ผิดกฎหมายไปเรื่อยๆ
วันที่ 24 กันยายน 2547 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๗

ผิดกฎหมายไปเรื่อยๆ

 

ก่อนจังหัน

 

พระเราให้ตั้งหน้าตั้งตาภาวนานะ เคยพูดย้ำเสมอคือสติ สติติดแนบ กิเลสจะกองเต็มหัวอกอยู่ก็ออกไม่ได้ ถ้าสติบังคับไว้จะไม่ออกไปทำงานเผาหัวใจเรา สติเป็นของสำคัญ พากันตั้งใจปฏิบัติ ทุกข์ก็ทนเอาเถอะ ทุกข์เพื่อจะสุข ไอ้ทุกข์เพื่อมหันตทุกข์นี้โลกสั่งสมกันมากทีเดียว แต่ทุกข์เพื่อสุขและบรมสุขนี้แทบว่าจะไม่มีนะ นี่เราอยู่จุดที่ว่าทุกข์เพื่อสุขนี้เอาเถอะ จะหนักบ้างไม่เป็นไร เป็นผลในอนาคตไม่มีสิ้นสุด ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัตินะ การรักษาตัว ปฏิบัติตนด้วยศีลด้วยธรรมนี้มีน้อยมากนะ มีแต่บำรุงตนด้วยฟืนด้วยไฟด้วยความเพลิดเพลินนั้นแหละมากต่อมาก เพราะเป็นเรื่องของกิเลสไหลลงได้ง่าย เรื่องอรรถเรื่องธรรมแล้วลำบากนะ ไม่ค่อยจะมีใครสนใจ

นี่เราเป็นโอกาสอันดีแล้วที่ได้มาพบพุทธศาสนา เฉพาะอย่างยิ่งพระเราปฏิบัติ ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ ดูหัวใจตัวเองนั้นแหละ มหาเหตุอยู่ที่ใจ กิเลสก็เต็มอยู่ที่ใจ ธรรมก็เต็มอยู่ที่ใจ เมื่อสติจ่อลงที่ใจแล้วจะเจอทั้งกิเลสตัวเป็นภัย เจอทั้งธรรมที่เป็นคุณอันล้นค่าอยู่ภายในใจเดียวกันนั้นแหละ สติเป็นของสำคัญ สตินี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก ตั้งแต่ธรรมพื้นๆ จนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้น แม้แต่ทางฆราวาส ผู้ใดมีสติสตังผู้นั้นจะเอาตัวรอดได้นะ ถ้ามีแต่ความเพลิดความเพลินเป็นบ้าเรื่องยศเรื่องลาภ เรื่องสรรเสริญเยินยอ เรื่องจะมั่งจะมีศรีสุขโดยถ่ายเดียว คนนี้คือคนจะโกยเอาทุกข์มาใส่ตัว

คนมีสติจะยับยั้งตัวเองได้ คนไม่มีสตินี้ยับยั้งไม่ได้เลย เตลิดเปิดเปิง จำข้อนี้เอาไว้ นี้เป็นธรรมของพระพุทธเจ้า เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้ จะให้พร

 

หลังจังหัน

ผู้กำกับ วิจารณธรรม วันพฤหัสฯที่ 23 ก.ย.47

ประกาศมติมหาเถรสมาคม ??

เข้าใจว่ายังมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก อยากจะรู้อยากจะเห็นประกาศมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 20/2547 เรื่อง การแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ตามที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 121 ตอนพิเศษ 79 ง. วันที่ 20 กรกฎาคม 2547 ว่ามีเนื้อหาใจความเป็นอย่างไร วันนี้ผมจึงลอกจากต้นฉบับจริงนำมาลงเพื่อกรุณาพินิจพิจารณาโดยทั่วๆ กัน

เนื้อหาใจความมีอยู่ว่า  ในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 20/2547 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 เลขาธิการมหาเถรสมาคม (พล.ต.ท.อุดม  เจริญ) เสนอว่า ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศพระอาการประชวรของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ตามความเห็นของคณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพยาบาล (ไม่ใช่ความเห็นคณะแพทย์) โดยความเห็นว่า

พระอาการเจ็บป่วยฉับพลันเป็นบ่อยขึ้นกว่าเดิม อันน่าจะเป็นผลมาจากภูมิต้านทานของพระองค์ลดลงจากพระชนมายุที่เพิ่มขึ้น และโรคเรื้อรังที่ทรงประชวรอยู่เดิมหลายโรค คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาจึงมีความเห็นว่า (อ้างคณะแพทย์อีก) สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีพระชนมายุกว่า 90 พรรษา มีพระอาการประชวรเรื้อรังหลายโรค และมีพระอาการประชวรฉับพลันเกิดขึ้นแทรกซ้อนบ่อยขึ้น (ยังทรงเสด็จพระภารกิจวัดบวรฯทุกวันพระ 8 ค่ำ เป็นปกติ) ควรได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ จะส่งผลดีต่อพระอาการประชวรของพระองค์ และรัฐบาลโดยสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกแถลงการณ์ขอให้แพทย์ถวายการรักษาเต็มกำลังความสามารถ

โดยที่รัฐบาลพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกแก่คณะแพทย์ทุกประการ และในระหว่างนี้เห็นว่าหากงดการปฏิบัติศาสนกิจ หรือต้องรับแขกที่มาเข้าเฝ้าโดยไม่จำเป็น การทรงงานใดๆ ที่ถวายให้ทรงวินิจฉัยสั่งการ หรือลงพระนามไว้ก่อน จนกว่าพระอาการจะดีขึ้น น่าจะเป็นผลดีต่อพระพลานามัย (เกรงว่าพระองค์จะทรงวินิจฉัยลงพระนามแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 พ.ศ. 2547 เพื่อให้มีคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 121 ตอนพิเศษ 34 ก. วันที่ 17 กรกฎาคม 2547 จึงเสนอที่ประชุมเพื่อโปรดพิจารณาตามพระราชกำหนด

ดังนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงได้นำเสนอที่ประชุมเพื่อโปรดพิจารณาเลือกสมเด็จพระราชาคณะที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้รูปใดรูปหนึ่ง หรือเลือกสมเด็จพระราชาคณะหลายรูปที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ เพื่อทำหน้าที่คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช (กรุณาอ่านทวนย้ำอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการแต่งตั้งไม่มีคำว่าแทน)

ที่ประชุมพิจารณาแล้วลงมติเลือกคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช โดยอาศัยอำนาจตามวรรคห้า ของมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 พ.ศ.2547 ดังนี้

1.สมเด็จพระพุฒาจารย์  วัดสระเกศ

2.สมเด็จพระมหาธีราจารย์  วัดชนะสงคราม

3.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์  วัดปากน้ำ

4.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์   วัดสุวรรณาราม

5.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์   วัดมกุฏกษัตริยาราม

6.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์  วัดสัมพันธวงศ์

7.สมเด็จพระญาณวโรดม  วัดเทพศิรินทราวาส

เป็นคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (ไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน) และมีมติให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ เป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และเป็นผู้ลงนามผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชแทนคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช วิธีการดำเนินการจะได้กำหนดเป็นระเบียบต่อไป

ให้นำมติมหาเถรสมาคมแจ้งนายกรัฐมนตรี เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย (นำประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อนกราบบังคมทูล)

จึงประกาศให้ทราบทั่วกัน  ประกาศ ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2547  สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม

พิจารณาให้ถ่องแท้เถิดท่านผู้ชม อะไรๆ ซุกซ่อนอยู่ในนี้เยอะเลย ??

 

                                                                             ณ. หนูแก้ว

หลวงตา มันก็ซ่อนมาตลอด มีแต่เรื่องซ่อนๆๆ ซ่อนเล็บไว้คอยตะปบนั่นละ ก็มีอยู่อย่างนั้น เด็กอมมือมันก็อาจจะทราบได้ ผู้ใหญ่ทราบ แน่ะ ก็เท่านั้นเอง

         ผู้กำกับ        พระท่านชี้แจงเพิ่มเติมจากที่ ณ หนูแก้วเขียนนะครับ คือในประกาศของมหาเถรสมาคมที่ลงวันที่ ๒๐ กรกฎาคมนะครับ และนำไปขึ้นทูลเกล้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แล้วท่านทรงลงพระปรมาภิไธยลงมาในวันที่ ๒๓ กรกฎาคม แต่ประกาศอันนี้ในราชกิจจานุเบกษาวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ได้ประกาศไปก่อนล่วงหน้า ซึ่งโดยวิถีทางของกฎหมายแล้วไม่ถูกต้องครับ ผิดขั้นตอน ท่านก็เลยให้กราบเรียนหลวงตา

         หลวงตา       มันผิดกฎหมายไปเรื่อยๆ ละไอ้พวกนี้ มันโดดใส่ลงกฎหมอยนั่น เข้าใจไหมล่ะ มันถูกกฎหมายที่ไหน ถ้าเป็นกฎหมอยละเร็วที่สุด เข้าใจเหรอ เราจึงไม่อยากฟัง สกปรกทั้งนั้น มีแต่ความเลอะเทอะ ออกแง่ไหนๆ มุมใดมีแต่ความเลอะเทอะๆ ทั้งนั้น จะทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อยู่ในตัวนี้หมด ให้พากันจำเอาก็แล้วกัน เราพูดได้เท่านั้น มันไม่มีชิ้นดีเลย เราจึงเรียกว่ากาฝากมหาภัย ฟังซิว่ากาฝากมหาภัย มันไม่มีชิ้นดีเลย เอาออกมาชิ้นไหนๆ มีแต่พวกนี้จะคอยกลืนตลอดๆ อยู่อย่างนั้นจะทำยังไง

         พี่น้องชาวไทยเราฟังให้ดีนะ นี่ละที่ข้าศึกเกิดขึ้นในท่ามกลางกรุงสยามเรา เกิดขึ้นอย่างนี้ละฟังเอา ไม่มีชิ้นใดละที่จะส่งเสริมชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้มีความสงบร่มเย็น มีตั้งแต่เรื่องทำลายแง่นั้นแง่นี้ พูดละหยดย้อย แล้วก็เคลือบน้ำตาล หยดย้อยไปด้วย อยู่ภายในมีแต่มหาภัยทั้งนั้น จนฟังไม่ได้นะ หูคนฟัง ปากคนพูด ทำไมจะเข้าใจกันไม่ได้ ก็มีเท่านั้นละไม่เอามากมาย

         วันไหนก็เหนื่อยทุกวัน เทศน์ทุกวันๆ เหนื่อยนะ เราเหนื่อยทุกวัน เทศน์ทุกวัน นี่ก็ออกทางวิทยุ อินเตอร์เน็ตออกทั่วไปหมด มีแต่ศีลธรรมเท่านั้นเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวนะ สิ่งเหล่านี้มีแต่สิ่งทำลายๆ ที่ฟังมาเหล่านี้ไม่เห็นมีอะไรที่จะเป็นสิ่งส่งเสริม กฎนั้นกฎนี้ มาตรานั้นมาตรานี้ ว่ากันไปอย่างนั้นละ ตัวคนเองไม่มีกฎ ไม่มีมาตรา เหลวไหลกันทั้งนั้น ตรงนี้ไม่คิดกันเลย เอาแต่ภายนอก ไปหาเกาแต่ที่ไม่คัน ที่คันไม่ยอมเกา ตัวเองนั้นละตัวดีดตัวดิ้นอยู่ตลอเวลา ไม่เกา ไม่พิจารณาเลย จึงไม่เกิดประโยชน์อะไร

         ผู้ที่ท่านทำจริงท่านไม่ได้ทำอย่างนั้น จับบทใดบาทใดเข้ามา มาปฏิบัติจริงๆ ให้เห็นผลทุกอย่าง อันนี้มีแต่กฎนั้นมาตรานี้ ว่าไปเฉยๆ หยดย้อย แต่การทำตามนั้นไม่มี มีแต่ว่ากัน จึงไม่อยากฟังเรา มันสกปรก วันนี้พูดเพียงเท่านี้ละนะ ไม่พูดมาก

         ผู้กำกับ        มีคณะครูกับลูกศิษย์ มาจากโรงเรียนบ้านดงผักเทียม อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี จำนวน ๖๔ คน นั่งฟังเทศน์หลวงตาอยู่ด้านหลังครับ

         หลวงตา       ฟังก็ฟังเสียนะลูกหลานอํย เหนื่อยทุกวัน เทศน์ทุกวัน มาฟังเอาอย่างนี้แล้วไปพิจารณาก็แล้วกัน ให้พร

ให้ภาวนานะอยู่ข้างใน อย่ามีแต่ขอนซุงเต็มวัดนะ ให้ภาวนาบ้าง เป็นหัวตอยังดี นั่งมีเซ่อบ้างมีสติบ้างยังดีกว่าขอนซุงตายทั้งเป็น เข้าใจไหมล่ะ ขอนซุงตายทั้งเป็นเต็มวัด เมื่อวานนี้ก็ไปส่งของโรงพยาบาลโพนพิสัย ไม่ได้ไปนานแล้ว ส่วนเขามาติดต่อเอาของจากโกดังนี้เขามาอยู่เสมอเหมือนโรงพยาบาลอื่นๆ แต่เราเองไม่ค่อยได้ไป เมื่อวานนี้เลยตั้งหน้าไป เอาของไปส่งแล้วก็ให้เงินหนึ่งหมื่น โรงพยาบาลต่างๆ เอาของไปส่งแล้วมักจะให้เงินโรงละหนึ่งหมื่นๆ เร่อยไป สงสารโรงพยาบาลติดหนี้ติดสินพะรุงพะรังนะ เงินงบประมาณได้ไม่พอ ซื้อหยูกซื้อยาซื้ออะไรต่ออะไร คนไข้เยอะ แต่คนไข้เป็นคนจน รักษาแล้วไม่มีเงินให้ โรงพยาบาลก็มีแต่เสียสละๆ ทางได้ไม่ค่อยมี เพราะฉะนั้นจึงติดหนี้ เราก็เห็นใจ เมื่อวานนี้ไปก็ให้หมื่นหนึ่ง โรงไหนๆ ที่ผ่านมานี้เดี๋ยวนี้มักจะให้โรงละหมื่นๆ ไปเรื่อยๆ แต่ก่อนเราก็เคยให้อยู่แล้วให้ประจำ บางแห่งโรงละสองหมื่น โรงละหมื่น ทีนี้เวลาเราหนักเข้าเราก็ขอพัก นี่พึ่งมาฟื้นขึ้นอีก ไปโรงไหนก็ให้โรงละหมื่นๆ มีความจำเป็น สงสารจะทำยังไง

ให้ภาวนานะ อย่าหาเป็นแต่ขอนซุงเกลื่อนอยู่ไม่ได้นะ หรือเอาไฟไปจุดไว้เป็นแถวหลอกไว้ก็ไม่รู้นะ เจ้าของนอนหลับครอกๆ  จุดไฟเป็นแถวหลอกหลวงตา คือเราอยู่ในที่มืดมองไปที่ไหนเห็นไฟ แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าไฟนี้จุดหลอกตาก็ไม่รู้ เจ้าของไปนอนหลับ เห็นแต่ไฟเป็นแถวอย่างนั้นก็ได้นะ เราจึงไม่แน่ใจ ถ้าเป็นฝ่ายพระแล้วเราจะด้อมไปดูนะ ทางนี้เราเคยไปเสมอตั้งแต่หนุ่มน้อย ไม่ไปแต่ตอนแก่ แต่ก่อนไป ไปเงียบๆ ไม่มีไฟ ไปตลอด องค์ไหนขี้เกียจขี้คร้านนอนแต่วัน องค์นี้จะไปดูเรื่อยๆ ทดสอบเรื่อย พอได้ความแล้วไล่หนีเลยไม่มีอุทธรณ์ เพราะเราพิสูจน์เอง แต่ก่อนเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวนี้ไม่เอาแล้ว ไม่ไหวแล้ว เป็นตายช่างหัวใครเถอะ เราจะไม่ไปกุสลาให้ด้วย เดี๋ยวนี้นะ แต่ก่อน โอ๋ย ไปดูจริงๆ นี่เราเห็นไฟเป็นแถว ถ้าเป็นฝ่ายพระแล้วเราจะไปดูแล้วนะนั่น แต่นี้เป็นตายช่างหัวใครเถอะ เท่านั้นแหละ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก