จิตเสื่อมเพราะขาดสติ
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 เวลา 8:35 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๘

จิตเสื่อมเพราะขาดสติ

 

หลักพุทธศาสนานี้สติเป็นพื้นฐานทีเดียว ออกกระจายไปหมดทั้งหน้าที่การงานการประพฤติตัว ต้องมีสติติดตามๆ สวยงามไปหมด ผลได้ไม่ค่อยผิดพลาด ไม่บกพร่อง สติเป็นสำคัญ เราไม่ลืมนะที่ได้นำมาสอนบรรดาพี่น้องลูกหลานอยู่เวลานี้ คือถอดออกจากหัวใจที่ลงจากเวทีมา แหม จิตเจริญแล้วเสื่อมๆ คือฝังใจด้วยนะสดๆ ร้อนๆ ไม่มีคำว่าจืดชืด เจริญแล้วเสื่อมๆ ปีหนึ่งกับห้าเดือน เราไม่ลืมเลย โอ๋ย ทุกข์แสนสาหัส ถ้าเทียบแล้วก็เหมือนกับว่า คนที่มีเงินเป็นล้านๆ แต่ไปถูกล่มจมลงด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง แม้เงินจะมีอยู่ในบ้านเป็นแสนๆ ก็ตามไม่มีความหมาย มันจะไปอยู่ที่เงินสูญหายไปเป็นล้านๆ นั้นหมดหัวใจ สร้างฟืนสร้างไฟเข้ามาเผาตัวเอง เงินเหลือเป็นแสนๆ ไม่มีความหมาย นี่ได้คิดถึงขนาดนั้นเป็นข้อเปรียบเทียบ

พวกตาสีตาสาเขาอยู่ตามท้องไร่ท้องนาเขา ไม่ได้มีเงินมีทองเป็นพันเป็นหมื่นอะไรเขาอยู่สบาย เรามีเงินเป็นล้านๆ แล้วไปถูกล่มจมลงไปด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง แม้จะมีเงินอยู่ในบ้านเป็นแสนๆ ก็ตามไม่ได้มีความหมาย สู้ตาสีตาสาเขามีเงินสิบบาทร้อยบาทอยู่ในบ้านไม่ได้นะ เขาไม่ทุกข์ เรานี้ทุกข์แสนสาหัสเลย จึงไม่ลืม นี่ละที่เด็ดอันนี้ เราก็เลยย้อนไปหาในคัมภีร์ พระโคธิกะฌานท่านเสื่อม ๖ หน เจริญแล้วเสื่อมๆ นี่ละที่ท่านทุกข์มาก เราเอาเข้ามาหาเราได้ทันที เจริญแล้วเสื่อมๆ ดูว่าหนที่หกท่านทนไม่ไหม ท่านเอามีดเฉือนคอเจ้าของเลย แต่ท่านมีนิสัยนะ เอามีดเฉือนคอเลือดกระฉูดออกมามองเห็น พิจารณาอยู่นั้นบรรลุธรรมปึ๋งเดี๋ยวนั้นเลย

นี่เรื่องพระโคธิกะก็พิสดารอยู่ ท่านบอกไว้ในตำราว่า พญามารมาคุ้ยเขี่ยขุดค้นหาจิตวิญญาณของพระโคธิกะ ตายแล้วไปไหน แผ่รัศมีออกจนกระทั่งมืดฟ้ามัวดินไปหมด รัศมีของพญามารที่คุ้ยเขี่ยหาจิตวิญญาณของพระโคธิกะว่าตายแล้วไปไหน พระพุทธเจ้าก็รับสั่งแบบว่าตวาดลงมาเลย เออ พญามาร ถ้าเป็นภาษาหลวงตาบัวแล้วก็จะซ้ำเข้าอีกทีหนึ่ง แต่พระองค์พูดโดยสุภาพหรือพระองค์จะเน้นหนักยิ่งกว่าเราก็ได้ แต่ตำราท่านบอกมาเป็นกลางๆ เพื่อให้สุภาพ พญามาร เธอจะไปค้นหาอะไรจิตวิญญาณของพระโคธิกะลูกเราตถาคต เธอนิพพานไปแล้ว ถ้าเป็นเราจะว่า เธอจะมายกโคตรยกแซ่เธอมาคุ้ยเขี่ยหาก็มา หรือเธอมีกี่โคตรกี่แซ่ให้มาคุ้ยเขี่ยหาจิตวิญญาณของพระโคธิกะ ไม่มีหวัง ถ้าเป็นหลวงตาบัวพูด คือคำพูดเหล่านี้พูดเพื่อให้เน้นหนัก ยกทัพมาเท่าไรมาค้นก็ไม่เห็น อย่าว่าแต่พญามารเท่านั้น เสนามารอะไรๆ มาทั้งหมดก็ไม่เจอ

เราย่นเข้ามาถึงเรื่องความเสียใจของท่าน ท่านทนไม่ไหวฌานเสื่อม ฌานก็คือสมาธิ ฌาน แปลว่า การเพ่ง สมาธิมีจุดที่สงบเย็น จิตมันจ้ออยู่นั้นเรียกว่าสมาธิ เรียกว่าฌาน ในศัพท์นี้ได้ทั้งนั้น ทีนี้ก็มาเข้ากับเราเรียกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เข้ากันได้ ที่จิตเจริญแล้วเสื่อมๆ จิตเราเจริญก็เคยเล่าให้ฟังแล้ว เราไม่รู้จักรักษา เพราะไม่เคยรู้ไม่เคยเป็น นึกว่ามันจะไม่เสื่อมอย่างนั้นเราก็เลยรามือบ้างมาทำกลดหลังหนึ่ง นั่นแหละตัวเหตุ จิตมันก็ไปจ่ออยู่ที่กลดไม่ได้มาจ่ออยู่ที่นี่ ทีนี้จิตขาดการอารักขามันก็เสื่อม

พอเข้าสมาธิได้บ้างไม่ได้บ้างเท่านั้น ไม่ได้มากอะไรนะ พอเข้าได้บ้างไม่ได้บ้างเท่านั้นก็รีบร้อยกลดทันทีๆ โอ๋ย ไม่ได้จิตเราเสื่อมแล้ว โดดผึงออกเลยซัดกันใหญ่ สู้มันไม่ได้ นี่ละเรื่องจิตเสื่อม มันก็เสื่อมเลยที่นี่ โถ เสียใจเสียจน... อะไรๆ ไม่มีความหมายในโลกนี้ เสียดายจิตอันนั้นที่ปรากฏว่ามันเลิศเลอ ที่เสื่อมไปนั้นนะ ก็สมาธิเรานั้นแหละ แต่สมาธิขั้นนี้มันแน่นปึ๋งเราจึงตายใจนึกว่าจะไม่เสื่อม เวลามันเสื่อมเพียงยิบแย็บๆ เท่านั้นเราก็รีบออกเลย มันลงหมดเลยไม่มีเหลือ นี่ละที่ว่าเรามีเงินเป็นล้านๆ ไปถูกล่มจมลงด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง แม้จะมีเงินอยู่ในบ้านในเรือนเป็นแสนๆ ก็ไม่มีความหมาย ความทุกข์ไปรวมอยู่กับจำนวนเงินเป็นล้านๆ นั้นที่สูญหายไปนั้นหมดเลย นี่ละกองทุกข์เกิดขึ้นมา สู้เขามีเงินสิบบาทยี่สิบบาทไม่ได้ เขาไม่ได้ทุกข์เหมือนเรา เราทุกข์มากที่สุด

แต่ความเพียรมันไม่ถอยเท่านั้นแหละ ถ้าความเพียรถอยตายเลยนะ ความเพียรไม่ถอย เสื่อมลงไป เอ้า เอาอีกซัดอีก ได้ ๑๔-๑๕ วันหมุนกันเต็มเหนี่ยวๆ ไปถึงขั้นนั้นแล้วทีนี้มันไม่เหมือนเก่าซี พอเข้าเฉียดๆ ชานเมืองไม่ใช่ตัวเมืองคือสมาธิ สมาธิคือตัวเมือง เข้าไปชานเมือง อยู่ได้สองคืนเท่านั้นเสื่อม เสื่อมลงแบบกลิ้งครกลงจากภูเขาละ ผึงเลยเทียวไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น ผึงลงเลย แหม แบกความเสียอกเสียใจ ความทุกข์ความทรมานใจ นี่ก็พยายามไสเข้าอีกอย่างนั้นมา เจริญแล้วเสื่อมเราอย่าว่าเลยห้าหนหกหน มันปีหนึ่งกับห้าเดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกาจนกระทั่งเดือนเมษาปีต่อไป ปีหนึ่งกับห้าเดือนที่ไสครกขึ้นภูเขาแล้วมาทับหัวเจ้าของลงไป ไสครกขึ้นภูเขาเวลาลงมาทับหัวเราลงไป นี่เป็นทุกข์แสนสาหัสเราไม่ลืม สดๆ ร้อนๆ จนกระทั่งทุกวันนี้

ทีนี้พอมันเป็นอย่างนั้นแล้วก็มาพิจารณา คือเรากำหนดจิตโดยเฉพาะ สติอยู่กับจิตๆ มันเผลอไปได้นะ มันมีเผลอไปได้ ความเผลอไปนั้นกิเลสเผาแล้วๆ เสื่อมได้เลย มันจะเป็นเพราะเราไม่ได้ใช้คำบริกรรมหรือยังไงน้า ใช้ความใคร่ครวญดู จิตของเราถึงได้เสื่อมได้ มีทางเสื่อมได้อย่างนี้ละมั้ง เอา แต่นี้ต่อไป มีทางเดียวเท่านี้ละ คือทางคำบริกรรมกับสติ เอาตรงนี้ละ อย่างอื่นเราพิจารณาหาไม่เห็น เราก็ตั้งใจอยู่เต็มเหนี่ยว ๑๔-๑๕ วันเจริญขึ้นแล้วลง อยู่ได้เพียงสองคืนหรือสามคืนลง เอาจุดนี้ละ แต่ต้องเรียนให้ทราบนิสัยของหลวงตานี้พูดจริงๆ มันจริงมากนะ ว่าอะไรขาดสะบั้นไปเลย นี่ลงวินิจฉัยใคร่ครวญดู พอลงตัวแล้วว่าเอาจุดที่ว่าคำบริกรรมติดกับจิต แล้วสติครอบอยู่ในจิตนี้เลย ไม่ให้มันเผลอเลยที่นี่ เอ้า มันจะเสื่อมไปทางไหน ความเสื่อมความเจริญเราไม่เอามาเป็นอารมณ์ เราจะจับอยู่กับคำว่าพุทโธกับสติติดกับหัวใจนี้เท่านั้น มันจะเสื่อมไปไหนให้เสื่อม มันเจริญก็ให้เจริญไป เราอยากให้มันเจริญพอแล้ว ไม่อยากให้เสื่อมก็พอแล้ว มันไม่ได้ฟังเสียงเรา ทีนี้เราไม่ยุ่งไม่เป็นอารมณ์ แล้วไม่เป็นจริงๆ นะ มันจะเสื่อมจะอะไรเราไม่สนใจ เอากับพุทโธติดแนบเลย

         ทีนี้มันเป็นเหมือนระฆัง เหมือนนักมวยเขาจะต่อยกัน พอระฆังเป๋งเท่านั้นก็ซัดกันเลยนักมวย อันนี้ก็พอลงใจแล้วเอาละนะ นั่นละเรียกว่าระฆังดังเป๋ง สติจับปุ๊บกับคำบริกรรม ตั้งแต่นี้เผลอไปไม่ได้เลย แล้วไม่เผลอจริงๆ นะ ตั้งแต่กำหนดปั๊บนั้นแล้วไม่มีเผลอเลย ทั้งวันเผลอไปไม่ได้ นี่ละทุกข์มากที่สุด คือควบคุมจิตที่กิเลสตัวสังขารมันผลักดันออกมาอยากคิดอยากปรุง มันดันเข้ามาๆ เหมือนหัวอกจะแตกนะ นี่เราถึงได้เห็นอำนาจของกิเลสมันมาทางสังขารความคิดปรุง อวิชชาดันออกมาๆ มันดันขึ้นมา

         ทางนี้พุทโธคำบริกรรมปิดช่องมันไว้ ไม่ให้มันออก สติติดแนบอยู่นั้น มันก็ โหย เหมือนอกจะแตกนะ มันดันมันจะออก ไม่ยอมให้ออก ซัดกันทั้งวันตลอดหลับ ไม่มีคำว่าเผลอเลย นู่นฟังซิมันเอากันขนาดไหน หนักขนาดไหน จึงว่าไม่มีคำว่าเผลอเลย เผลอไม่ได้ว่างั้นเลย ระฆังดังเป๋งต่อยละ หมดทั้งวันเอาเต็มเหนี่ยววันนี้ พอวันที่สองมา ตื่นนอนปั๊บจับปุ๊บเลยนะ ทีนี้เผลอไปไม่ได้อีกเหมือนกัน ซัดลงไปถึงประมาณสักสามวัน ความผลักดันมากๆ นี่ค่อยอ่อนลงๆ สติกับคำบริกรรมนี้ไม่มีคำว่าเผลอเลย ติดกันตลอด นี่ฟังซิ เผลอไม่ได้

         บิณฑบาตเขาจะเอาอะไรใส่ไม่สนใจ คำวาพุทโธกับสติติดแนบกันนี้ติดตลอด ไปบิณฑบาตเขาเอาอะไรใส่บาตรไม่สนใจ ไม่ให้เผลอเลย ฉันอยู่ก็เผลอไม่ได้ ทำอะไรเผลอไม่ได้ ประมาณสักสามวันล่วงไปแล้วค่อยเบาลงๆ ทีนี้ก็เน้นหนักเข้าไปทางสติ จนกระทั่งมันพอรามือมันจึงจะมีเผลอได้ละ ในระยะที่ชุลมุนกันอยู่นี้เผลอไม่ได้เป็นอันขาด ซัดกัน ทีนี้จิตก็ค่อยสงบเข้าไปๆ เห็นความสงบละที่นี่ สังขารที่มันปรุง สังขารกิเลสที่มันปรุงนั้นเบาลงๆ จิตก็ละเอียดเข้าไปๆ ซัดเข้าไปจนกระทั่งถึงคำที่เราบริกรรมติดกันอยู่มาหลายวันๆ ทีนี้พอมันได้จังหวะแล้วมันละเอียดมันก็ลงซิ มันรวม

         ละเอียดเข้าไปๆ ปั๊บจนกระทั่งคำบริกรรมคิดไม่ออกเลย หมดคำบริกรรม พุทโธๆ นี่ติดมากี่วัน พอจิตมันเข้าขั้นละเอียดแล้วทีนี้คำว่าพุทโธนี้ จิตละเอียดแล้วไม่ปรุงนะ ปรุงอะไรก็ไม่ออก ไม่มี เกิดความสงสัย ทั้งๆ ที่สงสัยก็ไม่ยอมให้เผลอ ฟังซิน่ะ เอ๊ ทำไมจิตของเราก็บริกรรมมาจนกระทั่งขนาดนี้ แล้วพอถึงนี่แล้วมันถึงบริกรรมไม่ได้นะ เอาบริกรรมไม่ได้ก็ความที่สง่างามอยู่ภายในจิตละเอียดลออนั้นมีอยู่ เอาสติจับตรงนี้แทนคำบริกรรม ก็จับไว้นั้นอีก ไม่ให้เผลออีกเหมือนกัน จนกระทั่งมันได้จังหวะแล้วก็เหมือนคนตื่นนอน พอตื่นนอนแล้วจิตคลี่คลายออกมาแล้วเอาพุทโธติดเข้าไปอีก

         นี่เล่าความละเอียดให้ท่านทั้งหลายฟัง วิธีการที่เราดำเนินซึ่งตั้งตัวได้เพราะเหตุนี้เอง ทีนี้พอมันคลี่คลายออกมาก็เอาพุทโธติดเข้าไป ติดเข้าไปเรื่อย คำว่าเผลอไม่ให้มีเลย ซัดกันนี่ทุกข์ที่สุดเลย เรื่องทุกข์แสนทุกข์ แต่มันไม่ได้สนใจความทุกข์ มันสนใจแต่งานที่ทำ ครั้นต่อไปก็ค่อยเจริญขึ้นๆ พอเจริญขึ้น เอาเจริญก็เจริญ เสื่อมก็เสื่อม คำบริกรรมนี้เป็นอันว่าคอขาดไปด้วยกัน จากนั้นพอถึงขั้นที่มันเจริญขึ้นไปได้สองคืนแล้วเสื่อม เอาเสื่อมไปเราไม่เสียดายมัน มันเคยเสื่อมมาพอแล้ว สร้างกองทุกข์ให้เรามากแล้ว เราไม่สนใจ เราจะจับพุทโธคำบริกรรมนี้ติดอยู่อย่างเดียวเท่านั้น

         พอถึงนั่นแล้วมันไม่เสื่อมแล้วที่นี่ เสื่อมไม่เสื่อมเราก็ไม่อาลัยกับมันแล้ว เราปล่อยมันแล้ว มีแต่คำบริกรรม ทีนี้จิตไปถึงขั้นที่ควรจะเสื่อมแล้วไม่เสื่อมนะ ค่อยเจริญขึ้นๆ ดูเรื่อยๆๆ สตินี้ติดตลอดเลย จนกระทั่งมันก้าวผ่านนั้นไปแล้ว พอเป็นที่เบาใจลงได้แล้วจึงมาพิจารณาย้อนหลัง อ๋อ ที่จิตของเราเผลอ ทำให้จิตเสื่อมลง อยู่ได้สองคืนสามคืนเสื่อมลงเพราะการขาดสตินี่เอง สติอาจแย็บออกไปนั้น กิเลสเข้ามาเผาได้ตอนนั้น ทีนี้กิเลสเผาไม่ได้ จิตได้รับการควบคุมรักษาก็เจริญขึ้นอย่างนี้ ก็ก้าวขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสติที่ว่านี่นะ

         กิเลสมันจะหนาแน่นขนาดไหนขนาดอกจะแตก สู้สติไม่ได้นะ สติบังคับไม่ให้ออก มันออกไม่ได้ มันออกไม่ได้ก็ไม่ออกทำงานกว้านเอาฟืนไฟมาเผาเรา มีแต่จิตทำงานด้วยธรรม สร้างธรรม พุทโธนั่นละเรียกว่างานของจิต สติธรรม พุทโธติดกันไปเรื่อยๆ จิตก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่นั่งหามรุ่งหามค่ำละ ไม่ถอยเลย พอจิตสงบลง เย็นลง ตายใจได้ สบายใจได้แล้ว ทีนี้ก้าวเข้าสู่การนั่งหามรุ่งหามค่ำเลย เอาจนกระทั่งก้นแตก เอา เป็นยังไงเป็นกัน

         นี่เรายังได้คิดอีกนะว่า จิตของเราเมื่อเจริญแล้วอย่างนี้จะเสื่อมไปไม่ได้ นี่ละทำให้เราคิดถึงพระโคธิกะ ถ้าเสื่อมคราวนี้เราจะทนอยู่ในโลกนี้ไม่ได้ เราต้องตาย จะตายแบบไหนมันคงจะเหมือนพระโคธิกะ เพราะเราเชื่อนิสัยเราว่าอะไรเป็นอย่างนั้นจริงๆ ว่าควรตายตายจริงๆ เอาถ้าเสื่อมแบบนี้เราต้องตาย ถ้าเราไม่ตายจิตเราจะเสื่อมไม่ได้ มันก็เหมือนกับว่าโทษอุกฉกรรจ์ เขามัดคอมันแข้งมัดขาไว้หมด นี่สติความรอบคอบ ความอารักขาจิตใจ มัดไว้ตลอด จิตมันก็ไม่เสื่อม ถ้าหากว่าจิตเสื่อมคราวนี้เราจะตายแล้วนะ เป็นพระโคธิกะแน่นอน แต่พระโคธิกะตายท่านสำเร็จมรรคผลนิพพาน เราตายนี้จะลงนรกหรือลงไหนไม่ทราบ

         มันทนไม่ไหวแล้วทุกข์มาแสนสาหัส ได้ปีหนึ่งกับห้าเดือน เราจะทนทุกข์ทรมานไปอีกได้ยังไง เพราะฉะนั้นเอาคำว่าจิตเสื่อมไม่ได้เป็นประกันเลย ซัดกันเลย นั่นละมันถึงได้ก้าวขึ้นสู่นั่งหามรุ่งหามค่ำ ไปถึงนู้นจิตลงจ้าขนาดนั้น บอกว่าไม่เสื่อม ส่วนใหญ่มันก็ไม่เชื่อ เพราะเราเคยเข็ด ความเคยเข็ดนั่นละไม่เชื่อ ซัดกันเรื่อยๆ ท่านทั้งหลายจำเอานะการภาวนา เราทำเป็นแบบฉบับได้ เราเอาตัวเราเป็นแบบฉบับเรา และเป็นแบบฉบับของพี่น้องทั้งหลาย การสอนจึงไม่ผิด

         สติเป็นสำคัญมากทีเดียว เราตั้งตัวได้ด้วยสติ กิเลสมันจะหนาแน่นถึงขนาดอกจะแตกมันดันอยากคิด สติครอบเอาไว้ไม่ยอมให้ออก กิเลสก็ออกไม่ได้ กิเลสออกทำงานไม่ได้ สติก็ทำงานได้ คำบริกรรมก็ทำงานได้ สร้างธรรมขึ้นในใจได้  สร้างความสงบขึ้นได้ในขณะเดียวกัน ให้ท่านทั้งหลายจำให้ดี เราได้เห็นโทษของมันเรื่องจิตของเราเสื่อม ปีหนึ่งกับห้าเดือน อย่าพูดเลยว่า ๖ หนเหมือนพระโคธิกะ เรามันมากกว่านั้น ทนทุกข์ทรมาน อยู่ไหนหาความสบายไม่ได้เลย จิตเสื่อมนี้เป็นทุกข์มากที่สุด

         เวลาธรรมดาเราไม่ได้จิตมีสมาธิอย่างนั้นก็อยู่เหมือนเราๆ ท่านๆ อยู่กัน ก็ไม่เห็นทุกข์อะไรมากนัก เป็นธรรมดาเหมือนโลกทั่วๆ ไป แต่พอได้จิตขั้นนี้ขึ้นมาแล้วมันเสื่อมลงไปนี้ แหม ทุกข์เอาเหลือประมาณ จึงได้เอากันอย่างหนัก นี้จึงเน้นหนักถึงเรื่องสตินะ  ขอให้สติดีเถอะกิเลสจะกำเริบไปไม่ได้ มันจะหนาแน่นขนาดไหนสติติดแล้วกิเลสจะออกมาเพ่นพ่านไม่ได้ เราได้จับติดแล้วทำแล้ว ถึงขนาดอกจะแตก คือสังขารมันอยากคิดอยากปรุง อยากรู้อยากเห็น เป็นทางของกิเลสออกทำงานเพื่อกว้านฟืนไฟมาเผาเรา แต่ไม่ยอมให้ออก ช่องมันออกนั้นเอาพุทโธปิด สติติดแนบเข้าไปอีก มันเลยไม่ออก จึงเหมือนว่าอกจะแตก มันดันมันอยากออก ไม่ยอมให้ออก แล้วมันก็สงบของมันลงไปเอง ไม่เห็นมันผาดโผน เหยียบสติ ข้ามสติไปได้

         สติจึงสำคัญมาก กิเลสจะใหญ่โตขนาดไหนก็ใหญ่เถอะ ขอให้มีสติจับติดกิเลสฝืนไม่ได้เลยเชียว จำให้ดีคำนี้นะ เราได้ทำมาแล้ว ฝืนไม่ได้จริงๆ จนอกจะแตกมันยังสงบของมันลงได้ด้วยอำนาจสติไม่ปล่อย ปิดไว้เลยไม่ให้มันออก วันนี้พูดเพียงเท่านี้ให้เป็นคติแก่ผู้ปฏิบัติทั้งหลาย พวกปฏิบัติในครัวให้เอาจริงเอาจังนะ อย่าเหลาะแหละๆ โลเลโลกเลกไม่ได้นะ จิตใจนี้สร้างฐานให้ได้สาระ สร้างสาระให้ได้ สร้างความเลวทรามมันสร้างมาพอแล้วละ เอาให้ดีซิเป็นยังไง ธรรมพระพุทธเจ้าแข่งกับกิเลสเป็นยังไง แต่ก่อนจิตนี้มันเป็นคลังกิเลส ฟัดลงไป ฆ่ากิเลสฉิบหายหมดแล้ว เป็นคลังของธรรมขึ้นมาต่างกันยังไงบ้างจิตดวงนี้ ให้เห็นอย่างนั้นซี มีเท่านั้นละ มีอะไรอีกไหม 

         วันนี้สอนเป็นแบบฉบับจริงๆ ใครอย่าปล่อยนะ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วจะพออยู่เย็นเป็นสุขและตั้งตัวได้ ถ้าผู้ที่ควรผ่านๆ ผ่านได้ถึงนิพพานเลย สติเป็นสำคัญมาก วางไม่ได้เลยสติ ตั้งแต่พื้นๆ จนกระทั่งถึงนิพพาน สตินี้จะปล่อยไม่ได้เลย สำคัญขึ้นเป็นลำดับ คิดดูสติขั้นนี้แล้ว ต่อไปสติหนาแน่นขึ้นไปกลายเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ ทำงานเอง เป็นสติเอง ไม่ได้เผลอเลย เรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติ ไม่มีคำว่าเผลอ เป็นเอง นี่ถึงขั้นเป็นเอง ไม่ตั้งก็เป็น สติก็จำเป็นอยู่อย่างนี้ จากนี้ก็ก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญา เมื่อกำลังของสติปัญญาอัตโนมัตินี้แก่กล้าแล้ว เชื่อมเข้าไปถึงมหาสติมหาปัญญา ทีนี้พูดไม่ได้เลย ซึมซาบไปหมดเลยมหาสติมหาปัญญา พูดได้แต่เพียงว่าซึมซาบ ไม่มีคำว่าสับยำเหมือนสติปัญญาอัตโนมัติ ยังมีสับมียำ พอถึงขั้นมหาสติมหาปัญญาแล้วซึมไปเลย กิเลสอยู่ที่ไหนขาดไปเลย ถูกเผาแหลกๆ

ถึงขั้นนี้แล้ว จากนี้ปั๊บก็พ้นเลย จิตพ้น ให้จำเอานะ เราตั้งสติตั้งแต่ขั้นล้มลุกคลุกคลาน จนกระทั่งถึงมหาสติมหาปัญญา ซึมเลย กิเลสตัวใดผ่านไม่ได้เลย ถึงขั้นนั้นแล้วผ่านไม่ได้ เรียกว่ามันเผาโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เราตั้งหน้าจะเผานะ เผาอัตโนมัติกับเสาะแสวงหากิเลส นี่ก็เป็นอัตโนมัติ เจอกิเลสก็ฟัดกันเป็นอัตโนมัติไปเลย ถึงขั้นธรรมเป็นอัตโนมัตินี้เป็นอย่างนี้ ให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้นะ กิเลสเป็นอัตโนมัติในหัวใจเราเป็นอย่างไร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เป็นเครื่องมือของกิเลสทั้งนั้น เวลามันเป็นอัตโนมัติ จะคิดจะปรุงจะรู้จะเห็นสิ่งใดๆ กิเลสจะออกก่อนๆ ทำงานหมด เป็นอัตโนมัติของมัน แต่เราไม่ทราบว่ากิเลสสร้างตัวของมันบนหัวใจโดยอัตโนมัติ

นี่เราก็ไม่ทราบแต่ก่อน แต่พอจิตขั้นนี้ขึ้นมาๆ มันแก้กิเลสโดยอัตโนมัตละซิที่นี่ อยู่ที่ไหนแก้แต่กิเลส ไม่ได้ตั้งอกตั้งใจก็ตามมันหากหมุนของมันเพื่อฆ่ากิเลสตลอดๆ จนกระทั่งถึงขั้นซึมซาบของมหาสติมหาปัญญา เป็นเรื่องฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติทั้งนั้นๆ นี้มันก็พูดกันได้ แต่ก่อนกิเลสทำงานบนหัวใจเราเป็นอัตโนมัติ ทีนี้ธรรมทำงานฆ่ากิเลสบนหัวใจเราเป็นอัตโนมัติเหมือนกันมันก็รู้ คำนี้เราไม่ได้มาจากไหน ในคัมภีร์ท่านก็ไม่มี คัมภีร์เราก็เรียนมาแต่ไม่เห็นนะ แต่ก็มาเห็นมาเจอเอาที่หัวใจของเรา

ตั้งแต่ขั้นล้มลุกคลุกคลานที่ว่าตั้งสติ ระฆังเป๋งตั้งนั่นละ จำให้ดีนะ จนกระทั่งถึงขั้นมหาสติมหาปัญญา เราคนเดียวเป็นผู้ดำเนิน เราคนเดียวเป็นผู้รู้ผู้เห็น ฆ่ากิเลสก็เป็นเราคนเดียว ตั้งแต่ขั้นกิเลสมันผาดโผนโจนทะยาน สติปัญญานี้ล้มลุกคลุกคลานก็รู้ในตัวเอง พอจากนั้นไปก็ค่อยราบรื่นๆ สติปัญญาราบรื่นแล้วกิเลสหมอบลงๆ เอาจนกระทั่งค้นหากิเลสไม่เจอ มีแต่เรื่องอัตโนมัติของสติปัญญา เพราะฉะนั้นสติจึงสำคัญมาก ปัญญานี้จะออกเป็นบางกาลบางเวลา พอถึงขั้นเข้าไปหามหาสติมหาปัญญาแล้วนั้น เป็นอัตโนมัติ กลมกลืนเป็นอันเดียวกัน ทั้งสติทั้งปัญญากลมกลืนเป็นอันเดียวกันเลย

ให้เป็นอยู่ในหัวใจ ไม่ต้องไปเรียนที่ไหนก็รู้เองๆ นี่ภาคปฏิบัติเป็นภาคที่จริงจังมาก รู้จริงๆ เห็นจริงๆ ละกิเลสได้จริงๆ ท่านจึงสอนว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ปริยัติคือแบบแปลนแผนผัง ตำรับตำราแสดงเรื่องบาป บุญ มรรคผลนิพพานไว้ เรานำเอาตำรามาปฏิบัติ ทีนี้ก็ปรากฏเป็นผลขึ้นมา เหมือนเราเอาแปลนมาปลูกบ้านสร้างเรือน จะเอาขนาดไหนๆ สร้างตามแปลนมันก็สำเร็จเป็นบ้านเรือนขึ้นมา อันนี้จิตของเราสร้างตัวเองด้วยภาคปฏิบัติก็ปรากฏผลขึ้นมา ปฏิเวธๆ แปลว่าเห็นผลขึ้นมาเป็นลำดับ อย่างเขาสร้างบ้านสร้างเรือน ก็เห็นมาตั้งแต่เขาขุดดินเทเสาเทคาน ก็เห็นเป็นผลมา เออ วันนี้ได้แค่นี้ วันนั้นได้แค่นั้น เห็นผล นี่เรียกว่าปฏิเวธ ความรู้ผลของงานของตัวเอง

ออกภาคปฏิบัติแล้ว ปฏิเวธก็ติดกันไป นั่นละขึ้นแล้วมรรคผลนิพพาน ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ธรรมทั้งสามประเภทนี้แยกกันไม่ออก ถ้าแยกธรรมทั้งสามนี้ออกแล้ว ศาสนาไม่เต็มบาทเต็มเต็งนะ มีแต่ปริยัติเรียนจำมาเฉยๆ ใครก็เรียนได้จำได้ เด็กก็เรียนได้ ผู้ใหญ่เรียนได้ ผู้หญิงผู้ชายเรียนได้จำได้ด้วยกัน สำคัญที่ภาคปฏิบัติ ถ้าไม่นำไปปฏิบัติก็จำได้เฉยๆ เหมือนแปลนบ้านของเรา เอามาไว้เต็มห้องมันก็เป็นแปลนอยู่เต็มห้อง ไม่เป็นตึกรามบ้านช่องให้ พอลากเอาแปลนนั้นออกมาสร้าง จะเอาขนาดไหน ก็ปรากฏเป็นบ้านเป็นเรือนขึ้นมาตามแปลนนั้น

นี่ก็เหมือนกันการปฏิบัติ พอปฏิบัติแล้วผลก็จะเกิดขึ้นเป็นลำดับๆ ผลที่เกิดขึ้นจากภาคปฏิบัตินี้แม่นยำมาก แม้แต่ภาคปริยัติที่เราเรียนมาทีแรก เรายังสงสัยสนเท่ห์ ทั้งๆ ที่ธรรมที่ท่านสอนไว้บริสุทธิ์หมดจด แต่กิเลสเราเต็มหัวใจ ไปเรียนธรรมที่บริสุทธิ์มันก็มัวหมองในตัวของเรา เกิดความสงสัยในตัวของเราจนได้นั่นแหละ เวลามาปฏิบัติแล้วผลเกิดขึ้นในใจของเรา ทีนี้หายสงสัยๆ เรื่อยๆ ไปเลย ตั้งแต่ธรรมขั้นพื้นๆ ฟาด สาธุ ไม่ได้ประมาทอะไรละ ถึงมรรคผลนิพพาน ไม่ถามใครเลย แม้องค์ศาสดาก็ไม่ทูลถามท่านเพราะเป็นอันเดียวกัน นี่ละภาคปฏิบัติ นั่นละปฏิเวธสมบูรณ์แบบ ถึงที่สุดจุดหมายปลายทางก็เป็นปฏิเวธเต็มตัว สนฺทิฏฺฐิโก เต็มภูมิ ประจักษ์ในหัวใจตนไม่ต้องถามใคร แม้องค์ศาสดาก็ไม่ทูลถามท่าน จะถามอะไร ท่านบอก สนฺทิฏฺฐิโก ท่านมอบให้แล้วนี่ ให้ปฏิบัติ ให้รู้เองนะ จำเป็นอะไรจะต้องมาถามเราตถาคต ความหมายว่างั้น พากันจำ

เราสงสารโลกมันสกปรกมาก สกปรกเฉยๆ ธรรมดาไม่ได้สร้างฟืนสร้างไฟ ไอ้สกปรกในหัวใจนี้สร้างทุกข์ให้ตลอดนะ สกปรกทางร่างกงร่างกายอาบน้ำชำระเสียก็ไม่เป็นทุกข์อะไร แต่สกปรกในหัวใจนี้เป็นฟืนเป็นไฟในนั้นเสร็จนะ สกปรกมากเท่าไรยิ่งทุกข์มากๆ นี่ละเป็นสิ่งที่น่าคิดมาก เอาธรรมเข้าไปจับถึงจะรู้ สกปรกขนาดไหนก็ตามสำหรับคนตาบอดหูหนวกใจบอดมันไม่รู้ตัวเอง ดิ้นอยู่เหมือนไส้เดือนบุ้งกือ หาทางออกไม่ได้ ต้องเอาธรรมเข้าไปจับแล้วหาทางออกได้ จำเอานะ เอาละพอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก