พูดแบบเหนือโลก
วันที่ 24 มกราคม 2548 เวลา 8:35 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

พูดแบบเหนือโลก

 

         โห เราสงสารจริงๆ นะ ที่ไหนๆ จะมาคำนึงคำนวณถึงว่าไกลว่าใกล้เราไม่มี มีแต่ความเมตตา ไกลเท่าไรยิ่งสงสาร ที่อยู่ลึกลับซับซ้อนนะ คำว่าไกล ไกลจากที่นี่ไป ที่นั่นอยู่ในที่ลึกลับซับซ้อนที่เราไปนะ ทางจังหวัดเลยก็นู่นอำเภอภูเรือ อำเภอภูหลวง อยู่ในซอกเขาทั้งนั้นที่เราไป ด้นดั้นเข้าไป ถ้าที่ไหนใกล้ถนนหนทาง สะดวกสบายอย่างนั้นก็ไม่ค่อยเท่าไร เราไม่ค่อยติดใจนัก เราไม่ค่อยไป ส่วนมากจะไปอย่างนั้นละ ไปที่ลึกลับซับซ้อนในเขานู่น โฮ้ สงสารนะ คือเราไปก่อนที่จะได้ปฏิบัติต่อโรงพยาบาลเหล่านี้ เราไปโรงพยาบาลเข้าถึงกระทั่งห้องครัวโรงพยาบาล ห้องครัวคนไข้ เข้าไปซอกแซกซิกแซ็ก เหมือนอะไรพูดไม่ถูกนะ คือไปหาความจริง ในครัวคนไข้โรงพยาบาลนั้นเข้าไปดูๆ ถามการจับการจ่ายการอะไรๆ เรียบร้อยแล้วนั้นละเราปฏิบัติถูกละที่นี่ และโรงพยาบาลอื่นๆ ก็คำนวณคล้ายคลึงกัน เราปฏิบัติอย่างนั้นเรื่อยมา

โรงพยาบาลนี่เรียกว่าเป็นพิเศษ ในตัวของเราและใจของเราด้วย หนักทางโรงพยาบาลมากทีเดียว เพราะฉะนั้นเราจึงกล้าติดหนี้ได้ เราช่วยโลกมานี้นานสักเท่าไร ช่วยตึกไหนๆ ที่ไหนๆ แม้แต่โรงพยาบาลเองที่เราเคยติดหนี้อยู่เสมอ สร้างตึกนี้เราไม่ได้ติดเหมือนกันกับทั่วๆ ไป โรงพยาบาลก็ไม่ติด เพราะเราคำนวณไว้เรียบร้อยแล้วจ่ายตามนั้นๆ ไม่ติด แต่ที่ติดก็คือว่าปุบปับเข้ามา เครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นๆ หรือเป็นรถก็เป็นรถจำเป็นจริงๆ  รถเกิดอุบัติเหตุพังทลายลงไปอย่างนี้ นี่ก็จำเป็น ปุบปับ เอา ให้เลย ติดหนี้ โรงพยาบาลติดหนี้อย่างนี้มากกว่า ถ้าเป็นการสร้างตึกสร้างอะไรอย่างนี้ไม่ติด เหมือนกันกับทั่วๆ ไป เพราะอยู่ในกฎเกณฑ์ของเราที่กำหนดไว้เรียบร้อยๆ แล้ว ไม่ติด ส่วนที่นอกจากนี้ไปติดอยู่เรื่อยแหละ เครื่องมือ บางทีก็รถเกิดอุบัติเหตุ ไม่มีรถใช้ ปุบปับเข้ามา ให้ทันทีเลย นี่เรียกว่าติดก็ยอมติด ให้เลย

เราคิดถึงเรื่องคนไข้ โห สงสารมากนะ มันสองร้อยกว่าโรงที่วัดนี้เกี่ยวข้อง รถเป็นร้อยกว่าคันละมั้ง รถพยาบาล อย่างโรงพยาบาลศูนย์เราก็ไม่ลืมนะ ให้ ๔ คันนะนั่น ค่ายประจักษ์นี้คันหนึ่ง ที่ไหนใหญ่เท่าไรยิ่งให้มากๆ ความจำเป็นมาก หนองบัวลำภูนี้ไปให้เอง ไม่ได้ขอนะ คือทีแรกเป็นอำเภอ เราก็ช่วยอำเภอเต็มกำลัง ทีนี้พออำเภอยกขึ้นเป็นจังหวัด เราก็ช่วยจังหวัด ส่วนทั้งหลายในจังหวัดบกพร่องอะไรๆ เราก็ไปช่วย หนองบัวลำภูได้ช่วยมากอยู่ พอเข้าไปเห็นที่จอดรถ เดินเข้าไปดูว่าชำรุดมากน้อยเพียงไร พอเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องให้ พอไปนั่งปั๊บก็บอกให้เลยคันหนึ่ง เขาไม่ได้ขอ จากนั้นเขาก็ขอเรื่อยๆ เครื่องไม้เครื่องมืออย่างละเป็นล้าน ล้านขึ้นไปๆ แล้วดูมีแต่ความจำเป็นทั้งนั้น เอา ให้ๆๆ อย่างนั้นแหละ จึงได้ติดหนี้

สำหรับโรงพยาบาลศูนย์นี้รู้สึกว่ามากจริงๆ ยกให้เป็นอันดับหนึ่งก็ได้ที่เราช่วย ไม่ทราบว่ากี่สิบล้าน เฉพาะเครื่องมือตานี้เราให้หมดร้อยเปอร์เซ็นต์เลยไม่ให้บกพร่อง แล้วเวลาเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับทำตาบกพร่องอะไร เราเปิดโอกาสไว้ขนาดนั้น ปวารณาเปิดไว้เลย คือเอาหมอตาเป็นสำคัญ เครื่องไม้เครื่องมืออะไรที่มีความจำเป็นที่ควรจะนำมาใช้กับคนไข้ทางตาแล้วให้สั่งได้เลย เราบอกให้สั่งเลย พอตกมาแล้วหมอตรวจดูคุณภาพของเครื่องมือที่สมบูรณ์แล้วส่งบิลเข้าไป ไม่ต้องไปขออนุญาตจากเรา เราเปิดไว้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นโรงพยาบาลอุดรสำหรับตานี้สมบูรณ์เต็มที่ตลอดมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๐

ที่เราจำได้เพราะอะไร ก็เราไปทำตาของเราที่โรงพยาบาลหมออุทัย หมออุทัยก็เป็นลูกศิษย์ เวลาบวชก็มาอยู่ที่นี่ เวลาไปทำตาแล้วเห็นคุณค่าของตามากมาย มาอยู่นี้ ๓ วันเข้าโรงพยาบาลเลย เชิญหมอพยาบาลอะไรมาประชุมกัน เอาปัจจุบันยกทัพใส่กันเลย เวลาเอาเอาจริงๆ นะเราไม่เหมือนใคร คือทุ่มใส่กันเลย เราเอาเต็มเหนี่ยวเรา เฉพาะอย่างยิ่งตาเอาเต็มเหนี่ยวเลย ทางโน้นตกลงกันเรื่องหมอเรื่องอะไรไม่ครบเพราะเครื่องมือไม่พอ ตกลงยืนยันกัน ถ้าเครื่องมือพอแล้วจะครบไหม ครบเขาว่า เอา ถ้าอย่างนั้นเอาเลย ให้หมอมาให้ครบ เครื่องมือสั่งเดี๋ยวนี้เลย สั่งให้หมดเครื่องมือแพทย์สำหรับตานี้ไม่ให้บกพร่อง เอา สั่งมาให้หมดเลย อย่างนั้นละ เรียกว่าทุ่มใส่กันเลย ตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งทุกวันนี้

รู้สึกว่าโรคตานี้คนมามากจริงๆ เราไปทีไรห้องตานี้แน่นตลอดเลย ห้องอื่นไม่ค่อยเท่าไร ห้องตาไปทีไรแน่นๆ เราจึงถามหมอ เป็นยังไงห้องตานี้มาเวลาไหนถึงแน่นอยู่ตลอดเวลา ไม่เห็นบกบาง ห้องอื่นยังบกบาง โอ๋ย มาทั่วหมด ทางภาคอีสานเรียกว่าหมดเลย ก็มีแต่(รพ.) ศรีนครินทร์ หมอบอกเลย ศรีนครินทร์เท่านั้นที่รักษาตา แล้วทางศรีนครินทร์ก็สู้อุดรไม่ได้ เขาบอกงั้นนะ แม้หมอทางศรีนครินทร์ก็บอกเหมือนกัน บอกว่าสู้อุดรไม่ได้เรื่องเครื่องมือตา แล้วยกคนไข้ที่โน่นมาให้อุดรเป็นผู้แบก โอ๋ย สู้ไม่ได้แบบนี้ไม่เอา เขาส่งมาเรื่อยนะคนไข้โรคตา เพราะเครื่องมือของเราครบเลย นี่ช่วยมากที่สุด อุดรนี้มาก

เรื่องเครื่องไม้เครื่องมืออื่นๆ ไม่ต้องพูดนะ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เต็มเหนี่ยวเลย อุลตราซาวด์ก็สองเครื่องใหญ่ เครื่องละ ๓ ล้าน เราไม่ลืมนะ รถ ๔ คัน ตึกหลังหนึ่งสร้างให้ สองชั้น จึงว่ามากกว่าโรงพยาบาลทั้งหลาย นี่เราสงสารคนไข้ สงสารหมอ พยาบาล ถ้าไม่มีเครื่องมือไม่มีอะไร หมอก้าวไม่ออก คนไข้หมดหวัง เพราะฉะนั้นจึงต้องพยุงทั้งสอง พยุงหมอ พยุงพยาบาล พยุงคนไข้ ด้วยการช่วยเหลือแบบนี้ เอาอย่างนั้นแหละเรา เอาจริงเอาจังมาก

เรื่องโรงพยาบาลเราถือเป็นพิเศษทั้งนั้นละ เพราะฉะนั้นใกล้ไกลจึงไม่สำคัญ พอไปถึงไปเลย ยิ่งสถานที่อัตคัดขัดสนยิ่งไปบ่อย ไปแล้วขัดข้องอะไรถาม เครื่องมืออะไรๆ ขาดถาม ทางนั้นบอกมา ให้เลยๆ ที่อยู่ซอกแซกซิกแซ็กเราช่วยเยอะ เช่น ภักดีชุมพลนี้ โถ ไม่ใช่น้อย ที่ไหนอัตคัดขัดสนนั่นละเราจะไปช่วยมาก มันเป็นเองนะเราพูดจริงๆ  มันเป็นด้วยความเมตตาสงสาร ไม่ได้ว่าใกล้ว่าไกล ลำบากลำบนอะไร มันคิดถึงแต่ผู้ที่จำเป็นจนตรอกจนมุมหวังพึ่งผู้อื่น เช่นคนไข้นี่หวังพึ่งผู้อื่นร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าผู้อื่นไม่มีแก่ใจช่วยกันแล้วคนไข้ก็หมดหวัง ตายได้ด้วย เราคิดเห็นอย่างนั้นจึงต้องอุตส่าห์พยายาม

เวลานี้ก็ห้าหกโรงที่กำลังช่วย ที่เรามีพอช่วยนี้ก็คือว่าเขามารับเป็นงวดๆ งวดนี้มารับระยะนั้น งวดนั้นมารับระยะนั้น งวดนี้มาระยะนี้ ถ้าเขาพร้อมกันมาทีเดียวตูม เราตายเลย คือเราไม่มีเงินขนาดนั้น เรามีพอถูไถเท่านั้น เอ้า พอมีมาพอสมควร เอา ให้งวดนี้ไป ให้งวดนั้นไป อยู่อย่างนี้ เราช่วยจริงๆ คือในตัวของเรานี้เราบอกได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ว่าในตัวของเรานี้เราต้องการอะไร บอกได้เลยร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไม่มี มีแต่เฉพาะอาหารบิณฑบาตอาศัยประชาชนญาติโยมเขามาบำรุงธาตุขันธ์ เพื่อทำประโยชน์ให้โลกเท่านั้นเอง นอกนั้นเราไม่มี เราจึงได้ช่วยเต็มกำลัง

สมบัติเงินทองข้าวของในวัดนี้ไม่มีคำว่าเก็บตั้งแต่เริ่มสร้างวัด ไม่มีเลย มีเท่าไรทุ่ม นี่ช่วยโรงพยาบาลมาตั้งแต่เริ่มแรกนะ ตั้งแต่เริ่มสร้างวัด โรงร่ำโรงเรียน โรงพยาบาล เริ่มช่วยมาตั้งแต่เริ่มสร้างวัด จึงไม่มีเงินติดตัวตลอดมา แล้วก็ช่วยมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงออกเป็นโครงการช่วยชาติ มีแต่ทุ่มลงๆ เรื่องเงินที่เขาถวายตามอัธยาศัยมาถวายเรานี้อย่าพูดถึงเลย ดูความจำเป็นของโลกของส่วนรวม เราดูนู้นเราไม่ดูเรา วัดเราก็สมบูรณ์พูนผล ยุ่งหาอะไร เราเองก็ไม่อดอยากขาดแคลน ยุ่งหาอะไร เก็บหาอะไร นั่น ผู้ที่ขาดแคลนจำเป็นมาอาศัยผู้อื่นแทบเป็นแทบตายมีจำนวนมากขนาดไหน มองตรงนั้นซิ มองจุดนั้นซิ นี่ละที่ว่าเงินทองข้าวของมีไม่ได้ ออกอย่างนี้เอง ออกตลอดเลยเรา ออกด้วยความเมตตา

อันนี้เป็นหลักธรรมชาตินะ เมตตานี่พูดอะไรไม่ถูก ดังที่ท่านทั้งหลายฟังเสียงหลวงตาเทศน์ ธาตุขันธ์นี้เป็นเครื่องมือ ถ้ากิเลสครองตัวอยู่ ก็เป็นเครื่องมือได้ทั้งกิเลส เป็นเครื่องมือได้ทั้งทางธรรม ถ้ากิเลสสิ้นไปแล้วก็เป็นเครื่องมือสำหรับธรรมทำประโยชน์ล้วนๆ กิเลสไม่มีเอาไปใช้ นี้เราพูดตรงๆ  เครื่องมือของเราคือร่างกายนี้ มีแต่ธรรมเอาไปใช้ล้วนๆ  กิเลสไม่มี ด้วยเหตุนี้กิริยาอาการของหลวงตานี้พูดตรงๆ เลย ที่แสดงต่อพี่น้องทั้งหลายนี้ ท่านทั้งหลายร้อยทั้งร้อยอยากว่า จะเอากิริยาเป็นเครื่องวัดตวงกัน เช่นว่าดุด่าว่ากล่าว โลกถ้าดุด่าว่ากล่าว กิเลสเป็นฟืนเป็นไฟจะออกมาพร้อมกัน พอฆ่าฆ่า พอแกงแกง พอทำลายแบบไหนทำลาย ถ้ากิเลสตัวนี้ได้ออกเต็มเหนี่ยวแล้ว เอาเครื่องมือนี้ไปใช้อย่างเต็มที่ ฉิบหายไปเลยโลก นี่เรื่องของโลก

แต่เครื่องมือของเรา คือร่างกายของเราที่เอามาใช้ นับตั้งแต่วันกิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจแล้ว เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือของธรรมล้วนๆ เพราะฉะนั้นกิริยาอาการที่แสดงออกทั้งหลาย จะแผดเผาขนาดไหน เหมือนฟ้าถล่ม เหมือนจะขาดสะบั้นลงไปไม่มีผุยมีผงติดตัวเลยก็ตาม เป็นกิริยาของธรรมล้วนๆ ไม่มีกิเลสแฝงมาเลย ออกมาแรงเท่าไรเหมือนรดน้ำ ตรงไหนสกปรกมาก น้ำสาดลงๆ นี่น้ำดับไฟ น้ำชะล้างความสกปรก กิริยาท่าทางที่ทำหนักเบานี้เหมือนชะล้างสิ่งสกปรก สกปรกมากก็เอาหนัก น้อยเอาน้อย ดุด่าว่ากล่าวเหมือนกับน้ำที่สาดลงไปๆ ไม่ได้ผิดกันอะไร เพราะกิเลสหมด มีแต่ธรรมล้วนๆ แล้วนี้ก็เป็นเครื่องมือของธรรม ธรรมล้วนๆ แล้วออกที่ไหนก็เป็นธรรมไปหมด

ใครยังไม่วัด เอา วัดเสีย หลวงตาเอาตัวยันเลย เราขึ้นเวทีมา ฟัดกับกิเลสนี้เป็นเวลา ๙ ปีพูดตรงๆ เลย ๙ ปีเต็มๆ จึงได้ลงจากเวที ฟัดกับกิเลสตั้งแต่เรียนจบตามความมุ่งหมาย คือให้จบเปรียญ ๓ ประโยคได้เป็นมหา แผนผังทั้งหลาย ตำรับตำราที่จะก้าวเดินเพื่อความพ้นทุกข์พอแหละ พอจบนั้นแล้วเราจะออกทันที นี่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว ทีนี้พอจบนั้นปั๊บก็ออกทันทีเลย นั่นละได้ขึ้นเวทีแล้วนะ พอออกปฏิบัตินั่นละขึ้นเวที ฟัดกับกิเลส เรียนหยุดพรรษา ๗ ได้มหาเปรียญพรรษาที่ ๗ นักธรรมเอกก็จบในปีเดียวกัน จบพร้อมกันกับเปรียญ ๓ ประโยค ก้าวละที่นี่ขึ้นเวที ซัดกันเลยกับกิเลส จนกระทั่งถึงปี ๒๔๙๓ วันที่เราจำไม่ได้นะ เราจำได้แต่วันแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๖ เขาเอาไปเทียบมันเท่ากับวันที่ ๑๕ พฤษภา เป็นวันที่ฟ้าดินถล่ม ซัดกิเลสมาเป็นเวลา ๙ ปี

เวทีใหญ่ครั้งสุดท้ายคือวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร หลังภูเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่มพอดี ซัดกันกิเลสขาดสะบั้นลงไปนั้นประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่มเลยเทียวนะ ความจริงฟ้าดินเขาก็อยู่ของเขา แต่ระหว่างกายกับจิตมันสะเทือนกันอย่างหนัก เพราะกายกับจิตนี้กิเลสแทรกอยู่ในนั้น แทรกอยู่ทั้งทางกายและทางจิต เวลามันขาดสะบั้นจากกันนี้ กายกับจิตนี้จึงสะเทือนไปหมด ประหนึ่งว่าโลกธาตุสะเทือนไปหมด เราพูดได้อย่างชัดเจน

        ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นของดิบของดี เป็นของที่จะพูดได้ ออกตลาดได้ ทำไมจะออกไม่ได้ธรรมะของพระพุทธเจ้า จะมอบให้ตั้งแต่ส้วมแต่ถานกิเลสตัณหาออกตลาดตเลทั่วบ้านทั่วเมือง เอาไฟเผาบ้านเผาเมืองอยู่ทั่วดินแดนนั้นเหรอ ธรรมนี้ออกไม่ได้เหรอ มันเป็นยังไง เราอยากถามปัญหาข้อนี้อีก ธรรมเป็นของดิบของดีที่โลกทั้งหลายมุ่งหวังทั้งนั้น เวลาพูดอรรถพูดธรรมมาตามหลักความจริงทำไมพูดไม่ได้ เพราะฉะนั้นหลวงตาจึงออกผางเลยเชียว เราจะพูดว่างั้น ความจริงอยู่กับเรา ความรู้ความเห็นในธรรมทั้งหลายอยู่กับเรา ธรรมอยู่กับหัวใจเราเป็นผู้รู้ผู้เห็น เราเป็นผู้แสดงออกเพื่อประโยชน์แก่โลก เราไม่ได้เพื่อความฉิบหายแก่โลก ด้วยธรรมที่เป็นมหามงคลอย่างยิ่งแล้วในหัวใจเรา

         เพราะฉะนั้นเราจึงพูดได้อย่างเต็มปาก ใครจะว่าโอ้ว่าอวดก็ตามมันเป็นหมาเห่าช้าง ธรรมคือช้าง ธรรมเป็นสิ่งเลิศเลอ โลกทั้งสามกราบ หมาตัวนั้นไม่มีใครกราบมัน เข้าใจไหม จะไปถือปากหมานั่นดีกว่าธรรมเหรอ หาว่าท่านโอ้ท่านอวด ท่านอย่างนั้นอย่างนี้ นี่คือปากอมขี้มาพูด ตัวมันไม่มีความศักดิ์สิทธิ์วิเศษอะไรในหัวใจ มีแต่มูตรแต่คูถคือกิเลสตัณหาโผล่ออกมา พ่นออกมา โปะทางนู้นโปะทางนี้ให้สกปรก ไอ้พวกสกปรกด้วยกันและชอบความสกปรกอยู่ด้วยแล้วก็ยิ่งชอบกัน เชื่อไปตามมันแล้วเหยียบธรรมไป แล้วก็จมลงในมูตรในคูถ

         นี้เราจวนจะตายเราจึงพูดให้ชัดเจนเสียเลย เรายืนยันในธรรมของพระพุทธเจ้าเต็มในหัวอกเราหมดแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ บนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่ม เวลาฟ้าดินถล่ม เรื่องสงบลงไปเรียบร้อยเราดูนาฬิกา ๕ ทุ่มเป๋งพอดี  เราจึงไม่ลืมนะ นี่ละเราทำมาแทบเป็นแทบตาย ผลประโยชน์ที่ได้มาก็เพื่อเรา เราเห็นว่าธรรมเป็นของล้ำเลิศ ได้ผลประโยชน์มาก็เพื่อความล้ำเลิศ นำผลประโยชน์ที่ได้มาจากความตะเกียกตะกายแทบเป็นแทบตายของเรานี้สอนโลกเพื่อเป็นมงคลแก่โลก จะเสียที่ตรงไหน เอ้าๆ ถามมา ใครเก่ง ปากหมาตัวไหนมันเก่ง ให้มันอมขี้มาถามเราซิ

         มันจะเหยียบหัวพระพุทธเจ้า เหยียบหัวศาสนาชาวพุทธกันทั้งหมดนั่นเหรอ พวกนี้มันวิเศษวิโสอะไร ถ้ามันวิเศษไปหากราบมันซิ อย่ากราบธรรม พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ อย่ากราบ ให้ไปเที่ยวหากราบพวกที่ปากอมขี้ พ่นออกมาๆ มีแต่ขี้ โกหกหลอกลวง ตัวสกปรกใหญ่ ให้ไปหากราบนั่นนะ ถ้าเห็นว่าคำพูดของเขาเป็นของดีให้ไปกราบ เราพูดธรรมทั้งหลายเพื่อประโยชน์แก่โลกไม่เป็นประโยชน์แล้วอย่าหมุนมา ให้หมุนไปหามูตรหาคูถจมกันไปตามเดิม นี่ลากขึ้นเข็นขึ้นแทบเป็นแทบตาย จะว่าไง

         นี่เราจวนจะตายแล้วเราถึงรีบเปิด แต่ก่อนก็เปิดธรรมดา เปิดอยู่ลึกๆ ลับๆ บนศาลากับพระ ไม่มีใครทราบ เทศน์สอนพระล้วนๆ แกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วๆ หม้อใหญ่ไม่พูดเลย ฟาดขึ้นไปตั้งแต่สมาธิ-ปัญญาเลย ศีลรักษาสมบูรณ์เต็มที่แล้ว เราเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ พระของเราที่เข้ามาอยู่ด้วยกันมุ่งอรรถมุ่งธรรมอย่างยิ่ง ศีลจึงบริสุทธิ์เต็มเหนี่ยวเลย เป็นวิสัยของท่านที่จะรักษาได้เต็มเหนี่ยวท่านรักษาได้เต็มเหนี่ยว ส่วนธรรมมีเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกันท่านก็มาพยายามอบรมจากเรา เราจึงสอนตั้งแต่สมาธิ-ปัญญาขึ้นเรื่อยๆ

         จากนั้นจึงได้ออกทั่วโลก นี้เราจวนจะตายเราจะเปิดธรรมของเรา เราพูดตรงๆ เลย ธรรมของเรานี้ครอบโลกธาตุอยู่ในหัวใจ เราไม่ไปถามพระพุทธเจ้าพระองค์ใด จ้ามาเป็นอันเดียวกันหมดแล้วพูดให้มันชัดอย่างนี้ จึงไม่ไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นพระรูปพระโฉมยังไง นั้นเป็นเรื่องวัตถุ ส่วนจิตที่เป็นธรรมธาตุแท้ๆ เป็นอันเดียวกันหมด เหมือนน้ำในมหาสมุทรจ่อลงตรงไหนเป็นมหาสมุทรเหมือนกันหมด เอาจ่อลงไปจ่อลงในน้ำมหาสมุทร เอานิ้วไหนลงจ่อ จ่อจุดไหนเป็นมหาสมุทรด้วยกันหมด นี้ผางขึ้นเท่านั้นเป็นอันเดียวกันหมดแล้ว ฟังให้ชัดนะวันนี้

         จึงไม่ไปทูลถามพระพุทธเจ้า ใครว่าเราประมาทเอาว่ามา ให้มาดูนี้เสียก่อน แล้วให้ไปดูมหาสมุทรเสียก่อนนะ เอามือจ่อลงไป จ่อไปนี้ถูกมหาสมุทรไหม ปฏิเสธได้ไหม จ่อลงตรงไหนถูกน้ำมหาสมุทรทั้งนั้น นี้ก็เหมือนกัน ธรรมธาตุเหมือนน้ำมหาสมุทรแต่ว่ากว้างครอบโลกธาตุ น้ำมหาสมุทรยังมีขอบมีเขตมีฝั่ง อันนี้ไม่มีฝั่ง ครอบโลกธาตุ ที่ว่าอมตธรรมหรือธรรมธาตุ บรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้มากน้อยเพียงไรเราไม่อยากพูดเฉยๆ มันจ้าอยู่ในหัวใจนี้รู้หมดเลย สิ่งเหล่านี้เราไม่เคยพูด เพราะพูดมันจะไม่มีผลดี คนเขาจะไม่เชื่อ

         ทีนี้ผู้ที่ดียังมีอยู่ เราจะเห็นแก่คนชั่วนั่นเหรอเป็นประมาณ คนดีมีอยู่เราจะไม่เห็นเป็นของสำคัญเหรอ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วเราพูดเพื่อคนดี คนชั่วมันไม่อยากฟังช่างมันซิ เราปฏิบัติมาเราปฏิบัติเพื่อความดี เราไม่ปฏิบัติเพื่อความชั่วนี่นะ ได้ความดีมาสมมักสมหมายตามทางของศาสดาที่สอนไว้ ทุกพระองค์สอนไว้แบบนี้ เราก็รู้แบบนี้เห็นแบบนี้ แล้วพูดแบบนี้ไม่ได้จะเอาแบบไหนมาพูด ก็พูดแบบที่เป็นนี่ละ นี่ศาสนาพุทธของเราเลิศเลอพี่น้องทั้งหลายจำไว้นะ เรายันได้เลย พุทธศาสนาเลิศยอดทีเดียว จับให้ติดนะ อย่าปล่อยอย่าวาง จะทุกข์ยากลำบากขนาดไหนให้ทนเอา

         เรื่องเหล่านั้นมีแต่เรื่องกิเลสลากลงๆ เอ้าบืนขึ้นไป ทุกข์ยากลำบากขนาดไหน มีมากมีน้อยทำตามมีตามเกิดของเรา ตามกำลังของเรา ความอุตส่าห์พยายามของเรามีเท่าไรให้บึกบึน เราจะเอาตั้งแต่เรื่องของกิเลสมาอวดเป็นโล่บังหน้าฉุดลากไปตลอดเวลาไม่ได้นะ หาว่าเช้านัก สายนัก เย็นนัก ค่ำนัก ไม่สบายธาตุขันธ์ไม่ดี อากาศไม่ดี ทุกข์ยากเข็ญใจ มันก็จะหาเรื่องละกิเลส มันไม่อยากให้ดึงออกไป คือดึงออกไปทำบุญทำทานนี้จะลากเจ้าของขึ้นให้พ้นจากอำนาจของมันเข้าใจไหม มันจึงลากเอาไว้ๆ ทีนี้เราดึงของเราออกซิ จำให้ดี

         นี้แทบเป็นแทบตายก่อนที่จะมาสอนพี่น้องทั้งหลาย เวลา ๙ ปีนี้ โอ้โห แทบสลบไสลเป็นบางครั้งๆ เอาขนาดนั้นนะทำความเพียร ไปคนเดียว พ่อแม่ครูจารย์ส่งเสริมด้วย เพราะท่านเห็นนิสัยบ้าบิ่น นิสัยผาดโผนเอาจริงเอาจัง ถ้าได้ลงแล้วเอาจริง เพราะฉะนั้นเวลาไปท่านถามว่าจะไปกี่องค์ ว่าไปองค์เดียว เอ้อ ท่านมหาไปองค์เดียวนะ ขึ้นเลยทันที ใครอย่าไปยุ่งท่านนะท่านไปองค์เดียว ใครจะไปยุ่ง เราก็ไม่เคยสนใจกับใคร ก็ร่มโพธิ์ร่มไทรทั้งต้นอยู่นั้นใหญ่โตท่านอาจารย์มั่น เราก็ไปของเรา

         แต่พอพ่อแม่ครูจารย์มั่นมรณภาพแล้ว ไม่ทราบใครจ้องมองเราอยู่แต่เมื่อไรพระเณรนะรุมเลย ตอนนั้นไม่มีอะไรละ พ่อแม่ครูจารย์ยังอยู่เราไปองค์เดียวได้สบายๆ ทำความเพียรของคนองค์เดียว เราไปคนเดียวสละตลอดเลย เดินจากบ้านนี้ไปถึงบ้านนั้นเป็นเดินจงกรมตลอดเวลา ฟัง สติกับจิตติดแนบกัน พิจารณาเรื่องกิเลสตัณหา เดินจากนี้ไปถึงหมู่บ้านนั้น เราว่าวันนี้เราเดินทางเราไม่ได้ทำความเพียรไม่ได้พูด เป็นความเพียรตลอดของบุคคลคนเดียว ไม่ได้เป็นน้ำไหลบ่า ไม่แทรกทางนู้นทางนี้ พุ่งเชียว

         อยากกินก็กิน ไม่กินกี่วันก็ตาม มันจะตายจริงๆ เราก็กินได้นี่นะ ยากอะไร หาธรรมมันหายาก หาอาหารใส่พุงไม่ได้ยากนะ มันหิวโหยจนจะเป็นจะตาย พอกินอิ่มท้องแล้วม้าแข่งสู้ไม่ได้ ความแข็งแรงของธาตุขันธ์ได้มาอย่างรวดเร็วจากอาหาร แต่อำนาจของอรรถของธรรมนี้ไม่ค่อยมี ไม่ค่อยเกิด เพราะฉะนั้นจึงต้องบืนใส่เพื่ออรรถเพื่อธรรม ทุกข์ยากลำบากเอาทนเอาๆ ไปอยู่บางหมู่บ้านเขาตีเกราะประชุมกันมา ฟังซิน่ะ เคยมีไหม เรามีมาแล้ว เป็นมาแล้ว

         ตีเกราะประชุมกันในหมู่บ้านเขา พอลูกบ้านมาประชุมแล้ว นี่ใครเห็นว่ายังไง  พระองค์นี้มาอยู่กับเรานานแล้ว ไม่ทราบว่ากี่วันด้อมๆ มาบิณฑบาตหนหนึ่ง หายเงียบๆ อย่างนี้เป็นประจำ ท่านไม่ตายแล้วเหรอ แล้วพวกเรากินวันละสามมื้อสี่มื้อยังทะเลาะกัน ตั้งแต่ตั้งบ้านมานี้เราก็ไม่เคยเห็นพระแบบนี้ ผู้ใหญ่บ้านเขาพูด เราเห็นพระองค์เดียวนี้แหละ แล้วเป็นมหาด้วยนะ เขาว่าเป็นมหาเสียด้วย ให้ออกไปหาท่านดูซี เป็นยังไงท่านไม่ตายแล้วเหรอ เราไม่ไปละกลัวท่านจะเขกเอา ว่าอย่างนั้นผู้ใหญ่บ้าน พวกลูกบ้านก็หลั่งไหลออกมา เวลามาหาเรามากๆ มาอะไรกันมากมายก่ายกอง เขาก็มาเล่าเรื่องให้ฟัง เราก็ไล่เบี้ยปุ๊บปั๊บๆ เสร็จ จบแล้วเสร็จ ไปกลับ ไม่ถึงสิบนาทีไล่หนีเลย เราทำของเราอย่างนี้เห็นไหม

         นี่ละเสาะแสวงหาธรรม เวลาจะเป็นจะตายเหมือนผ้าขี้ริ้ว เหมือนไม่มีค่าราคาอะไรอยู่ในป่าในเขา หายใจแขม่วๆ เดินไปบิณฑบาตในหมู่บ้านไม่ถึง เรากำหนดว่าจะกะให้ถึงหมู่บ้านในวันพรุ่งนี้ บิณฑบาตคงถึงละ เอ้าวันพรุ่งนี้ไปฉัน ถ้าเลยจากนี้แล้วจะไปไม่ถึง กำหนดแล้ว ถึงขนาดนั้นถึงกลางทางจะตายแล้ว นั่งหายใจแขม่วๆ มันไปไม่ได้พักเสียก่อนแล้วค่อยไปบิณฑบาต พอฉันเสร็จแล้วมานี่เหมือนม้าแข่งนะ พอฉันแล้วมานี้ดีดผึงเลย เห็นไหมกำลังทางร่างกายมาอย่างรวดเร็ว แต่กำลังทางใจนี้ยาก เพราะฉะนั้นจึงต้องบึกบึนกันอย่างนี้ เราแทบเป็นแทบตาย

         นั่งตลอดรุ่งใครมีที่ไหน พระในประเทศไทยเอ้าว่าให้มันชัดเจนอย่างนี้ วันนี้เป็นวันที่จะเปิด เรานั่งตลอดรุ่ง ๙ คืน ๑๐ คืน ไม่ได้นั่งติดกันทุกคืนนะ นั่งตลอดรุ่งวันนี้แล้วเว้นไปคืนหนึ่งบ้าง สองคืนบ้าง แล้วนั่งตลอดรุ่งๆ ฟังซินั่งตลอดรุ่ง ใครอยากให้เห็นฤทธิ์กัน เอานั่งตลอดรุ่งให้ดูเสียหน่อยนะ เรานั่งมาแล้วเป็นเวลา ๙ คืน ๑๐ คืน ก้นแตกเลอะหมดเลย มีไหมพระในประเทศไทย ขอพูดเสียทีนะวันนี้ มันเป็นอะไรหลวงตาบัวนี้ถึงถูกโจมตีเอานักหนา สร้างความดีแทบเป็นแทบตาย ไอ้พวกเปรตพวกผีคอยโจมคอยตีตลอดเวลา เอาวันนี้ฟัดกันหน่อย

         เป็นยังไงความดีของหลวงตาที่ได้สร้างมานี้ สอนโลกมานี้ได้ ๖ ปีแล้วไปหาคัมภีร์ไหนมาสอน พูดให้มันชัดเจนนะ นี่หมายถึงว่าเปิดเผยออกทั่วโลกได้ ๖ ปีเต็ม เทศน์ที่ไหนบ้างกี่กัณฑ์ ไปหาคัมภีร์ไหนมา พิจารณาซิท่านทั้งหลาย เรียนก็เรียนมาได้แค่สามประโยค แต่เวลาออกปฏิบัติได้ปรากฏในธรรมทั้งหลายรู้ขึ้นที่ใจๆ ผางขึ้นที่ใจแล้วเทศน์ไม่หยุดไม่ถอย เป็นยังไง เวลานี้ก็เทศน์อยู่มิใช่เหรอ พิจารณาซิ ไปหามาจากคัมภีร์ไหน นี่ธรรมพระพุทธเจ้าขอให้เกิด ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วจ้าครอบโลกธาตุ

         เอา ถามมาว่างั้นเลย ถ้าควรตอบจะตอบทันที ควรตอบหนักเบามากน้อยจะออกทันที ที่ว่าติดเราไม่อยากพูดเลยเพราะไม่มี คำว่าติดไม่มี นอกจากควรตอบหรือไม่ตอบ ให้ติดไม่มี ควรตอบได้ประโยชน์หนักเบามากน้อยเพียงไร หรือตอบไปแล้ว จะไม่เกิดประโยชน์อะไร ตอบไปหาอะไร เหตุผลมันมีอยู่อย่างนั้น นี่ละเราช่วยโลกช่วยมาอย่างนี้ เต็มเม็ดเต็มหน่วยช่วยบรรดาพี่น้องทั้งหลาย เป็นเวลา ๖ ปีเต็มเทศน์มากี่กัณฑ์ แล้วไปเอามาจากคัมภีร์ไหนบ้างมาเทศน์ ขอพูดเสียทีหนึ่งวันนี้น่ะ

         มันเป็นยังไง วันหนึ่งๆ เทศน์ไม่หยุดไม่ถอยเป็นประจำวันดังที่เทศน์อยู่เวลานี้  เอามาจากไหนคัมภีร์ไหน คัมภีร์แบกจนหลังหักมันก็ไม่พอ ที่นำมาเทศน์เหล่านี้ไม่พอ แต่เทศน์อยู่นี้เทศน์ได้ตลอด ถ้าเหตุผลกลไกที่ควรจะได้รับประโยชน์สำหรับผู้ฟังมาเกี่ยวข้องออกทันทีๆ ถ้าไม่เกิดผลประโยชน์ปิดเหมือนล็อกกุญแจไว้เลย ทำยังไงก็ไม่ออก มีเหตุมีอย่างนั้นธรรม มีก็ไม่หนัก เหมือนไม่มี ถ้าเวลามีเหตุการณ์เข้ามานี้รับกันออกทันทีๆ เลย นี่ละธรรมภายในใจ

         ขอให้ปฏิบัติธรรม เมื่อธรรมได้เกิดขึ้นในใจ ใจดวงนี้เป็นธรรมทั้งหมด ไม่มีอัดมีอั้น ออกทะลุทั่วโลกธาตุ นี่ละกิเลสบีบนี้ออกไม่ได้นะ ไปที่ไหนติด ติดตลอดเวลา โลกนี้มีแต่โลกติด ไปที่ไหนบ่นตั้งแต่เรื่องกองทุกข์ทรมานทั่วโลกดินแดน ใครหาความสุขมาจากไหน จากกิเลสที่มันหลอกลวงมาได้ผลดีมาอวดธรรมบางซิ ไม่เห็นมี นี้อวดผู้อยากอวด ตั้งแต่กิเลสตัวยุ่งเหยิงวุ่นวายก่อกวนภายในใจขาดสะบั้นไปจากใจเรา เราไม่มีทุกข์ ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งป่านนี้ไม่ปรากฏว่าทุกข์มีในหัวใจเราเลย สอนโลกก็สอน โลกไหนที่เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันตลอดเวลาเราสอนด้วยความเย็นใจของเรา เราไม่มีทุกข์เหมือนโลกที่เต็มไปด้วยกองทุกข์นั้นเลย

         พระพุทธเจ้าสอนโลกท่านก็สอนอย่างนั้น โลกเต็มไปด้วยกองทุกข์ พระพุทธเจ้าสอนโลกด้วยบรมสุข สาวกทั้งหลายสอนด้วยบรมสุข ท่านไม่ได้มีกองทุกข์ไปคละเคล้ากันกับโลกที่จมอยู่ด้วยกองทุกข์ทั้งหลายนั้นเลย ต่างกันยังไงบ้าง  นี่ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นยังไงบ้างเอาไปฟังซิพี่น้องทั้งหลาย การเทศน์สอนพี่น้องทั้งหลายเราไม่ได้หวังเอาอะไรนะเทศน์ทุกวันนี้ เราหวังให้เป็นประโยชน์แก่พี่น้องทั้งหลาย เราพอทุกอย่างแล้ว เราไม่หวังอะไร รอตั้งแต่ลมหายใจ พอขาดเท่านั้นดีดผึงเลย การตายของเราไม่ยากเราพูดตรงๆ สร้างมงสร้างเมรุให้เรา เผานั้นเผานี้อย่ามายุ่ง แน่ะ ตายแล้วมันหมดสภาพแล้ว ถ้าจะเผาก็เผา ไม่เผาเขี่ยลงทะเลไหนก็เขี่ย เราไม่สนใจกับหัวมันแหละของเหล่านี้

         ธรรมธาตุเต็มอยู่ในหัวใจแล้ว ตั้งแต่ยังไม่ตายเรารู้อยู่แล้ว พูดอย่างอาจหาญ เพราะรู้แล้วถึงมาพูด ไม่ได้เอาอะไรมาโกหกโลกนี่นะ ทีนี้เวลาตายแล้ว นี่เรายังซ้ำเข้าอีกนะ ด้วยความห่วงใยโลกนั่นเองไม่ใช่อะไร เวลาเราจะตายเราเขียนพินัยกรรมไว้แล้ว พินัยกรรมว่าไง เวลาเราตายแล้ว บรรดาประชาชนญาติโยม ลูกศิษย์ลูกหานำปัจจัยไทยทานเข้ามาถวายเรา เผาศพเรา เฉพาะอย่างยิ่งเงิน ไอ้หลังลายเข้าใจไหม ได้มามากน้อยเราจะตั้งกรรมการเก็บรักษาให้หมด อย่านำไปใช้สุรุ่ยสุร่าย ประดับประดาตกแต่งโลงศพโลงเศพอะไร อย่าไปยุ่ง อันนั้นรอแต่เอาไฟจ่อมันเท่านั้น ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร

         เงินนี้มีประโยชน์สำหรับผู้มีชีวิตอยู่ เราจะนำเงินจำนวนเหล่านี้ทั้งหมด จากคณะกรรมการที่รวบรวมได้แล้วเข้าไปซื้อทองคำ แล้วเข้าสู่คลังหลวงให้หมด ฟังซิน่ะ อันนี้เป็นประโยชน์แก่ผู้ยังมีชีวิตอยู่ คือปัจจัยนี้จะไปซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวงเพื่อความอบอุ่นแก่ลูกหลานชาวไทยเรา เราเองดีดเลยเราไม่สนใจ นี่เป็นวาระสุดท้ายที่เราทำประโยชน์แก่โลกก็มีพินัยกรรม อันนี้เป็นสุดท้ายของเรา เวลาเรายังมีชีวิตอยู่นี้เราก็ช่วยอย่างเต็มที่อยู่อย่างนี้ละ ดูเอาซิ เป็นยังไงช่วยพี่น้องทั้งหลาย ช่วยเต็มเม็ดเต็มหน่วย

         ใครจะว่าอะไรมันเหนือหมดแล้ว ที่ใครจะมาตำหนิติเตียนอะไรๆ ยกยอปอปั้น อะไรนี้เป็นส่วนเกินทั้งนั้น ความพอดีอยู่กับธรรมธาตุนั้นแล้ว ไม่เอา ดีก็ไม่เอา ชั่วก็ไม่เอา ตกลงไปเอง ตกไปเอง ใครจะมาตำหนิขนาดไหนก็ตกไปเอง ใครจะมาชมขนาดไหนก็ตกไปเอง แต่เป็นเจตนาดี เจตนาชั่ว เป็นบาปเป็นบุญของผู้เป็นต่างหาก เราไม่เป็นอะไร พากันจำเอานะ อุตส่าห์พยายาม

         เป็นยังไงคัมภีร์ (หันมาพูดกับลูกศิษย์) เวลาเทศน์เราพูดจริงๆ เราเรียนจนเป็นมหา บทเวลาปฏิบัติธรรม ธรรมได้เกิดขึ้นภายในหัวใจแล้วมันไม่ได้ออกไปคัมภีร์นะ ขึ้นนี้เลยผึงๆๆ เลย เราไม่ได้ประมาทคัมภีร์ คัมภีร์เป็นแนวทางเดิน เป็นเข็มทิศทางเดินชี้ทางเข้ามาสู่ปฏิบัติ  เมื่อปฏิบัติตามคัมภีร์ถูกต้องแล้ว ได้ผลขึ้นมาแล้วเอาอันนี้ออกใช้ ไม่ต้องไปรบกวนคัมภีร์ เอาละวันนี้พอ มันเลยเถิดแล้วแหละ จำได้หรือยังพี่น้องทั้งหลาย ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นของหลอกลวงโลกเหรอ นี้เราเอาตัวเรายันเลย เราไม่เคยสะทกสะท้านกับอะไร สามแดนโลกธาตุไม่มีอะไรที่จะมาผ่านได้ ธรรมอันนี้เหนือหมดเลย เพราะฉะนั้นจึงพูดด้วยธรรม ธรรมเหนือโลกก็พูดแบบเหนือโลกละซิ เอาละพอ

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก