เครื่องประกันอรหันต์
วันที่ 14 มกราคม 2548 เวลา 8:45 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

เครื่องประกันอรหันต์

 

ก่อนจังหัน

         พระเรานี้ได้สั่งโรงงานเอาเก้าอี้เขามาไว้ประจำกุฏิ ประจำที่นอนหมอนมุ้ง ประจำห้องน้ำห้องส้วมไหมในวัดเรานี้ ได้สั่งเก้าอี้จากโรงงานเขาเข้ามาไว้ในห้องน้ำห้องส้วม ในที่หลับที่นอนหมอนมุ้งเหล่านั้นหรือเปล่า ถ้ายังไม่มาให้รีบสั่งนะ แหม มันดูไม่ได้นะเวลานี้ อกจะแตกแล้วนะผม ดูหมู่ดูเพื่อนอยู่นี่น่ะ ไอ้ของเลอะๆ เทอะๆ เรื่องกิเลสตัณหาเหยียบหัวพระพุทธเจ้านี้มันไม่ดูเลย ชอบสนุกสนาน ชอบสะดวกสบายที่สุดในเรื่องร่างกาย หัวใจเป็นไฟอยู่มันไม่ได้ดู นี่ดูหัวใจคนนะ พระพุทธเจ้าดูหัวใจคน ไม่ได้ดูโต๊ะดูเก้าอี้เรื่องกิเลสปรนปรือนะ มันเลอะเทอะขนาดนั้นนะเดี๋ยวนี้ จนจะดูไม่ได้

วัดป่าบ้านตาดนี้เลอะเทอะมากที่สุดเดี๋ยวนี้ เลยส้วมเลยถานไปแล้ว พระก็เลยมูตรเลยคูถไปแล้วเดี๋ยวนี้ เป็นยังไง มองไปที่ไหนมันดูไม่ได้ๆ ทนไม่ไหวก็แว้ดเสียทีหนึ่ง พิลึกจริงๆ แล้วพวกมาวัดมาวามาแบบไหนอีก นี่ก็เป็นแบบหนึ่ง ไม่ใช่เล่นนะ ให้พร

หลังจังหัน

(ลูกศิษย์ซึ่งเป็นอุปัชฌาย์ประจำอยู่ประเทศออสเตรเลียมากราบ) วิธีการสอนเรื่องภาวนานี้ อย่าหนีเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นะ สติปัญญาจับติดอันนี้ ถ้าจับติดกับเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ส่วนใดส่วนหนึ่งก็ตาม ให้สติจับติด นั่นละความเพียรจะอยู่ที่นั่น ศาสดาจะอยู่ที่นั่น พระพุทธเจ้าอยู่ที่สติปัญญา ฐานที่ตั้งแห่งสติปัญญาคือเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นี่ละฐานที่ตั้งที่จะให้เกิดพุทธะขึ้นมาเป็นของเรา พุทธะที่เราน้อมนึกนั้นเป็นของพระพุทธเจ้า น้อมเข้ามาหาใจ พอเชื่อมเข้าถึงกันแล้วเป็นอันเดียวกันเลย พุ่งเลย จับสติให้ดี สติติดกับเกสา สติติดกับโลมา อันใดก็ตาม ถ้าเราชอบในส่วนใด เช่น เกสาหรือโลมานี้อันใดก็ตาม ให้สติติดๆๆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ สติติดๆๆ นี่เรียกว่าองค์ศาสดาอยู่ตรงนั้น อย่าไปหามรรคผลนิพพานที่ไหน หาศาสดาที่ไหน ให้หาดูตามหลักธรรมหลักวินัย นี่คือศาสดา เข้าใจเหรอ เอาละไป

ศาสดาของเราคือหลักธรรมหลักวินัย ถ้าใครดูนั้นจับจุดนี้ตลอด ก็แสดงว่าตามเสด็จพระพุทธเจ้าตลอด เป็นของเล่นเมื่อไร ดูก่อน อานนท์ พระธรรมและพระวินัยนั้นแลจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายเมื่อเราตายไปแล้ว เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ดูก่อนอานนท์ เมื่อมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามหลักธรรมวินัยคือองค์ศาสดานี้อยู่ พระอรหันต์ไม่สูญจากโลกนะอานนท์ พระอรหันต์กับธรรมวินัยติดกันอยู่ ไม่ได้ติดอยู่กับกาลสถานที่เวล่ำเวลาที่ไหนนะ ติดอยู่กับธรรมกับวินัย อย่าไปมองดูมรรคผลนิพพานที่ไหน ให้ดูตรงนี้จะเข้าถึงกันหมดเลย นี่เป็นธรรมสำคัญมากที่พระองค์ประทานให้พระอานนท์ ก็คือสัตว์โลกทั่วๆ ไปนั้นเอง นี้แลคือศาสดาของเธอทั้งหลาย ฟังซิทั้งหลายมันครอบโลกธาตุ

ธรรมเป็นแนวทางให้เดิน ให้เดินตามนั้น พระวินัยสองฟากทางกั้นรั้วเอาไว้ๆ คือไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง จะตกหลุมตกบ่อไปเลยละ มันผิด พระวินัยกั้นเอาไว้สองฟากทาง ธรรมให้เดินตามนี้ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ก้าวเดินตามนี้เลย ลงในกรรมฐานจุดใด เช่น เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นี้ละธรรม ให้ก้าวตามนี้ๆ นั่นท่านว่า พระวินัยกั้นอันตราย ไม่ให้ออกไปหาอันตราย ทั้งสองนี้คือศาสดาของเธอทั้งหลาย จับธรรมจับวินัยให้ดีจะพุ่งทางเดินเพื่อพระนิพพาน พระวินัยกั้นเอาไว้ ธรรมเป็นทางเดิน พระวินัยกั้นสองฟากทางไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางแล้วจะเป็นอันตราย ให้ก้าวเดินตามธรรม ไปนี้พุ่งเลย ถึง

ดูก่อนอานนท์ ถ้ามีผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยที่เราตถาคตแสดงไว้แล้วนี้อยู่แล้ว พระอรหันต์ไม่สูญจากโลกนะอานนท์ บอกชัดเจน นี่เครื่องประกันอรหันต์อยู่ตรงนี้ คือธรรมวินัย ท่านว่าอย่างนั้น พอพูดอย่างนี้มันก็อดไม่ได้มันสะเทือนอยู่เรื่อย เพราะมันสะเทือนตั้งแต่นั้นแล้วไม่เคยจืดจาง ตั้งแต่ครั้งแรกเลยไม่เคยจืดจาง และมันก็วิ่งถึงกันหมดที่ว่าเหล่านี้ เข้าถึงกันหมด ที่พระองค์ตรัสไว้ตรงไหนนี้ ตรงแน่วๆ สวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้วๆๆ ไม่มีผิดพลาดคลาดเคลื่อนอะไรเลย มันสะเทือนอย่างนี้คือมันถึงกัน พูดง่ายๆ มันถึงกัน แล้วใครบอก ไม่มีใครบอก ก็ธรรมวินัยที่องค์ศาสดานั้นแลบอกจะเป็นใครบอก เจอก็เจอตรงนั้น ตรงที่ศาสดาบอก ไม่ได้ผิดไปไหน

ธรรมและวินัยนั้นแลคือศาสดาของเธอทั้งหลาย เป็นครูชั้นเอกทีเดียว เอกอุ เลิศเลออยู่ตรงนี้ ให้ยึดนี้ให้ดี อย่าไปมองดูเมฆดูหมอก ดินฟ้าอากาศ ว่าเช้าสายบ่ายเย็น แล้วความขี้เกียจขี้คร้านมันจะตีหัวลงหมอนลงเสื่อ ให้เอาตามนี้ เพราะฉะนั้นเราถึงได้ว่าเรื่องเก้าอ้งเก้าอี้เก้าแอ้อะไรๆ มันเพื่อความสะดวกทางกาย มันไม่ใช่ทางธรรม นี้เป็นเรื่องของกิเลส เข้าใจไหม ดูแล้วดูเล่าอยู่นี้ เขาเอาอะไรมาให้เรานี้เราไล่เอาคืนเลย ไม่เอาเลย เพราะเรื่องใหญ่คือศาสนาที่จะให้เป็นประโยชน์แก่โลก ไอ้สิ่งที่เขาเอามาให้นั้นเป็นประโยชน์อะไร มันเป็นภัยอยู่ในนั้น

เจตนาเขาดีไปตามฐานะของเขา แต่ธรรมที่เลิศเลอนั้นซิกับอันนี้มันเข้ากันไม่ได้ จึงได้ปัดออก คนที่เอามาถวายอะไรมากมาย ไล่เอาคืนต่อหน้าต่อตาเลย เราไม่เอา ฝืนทำไมฝืนพระพุทธเจ้า ความหมายว่าอย่างนั้น ถ้าเอาตามเขาก็ฝืนพระพุทธเจ้า ไม่เอาตามเขาก็เดินตามพระพุทธเจ้า ให้เขากราบพระพุทธเจ้าไปตามเรา  นั่นความหมายว่าอย่างนั้น สิ่งเหล่านี้สิ่งปรนปรือ เรื่องร่างกาย เรื่องกิเลสตัณหา อยู่กินสบาย นอนง่ายไปง่าย สบายเท่าไร มีหรูหราฟู่ฟ่า มีแต่เรื่องของร่างกายที่เป็นเรื่องของกิเลสพอกพูนหัวใจทั้งนั้นนะ ผู้ท่านปฏิบัติธรรมจริงๆ พระพุทธเจ้าเสด็จออกทรงผนวช มีอะไรตามเสด็จพระพุทธเจ้า ก็มีม้ากัณฐกะเท่านั้นกับฉันนะอำมาตย์เท่านั้นบึ่งเลยเทียว ดูเอาซิ นั่นละแบบฉบับ ท่านหาความสะดวกสบายที่ไหน

ไปอยู่ในป่าเมืองพาราณสีใช่ไหม(ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ) เราดูนานมันก็ลืม อย่างนี้ละความจำเป็นอย่างนี้ ไม่เหมือนความจริงนะ ความจริงนี่ใสแจ๋วตลอด ไม่ต้องท่องต้องบ่น จ้าอยู่งั้นตลอดเลย นี่ความจริง เข้าใจไหม ความจำเรียนมาเท่าไร เรียนไปได้เท่าไร จำได้เท่าไร ลืมไปทั้งนั้นละ จึงไม่แน่นอน ท่านจึงสอนไว้ว่า ปริยัติ นี่คือความจำ เรียนมาจำมาเป็นแถวเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ทีนี้ให้ปฏิบัติ นี่ผลจะเกิดที่นี่นะ เกิดจากที่ชี้แบบแปลนแผนผังให้แล้วจากปริยัติ ให้ทำอย่างนั้นๆ แล้วทำอย่างนั้นผลก็เกิดขึ้นมา ผลเกิดขึ้นมาแล้วเป็นปฏิเวธ คือรู้ผลแห่งงานของตนเป็นลำดับไป

เดี๋ยวนี้ศาสนามันจะไม่มีนะ พูดตรงๆ พูดอย่างนี้ ใครจะว่าเราบ้าให้ว่ากันทั้งโลกนั่นแหละ เพราะโลกมันเป็นบ้ามานมนานแล้ว มันชินต่อความเป็นบ้าแล้ว มันถือว่ามันเป็นคนดีเหยียบหัวธรรมไปทั้งนั้นเวลานี้ ธรรมมีที่ไหน เราพูดจริงๆ ตัวเท่าอึ่งอ่างนี้ก็ตาม หัวใจไม่เป็นอึ่งอ่างนี่วะ พูดตรงๆ มันจ้าอยู่นี้ตลอดเวลาจะให้ว่าไง ใครจะว่าอะไรก็ว่ามาซิมันเป็นอยู่ในหัวใจนี่ ปฏิบัติก็ปฏิบัติเพื่อหัวใจ รู้ที่หัวใจ ไม่ได้รู้ที่อื่นที่ใด เมื่อรู้ที่นี่พูดออกมาจากนี้มันผิดไปที่ไหน เราจึงไม่เคยสะทกสะท้านกับสิ่งใด อันมูตรอันคูถมันเห่ามันหอนฟ้อๆ แฟ้ๆ เฉยเลย เหยียบก็ไม่เหยียบมันเหม็น เหยียบอะไรติดเท้าอีก ล้างเท้าอีก ไม่เหยียบขี้ หลีกไปเสียอย่างนั้น มันมีแต่มูตรแต่คูถเต็มโลกเต็มสงสารทุกวันนี้

         วัฏจักรคืออะไร มันหมุนหัวใจของโลกจนจะตาย นั่นละวัฏจักร วิวัฏจักรคือเปิดออกให้หมด อะไรหมดแล้วหมดโดยสิ้นเชิง สมมุติหมดโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรกวนใจ พระพุทธเจ้า-พระอรหันต์หมด เรื่องกวนใจไม่มี บอกง่ายๆ สิ่งที่กวนทั้งหลายเป็นสมมุติทั้งหมด ละได้หมดแล้วเอาอะไรมากวน ท่านไม่กวน เวลาที่จะใช้ตามสมมุติท่านก็แย็บเอาสมมุติออกมาใช้ ใช้ปุ๊บๆ แล้วไปพร้อมกันเลย หายเงียบๆ ไม่มีอะไรเหลือในจิตของท่านนะ จิตพระอรหันต์เป็นอย่างนั้น

         ไม่ได้เหมือนพวกเรา พูดอะไรหนักไปเบาไปอะไรมันจะเอามาเป็นอารมณ์เผาเจ้าของอยู่นั่นแหละ ท่านไม่มี จะว่าหนักว่าเบาเป็นธรรมทั้งนั้น ไม่ว่าพูดนิ่มนวลอ่อนหวาน ไพเราะเพราะพริ้งขนาดไหนตามโลกเขาสมมุตินิยม หรือเผ็ดร้อนขนาดไหนก็ตาม ท่านจะเป็นสภาพเดียวกัน เพราะกิริยาที่ท่านแสดงออกนั้นเป็นประโยชน์ด้วยกันหมด เช่นอย่างไม้เขาไสกบก็เป็นประโยชน์ในทางไส ถากก็เป็นประโยชน์ในการถาก ฟันก็เป็นประโยชน์ในการฟัน เป็นประโยชน์ทุกประโยคที่เขาทำไป

         อันนี้ก็เหมือนกัน ธรรมไม่ว่าจะธรรมประเภทใด ธรรมแบบประเภทนิ่มนวลอ่อนหวานกับประเภทที่เด็ดเผ็ดร้อนก็ดี มีแต่เรื่องธรรมทั้งนั้น ใช้ตามประเภทๆๆ ไป ท่านจะเอาความเสียหายมาจากไหน ธรรมไม่เคยทำความเสียหายแก่ผู้ใด สอนออกมาจะเป็นความเสียหายอะไร นอกจากตัวกิเลสตัณหามันเป็นตัวเสียหายอยู่แล้วในจิตใจ อะไรคว้ามาก็เป็นไฟมาเผาเจ้าของเท่านั้นเอง ธรรมที่เป็นน้ำดับไฟก็กลายเป็นไฟมาเผาตัวเอง มันเป็นอย่างนั้น เพราะกิเลสเป็นภัยอยู่ในหัวใจ

         มองดูที่ไหนมันจะดูไม่ได้ นานๆ แผดเอาเสียทีหนึ่งๆ คือทนจริงๆ นะเรา ทนกับหมู่กับเพื่อน ไม่ใช่ธรรมดา ธรรมดาเราคิดหมดแล้ว ถ้าสมมุติว่าหลีกไปอยู่ในป่าตรงไหนมันก็อยู่ไม่ได้ มันจะรุมไปยุ่งเต็มไปหมด ไปอยู่ที่ไหนมันก็อยู่ไม่ได้ละ ธรรมดาอยู่อะไรกับโลกอันนี้ มันมีอะไรติดหัวใจ ว่างั้นเลยนะ อยู่กับโลกก็อยู่กับโลก ธาตุขันธ์เราก็เป็นโลก มันก็เป็นของมันอยู่นี่ มันก็เหมือนไม่มีอยู่ในนี้ มีแต่อันนี้จ้าครอบโลกธาตุอยู่  อันนั้นถ้าพูดว่ามีก็เป็นเงาๆ ไปอย่างนั้นละ ไม่มีอะไรเหนือความสว่างจ้าครอบโลกธาตุ อันนี้เหนือหมด

         เพราะฉะนั้นจึงว่า สุญฺญโต โลกํ โลกนี้สูญหมด คือมันไม่เหมือนความสว่างจ้าที่เหนือกว่าทุกอย่าง นั่นครอบไปหมด โลกเลยกลายเป็นโลกสูญไปหมด ความสว่างจ้าความสว่างของจิตปิดวัตถุสิ่งทั้งหลายที่ว่ามีหนาแน่นเต็มโลกธาตุนี้ให้หมด สุญฺญโต โลกํ เป็นโลกว่างไปหมดเพราะความว่างของใจนี้ครอบไปหมด เข้าใจหรือยังวันนี้น่ะ นั่นละท่านว่าสุญฺญโต โลกํ โลกเป็นของว่าง คือหัวใจมันว่างมันครอบไปหมดเลย สิ่งทั้งหลายมีเหมือนไม่มีมันครอบไปหมดเลย แล้วจะเอาอะไรมาเป็นกองทุกข์ให้ท่าน ท่านจะมีเรื่องกับอะไร อยู่กับโลกท่านก็อยู่ไปอย่างนั้นละ

         ธาตุขันธ์มีอยู่ท่านก็ปฏิบัติตามธาตุตามขันธ์ ส่วนธรรมชาตินั้นเหนือไปหมดแล้วไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น เราจะพูดให้เต็มปากเต็มตามหลักความจริงก็ว่า ท่านผู้พ้นแล้วนั้นหมดเรื่องโทษเรื่องบุญเรื่องคุณอะไรหมด เพราะเหล่านี้อยู่ในวงสมมุติทั้งหมด เรื่องอาบัติอาจีอะไรเป็นสังฆาปาราชิกหมดโดยประการทั้งปวง ไม่มีอะไร แต่ธาตุขันธ์ของท่านเป็นสมมุติ จิตตวิมุตติครองขันธ์อยู่ก็ต้องปฏิบัติตามธาตุตามขันธ์ให้เหมาะสมกับสังคมนิยม หรือโลกนิยม นับถือกันยังไงท่านก็ปฏิบัติไปตามนั้นๆ ที่จะให้ท่านมาเป็นโทษเป็นกรรมกับกิริยาที่แสดงออก บอกว่าหมดโดยสิ้นเชิงไม่มี กิริยาก็กิริยาแสดงเพื่อโลกไปเท่านั้นเอง ไม่ได้เพื่ออะไรนะ

         อย่างพระอรหันต์ท่านก็ปฏิบัติตามหลักธรรมวินัย ยิ่งเรียบร้อยยิ่งกว่าเราอีกนะ เพราะธรรมชาตินั้นจ้าอยู่แล้ว อะไรผิดถูกชั่วดีตามหลักนิยมของโลกของสมมุติท่านก็ปฏิบัติให้เหมาะสมๆ ดีไม่ดีละเอียดกว่านั้นเข้าไปอีก ท่านยังดีกว่าเราอีกนะ ไม่ใช่ว่าท่านอะไรหมดโทษแล้วจะทำอะไรท่านก็ทำไป ท่านไม่ทำ ท่านยิ่งละเอียด เข้าไปอีก การปฏิบัติให้เรียบร้อยดีงามท่านยิ่งละเอียดกว่าคนเราที่มีกิเลส ทั้งๆ ที่ตั้งใจปฏิบัติดีเต็มที่ ท่านละเอียดกว่าพวกนี้อีกขนาดไหน นั่นฟังซิ ท่านจะมาเหยียบย่ำหลักอันนี้ยังไง ถ้างั้นว่าวิเศษได้ยังไง ต้องรู้ไปหมดซีวิเศษ จะให้ท่านเป็นบาปเป็นกรรมกับอะไรท่านไม่มี บอกตรงๆ เลย เรื่องธาตุเรื่องขันธ์มียังไงก็วางตามสภาพของธาตุของขันธ์ ของสมมุตินิยมไป พอถึงกาลเวลาเท่านั้นปัดพุบหมดโดยสิ้นเชิง สมมุติไม่มีเลยละที่ท่านจะรับผิดชอบ เป็นอย่างนั้นต่างหากนะ

         นี่มันหนาแน่นเข้ามา ไอ้เรื่องวัตถุที่จะเข้ามาเหยียบหัวพระพุทธเจ้า หนาเข้ามาๆๆ นี่จึงได้สั่งทางวัดทางในครัวทางไหนให้ไปหาขนมาเก้าอี้ สั่งโรงงานเข้ามา อะไรที่จะสะดวกสบายแก่ร่างกาย กินอยู่หลับนอน ขี้ง่ายเยี่ยวง่ายราดออกไปเลย เอ้าหามา อย่ามองดูธรรม ไฟเผาหัวใจทำไมไม่ดูตรงนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งภายนอก ปรนปรือมันหาอะไรเรื่องร่างกาย พออยู่พอกิน พอหลับพอนอน อยู่ไปวันหนึ่งๆ เท่านั้นพอ แต่จิตจ่ออยู่กับธรรมตลอดเวลา นั่นหลักใหญ่อยู่ตรงนั้น

         ทุกข์ยากลำบากอะไรเรื่องสติกับจิต เรื่องความเพียรอย่าถอย อย่าปล่อยวาง ความหมายว่าอย่างนั้น สิ่งเหล่านั้นเพียงอาศัยเขาเท่านั้นไม่เป็นหลักใหญ่ยิ่งกว่าที่จะแก้กิเลสซึ่งเป็นมหาภัยอยู่ในหัวใจ อันนี้ตัวสำคัญมาก จิตจึงจ่อลงในจุดนี้ๆ นะ ท่านไม่ได้ไปจ่อตรงไหนมากยิ่งกว่าจ่อดูที่จิต ซึ่งมหาภัยอยู่ที่นั่น คือกิเลสมหาภัยอยู่ที่นั่น ท่านดูที่นั่นนะ อะไรๆ ภายนอกท่านไม่ค่อยสนใจนักละ ถ้าเรื่องภายในนี้เคลื่อนไม่ได้ เอามันออกจนเปิดโล่งหมดแล้วทีนี้อะไรมายุ่งไม่มี นั่นคุ้มค่ากันไหมล่ะ กับเวลาท่านเอาจริงเอาจังจ่ออยู่ตลอดเวลา เวลาได้ผลขึ้นมาแล้วอะไรมายุ่งไม่มี จิตพระอรหันต์ไม่มีอะไรยุ่ง หมด เพราะความยุ่งเป็นสมมุติทั้งมวล นั้นเป็นวิมุตติแล้วเข้ากันได้ยังไง มันเป็นอฐานะเป็นไปไม่ได้แล้ว จะทำให้เป็นยังไงก็เป็นไม่ได้แล้ว

         อย่างพระมหากัปปินท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านออกมาบวช เป็นพระอรหันต์ ถึงเวลาท่านก็ไปลงอุโบสถ ร่วมสังฆกรรมอุโบสถ ท่านก็เลยพูดขึ้นมา เออ ไปลงอุโบสถสังฆกรรมกับพวกหมู่พวกคณะเพื่ออะไร เราก็บริสุทธิ์สุดส่วนแล้วไปลงหรือไม่ลงก็ไม่เห็นมีอะไร ท่านว่าอย่างนั้น พอเรื่องถึงพระพุทธเจ้า ท่านทรงเรียกพระมหากัปปินมารับสั่ง มหากัปปินอย่าพูดอย่างนั้น ความบริสุทธิ์เป็นความบริสุทธิ์ โลกสมมุติเป็นโลกสมมุติ เกี่ยวข้องกับสมมุติ นี้เรื่องสังฆกรรมอุโบสถเกี่ยวกับเรื่องสมมุติ เกี่ยวกับเพื่อนฝูง สังฆมณฑลอยู่ร่วมกันในจุดนี้ๆ ให้แน่นหนามั่นคง ความคิดอย่างนั้นเป็นความบริสุทธิ์ก็ถูก แต่เกี่ยวกับหมู่เพื่อนนี้เป็นความผิด

         พระมหากัปปินตั้งแต่บัดนั้นมาจะใกล้จะไกลขนาดไหน ท่านไม่เคยละ ไปร่วมอุโบสถสังฆกรรม ท่านเคารพพระพุทธเจ้าขนาดไหน ท่านพูดของท่านก็ถูกของท่าน แต่เป็นเรื่องของท่านโดยเฉพาะ พระพุทธเจ้าพูดครอบไปหมด เวลานี้ธาตุขันธ์ของเราก็เกี่ยวกับหมู่คณะ เป็นสมมุติอยู่ให้ปฏิบัติอย่างนั้นๆ ยอมรับทันทีเลย เห็นไหมล่ะ นั่น ท่านเคลื่อนคลาดเมื่อไร ว่าบริสุทธิ์แล้วอยู่ไหนก็อยู่ได้ อันนี้เป็นเรื่องของท่านโดยเฉพาะ แต่เกี่ยวกับเรื่องเพื่อนฝูงเข้าไปเป็นยังไง พระพุทธเจ้ารับสั่งมาตรงนี้พระมหากัปปินหมอบเลยทันที นั่นเห็นไหมล่ะ เวลาอยู่ในวงสมมุติก็เป็นสมมุติอย่างนั้น ถ้าเวลาลำพังเจ้าของก็เป็นเจ้าของอยู่อย่างนั้นจะให้ว่าไง

         พากันจำเอานะ ให้พากันหนักแน่นในความพากความเพียร อย่ามาโกโรโกโสอยู่ในนี้นะ เราหนักพอแล้ว อย่าให้อกเราแตกในท่ามกลางบรรดาลูกศิษย์ลูกหานี้เลย เราอกจะแตกแล้วนะ เราทน เราเคยปฏิบัติมาอย่างนี้เมื่อไร ไม่เคย ทนเอาๆ มันไหลเข้ามาๆ ทุกทิศทุกทาง ก็มาหาเรานี้เป็นผู้แบกผู้หามรับผิดชอบทุกอย่างอยู่กับเรา อย่ามาเลอะๆ เทอะๆ เรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันอย่าให้มีเป็นอันขาดวัดนี้ เรื่องกิเลสตัวนี้หยาบมาก

         ถ้าอันนี้ยังมาแสดงอยู่แล้วให้หนีจากวัดทันที อย่าให้อยู่ในวัดนี้ ไม่ว่าพระว่าเณร เราเป็นอย่างนั้นนะ ถ้าลงอันนี้ได้เกิดขึ้นแสดงว่าหยาบมากที่สุด ไล่หนีเลยพระก็ดี ไม่ว่าฆราวาส ไม่ว่าพระไม่ให้อยู่ มันจะทนอยู่รับกันไม่ได้แล้วกับความหยาบช้าลามกที่สุดอันนี้ มาแสดงตัวต่อหน้าต่อตาในสังคมแห่งผู้ชำระกิเลสด้วยแล้วเข้ากับใครไม่ได้เลย ยังไงก็ให้ฟัดกับตัวเอง มันจะไปทะเลาะกับใครให้ดูตัวเองเสียก่อน ทะเลาะกับตัวเองเสียก่อน ตัดสินกันอยู่ในนี้ ผู้พิพากษาตัดสินอยู่นี้ สติปัญญามีอยู่ในนี้ แก้กันอยู่นี้ อย่าให้มันแสดงรุกล้ำไปข้างนอก มันเสียหายที่สุด วันนี้ก็พูดเท่านั้นละ

         (นักเรียนมา ๗๔ คนครับ) เอาละพูดเพื่อให้ฟังทุกคน เด็กนักเรียนก็มีหูมีตา มีใจเหมือนกัน ฟังทุกคนนะ เอาไปปฏิบัติ ศาสนามีขอบมีเขต มีเหตุมีผล มีหลักมีเกณฑ์ อย่าไปโลเลๆ ไม่ได้นะ เด็กก็ให้เริ่มปฏิบัติตัวตั้งแต่เป็นเด็ก ให้เป็นเด็กดีๆ ตามวัยขึ้นไปดีเรื่อยๆ ถ้าใครปฏิบัติดี ถ้าปฏิบัติไม่ดีแล้วแล้วเลวตั้งแต่เกิด เกิดมาก็เลว เลวมาเรื่อยๆ เลวจนกระทั่งวันตาย อยากเลวหรืออยากดีล่ะ ถ้าอยากดีให้ปฏิบัติตัวเองให้เชื่อฟังครูอาจารย์ พ่อแม่ผู้แนะนำสั่งสอน ถ้าไม่ฟังเหลวไหลนะ เอาละทีนี้จะให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก