลายครั้งหลายหนละเอียดเข้าไปๆ จิตก็ค่อยก้าวละที่นี่ แน่นหนามั่นคงสงบร่มเย็นเข้าไปเป็นลำดับลำดาๆ ทางนี้หมุนติ้วด้วยสติไม่ยอมปล่อย จนกระทั่งมันขึ้นของมัน ละเอียดลออขึ้นไปๆ ไปถึงจุดที่มันเคยเสื่อม พอไปถึงนั้นอยู่ได้ ๓ คืนเท่านั้นเองไม่เลย สองคืน พอ ๓ คืนๆ ที่สามแล้วหมุนติ้วลง ไหลเหมือนกลิ้งครกลงจากภูเขา ไหลทับหัวเราไปเลย

ทีนี้พอไปถึงนี้ เอ้า เสื่อมก็เสื่อม เราเคยเป็นทุกข์เป็นร้อนกับมันมาเรื่องความเสื่อมความเจริญ ว่าอย่างไรมันก็ไม่ฟังเสียงเรา ทีนี้ เอ้า เสื่อมไป ปล่อยเลยนะ จะเจริญก็เจริญ จะเสื่อมก็เสื่อมไป แต่พุทโธจะเผลอไปไม่ได้จะติดแนบกับนี้ เราเอาเท่านี้ นอกนั้นเราไม่เอา ความเสื่อมความเจริญไม่สนใจกับมัน ทีนี้พอถึงจุดนั้นแล้ว เอ้า อยากจะเสื่อมเอ้าเสื่อมไปแต่พุทโธไม่ถอย กลับไม่เสื่อม นั่นเห็นไหมล่ะ พอถึงนั้นแล้วก็ค่อยก้าวขึ้นไปๆ เรื่อย มันจะเสื่อมก็ไม่เสียดาย แต่พุทโธปล่อยไม่ได้กับสติ ถึงขั้นนั้นแล้วไม่เสื่อมกลับก้าวขึ้นไปๆ เลยที่นี่ จากสตินี่นะ การตั้งสติ ตั้งจริงจังนะนี่ คิดดูซิไม่เผลอทั้งวัน

จากนั้นก็ก้าวขึ้นเรื่อยๆ จนไปถึงขั้นที่ควรจะรำพึงได้ อ๋อ จิตของเรานี่เสื่อมเพราะขาดคำบริกรรม เพราะขาดสติ ขาดเป็นวรรคเป็นตอนไปได้ มันถึงเสื่อมได้ ทีนี้สติติดแนบ คำบริกรรมติดแนบมันเสื่อมไม่ได้ มันกลับเจริญขึ้นเป็นเพราะสติดี ตั้งตลอดเลย ทางนี้ก็พุ่งขึ้นเรื่อย ทีนี้ไม่ลงนะ ละเอียดเข้าไปๆ จนก้าวเข้าถึงนั่งหามรุ่งหามค่ำ จากนี้ก็เข้าเลย นั่งหามรุ่งหามค่ำ ฟาดตลอดรุ่งๆ จนกระทั่งมันลงคืนแรก มันสว่างมันจ้าครอบไปหมดเลย ทีนี้จึงขึ้นอุทาน เอ้อ ทีนี้ไม่เสื่อม ไม่เสื่อมก็ตามไม่ได้เชื่อง่ายๆ นะ ยังไงก็ไม่ถอย ซัดกัน มันก็ก้าวเรื่อย นี่ละฐานเดิมตั้งสติดังที่พูดให้ฟัง จนกระทั่งถึงนั่งหามรุ่งหามค่ำแล้วนี้ กระจ่างละที่นี่ ไม่ได้วิตกวิจารณ์ว่าจิตจะเสื่อมละ หลักเกณฑ์ของมันแน่นหนามั่นคงเรื่อย ก้าวขึ้นเรื่อย ท่านทั้งหลายจำเอาไว้

ผู้ตั้งใจปฏิบัติภาวนาจริงๆ ถ้ามีสติแล้วจิตตั้งได้ทั้งนั้น สงบได้ ตั้งรากฐานได้ ถ้าสติไม่มีแล้วเป็นอย่างที่ว่า เราเองได้ทำแล้วทุกสิ่งทุกอย่างได้มาพูดอย่างเต็มปากไม่สงสัย สติจึงเป็นของสำคัญ การสอนพระจึงเน้นหนักทางสติ สติเป็นสำคัญมาก จากนั้นมาก็ไม่ค่อยได้สนใจกับมันละเรื่องจะเสื่อม เพราะความเด่นของจิตที่พุ่งตัวๆ นี่มันเด่นมากแล้ว เรื่องความเสื่อมมันเลยไม่ค่อยกังวล มันก็หมุนแต่ทางที่จะให้เจริญเรื่อยๆ ไป ทีนี้จิตก็ถึงขั้นสมาธิเต็มภูมิ

เอ้าที่นี่สมาธินี้ ทั้งๆ ที่แต่ก่อนจิตมันอยากคิดอยากปรุงจนอกจะแตก ทีนี้มันกลับตรงกันข้าม พอสมาธิความสงบเต็มภูมิแล้ว เรื่องคิดเรื่องปรุงนี้รำคาญ นั่นเห็นไหม แต่ก่อนมันอยากคิดอกจะแตก ทีนี้พอสมาธิครอบหัวมันแล้ว เรื่องความคิดความปรุงเป็นสิ่งก่อกวนทั้งนั้น อยู่ทั้งวันแน่วกับความรู้เด่นดวงอันนี้ อยู่ได้ทั้งวัน ไม่อยากคิดอยากปรุงอะไร นั่งที่ไหนลืมวันลืมคืน แน่ะเวลามันสงบเต็มที่แล้วจิตนี้ลืมวันลืมคืนไปนะ จะคิดจะปรุงอะไรรำคาญไม่อยากคิด นี่ละเข้าสมาธิเต็มภูมิแล้ว ทีนี้เรื่องความคิดความปรุงเป็นการรบกวนทั้งนั้น เหลือแต่ความรู้ล้วนๆ ในวงสมาธิ จะคิดจะปรุงอะไรมันก่อกวนไม่อยากคิด

จากนี้ เอ้าเราสรุปเอาเลย ก้าวออกทางด้านปัญญา พอจิตอิ่มตัวอิ่มอารมณ์ อยากคิดอยากปรุงนี้เป็นเรื่องอารมณ์กวนใจ เราจะใช้ปัญญามันแฉลบไปทางสัญญาอารมณ์ เป็นกิเลสไปเสีย ทีนี้เวลาจิตอิ่มอารมณ์ให้ทำงานอะไรมันก็ทำ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อสุภะอสุภัง พิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์มันทำตามนั้นๆ มันก็รู้ขึ้นมาๆ ทีนี้ออกทางด้านปัญญา พอออกทางด้านปัญญาแล้วหมุนติ้วเลย โอ้โห เอ๊ะๆ ชอบกลๆ เรื่อย ทีนี้ก็หมุนติ้วเลยออกทางด้านปัญญา เลยไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืน ทำงานของปัญญานี่มันเพลิดมันเพลิน ฆ่ากิเลสไปโดยลำดับลำดา แล้วก็มาเห็นโทษของสมาธิ สมาธินี่มันนอนตายเฉยๆ ไม่ได้แก้กิเลสได้แม้ตัวเดียว ปัญญาต่างหากแก้กิเลส แน่ะ มันก็หมุนทางด้านปัญญา เอาเสียจนไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืน

บังคับให้นอน บังคับให้จิตเข้าสมาธิ ไม่บังคับไม่ได้มันเพลินทางด้านปัญญา หมุนตัวตลอด นี่เรียกว่าปัญญาออกแล้ว กลายเป็นอัตโนมัติไปแล้ว ทีนี้ไม่อยากสนใจสมาธิ หาว่ามันนอนตายอยู่เฉยๆ แก้กิเลสไม่ได้ ปัญญาต่างหากแก้กิเลส ทีนี้ปัญญาแก้กิเลสมันก็เลยลืมตัวไปใหญ่เลย เตลิดเปิดเปิง ซัดกันใหญ่ พ่อแม่ครูจารย์มากระตุกเอา นี่พ่อแม่ครูจารย์ว่าให้ออกทางด้านปัญญา ทีนี้มันออกแล้วนะ มันออกยังไง ท่านว่าอย่างนั้น ก็มันไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืน กลางวันก็ไม่หลับ กลางคืนก็ไม่หลับ มันหมุนติ้วของมัน นั่นละมันหลงสังขาร นั่นท่านใส่ปั๊บเข้าไป ไม่พิจารณามันก็ไม่รู้ นั่นละบ้าหลงสังขาร ท่านย้ำเข้าไปอีก ที่นี่ไม่เถียงท่านนะ ไม่เถียง แต่มันหมุนของมันไม่หยุด

เวลามันจะตายจริงๆ มันรั้งจิตนี่เข้ามาสู่สมาธิ พอจิตเข้าสู่สมาธิ ปล่อยอารมณ์ที่ฟัดกันกับกิเลสนั้นหมดโดยสิ้นเชิง เหลือแต่ความรู้ล้วนๆ อยู่ในจิตนี้แล้ว เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนาม หมดทุกข์หมดกังวลโดยประการทั้งปวง จิตแน่ว สั่งสมกำลังวังชาขึ้น พอได้กำลังเต็มที่แล้ว พอปล่อยปั๊บนี่มันจะพุ่งเลยทางด้านปัญญา เร็วที่สุดออกทางด้านปัญญาเพราะมีกำลังมากกว่าสมาธิ จากนั้นก็หมุนเรื่อย มันจะเป็นจะตายจริงๆ หักเข้ามาเสียทีหนึ่ง ถ้าไม่ถึงขั้นจะเป็นจะตายจริงๆ มันไม่หยุดนะ มันจะหมุนของมันเรื่อยทางด้านปัญญา เวลาจะเป็นจะตายจริงๆ ก็รั้งเข้ามาสู่สมาธิเรื่อย นี่มันถึงได้ชัดเจน การเทศน์สอนบรรดานักปฏิบัติทั้งหลายจึงไม่สงสัย เพราะเราผ่านมาหมดแล้ว

คำว่าสติปัญญาอัตโนมัตินี้ คือมันหมุนตัวมันไปเองไม่ได้บังคับ ต้องรั้งเอาไว้มันจะเลยเถิด จากนั้นก็เชื่อมเข้าไปหามหาสติมหาปัญญา นี้ไหลซึมเลยนะ ถึงขั้นมหาสติมหาปัญญานี้กิเลสหมอบราบๆ บางทีมันเป็นขึ้นมาแต่ไม่ได้สำคัญ คือคุ้ยเขี่ยขุดค้นหากิเลสตัวไหนก็ไม่มี มีแต่ธรรมครอบหัวมันๆ เอ๊ มันไปไหนหมดกิเลส  หือ ไม่ใช่นี่มันเป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอ มีนะ แต่ไม่ได้สำคัญนะ มันคิดเฉยๆ เราก็รู้ หือ มันไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอ คือมันคุ้ยเขี่ยหากิเลสที่ไหนไม่มี กิเลสมันฉลาดมันก็หมอบ เพราะอำนาจของสติปัญญาเหนือมันๆ โผล่ขึ้นมาไม่ได้ขาดเลย

ถึงขั้นมันทำงานฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ ก็เหมือนกับกิเลสทำลายสัตว์ มันคิดมันปรุงเรื่องใดเป็นกิเลสทั้งนั้นเป็นอัตโนมัติของมัน ไม่ต้องบังคับ เป็นเอง ทีนี้พอถึงขั้นสติปัญญาฆ่ากิเลสก็เป็นแบบเดียวกัน เทียบกันได้ปึ๋งเลย ไม่ผิดกันแม้เปอร์เซ็นต์เดียว พอถึงข้นสติปัญญาฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติแล้ว อยู่ที่ไหนฆ่าแต่กิเลส หลับตื่นลืมตานี้ไม่มีคำว่าเผลอ เผลอไม่มี มีแต่หมุนติ้วๆ มีแต่หลับเท่านั้น หลับก็ได้บังคับเอา เวลาทำงานฆ่ากิเลสมันเพลิน เพราะเห็นโทษของกิเลสนี้เห็นหนักเข้าไปทุกวัน เห็นคุณค่าของธรรมที่จะหลุดพ้นไปเสียอย่างนี้ก็มีกำลังเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันถึงหมุนตลอดมันหยุดไม่ได้ พ้นอย่างเดียวเท่านั้นๆ ๆ เลย นี่ละอำนาจคุณค่าของธรรมที่เห็นโทษกิเลสที่มันเผาหัวอกภายในตัว พึ่งมาได้รู้ได้เห็นกันจากธรรม ธรรมก็จี้เข้าไปๆ ฟาดกันเข้าไป ขาดลงไป

นี่ชัดเจนมาก เราทำของเราเอง จากนั้นแล้วเรื่องสติปัญญานี้เรียกว่าไม่มีวันหยุด เป็นอัตโนมัติตลอด นั่งอยู่อะไรแม้ที่สุดฉันจังหันอยู่ มันจะมาอยู่กับอาหารการกินกับลิ้นกับปากไม่มานะ ทางนี้ก็เคี้ยวไปอย่างนั้นละ จิตมันหมุนของมันฆ่ากิเลสอยู่ภายในเป็นอัตโนมัติ เป็นอยู่ภายใน ไม่ได้มาเกี่ยวกับอาหารการบริโภคนะ มันอยู่นู้นต่างหาก นี่ถึงขั้นอัตโนมัติ อยู่ยังไงมันก็เป็นอัตโนมัติ เหมือนเรานั่งรับประทานอาหารหรือคุยกันอะไร จิตที่มันคิดมันคิดแต่เรื่องของกิเลสเป็นอัตโนมัติ เข้าใจไหมล่ะ ทีนี้พอมาถึงขั้นปัญญาฆ่ากิเลส มันก็เป็นอัตโนมัติเหมือนกัน อยู่ที่ไหนเป็นอัตโนมัติตลอดเลย

สรุปลงไปแล้วที่นี่ สติปัญญาตั้งแต่สติปัญญาอัตโนมัติถึงขั้นมหาสติมหาปัญญาหมุนตลอด หมุนละเอียดเข้าไปๆ จนกระทั่งเราอดวิตกกังวลไม่ได้ ว่าแต่ก่อนเราอุตส่าห์พยายามบำเพ็ญความพากเพียร เวลามันทุกข์ยากลำบากก็ได้ปลอบใจตนเองว่า เวลานี้เรายังไม่มีทุนมีรอนอะไร เราพึ่งตั้งรากตั้งฐานขึ้นมา ทุกข์ก็ยอมเอาแหละ เวลามันมีกำลังวังชามีทุนมีรอนขึ้นไปแล้ว หารายได้ได้มาแล้ว ทีนี้การงานทั้งหลายนี้ก็จะค่อยเบาลง ทุกข์ที่ประกอบความเพียรนี้ก็จะเบาลงๆ เราคาดเอาไว้ พอมันได้อย่างนั้นจริงๆ แล้วมันไม่ได้เบาลงนะ เพราะฉะนั้นเศรษฐีจึงหมุนติ้วยิ่งกว่าคนธรรมดา

ตาสีตาสาเขานอนอยู่ตามท้องนา เอาขาขัดห้างนอนสบายเลย แต่เศรษฐีนอนสบายไม่ได้ หมุนติ้วๆ เลย ทีนี้พอถึงขั้นเป็นเศรษฐีธรรมขึ้นมามันก็แบบเดียวกัน นึกว่ามันจะค่อยสบายๆ จิตใจมีความละเอียดลออเท่าไรยิ่งสบายขึ้น พุทโธ่เอ๋ย มันผิด ที่คาดไว้ผิดหมด ไม่มีอะไรจะหมุนยิ่งกว่าจิตที่จะหมุนตัวออกจากทุกข์ เข้าใจไหม ทั้งวันทั้งคืน นี่ละเศรษฐีธรรม หมุนๆ จนกระทั่งถึงที่ว่าเจ้าของ ที่คาดเอาไว้ผิดทั้งหมด เวลามาเป็นปัจจุบันไม่มีหยุดมีถอยเลย ยิ่งหนัก มันจะหมุนออกจากทุกข์

ทีนี้พอถึงขั้นเต็มที่ของมันแล้ว สติปัญญาที่ว่าหมุนติ้วๆ พอกิเลสขาดสะบั้นโดยสิ้นเชิงจากหัวใจเท่านั้น ผางขึ้นมาเท่านั้น สติปัญญาอัตโนมัติที่หมุนตลอดเวลานี้ ยุติโดยไม่คาดคิดเหมือนกัน ไม่มีใครคาดคิดถูกต้องเลย เป็นอัตโนมัติ พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจ สติปัญญาที่หมุนตัวเป็นธรรมจักรนี้ระงับตัวลงไปโดยอัตโนมัติเหมือนกัน หายเงียบไปเลย ก็อันนี้เป็นเครื่องมือฆ่ากิเลส เมื่อกิเลสตายไปแล้วจะไปฆ่าอะไร มันก็ปล่อยละซิเครื่องมือ มันก็รู้เอง อ๋อ เป็นอย่างนี้เอง ทีนี้ไม่มีละ มีแต่ขึ้น วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ การประพฤติพรหมจรรย์ได้อยู่จบสิ้นลงไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจบสิ้นลงโดยสิ้นเชิง มหาสติมหาปัญญาก็จบสิ้นไปในขณะเดียวกัน ไม่มี เงียบเลย เราก็ไม่ได้วิตกวิจารณ์ว่ามันหายไปไหนไม่มี เพราะมันเป็นอัตโนมัติเหมือนกัน ฆ่ากิเลสขาดสะบั้นลงอันนั้นหมดโดยสิ้นเชิง

นี่ละธรรมฆ่ากิเลสฆ่าแบบเดียวกัน พอถึงขั้นมันฆ่าแล้วฆ่าอย่างนี้ กิเลสขาดสะบั้นแล้วไม่มีอะไรที่จะให้ฆ่าอีก พระอรหันต์ตั้งแต่วันท่านบรรลุธรรมปึ๋งขึ้นมาเท่านั้น ไม่มีที่จะได้ฆ่ากิเลสอีกต่อไป กิเลสสิ้นซากไปหมดแล้ว นั่นเรียกว่าหมดงาน วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว งานได้สิ้นสุดทุกสิ่งทุกอย่าง งานที่ควรทำคือการฆ่ากิเลสก็ได้สิ้นสุดลงไปเรียบร้อยแล้ว งานอื่นที่จะทำให้ยิ่งกว่านี้ไม่มี เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ท่านจึงไม่มีงานที่จะฆ่ากิเลสเหมือนเราๆ ท่านๆ ตั้งแต่ขณะที่กิเลสขาดสะบั้นลงไป นี่ตัวมหาเหตุคือกิเลส มีมากมีน้อยมันจะก่อเหตุของมันขึ้นโดยลำดับ พอมหาเหตุนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้วไม่มีอะไร เหตุปัจจัยอะไรไม่มี หมดลงโดยสิ้นเชิง หมดไม่มีเหลือ

บรมสุขเป็นธรรมชาติเอง จะว่าเสวยท่านก็ไม่เสวย เสวยหาอะไรมันพออยู่ทุกอย่างแล้ว เสวยหรือไม่เสวยก็พออยู่กับตัวเองแล้ว จะไปหาที่ไหนมาเสวยอีก ท่านก็พูดย่อยๆ ออกมาว่า ท่านเสวยวิมุตติสุข ว่าเสวย อันนี้เป็นคำเพิ่มเข้ามาต่างหากไม่ใช่หลักความจริง หลักความจริงเข้าไปเจอเท่านั้นรู้กันหมดเลยไม่มีใครถามใคร แต่ออกมาพูดทางโลกก็ว่า ท่านเสวยวิมุตติสุข ท่านเสวยก็เหมือนท่านกำลังกินข้าวใช่ไหมล่ะ ท่านเสวยวิมุตติสุขก็แสดงว่าท่านยังหิวอยู่จึงเสวย เมื่อไม่หิวเมื่อพอแล้วจะเสวยอะไร ก็เท่านั้น ท่านตั้งชื่อมาเฉยๆ พอถึงแล้วมันรู้เองไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า ท่านจึงว่า สนฺทิฏฺฐิโก

พระพุทธเจ้าประกาศเองนะ ผู้ปฏิบัตินั้นแลจะเป็นผู้รู้เองเห็นเองในผลงานของตน ทีนี้พอผางขึ้นมาแล้วจะไปทูลถามพระพุทธเจ้าอะไร พระองค์ก็เป็นอย่างนี้ หมดโดยสิ้นเชิง นั่น เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้ ให้สบายหูเสียหน่อยเถอะ วันไหนๆ พูดตั้งแต่เรื่องสกปรก เราเบื่อจริงๆ นะเราทนพูดเอาเฉยๆ ไอ้เรื่องสกปรกของบ้านของเมือง พวกหมากัดกันแหม พิลึกพิลั่นกิเลสนี้มันไม่ยอมใคร ผู้นั้นก็จะเอาให้ได้ ผู้นี้ก็จะเอาให้ได้ ต่างคนต่างเอาให้ได้ก็เป็นหมากัดกัน เจ็บทั้งตัวแพ้ตัวชนะไม่มีตัวไหนดี ดีไม่ดีตัวชนะเจ็บมากกว่าตัวแพ้เข้าใจไหมล่ะ นักมวยก็เหมือนกันต่อยกันว่าชนะๆ จริงๆ ผู้ชนะเจ็บมากกว่าผู้แพ้ก็มี อันนี้ก็เหมือนกัน มันกัดกันเหมือนหมา แล้วจะเอาใครไปเป็นแพ้เป็นชนะ ขึ้นชื่อว่ากิเลสจะพาให้คนแพ้คนชนะเป็นความสุขความสบายอย่าหวัง ตายทิ้งเปล่าๆ นะ ให้สงบลงด้วยอรรถด้วยธรรม

ชาติไทยนี้เป็นชาติของเราทุกคนๆ เป็นประหนึ่งอวัยวะเดียวกันให้ฟังเสียงกัน เอาธรรมเข้าไปเป็นเครื่องวัดเครื่องตวง ให้ยึดธรรมเป็นหลักเป็นเกณฑ์ถ้าจะอยากอยู่อย่างสงบด้วยกัน ทั้งประเทศไทยเรา ถ้าต่างฝ่ายต่างว่าใครดิบใครดีนั่นแหละหมาจะเริ่มกัดกัน ไม่มีใครดีแหละ เมืองไทยเราก็เป็นเมืองทะเลสาบแห่งหมากัดกันจนได้ไม่สงสัย

ถ้าต่างคนต่างมีธรรมในใจแล้ว หน้าที่การงานของใครที่จะทำเพื่อชาติบ้านเมือง ใครเป็นผู้ทำถูกต้องดีงามปล่อยมือให้คนนั้นทำ แล้วสนับสนุนกันไป อย่างนี้จึงเรียกว่าต่างคนต่างช่วยชาติ เช่นอย่างวงราชการอย่างนี้ ยกตัวอย่างรัฐบาลเป็นศูนย์กลาง ผู้ที่ประกอบเกี่ยวกับรัฐบาล คนทั้งประเทศวงราชการงานเมือง เอ้า หนุนกันเข้าไป ผู้ใดทำถูกต้องดีงาม ให้ถือคนนั้นเป็นหลักเป็นเกณฑ์อาศัยคนนั้นเกาะคนนั้นไปหนุนกันไป อย่างนี้ชาติไทยของเราจะเจริญ จะไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อน ถ้าจะเอาให้ได้อย่างใจๆ ทั้งที่เลวที่สุดก็จะให้ได้อย่างใจๆ นี้เป็นหมากัดกัน หมาบ้าเสียด้วย หมาบ้ามันกัดดะนะ มันไม่รู้จักผิดจักถูกแหละหมาบ้า เราอย่าเป็นหมาบ้า

เราเป็นชาวพุทธให้ฟังเสียงกัน ควรจะยอมรับกันก็ให้ยอมรับซิ เราเป็นลูกชาวพุทธด้วยกัน ผู้ใดทำถูกต้องดีงาม เอ้า ปล่อยมือให้คนนั้นทำ เราเป็นผู้สนับสนุนเพื่อความดีทั้งหลายต่อชาติของเรา เราอย่าไปกีดไปขวางอย่าไปทำลายอย่าไปจุดไปเผา นี้ไม่ใช่ลัทธิของผู้ทำการบ้านเมืองให้เจริญด้วยกัน เป็นผู้ทำลายชาติบ้านเมืองของเราให้ล่มจมด้วยกัน บรรดาวงราชการงานเมืองทั้งหลาย ขอให้ฟังเสียงธรรม ถ้าฟังเสียงธรรมแล้วบ้านเมืองเราจะสงบ

ความคิดนี้มันผิดได้นั่นแหละ ความคิดกับกิเลสไปด้วยกันกับความผิด ถ้าเป็นความคิดมีธรรมแล้วจะเป็นไปได้กับความถูกต้องเรื่อยๆ ไป เมื่อกลายเป็นความถูกต้องแล้วสงบร่มเย็นด้วยกัน นี่เราพูดได้เท่านี้ วันนี้พูดเรื่องอรรถเรื่องธรรม

เรานี้เราพูดจริงๆ เราไม่มีอะไรกับโลก แต่เราก็ได้มายุ่งกับโลกเพราะความห่วงใยโลก โลกไหนก็โลกชาติไทยเราจะเป็นอะไรไปที่ไหน เป็นความรับผิดชอบเกี่ยวโยงกันอยู่ตลอดเวลา ใครทำผิดทำพลาดที่ไหนก็อดวิตกกังวลไม่ได้ เพราะความผิดพลาดจะก่อให้เป็นฟืนเป็นไฟเผาส่วนรวมได้ เพราะฉะนั้นจึงควรตำหนิจึงตำหนิให้พากันระงับ ส่วนไหนที่ควรส่งเสริมเห็นว่าเป็นของดีให้ส่งเสริมกัน นี่ชื่อว่าผู้ส่งเสริมชาติของตนเอง อย่าไปกัดไปฉีกอย่าไปแย่งไปชิง

เรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงไว้แล้วเป็นแบบเป็นฉบับ อย่าไปก่อกรรมก่อเวรต่อกัน ท่านบอกว่า น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ ตลอดกาลไหนๆ เวรย่อมไม่ระงับเพราะการก่อกรรมก่อเวรต่อกัน แต่เวรย่อมระงับเพราะการไม่ผูกเวรกัน อเวเรน สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ เอส ธมฺโม สนนฺตโน การไม่ก่อกรรมก่อเวรนี้แล ธรรมนี้เป็นของเก่า เป็นพื้นฐานที่จะควรยึดถือไว้เป็นความสงบสุขตลอดไป นี่เราแปลเอาเนื้อความเลย การก่อกรรมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมเป็นทุกข์ ผู้ชนะย่อมก่อกรรมก่อเวร นั่นท่านบอกไว้อย่างนั้น ไม่มีทางไหนสงบ ผู้แพ้ก็เสียอกเสียใจ ผู้ชนะก็เป็นผู้สร้างกรรมสร้างเวรขึ้นมา แล้วก็ต่อยกันอยู่อย่างนี้ตลอดไป จึงไม่ใช่ของดี เราจึงอย่าก่อกรรมก่อเวรซึ่งกันและกัน เวรจะไม่มีสิ้นสุดตลอดไปเลย ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะผลัดกันทุกข์ ทุกข์ก็ทุกข์ ผู้ชนะก็เป็นทุกข์ ผู้แพ้ก็เป็นทุกข์อยู่อย่างนี้ตลอด จะให้เป็นความสุขไม่มี

โย สหสฺสํ สหสฺเสน สงฺคาเม มานุเส ชิเน การชนะกันในสงครามของกิเลสนี้ให้คูณด้วยพันก็ตาม จะหาความชนะไม่ได้ ความแพ้จะติดแนบไปนั้นกับความทุกข์ติดกันไปเลย นั่น เอกญฺจ เชยฺยมตฺตานํ ส เว สงฺคามชุตฺตโม การชนะตนคนเดียวนี้เท่านั้นจะเป็นความเลิศเลอ ชนะกิเลสตัณหาที่อยู่กับตัวนี้เป็นความเลิศเลอ การชนะกันในสงครามนั้นเป็นการเพิ่มฟืนเพิ่มไฟเพิ่มกรรมเพิ่มเวรต่อกัน นี่ท่านสอนว่าอย่างนั้น

เราเป็นลูกชาวพุทธให้พากันระงับ สิ่งใดที่จะก่อกรรมก่อเวรต่อไปอย่าหาญทำ อย่าโอ้อวดว่าตัวเก่ง ไม่มีทางแหละเก่งเท่าไรก็ยิ่งเลวลง เอาละพอพูดเท่านั้นแหละ

ผู้กำกับ จากหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย ประจำวันที่ 17 ก.ย.47 หัวข้อเรื่องว่า

รู้รักษาหน้าตาพระศาสนาบ้าง

ก่อนจะเข้าเรื่องของวันนี้ ขอแสดงความอนุโมทนายินดีต่อ “จักรธรรม ธรรมศักดิ์” ผู้ได้รับเกียรติอันสูงส่งจาก “ฟ้า” ให้มาดำรงตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สืบต่อจากพล.ต.ท.อุดม เจริญ และนับจากนี้ต่อไปอนาคตของพระพุทธศาสนาคงจะเจริญงอกงามไพบูลย์ สมกับความหวังตั้งใจของเหล่าพุทธศาสนิกชน ผู้มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ

ได้สดับธรรมของหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน หลายครั้งและในหลายๆ ครั้ง หลวงตาท่านมักจะเทศน์ในทำนองว่า เจ้าคณะพระสังฆาธิการทั้งหลายส่วนใหญ่แล้วพระคุณท่านกำลัง “ติดเบ็ด” ด้วยถูกเบ็ดที่เกี่ยวเหยื่อล่ออันประกอบด้วย ลาภ ยศ ตำแหน่ง และสมณศักดิ์ หากพระคุณเจ้ารูปใดไม่รู้จักการละวาง จิตใจยังเปี่ยมด้วยความโลภโมโทสัน ก็จะต้องสวาปามฮุบเหยื่อจนติดเบ็ด!

เบ็ดที่มีเงี่ยงอันแหลมคมที่เกี่ยวติดปากอยู่นั้น ก็จะถูกเจ้าของเหยื่อลากเบ็ดให้พระคุณท่านต้องเดินตามต้อยๆ สุดแต่เขาจะจูงให้ซ้ายหันขวาหัน จะให้เดินตามไปในทางใด ไม่ว่าจะทางดีหรือทางชั่ว พระคุณท่านทั้งหลายก็ต้องเดินตามไปทางนั้น

มันเป็นสิ่งที่ทุเรศนัยน์ตาแก่ผู้พบเห็น!!

บังเอิญเมื่อวันวาน ผมเก็บภาพการ์ตูนล้อเลียนคำเทศน์สอนของหลวงตาได้แผ่นหนึ่ง ผมยังไม่ทราบถึงที่มาที่ไป และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศิลปินท่านใดเป็นผู้เขียน แต่ก็ทำให้นึกถึงคำเทศน์ของหลวงตาขึ้นมาทันที จึงนำมาลงให้ท่านผู้ชมได้ชื่นชมกัน ณ ที่นี้

ได้เห็นภาพแผ่นนี้แล้ว ทำให้หวนระลึกถึงภาพของเจ้าคณะพระสังฆาธิการในสังกัดหนตะวันออก จำนวนกว่า 1 พันรูป ที่ถูกสายบังคับบัญชาเกณฑ์ให้เข้าไปยืนตั้งแถวเชียร์และถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ในพุทธมณฑล วันที่มีการประชุมมหาเถรสมาคมหนล่าสุด

พระคุณท่านทั้งหลายโปรดรับรู้ไว้เถิดว่า มีพระผู้ใหญ่น้อยรูปนักที่จะอนุโมทนายินดีต่อพฤติกรรมของพวกท่าน

กรรมการมหาเถรสมาคมหลายรูปต่างก็นึกอิดหนาระอาใจ ไม่ต้องการอยากจะเห็นหน้าตาของพระคุณท่านในลักษณะอย่างนั้น เพราะหากได้เห็นหน้ากันแบบซึ่งๆ หน้าแล้ว วันหน้าวันหลังพอได้พบเจอหน้ากันอีกครั้งก็จะทำให้มองหน้ากันไม่สนิทใจ

สู้ไม่เห็นหน้ากันเสียเลยจะดีกว่า!

สังเกตเถอะ ลองสังเกตให้ดีๆ เถอะ พระคุณเจ้ามหาเถรสมาคมส่วนใหญ่จะหลบหน้าเลี่ยงไปทางอื่น และมีอยู่หลายรูปด้วยกันที่ต้องรีบเดินทางให้ไปถึงพุทธมณฑลก่อน ให้ไปถึงก่อนที่พวกท่านจะออกมาตั้งแถวเชียร์

เงินทำบุญแต่ละบาทแต่ละสตางค์ สาธุชนทั้งหลายเขาหามาได้ด้วยหยาดเหงื่อแรงงานที่แสนยาก ซึ่งเขาถวายให้พระคุณท่านได้ใช้จ่ายในปัจจัยสี่ที่จำเป็นแห่งเพศสมณะ มิใช่ถวายให้เพื่อพระคุณท่านได้นำมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเป็นค่ารถค่าเรือ เพื่อเดินทางไปเชียร์ให้กำลังใจใคร

โปรดได้สำนึกและพึงได้สำเหนียกเสียบ้างว่า ภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาจะพังก็ด้วยพฤติกรรมอันมิชอบของพระคุณท่านที่กำลังแสดงออกกันอยู่นี้!?

ณ.หนูแก้ว

ผู้กำกับ (อ่านการ์ตูนให้หลวงตาฟัง) เขาวาดเอามาจากคำเทศน์ของหลวงตาครับ แต่ผู้วาดไม่ประสงค์ออกนาม

หลวงตา ฟังเทศน์ใครก็ตามเรื่องของธรรมให้ฟังเอาเป็นธรรมก็แล้วกัน คือออกมาประกอบๆ เพื่อความเป็นธรรมให้เป็นคติเครื่องเตือนใจของเราทั้งหลายที่เป็นชาวพุทธด้วยกันนั้นแหละเข้าใจเหรอ การพูดอย่างนี้เราไม่ตำหนิผู้ใดๆ งานเขาทำอันนี้ก็เพื่อเตือนสติวพวกเราทั้งหลายซึ่งกำลังลุ่มหลงไปคนละฝักละฝ่าย ลุ่มหลงไปไม่หยุดไม่ถอยมีด้วยกันนี้แหละ ธรรมะจึงได้มาเตือนให้รู้เนื้อรู้ตัว ให้จับมือกันอย่ากำกำปั้นเข้าใส่กัน กำกำปั้นใส่กันเดี๋ยวมันตีปากกัน ให้จับมือกันประสานกัน ผิดถูกชั่วดีมีทุกคน

แต่บ้านเมืองชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องใหญ่โตมากสำหรับหัวใจประชาชน ให้น้อมนึกถึงพระองค์ทั้งสามพระองค์นี้ แล้วจับมือกันประสานเพื่อความถูกต้องดีงามในเหตุในผลต่อกัน แล้วต่างคนต่างอุ้มชูชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ แล้วจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นทั้งชาติ ทั้งศาสนา พระมหากษัตริย์ ตลอดถึงประชาชนทั่วประเทศด้วย นี่ละการจับมือกันประสานเป็นความถูกต้องดีงามอย่างนี้

การแข่ง ว่าแข่งดีแข่งเด่นมันแข่งเลวทั้งนั้น ไม่เป็นของดี อย่านำมาใช้เราเป็นลูกชาวพุทธ หลวงตาบัวขอบิณฑบาต ขอกับคนทั้งประเทศให้พากันไปพินิจพิจารณา การชิงดีชิงเด่นคือมันชิงชั่วชิงเลวไม่ใช่ของดี จะทำชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเราให้จมลงด้วยความอวดเก่งของเรานั้นแหละ อย่าพากันไปอวดทางนี้ ให้จับมือกันประสาน ธรรมะเป็นเครื่องประสาน ธรรมะไม่ใช่เป็นเครื่องทำลายให้ร้าวฉานต่างๆ กิเลสต่างหากเป็นเครื่องทำลาย ไปที่ไหนทำลายที่นั่น นั่นคือกิเลสให้ปัดออกๆ เอาธรรมะมาประสานแทน โลกนี้จะมีความเจริญรุ่งเรือง ขอให้ท่านทั้งหลายนำธรรมะหลวงตาที่ออกมาจากพระพุทธเจ้านี้ ไปประพฤติไปปฏิบัติ ท่านทั้งหลายจะได้เห็นความชุ่มเย็นเป็นสุขขึ้นภายในประเทศของชาวพุทธเรานี้แล

ผู้กำกับ มีปัญหาธรรมะจากโยมสันติ อินโดนีเซียครับ

ข้อที่ ๑ เมื่อวานนี้ตอนเย็นนั่งภาวนา มีกระแสแสงสว่างสีขาวๆ เป็นแสงสว่างมาจากข้างนอกมาปรากฏอยู่บนศีรษะ แสงสว่างนั้นเลื่อนลงมาเข้าไปในกะโหลกศีรษะ แล้วเลื่อนลงไปที่หัวใจ รู้สึกว่าเกิดอาการแน่นที่หัวใจมากจนรู้สึกเจ็บทั้งหน้าอกและกระดูกสันหลัง แต่จิตใจรู้สึกสบายไม่เจ็บเหมือนร่างกาย ลมหายใจหยุดนิ่งเหมือนไม่มีลมหายใจ เป็นอาการอย่างนี้อยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ถามว่า อยากรู้ว่าอาการที่เกิดขึ้นนี้เป็นอาการของอะไรเจ้าคะ แล้วควรปฏิบัติอย่างไรเจ้าคะ

หลวงตา นี่คือเงาของจิต อย่าเป็นบ้าตื่นเงาตัวเอง เข้าใจไหม คำว่าสันติ สันติชื่อว่าสงบๆ นั้นมันจะตกลงทะเลหลวงจะมีแต่ไฟเผาหัวอกนะ อย่าตื่นลม อย่าตื่นอาการของจิต เหล่านี้เป็นอาการของจิตทั้งนั้น เอาละเท่านั้น ให้รู้มันตัวรู้ๆ อยู่นี้ อาการของตัวเองออกแสดงยังไง ย้อนจิตเข้ามาสู่ตัวรู้ของตัวเอง เหล่านั้นจะหายไปหมดเข้าใจเหรอ

ข้อ ๒ ครับ ตอนสองทุ่มเมื่อวานนี้ ขณะที่ลูกนอนภาวนาอยู่ ได้เกิดความรู้สึกว่า เหมือนมีพลังอย่างหนึ่งเคลื่อนเข้ามาทับตัวลูก เคลื่อนเข้ามาทางปลายเท้า เข้ามาลำตัวจนถึงศีรษะ เป็นพลังที่เย็นมากจนรู้สึกหนาวทั้งตัว จะเคลื่อนไหวหรือกระดุกกระดิกตัวก็ไม่ได้ แต่จิตใจไม่ได้วิตกกังวลแต่อย่างใด มองดูอาการนั้นเฉยๆ เป็นอยู่ประมาณ ๑ ชั่วโมงจึงหายไป แล้วจึงขยับตัวได้ลุกขึ้นภาวนาต่อ หลังจากนั้นต่อมา ถ้านอนภาวนาก็กลับเป็นอาการอย่างนั้นอีก จนถึง ๖ ทุ่มเกิดอาการอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง แต่ละครั้งนานประมาณ ๑ ชั่วโมงจึงหาย หลังจากนั้นนอนไม่หลับทั้งคืน ลูกอยากทราบว่า อาการอย่างนี้เกิดจากอะไรเจ้าคะ

หลวงตา อ๋อเกิดจากเงาอันเก่านั้นแหละ อย่าเป็นบ้าต่อไปอีก  อาการของจิต นี่ละนิสัยของนักภาวนา มันผาดโผนอย่างนี้ มันมีแปลกๆ ต่างๆ กัน เป็นอาการของจิตตามนิสัยวาสนาของคนเราแต่ละรายๆ ที่เป็นมา มันเป็นขึ้นมาๆ

นี่ละที่ว่าไล่แม่ชีแก้วลงภูเขาร้องไห้ลงไปก็อย่างนี้แหละ เตือนเท่าไรๆ ก็ยังเชื่อแต่ตัวเอง ไม่เชื่อครูบาอาจารย์ แล้วไปก็ไปมอบกายถวายตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหานะ แล้วเวลารับปุ๊บ รับปุ๊บไปแล้วก็เอาแต่เรื่องของตัวมาอวดอาจารย์นะซิ ทางนี้ก็เตือนเข้า เตือนเข้าๆๆ กระทั่งถึงมัดเข้าเลย มัดเข้าไม่อยู่ ดิ้นๆๆ ไล่ลงภูเขาร้องไห้ลงไปภูเขา เฉยเรา ลงไปภูเขาคงจะได้สตินะ ไปโอ้นี่มันยังไง ถูกท่านไล่ลงภูเขา ร้องไห้เลยนะ คือเราอยู่ภูเขากับเณรหนึ่ง วัดอยู่ทางใต้ พวกบ้านเขาอยู่ตรงกลาง แล้วสำนักชีอยู่ฟากทางโน้น ธรรมดาวันพระนี้ตอนสี่โมงเย็น เขาจะยกขบวนขึ้นไปหาเราบนภูเขา พอจวนหกโมงเย็นเขาก็ลงมาเป็นประจำ นี่ก็พูดธรรมะกัน ที่นี่มาถึงขั้นที่ ที่ว่ามาเป็นอาจารย์ของอาจารย์นะซิ เราว่าเท่าไรก็ไม่ฟัง เท่าไรก็ไม่ฟัง ทางนี้ก็มัดเข้าแน่นเข้าๆ ยังไม่ฟังๆ ไล่ลงเลย ลงภูเขาร้องไห้ลงไป เลยไปได้สติ

เลยระลึกได้ เฮ้อ วันนี้ถึงกับท่านไล่ลงภูเขาเลยร้องไห้ลงมานี้ ก็ยังดีนะว่า เอ๊ะนี่เราก็ได้มอบกายถวายตัวต่อท่านแล้ว ทำไมถึงต้องถูกให้ท่านไล่ลงภูเขา นี่สมควรแล้วหรือ ว่าตัวเอง ท่านสอนอะไรบอกอะไรก็ไม่ยอมฟังเสียงท่าน จะเอาตั้งแต่ความรู้ของตัวเอง เลยกลายไปเป็นอาจารย์ท่าน ที่ท่านไล่ลงภูเขานั้นเหมาะแล้ว ถ้าจะต้องการเอาท่านเป็นครูเป็นอาจารย์จริงท่านพูดอะไรก็ฟังเสียงท่านบ้างซิ นี่ท่านว่าอะไรเราไม่ฟังท่าน ท่านจึงไล่ลงภูเขา เอาจับอันนี้ไปพิจารณาตามท่านบ้างซิจะเป็นยังไง เลยปล่อยเรื่องของเจ้าของทั้งหมดแล้วเอาเรื่องของเราไปพิจารณา พอพิจารณานี้ มันก็ลงจ้าเลยซิ ขาดสะบั้นไปหมด จ้าครอบไปหมดเลย พอลุกขึ้นจากสมาธิหันหน้ากราบไปบนภูเขา

ไปได้สี่วันเราไม่ลืมนะ เราไล่ลงจากภูเขาร้องไห้ลงไปได้สี่วันขึ้นมาอีก เรากำลังปัดกวาดอยู่กับเณร โผล่ขึ้นมา ขึ้นมาอะไรอีกนี่ ขนาบอีก มันมาอะไร เดี๋ยวๆ ให้พูดเสียก่อน เดี๋ยวๆ ให้พูดเสียก่อน ตกลงเราก็เลยวางไม้กวาดไว้ที่นั่น ไอ้เณรก็วางไม้กวาดแล้วมานั่งด้วยกัน พวกนี้ก็ยกขบวนขึ้นมาก็เลยมาเล่าให้ฟัง เรียกว่ายอมรับเรื่องของจิตที่เป็นอย่างนี้ พอปฏิบัติตามที่เราแนะแล้วเป็นอย่างนั้นๆ ก็เลยยอมรับเห็นเป็นผลอัศจรรย์แล้ว ไอ้เรื่องของแกเป็นในใจๆ แกไม่พูดแหละว่างั้นนะ แกยอมรับ จากนั้นเราก็สอนต่อไปเลย อย่างนั้นละลงเลยละที่นี่ ลงเรื่อย นั่นเห็นไหมเรื่องความรู้ความเห็นความเป็น

อย่างเรากับพ่อแม่ครูจารย์นี่ฟัดกันเสียแหลกเหมือนกัน ไม่ใช่แต่แม่ชีแก้วกับเรานะ เรากับพ่อแม่ครูจารย์มั่นก็ฟัดกันจนกระทั่งพระแตกมาทั้งวัด ที่มันไม่ลงอยู่ที่ไหนมันก็ซัดกันตรงนั้นเข้าใจไหม อันนี้ก็แบบเดียวกัน อันนี้ก็ตามนิสัยของคนเรามันต่างกัน ให้ไปปฏิบัติอย่าลืมหลักจิตใจก็แล้วกัน มันเป็นยังไงก็ให้มันเป็นไปความรู้อยู่กับตัว ตัวรู้นี่ละมันส่องเงาออกไป เราอย่าไปตื่นเงาเจ้าของก็แล้วกัน

ผู้กำกับ เอาให้จบละครับ อีกนิดนึงเงาเหมือนกันละครับ ข้อสาม อันนี้เป็นอยู่บ่อยๆ ประจำเลยก็ว่าได้ แต่เป็นขณะเดินจงกรม เมื่อกำลังเดินเหมือนมีพลังอันหนึ่งหนักมากดทับลงบนศีรษะ จนเกิดอาการเซซ้ายเซขวา จึงได้หยุดยืนสังเกตดูอาการนั้น ประมาณ ๕ นาทีมันก็หายไปเอง อยากทราบว่า พลังหนักๆ ที่ทับนั้นเกิดจากอะไร มาจากไหนเจ้าค่ะ

หลวงตา อันเก่านั้นแหละ พอๆ ไม่ตอบมาก เอาละพอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก