กิเลส ๗๕ ชาวพุทธ ๒๕
วันที่ 7 ธันวาคม 2547 เวลา 8:40 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

กิเลส ๗๕ ชาวพุทธ ๒๕

 

         เดินจงกรมทุกวันนี้กับแต่ก่อน ตามหลักความจริงก็เรียกว่าผิดกันอยู่ภายในจิตใจ กายก็ไหวไปเพื่อความเพียรๆ แก้กิเลสๆ นี่มันเปลี่ยนทางจิตใจ เป็นความเพียรเพื่อแก้กิเลสๆ เมื่อกิเลสไม่มีที่แก้ มีทางอีกทางหนึ่งของจิต ส่วนกายเปลี่ยน เปลี่ยนอิริยาบถให้สม่ำเสมอ คือยืนเดินนั่งนอนให้เสมอธาตุขันธ์ เวลาทำความเพียรก็เป็นความเพียรไปในนั้นเสร็จ เอาที่นี่กิเลสสิ้นไปแล้วเป็นยังไงหน้าที่ของจิต ผู้ปฏิบัติ ผู้รู้อรรถธรรมเห็นธรรมไม่ต้องถามใคร รู้เองเลย พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านไม่ได้ถามใคร เป็นหลักธรรมชาติที่ท่านจะรู้ของท่านเองๆ เวลาปฏิบัติต่อสัตว์โลก ต่อท่านก็เกี่ยวกับทางธาตุขันธ์ สัตว์โลกก็เกี่ยวกับพิจารณา อย่างพระพุทธเจ้า ภพฺเพภพฺพา วิโลกานํ ทรงเล็งญาณดูสัตวโลก บรรดาพระสาวกทั้งหลายก็ความเมตตาแผ่กระจาย พิจารณาตามขั้นภูมิ

ภพฺเพภพฺพา วิโลกานํ อันนี้เป็นพุทธกิจ ๕ เป็นงานจำเป็นของพระพุทธเจ้า ทีนี้ของพระสาวกก็มีตามนิสัยวาสนา แต่ไม่ถึงกับว่าเป็นพุทธกิจ ๕ หากเป็นไปตามนิสัย  พิจารณาดูเรื่องของสัตว์โลก และอุปนิสัยปัจจัย ท่านเดินจงกรมก็ดี นั่งภาวนาก็ดี ท่านพิจารณาถึงเรื่อง..อู๊ย นับไม่ได้นะอยู่ในนั้น แต่ผู้เป็นนั้นรู้เอง อย่างพระอรหันต์ท่านรู้ของท่านเอง พิจารณาในธรรมแง่ต่างๆ ภายในจิต ท่านเดินจงกรมท่านก็พิจารณาในธรรมแง่ต่างๆ ตั้งแต่หยาบ ละเอียดสุด และเกี่ยวกับโลกท่านก็พิจารณาในนั้นอีก เมตตาธรรมก็ไปในนั้นอีก เป็นขั้นเป็นตอน ออกมาพูดอย่างนี้มันเป็นเรื่องหยาบ ไม่ใช่หยาบโลนนะ เป็นเรื่องหยาบละเอียดต่างกัน เป็นอยู่ภายในไม่บอกให้ใครรู้ เป็นเรื่องของท่านรู้ของท่านเอง นั่นละท่านปฏิบัติ อย่างแผ่เมตตาจิต เมตตาจิตนี้ไปยังไงบ้าง นั่นแยกออก

พุทธศาสนาของเรานี้ ถ้าจะให้พูดตามความสัตย์ความจริง ตามที่ได้พินิจพิจารณาเต็มกำลังความสามารถของเรา ศาสนานี้โลกจะยึดได้ไม่เลย ๒๕% นอกนั้นกิเลสเอาไปกินหมด ๗๕% ของชาวพุทธเรา ชาวพระเรา กิเลสเอาไปกิน เอาศาสนาของชาวพุทธเราชาวพระเราเอาไปกินเสีย ๗๕% พระหรือชาวพุทธเราได้มาเพียง ๒๕% ก็ยังดีอยู่นะ ยังได้ ๒๕% ใครก็ทราบทั่วโลกว่าเมืองไทยเราถือศาสนาพุทธ แต่หาพุทธหาอะไรในเมืองไทยเรามันแทบไม่เห็นพุทธนะ หาดูประชาชนญาติโยมก็หาดู แทบจะไม่เห็นพุทธ แล้วไปหาพระที่บวชเพื่อสั่งสมอรรถสั่งสมธรรม สั่งสมพุทธ ไปหาในพระก็มีแต่เปรตแต่ผีอยู่ในวัดในวา ค้นหาในวัดนึกว่าจะเป็นวัดเป็นวา ก็มีแต่ส้วมแต่ถาน ค้นดูในวงวัดนั้น ดูพระดูเณรก็มีแต่มูตรแต่คูถ ตกลงวัดก็เลยกลายเป็นส้วมเป็นถาน พระกลายเป็นมูตรเป็นคูถเต็มอยู่ในส้วมในถาน แล้วศาสนามีที่ไหนเอ้าว่าซิ หาอย่างนั้นซิค้นเหตุค้นผล วัดแท้มียังไงบ้าง

คือวัดแท้สร้างตามเหตุตามผล ตามกฎเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า ไม่ได้สร้างแบบหรูหราฟู่ฟ่า คือกิเลสกลืนกินๆ อยู่ตลอดเวลา สร้างพอให้เป็นที่อยู่ที่อาศัยสำหรับผู้บำเพ็ญธรรม ก็ฟังซิอย่างพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ บรรพชาอุปสมบทแล้วให้เธอทั้งหลายไปอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ ในป่าในเขา ตามถ้ำเงื้อมผา นั่นวัดของพระ ที่อยู่ของพระผู้ทรงธรรมวินัย นั่นละที่อยู่ของศาสนาแท้เป็นอย่างนั้น และผู้อยู่ในที่นั่นก็เป็นผู้บำเพ็ญธรรม วัดสถานที่นั่นเป็นที่เหมาะสม เสนาสนะในป่าในเขา หรือว่าเสนาสนะป่า อยู่ในป่าในเขา นี่เป็นวัดในป่าในเขาๆ ผู้อยู่ในป่าในเขาก็บำเพ็ญอรรถธรรมเพื่อถอดถอนกิเลส สำเร็จขึ้นมาเป็นพระโสดาบ้าง สกิทาคาบ้าง อนาคาบ้าง เป็นพระอรหันต์บ้าง นี้คือท่านผู้ที่อยู่ในป่าในเขาเป็นทองทั้งแท่งเป็นลำดับ ไม่ใช่มูตรคูถ เข้าใจไหม

อยู่ในวัด วัดก็ไม่ใช่ส้วมไม่ใช่ถาน วัดเป็น รุกฺขมูลเสนาสนํ สถานที่เหมาะ  หาดูศาสนาหาดูอย่างนี้ซิ ค้นหาอย่างนี้ แยกออกเป็นตอนๆ คำว่าศาสนากว้าง เราแยกออกๆ ที่อยู่ของศาสนา ผู้ปฏิบัติศาสนา แยกออกๆ เห็นวัดที่ไหนเดี๋ยวนี้ ดูตั้งแต่วัดป่าบ้านตาดออกไปมันพอๆ กันหมด เราไม่ได้พูดเอียงโน้นเอียงนี้ เราเอาความจริงเข้าไปตั้ง นี้มันก็เป็นส้วมเป็นถานไปหมดแล้ว เรายังดีใจว่ามาอยู่วัดป่าบ้านตาด มาอยู่วัดหลวงตามหาบัวดีนะ หารู้ไม่ว่าวัดป่าบ้านตาดคือส้วมคือถาน เพราะความเลอะเทอะไม่มีขอบมีเขต เลอะเทอะไปหมด เดี๋ยวนี้เลอะเทอะมากวัดป่าบ้านตาด ที่เคยรักษาปฏิบัติมาไม่ได้เป็นอย่างนี้ นี่เราก็อนุโลมๆ จนกระทั่งเวลานี้มันจะเน่าเฟะแล้ววัดป่าบ้านตาด

ทีนี้พระก็เหมือนกัน ที่เขาร่ำลือไปว่าหลวงตามหาบัวดุๆ ร่ำลือทั่วโลก นั่นละคือเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด กลั่นกรองเอาแต่ของดิบของดีๆ ของไม่ดีปัดออกๆ นั่นละที่เขาว่าหลวงตามหาบัวดุ ร่ำลือกันทั่วโลก เดี๋ยวนี้เงียบๆ ไป เขาคงจะว่าหลวงตามหาบัวดีท่านไม่ดุ จะไม่ดีได้ยังไงก็มันเป็นมูตรเป็นคูถอยู่ในส้วมในถานแล้ว วัดก็กลายเป็นส้วมเป็นถาน พระเณรก็กลายเป็นมูตรเป็นคูถในส้วมในถาน คนอยู่ในวัดก็กลายเป็นส้วมเป็นถานไปด้วยกันแล้ว แล้วจะไม่เงียบไม่สงบยังไง หลวงตาบัวจะไม่ใจดีได้ยังไง ก็ใจดีน่ะซีมันเป็นส้วมเป็นถานไปด้วยกันแล้ว เข้าใจไหม มันมีแต่พวกใจดีทั้งนั้นเหล่านี้ พวกส้วมพวกถาน มีแต่พวกใจดี เลยใจดีไปด้วยกัน

ฟังเอาซิ พิจารณาแยกแยะศาสนา แยกแยะศาสนาแล้วก็เข้ามาแยกแยะในตัวของเรา เป็นขั้นเป็นตอนๆ ธรรม กิเลสก็มีหลายประเภทแยกแยะออก ธรรมมีหลายประเภทแยกแยะออกๆ เข้าถึงใจตัวเอง หมดโดยสิ้นเชิง นั่นละศาสนธรรมเป็นธรรมทั้งแท่งแท้ นั่นศาสนาแท้ ผู้นั้นครองศาสนาแท้ ครองธรรมแท้ มีกิเลสแทรกอยู่มากน้อย คือเอาส่วนหยาบ ส่วนกลาง ส่วนละเอียด กระจายออกมาซิ เรียกว่ากลั่นกรองคัดเลือกศาสนาภายนอกภายในเข้ามาถึงตัวเอง ถึงหัวใจเรา ไม่พิจารณาอย่างนี้ไม่ทันกิเลส กิเลสเอาไปกินหมด ภูมิใจหรือว่าเรามาปฏิบัติธรรม แต่กิเลสกลืนตลอดเวลาไม่รู้ นั่นซีมันลำบาก ให้ท่านทั้งหลายพิจารณานะ ที่พูดนี้เอาไปพิจารณา หลวงตาอุตริพูดหรือว่าไง พิจารณาให้ดี เรียกว่าคัดเลือกดูศาสนาแท้มีเท่าไร เราบอกว่าอย่างมากไม่เลย ๒๕ ๗๕ นั้นเป็นกิเลสทั้งนั้น เป็นเรื่องของกิเลสกลืนศาสนาทั้งนั้น ศาสนาแท้ยังเหลืออยู่เพียง ๒๕ ให้กลั่นกรองอย่างที่ว่านี่ กลั่นกรองเข้ามาๆ

โห ศาสนานี่ละเอียดสุดยอด เป็นที่ตายใจของสัตว์โลกได้ทั้งสามโลกธาตุ กราบไหว้บูชาได้สนิทใจตายใจ นี่มันไม่มีศาสนาเป็นเครื่องปกครองซิ มีแต่กิเลสบีบบี้สีไฟอยู่ตลอดเวลาเรายังภูมิใจอยู่ กิเลสบีบบี้ก็ยังภูมิใจอยู่ เพราะไม่รู้ว่ามันเป็นกิเลส คือกิเลสมันมาเป็นเรา อะไรก็เราๆ ไม่รู้ตัวนะ กิเลสแทรกเข้ามาเป็นเรา ทีนี้เวลามาปฏิบัติตัวของเราเองก็แบบเดียวกันกับส่วนกว้างเข้ามาส่วนแคบ เข้ามาหาตัวเราเอง กลั่นกรองเข้าไปๆ  เรามีกายวาจาใจยังไง ตั้งแต่ก่อนเป็นยังไงๆ แล้วพิจารณามา ปฏิบัติมา กลั่นกรองมาเรื่อย ปฏิบัติมา ดูเราลำดับลำดาไปจนกระทั่งเข้าถึงที่สุดแห่งศาสนา ที่สุดแห่งธรรมแท้ จากผู้ปฏิบัติให้ถึงธรรมชาตินั้นแท้เป็นยังไง มันก็รู้ในหัวใจอีกแหละไม่รู้ที่อื่น

มองไปที่ไหนมันมีศาสนาที่ไหน ๗๕% ครอบจนไม่มองเห็นตัวของผู้ถือศาสนาพุทธจะว่าไง ว่า ๒๕% มันก็แทบมองไม่เห็น ๗๕ ครอบไปหมดแล้ว กิเลส ๗๕ ครอบธรรมครอบศาสนา ยังเหลืออยู่ ๒๕ นี่นับว่าอย่างมากนะ แล้วยังลดลงไปอีก ทุกวันนี้ยิ่งจะลดลงไป ศาสนาแทบจะไม่มี เลยกลายเป็นมีแต่มูตรแต่คูถครองศาสนา จึงมีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย หาเหตุหาผลไม่ได้ เมื่อขาดธรรมแล้วเป็นอย่างนั้น ถ้ายังมีธรรมครองใจ ดูอะไรมันก็มีเหตุมีผลมีหลักมีเกณฑ์มีขอบมีเขต ถ้าไม่มีธรรมเลอะเทอะไปหมดเลย ใครอย่าว่าใครดีนะ ให้ดูหัวใจของเจ้าของ ดีหรือไม่ดีดูที่หัวใจก็รู้เอง ภูมิใจกับศาสนาลมๆ แล้งๆ ทั้งๆ ที่ศาสนาไม่มีในหัวใจเลย นี่ซิน่าทุเรศไหมล่ะพวกชาวพุทธเรา

ผู้ที่เข้ามาอยู่ในวัดก็ให้ดูตัวเองอย่างนั้นนะ ไม่อย่างนั้นไม่รู้วิธีกลั่นกรอง ไม่รู้วิธีคัดเลือก แล้วจะได้แต่ของปลอมทั้งนั้นแหละเต็มตัวๆ อย่างน้อยก็ ๗๕ ครอบหัวตลอดเวลา ๒๕ ถ้าเป็นสัตว์ก็เหลือแต่หาง นอกนั้นกิเลสคลุมหมด เหลือแต่หาง หางอะไร หาง ๒๕ เข้าใจไหม นอกนั้นกิเลสคลุมไว้หมด เป็นตัวกิเลสหมด พ้นมาแต่หางเท่านั้น หางนี่เป็นเศษเหลือของกิเลสมันยังกลืนไม่หมด มันยังจะกลืนเรื่อยๆ นะมันจะเอาให้หมดเลย พอศาสนาหมดแล้วโลกนี้เป็นไฟไปเลย เพราะไม่มีน้ำดับไฟ พิจารณาซิ วันไหนๆ ก็พูดทุกวัน วันนี้เอาเพียงแค่นี้ละนะ

ผู้กำกับ จากนสพ.พิมพ์ไทย คอลัมน์วิจารณธรรม วันจันทร์ที่ 6 ธ.ค.

 

กฎหมายมหาภัยให้ปัดออก !

 

หลังจากศิษยานุศิษย์ของพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ได้ร่วมกันกล่าวปวารณาถวายผ้าป่าเสร็จแล้ว หลวงตาได้เทศนาว่าการ ให้คณะศิษย์ได้พึงระลึกรู้ถึงการเหยียบย่ำทำลายวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาวพุทธ อันเกิดขึ้นจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 ซึ่งเรื่องนี้คณะศิษย์ของหลวงตานับเป็นหมื่นๆ คนได้เคยออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลได้พิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับนี้ เพื่อถวายคืนพระราชอำนาจ ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชแด่ในหลวงเช่นที่เคยเป็นมาแต่โบราณกาล

เสียงเรียกร้องของประชาชนที่มีหลักฐานเป็นรายชื่อ จำนวนกว่า 1 ล้าน 7 แสนรายชื่อที่นำเข้ายื่นต่อรัฐบาลไปแล้วก็ไม่ได้รับความสนใจไยดี และถึงแม้ส.ส.ฟากรัฐบาลจำนวน 70 คนจะได้ร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้เข้าไปสู่กระบวนการพิจารณาในสภาอย่างไรก็ไม่เกิดผล ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการแก้ไขกฎหมายเพื่อความสงบร่มเย็นในสังฆมณฑลมันจะเสียหายอะไรอีตรงไหน

เมื่อวันวาน (5 ธ.ค.) ได้ทราบมาว่า มีพระภิกษุสายวัดป่าจำนวนหลายร้อยรูปได้เข้าประชุมสงฆ์กันที่วัดป่าบ้านตาด สรุปผลการประชุมได้ว่า เรื่องการถวายคืนพระราชอำนาจที่ยังค้างคาอยู่จะต้องดำเนินการต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุด การออกคำสั่งหรือมติใดๆ ที่ออกมาจากอำนาจอันมิชอบ คณะสงฆ์วัดป่าทั้งหมดไม่ยอมรับ และการจะเข้าถวายฎีกาเพื่อทรงพระราชวินิจฉัยถอดถอนก็จะต้องดำเนินการกันในเร็วๆ นี้

ปัญหาทั้งหมดมันเกิดขึ้นมาจากอะไร หลวงตาได้เทศนาว่าการชี้แจงแสดงเหตุผลแก่ศิษยานุศิษย์ให้ได้ทราบโดยทั่วกันไปแล้วเมื่อเช้าของวันที่ 4 ธันวาคม 2547 ดังนี้

“อย่างที่ชาวไทยเราถือคติตัวอย่างอันดีงามราบรื่นแน่นหนามั่นคงเสมอมา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ทรงตั้งหรือสถาปนาพระให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้นทรงทำหน้าที่ของพระองค์เองตลอดมา พร้อมกับประชาชนอนุโมทนาสาธุการเรื่อยมา เป็นประเพณีอันดีงามแน่นหนามั่นคงมาตลอดประจำชาติไทยของเรามาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ นี่เป็นประเพณีที่แน่นหนามั่นคงมาดั้งเดิม ทั้งฝ่ายกษัตริย์ทั้งฝ่ายมหาชนเป็นอันเดียวกัน อนุโมทนาสาธุการเรื่อยมา

เวลานี้กองแย่งพวกเปรตพวกผีมันก็เข้ามาแย่งเอาตำแหน่ง มาลบล้างพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะมาตั้งอะไรก็ไม่รู้ พ.ร.บ.สงฆ์ พอรอบอแส็ง อันพรบ.สงฆ์มันเกิดมาเมื่อไร เมื่อ พ.ศ.2505 นี่พวกนี้ยังไม่เกิด ประเพณีของชาติไทยเรามีมานานสักเท่าไรอันนี้พึ่งมาเกิดปี 2505 มาตั้งกฎกติกา ตั้งเพื่อความกินของเขานั้นแหละ สงฆ์พวกนี้จะเรียกสงฆ์พวกเปรตพวกผีก็ได้ไม่ผิด มาทำลายขนบประเพณีอันดีงามของชาติไทยที่เป็นมาดั้งเดิมด้วยความราบรื่นดีงามให้เอนให้เอียงให้วุ่นอยู่เวลานี้ คือพวกเปรตพวกผีนี้เอง ที่เข้ามาแย่งตำแหน่ง มาลบล้างอำนาจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ลบล้างขนบประเพณีอันดีงามของชาติไทยทั้งชาติให้จมลงในทะเล มันจะเอาขนบประเพณีของยักษ์ของผี ของกินไม่อิ่มไม่พอของพวกเปรตพวกผี ของพวกอลัชชีนี้เข้ามาเหยียบย่ำทำลายศาสนาเวลานี้

เพราะฉะนั้นภาษาธรรมเราแล้วเราพูดได้โดยตรง บอกว่าลบล้างไม่ได้ มันจะตั้งเข้ามาขนาดไหนก็ตั้งมา พวกนี้พึ่งเกิดมาเมื่อเร็วๆ ได้สองสามปีมาตั้งเป็นพรบ.สงฆ์ พอรอบอแส็ง มากดขี่บังคับขนบประเพณีของพระมหากษัตริย์กับของคนทั้งชาติให้ล้มเหลวกัน เอานี้ขึ้นมาเหยียบแทนอย่างนี้ไม่ได้ บอกงั้นเลย คัดค้านกัน พระสงฆ์ทั่วแดนสังฆมณฑลผู้ทรงศีลทรงธรรมท่านไม่ยอมรับ พระสงฆ์ไทยไม่ยอมรับในขนบประเพณีนี้

ปัดออกให้หมด !

นี้เป็นความถูกต้องตามหลักธรรม พรบ.2505, 2535 นี้ปัดออกให้หมด อย่ามาเป็นกาฝากเกาะกินเนื้อกินหนัง ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ของเราให้ล่มจมลงไป เพราะธรรมชาติเหล่านี้เป็นสิ่งที่เทิดทูนมาแล้ว คนไทยทั้งชาติประคองพระมหากษัตริย์ของเราที่พาดำเนินด้วยความถูกต้องดีงามมาแล้ว แล้วจะมาทำลายไปหาอะไร พวกนี้พวกทำลาย

ความหมายของมันที่จะกลืนจะกินทั้งนั้น เต็มไปด้วยความโลภ บ้าอำนาจ ตั้งขึ้นมาตรงไหนเข้าไปเหยียบของจริงๆ ด้วยของเทียมๆ เทียมๆ ธรรมดาค่อยยังชั่วนะ มันเทียมๆ เป็นมหาภัยด้วย พวกนี้เป็นมหาภัย เพราะฉะนั้นจึงว่าพระสงฆ์ไทยยอมรับไม่ได้เลย พรบ. 05 พรบ.35 อะไรเหล่านี้รับไม่ได้ ขนบประเพณีอันดีงามของชาติไทยเรามาตั้งตั้งแต่โคตรแซ่ของพรบ.สงฆ์เหล่านี้ยังไม่เกิด มันตั้งขึ้นมาเหยียบหัวคนไทยทั้งชาติให้อยู่ใต้ฝ่าตีนฝ่าเท้าอันสกปรกของมันอย่างนี้ไม่ยอม หัวคนจะไปยอมได้ยังไง

เพราะฉะนั้นจึงว่าไม่ยอมรับ บอกตรงๆ อย่างนี้เลย”

                                                                 ณ. หนูแก้ว

 

หลวงตา นี่ละ อันนี้ก็จะเข้าแน่นอน ลบออกหมด ไม่ให้มีเหลือ ถ้าอันนี้เหลือชาติไทยประเพณีอันดีงามชาติไทยจมหมด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็จมไปด้วยกัน ด้วยตีน ๒-๓ ตีนของพวกนี้ละ คณะสงฆ์คณะแส็งนี่ละที่มันตั้งขึ้นมา ตั้งขึ้นมาหาอะไร นี่ละที่ค้าน ไม่มีใครค้าน เราค้าน เป็นคนค้านเพราะผิดจากหลักธรรมหลักวินัย หลักธรรมเป็นสำคัญ เวลานี้ออกหลักธรรม หลักธรรมก็คือขนบประเพณีอันดีงามถูกต้องมาแล้ว เรียกว่าหลักธรรมสมบูรณ์ อันนี้มาทำลายหลักธรรมอันสมบูรณ์คือขนบประเพณีอันดีงามนี้ ให้ฉิบหายวายปวงไป พระสงฆ์ไทยตลอดพี่น้องชาวไทยเรารับไม่ได้ว่าอย่างนั้นเลย ต้องปัดออกโดยถ่ายเดียว ไม่ให้มีอย่างอื่น เราพูดอย่างนี้เลยเข้าใจเหรอ

ที่พูดนี้ ถ้าใครว่าเราพูดเหล่านี้ไปผิด เอาค้านขึ้นมา พ.ร.บ.สงฆ์นี้ถูก เอา ยกขึ้นมาซิ นี่ละตัวทำลาย เราจึงยอมรับไม่ได้ ทั้งประเทศ ทั้งฝ่ายพระเจ้าพระสงฆ์ ฝ่ายประชาชนทั่วประเทศที่ประคับประคองขนบประเพณีอันดีงามมาดั้งเดิม นานแสนนานแล้ว สงบร่มเย็นตั้งแต่พระมหากษัตริย์ลงมา ใครจะมาแตะต้องอย่างนี้ไม่ได้ ไม่ให้ จะมาทำลาย ทำลายไม่ได้ บอกว่าไม่ปฏิบัติตาม จะปฏิบัติตามนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงทำหน้าที่อย่างไร ตั้งสมเด็จพระสังฆราชนี้เป็นหน้าที่ของพระองค์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น นี้ประเพณีของชาติไทยยอมรับอนุโมทนาสาธุการมาเป็นเวลานานแล้ว เพราะฉะนั้นจึงมาทำลายไม่ได้ ยังไงต้องเอากันแน่นอน ทำลายได้ยังไงคนทั้งชาติ นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงมา

ไอ้พ.ร.บ. แรแบนี้มันตั้งมาหาอะไร หาเหตุหาผลไม่มีเลย มีแต่เรื่องทำลายโดยถ่ายเดียว จะยอมให้มาทำลายได้หรือ ชาติไทยทั้งชาตินับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงมา ทรงรักษาประเทศชาติมาด้วยความสงบร่มเย็น โดยหลักประเพณีอันดีงาม นี้เป็นพื้นฐานของการปกครองกันมานี้นะ ไอ้เหล่านี้มันมีประโยชน์อะไร มีแต่โทษโดยถ่ายเดียว จึงว่ารับไม่ได้บอกตรงๆ เลย ก็มีเท่านั้น เอาละให้พร

นี่ละ พ.ร.บ.สงฆ์ มันจะฟัดกันคราวนี้ละ บอกว่านี้ถอยไม่ได้เลย อย่างไรก็ต้องซัดกันเต็มเหนี่ยว ถอยไม่ได้ ถอยเมืองไทย พระมหากษัตริย์ในเมืองไทยจมหมดเลย เรียกว่าถอยไม่ได้เลย ปัดเสียถ่ายเดียว จะว่าแก้นั้นแก้นี้ไม่มีทางแก้ ผิดบอกว่าผิดเลย นี่ผิดต่อขนบประเพณีของไทยเราทั้งชาติ เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เพราะฉะนั้นจึงต้องปัดอย่างเต็ม ร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน เอาละไปละ

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก