จิตใจเป็นผู้อิ่มพอแล้วในธรรม
วันที่ 27 พฤศจิกายน 2547 เวลา 7:30 น. ความยาว 40.22 นาที
สถานที่ : วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

                             เทศน์อบรมฆราวาส

วิหารหลวงปู่มั่น วัดเจดีย์หลวง .เชียงใหม่

เมื่อเช้าวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

จิตใจเป็นผู้อิ่มพอแล้วในธรรม

 

          การเทศนาว่าการนี้มากจริงๆ จะพูดว่าทั่วประเทศไทยนี้มีหลวงตาบัวนี้เป็นที่หนึ่งการเทศน์ พูดอย่างตรงไปตรงมาเป็นภาษาธรรม ที่ออกมากที่สุดก็คือออกช่วยชาติบ้านเมือง เทศน์ไปหมดทั่วประเทศไทย ไม่ทราบว่ากี่ร้อยกี่พันกัณฑ์นะเทศน์ บางทีวันละสามกัณฑ์ก็มีเทศน์ เปิดอยู่ตลอดเวลา เราก็ได้คิดเอาไว้ตั้งแต่เริ่มที่เราจะออกช่วยชาติบ้านเมือง คราวนี้วัตถุที่จะช่วยชาตินั้นเปิดเผยมากทีเดียว แต่ด้านธรรมะไม่มีใครคิด สำหรับเราคิดว่าธรรมะนี่จะออกเปิดเผยในคราวนี้แหละ

          วัตถุเปิดเผยก็ด้วยสายตา แต่ธรรมนี้จะเปิดเผยทางด้านจิตใจ คราวนี้ธรรมกับวัตถุจะไปพร้อมกัน ก็จริงๆ อย่างนั้นด้วย ไปที่ไหนก็ต้องเทศน์ที่นั่น เทศน์ที่นี่ เทศน์ตลอดเวลา จากนั้นมาก็เทศน์ตลอดจนกระทั่งทุกวันนี้ ธรรมะออกเปิดเผย เวลานี้ออกทั่วโลก ทางเมืองนอกเขาก็ดูอินเตอร์เน็ต เมืองไหนๆ วันหนึ่งตั้งหลายพันนะ เขาสนใจดูอินเตอร์เน็ตเราที่เราเทศน์ทุกวันๆ พอเทศน์ปั๊บนี่ก็ออก ออกทั่วประเทศไทยและก็ออกทั่วโลกไปเลย

          เราอยากพบอยากเห็นบรรดาพี่น้องชาวพุทธเราเรา ที่เป็นลูกของพระพุทธเจ้า ได้สนใจในอรรถในธรรมบ้าง อย่างน้อยพอประมาณ กิริยาท่าทางการสำรวมระวัง จิตใจกาย วาจา ความประพฤติ หน้าที่การงาน ควรจะมีธรรมแทรกเข้าไปทุกแห่งทุกหน  ถ้ามีธรรมแทรกตรงไหนแล้วจะมีความราบรื่นดีงาม ถ้าไม่มีธรรมมีแต่กิเลสแล้วจะเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันทั่วโลกดินแดน เพราะฉะนั้นธรรมจึงเป็นของจำเป็นมาก เฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวพุทธเรา

          (มีคนถ่ายภาพขึ้น) อย่ามาถ่ายภาพกำลังเทศน์ มายุ่งอะไร อย่าเอาละครลิงมาใช้ เวลานี้กำลังเทศน์อย่ามากวนนะ เวลาจะเทศน์มันหากเป็นละ พญามารมาละ แล้วก็ขาดวรรคขาดตอน เรื่องราวก็เลยขาดไป ทีนี้ก็เลยไม่ติดไม่ต่อกัน ใครจะเข้ามาก็ถวายๆ แล้วออกๆ เทศน์ก็เทศน์ไปเรื่อยๆ เพราะเวลามีน้ย อย่ามาถ่ายภาพถ่ายแพบ เหมือนลิงเหมือนค่าง ตาเขามีตาเราก็มีทำไมไม่ดู เอากล้องมาขวางตาทำไม

          นี่เราก็หวังจะให้ธรรมะออกช่วยโลกในคราวนี้ เราคิดไว้แล้วตั้งแต่เริ่มแรกที่จะออกช่วยชาติบ้านเมือง วัตถุที่จะช่วยชาตินี้เป็นสิ่งเปิดเผยในสายตาของประชาชน ตลอดทางด้านจิตใจจะเข้าใจทั่วถึงกัน แต่ด้านธรรมะนี้ปิดบัง ยังไม่ทราบ แต่เราเปิดภายในใจของเรา คราวนี้เราจะได้ธรรมะนี้ออกแสดงให้เป็นที่เปิดเผยแก่จิตใจของชาวพุทธเราในคราวนี้  แล้วก็เป็นอย่างที่ว่า ไม่ผิด วัตถุผ่านพ้นไปแล้วด้านธรรมะไม่ได้ผ่านพ้นนะ เทศน์ทุกวันๆ กระจายออกทั่วโลกเวลานี้ นี่ละธรรมะจึงออกกว้างขวางมากทีเดียวคราวนี้

        เทศนาว่าการนี้ก็เราไม่ได้เทศน์ธรรมดา เราพูดอย่างตรงไปตรงมา เราเทศน์ด้วยความแน่ใจในธรรมทุกขั้นที่นำมาเทศน์ให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ถอดออกมาจากหัวใจที่ได้ปฏิบัติมาเต็มกำลังความสามารถ ถึงขั้นจะสลบไสลก็มี การประกอบความพากเพียรฆ่ากิเลส ไม่มีอะไรฆ่ายากยิ่งกว่าการฆ่ากิเลสนะ ใครยังไม่ขึ้นเวทีฆ่ากับกิเลส ฟัดกับกิเลสเสียก่อน ใครอย่าอวดคุยว่างานใดหนักๆ ไม่มีงานใดหนักยิ่งกว่างานฆ่ากิเลส

        สำหรับเราเป็นผู้มีนิสัยวาสนาหยาบต้องซัดกันเสียจนเต็มเหนี่ยวๆ บางแห่งจนเขาแตกบ้านไปดูเราก็มี เพราะไม่กินข้าว เขาแตกบ้านไปดูจริงๆ นี่นะ เขาตีเกราะประชุมกันนู่น ไม่ใช่ธรรมดานะ ผู้ใหญ่บ้านเขาตีเกราะประชุมกัน แต่ก่อนไม่มีวิทยุทะแยะอะไรอย่างนี้ละ ต้องตีเกราะประชุมมันถึงได้มา ครั้นมาแล้ว “เอ้อ วันนี้จะได้พูดสิ่งที่เราไม่เคยพบเคยเห็นให้พี่น้องทั้งหลายฟัง” ผู้ใหญ่บ้านพูด “แล้วท่านทั้งหลายได้เคยเห็นไหมพระองค์นี้มาอยู่กับเราหลายเดือนแล้วนะ กี่วันถึงด้อมๆ ออกมาบิณฑบาตทีหนึ่ง หายเงียบๆ ตลอด นี่ท่านไม่ตายแล้วเหรอ” ว่าอย่างนั้นนะ

        “พวกเรานี่กินวันละสามมื้อสี่มื้อยังทะเลาะกันได้ด้วยอาหารการกิน แต่นี้ท่านอยู่กับเรานี้เป็นเวลาหลายเดือนแล้ว นานๆ ด้อมๆ มาบิณฑบาตสักวันหนึ่งหายเงียบๆ มา นี้เป็นเวลานานแล้ว ท่านไม่ตายแล้วเหรอ ไปดูซิ” ว่าอย่างนั้นนะ เราไม่ลืมนะ “ให้ไปดูท่านซี แต่เวลาไปดูก็ให้ระวังหน่อยนะ พระองค์นี้ไม่ใช่พระธรรมดานะ เป็นมหานะ เดี๋ยวท่านจะเขกกระบาลเอานะ” ผู้ใหญ่บ้านสั่งแล้วลูกน้องก็หลั่งไหลไป ไปหาเรา เขาก็มาเล่าเรื่องราวให้ฟัง มาเรื่องอดข้าวอดน้ำ ผู้ใหญ่บ้านเล่าให้ฟัง

        ท่านไม่ได้ตายแล้วเหรอ เราก็เอาข้อนี้มาถาม “แล้วเป็นอย่างไรละ ตายแล้วยัง  ตายแล้วเหรอ” “โอ๋ย ก็ไม่เห็นท่านตาย ท่านยิ้มแย้มแจ่มใส” ถ้าไม่ตายท่านไม่โมโหโทโสอยู่เหรอ แล้วก็ถามอีกว่า “เมื่อไม่ตายแล้วเป็นอย่างไรละโมโหโทโสไหม” “ก็ไม่เห็นท่านโมโหโทโส ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ตลอด” “มีเท่านั้นเหรอ” “มีเท่านั้น” “ไป” ไล่กลับเลย ไม่ถึงสิบนาที

        นี่ถึงขนาดเขาตีเกราะประชุมไปดู นี่เอาความจริงมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง นี่ละฟัดกับกิเลสเอาถึงขนาดนั้น นั่งก็นั่งตลอดรุ่งๆ จนกระทั่งก้นแตกๆ ฟังซิน่ะ เคยมีที่ไหน เห็นแต่หมอนแตกเสื่อแตก เสื่อขาด นั่งภาวนาตลอดรุ่งๆ จนก้นแตกไม่เห็นมีที่ไหน นี่เราทำมาแล้วจึงได้มาสอนพี่น้องทั้งหลายฟัง นั่งเก้าคืนสิบคืน แต่ไม่ได้ติดกันนะ เว้นสองคืนบ้างสามคืนบ้าง นั่งทีแรกออกร้อนก้น คืนต่อไปมันก็พอง จากพองก็แตก จาแตกก็เลอะ เอาเลอะก็เลอะก้นแตก กิเลสยังไม่แตกยังไม่ถอย ซัดกันเสียจนใหญ่โตทีเดียว จนพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นนี่ละ เราจึงกราบสุดหัวใจเรานะ ทุกอย่างท่านเป็นผู้กระตุก ท่านเป็นผู้ไสเรานะ เราไม่ได้ลืม ท่านกระตุกตรงไหนแม่นยำๆ ท่านรั้งก็แม่นยำ

        นี่ละเวลานั่งภาวนาคืนแรกได้ความอัศจรรย์ขึ้นมา นั่งตลอดรุ่ง นี่ฟังนะพี่น้องทั้งหลาย ที่นำมาสอนโลกเวลานี้ เราไม่ได้เอาเหยาะแหยะๆ หลอกๆ ลวงๆ มาสอนพี่น้องทั้งหลาย เราเอามาจากความจริงจังของเราที่ได้ปฏิบัติมาแล้ว ด้วยความสัตย์ความจริงของเรา นั่งตลอดรุ่งนี้จิตเวลามันเป็นทุกข์ ที่เรานั่งอยู่นี่เหมือนหัวตอนะ ทุกขเวทนาที่มันโหมในร่างกายเข้านี่เหมือนไฟไหม้หัวตอ ไม่ถอย จิตกับสติปัญญาหมุนติ้วๆ แยกทุกข์ แยกกาย แยกเวทนา แยกจิต พิจารณาหมุนติ้วๆ ทุกข์มากเท่าไรการพิจารณา สติปัญญายิ่งหมุนติ้วๆ จนกระทั่งมันรอบกันแล้วมันก็ลง ทีนี้เวลาจิตลงแล้วจ้าเลยทีเดียว นั่นเห็นไหมล่ะ จิตดวงนี้ละดวงกระวนกระวายเป็นไฟไหม้หัวตออยู่นั่นละ

        เวลาสติปัญญาออกทำงานไม่หยุดไม่ถอย ด้วยความทุกข์นี้มันทุกข์มาก สติปัญญาจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ทนเฉยๆ ไม่ได้ ต้องด้วยการต่อสู้พิจารณาทางด้านสติปัญญา จนกระทั่งมันรอบแล้วจิตก็ลงผึงเลยเชียวนะ พอลงผึงมันสว่างจ้าขึ้นมาเลย เกิดความอัศจรรย์ นี่เป็นคืนแรก พอคืนที่สองมานี้เรื่องความตายแต่ก่อนอย่างไรก็สู้กันถึงขั้นตาย พอต่อมาได้สักขีพยานนี้เรื่องความตายไม่มีความหมายยิ่งกว่าธรรมอันเลิศเลอที่เราได้เจอแล้ว จะเอาอันนั้นให้ได้ๆ ได้ทุกคืน นั่งเก้าคืนสิบคืน เว้นคืนหนึ่งสองคืนบ้าง ได้ทุกคืนไม่มีพลาด ลงจ้า

        นั่นละพอจิตได้เป็นของอัศจรรย์ขึ้นหาหลวงปู่มั่นท่าน แต่ก่อนขึ้นไปหาท่านก็เหมือนลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายขึ้นไปหาครูบาอาจารย์ เหมือนผ้าพับไว้นะ เรียบร้อยทุกอย่าง เราก็เป็นเหมือนพระทั้งหลายนั่นละ แต่เวลามันรู้มันเห็นภายในใจมันเกิดความกล้าหาญชาญชัยภายในใจ ขึ้นไปก็ใส่ผางเลยทีเดียว เรื่องนั่งภาวนาเป็นอย่างนั้นๆ เหมือนแชมเปี้ยนซัดกันบนเวทีเอากับท่าน ท่านก็นั่งนิ่งเลยละ ท่านฟังทุกกิทุกกีนะนั่นที่เราเล่าให้ฟัง เป็นอย่างไรๆ เล่าถวายท่าน ถึงพริกถึงขิง ถึงพริกถึงขิงในการต่อสู้ของตัวเองตลอดถึงผลที่เกิดขึ้นเป็นความสว่างไสวขึ้นมา พอจบลงแล้วเราก็นิ่งคอยฟังที่ท่านจะประทานโอวาทให้เรา เราหมอบฟัง คอยจะฟังคำแนะของท่าน

        พอเสร็จแล้ว “เอ้อมันต้องอย่างนั้น” ขึ้นเลย ท่านก็เด็ดของท่านเหมือนกันนะ เอ้อเอาอย่างนี้ละ ทีนี้ได้หลักแล้ว อย่าปล่อยนะ อัตภาพนี้มันไม่ตายถึงห้าหนแหละ มันตายเพียงหนเดียวเท่านั้นละ นี้ได้หลักแล้วเอาเลยนะ โอ๋ยทางนี้ก็เหมือนหมานั่นนะ พอถูกเจ้าของยุเห็นใบไม้สดใบไม้แห้งล่วงผ่านหน้าไม่ได้ นึกว่าข้าศึกศัตรู ทั้งจะเห่าจะกัด มันมีกำลังใจ นี่ละเริ่มต้น ท่านยกยอทีแรกท่านชมเชยทีแรก ครั้นต่อมาท่านสงบๆ ท่านยกยอให้นิดหน่อยๆ ครั้นต่อมาท่านนิ่ง

        พอสุดท้ายขึ้นไปละทีนี้นะ ขึ้นไปหาท่านนะ เขาฝึกม้าเขาฝึกอย่างไรกัน ม้าตัวใดมันผาดโผนโจนทะยานมากๆ พยศมากเขาต้องฝึกเอาอย่างหนัก ไม่ควรกินหญ้าไม่ให้กิน ไม่ควรกินน้ำไม่ให้กิน แต่การฝึกเอาอย่างหนักทีเดียว จนกระทั่งม้านี่ค่อยลดพยศลง การฝึกเขาก็ค่อยลดลงๆ เมื่อม้าตั้งหน้าทำงานตามเจ้าของฝึกแล้ว จนได้การได้งานแล้วการฝึกเช่นนั้นเขาก็หยุด ท่านพูดเพียงเท่านี้ท่านก็หยุดไปเลย ทีนี้เราเข้าใจแล้ว เรายังเสียดายอยู่อันหนึ่งว่า เมื่อเวลาม้าใช้การใช้งานได้แล้ววิธีการอย่างนั้นเขาก็หยุด เราอยากให้ท่านย้อนมาหาเรา ไอ้หมาตัวนี้มันฝึกตัวอย่างไรมันจึงไม่รู้จักประมาณ ความหมายว่าอย่างนั้น นี่คือท่านหักเรา กลัวเราจะผาดโผนมากเกินไป

        นี่คือว่าการฝึกจิตของเรา จิตเมื่อมันผาดโผนโจนทะยานเอาอย่างหนัก เมื่อมันลดลงๆ ได้หลักได้เกณฑ์ก็มาเล่าให้ท่านฟังหมดแล้ว เรียกว่าได้หลักได้เกณฑ์แล้วควรที่จะผ่อนผันสั้นยาวต่อการฝึกทรมานของตน ความหมายว่าอย่างนั้น แต่ท่านไม่ได้ว่านะ กลัวเราจะอ่อนเปียกนั่นเอง โอ้ยท่านฉลาดมาก ท่านพูดแต่ม้าเท่านั้นท่านก็หยุด แต่เรายังเสียดายอยากให้ท่านย้อนหลังมา ไอ้หมาตัวนี้มันฝึกอย่างไรจึงไม่รู้จักประมาณ เอาจนก้นแตกก้นเลอะ ท่านไม่ว่า เรายังเสียดายอยู่นะ

        นี่ละการฝึกตนที่ได้นำธรรมมาสอนพี่น้องทั้งหลาย สมเหตุสมผล เราไม่มีที่ต้องติในผลของเรา จ้าตลอดเวลาตั้งแต่บัดนั้นมา ผลของการปฏิบัติตัวของเราเป็นเวลา ๕๕ ปีนี้แล้ว สว่างจ้าตลอดเวลา ไม่ว่าจะยืนเดินเหินไปไหน เคลื่อนไหวไปไหน นอนก็ตาม ไม่นอนก็ตาม อิริยาบถทุกอย่างจ้าตลอดเวลา ท่านเรียกว่านิพพานเที่ยง คือใจดวงนั้น ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาอันเป็นสมมุติเข้ามาเกี่ยวข้องได้เลย มีแต่หลักธรรมชาติที่นอกสมมุติเรียบร้อยแล้วจ้าอยู่ภายในจิตที่ครองร่างอยู่นั้น ร่างนี่เป็นกองกระดูก ครองร่างอยู่นั้น

        นี่เป็นผลที่เกิดมาจากการตะเกียกตะกายตั้งแต่ฝึกม้านั่นละ ฝึกม้าฝึกหมาเข้าใจไหม เรื่อยมาจนกระทั่งบัดนั้น นี่ละการประกอบความเพียร เราเอาเป็นเอาตายเข้าว่าจริงๆ  ไม่ได้ทำธรรมดานะ เราจึงภูมิใจในเหตุคือการบำเพ็ญของเรา ไม่ได้มีที่ต้องติว่าเราอ่อนแอท้อแท้เหลวไหลต่อกิเลส แพ้ก็ยอมรับว่าแพ้แต่ไม่ถอย รับว่าแพ้แต่ไม่ถอยตลอดมา จนกระทั่งถึงชนะ ชนะโดยเด็ดขาด ตั้งแต่บัดนั้นมาแล้วไม่ปรากฏว่าเราได้ละกิเลสตัวใด ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา กิเลสประเภทต่างๆ แม้เม็ดหินเม็ดทรายไม่เคยมากวนใจ ตั้งแต่บัดนั้นหมดไปโดยสิ้นเชิง เรียกว่ายอดของสมมุติคือกิเลสได้สิ้นซากลงไปแล้ว จิตนี้จ้าตลอดเวลา ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลามาทำลายได้เลย 

          ธรรมประเภทนี้แหละที่พระพุทธเจ้าท่าสอนโลก เราไม่ได้วัดรอยท่าน ธรรมเป็นของจริงอันเดียวกัน เมื่อเข้าถึงของจริงแล้วพูดกันได้ เป็นอันเดียวกันได้ อย่างท่านว่า นตฺถิ เสยฺโยว ปาปิโย บรรดาพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อสิ้นสุดวิมุตติถึงพระนิพพานแล้วไม่มีความยิ่งหย่อนต่างกัน เป็นธรรมชาติเสมอกันหมด เมื่อเป็นเช่นนั้นความจริงต่อความจริงจะเข้ากันไม่ได้อย่างไร เรานำธรรมเหล่านี้มาสอนโลก เราไม่ได้มาสอนแบบสุ่มสี่สุ่มห้านะ

          เพราะฉะนั้นเวลาออกช่วยโลกคราวนี้เราก็คิดแล้วว่า การช่วยโลกทางด้านวัตถุนี้จะเป็นการเปิดเผยในสายตาประชาชนว่าออกช่วยชาติบ้านเมือง แต่ทางด้านจิตใจนี้   ปิดในหัวใจ สำหรับใจเราเปิด คราวนี้ธรรมะจะได้ออก ชี้ช่องบอกทางให้บรรดาประชาชนทั้งหลายซึ่งเป็นชาวพุทธได้พอเข้าอกเข้าใจบ้าง เพราะฉะนั้นไปที่ไหนจึงเทศน์ที่นั่นตลอดมา เวลานี้ธรรมะกว้างขวางออกไป จนกระทั่งออกทั่วโลกเลย นี่เทศน์อย่างนี้ ออกทั่วประเทศไทยแล้วยังไม่แล้ว ยังออกทั่วโลก

ประชาชนทางภายนอก ส่วนมากมีแต่คนไทยเราไปอยู่เมืองนั้นเมืองนี้สนใจอรรถธรรม ได้ฟังเทศน์จากหลวงตาทางอินเตอร์เน็ตนี้ตลอดมาอย่างนี้ เราพอใจ แล้วตรงเป๋งกับเราที่คิดคาดเอาไว้ว่า คราวนี้เป็นคราวที่ธรรมจะได้เปิดเผยตามความจริงให้พี่น้องชาวพุทธของเราทั่วโลกดินแดนนี้ได้ฟัง เราก็ได้เทศน์อย่างนั้นมาด้วยความไม่สะทกสะท้านกับสิ่งใด สอนโลกด้วยความเมตตาล้วนๆ อย่างเราดีดเราดิ้นอยู่ทุกวันนี้เราไม่ได้ดีดดิ้นหาอะไรนะ

บาทหนึ่งเราไม่เคยแตะ บรรดาเงินทองที่พี่น้องทั้งหลายบริจาคมานี่ทั่วประเทศไทย รวมเข้าไปสู่ความรับผิดชอบของเราคนเดียว นับแต่ทองคำ-ดอลลาร์-เงินสดมา  บาทหนึ่งเราไม่เคยแตะ เพราะเราช่วยโลกด้วยความเมตตาสงสารล้วนๆ ถึงขนาดร้องโก้กเลยเชียวนะ เป็นห่วงชาติไทยของเรา เอาทีนี้จะนำ เป็นอย่างไรก็ถึงไหนถึงกันล่ะ จะนำพี่น้องทั้งหลาย เราก็นำตั้งแต่บัดนั้น เพราะฉะนั้นสมบัติทั้งหลายที่พี่น้องบริจาคผ่านเรามานี้จึงไม่มีหลุดลอยไปไหน ด้วยความมัวหมองในใจของเราว่าหยิบอันนั้นมาหยิบอันนี้มาเป็นของตนเราไม่มี มีตั้งแต่เปิดเผยๆ จะจ่ายมากจ่ายน้อยมีเหตุมีผลบังคับกันไป จ่ายไปตลอดด้วยความบริสุทธิ์ใจตลอดมาจนกระทั่งบัดนี้

เวลานี้ทองคำเราที่ได้เข้าสู่คลังหลวงแล้ว ๑๑ ตันกับ ๓๗ กิโลครึ่ง นี่เข้าเรียบร้อยแล้ว สำหรับดอลลาร์ได้เข้า ๑๐ ล้านสองแสนกว่า ส่วนเงินไทยนั้นกระจายทั่วประเทศไทย การก่อการสร้าง นับตั้งแต่สงเคราะห์คนทุกข์คนจน สถานสงเคราะห์ โรงร่ำโรงเรียน ที่ราชการ และโรงพยาบาล ตลอด เงินเหล่านี้ออกทั่วไปหมด เรียกว่าทุกภาคของประเทศไทยเงินบาทนี่ เราช่วยอย่างนี้ตลอดมา ที่เราจะมาหยิบเอาหนึ่งบาทสองสลึงนี้เราไม่เคยมี

เพราะฉะนั้นจึงกล้าพูดได้เลยว่า ท่านผู้ใดที่จะเขียนประวัติของเรานี้ เอาเขียนได้เลยที่เรื่องความบริสุทธิ์นี้เราเต็มเม็ดเต็มหน่วย สุดหัวใจของเรา เราไม่มีอะไร เพราะเราช่วยโลกด้วยความอิ่มพอ เราไม่ได้หิวโหยอะไรทั้งหมดช่วยโลก เช่นดีดดิ้นไปนู้นไปนี้ อย่างมานั่งอยู่เวลานี้ก็เหมือนกัน เราไม่ได้มาเอาอะไรนะ เรามาสงเคราะห์โลกต่างหาก ทางด้านวัตถุได้มาเท่าไรๆ เราไปช่วยโลกทั้งหมด เราไม่ได้มาเกี่ยวข้องกับเรา ทางด้านธรรมะก็เข้าสู่จิตใจของประชาชนทั่วโลกดินแดน ที่เราไปที่ไหนเทศนาว่าการอย่างนี้ต่างหากนะ เราไม่ได้ไปหวังจะเอาอันนั้นหวังจะเอาอันนี้ หวังเอาหัวใจคนเท่านั้น

เราไม่มองเห็นอะไรที่มีคุณค่ายิ่งกว่าหัวใจของโลกนะ สมบัติเงินทองข้าวของมีทั่วๆ ไปเต็มแผ่นดินแผ่นหญ้า แต่ไม่ระงับดับทุกข์สัตว์โลกทั้งหลายให้สงบร่มเย็นลงได้ เหมือนธรรมภายในใจ ธรรมภายในใจมีมากมีน้อย ไม่ว่าคนทุกข์คนมีคนจนขอให้มีธรรมภายในใจสงบร่มเย็น อย่างน้อยพอซุกหัวนอนได้ ถ้าไม่มีธรรมแล้วตายจมด้วยกันทั้งนั้นละ จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายสนใจในอรรถในธรรม ตื่นตามาเช้าให้กราบพระเสียก่อน จะออกไปทำหน้าที่การงานอะไรที่ไหนก็ตาม แล้วถึงเวลาที่จะพักผ่อนนอนหลับ เวลานั้นเป็นเวลาว่าง การงานภายนอกที่หมุนเหมือนกงจักรให้หมุนเข้าสู่ภายใน

งานภายในคืองานจิตตภาวนา อย่างน้อยขอให้ได้วันหนึ่งห้านาทีก่อนนะ ต่อไปไม่ต้องบอกละ ทีแรกบังคับเสียก่อนให้ได้วันหนึ่งห้านาที ให้บริกรรม เราชอบธรรมบทใด เช่น พุทโธก็ได้ ธัมโมหรือสังโฆก็ได้ หรือมรณัสนุสติ อานาปานสติก็ได้ ตามแต่จริตนิสัยชอบ แล้วให้นำคำบิกรรมนั้นน้อมเข้ามาสู่จิตใจ ให้มีสติตั้งอยู่กับคำบริกรรมนั้น ให้ได้อย่างน้อยห้านาที บังคับ คิดมาตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งบัดนี้ เราระงับความคิดที่เป็นกงจักรนั้นเพียงเท่านั้นไม่ได้หรือ แล้วเราจะบำเพ็ญคุณงามความดีด้วยอรรถด้วยธรรมเพียงห้านาทีนี้ไม่ได้เหรอ ให้บังคับเจ้าของ ไม่บังคับไม่ได้นะ กิเลสมันอยู่กับเจ้าของ เป็นภัยต่อตัวของเราตลอดมา

ทีนี้ตีกิเลสออกด้วยธรรมชะล้าง เอาภาวนาชะล้างเข้าไป ห้านาทีก็ยังดี เอาเบื้องต้นให้ได้นั้นเสียก่อนนะ พอมันได้เงื่อนได้ความแปลกประหลาดและอัศจรรย์แล้วไม่ต้องว่าห้านาทีสิบนาที ฟาดชั่วโมง ฟาดตลอดรุ่งก็ได้ นี่ละอำนาจแห่งจิตใจนี้มันรุนแรงนะ เบื้องต้นได้บังคับเสียก่อน ครั้นต่อมาได้รั้งเอาไว้ การบำเพ็ญธรรมนี่เราก็เคยพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง การบำเพ็ญธรรมตะเกียกตะกายในเบื้องต้น ครั้นต่อมาก็พอได้ทุนได้รอนมีสติปัญญาทางด้านธรรมะ จิตใจมีกำลังขึ้นความขยันหมั่นเพียรค่อยหนักขึ้นๆ เรื่องเวลานาทีไม่ต้องมายุ่ง คอยดูตั้งแต่กิเลสกับธรรมจะฟัดกันๆ ภายในจิตใจ เอาอันนั้นเป็นเกณฑ์ ไม่ได้เอามืดเอาแจ้งมาเป็นเกณฑ์ เอากิเลสกับธรรมที่มันสะเทือนอยู่บนหัวใจเรานั้นด้วยจิตตภาวนา ดูมันตรงนี้นะ

            จิตตภาวนาเป็นการดูมหาเหตุได้แก่ใจ มหาเหตุได้แก่กิเลส กองทัพใหญ่อยู่ที่หัวใจ เอาธรรมแทรกเข้าไปๆ มันจะได้รู้เหตุรู้ผลของกิเลสที่ออกทำงานเผาหัวใจเราตลอดมาด้วยจิตตภาวนา พอจิตสงบลงแล้วกิเลสทั้งหลายเหล่านั้นจะค่อยสงบลงเบาลงๆ ทีนี้พอจิตมีกำลังมากขึ้นด้วยอรรถด้วยธรรมความสงบก็มาก ความสว่างไสวก็มาก  กิเลสเหล่านั้นค่อยอ่อนตัวลง อ่อนตัวลง จากนั้นออกทางด้านปัญญา นี่ละเป็นสำคัญมากนะ

คำว่าปัญญาๆ เราก็เคยเรียนว่าศีล สมาธิ ปัญญา เรียนตั้งแต่ในคัมภีร์ๆ ตัวเองไม่ปฏิบัติตัวเองไม่รู้ไม่เห็น ไม่หายสงสัยนะ แต่เวลามันเป็นขึ้นภายในจิตใจ สมาธิแน่น เพราะศีลมีแล้วตั้งแต่วันบวช ไม่สงสัยตัวเองแล้วว่าศีลจะด่างพร้อยไป สมาธิความสงบใจ สมาธิความแน่นหนามั่นคงจะขึ้นที่ใจ มีความสว่างไสวเต็มภูมิของสมาธินั้นแหละ อยู่ที่สบายหมด นี่คือมีธรรมในใจ อยู่ในป่าในเขาในภูในผา ที่ไหนอยู่ได้สบายๆ เพราะจิตใจเป็นผู้อิ่มพอแล้วในธรรม นี่มันต่างกันนะ ถ้าจิตใจเป็นฟืนเป็นไฟไปอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้าจรวดดาวเทียม ความเผาตัวเองก็คือกิเลสไปเผาอยู่บนจรวดดาวเทียม หาความสุขไม่ได้นะ ถ้าคนมีธรรมนั่งอยู่ที่ไหนสบายหมดๆ

เพราะงั้นจึงขอให้น้อมเข้ามาสู่ใจ ท่านทั้งหลายอยากสบายในอิริยาบถต่างๆ ไม่ดีดไม่ดิ้น ถ้ามีธรรมในใจไม่พาดีดพาดิ้น ถ้ากิเลสมีภายในใจแล้วดิ้นทั้งนั้นละ เอาจนตาย จำให้ดีนะเหล่านี้นะ ธรรมเท่านั้นเป็นน้ำดับไฟ นี้ได้บำเพ็ญมาแล้ว และมาสอนพี่น้องทั้งหลายสอนถอดออกจากหัวใจจริงๆ ไม่ได้ท้าทาย เอาความจริงมาพูด สอนธรรมทุกขั้นๆ เราถอดออกจากหัวใจมาสอน ว่าบาปบุญนรกสวรรค์เราไม่สงสัย จ้าอยู่ตลอดเวลาเลย

พระพุทธเจ้าที่กราบท่านกราบอย่างสนิท เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่รู้ที่เห็นนี้ พระพุทธเจ้าสอนไว้หมดแล้ว เห็นไว้หมดแล้วสอนเรา เมื่อมารู้แล้วมันต้องกราบต้องไหว้ ต้องกราบต้องไหว้ตลอดมา นี่ผลเป็นที่พอใจ ตั้งแต่การบำเพ็ญมาตะเกียกตะกายถึงขั้นจะเป็นจะตายเป็นมาตลอดๆ จนกระทั่งถึงกิเลสขาดสะบั้นลงที่หัวใจ นี่ประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่มเลยทีเดียว เราเกิดมาเราก็ไม่เคยคาดเคยคิด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยหลักธรรมชาติมันเป็นขึ้นมาเอง ให้จ้าให้เกิดความสว่างไสวอัศจรรย์ตัวเอง นั่น

จากนั้นมาแล้วไม่เคยได้ปรากฏเลยว่าฆ่ากิเลสตัวใดอีก ไม่มี ตั้งแต่วันกิเลสขาดสะบั้นลงไปจากจิตใจแล้ว เป็นวิมุตติหลุดพ้น อกุปฺปา เม วิมุตฺติ พระพุทธเจ้าสอนเบญจวัคคีย์ทั้งห้า ท่านว่าญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ความรู้ความเห็นอันเลิศเลอได้เกิดขึ้นแล้วในเราตถาคต อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ความหลุดพ้นของเราไม่มีการกำเริบแล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ต่อไปนี้เราจะไม่มาเกิดแบกหามกองทุกข์ต่อไปแล้ว นี่สอนเบญจวัคคีย์

เบญจวัคคีย์เทิดทูนในธรรมทั้งสี่ข้อนี้เข้าสู่จิตใจ เป็นนตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ตั้งแต่บัดนั้นต่อไปเบญจวัคคีย์จะไม่ต้องกลับมาเกิดอีกแล้ว เพราะฟังธรรมประเภทที่เลิศเลอสี่ข้อนี้แล้ว อันนั้นธรรมนั้นฉันใด ธรรมนี้ธรรมสดๆ ร้อนๆ เข้าหัวใจใดเป็นธรรมสดๆ ร้อนๆ เหมือนกันหมดนั่นแหละ นี่ก็มาเข้าในหัวใจนี้กราบพระพุทธเจ้าได้สนิทเลย ไม่ต้องไปทูลถามหาพระพุทธเจ้าอยู่ที่ตรงไหนๆ นตฺถิ เสยฺโยว ปาปิโย เป็นอันเดียวกันหมดแล้วเหมือนน้ำมหาสมุทร อยู่ที่ไหนเป็นมหาสมุทรทั้งนั้น มหาวิมุตติมหานิพพานพอผางเข้าไปเท่านั้นเป็นอันเดียวกันหมดแล้ว ถามหาพระพุทธเจ้าที่ไหน

ธรรมประเภทนี้แลที่พระพุทธเจ้าสอนโลก สาวกท่านสอนโลกให้เป็นที่แน่ใจ รื้อขนสัตว์โลกไปสวรรค์นิพพานได้มาก เราก็เอาธรรมประเภทนี้ที่รื้อเราให้พ้นจากทุกข์มาแล้วโดยสิ้นเชิงนำมาสอนบรรดาพี่น้องทั้งหลาย มันจะเป็นโมฆะไปแล้วหรือธรรมนี่ สอนเจ้าของจนถึงขั้นพ้นทุกข์ สอนพี่น้องทั้งหลายมันจะเป็นโมฆะไปแล้วหรือ ให้เอาไปวินิจฉัยตัวเองนะ อย่าด่วนว่า ว่าธรรมนี้เป็นโมฆะ ถ้าเจ้าของไม่เป็นโมฆะก้าวเดินตามธรรมเหล่านี้จะสดๆ ร้อนๆ เรื่องสวรรค์นิพพานไม่ต้องถาม ขอให้ท่านทั้งหลายสร้างคุณงามความดี นี่ละทางไปสวรรค์นิพพาน

พระธรรมวินัยสอนไว้เรื่องการทำบุญให้ทาน สอนไว้ตรงนี้ ให้เทิดทูนธรรมพระพุทธเจ้าด้วยการทำบุญให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา อย่าปล่อยอย่าวาง เรียกว่าติดชายจีวรของพระพุทธเจ้าไปตลอด พระพุทธเจ้าถึงไหนเราก็ถึงนั้น ขอให้จำให้ดี เป็นลูกชาวพุทธ อย่าอยู่เฉยๆ นะ จิตนี้ตายไม่เป็น ไม่มีคำว่าตาย ไม่มีคำว่าฉิบหาย ตกนรกหมกไหม้กี่กัปกี่กัลป์ยอมรับว่าทุกข์ แต่ไม่ยอมฉิบหาย ไปสวรรค์ก็ไป ถึงนิพพานแล้วเป็นธรรมธาตุ หรือว่านิพพานเที่ยงไปเลย คือจิตดวงนี้เองไม่ฉิบหาย

ให้ความร่มเย็นแก่โลกธาตุอยู่เวลานี้คือจิตดวงนี้ที่กลายเป็นธรรมธาตุแล้ว ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายและสาวกทั้งปวง ท่านเป็นธรรมธาตุหมดแล้ว พอเข้าถึงนี้แล้วมันก็รู้กันเอง จ้ากันไปหมดเลย นี่ละธรรมที่เรามาสอนพี่น้องทั้งหลาย เราสอนด้วยความเมตตา เราไม่หวังอะไรทั้งนั้นในโลกนี้ เราพอทุกอย่างแล้ว พอ คำว่าพอนี้ไม่มีอะไรเหนือ พอนี้พอที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว แล้วสอนโลกผู้ที่หิวโหยกระวนกระวายและได้รับความทุกข์ความทรมาน เราสอนโลกด้วยความไม่หิวโหย เราสอนโลกด้วยความไม่กระวนกระวาย เราสอนโลกด้วยความไม่มีทุกข์ โลกมีทุกข์เราสอนโลกไม่มีทุกข์ พระพุทธเจ้าสอนโลกด้วยความไม่มีทุกข์ สาวกทั้งหลายสอนโลกด้วยความไม่มีทุกข์ เราก็สอนโลกด้วยความไม่มีทุกข์ทางใจของเราเช่นเดียวกัน เพราะธรรมเข้าครองใจแล้วเป็นอย่างนั้น จะทุกข์บ้างก็มีแต่สกลกายเจ็บท้องปวดศีรษะ นี้เป็นสมมุติ มันเป็นได้ด้วยกันทุกคน แม้พระพุทธเจ้าก็เป็นได้ เพราะร่างกายนี้เป็นสมมุติ มันก็เป็นเหมือนสมมุติทั่วๆ ไป แต่จิตตวิมุตตินั้นไม่มีอะไรเข้าไปถึงได้เลย

ให้พยายามบำรุงจิตใจ อย่ามองดูตั้งแต่อันนั้นดีอันนี้ดี เป็นบ้ากับวัตถุภายนอกที่จะให้หลงงมงายตลอด แล้วก็ตายกันไปตั้งกัปตั้งกัลป์อยู่อย่างนั้นนะ ให้มองดูจิตใจ จิตใจบกพร่องขนาดไหน สิ่งเหล่านั้นดี อันนั้นดีอันนี้ดี ตกแต่งตั้งแต่สิ่งภายนอก ไม่ตกแต่งจิตใจของตัวเองให้เป็นจิตดี หาความสวยงามไม่ได้นะ ถ้าจิตดีจิตมีความสงบร่มเย็นสวยงามภายในใจ สง่าหมดแล้ว อยู่ไหนอยู่ได้หมดนะ อยู่ในป่าในเขาในส้วมในถาน ถ่ายปัสสาวะอุจจาระท่านก็สบาย สง่าอยู่ในส้วมนั่นแหละ จิตเดือดร้อนนี้ ขึ้นไปว่าจะไปบนจรวดดาวเทียม ไปไหนก็ไปเผาตัวเองอยู่บนจรวดดาวเทียม เพราะกิเลสอยู่บนหัวใจของคนที่ขึ้นจรวดดาวเทียม ไม่มีความสุขนะ ไปตั้งบ้านเรือนอยู่อวกาศอวแกต ไปตั้งไหนก็ไปตั้งเถอะ ถ้าลงได้กิเลสอยู่บนหัวใจแล้วเป็นไฟด้วยกันหมด เมื่อกิเลสขาดสะบั้นออกจากใจแล้วไม่ต้องไปหาที่ไหน อยู่ไหนสบายหมด เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้พอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน

FM 103.25 MHz

 

 

 

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก