อย่าเสียดายอะไรยิ่งกว่าการตั้งสติ
วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548 เวลา 8:35 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๘

อย่าเสียดายอะไรยิ่งกว่าการตั้งสติ

 

         พวกนี้หาจองตั้งแต่ที่นั่นที่นี่ เห็นแก่ตัวนะ เราดูมานี้กี่ปีกี่เดือนแล้ว เห็นแก่ตัวเอามากมาย ใครมามาจองที่ๆ คนอื่นไม่มีหัวใจเหรอ ดูหัวใจคนอื่นบ้างซิ มาเห็นแก่ตัวอยู่ต่อหน้าต่อตากัน มันเป็นยังไงหาจองแต่ที่ๆ ดูใจจืดใจดำเอาเหลือเกิน เห็นแก่ตัวมาก ไม่มีธรรมเลย ควรจะนั่งที่ไหนก็นั่งซิ ให้เกียรติคนอื่นบ้างเห็นใจคนอื่นบ้างซิ มาแล้วมาจองที่ๆ มันเป็นบ้าหรือพวกนี้น่ะ เหอ มันเป็นยังไง ดูมานานแล้วนะ วันนี้เปิดเสียบ้าง มันเป็นยังไงเห็นแก่ตัวเหลือเกิน ที่นี่เหมือนว่ามาจองเอาไว้ๆ คนอื่นเข้ามายุ่งไม่ได้ เป็นลักษณะนั้น เหมือนเสือหวงซากหมานั่น คนอื่นเขาก็มีหัวใจ ตาเขามีเขาก็อยากดูอยากเห็นอยากฟัง มีแต่เราคนเดียวเหรอ คิดให้ดีนะเรื่องเหล่านี้ เรื่องนั้นไม่ใช่ธรรม เป็นเรื่องกิเลสล้วนๆ เห็นแก่ตัว

เห็นแก่หัวใจคนอื่นก็ให้เฉลี่ยเผื่อแผ่กันซิ ใครควรจะนั่งที่ไหนแบ่งสันปันส่วนกันอย่างนั้นถึงถูก มีแต่มาจองเอาๆ ผู้มีสมบัติผู้ดีมาหาอย่างนี้ก็เข้าไม่ได้ มีแต่พวกเสือหวงซากหมาอยู่นี้ละ ใช้ไม่ได้นะให้จำให้ดี ดูมานานแล้ววันนี้เปิดเสียบ้าง มันดูไม่ได้ๆ มันจะเป็นต่อไปอีก มาปุ๊บปั๊บๆ ไม่เอาอะไรไม่สนใจเรื่องอรรถเรื่องธรรมเรื่องมรรคผลนิพพาน สนใจแต่ที่จะจองที่ให้ได้นั่งที่นั่นๆ มันเลิศเลออยู่ตรงนั้นหรือ ความเห็นแก่ตัวเป็นกิเลสล้วนๆ เห็นแก่เพื่อนแก่ฝูงก็เฉลี่ยเผื่อแผ่ซิ เขาบ้างเราบ้าง ควรนั่งที่ไหนนั่ง ตาหูมีทุกคน อยากดูอยากฟังด้วยกันทุกคน คิดอย่างนั้นซิ

ไม่ได้บอกเขาให้เขาตีเกราะประชุมหมา เขาเรียกหมามุ่ยหรืออะไรที่คันๆ ให้ไปประกาศให้เขาหา ใครได้ที่ไหนๆ ไปหามา ตื่นเช้าหว่านตั้งแต่เช้าเลย มาให้มันร้องแหง็กหงักๆ เข้าใจไหม มันคันมันเการ้องแหง็กหงักๆ หมามุ่ยฟาดก้นมัน มันเก่งนักก้นนี้หาจองแต่ที่ เหอเป็นยังไง ยังไงจะโดนหมามุ่ยจนได้พวกนี้ อย่างอื่นแยกไปก็โยนแตนโยนต่อให้มันดัดช่วย ครูบาอาจารย์สอนสู้หมามุ่ย สู้แตนสู้ต่อไม่ได้ ก็ปล่อยให้แตนต่อสอนเอง ให้มันร้องแหง็กหงักๆ

นั่นต้นกะจั๋งกะแจ๋ง แต่ก่อนมันเป็นดงหมดนะ ต่อมันทำรังใหญ่สูงพอดีหัวหมา เราเองก็ไม่เห็น ใครก็ไม่เห็น พระเองก็ไม่เห็น มันซุ่มอยู่ในกอต้นกะจั๋งนั่นละ ทีนี้พระท่านล้างบาตรก็สาดน้ำไปธรรมดา น้ำล้างบาตร หมาก็ไปหาเก็บกิน แล้ววันนั้นมันไปบันดลบันดาลยังไง ท่านสาดน้ำไปทางนั้นหมาไปเก็บกิน ไปแย่งกันละซิ ไปแย่งกันไปกัดกันใส่รังต่อซิที่นี่ โครมครามกัดกันเลยซัดใส่รังต่อ ทีนี้ต่อทั้งรังว่าไง มันแตกรังก็ซัดหมาเข้า ฟังเสียงร้องแง็กงักๆ เลยไม่รู้ว่าตัวไหนแพ้ตัวไหนชนะ ฟังเสียงร้องลั่นอยู่ในวัด หมาต่อซัดเอา ไม่เพียงร้องลั่นอยู่ในวัดเท่านี้นะ สายๆ เงียบๆ มันไปหลบซ่อนอยู่ที่ไหนเดี๋ยวร้องแง็กๆ ขึ้น พิษของต่อมันยังไม่หาย ร้องแง็กๆ พวกนี้ระวังให้ดีนะเดี๋ยวจะร้องแง็กๆ จะว่าไม่บอก ต่อมันหมดแล้วไปหาใหม่มา ตอนนี้หมามุ่ยกำลังออกพอดีระยะนี้ ใครเก่งก็มานะ จะเก่งกว่าหมามุ่ยจริงๆ เหรอ นี่ก็ได้ยินทั่วประเทศนะ หมามุ่ย พวกรังต่อรังแตน ร้องแหง็กๆ นี่

มันอะไรไม่ทำงานหรือไง (คงระบบเส้นประสาทแหละครับ) ที่มันไม่งับไม่อะไรบ้าง (ระบบประสาทครับ) นั่นแหละมันไม่งับไม่อะไร พอฉันน้ำลงไปไหลจ้ากออกมา เมื่อเช้าเห็นอย่างชัดเจน เป็นเมื่อเช้านี้ชัดเจน เดินจงกรมอยู่ตอนตี ๕ เอาน้ำมาล้างปาก พอเทน้ำใส่ โอ๋ย มันไหลออกหมดเลยไม่เข้า อ้าว ทำไมเป็นอย่างนี้ จะกลืนก็กลืนไม่ลง มีแต่ไหลออก เอ๊ะ ทำไมเป็นอย่างนี้ ทีนี้เวลามาฉันวันนี้ถึงชัดเจนมาก เป็นอย่างเมื่อเช้านี้เลย ฉันจังหันไม่ได้ พออะไรเข้าไปนี้เหมือนว่ามันไม่งับ ถ้าว่าไม่งับมันก็งับ แน่ะ เอาอะไรเข้าไปตกไหลออกมาจากปากเหมือนว่าไม่งับ มันตกออกมาเรี่ยราดเมื่อเช้านี้ คงประสาทมั้ง (ครับผม)

แล้วตาก็มีลักษณะฝ้าฟาง เริ่มชัดเจนเมื่อวานนี้ มองดูหน้าคนขนาดนี้ยังไม่ชัดเลย มองดูหน้าคนไม่ชัด มันฝ้ามันฟาง มัวๆ ไป เพราะฉะนั้นจึงโทรไปหาหมอเขาดู ไปตรวจสายตาวัดสายตาอีกทีหนึ่ง มันเป็นยังไง ตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ ไปรักษาตาผ่าตาที่โรงพยาบาลหมออุทัย นี้ก็เป็น ๑๗ ปีแล้วใช่ไหม ไปผ่าตามาแล้วมาอยู่นี้ได้ ๓ วัน เราเห็นคุณค่าของตา มาอยู่นี้ได้ ๓ วันเท่านั้นเข้าโรงพยาบาลอุดรเลย เชิญหมอและพยาบาลมา เฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับตามาประชุมกัน เอากันเดี๋ยวนั้นเลย บอกว่าเราจะให้เครื่องมือตา จะให้ครบเลย แล้วเวลานี้หมอตามีครบไหม เขาบอกว่ายังไม่ครบ แต่จะครบถ้ามีเครื่องมือครบ เอ้า ถ้างั้นเอาเลยนะ หมอสั่งมาเลย เครื่องมือทุกเครื่องสั่งมาให้ครบเดี๋ยวนี้เลย นั่นละตั้งแต่บัดนั้นมาโรงพยาบาลศูนย์อุดรจึงไม่บกพร่อง เรื่องเครื่องมือตานี้สมบูรณ์เต็มที่

คือเราเปิดโอกาสให้หมดเลยเทียว หากว่าเครื่องมือใดที่ไม่ดีนี้ ให้เป็นเรื่องของหมอเอง ควรซ่อมรีบซ่อม ไม่ควรซ่อมให้สั่งใหม่เข้ามาโดยไม่ต้องมาขออนุญาตจากเรา เราเปิดโอกาสให้แล้ว เวลาเครื่องมาถึงแล้วหมอตรวจคุณภาพเห็นว่าดีแล้ว ให้ส่งบิลมาหาเรา เราจ่ายเงินๆ อย่างนั้นตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้ จ่ายเงินแบบนี้ละ คือให้เป็นอิสระของหมอเลยไม่ให้บกพร่อง สั่งมาให้เต็มที่ นั่นละตั้งแต่บัดนั้นมาจึงรู้สึกสะดวก

โหย ก่อนที่เครื่องมือแพทย์จะมาครบนี้ คนคงจะตาบอดตาเสียไปเยอะนะ เราจะเห็นได้เวลาเราไปโรงพยาบาลทีไร ห้องตานี้แน่นๆ ตลอดไม่ว่าเวลาเช้า สาย บ่าย มีตลอด ทั้งๆ ที่ห้องคนไข้อย่างอื่นก็มีแต่ไม่ได้มาก อันนี้มีประจำ เวลาถามหมอเขาบอกไม่ใช่คนแถวนี้เพียงเท่านี้ มาหมดแหละภาคอีสาน ว่างั้น ก็มีที่ศรีนครินทร์กับนี่เท่านั้น แล้วเขายังแยกอีก ศรีนครินทร์ยังสู้นี่ไม่ได้ ศรีนครินทร์พูดเองว่าสู้ไม่ได้ ต้องเอาคนไข้มาให้ทางนี้ช่วยรักษาเรื่องตาอยู่เสมอ ว่างั้น เราก็เลยตอบว่า ชนะแบบนี้เราไม่อยากชนะ ชนะแบบเป็นบ๋อยคน

พูดถึงเรื่องเครื่องมือตา ตาจึงสำคัญมากนะ คนเราในอวัยวะนี้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่ใช้ประจำและจำเป็นมากที่สุดก็คือตา นั่งอยู่ให้ได้เห็น เดินไปให้เห็น นอนอยู่ให้เห็น อะไรเคลื่อนไหวไปมาตาให้เห็นอยู่ตลอด นี่เป็นความจำเป็น เป็นอารมณ์ของใจๆ อาหารเครื่องหล่อเลี้ยงหรือเครื่องทำลายใจอยู่ในนั้นหมด ตาเป็นอันดับหนึ่ง หูเป็นอันดับสอง เวลาได้เครื่องมือตามานี้คนรู้สึกว่าได้ประโยชน์มากอยู่ ตั้งแต่บัดนั้นมาละตา นี่เราพูดถึงเรื่องเราให้เครื่องมือแพทย์โดยสมบูรณ์นะ อย่างอื่นไม่ครบ แต่หาส่วนสำคัญๆ ให้ เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เราหามาให้ แล้วอุลตราซาวด์เครื่องใหญ่ หามาให้สองเครื่อง เรายังไม่ลืมเครื่องละ ๓ ล้าน และเครื่องมือผ่าตัดอวัยวะที่สำคัญๆ เราให้ทั้งนั้น เฉพาะตานี่สมบูรณ์

โรงพยาบาลหมออุทัยนี้ พ่อเสียไปแล้วลูกก็แทน ลูกก็เคยมาที่นี่ เคยมาตรวจตาเราที่นี่แล้วก็ปวารณาไว้ตลอดเลย ลูกชายหมออุทัยมาทำงานแทนพ่อ เป็นหมอตาด้วยกันแทนพ่อ หากว่าขัดข้องอะไรให้เข้าไปโรงพยาบาลเลย เขาว่า โรงพยาบาลหมออุทัย เขาเคยมาตรวจเรา แล้วแม่ยังสั่งกำชับอย่างแน่นหนามั่นคงอีกด้วย นี่ละเรื่องตาสำคัญ หูหนักตาเห็นยังค่อยยังชั่วนะ ไอ้ตาบอดนี้มันไม่เป็นท่าเลย นั่งอยู่ก็ไม่เห็น นอนไม่เห็น ไม่เป็นท่า หูหนวกยังค่อยยังชั่ว ตายังเห็นอยู่

ใจบอด ตายังพอมีใช้บ้าง สำหรับคนใจบอดก็ยังดีนะ นี่ใจก็บอด ตาก็บอดแล้วหมดท่าละ อย่างพระจักขุบาลท่านนี่ก็ตาบอด หมอเขาจะมาหยอดตา ท่านตั้งสัจจะอธิษฐานในสามเดือนนี้ไม่นอน พออดนอนเข้าไปๆ ตามันก็เสีย หมอเขามาตรวจเขาว่าท่านต้องนอนหยอดตา ท่านบอกไม่ยอมนอน ไม่ยอมนอนตาท่านก็บอด บอดก็บอด ท่านว่างั้น เอาจริงๆ ไม่นอน พอตาบอดข้างนอกนี้ใจจ้าอยู่ข้างใน จึงเรียกว่าพระจักขุบาล แปลว่าผู้รักษาตา

ฉันมากอยู่นี่มันก็คอยจะไหลออกมา ประสาทไม่ทำงาน เราฉันหมากเดี๋ยวนี้มันก็คอยจะไหลออกมา ประสาทไม่ทำงาน มาปรากฏเมื่อเช้านี้ละอันดับแรกเลย เดินจงกรมอยู่ เอาน้ำมาบ้วนปากล้างปากตอนเช้า พอเทน้ำลงไปไหลจ้ากๆ ออกมาหมด อ้าว ทำไมเป็นอย่างนี้ ตกลงเลยได้หยุด เทเข้าไปมันไหลออกมาหมดเลย มันไม่ทำงาน มาฉันจังหันตอนเช้าจึงรู้ได้ชัด ฉันจังหันเมื่อเช้านี้พอเอาเข้าไปนี้ มันตกออกมาเหมือนว่ามันไม่งับปาก ถ้าว่าไม่งับมันก็ยังเคี้ยวอยู่ แต่มันอะไรพูดไม่ถูก วันนี้หมอทำงานนะ ๘ โมงครึ่งกว่า เขาคงมา โทรไปคงได้ความ

มันเป็นยังไงนะระยะนี้ธาตุขันธ์รู้ในเจ้าของ มันป่วนปั่นของมันเองพูดไม่ถูก หากรู้อยู่ภายในตลอด ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภามานี้ รู้สึกธาตุขันธ์มันป่วนปั่น ออกแบบนั้นแบบนี้อยู่ภายในนี้ ฉันจังหันก็ไม่ได้มันไหลออกมาหมด ปากไม่ทำงาน ต่อไปก็พูดรัวเรียๆ ถ้าอันนี้หมดแล้ว รัวเรียๆ แล้วอมน้ำก็จะไม่ได้ แตกใส่เลย นี่แทนเทศน์เข้าใจไหม มันจะพูดไม่ได้ว่าไง ตาก็มองดูมัวไปหมด ตานี้ปรากฏมาได้สักสองสามวันนี้ แต่อันนี้พึ่งปรากฏเมื่อเช้ามืดวันนี้ เส้นนี้ก็ดัด นวดอยู่ตลอด เจ็บมาก ธรรมดาทนไม่ได้ละ ว่าจะมีผลดีขึ้นมาอะไรก็ไม่ค่อยปรากฏนะ ธรรมดานวดขนาดนั้นเห็นผลประจักษ์ๆ อันนี้มันก็ดื้อของมันอย่างนั้น มันดื้อแบบมันจะไป พูดให้มันชัดๆ เสีย มันจะไม่อยู่มันจะไป

แต่ไปเราก็ไม่มีอะไรแหละ แต่ห่วงนี่ซิตาใสเหมือนตาแมวนี่ โลกมันเหมือนตาแมวใช่ไหมจะว่าไง มันก็เป็นห่วงเหล่านี้แหละ ที่ว่าอยู่มีน้ำหนักกว่าตายไป ก็คืออย่างนี้เอง อยู่เพื่อทำประโยชน์ให้โลก ถ้าตายไปเสียประโยชน์ของโลกที่ได้เห็นได้ยินได้ฟังในเวลามีชีวิตอยู่ก็ไม่มี หมด มันก็เสียตรงนั้น สำหรับเราเราพูดตรงๆ เราไม่มีอะไรเลย มันจะเป็นอะไรๆ อย่างนี้ก็เป็นอยู่ในขันธ์ เครื่องมือใช้เครื่องใช้เท่านั้นเอง เป็นเครื่องมือ เครื่องนี้สึกหรอเครื่องนี้ไม่ดี เครื่องนี้บิ่นเครื่องนี้บ่าน เครื่องนี้แตก ก็ให้รู้ว่ามันเป็นของมันไปเท่านั้นเอง ใช้ไม่ได้อะไร พอเยียวยารักษาก็รักษาไป รักษาไม่ได้ก็ปล่อยทิ้งๆ นี่ก็รักษาแบบนั้นละ ที่จะให้เป็นกังวลกับมันจริงๆ เราไม่มี เราบอกตรงๆ เราไม่มี เสร็จสิ้นโดยประการทั้งปวง

จึงสอนท่านทั้งหลายให้เห็นจิตดวงนี้เข้าเถอะน่ะ จิตดวงนี้อันเดียวเท่านั้นพอแล้วพอหมด สามโลกธาตุนี่ สุญฺญโต โลกํ ว่างไปหมด ความว่างของจิตนี้ครอบวัตถุทั้งหลายทั่วแดนโลกธาตุ ความว่างเหนือกว่าหมด โลกธาตุนี่เหมือนไม่มี ว่างไปหมด นี่อำนาจของจิตฟังซิ มันว่างไปหมด อย่างพระพุทธเจ้าท่านสอนพระโมฆราช หนึ่งในมาณพ ๑๖ คน คนนั้นละที่จะสำเร็จมรรคผลนิพพานอย่างรวดเร็ว พระองค์ก็ใส่เข้าไปจุดสำคัญเลย ว่า

         สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ     โมฆราช สทา สโต

อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ          เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา

เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ          มจฺจุราชา ปสฺสติ

         ดูก่อนโมฆราชเธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ ฟังซิสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกให้เป็นของสูญเปล่า ว่างเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิตัวเป็นก้างขวางคอนี้ออกเสีย จะพึงข้ามพ้นพญามัจจุราชไปได้ พญามัจจุราชคือความตายจะมองไม่เห็นผู้พิจารณาโลกเป็นของว่างเปล่าอยู่อย่างนี้ นั่นท่านแสดงให้พระโมฆราช องค์อื่นท่านไม่แสดง พระโมฆราชพิจารณาก็ผางว่างไปหมดเหมือนกัน นั่นเห็นไหม ทีนี้พระโมฆราชกับใจอันนั้น ธรรมอันนั้น ใครก็ตามใจดวงนี้ธรรมของตัวเองมีมากมีน้อย บำรุงเข้าไปเมื่อถึงขั้นจ้าแล้วก็เหมือนกันหมด ไม่ว่าพระโมฆราชไม่ว่าพระองค์ใดขอให้สิ้นจากกิเลสแล้วมันว่างไปหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือ

         ความว่างนี่มันครอบวัตถุทั้งหลายทั่วแดนโลกธาตุ จะมองเห็นด้วยตานี่ก็เป็นเงาๆ ไป ธรรมชาตินี้มันว่างไปหมดเลย แล้วอะไรจะมาขวางใจล่ะ นี่อำนาจแห่งการบำรุงจิตใจให้มีคุณภาพเต็มเม็ดเต็มหน่วยของตัวเองแล้วครอบโลกธาตุได้โดยไม่ต้องสงสัย เป็นในหัวใจใครก็รู้ด้วยกันทั้งนั้น อย่างพระโมฆราชกับปัจจุบันของผู้เป็นอย่างนั้นก็เหมือนกัน ไม่มีอดีตอนาคต จ้าเข้าไปเท่านั้นเหมือนกันหมดเลย เป็นอย่างนั้น อันนี้มันมีตั้งแต่กิเลสปกคลุมหุ้มห่อ

นี่พูดถึงเรื่องจิตว่าง ไม่ใช่ว่างอย่างอากาศว่างนะ ว่างแบบอัศจรรย์เลยเกินการคาดการหมาย คือเลยสมมุติทั้งหมด สมมุติเข้าไม่ถึงว่างอันนั้น นั่นละจิตอำนาจแห่งการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นเราจึงสอนเสมอ ยิ่งจวนจะตายเท่าไรยิ่งเน้นหนักให้ได้หลักได้เกณฑ์จากจิตตภาวนา ให้ดูใจตัวมืดบอดนี้ด้วยธรรม ส่องเข้าไป ตัวมืดบอดคือกิเลส มันมืดบอดอยู่ในนั้น ธรรมส่องเข้าไป สตินี่สำคัญมากเป็นอันดับหนึ่ง อย่าปล่อยวางนะ สตินี้ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงนิพพาน มหาสติมหาปัญญาเต็มที่แล้วนั่นละสังหารกิเลสตัวมืดบอดออกกระจ่างแจ้งขึ้นเลยในตรงนั้น จากสติล้มลุกคลุกคลานนี้ไปถึงมหาสติมหาปัญญา อบรมให้ดี

อย่าไปเสียดายอะไรยิ่งกว่าการตั้งสติ ดูหัวใจซึ่งเป็นมหาภัยในระยะนี้ให้ดี ต่อไปจะเป็นมหาคุณขึ้นมา เมื่อสติจ่อเข้าไปมหาภัยจะค่อยจางออกๆ ความมืดบอด สติตั้งไว้กับสิ่งใดให้มีสติอยู่เสมอ กิเลสจะหนาแน่นขนาดไหน เรารวมยอดมาพูดเลย สู้สติไม่ได้ มันดันออกมาอย่างที่เคยพูดให้ฟัง จนอกจะแตก มันอยากคิดอยากปรุง นี่ละอำนาจของกิเลส อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา อวิชชาเป็นตัวกำลังใหญ่ผลักดันออกมา ให้ออกมาทางความคิดความปรุง ทีนี้ทางนี้ดันออกมา ทางธรรมะก็ดัน ปิดประตูไว้ด้วยคำบริกรรมกับสติติดแนบกัน ปิดช่องมันที่จะขึ้นมาไม่ให้มันขึ้น เอาพุทโธหรือคำบริกรรมใดก็ตามกับสติปิดช่องมันไว้เลย

มันอยากขึ้นนี่ โถ มันดันจนอกจะแตกนะ เราเป็นในหัวใจเราแล้ว ถึงขนาดไหนไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมเผลอ เอา มันอกจะแตกให้มันแตกดู แตกด้วยความไม่เผลอ ซัดกันวันแรกนี่ โหย เหมือนตกนรกทั้งเป็นเลย คือกิเลสมันผลักมันดันขึ้นมาอยากคิดอยากปรุง นี่ละตัวกิเลสตัวสำคัญ อยากรู้อยากเห็น อยากทุกอย่างๆ ขึ้นจากนี้ สังขารก็ออกทำงาน ปิดอันนี้ไว้ เอาพุทโธทำงานแทน นี่เรียกงานของธรรม คือพุทโธ คือสติ สติธรรม พุทโธก็ติดไว้นั้น เอาสติติดแนบไปไม่ให้มันออก

         ทีนี้มันจะหนาแน่นขนาดไหนจนอกจะแตกมันก็ขึ้นไม่ได้ เพราะสู้สติไม่ได้ สุดท้ายมันก็อ่อนลงๆ  แทนที่มันจะระเบิดอกไม่ระเบิดนะ แทนที่อกจะแตกไม่แตก ที่มันพุ่งขึ้นมาๆ นั้นค่อยสงบลงๆ ต่อไปอันนั้นค่อยสงบ ทางนี้ค่อยเย็นขึ้นๆ สติก็เร่งเข้าไปๆ ทีนี้จะพิจารณาทางด้านปัญญา ดูอะไรดูด้วยสติอีก นั่น พิจารณาร่างกาย อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อสุภะอสุภัง ป่าช้าผีดิบมีอยู่ในทั้งตัวเขาตัวเรา ดูให้มันชัดเจน

         นี่ละวิชารื้อโลกธาตุ พระพุทธเจ้าสอนให้พระผู้ออกแนวรบแล้วว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ วิชาเครื่องสังหารกิเลสในแดนโลกธาตุให้ขาดสะบั้นออกไปจากใจ คือวิชาอันนี้เอง ขึ้นเกสา ผมมันสวยงามอะไร นั่นดูซิพิจารณาเข้าไป ที่เกิดที่อยู่ของมันเป็นยังไง ชำระล้างตลอดเวลา ถ้ามันสวยงามสะอาดสะอ้านแล้วได้ชะล้างมันหาอะไร ผม ขน เล็บก็เหมือนกันดูเอา ฟันก็กระดูก พิจารณาเข้าไป หนังนี่ตัวสำคัญ ผิวหนัง หนังกำพร้าบางๆ ห่อคนทั้งคนซึ่งเป็นซากอสภดิบไว้ให้มิดตัวเลย ให้เห็นแต่ผิวหนังที่ว่าสวยๆ งามๆ นั้นหุ้มห่อเอาไว้ ส้วมทั้งส้วมถานทั้งถานอยู่นั้นก็เลยกลายเป็นเทวดาขึ้นมา ว่าเป็นของสวยของงาม มิหนำซ้ำยังหาสิ่งภายนอกมาตกแต่งยุ่งไปหมดเลย

         พอจ่ออาวุธอันนี้เข้าไป เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ จะพิจารณาอะไรก็ได้ในห้าอาการนี้ตามแต่ความถนัดใจ ไม่ใช่จะไล่ไปเป็นลำดับนะ เราหนักแน่นในทางไหนตามนิสัยของเรา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอาในจุดนั้นให้หนัก เช่นหนัง หนังนี่สำคัญมากก็ไล่หนังเข้าไป ดูตั้งแต่ผิวหนังบางๆ นี่เข้าไปข้างในมีอะไรบ้าง ดูเข้าไปให้ชัดเจน ทั้งเขาทั้งเรามันก็แบบเดียวกัน เอาหนังบางๆ มาประดับร้านว่าสวยงามให้เป็นบ้ากันทั้งโลกเท่านั้นเอง

         พอสติปัญญาจ่อเข้าไปนี้แล้วเบิกอันนี้ออกมันก็เห็นชัดเจน ทีนี้มองไปที่ไหน มันก็เป็นอย่างเดียวกัน เมื่อสติปัญญาชำนาญเข้าๆ ดูรูปดูร่าง ดูสัตว์ดูบุคคล ดูหญิงดูชาย มันจะเป็นสภาพที่เราดูของเราแล้ว ถ้ามันเด่นทางหนังทางเนื้อ มันจะแดงโร่ไปเลย มันเด่นไปทางกระดูกมันเห็นนี่เห็นแต่โครงกระดูก คือการเห็นนี่มันชัดเจนไปคนละทาง  คนหนึ่งชัดเจนทางหนึ่งๆ รวมแล้วก็ชัดเจนกันทั้งหมดในร่างกาย แล้วร่างกายนี้รวมแล้วก็กองมูตรกองคูถดีๆ มันสวยอะไร นี่เรียกว่าปัญญาเอามาใช้

         เวลาใช้มันหมุนไปมากๆ แล้วทีนี้มันจะเพลินทางด้านปัญญา มันรู้มันเห็นมันเปิดออกไปเรื่อยๆ จิตยิ่งเพลินทางด้านปัญญา ทีนี้เวลาเพลินทางด้านปัญญา จะไม่เข้าพักสมาธิไม่ได้ เวลามันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าปัญญานี้ทำงาน มันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเหมือนกัน เมื่อเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้วหักการทำงานด้วยปัญญานั้นเข้ามาสู่สมาธิ ไม่ทำงานอะไรเลย เข้าสู่ความสงบ เวลาเข้าสู่ความสงบคือสมาธิ มีอารมณ์อันเดียวก็อย่าไปยุ่งกับทางด้านปัญญา ปล่อยให้หมด มันจะคิดไม่ให้คิด เอาสมาธิให้สงบเย็นใจ เรียกว่าทำงานคนละเวล่ำเวลา หน้าที่การงานต่างกัน หน้าที่ของสมาธิเพื่อความสงบ หน้าที่ของปัญญาเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงในสัตว์โลกทั้งเขาทั้งเรา

เวลาเข้าสู่ความสงบแล้วปล่อยให้หมดเรื่องปัญญา อย่านำมาใช้ในขณะนั้น ให้ใช้แต่ความสงบ จิตเมื่อเข้าสู่ความสงบแล้วสั่งสมอารมณ์ สั่งสมกำลังขึ้นมา จิตใจมีความเยือกเย็น มีความสงบ กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในเวลานั้น พอออกจากสมาธิแล้วทีนี้เข้าสู่ปัญญานี้ผางเลยเชียว เหมือนกับมีดเราได้ลับหินแล้ว ลับหินก็คือเข้าสู่สมาธิ กำลังวังชาเจ้าของก็ได้พักผ่อนในสมาธิแล้ว หรือนอนหลับก็เป็นการพักผ่อนธาตุขันธ์และจิตใจด้วยกัน ออกทำงานทางด้านปัญญาไม่ต้องห่วงสมาธิที่นี่นะ เอา พิจารณาเรื่องปัญญา มันจะรู้จะเห็นอะไรไม่มีสิ้นสุดนะ จนกระทั่งไปสุดขีดมันนั่นละ เวลาปัญญาออกเดินนี้ถึงขนาดว่าไม่หลับไม่นอนนะ

         เพราะฉะนั้นจึงต้องยับยั้งเอาไว้ให้อยู่ในความพอดี ไมใช่ว่าพิจารณารู้เท่าไรเห็นเท่าไรก็ยิ่งเตลิดเปิดเปิงไม่ได้นะ งานนั้นทำได้ผลๆ แต่กำลังเสียไปๆ ต้องเข้ามาพักผ่อนนอนหลับเพื่อเอากำลังเสียก่อน เพื่อเอากำลังนี้ไปประกอบงานทั้งหลายต่อไป เราต้องใช้ให้พอเหมาะพอดี จำให้ดีนะคำพูดเหล่านี้ นี่ได้ดำเนินมาแล้ว เวลามันออกทางด้านปัญญาเพลินมากนะ พิจารณาอสุภะอสุภังนี่ พิจารณาอะไรๆ มันยิ่งกว้างยิ่งขวาง เรื่องกิเลสตัณหานี้เบิกออกๆ จางออกไปๆ สติปัญญาแทงเข้าไปทะลุเข้าไป สว่างกระจ่างแจ้งเข้าไปเรื่อยๆ  มันก็เพลิน ละกิเลสไปในตัวๆ

         เพลินที่นี่ ลืมหลับลืมนอน นอนไม่หลับ กลางคืนตลอดรุ่งนอนไม่หลับเลย  เพลินพิจารณาทางด้านปัญญา เรียกว่าทำงานด้วยปัญญาตลอดรุ่งเลย นั่งก็ภาวนา ก็พิจารณา นอนพิจารณา สุดท้ายมันก็ไม่หลับ สว่างเอาเฉยๆ มีเราเป็นประจำ ต้องได้บังคับ ถึงเวลาที่จะหลับจริงๆ แล้วให้ปล่อยทั้งหมดเรื่องความคิดทางด้านปัญญา ให้มาอยู่ในเอกจิต เอกจิตมันอยู่ไม่ได้ให้เอาคำบริกรรมเข้ามาติด เช่นพุทโธซึ่งเราเคยบำเพ็ญมาเพื่อความสงบสมาธิของเรา ให้เอาคำบริกรรมนั้นเข้ามาติดอยู่จุดเดียว ไม่ให้มันออกทางด้านปัญญา เช่นอย่างพุทโธๆ ให้อยู่นั้นๆ จิตจะสงบลงไป

         เวลาจะให้หลับก็ให้อยู่กับจุดๆ เดียวนี้ ไม่อย่างนั้นมันไม่หลับนะ แล้วก็หลับลงไปได้ แล้วจิตสงบได้ถ้าทางสงบทางสมาธิ จากนั้นก็ออกทำงานอีก พอเสร็จกิจเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้วก็ถอนเข้ามาหาทางสมาธิ ให้ทำอย่างนี้ตลอดไปเรียกว่าสม่ำเสมอ เวลาทำงานทำจริงๆ เวลาพัก พัก ถ้ามีแต่ทำงานอย่างเดียวตายได้นะ มีแต่พักอย่างเดียวก็เป็นหมูขึ้นเขียงใช้ไม่ได้อีกเหมือนกัน จึงต้องใช้ทั้งสองประเภท ให้นำไปปฏิบัติ นี่ได้ผ่านมาหมดแล้วสอนจึงไม่ผิด ได้ดำเนินมาแล้ว ไม่นอนหามรุ่งหามค่ำอย่างนี้ก็เป็นแล้ว มันไม่ยอมนอนมันเพลินในงาน ปัญญานี่เพลินมากนะ เวลาก้าวเข้าสู่ปัญญานี้เพลินมากทีเดียว

         เรื่องพิจารณาอสุภะอสุภังนี้เป็นประเภทปัญญาชุลมุนวุ่นวาย หนักที่สุดคืออารมณ์ของอสุภะอสุภังสังขารร่างกาย ความงามความไม่งามรบกัน เอาปัญญาตีเข้าไปๆ อันนี้หนักมาก ชุลมุนวุ่นวายมากทีเดียว พอจากนี้ไปแล้วก็เบาไปละ กลายเป็นสติปัญญาอัตโนมัติหมุนเรื่อยๆ เป็นน้ำซับน้ำซึมเรื่อยไปเลย ขั้นอสุภะอสุภังเรื่องร่างกายเป็นด้านวัตถุ อันนี้หนักมากนะ ต้องจับให้ดี สติปัญญาอย่าปล่อยวาง พอถึงขั้นมันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้วให้เข้าพักอย่างที่ว่า ไม่อยากพักก็รั้งเข้ามา อย่าไปตามมันอยากทำนะ อยากทำงานโดยถ่ายเดียว ต้องรั้งเข้ามา ความรู้จักประมาณคือเราเป็นเจ้าของ รั้งเข้ามาสู่ความสงบ รั้งเข้ามาสู่การหลับนอน พอตื่นขึ้นมาแล้ว หรือออกจากสมาธิแล้วค่อยพิจารณาต่อไป

         ยังไงก็ผ่านไปได้ๆ ขอให้ดำเนินตามที่กล่าวนี้เถอะ ตั้งรากฐานนี่ตั้งได้จุดนี้ ตั้งได้ที่สติ รากฐานจะตั้งได้ที่สติ ต่อจากนั้นก็ก้าวเดินเรื่อย สติก็แก่กล้าสามารถเข้าไป จนเป็นสติปัญญาอัตโนมัติไม่ต้องตั้งก็ได้ นั่น พากันจำเอานะ นี่ก็เป็นอาการต่างๆ กันอย่างนี้แหละอย่างที่ว่านี่ วันหนึ่งแสดงอาการอย่างหนึ่งขึ้นมา วันหนึ่งแสดงอาการหนึ่งขึ้นมา เราก็เป็นห่วงในสิ่งที่ควรเป็นห่วง ดังที่ว่าอยู่เดี๋ยวนี้แหละ เราเป็นห่วงจริงๆ มองดูธรรมชาติอันนี้แล้วกับโลกทั้งหลาย พูดประเภทหนึ่งเรียกว่าเข้ากันไม่ได้เลย นู่นน่ะฟังซิ

         เราอยากให้ได้พิจารณาดูจิตตัวมืดตื้อที่กิเลสครอบ กิเลสครอบมันไปเสกสรรปั้นยอตัวของมันว่าเป็นทองคำทั้งแท่ง ถ้ากิเลสออกมาแง่ไหนเป็นทองคำไปเลยๆ สัตว์โลกทั้งหลายจึงติด ไม่ควรติดไม่ติด กิเลสมันมีเครื่องล่อลวงดูดดื่มได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงเอาธรรมซึ่งมีรสชาติเหนือกิเลสตีเข้าไปๆ จะค่อยปล่อยวางกิเลสไปเรื่อยๆ ให้พากันจำเอานะทุกท่าน นี่หมายถึงนักปฏิบัติเรา ใครก็เหมือนกัน กองทุกข์มีอยู่เต็มหัวใจ ไม่ว่าหญิง ว่าชาย นักบวช ฆราวาส มีกองทุกข์ ธรรมนี้แก้กองทุกข์เหมือนกัน ทำไมจึงจะแก้ไม่ได้ เอาละพูดเท่านั้นวันนี้

         เราจะไปที่ไหนเราก็ไป ทำประโยชน์ให้โลกนี้เราไม่ได้ละนะ ทำประโยชน์ให้โลกทำตลอดเลย มันก็แปลกนะล่ะ ขนออกนี่ แหม เหมือนแม่น้ำลำคลองนะขนออก นึกว่าจะหมดไป เอ้า มันก็ไหลเข้ามาของมันอยู่เรื่อย อย่างนั้นนะ การทำบุญให้ทานนี้เราอยากยกนิ้วเลยว่า ไม่มีวัดไหนทั่วประเทศไทยจะทำบุญให้ทานแบบแม่น้ำลำคลอง ไหลตลอดเวลารอบวัดเลยอย่างนี้ เหมือนวัดป่าบ้านตาด พูดจริงๆ เราเที่ยวทั่วประเทศไทย อันนี้จริงๆ นะ เป็นอย่างนั้นตลอดมา แล้วก็พร้อมกับจิตใจมันแบอยู่อย่างนี้ ไม่มีกำ แบตลอด มีเท่าไรออกๆ ตลอด เพราะออกนี้ออกด้วยความเมตตา เมตตานี้มีเท่าไรหมดเลยไม่มีเหลือละ ถ้าลงเมตตาได้เข้าตรงไหนหมดเลย ก็เรามันเป็นอย่างนั้นเสียเอง หมด คำว่าเมตตา หึงหวงไม่มี มีตั้งแต่จะให้ๆ

         นี่เรายังไม่เคยให้ใคร เอ้า นี่รางวัลภาวนาจดจ่อด้วยสติ ไม่ใช่ให้ไปอย่างเผอๆ เรอๆ นะ เข้าใจไหม นั่นละตัวสติตัวปัญญาไปด้วยในนั้น เข้าใจไหม ความเพียรไปด้วย ไปละทีนี้ ออกจากนี้เราก็ไปโรงพยาบาล

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก