วางพื้นฐานทีแรกอย่าให้เผลอสติ
วันที่ 23 กันยายน 2547 เวลา 8:20 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๗

วางพื้นฐานทีแรกอย่าให้เผลอสติ

 

ก่อนจังหัน

 

พระมาฉัน ๓๕ ขาดไป ๒๐ เห็นไหม พระวัดนี้ ๕๕ ขาดไปคือท่านไม่ฉันท่านภาวนา การไม่ฉันนี้เป็นเครื่องหนุนทางด้านจิตตภาวนาได้ดี ไม่ใช่การไม่ฉันการอดอาหารเพื่อการตรัสรู้เพื่อบรรลุธรรม แต่เป็นเครื่องหนุนความเพียรเพื่อบรรลุธรรมถึงถูก ความเพียรมีสติเป็นสำคัญ ย้ำแล้วย้ำเล่า สติเป็นสำคัญ ใครตั้งสติได้ดีแน่นหนามั่นคงเท่าไร ผู้นั้นละเป็นผู้จะตั้งรากตั้งฐานทางด้านจิตใจได้ เริ่มแต่ความสงบเย็นลงไปๆ เป็นสมถธรรม เรียกว่าสงบใจ สมาธิธรรมเป็นความแน่นหนามั่นคงของใจ จากความสงบที่หนุนไปหลายครั้งหลายหน ก็กลายเป็นความแน่นหนามั่นคงขึ้นภายในใจ เรียกว่าสมาธิ จากนั้นก็ก้าวทางด้านปัญญา

สมาธิความสงบใจมากน้อย จะพิจารณาปัญญาได้ตามกำลังของสมาธิของเรา อะไรก็ตามไม่พ้นจากสติ นักปฏิบัติเราเร่ๆ ร่อนๆ ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวนั้นคือไม่ได้มีหลักเกณฑ์ในการภาวนา อาจจะไม่มีผู้เน้นหนักสอนหลักเกณฑ์ให้ยึดให้เกาะได้อย่างแน่นอนแม่นยำก็ได้ นี้จึงขอย้ำให้ท่านทั้งหลายทราบว่า สติเป็นของสำคัญในความพากเพียร ตั้งลงในจุดใดสติอย่าได้เผลอ เช่นเราบริกรรมคำใดก็ตาม เช่น พุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ อะไรก็ตามสติเป็นสำคัญมาก ตั้งสติแน่นหนามั่นคงได้เท่าไรยิ่งเพิ่มความสงบเย็นใจให้มากขึ้น นี่หมายถึงวางพื้นฐานทีแรก ขออย่าให้เผลอสติ

เคยพูดให้ฟังแล้วกิเลสเกิดเพราะเผลอสตินั่นเอง กิเลสอยู่ภายในใจ ถ้าไม่เผลอสติกิเลสออกไม่ได้ กิเลสทำงานไม่ได้ ไม่เป็นภัยต่อเรา เพราะสติครอบเอาไว้ๆ มีกิเลสอยู่ภายในแต่ออกทำงานไม่ได้ เหมือนอาวุธมีอยู่ เก็บไว้เรียบร้อย แต่ออกทำงานไม่ได้นั่นเอง กิเลสนี่ตัวเป็นภัย สติครอบเอาไว้ไม่ให้ทำงาน บริกรรมคำใดก็ได้ปิดช่องๆ แทนเอาไว้ เราเคยพูดแล้วถึงขนาดอกจะแตกเราตั้งสติ ได้นำมาสอนพี่น้องทั้งหลาย บรรดาลูกศิษย์ลูกหา สังขารดันออกไป ได้แก่กิเลสมันดันสังขาร กิเลสออกจากอวิชฺชาปจฺจยา หนุนให้เป็นสังขารขึ้นมา ดันออกๆ ทางสติบังคับคำบริกรรมปิดช่องเดียวไม่ให้มันออก นี้เคยพูดแล้วเพื่อความแน่นอนของผู้ปฏิบัติภาวนา

ไม่ให้มันเผลอ ว่างั้นเลย ซัดกัน ไม่เผลอ เอาจนกระทั่งตั้งสติได้ เฉพาะในวันแรกนี้เราอกจะแตก พูดจริงๆ คือไม่ยอมให้เผลอเลยเทียว ที่จิตเราเสื่อมๆ นี้เพราะเราเผลอสตินั่นแหละ คราวนี้จะไม่ให้เผลอ ตั้งปุ๊บเลย เหมือนเขาต่อยมวย ระฆังดังเป๋งก็ใส่กันเลย อันนี้พอว่าเอาละ สติจับปุ๊บเลยไม่ให้เผลอ นี่เอามาสอนเพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ยึดเป็นหลักเป็นเกณฑ์ในการภาวนา ขอให้ตั้งสติให้ดี จับปุ๊บลงไปเลย อย่างว่าละสังขารมันอยากคิดอยากปรุง จึงได้รู้ว่า อ๋อ ที่จิตเราเสื่อมเพราะสังขารมันออกๆ ไม่รู้ตัวเวลามันออก ทีนี้เวลาบังคับมันไว้ด้วยสติมันออกไม่ได้ มันดันเรานี้เหมือนหัวอกจะแตก นี่ละกิเลสมันดันออก เอาสังขารเป็นเครื่องมือดันออก บังคับเอาไว้ๆ ด้วยสติ ด้วยคำบริกรรม จิตสงบได้

เอา สรุปความเลยว่าจิตสงบได้ไม่สงสัย ต่อไปเรื่องกิเลสมันดันๆ นี้จะเบาลงๆ เบาลงโดยลำดับ จากนั้นธรรมก็หนาแน่นขึ้น คือความสงบของใจ ไม่วุ่นวาย สติดีขึ้นๆ แน่ใจโดยลำดับ ต่อจากนั้นตั้งรากฐานได้เพราะสติไม่ให้เผลอ จำให้ดีนะนักปฏิบัติ ภาวนาไม่ได้หลักได้เกณฑ์  ทำที่ไหนก็ทำแต่ไม่ได้หลักได้เกณฑ์ ก็ลุ่มๆ ดอนๆ นั่นแหละ ขอให้จับหลักนี้ไว้ให้ดี สติเป็นพื้นฐานสำคัญ มันจะผาดโผนขนาดไหนก็ตามกิเลสนี่ พ้นอำนาจของสติไปไม่ได้ จับให้ดี เอา มันจะตายให้เห็นดูซิน่ะ แต่ไม่ยอมให้เผลอ ตั้งได้ๆ ไม่สงสัย เราเคยผ่านมาแล้ว ได้นำมาพูดด้วยความแน่ใจ ได้ผลเป็นที่พอใจจากการตั้งสติ หมู่เพื่อนให้จำเอานะ

ใครๆ ก็ดีให้มีหลักยึดการภาวนา ทำลุ่มๆ ดอนๆ อยากตั้งสติก็ตั้ง อยากเผลอก็เผลอ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ได้เรื่องนะ นักภาวนาเราคือพระกรรมฐานเร่ๆ ร่อนๆ ก็เพราะสติไม่มี ขาดวรรคขาดตอน กลายเป็นเร่ๆ ร่อนๆ ไปตามกิเลสเสียหมด จำให้ดี เอาละให้พร

 

หลังจังหัน

 

         วันไหนมีแต่เรื่องสกปรก แล้วมันก็ให้พูดจนได้นั้นแหละ เพราะมาเกี่ยวโยงกับเรา เราเป็นจุดศูนย์กลางแห่งการชะล้างความสกปรก อะไรๆ มันก็มาที่นี่ ก็ต้องได้ชะกันไป ล้างกันไป เมื่อวานก็ไปโรงพยาบาลภูหลวง ได้ทราบจากโรงพยาบาลว่าติดหนี้เขา โรงพยาบาลติดหนี้เกี่ยวกับเรื่องอาหารคนไข้เดือนหนึ่งๆ โรงพยาบาลนี้อย่างน้อยเดือนละหนึ่งหมื่นๆ จ่ายค่าอาหารสำหรับคนไข้ คนไข้ที่นอนอยู่ในนั้น บางแห่งก็บอกติดหนี้เขาเท่านั้นเท่านี้ บางแห่งก็ไม่บอก เพราะเราก็ไม่ถาม เนื่องจากพอทราบอยู่บ้างแล้ว เมื่อวานไปก็เลยเอาอาหารไปส่ง แล้วให้ปัจจัยหนึ่งหมื่น พร้อมกับมอบสิ่งของให้ สงสารโรงพยาบาล

         เพราะการเจ็บไข้ได้ป่วยไม่นิยมว่าเป็นคนมีคนจนนะ ไม่ว่าใคร จำเป็นด้วยกันหมดที่จะต้องพึ่งหมอพึ่งยา พอเจ็บไข้ได้ป่วยต้องวิ่งเข้าหาหมอ หมอก็ต้องมีจิตเมตตา คนไข้เป็นประเภทใดก็ไม่ว่า ต้องรักษากันไปเลยๆ นอกจากโรงพยาบาลพิเศษ คนไข้พิเศษ เป็นอีกอย่างหนึ่ง โรงพยาบาลทั่วๆ ไป คนไข้ทั่วๆ ไปที่จำเป็นต้องอาศัยซึ่งกันและกันนี้ ก็เป็นอย่างโรงพยาบาลที่เห็นอยู่นี้แหละ ความจนตรอกจนมุม เจ็บไข้ได้ป่วยวิ่งเข้าหาหมอ หมอก็ต้องเยียวยารักษาด้วยความเมตตาตามอัธยาศัยของหมอ

         เวลาหายแล้วคนไข้ไม่มีเงิน หมอจะไปบีบบังคับเอาได้ยังไง ก็เป็นการรักษาอยู่ในตัวๆ เพราะคนไข้ส่วนมากมีแต่คนจน ตามบ้านนอกคอกนาเขาจะไปหาเงินหาทองมาจากไหน ไปหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องวันหนึ่งๆ ก็ไม่พอ เขาจะหามาจากไหนเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย นี้เป็นความจำเป็นต้องวิ่งหาหมอหายาแล้ว แน่ะ ทีนี้หมอก็เป็นหมอเพื่อสาธารณชนทั่วๆ ไป อย่างที่โรงพยาบาลอำเภอต่างๆ นี้ก็ต้องเยียวยารักษากันไป มีมากมีน้อยก็ให้ตามมากตามน้อย ไม่มีก็ไม่ได้ให้ ที่เราคิดไว้ก็ไม่เห็นมันผิดตรงไหน เราได้เป็นหมอเป็นหมาที่ไหน เราคิดเรื่องเหล่านี้ยังไม่เห็นผิดไปไหนนะ

         ที่เราสงเคราะห์โรงพยาบาลมากๆ ก็คือเราคิดแล้ว เราจึงได้สงเคราะห์นั่นเอง  ก็ไม่เห็นผิดไปไหนนี่ เราพูดจริงๆ  เท่าที่ก้าวเดินผ่านมา เฉพาะอย่างยิ่งเป็นโครงการช่วยชาติ เรานำพี่น้องทั้งหลายมาเรายังไม่เคยเห็นว่าเราไปผิดไปพลาดที่ตรงไหน ที่พาพี่น้องทั้งหลายก้าวเดินไป ราบรื่นดีงามตลอดมา เรื่องคิดอย่างนี้เราก็คิดเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงเน้นหนักทางโรงพยาบาลตลอดมา โรงพยาบาลเป็นอันดับหนึ่งที่เราช่วยตลอดมาตั้งแต่เริ่มสร้างวัดเลย เริ่มสร้างวัดก็เริ่มช่วยโรงพยาบาลตลอดมาจนกระทั่งป่านนี้ ผิดที่ตรงไหนล่ะพิจารณาซิ

         นี่ละเรื่องธรรมเป็นอย่างนี้นะ คือพินิจพิจารณาเรียบร้อยทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เอนนู้นเอนนี้ เอาเหตุเอาผล เอาหลักเอาเกณฑ์เข้าเป็นที่ตั้ง พินิจพิจารณาตามหลักเกณฑ์นั้นอย่างหนึ่ง หรือหากว่ามีญาณหยั่งทราบก็ประกอบกันไปก็ได้สำหรับท่านผู้มี เราไม่มีญาณอะไร ถ้าญาณก็หยั่งทราบว่า วันนี้เขาจะเอาอาหารอะไรมาใส่บาตรเราน้า มันหยั่งไปอย่างนั้นเสีย ไอ้ญาณของหลวงตาบัว ไม่ค่อยไปหยั่งทราบเรื่องต่างๆ นะ ก็พูดตามความจริงละซิ เรามันมีญาณอย่างนี้

         นี่ก็พาพี่น้องดำเนินมา เราคิดไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เริ่มจะออก วัตถุนี้จะเป็นเรื่องใหญ่โต กระทบกระเทือนถึงชาติไทยเราก็เป็นด้านวัตถุ ทุกข์ทางร่างกายไม่เท่าไร แต่ทุกข์ทางใจนี้ทั่วโลกดินแดน ไม่มีใครจะอยู่เหนือทุกข์ไปได้ นั่น เพราะอะไร เพราะกิเลสเหนือโลก มันครอบโลก อยู่ในหัวใจของโลก เมื่อเป็นเช่นนั้นไม่ว่าคนมี คนจน คนโง่ คนฉลาด จะต้องเป็นนักโทษของกิเลสด้วยกันหมด ทีนี้จะเอาอะไรเข้าไปแก้ ก็ต้องเป็นธรรมเท่านั้น นอกจากธรรมไม่มี ที่จะแก้ทุกข์ทางใจของสัตว์โลกไม่มี มีแต่ธรรมเท่านั้น

         นี่เราก็ได้พิจารณา เวลาจะออกช่วยชาติ ธรรมะด้านภายในจิตใจนี้เป็นอันดับหนึ่งแล้ว คราวนี้จะได้แนะนำสั่งสอนประชาชนทั้งหลาย ซึ่งห่างเหินศาสนามานาน ทั้งๆ ที่เป็นชาวพุทธ ก็จะได้แนะนำสั่งสอนไปพร้อมกันกับด้านวัตถุ ด้านวัตถุจะถือว่าหนักก็ตาม แต่ว่าหนักอย่างเปิดเผย ทางด้านจิตใจนี้หนักอย่างลึกซึ้งภายในจิตใจ เราพิจารณาไว้หมดแล้ว การออกช่วยชาติคราวนี้จะไปทั้งสองทาง เบื้องต้นก็เป็นด้านวัตถุ จากนั้นธรรมะก็จะไปเรื่อยๆ แล้วมันก็เป็นไปตามนั้นผิดไหมล่ะ พิจารณาซิ

         ด้านวัตถุเราก็งดแล้วในการช่วยชาติ ออกเทศนาว่าการ หาจตุปัจจัยไทยทานมาสงเคราะห์ส่วนรวมๆ ก็ได้เป็นลำดับลำดา ในขณะเดียวกันก็เทศนาว่าการอรรถธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดแนบอยู่กับกิเลสนั่นละ ซึ่งอยู่ภายในใจอันเดียวกัน จะต้องชะล้างด้วยอรรถด้วยธรรม จึงต้องนำธรรมออกแสดง ให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบบาปบุญคุณโทษบ้างซึ่งมีมาดั้งเดิม และแสดงผลอยู่ในหัวใจของสัตว์โลกทั่วไปหมด ไม่เว้นเลย นี้เราก็ได้ดำเนินตามนั้น เวลาแสดงธรรมอยู่นี้ก็ออกทั่วโลกแล้วนี่ แสดงอยู่เวลานี้ออกทั่วโลก เรื่อยมาตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งป่านนี้

         นี่ธรรมะเข้าสู่จิตใจ คนผู้มีนิสัยปัจจัยอยู่บ้างก็จะยึดอรรถยึดธรรมเป็นหลักใจ ชำระล้างสิ่งเลวร้ายทั้งหลายซึ่งมีอยู่ภายในใจ มันแสดงกองทุกข์อยู่ตลอดเวลานั้นให้ค่อยจืดจางเบาบางลงไป ถ้าควรที่จะเป็นไปได้แค่ไหนก็จะเป็นไปได้ด้วยอำนาจแห่งอรรถธรรมชะล้างกิเลสตัวสกปรกมอมแมมนั้นแหละ เราก็ได้แนะนำสั่งสอนเรื่อยมา เวลานี้การเทศนาว่าการนี้ก็ทั่วประเทศไทยเรา ออกทุกวันเลย ก็ออกจากนี้ที่กำลังเทศน์อยู่เวลานี้ ออกทั่วประเทศไทย จากนั้นก็ออกทั่วโลกอีก

         ใครมีนิสัยยังไง ควรที่จะยึดอรรถธรรมไว้เป็นหลักใจๆ เพื่อเกาะเพื่อยึด เพื่อความแคล้วคลาดปลอดภัย สงบร่มเย็นไปเพราะอำนาจแห่งธรรมเข้าสู่ใจ ก็จะได้ยึดได้เกาะอรรถธรรมเหล่านี้ไป ผู้ใดที่มันสุดวิสัย อย่างใครเข้าห้องไอซียูก็ปล่อยเสียๆ โลกอันนี้มีมาดั้งเดิม ผู้ที่เร็วที่สุด ท่านก็บอกไว้แล้ว อุคฆฏิตัญญู ผู้มีอุปนิสัยปัจจัยที่จะบรรลุธรรมให้หลุดพ้นจากทุกข์โดยถ่ายเดียว นี้ประเภทหนึ่ง วิปจิตัญญู รองกันลงมา เดินตามกันโดยลำดับเพื่อพ้นจากทุกข์ นี่อันหนึ่ง อันที่สาม เนยยะ เป็นผู้ควรที่จะแนะนำสั่งสอนได้ และเป็นผู้ที่จะคอยยึดอรรถยึดธรรม เกาะเกี่ยวกับอรรถกับธรรม เพื่อเบาบางความทุกข์ทั้งหลาย เพราะอำนาจแห่งธรรมชำระไปบ้างก็มี นี่ประเภทที่สาม

         ประเภทสามนี้มันขัดมันแย้งกันอยู่กับ ปทปรมะ จิตหนึ่งจะไป จิตหนึ่งจะถอยหลัง อย่างเราประกอบความพากความเพียร ตั้งหน้าตั้งตาจะประกอบความพากความเพียร ความขี้เกียจขี้คร้านท้อแท้อ่อนแอมันฉุดเอาไว้ๆ เรียกว่ามันรบกันอยู่ภายใน ส่วนปทปรมะนั้นหมดทางเลย แม้จะมีความรู้มากมายขนาดไหนก็ตามที่โลกเขานิยม อย่างทุกวันนี้เขานิยมกันว่าดอกเตอร์ดอกแต้อะไร เกิดมาแต่โคตรพ่อโคตรแม่ของเราก็ไม่เคยได้ยินได้เห็นดอกเตอร์ดอกแต้อะไร นี่เรียนขนาดไหนก็เรียนด้วยอำนาจของกิเลส ไม่ได้เรียนด้วยอำนาจแห่งธรรม ด้วยความสนใจในธรรม

         เรียนไปๆ ความรู้ที่เรียนมามันก็เป็นความรู้ของกิเลส กิเลสนำไปใช้ถลุงเจ้าของให้แหลก นอกจากนั้นยังไปถลุงคนอื่นให้เสีย ยิ่งเรียนมามากเท่าไรกลอุบายวิธีการที่จะคดโกงรีดไถชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็ยิ่งแน่นหนามั่นคงไปตามๆ กัน พวกนี้พวกทำลายได้มาก ที่เรียนวิชามาสูงๆ สูงของกิเลส ไม่ใช่สูงของธรรม ถ้าสูงของธรรมเรียนมาได้มาก ด้วยความสนใจในอรรถในธรรมแล้วจะเป็นประโยชน์มากมาย แต่เรียนธรรมแบบนกขุนทอง แบบหนอนแทะกระดาษนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร  เช่นเดียวกับเขาเรียนวิชาทางโลกนั้นแล

         มีดนี่เอาไปฟันฟักแฟงแตงโมก็ได้ เอาไปฟันหัวคนก็ได้ วิชาความรู้เรา เราจะดึงไปทางไหน น้อมไปทางไหนได้ทั้งนั้น เหมือนมีด น้อมไปทางที่ดีก็เป็นดี น้อมไปทางที่ชั่วก็ชั่ว ธรรมเหล่านี้ก็แสดงเพื่อโลกที่มีนิสัยปัจจัยอยู่บ้างจะได้ยึดได้เกาะ เพราะธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมแน่นอนตายตัว ที่จะฉุดสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์โดยถ่ายเดียวเท่านั้น ไม่มีธรรมข้อใดที่จะฉุดลากสัตว์โลกให้จมดิ่งลงในนรกอเวจี ไม่เคยมีในธรรมของพระพุทธเจ้า

         เมื่อนำธรรมมาแสดงก็ต้องเป็นประโยชน์แก่โลก ดังพระพุทธเจ้าทรงแสดงมาแล้ว เป็นประโยชน์แก่โลกถึงสามโลกธาตุ ฟังซิ เราอยู่ในโลกธาตุไหนถึงจะเล็ดลอดออกจากตาข่ายของศาสนธรรมแห่งพระพุทธเจ้าไปได้ ที่ไม่มาสนใจ แล้วคุ้ยเขี่ยขุดค้นหาแต่ฟืนแต่ไฟมาเผาไหม้ตนโดยถ่ายเดียว ไม่สมควรแก่ความเป็นมนุษย์และเป็นลูกชาวพุทธเลย ขอให้พี่น้องทั้งหลายพินิจพิจารณา นี่เราก็ได้อุตส่าห์พยายามเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็เป็นไปตามความมุ่งหมาย

         วัตถุเงินทองข้าวของที่มุ่งนั้น ตั้งกำหนดไว้จุดไหนก็ได้จุดนั้น เช่นทองคำทีแรกก็ ๑๐ ตัน ต่อมาบอกว่า ๑๑ ตันก็ได้ทั้ง ๑๑ ตัน ยังเลยไปอีก ๓๗ กิโลครึ่ง นี่เรียกว่ามอบทองคำนี้เข้าสู่คลังหลวงเรียบร้อยแล้ว ตามกำหนดที่ให้ได้ว่าอย่างน้อย ๑๐ ตัน นั่นได้แล้ว ก็เป็น ๑๑ ตันตามความมุ่งหมาย อันหลังนี้ว่าทองคำคี่อยู่ ๑ ตัน ก็ได้มาเต็มเม็ดเต็มหน่วย แล้วทีนี้ดอลลาร์ให้ได้ ๑๐ ล้าน ก็ได้ ๑๐ ล้าน ๒ แสนกว่า นี่ก็ได้ตามความมุ่งหมายมาทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ไม่บกพร่องอะไรเลย

         ทีนี้กำลังทางด้านธรรมะก็แนะนำสั่งสอนเป็นลำดับลำดา ค้นออกมาตั้งแต่เทป  ที่เทศน์ตั้งแต่เทศน์สมัยอยู่กับพระล้วนๆ เทศน์สอนพระ ธรรมะเหล่านี้เป็นธรรมะแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋ว เป็นธรรมะขั้นสูง เทศน์สอนพระนี้จึงมีแต่ธรรมะขั้นสูงล้วนๆ แล้วก็ได้งัดออกมากระจายทั่วโลกแล้วเวลานี้ธรรมะประเภทเหล่านี้ นอกจากธรรมะประเภทแกงหม้อใหญ่แล้วก็ยังดึงเอาธรรมะประเภทแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วก็มี ช่วยโลกเต็มเม็ดเต็มหน่วย แล้วแต่ใครจะมีนิสัยปัจจัยควรที่จะได้รับอรรถธรรมจากพระพุทธเจ้าที่เรานำมาแสดงนี้มากน้อยเพียงไร ก็จะเป็นประโยชน์แก่ผู้นั้นมากน้อยเพียงนั้น

         นอกจากผู้ที่ไม่เอาไหนเสียเลย เกิดมาก็เกิดเปล่าๆ โอ่อ่าฟู่ฟ่าด้วยความรู้ที่เป็นฟืนเป็นไฟ เป็นภัยแก่ตัวเองอยู่ภายในหัวใจ ที่โลกเขายกยอว่าเรียนชั้นนั้นชั้นนี้สูงๆ ได้แต่ลมปาก หัวใจมีตั้งแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ ผู้ใหญ่เท่าไรนั้นแหละที่เรียนรู้มากๆ เท่าไรนั้นละ ผู้แบกกองทุกข์มากที่สุด นี้เอาธรรมเข้าไปจับ ตาสีตาสาอยู่ตามท้องนาไม่ค่อยมีทุกข์มากนะ เพราะไม่มีความโลภมาก ไม่มีความเย่อหยิ่งจองหองพองตัวมาก ไม่มีความสำคัญตนมากว่ามีอำนาจบาตรหลวงมีความรู้วิชา มีกฎหมายบ้านเมือง เป็นนักปกครอง เหล่านี้มีความสำคัญมั่นหมายในตัวเองนั้นแหละ มันเอาฟืนเอาไฟมาเผาตัวอยู่ลึกๆ โดยไม่มีใครทราบ

ไปที่ไหนก็มีแต่โอ่อ่าฟู่ฟ่า แต่งเนื้อแต่งตัวนี้เทวดาสวรรค์ชั้นพรหมสู้ไม่ได้นะ การแต่งเนื้อแต่งตัว บทเวลาดูจิตใจนี้นรกอเวจียังจะสู้ไม่ได้ ดีไม่ดีนรกอเวจีจะพังจะแตก มันสู้นรกในหัวอกของคนที่ทะนงตนนั้นไม่ได้ นี่มีเยอะ ไม่ว่าแต่เมืองไทยเราแหละทั่วโลกนะ สิ่งเหล่านี้มีอยู่เยอะ นี่แหละอำนาจแห่งกิเลสมันอยู่เหนือตลอดๆ มองไม่เห็นมันง่ายๆ นอกจากเอาธรรมจับเข้าไปเห็นหมด ไม่มีปิดมีบังได้คือธรรม นี่แหละผู้ไม่มีธรรมมีแต่โลกมีแต่กิเลส

โลกไหนประเทศใดที่ว่ามีความสุขความเจริญ มันไม่มีความสุขความเจริญ มีแต่ลมปากเท่านั้นแหละ บ้านนั้นเจริญบ้านนี้เจริญ ส่วนฟืนส่วนไฟนั้นไม่ต้องบอกมันก็เจริญอยู่แล้วในหัวใจของทุกคน ยิ่งเป็นผู้ใหญ่เท่าไรยิ่งแบกหามกองทุกข์มากที่สุดเลย ไม่ได้เหมือนธรรมของผู้ปฏิบัติธรรม ผิดกันมากนะอันนี้ตรงกันข้ามเลย ธรรมของผู้ปฏิบัติธรรม เช่นพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ปฏิบัติธรรมมาก่อน ตรัสรู้ธรรมมาก่อนเรียบร้อยแล้ว ชำระล้างพระทัยคือใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เรียกว่ากลายเป็นพุทโธทั้งดวง เป็นธรรมธาตุทั้งดวงแล้ว หมดทุกข์โดยประการทั้งปวงในพระทัยของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ๆ แล้วนำธรรมที่หมดทุกข์แล้วนี้ไปสอนโลก

โดยที่โลกมีแต่หาบหามกองทุกข์ พระพุทธเจ้าที่สอนโลกไม่มีความทุกข์เลย นี่ผู้สอนไม่มีความทุกข์ก็คือธรรม รู้ธรรมปฏิบัติธรรมได้ผลจากธรรมไม่มีทุกข์ ทุกข์เบาบางๆ ลงไปจนกระทั่งไม่มีทุกข์ภายในจิตใจ คือพระพุทธเจ้า พระสาวกทั้งหลาย ที่ทรงอรรถทรงธรรมเต็มหัวใจแล้วไปสอนโลกที่เต็มไปด้วยกองทุกข์ เต็มไปด้วยฟืนด้วยไฟด้วยความไม่มีทุกข์ของท่าน แม้นิดหนึ่งไม่มีในพระทัยและในใจของพระสาวก สอนโลกที่เต็มไปด้วยกองทุกข์ด้วยความไม่มีทุกข์ของใจท่านเองนะ

นี่แหละธรรมเป็นอย่างนี้ ไปสอนโลกเจ้าของไม่มีทุกข์ โลกสกปรกเจ้าของสะอาดไปสอนโลกให้สะอาดตามๆ กันไป นี่เราก็นำธรรมนี้มาสอนโลก พูดให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยหลวงตาจวนจะตายแล้ว เปิดเผยออกมาตามหลักความจริง ของปลอมมีพูดกันมาตั้งกัปตั้งกัลป์ของจริงมีพูดไม่ได้มีหรือ? ต้องพูดให้ได้เสมอกัน ดีกับชั่วเป็นของคู่กัน พูดชั่วได้ต้องพูดดีได้ ทุกข์กับสุขเป็นของคู่กัน พูดทุกข์ได้ต้องพูดสุขได้ นี่เราก็ปฏิบัติตามธรรมของศาสดาที่นำมาชะล้างสัตว์โลกเต็มกำลังความสามารถของเรา ชำระสะสางกิเลสซึ่งเป็นตัวเหตุสร้างกองทุกข์ขึ้นมาภายในจิตใจนี้ให้เบาบางลงไปๆ จนกระทั่งถึงที่สุดจุดหมายปลายทางตามทางของศาสดาที่สอนไว้แล้วด้วยสวากขาตธรรมว่าตรัสไว้ชอบแล้วทุกสิ่งทุกอย่างจนหายสงสัย ไม่มีอะไรสงสัยแล้วในหัวใจของเรา

เราสอนโลกที่เต็มไปด้วยกองทุกข์ด้วยความไม่มีทุกข์ในหัวใจของเรา เช่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้าสาวกทั้งหลาย ไม่ได้วัดรอย ความจริงมีอย่างไรเข้าถึงกันได้ทั้งนั้นไม่มีสูงมีต่ำ นี่เราก็เป็นอย่างนั้นมาตลอด สอนโลกไม่มีทุกข์ในหัวใจ เวลาที่จะแสดงอากัปกิริยาออกมาต่อโลกที่มีสมมุติในแง่หนักเบา ก็ต้องแสดงออกมาตามแง่หนักเบาต่างๆ แต่ความทุกข์ที่จะแสดงออกมาเพราะอำนาจกิเลสตัณหา เหมือนโลกแสดงออกกันเต็มไปด้วยกิเลสอย่างนั้นเราไม่มี เราบอกว่าเราไม่มี ถึงกิริยาท่าทางจะเป็นฟืนเป็นไฟออกมาก็เป็นกิริยาตอบรับสมมุติหนักเบามากน้อยเท่านั้น ส่วนเรื่องกิเลสตัณหาที่จะแทรกออกมาในกิริยาอาการนั้นไม่มี เพราะกิเลสไม่มีในใจ ค้นหาที่ไหนก็มันจะมีมาจากไหน ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าหมดเหรอ จะว่าสิ้นกิเลสเหรอ

นี่เราก็สอนโลกด้วยความไม่มีทุกข์ สอนโลกด้วยความไม่มีอะไรมากดถ่วงจิตใจเราเลย เราสอนด้วยความบริสุทธิ์ในหัวใจของเรา นี่เราก็นำมาสอนโลกเวลานี้เต็มกำลังความสามารถ ธรรมะกำลังกระจายสมความมุ่งหมายที่เราตั้งเอาไว้ว่า การช่วยโลกคราวนี้จะช่วยด้านธรรมะนี้มากกว่าทางด้านวัตถุ นี่ก็ถูกแล้ว ด้านวัตถุเดี๋ยวนี้ก็ค่อยยุติลงไปแล้ว แต่ด้านธรรมะยิ่งหนักหน้าขึ้นไปทุกวันๆ อย่างเวลานี้ก็เทศน์ ก่อนจะไปไหนมาไหนต้องเทศน์จบเสียก่อนแล้วค่อยไป เทศน์นี้ออกทั่วโลกๆ ประจำๆ นี่ก็คือเอาธรรมะสงเคราะห์โลกที่เต็มไปด้วยกองทุกข์นั้นแหละ เราไม่ได้เอาอะไรกับโลกนะ

เรื่องความทุกข์ความทรมานในการเกี่ยวข้องกับโลกสอนโลก เรายอมรับว่าทุกข์ แต่ความทุกข์ในใจของเราหากไม่มี มีแต่ความเมตตาล้วนๆ เท่านั้น แล้วเจตนานี้ก็กำลังกระจาย ที่ว่าธรรมะสั่งสอนโลกนี้ให้ไปพร้อมๆ กันกับด้านวัตถุ เราก็สอนไปเต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มภูมิของเรา การสอนโลก เราพูดตรงๆ ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เราไม่มีอัดมีอั้นในหัวใจของเรา ว่าจะติดจะข้องตรงไหนในด้วยเรื่องของกิเลสตัณหามาผลักมาดันให้เราติดคุกติดตะราง เพราะอำนาจของกิเลสมีอำนาจเหนือเรา จับเราใส่คุกใส่ตะราง ไม่มี เพราะไม่มีกิเลสตัวใดจะมาจับเราได้ นอกจากเราจับมันม้วนเสื่อลงหมดแล้วตั้งแต่วันเดือนปีที่กล่าวมาแล้วนั้นเท่านั้น จากนั้นมาแล้วไม่เคยมีกิเลสตัวใดมาปรากฏเรา

เราแสดงหรือสอนโลกด้วยความบริสุทธิ์ใจ แม้จะถูกตำหนิติเตียนอะไรๆ ก็ตาม เรื่องนี้เคยมีมาดั้งเดิมอยู่แล้ว ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์กาลไหนๆ เรื่องการตำหนิติชม เอส ธมฺโม สนนฺตโน เป็นธรรมของเก่าของแก่ เป็นธรรมพื้นฐาน ไม่มีใครลบล้างได้เลย พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี สาวกทั้งหลายก็ดี ย่อมได้รับคำนินทาคำสรรเสริญมาเช่นเดียวกัน เราตัวเท่าหนูทำไมจะไม่ได้รับ เราก็ยอมรับว่าได้รับ แต่เราไม่ติด ก็เหมือนพระพุทธเจ้า สาวกทั้งหลายไม่ติด ทั้งความชมเชยและความนินทา ชมเชยสรรเสริญและความนินทา ไม่ติดทั้งนั้น ใครชมก็เท่าเดิม ใครตำหนิก็เท่าเดิม เพราะท่านพอทุกข์อย่างแล้ว นี่ก็พอทุกอย่างแล้ว ใครจะว่าอะไรก็ว่า หากอยากจะโต้ตอบก็โต้ตอบไปบ้าง บางทีแฝงกับข้อความตลกก็มี เพราะเราไม่มีอะไรกับใคร อยากพูดอยากตลกก็ตลก แต่ตลกเป็นคติธรรมๆ ไม่ใช่ตลกแบบโลกแบบสงสาร เราตลกก็ตลกแบบอรรถแบบธรรมไปเท่านั้นเอง

นี่เราก็ได้ช่วยโลกเต็มกำลัง ใครจะมีอุบายวิธีการยังไงก็ขอให้ปฏิบัติตัวเอง ตัวเรามีคุณค่ามากนะ การเตรียมพร้อมที่จะก้าวหน้าไปสู่ภพหน้านั้นรอลมหายใจเท่านั้นแหละ ลมหายใจขาดปั๊บจิตดวงนี้จะออกทันที จิตดวงนี้ออกจะมีทั้งบาปทั้งบุญที่เราสร้างเอาไว้ติดตัวไปด้วย นอกนั้นไม่ไป เนื้อหนังมังสัง สกลกายทิ้งเกลื่อนอยู่ในนี้หมด ไม่มีใครเอาไปได้ แม้สมบัติเงินทองข้าวของมีมากมีน้อยทิ้งเกลื่อนไปตามๆ กันกับร่างกายเจ้าของที่ตายไปแล้ว ส่วนใจคือบุญบาปนั้นไม่ได้ทิ้งนะ ติดตัวไปด้วย เพราะฉะนั้นจงให้พากันชำระบาปซึ่งเป็นภัยต่อตัวเองในเวลาก้าวเดินไป ภัยคือบาปนั้นแหละ จะเป็นข้าศึกต่อตัวของเราเองเพราะเราทำมันมา ทำมาแล้วมันก็มาเป็นข้าศึกต่อเรา เพราะฉะนั้นให้สร้างความดีชำระความชั่วออก เมื่อสร้างความดี ความดีจะเป็นผู้พึ่งเป็นพึ่งตายของเราทุกภพทุกชาติ หนุนขึ้นไปจนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้น เมื่อจิตได้ถึงขั้นวิมุตติหลุดพ้นแล้วหมดโดยประการทั้งปวง ทั้งสุขทั้งทุกข์ สิ่งเหล่านี้เป็นสมมุติด้วยกันทั้งมวล ปล่อยหมด ธรรมชาตินั้นเป็นวิมุตติหลุดพ้นเพราะอำนาจแห่งการสร้างความดีของเรา ให้พากันอุตส่าห์พยายาม

เวลานี้กิเลสกำลังหนาแน่น ลบบาป ลบบุญ ลบศาสนาของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นศาสนาชั้นเอกนี้ลงไปโดยลำดับลำดา เมื่อลบในหัวใจตนเองแล้วก็ไปลบในหัวใจของคนอื่น ไม่ให้มีบาปมีบุญให้มีแต่ความคึกความคะนอง ความเย่อหยิ่งจองหองพองตัวก่อฟืนก่อไฟเผากันและกันไปเท่านั้น นี่ละโทษแห่งกิเลสเผากันทั้งนั้นไม่มีความดีเลยแหละ ขอให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้

นี่เราพูดมาตั้งแต่ต้นที่เราช่วยโลก เราช่วยด้วยความไม่มีทุกข์ทางใจ สอนโลก โลกมีทุกข์ทางใจทางกาย เราไม่มีทุกข์ทางใจสอนโลกเต็มเม็ดเต็มหน่วยเรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันสิ้นอายุขัย คือลมหายใจขาดดิ้นก็ดีดผึงเลย ด้วยการที่รู้เห็นประจักษ์ในหัวใจแล้วจึงนำมาสอนโลกด้วยความอาจหาญชาญชัย เราไม่เคยมีความจนตรอกจนมุมในสิ่งใดในสามแดนโลกธาตุที่ว่าเป็นสมมุติเพราะอันนี้เป็นสมมุติ ที่เราครองอยู่นี้เป็นวิมุตติ ผ่านไปหมดแล้วทุกอย่างให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้

นี้ละธรรมของจริง ใครปฏิบัติจะรู้จะเห็นไม่เคยคาดเคยคิด เมื่อการปฏิบัติมีอยู่จะไปเจอจนได้ๆ นั้นแหละ ดังที่ธรรมมาสอนพี่น้องทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยกเรื่องหลวงตาบัวออก เคยคิดเคยคาดไว้เมื่อไร ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เมื่อก้าวเดินตามทางของศาสดาแล้วมันก็รู้ก็เห็น ให้เกิดความรู้ความคิดความประจักษ์ใจขึ้นมาโดยลำดับ จนกระทั่งประจักษ์เต็มหัวใจแล้วถามใคร แม้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ทูลถามเพราะของจริงเป็นอันเดียวกัน ให้พากันอุตส่าห์พยายามนะ เอาละเอาแค่นี้ก่อนเป็นพักๆ ไป

 

ผู้กำกับ วิจารณธรรม วันพุธที่ 22 ก.ย.47

ยุคที่พระพุทธศาสนาเสื่อมทรุด

ผมทำข่าวเกี่ยวกับศาสนาและวัฒนธรรมมานานหลายปี ที่ผ่านๆ มายังไม่เคยเห็นมีการทำลายพระพุทธศาสนาอย่างหนักหนาสาหัสเหมือนอย่างคราวนี้ ในคราวที่หน่วยราชการที่ทำหน้าที่สนองงานพระพุทธศาสนาถูกแบ่งส่วนงานออกเป็น 2 ส่วน โดยมีผู้กุมบังเหียนบริหารส่วนราชการที่โยกมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พระพุทธศาสนาเสื่อมทรุดที่สุดก็ยุคนี้

ไม่ต้องไปคำนึงถึงพระพุทธศาสนาโดยภาพรวมดอก ขอให้ดูเพียงแต่องค์สมเด็จพระสังฆราชซึ่งพระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่แท้ๆ เพียงแต่ชราภาพลงไปมากเท่านั้น ขบวนการละโมบโลภมาก มุ่งแสวงหาแต่เรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ก็กระทำการโดยขาดความเคารพยำเกรงต่อพระองค์ท่านเสียแล้ว เรื่องการจะแสดงความกตัญญูรู้พระคุณตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนนั้นคงไม่ต้องพูดถึง

ไม่มีให้ได้เห็นดอกที่คนจำพวกนี้จะแสดงความกตเวทิตา

ในวันที่คุณทองก้อน  วงศ์สมุทร นำคณะศิษย์ของหลวงตาพระมหาบัวจำนวนกว่า 1 พันคนเดินทางไปชุมนุมที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ในวันนั้นคุณทองก้อนได้เรียกร้องให้คนในรัฐบาล ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีการลงนามในหนังสือฉบับหนึ่งที่มีไปถึง “หมอภิรมย์” ผอ.ใหญ่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งในหนังสือระบุว่า ท่านนายกฯ ต้องการทราบพระอาการประชวรของสมเด็จพระสังฆราช และต้องการนำความเข้ากราบบังคมทูลให้ในหลวงทรงทราบ แต่แล้วรัฐบาลโดยสำนักนายกฯก็กลับนำความเห็นของ “หมอภิรมย์” เพียงคนเดียวมาออกประกาศเป็นแถลงการณ์สำนักนายกรัฐมนตรี

แฉพระอาการประชวรอย่างไม่น่าให้อภัย

ประชาชนทั่วๆ ไปรวมทั้งพระเจ้าพระสงฆ์ส่วนใหญ่แล้วจะไม่รู้หรอกว่า ผู้ที่จะออกแถลงการณ์พระอาการประชวรของสมเด็จพระสังฆราชได้นั้น จะต้องเป็นคณะแพทย์ผู้ถวายการดูแลรักษาเท่านั้น นอกนั้นไม่มีสิทธิ์ !

ท่านนายกฯก็ไม่มีสิทธิ์ รองนายกฯผู้กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ไม่มีสิทธิ์ และแม้แต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ท่านเดียวก็ไม่มีสิทธิ์ นอกจากจะเป็นแถลงการณ์พระอาการประชวรโดยคณะแพทย์หลวงที่มี “หมอสงคราม” เป็นหัวหน้าคณะทีมแพทย์หลวงเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์

ในหมู่คนเลวก็ย่อมมีคนดี ในวันนั้นผู้ที่ลงนามในหนังสือฉบับนั้นได้ออกมาพบคุณทองก้อนและพุทธศาสนิกชนที่ร่วมชุมนุม เปิดปากสารภาพว่าตนเองเป็นแต่เพียงผู้ลงนามเท่านั้น แต่ผู้ที่ร่างหนังสือฉบับนั้นคือคู่หูคนสนิทของท่านรองฯ วิษณุ

มิน่าเล่า ถึงได้ออกแถลงการณ์ผ่านมาทางแฟ็กซ์ถึงสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ของกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้ประกาศข่าวในบังคับบัญชาได้นำประกาศออกทางสถานีโทรทัศน์ 11 จนเกิดความตื่นตระหนกแก่พุทธศาสนิกชนไปทั่วประเทศ

ใครที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางก็คิดว่า รัฐบาลคงมีความปรารถนาดีต่อพระองค์ท่าน อยากจะให้มีการดูแลรักษาพระองค์อย่างเต็มที่ ทั้งยังประกาศว่าขอให้คณะแพทย์ถวายการรักษาต่อพระองค์ท่านอย่างเต็มกำลังความสามารถ แล้วยังแถมท้ายอีกด้วยว่าหากมีสิ่งใดที่ทางรัฐบาลจะช่วยเหลือได้ก็จะให้การช่วยเหลือในเรื่องนี้อย่างเต็มที่

แต่ปรากฏความจริงว่านับตั้งแต่มีแถลงการณ์ฉบับนั้นออกมา คนในฟากรัฐบาลไม่เคยที่จะเข้าไปดูเอาใจใส่ต่อพระองค์ท่านเลยแม้แต่นิดเดียว จะครั้งหนเดียวก็ไม่เคยมีที่จะเข้าไปแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อพระองค์ท่าน

ผลพวงของการรับทราบถึงพระอาการประชวรในครั้งนั้น พาก่อให้เกิดการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และผู้มีอำนาจลงนามในฐานะ “ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช” ตามมา

ซ้ำยังนำเอาพระอาการประชวรที่ไม่ตรงกับความจริง ไปประกาศเป็นมติมหาเถรสมาคมในการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และยังประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาว่าทรงมีพระอาการประชวรเรื้อรังหลายโรค !

ทำลายตั้งแต่หัวแล้วส่วนที่เป็นเนื้อตัวล่ะ จะไปเหลืออะไร ??

                                                                                    ณ. หนูแก้ว

หลวงตา นี่ละเห็นไหมภัยของพุทธศาสนาเรา สลับซับซ้อนจากพวกเปรตพวกผีแทรกเข้ามาเป็นระเบิดนิวเคลียร์นิวตรอนอยู่ในวงมหาเถรสมาคม มีแต่พวกของมันทั้งนั้นเวลานี้ มาเป็นใหญ่เป็นโตเป็นมหาภัยอยู่ในนั้น พวกเราชาวพุทธจะว่ายังไง คอยฟังเสียงก็แล้วกัน จะโต้ตอบกันยังไงๆ เราก็คอยฟังเสียงอยู่นี้ เวลานี้กำลังขึ้น คือออกจากช่องนั้นแล้วก็ขึ้นช่องนี้ ออกช่องนี้ไปขึ้นช่องนั้น หาความสงบไม่ได้ เราพูดแล้วผิดไปไหน จะออกทุกช่องทุกมุมที่จะทำลายทั้งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะไม่ให้มีเหลืออยู่ในเมืองไทยเลย ด้วยอุบายวิธีการของพวกเหล่านี้ ออกทุกแง่ทุกมุม ชิ้นใดก็เป็นแต่กาฝากๆ ไม่มีความจริงแม้นิดหนึ่งที่จะมาพิจารณาพอหยิบยกขึ้นเป็นสารประโยชน์ได้เลย มีแต่กาฝากมหาภัยๆ เรื่อยมา ทางคณะสงฆ์ไทยจึงได้ปัดออกๆ ตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ นี่ก็ไม่พ้นที่จะเกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ไทยอีกเหมือนกัน เพราะมันเกี่ยวโยงกันอยู่นี้ พวกนี้พวกมหาภัย ตั้งขึ้นทุกแง่ทุกมุม พี่น้องทั้งหลายจำเอานะ เวลานี้กำลังขึ้นทุกแง่ทุกมุม มีแต่ที่ว่าตะกี้นี้ ที่เทศน์ตะกี้นี้ว่า เรียนสูงๆ ทั้งนั้นแหละ เท่านั้นละ

ผู้กำกับ ปัญหาธรรมะจากเว็บไซค์ คนแรกจากประเทศลาวครับ เขาถามว่า ทำไมเมื่อเราทำดีคนจึงไม่เห็นความดีของเรา ผู้รู้ว่าทำดีมันเห็นผลช้า แต่ผมก็ยังทำ บางครั้งผมก็ท้อเหมือนกัน ผมกราบขอให้หลวงตาช่วยอธิบายแก่กระผมด้วยครับ(จากดาวจันทร์ วงศ์จันคำ)

หลวงตา อย่าไปท้อ เราจะเป็นคนเลวไปตามเขาที่เลวๆ หลายๆ คน คนไม่เห็นความดีของเรา ก็ขอให้เราเห็นความดีของเราก็แล้วกัน เราทำความดีเพื่อเรา ไม่ได้ทำความดีเพื่อผู้อื่นใด

ผู้กำกับ คนที่สองครับ เมื่อก่อนผมยังไม่รู้จักการภาวนา ใจทุกข์มาก เดี๋ยวนี้พอมีสิ่งมากระทบไม่ค่อยสุขไม่ค่อยทุกข์เท่าไร มันค่อนข้างจะเฉยๆ  วิธีที่ปฏิบัติภาวนาของผม คือหายใจเข้า พุท และหายใจออก โธ และทำนิมิตภาพพระ ทรงไว้ตลอดวัน ปัจจุบันสามารถภาวนาได้ตลอดเกือบทั้งวันที่ระลึกรู้ได้ ไม่ว่าจะนั่งนอนยืนเดิน พูดคุยหรือขับรถ แต่ขณะที่ระลึกรู้มันจะไม่มีคำภาวนาพุทโธ จะมีแต่เพียงรู้ว่าลมมันเข้าลมมันออกไปเรื่อยๆ  พอรู้ตัวอีกทีถึงรู้ว่าเราไม่มีคำภาวนาพุทโธกับนิมิตภาพพระ มีแต่การพิจารณาลมหายใจ ที่ผมเผลอลืมพุทโธและนิมิตภาพพระบ่อย ขอหลวงตาโปรดเมตตาแนะนำการปฏิบัติธรรมด้วยครับ

หลวงตา ที่ทำมานี้ถูกต้องแล้ว ทำให้มากๆ ถูกต้องแล้วๆ นี่ละธรรมรักษาเป็นอย่างนั้น พุทธรักษา ธรรมรักษา สังฆรักษา เราปฏิบัติธรรม ธรรมย่อมรักษาเราอย่างนี้ ทุกข์ค่อยเบาลงโดยลำดับเพราะธรรมรักษา ทุกข์เข้ามายุ่มย่ามไม่ได้

ผู้กำกับ คนที่สามครับ ปัจจุบันผมกำลังพิจารณากาย โดยพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้เป็นปฏิกูล มันมีความรู้สึกยิบๆ ในจิต เช่นพอนึกถึงผมหรือหนังว่าปฏิกูลปั๊บ มันก็แสดงอาการปฏิกูลทันที บ้างก็หลุดออกมาให้เห็น ทำไมมันถึงรู้สึกยุบยิบๆ เวลาทำงานก็ทำปรกติไป แต่เหมือนอีกจิตหนึ่งก็อยากจะพิจารณาให้ต่อเนื่อง แต่มันก็ต้องทำงาน ตอนนอน นอนไม่ค่อยหลับเลยเพราะมันพอใจจะพิจารณาแบบนี้ แต่ไม่ค่อยชัด เพราะมันเบาสบาย ถูกไหมครับ

หลวงตา ถูกต้องๆ พิจารณาอย่างนั้นแหละ กองทุกข์อยู่กับอันนี้แหละ กับภูเรา ภูเขาไม่ติดมาติดภูเรา ให้แก้ภูเราด้วยการพิจารณาตามพระพุทธเจ้าสอน พังทลายภูเราออกแล้วพังหมดโลกธาตุนี้ไม่มีเหลือ อย่าว่าแต่ภูเขาที่อยู่ในโลกธาตุนี้เลย พังหมดถ้าลงอันนี้ได้เข้าถึงไหน

ผู้กำกับ  ข้อที่สองครับ นอกเหนือจากอสุภะแล้ว ควรกำหนดให้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วยใช่ไหมครับ (ใช่ๆ เอ้าว่าไป) บางครั้งพิจารณาอยู่จิตมันก็มายึดตรงอกตัวเอง แล้วพิจารณาทุกขังว่าอะไรเป็นทุกข์ อกเป็นทุกข์เหรอ ลองลอกหนังออกจนถึงกระดูก แล้วทุกข์จากการยึดอกมันก็ดับ หรือบางครั้งก็เป็นแบบทุกข์ก็อยู่ส่วนทุกข์ (ก็มีเท่านั้นจะให้ว่าอะไรอีก)

ข้อสาม ทำไมเวลาพิจารณาแล้วจิตมันมาเด่นอยู่ที่กลางอกเหมือนมันหดตัว แต่ก็ไม่ถาวร บางครั้งมันก็ยึดกายอีก แต่ไม่หนักเหมือนยังไม่เคยพิจารณา พอรู้เท่าทันหรือพิจารณาจิตมันก็มาเด่นอยู่กลางอกอีก ต้องทำยังไงต่อไปครับ

หลวงตา ถูกต้องแล้วให้พิจารณาอย่างนั้นต่อไป เวลาชำระแล้วมันจะคล่องแคล่วว่องไวและเข้าใจตัวเองไปโดยลำดับ

ผู้กำกับ ข้อสี่ บางครั้งจิตมันบอกว่าพิจารณาพอแล้ว จะพิจารณาอีกเหมือนมันไม่สนใจ (ไม่สนใจก็ให้อยู่ในความสงบ ไม่สนใจกับการพิจารณาแล้วก็ให้เข้าไปอยู่ในความสงบ คือรู้อยู่โดยเฉพาะ) ต่อมาเหมือนกิเลสมันค่อยๆ แทรกตรงความนอนใจ บอกว่าพิจารณาพอแล้ว ตรงนี้จะแก้อย่างไร ให้รู้เท่าทันหรือเปล่าครับ

หลวงตา เวลาพอก็พอ คือเวลาเราเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็พักงาน เรียกว่าพอเสียก่อนวันนี้ วันหลังซ้ำใหม่อย่างนี้ เข้าใจเหรอ มันพอเป็นระยะๆ หิวเป็นระยะ อิ่มเป็นระยะ เอ้าว่าไป

ผู้กำกับ คนที่สี่ การทำสมาธิของสำนักหนึ่งสอนว่า ไม่ต้องยึดลมหายใจ ให้นึกนิมิตเป็นแกล้วกลมใสแทน กระผมปฏิบัติไปแล้วมันขัดในจิต ผมสงสัยว่าทางนี้เป็นทางที่ทำให้เกิดพ้นทุกข์ เกิดปัญญาตามที่สำนักนี้อนเผยแพร่แน่หรือ เหมือนกับเป็นการสะกดจิตตัวให้ยึดในภาพนิมิตนั้น แต่พอผมได้มาลองภาวนาพุทโธ ตามที่ได้อ่านเทศน์ของหลวงตากลับสงบเย็น จิตแน่นดีครับ ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าทางไหนแน่ที่ถูก กราบหลวงตาช่วยชี้ทางผมด้วยครับ (ทางของเราที่ทำแล้วเป็นความสะดวกสบายโล่งใจ นั้นแหละเป็นทางถูกที่สุดสำหรับเรา คนอื่นลางเนื้อชอบลางยา แล้วแต่ใครจะพิจารณาไป ยามีหลายประเภท โรคก็มีหลายประเภทเหมือนกัน แล้วแต่ใครจะถูกกับโรคชนิดใดด้วยยาขนานใดก็นำไปปฏิบัติต่อตัวเอง)

กระผมเคยสงสัยเรื่องนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา ตามที่ทางสำนักนี้สอนเผยแพร่ แต่ได้มาฟังหลวงตาสอนแล้วเข้าใจแน่ชัด ทั้งๆ ที่กระผมไม่ได้ไปถึงพระนิพพาน แต่แปลกตรงที่ฟังหลวงตาแล้วเข้าใจ เหมือนกับเป็นของจริงของแท้ครับ กระผมขอเมตตาหลวงตาอธิบายเพื่อทางที่ถูกของการภาวนา เพื่อมิให้ไปทางที่ผิดไปสำหรับหลักของพุทธศาสนาด้วยครับ

หลวงตา ที่พูดเหล่านั้นก็ถูกต้องแล้ว ไม่สงสัยนิพพาน จะให้อธิบายไปอะไรอีก เอาละพอเท่านั้น ไม่มีแง่อธิบาย อธิบายหาอะไร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก