ไม่มีใครรักสงวนความดียิ่งกว่าพระอรหันต์
วันที่ 15 มกราคม 2548 เวลา 8:45 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

ไม่มีใครรักสงวนความดียิ่งกว่าพระอรหันต์

 

ก่อนจังหัน

 

นี่เรายังไม่เคยพูดให้บรรดาพระวงกรรมฐานเราทราบนะ พ่อแม่ครูจารย์อบรมพระวงปฏิบัติของท่านโดยเฉพาะ ท่านถอดออกมาจากหัวใจมาสอนพวกเรา คือการขบฉัน ท่านว่า เวลาจับช้อนมาตักข้าวในบาตรมันขวางจิตๆ ตั้งแต่บัดนั้นท่านไม่เอาเลย เราไม่ลืมนะ พระฉันจังหันในบาตร ยังเอาช้อนเอาส้อมเข้าไปตักไปคว้าอยู่...ยุ่ง มันเข้ากันไม่ได้ ท่านพูดนี้เข้าอรรถธรรมเป๋งเลยเทียว ท่านไม่เคยฉันช้อนนะ เวลาแก่มานี้เรานั้นละตัวสำคัญ คอยออดคอยอ้อนท่านั้นท่านี้ เวลาท่านจวนแล้วนะ ท่านก็ฉันให้บ้างเดี๋ยวก็ทิ้งไป แล้วเอาอีกอยู่งั้น ก็จะให้คนแก่มาเป็นแบบฉบับอยู่กระทั่งตายมันไม่ได้ พวกนี้ทำไมมาศึกษามันหลับหูหลับตาเสียจริงๆ ก็อย่าให้มันอยู่ในวัดนี้เสีย ว่าอย่างนั้นแหละเรา ถ้าจะลากจะเข็นจนขนาดนี้

คือวิธีการเหล่านี้เป็นวิธีลากเข็นลูกศิษย์ลูกหาทั้งนั้นนะ ท่านเป็นห่วงใยท่านไม่ฉันช้อน กรรมฐานเราฉันช้อนมันขัดกับธรรมเอามากทีเดียว ท่านว่างั้นนะ พอจับช้อนขึ้นมาจะฉันขวางจิตทันที นั่นฟังซิ ขวางจิตก็ขวางธรรมนั่นแหละ ดูซิท่านละเอียดไหม พวกเรานี้หยาบไหม เทียบกันเข้าทันทีซิ ท่านละเอียดไหม จับช้อนขึ้นมาจะฉันช้อนในบาตร ขวางจิตทันทีเลย ขวางจิตก็ขวางธรรมนั่นเอง ตั้งแต่นั้นมาไม่เอา ท่านบอกงี้นะ เราไปอยู่กับท่านไม่เห็นท่านฉันช้อนเลย ท่านพูดถึงเรื่องตั้งแต่ก่อนมาเรื่อยจนกระทั่งแก่นี้ จวนแล้วเต็มที่แล้ว อะไรที่มีจะพอฉันได้บ้าง เช่นเอาช้อนตักอะไรเหล่านี้ เราก็ออดก็อ้อนขอเรื่อย ท่านก็ฉันเสียบ้างนิดหน่อยเดี๋ยวทิ้งแล้วๆ เราเอาอยู่เรื่อย จะให้มาเป็นแบบเป็นฉบับจนกระทั่งขนาดนี้แล้วมันโง่เกินไปพระเหล่านี้ไม่ควรอยู่ในวัดนี้ เราว่าอย่างนั้นละ ท่านนิ่งๆ นะ เพราะเราเวลาสู้-สู้นะ แต่สู้แบบหมอบนั่นแหละไม่ใช่สู้อะไรนะ

พูดนี่ท่านทั้งหลายจำให้ดีนะ คำพูดนี้เป็นคำพูดของหลวงปู่มั่นเรา สอนวงพระกรรมฐานโดยเฉพาะวันอบรมพระ วันประชุมพระ ท่านมารวมลงในการขบฉัน พระกรรมฐานเราฉันช้อนนี้แหม มันขวางมาก ท่านว่างั้น เวลาท่านเทศน์ถึงเรื่องการฉันอาหารในบาตร เอาช้อนเข้าไปตัก เอาส้อมเข้าไปตัก ไปกีดไปขวาง มันเรื่องอะไรมันขวางจิตตลอด เราเลยไม่เอาเลย ท่านว่างั้น ตลอด จนกระทั่งท่านจวนตัวแล้วเราออดเราอ้อน ท่านก็ฉันบ้างเล็กๆ น้อยๆ ไปอย่างนั้น

เราไม่ได้ลืมนะ นี่อย่ามาเป็นพระเจ้าชู้พระขุนนาง ได้ยินเสียงค้อนเคาะเปรี้ยงป้างๆ อยู่ในบาตร อย่าให้เห็นในวัดนี้นะ ผมดูอยู่นะ ว่าผมไม่ดูหรือนี่ ทั้งๆ ที่ผมฉันช้อนนี่ละผมก็ดูหมู่เพื่อนตลอด ถ้าเห็นทำอย่างนั้นผมไล่หนีจากวัดเลย นั่นฟังซิน่ะ ขวางธรรมเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อไร ธรรมเท่านั้นจะพาโลกให้มีความสงบร่มเย็นเป็นสุขได้ กิเลสไม่ได้พาให้มีความสงบร่มเย็นนะ มันกีดมันขวาง อยู่ในบาตรมันก็ขวาง เจ้าของยังเพลินเป็นบ้ากับลิ้นกับปาก ฉันด้วยความเพลิน ฉันด้วยความเป็นบ้าของพระเรา ฟังเสียงช้อนเสียงส้อมเคาะกันเปรี้ยงป้างๆ เราดูไม่ได้เหมือนกันนะหากไม่เคยพูด วันนี้พูดเสียบ้าง มันเป็นยังไงพระเรา

พระไม่ใช้ความสำรวมระวัง ความพินิจพิจารณาด้วยสติปัญญา ใครจะใช้ในศาสนานี้ พระพุทธศาสนาออกมาจากศาสดาองค์เอกผู้เฉลียวฉลาดรอบคอบทุกอย่าง ลูกศิษย์ตถาคตทำไมถึงโง่เอานักหนา ถ้าไม่ใช่เป็นเทวทัตเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปด้วยการเหยียบย่ำทำลายพระธรรมพระวินัยซึ่งเป็นองค์ศาสดาแทนพระพุทธเจ้านั้นจะเป็นอะไรไป ขอให้พากันพิจารณาดีๆ นะ ยิ่งเสื่อมลงๆ วงกรรมฐานเราก็เสื่อมลงไปเรื่อย คอยกระตุ้นอยู่เรื่อยๆ ด้วยเจตนาไม่เจตนาไม่สำคัญ ขัดหูขัดตาก็ขัดธรรม ดูกันรู้ตรงนั้น ไม่ใช่ใครจะมาตั้งเจตนาแหละ ใครจะไปเจตนาตั้งหน้ารบพระพุทธเจ้า เหยียบหัวพระพุทธเจ้า มันหากเหยียบอยู่ด้วยวิธีการที่ประมาทขัดต่อธรรมต่อวินัยพระพุทธเจ้านั้นแหละ เรียกว่าเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไป

พวกเรานี่พวกตีนสูงๆ เหยียบหัวพระพุทธเจ้าไป ด้วยการเหยียบย่ำทำลายธรรมวินัย ไม่สนใจธรรมวินัย นั้นแลคือเหยียบหัวพระพุทธเจ้า ท่านแสดงไว้ว่าไง ดูก่อนอานนท์ พระธรรมและพระวินัยนั้นแลจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคต เมื่อเราตายไปแล้ว ฟังซิน่ะ แล้วไม่เหยียบหัวพระพุทธเจ้าจะเหยียบใคร เมื่อล่วงเกินธรรมวินัยไปแล้วก็เหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปโดยลำดับลำดา ธรรมก็ดี วินัยก็ดี คือหัวพระพุทธเจ้า จำแล้วยังพวกเราน่ะ หรือเห็นเป็นเขียงเช็ดเท้าไปแล้วเหรอ มันเลอะเทอะนะ

วันนี้พูดถึงเรื่องการฉันช้อน ท่านทั้งหลายให้จำเสียนะ นี่พ่อแม่ครูจารย์มั่น ศาสดาจารย์องค์เอก เพชรน้ำหนึ่งที่มาสอนพวกเรา ท่านถอดออกมาจากหัวใจท่าน คือในใจนั้นเป็นอาจารย์เอกอยู่ในนั้นหมด ปฏิบัติธรรมละเอียดเข้าไปๆ ธรรมนั้นอยู่ในใจ ใจเป็นอาจารย์เอกละที่นี่ พอจะทำอะไรมันจะมีอะไรพูดยากๆ นะ เราพูดออกมาหยาบๆ เลยว่า เหมือนว่ากระซิบหรือสะกิดเราเตือนเราอยู่ในๆ นั้นละ แล้วถอยกรูดๆ ผู้เคารพธรรมต้องเคารพธรรมอยู่ในจิตนั่น

พ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านแสดงธรรมทุกอย่าง ไม่มีใครละเอียดเท่าท่านเท่าที่ผมผ่านมา ผมไม่ได้เหยียบย่ำทำลายครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ที่ผ่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายผมผ่านมามากจริงๆ ไม่ว่าทางปริยัติ ไม่ว่าทางปฏิบัติ เข้านอกออกในได้หมด เพราะฉะนั้นจึงพูดได้ทุกสิ่งทุกอย่างตลอดคัมภีร์ เรียนมาแทบเป็นแทบตาย จึงพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำไม่สะทกสะท้าน เราผ่านมานี้ยังไม่เห็นใครว่าจะเหมือนพ่อแม่ครูจารย์มั่น อยู่กับท่านถึง ๘ ปี แม้นิดหนึ่งจะได้ยกโทษหรือตำหนิท่านว่า เอ๊ะ ท่านทำไมทำอย่างนี้ ไม่มีเลย เป็นยังไง ท่านเก็บหอมรอมริบ เรื่องหลักธรรมหลักวินัยเป็นองค์ศาสดาติดท่านตลอดเวลา ท่านไม่เคยล่วงเกิน เราอยู่กับท่านตั้ง ๘ ปีจนท่านมรณภาพ ไม่มีข้อต้องติเลย ฟังซิหาได้ที่ไหนหาอยู่กับครูบาอาจารย์ ไม่ต้องติได้มีเหรอ นี่อย่างพ่อแม่ครูจารย์มั่นมี ผมเองเป็นผู้ไปอยู่กับท่าน คอยสังเกตสังกา

ไม่ได้ตั้งหน้าว่าจะไปคอยตำหนิท่านนะ จะไปคอยเอาคติทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อขัดจากธรรมจากวินัยเราเรียนมาเหมือนกันมันก็รู้ นี่ไม่มีเลย จึงว่าเป็นอาจารย์เอก ผมเทิดทูนสุดหัวใจเลยพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้ และธรรมนี้ก็เอามาจากพระพุทธเจ้า แล้วพ่อแม่ครูจารย์ท่านคัดออกมาจากหัวใจของท่านอีกทีหนึ่ง อย่างฉันช้อนฉันแช้นเหล่านี้ ผมจับตั้งแต่โน้นละ ไม่เคยแตะ ก็พึ่งมาฉันเดี๋ยวนี้ เห็นว่าเฒ่าแก่มาแล้ว จะว่าอวดเฒ่าแก่หรือมันก็ไม่ได้อวดนะ ในจิตมันไม่มี เป็นความสะดวกสำหรับธาตุขันธ์ก็ทำไปอย่างนั้นแหละ แล้วยังมองดูหมู่เพื่อนอยู่ ทั้งๆ ที่เจ้าของฉันช้อนนี่นะยังมองดูหมู่ดูเพื่อน ถ้าเป็นพระในวัดนี้มาอยู่นี้นานๆ มาทำให้เห็น ไล่หนีจากวัดเลย ถ้าเป็นพระที่อื่นก็ยังไม่ว่านะ คอยเตือนคอยเผดียงเอาอย่างนั้นแหละ ถ้าเป็นพระในวัดป่าบ้านตาดนี้ขับเลย

เช่นอย่างโทรศัพท์มือถือ จำให้ดีทุกองค์  สำหรับวัดป่าบ้านตาดนี้จะไม่มีอุทธรณ์ จะเป็นศาลเด็ดขาดในศาลต้นศาลเดียว อุทธรณ์ไม่มี ฎีกาไม่มี ถ้าเห็นโทรศัพท์มือถืออยู่ในวัดป่าบ้านตาดนี้ไล่ออกทันทีเลย เรามีข้อยกเว้นไว้แล้วด้วยความจำเป็น มีประชาชนมาเกี่ยวข้องกับเรามาก จึงให้มีไว้เครื่องหนึ่งเป็นความจำเป็น ให้มีผู้เก็บรักษาอยู่คนเดียว มีธุระหน้าที่อะไรให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับพระที่ถือโทรศัพท์มือถืออยู่ในศูนย์กลางนั้น แต่ที่จะมีไว้สำหรับพระในวัดนี้ บอกตรงๆ เลย เห็นเมื่อไรเป็นไล่หนีเลย นี้ละเป็นเพชฌฆาตใหญ่หลวงอยู่ที่ตรงนี้ ถ้าพระยังไม่รู้แล้วให้หนีจากวัด อย่าให้หนักศาสนานะ จำให้ดีทุกองค์ มันเป็นมาตั้งแต่หนังสือพิมพ์ วิทยุ เทวทัตโทรทัศน์เหล่านั้นเรื่อยมา หนักเข้ามาๆ จนกระทั่งถึงโทรศัพท์มือถือ นี้เพชฌฆาตเด็ดขาดเลย เพราะฉะนั้นจึงว่ารอไม่ได้ เอาละให้พร

 

หลังจังหัน

 

ผู้กำกับ มีนสพ.พิมพ์ไทย ครับ

หลวงตา ว่ามาซินสพ.พิมพ์ไทย มีอะไร นสพ.พิมพ์ไทยนี้เป็นธรรมจริงๆ พูดตามความสัตย์ความจริง ผิดถูกว่าไปตามเรื่อง อย่างนี้เป็นที่เชื่อถือของประชาชนผู้เป็นธรรม ผู้ไม่เป็นธรรมก็แบบนั้นละ เอ้าว่าไปซิ

ผู้กำกับ นสพ.พิมพ์ไทย ประจำวันนี้ คอลัมน์วิจารณธรรม หัวข้อเรื่องว่า

 

ฟังเสียงอรรถเสียงธรรมกันบ้าง

 

ย่างเข้าปีใหม่มาหลายวันแล้ว เราลองมาสดับฟังเสียงอรรถเสียงธรรมกันบ้างปะไร ซึ่งหลวงตาพระมหาบัว  ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาดท่านได้เทศน์สอนมนุษย์ทั้งพระและฆราวาส เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม ว่า...

ขอให้พากันพิจารณาบ้างชาวพุทธเรา เดี๋ยวนี้มันจะไม่มีเกาะมีดอนแล้วนะ เลอะเทอะไปด้วยมูตรด้วยคูถ เป็นทะเลหลวง เต็มเมืองไทยเรา เลอะเทอะไปขนาดนั้น ไม่ว่าทางชาติทางศาสนาแหลกเหลวไปตามๆ กันหมดเวลานี้ จะเกาะที่ไหนก็เกาะไม่ได้ มันมีแต่มูตรแต่คูถเต็มตัวๆ พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ มีอยู่ กล่าวถึงกันอยู่ควรจะเอาท่านมาเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ยึดไปปฏิบัติตามกำลังแห่งความสามารถของเรา ที่เป็นฆราวาสญาติโยมก็ดี ที่เป็นพระก็ปฏิบัติเต็มตามความเป็นพระ

เพราะพระนี่สละทุกอย่างแล้วมาเป็นปฏิบัติหน้าที่เพื่อความดีงาม เพื่ออรรถเพื่อธรรมเต็มเม็ดเต็มหน่วย ควรจะได้ปฏิบัติให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะข้าวปลาอาหารที่อยู่ที่อาศัยไม่มีใครเกินพระละความเหลือเฟือ ไปที่ไหนเหลือเฟือๆ ที่อยู่หอปราสาทบนสวรรค์ยังสู้ไม่ได้ สู้หอปราสาทพระไม่ได้นะ แต่ความเลวร้ายของพระที่อยู่ในกุฏิๆ นั้น เหมือนขี้กองหนึ่งอยู่ในกุฏิหลังนั้น กุฏิหลังนั้นเลยกลายเป็นส้วมไปหมด พระเณรเป็นขี้ เป็นมูตรเป็นคูถ....

นี่ที่ควรยึดควรจะเป็นสรณะของตัวเองได้ทำไมไม่เสาะแสวงหา ไปหาอะไรมูตรคูถ พวกลาภพวกยศ พวกสรรเสริญเยินยอ เป็นบ้าแย่งกันเดี๋ยวนี้ พระกำลังเป็นบ้าแย่งยศแย่งลาภกัน เราก็ไม่เคยเห็น หลวงตาบัวเกิดมาก็พึ่งมาเห็นนี่แหละ บวชมาในศาสนานี้ก็นานไม่เคยเห็นเด่นเหมือนอย่างทุกวันนี้ ทุกวันนี้เด่นเอามากที่สุด มีแต่ความชั่วช้าลามก บวชมาแล้วหาลาภหายศ หาสรรเสริญเยินยอ ที่จะหาอรรถหาธรรม หาศีลหาสมาธิ หาปัญญา วิชชาวิมุตติ ไม่มี อยากว่าอย่างนั้นนะ เดี๋ยวนี้จะว่าไม่มีก็จะพูดได้แล้วนะ มีก็เท่ากำปั้นนี่ กับโลกธาตุมันกว้างขนาดไหนกับกำปั้นคนกำปั้นเดียว มีก็เท่านั้น นอกนั้นเลอะเทอะไปหมดเลย ดูไม่ได้นะ

พวกเราชาวพุทธขอให้พินิจพิจารณาบ้าง นี้เราพูดเต็มอรรถเต็มธรรม ตามอรรถตามธรรมทุกอย่าง เราไม่เหยียบนั้นยอนี้ เอาหลักธรรมพระพุทธเจ้ามาสอน เราชั่วเราก็บอกว่าเราชั่ว เราก็ปฏิบัติตัวเราเพื่อละความชั่วตลอดมาตั้งแต่วันบวชจนกระทั่งป่านนี้ ความดีมีเท่าไรก็สอน ความชั่วเป็นยังไงๆ ก็สอนออกมา เพราะมันมีทั้งดีทั้งชั่วในตัวมนุษย์เรา ส่วนมากมีแต่ชั่วนั่นแหละ สอนละชั่วทำดี ให้ฝึกฝนอบรมตนบ้างซิ จะเอาตามใจๆ ทุกอย่าง ตามใจมันมีแต่มูตรแต่คูถเต็มหัวใจ เต็มกิริยามารยาท แสดงออกไปไหนมีแต่มูตรแต่คูถเลอะเทอะเต็มบ้านเต็มเมืองดีที่ไหน เอาของดิบของดีออกไปแสดงบ้างซิ โลกเกิดมาผู้ใดก็ต้องการของดีทั้งนั้น

แม้ที่สุดหมาเลี้ยงอยู่ในบ้านก็อยากได้หมาดีๆ ชอบใจ ไอ้ตูบๆ นั่นละเอาดีๆ ทั้งนั้นนะมาเลี้ยงในบ้าน แต่ตัวเลวยิ่งกว่าหมาใช้ได้เหรอ แล้วหมาอยากได้หมาดีๆ ตัวเลวขนาดไหนไม่สนใจดูตัวเอง มันก็สู้หมาไม่ได้ละซิอย่างนั้น นี่พวกเลวกว่าหมาก็พวกเรา ไอ้ตูบอยู่ในบ้านมันดีกว่าเจ้าของ เจ้าของไม่รู้จักดีจักชั่วจักผิดจักถูก ไอ้นั่นมันยังรู้จักนะ ไอ้ตูบมันรู้จักเจ้าของ เห็นเจ้าของมานี่ โหย คลอเคลีย แต่เจ้าของเลวกว่าไอ้ตูบ เพราะไม่รู้จักดีจักชั่ว ไม่รู้จักคัดจักเลือกสิ่งต่างๆ ที่ดีงามมาใส่ตัวเอง ธรรมเป็นของดี เลิศเลอมีอยู่แล้ว สมกับว่าเราเป็นลูกชาวพุทธ คว้าเอาเมื่อไรก็ได้..ธรรม แต่มันไม่คว้านั่นซิ ไปคว้ามูตรคว้าคูถเข้ามาเต็มหัวใจตนเอง พูดแล้วมันน่าสลดสังเวชเอาเหลือประมาณ

เราบวชมาก็พึ่งมาเจอเอาในปัจจุบันนี้แหละ พูดออกมาได้ชัดๆ เพราะได้เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู ทุกสิ่งทุกอย่างคิดเต็มหัวใจจึงนำออกมาพูด ไม่ได้พูดเพื่อดูถูกเหยียดหยามอะไรใครต่อใครทั้งนั้น พูดเป็นอรรถเป็นธรรม ใครไม่ดีตรงไหนก็ให้ไปแก้ตนเอง ความไม่ดีมีอยู่กับทุกคน แก้ได้ทุกคน ความดีมีอยู่กับทุกคน สั่งสมได้ทุกคน ให้ดีก็ดีขึ้น ถ้าจะปล่อยอย่างนี้มันก็จะเลวไปเรื่อยๆ

เลวปัจจุบันนี้ วันนี้ก็เลว วันหน้าก็เลว เดือนนี้เดือนหน้า จนกระทั่งวันตายเลวไปตลอด มีแต่ความเลวเต็มตัวเอาอะไรไปเป็นสาระล่ะ พิจารณาซิ สร้างความดีซิ วันนี้ก็สร้าง วันหน้าก็สร้าง พยายามสร้าง ความดีก็เด่นขึ้นๆ เราก็ดี อยู่ไหนดีหมดถ้ามีความดีประจำใจ พากันจำเอานะ

สาธุให้ดังๆ ซิครับ !!

                                                            ณ. หนูแก้ว

หลวงตา นี่เป็นภาษาของหลวงตา หนังสือพิมพ์เขาออก เป็นภาษาของหลวงตาเทศน์ นสพ.พิมพ์ไทย ออก พี่น้องทั้งหลายเอาไปพิจารณานะ มันจะดูไม่ได้จริงๆ  เราดูคนเดียว โลกเต็มไปหมด จะว่ายกเราว่าดีเราก็ไม่ได้ยกเราว่าดี เราเอาธรรมเป็นหลักไปเลย จะพูดแสดงอย่างไรๆ เราเอาธรรมทั้งนั้นออก เราไม่ได้ยกตัวของเรา เราเอาธรรมทั้งนั้น ชั่วก็บอกว่าชั่ว ดีก็บอกว่าดี ชั่วอยู่ในตัวแก้ออกๆ ตลอดมา เวลานี้เลอะเทอะมากจริงๆ จิตใจของคน กิริยาอาการแสดงออกเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันทั่วโลกดินแดนหาความสุขไม่ได้ นี่ละถ้าธรรมไม่มีแล้วเป็นอย่างนี้ดูเอา ถ้ามีธรรมแทรกตรงไหนจะพอซุกหัวนอนได้บ้างนะคนเรา อันนี้มีตั้งแต่เรื่องกิเลสตัณหา พอตื่นขึ้นมาสั่งสมแล้ว ไม่ต้องตั้งอกตั้งใจสั่งสม เรื่องทางเดินแห่งความชั่วมันราบรื่นอยู่แล้ว มันก็เดินไปเลยๆ ตามนิสัยที่เคยชินมาในทางความชั่วนั้นแหละ

ถ้าเป็นความดี เราฝึกเข้าไปๆ ทีนี้ความดีก็เป็นทางๆ ต่อไปปั๊บนี้ก็ไปแต่ทางดีล้วนๆ ไปเลย ทางชั่วผ่านเข้ามาปัดปุ๊บๆ เลย นั่นทางดีเมื่อทำให้เป็นทางเดิน ทางดีก็มีทางได้เหมือนกัน ทางชั่วมีทางได้ ทำให้เตียนโล่งไม่ว่าทางดีทางชั่วเตียนโล่งได้ด้วยกัน อย่างเมื่อวานนี้พูดถึงเรื่องพระอรหันต์ เมื่อวานหรือวานซืนนี้ บอกว่าท่านไม่มีอาบัติ เรื่องพระอรหันต์จะต้องอาบัติต้องโทษให้เป็นความมัวหมองในจิตที่บริสุทธิ์ล้วนๆ แล้วไม่มี บอกตรงๆ เลย กิริยาอาการที่ท่านรักษาไว้ รักษาไว้เพื่อธาตุขันธ์ที่ท่านรับผิดชอบอยู่ด้วยความบริสุทธิ์ใจของท่าน ท่านรักษา ท่านรักท่านสงวน

ไม่มีใครรักสงวนความดียิ่งกว่าพระอรหันต์ ทั้งๆ ที่ท่านไม่มีละโทษ แต่ความสงวนรักษาความดีไว้ประจำแห่งความดีเลิศของท่านนั้นหนึ่ง มี และสอง เพื่อโลกสงสารจะได้ถือเป็นคติตัวอย่างนั้นมี สาม เพื่อสังคมอันดีงามยอมรับกันในทางที่ถูกที่ดีนี้หนึ่ง ที่ท่านรักษาท่านปฏิบัติ ไม่มีใครจะรักจะสงวนอรรถธรรมมากยิ่งกว่าพระอรหันต์ ทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้เป็นโทษเป็นกรรม ไม่ต้องอาบัติอาจีอะไร โทษสังฆาฯ ปาราชิกอะไรเหล่านี้ท่านหมดโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่สมมุติขาดสะบั้นไปจากใจ เหล่านี้ไม่มีเพราะเป็นสมมุติทั้งมวล แม้เช่นนั้นผู้ที่รักษา ผู้ที่สงวนมากที่สุดก็ไม่มีใครเกินพระอรหันต์สงวนธรรมรักษาธรรม ทั้งๆ ที่ท่านไม่มีโทษ แต่ท่านรักท่านสงวนธรรมเพราะท่านได้ความดีจากธรรมเหล่านี้ ท่านเทิดทูน พากันเข้าใจเอานะ

พูดถึงเรื่องความดีเตียนโล่ง พระอรหันต์เตียนโล่งตลอดเลย ความผิดนิดหนึ่งไม่ได้ เข้ามาปัดทันที เจตนาไม่เจตนาก็ตามมันหากเป็นหลักธรรมชาติอย่างนั้น ปัดปุ๊บทันทีเลย ขาดไปเลยๆ ไม่ได้ว่าตั้งใจจะแก้ ไม่มี พระอรหันต์ท่านไม่มีตั้งใจจะแก้ หากเป็นหลักธรรมชาติ ถ้าดีเต็มตัวแล้ว อะไรผ่านเข้ามาปั๊บเรื่องชั่วปัดกันทันที เป็นหลักธรรมชาติ เหมือนกับน้ำตกลงบนใบบัว ใบบัวก็ไม่ตั้งใจว่าจะซึมซาบน้ำ น้ำก็ไม่ตั้งใจจะซึมซาบใบบัว ตกมามันหากกลิ้งตกไปๆ ตามธรรมชาติของใบบัวและน้ำ ที่น้ำตกลงบนใบบัวกลิ้งตกไปๆ ท่านจึงบอกว่ากิเลสตั้งอยู่ในจิตพระอรหันต์ ย่อมไม่ตั้งอยู่ได้นาน แล้วกลิ้งตกไปทันทีทันใด คำว่ากิเลสเป็นอะไร ก็สิ้นกิเลสแล้วทำไมจึงต้องมีกิเลสมาตั้งอยู่ในจิตพระอรหันต์อีก นี่ข้อหนึ่ง ท่านเอาเชื้อเดิมมาพูด คือสังขารเป็นเครื่องมือของกิเลส เวลาคิดปรุงขึ้นเป็นลักษณะของสมมุติของกิเลส คิดเรื่องดีเรื่องชั่ว ท่านคิดได้เหมือนกันแต่ท่านไม่ติด คิดเรื่องชั่วอย่างนั้นๆ คิดเรื่องดีอย่างนี้ๆ คิดได้ด้วยกันคนเรา นี่ละที่ว่าท่านปรุงขึ้นมาปั๊บมันตกไปพร้อมเลยๆ

เรื่องความคิดดีคิดชั่วนี้ สังขารทำไมจะคิดไม่ได้ สังขารในขันธ์ ๕ เป็นเครื่องมือใช้ของกิเลสและธรรม ธรรมนำออกมาใช้ก็ได้แต่ธรรมไม่ติด แต่ถ้าเป็นกิเลสติดทันที คิดดีคิดชั่วติดทั้งนั้น ถ้าธรรมแล้วไม่ติด ที่ว่ากิเลสตั้งอยู่ในจิตพระอรหันต์ไม่ซึมซาบ ย่อมกลิ้งตกไป คือสังขารเรานี้แย็บออกมาดีชั่วปั๊บตกไปๆ อย่างนี้เอง ไม่ใช่ท่านมีกิเลสนะ หมายถึงสังขารที่เป็นเรื่องของสมมุติ เป็นเชื้อเดิมของกิเลส ที่เอาสังขารขันธ์มาใช้ ปรุงแพล็บออกมานี้เหมือนกับว่ากิเลสตั้งขึ้นมา ท่านพูดเฉยๆ ความจริงไม่มีกิเลสแล้วในหัวใจ  แต่กิริยานี้ละที่ว่าเป็นกิเลสนะ ให้พากันเข้าใจอย่างนี้

         ไม่มีใครที่จะรักสงวนธรรมความดีงามยิ่งกว่าพระอรหันต์ท่าน ท่านหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ท่านเป็นผู้รักสงวนมากยิ่งกว่าใครอีก หัวใจท่านเป็นธรรมแล้ว รักสงวนธรรม เทิดทูนธรรมตลอดเวลา เพราะท่านได้ธรรมมาจากกิริยาอาการแห่งความเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความระมัดระวังรักษานี้ เป็นความดีขึ้นมาจนถึงเต็มภูมิของท่าน แล้วความเทิดทูนนี้ก็เป็นหลักธรรมชาติติดกันไปเลยเชียว บุญคุณไม่ต้องบอก อย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใต้ร่มโพธิ์ เป็นยังไงร่มโพธิ์ยังเป็นคู่เคียงพระพุทธศาสนามาจนกระทั่งทุกวันนี้ ดูเอาซิ เป็นอย่างนั้นละ บุญเป็นบุญ คุณเป็นคุณ ความบริสุทธิ์เป็นความบริสุทธิ์ มันหากถึงกันเองอย่างนั้น

         พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัตินะ เมื่อเช้านี้ก็พูดถึงเรื่องฉันช้อน นี้พ่อแม่ครูจารย์มั่นเองพูดนะ ท่านพูดในวงพระสงฆ์เรา ประชุมสงฆ์ ท่านไม่ตั้งใจมาเทศน์นะ ท่านพูดออกมาเรื่องการฉันช้อน ท่านว่า พระกรรมฐานการอยู่กินใช้สอยทุกอย่างเป็นอรรถเป็นธรรม เพื่ออรรถเพื่อธรรมทั้งนั้น เวลาเอาอาหารลงใส่บาตรแล้ว เอาช้อนไปตักในบาตรนี้ขวางจิตทันที มันเข้าเจตนาไม่ได้ เจตนาเราเพื่อจะละกิเลสตัณหาประเภทต่างๆ ออกหมดโดยสิ้นเชิง แล้วทำไมเอาของเข้าในบาตรแล้วยังเอาช้อนเอาส้อมเข้าไปตักอยู่ในบาตรก๊งเก๊งๆ อยู่ในบาตร มันดูไม่ได้ มันขัดเอาเหลือเกิน ขัดธรรม นี่ละไม่ผิดวินัยแต่ผิดธรรม เป็นอย่างนี้

         ธรรมมีส่วนหยาบ ส่วนกลาง ส่วนละเอียดอีกหลายขั้นหลายภูมิ ท่านนำมาใช้ เราก็จับตั้งแต่บัดนั้นเลย ไม่เคยแตะช้อน พึ่งมาฉันเอาตอนแก่ แต่พระเณรในวัดเรานี้ไม่มี บอกไม่มีเลย เราเคยพูดให้ฟังแล้วก็ไม่เคยมี ถึงมีก็ตามนะถ้ามีในวัดนี้จะต้องได้ออกจากวัดเลย บอกเลยเราเพราะเราเคยสอนแล้ว เรื่องธรรมเป็นอย่างนี้ ไม่ผิดวินัยแต่ผิดธรรม ธรรมคือความมุ่งมั่นแห่งอรรมแห่งธรรมที่ละเอียดสุดยอดนั้นมีอยู่ ให้ก้าวเดินไปตามนี้ อย่ายุ่งเหยิงวุ่นวายกับสิ่งที่สกปรก ความสดสวยงดงาม ความฉันสะดวกสบายอะไรนี้เป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้น พอยังชีวิตให้เป็นไปในวันหนึ่งๆ เพื่อธรรมเท่านั้นพอ

         เพราะฉะนั้นพระผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรรมท่านจึงอยู่สบายทุกอย่าง ท่านไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวายกับอะไรนะ การอยู่อยู่ไหนท่านอยู่ได้สบายเลย การขบการฉันได้มาเท่าไรฉัน เสร็จแล้วไปเลยเงียบ จตุปัจจัยไทยทานทั้งสี่นี้ท่านไม่เป็นอารมณ์ ท่านอยู่ด้วยธรรมล้วนๆ  ธรรมเป็นจุดศูนย์กลางที่ท่านมุ่งอย่างยิ่ง นั่นละใหญ่อยู่นั้น อะไรๆ จึงปัดออกๆ ไม่ให้เข้ามากวนธรรมที่ท่านมุ่งมั่น เพราะฉะนั้นการปฏิบัติของกรรมฐานจึงสะดวกสบาย ไม่มีอะไรมากมายก่ายกอง

         เมื่อวันวานหรือวานซืนนี้พูดถึงเรื่องให้สั่งเก้าอี้เข้ามาในวัดป่าบ้านตาดนี้ ทางครัวก็ดี ทางนี้ก็ดี ให้ไปสั่งโรงงานเขาให้หาเก้าอี้มามากๆ มาปรนปรือกันเอาให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยทีเดียว นี่ปรนปรือเรื่องของกิเลสตัณหารู้ไหม ปรนปรือเรื่องอรรถเรื่องธรรมพระพุทธเจ้าเสด็จออกทรงผนวชมีฟูกมีหมอนมีเก้าอี้เก้าแอ้ที่ไหนติดตามพระพุทธเจ้า ไม่มี ไม่เคยมี อยู่ในป่าในเขาตลอดจนกระทั่งนิพพาน ไม่เคยปรากฏสิ่งเหล่านี้ในคัมภีร์เลย

         แต่พวกเราทำไมถึงเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปด้วยวิธีการเหล่านี้ ขวนขวายหามา ไปอยู่ที่ไหนต้องให้ความสะดวกสบายทางกายเป็นที่หนึ่ง ร่างกายเป็นที่หนึ่ง ต้องตกต้องแต่ง ต้องเช็ดต้องถูต้องอะไรให้สดสวยงดงาม หัวใจมันมืดบอดอยู่เป็นฟืนเป็นไฟเผาอยู่ในหัวอกมันตลอดเวลา ทำไมไม่ดูตรงนี้ ทำไมไม่ชะล้างตรงนี้ เป็นความมุ่งหมายของศาสดาโดยแท้ที่สอนลงให้ชะล้างตรงนี้ ทำไมไม่สนใจ ไปสนใจอะไรกับสิ่งภายนอก อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ทั้งนั้นแหละ

         ร่างกายของเรามันเอาความสดสวยงามมาจากโลกไหนวะ มันก็เหมือนกันหมดทั่วโลกดินแดน แล้วสิ่งเหล่านี้จะเอามาประดับประดาของสกปรกให้สวยงามไปได้ยังไง อะไรมันสภาพเหมือนๆ กันก็ให้มันอยู่ด้วยกัน พออยู่พอกิน พอหลับพอนอน อยู่กันไปเท่านั้นเอง แต่ธรรมที่เลิศเลอสุดยอดนี้ให้หนุนตลอด ท่านมุ่งอย่างนั้นต่างหากนะ เพราะฉะนั้นสิ่งภายนอกท่านจึงไม่ค่อยยุ่งเหยิงนักผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรม แต่ภายในใจท่านชำระตลอด สะสางให้มีความสะอาดสะอ้านตลอดเวลา สติเป็นพื้นฐานสำคัญ พากันจำเอานะ

         ใครอยู่ที่ไหนก็มีแต่ตกแต่งเรื่องภายนอกภายนา อู๊ย พิลึกพิลั่นนะ เรื่องกิเลสออกหน้าทุกด้านเลย ไปที่ไหนนี้ออกหน้าๆ คือกิเลส ไม่รู้เลยว่ากิเลสออกหน้า ธรรมจับปุ๊บรู้หมด ธรรมเหนือโลกทั้งหลายจะว่าไง โลกุตรธรรมแปลว่าธรรมเหนือโลก ทำไมจะไม่เหนือกิเลสได้ล่ะ ธรรมเหนือโลกแล้ว กิเลสอยู่ในโลก คนตายกองกันอยู่ในโลกทั้งนั้น โลกวัฏวน ส่วนธรรมวิวัฏฏธรรมพุ่ง ไม่มาตายกองกันอยู่นี่อีก อย่างพระอรหันต์ท่าน นตฺถิทานิ  ปุนพฺภโว ต่อแต่นี้ไปเราจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว นั่นเห็นไหมล่ะ พอกิเลสขาดสะบั้นปั๊บประกาศป้างขึ้นมาได้เลย

         อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ต่อจากนี้ไปแล้วเราจะไม่กลับมาเกิดตายกองกันที่แบกหามไปด้วยกองทุกข์นี้อีกต่อไป นั่นท่านประกาศขึ้นมา ใครไปบอกท่าน รู้ขึ้นมาในสนฺทิฏฺฐิโก ประกาศป้างขึ้นมาภายในหัวใจ นี่ละธรรมที่เลิศเป็นอย่างนั้น อยู่ที่ไหนเลิศหมดธรรม คือเหนือเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ไปที่ไหนเหนือหมดธรรม นี่ละพระพุทธเจ้าท่านทรงท้อพระทัย คือมองดูโลกที่เป็นกองสกปรกกับมองดูธรรมที่สุดยอดแห่งความสะอาดเลยโลกเลยสมมุติไปแล้ว มันเข้ากันไม่ได้นั่นเอง พระองค์จับมาถูมาไถ มาแยกมาแยะ แนะนำสั่งสอนกันไป ได้เท่าไรก็เอา จึงได้สั่งสอนโลกให้อยู่มาทุกวันนี้

         พวกเราอยู่ในตาข่ายไหน พิจารณาซิ ตาข่ายที่จมลงนรกโดยถ่ายเดียว หรือตาข่ายที่จะรอดพ้นไปได้บ้าง เมืองมนุษย์ เมืองสวรรค์ พรหมโลก นิพพาน มีอยู่สำหรับคนดีที่จะฝึกฝนอบรมให้เป็นอย่างนั้น พิจารณาหรือยัง ให้พากันพิจารณาบ้างซิ ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งถึงหลับสั่งสมตั้งแต่ความชั่วช้าลามกเต็มโลกดินแดน หาผู้ที่จะสั่งสมความดีงามที่เรียกว่าธรรมๆ ไม่มีเลยนั้นเป็นยังไง แล้วเข้ากันได้ไหมล่ะ เราบ่นหาตั้งแต่ความสุขๆ ตื่นมาก็บ่นหาแล้ว ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งวันตายมีแต่หวังความสุขความเจริญ แล้วใครได้ความสุขความเจริญ ก็มันสร้างตั้งแต่ความทุกข์ ความลำบากเดือดร้อนมหันตทุกข์ จะเอาความสุขความเจริญมาจากไหน กิริยาความคิดเป็นอย่างหนึ่ง แต่การทำเป็นอีกอย่างหนึ่งมันเข้ากันไม่ได้

         พากันตั้งอกตั้งใจบ้างนะ อู๊ย พิลึกพิลั่นจริงๆ เมื่อเช้านี้พูดถึงเกี่ยวกับเรื่องโทรศัพท์มือถือ ตั้งแต่หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์เทวทัต วิดีโอเหล่านี้ ไม่ควรอย่างยิ่งแล้วกับพระว่างั้นเลย พระบวชมาสลัดหมด นี้เป็นเรื่องโลกทั้งนั้นปัดออกให้หมด แล้วมิหนำซ้ำทำไมจึงไปเอาโทรศัพท์มือถือเข้ามา โทรศัพท์มือถือนี้เป็นเพชฌฆาตๆ อันใหญ่หลวงที่สุด ตัดสินขาดสะบั้นไปเลยเพชฌฆาตอันนี้นะโทรศัพท์มือถือ จับปั๊บนี้ติดต่อกันทางไหนได้ทั้งนั้นๆ เอาคอขาดในปัจจุบันก็ได้ นี่ละโทรศัพท์มือถือ

         เพราะฉะนั้นจึงบอกเลยว่าในวัดนี้ใครมีไม่ได้ มีไล่ทันที เราไม่ให้อยู่ ไม่ต้องไปศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาละ ศาลต้นขาดสะบั้นไปเลยเทียว เพราะอันนี้เป็นภัยมหาภัย บวชมาไม่รู้สิ่งเหล่านี้ว่าเป็นภัยจะรู้อะไร เท่านั้นก็พอแล้ว นี่ละเรื่องกิเลสมันคืบคลานเข้ามาอย่างนี้ละ เวลานี้พระถือเป็นความสนิทสนมกลมกลืนกันกับสิ่งเหล่านี้ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้วนะ จะไม่มีพระติดเนื้อติดตัวเลย แต่ธรรมจับปั๊บรู้ทันทีๆๆ คำว่าธรรมไม่คุ้นกับสิ่งใดในโลก อะไรแฝงเข้ามารู้ทันทีๆ เลย

         เวลานี้กิเลสมันเหยียบธรรมเหยียบอย่างนี้ เหยียบหัวพระพุทธเจ้า ศาสดาของเราคืออะไร คือธรรมคือวินัย ข้ามเกินหลักธรรมหลักวินัยไปแล้วไม่เหยียบหัวพระพุทธเจ้าจะเหยียบหัวใคร มีแต่พวกลูกศิษย์ตถาคตแหละเหยียบหัวพระพุทธเจ้าตลอดเวลา ตั้งแต่พระแต่เณรลงมาถึงฆราวาสญาติโยม มีแต่พวกตีนสูงๆ เหยียบหัวพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเลยกลายเป็นหัวต่ำให้พวกนี้เหยียบแหลกไปเลย ฟังซิพวกเรา ไปดูตีนเจ้าของมันเคยเหยียบหัวพระพุทธเจ้ามากี่ครั้งกี่หนแล้วด้วยความล่วงเกินฝ่าฝืนทุกอย่าง หน้าด้านๆ นั่นละ หน้าด้านๆ นั่นละตีนมันด้านมันเหยียบหัวพระพุทธเจ้าก็ได้

         เอาละเพียงเท่านี้พอ เพราะหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทยเขาก็พูดแล้วน่าฟัง นั่นภาษาธรรมที่เราเทศน์ หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยมาลง

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก