พากันฟื้นจิตใจ
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 เวลา 8:40 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๘

พากันฟื้นจิตใจ

 

         ผู้กำกับ ปัญหาธรรมะ จากหน้าปัญหาธรรมเว็บไซค์หลวงตา คนแรก

ครั้งแรกที่ภาวนา ยังไม่มีคำบริกรรม แต่จิตสงบและนิ่งดี เมื่อนั่งภาวนาระยะแรกนานเป็นชั่วโมงแต่ความรู้สึกว่านิดเดียว ต่อมาได้กราบหลวงปู่ฝั้นท่านได้สอนลูกภาวนาใช้คำบริกรรมพุทโธ จิตเปลี่ยนไป จิตที่เคยนิ่งเปลี่ยนเป็นสภาวะต่างๆ สุดแท้แต่จะเกิด ต่อมาได้กราบหลวงตาลูกรู้จักวิธีพิจารณาอสุภะ  สติและปัญญาเกิดเปลี่ยนอีกในระยะหลังขณะภาวนา จิตมีกำลังสมาธิดีขึ้น ปัญญาเปลี่ยนไป สลับกันไป มีเจริญมีเสื่อมเป็นไปเรื่อยๆ ครั้งหลังสุดกำลังสมาธิดีขึ้น เกิดสภาวธรรม ลูกจึงกำหนดอสุภะ แต่ช้า ปัญญาก็แก้ไขไปเรื่อยๆ จนกำหนดธาตุดินทั้ง 2 อย่าง สภาวะธรรมที่เกิดนี้ทำให้เหนื่อยหมดแรง เหมือนหัวใจจะวายให้ได้ แล้วเกิดสภาวธรรมอีกครั้งเป็นเสียงดังราวกับฟ้าผ่า แล้วทุกอย่างเงียบลงไป มีแต่ความสงบจนถึงเช้า ทุกอย่างเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความเหนื่อยล้าไม่มี กลับสดชื่นดี ที่เป็นทุกข์เนื่องจากตั้งแต่นั้นมาสมาธิที่เคยได้อย่างแน่นหนาเหมือนเบาบางลง เหมือนไม่เคยภาวนาเลย เป็นทุกข์มากพยายามพิจารณาอสุภะต่อไป เหมือนขาดกำลังการภาวนาเป็นเช่นนี้มาหลายปีแล้ว กราบขอขมาหลวงตามเมตตาชี้แนะลูกให้หมดทุกข์ด้วย (จาก จานเดียว)

หลวงตา ข้อที่ว่าไม่มีคำบริกรรมนั้น ท่านอาจารย์ฝั้นท่านสอนให้มีคำบริกรรมก็ถูกต้องแล้ว ที่ทุกวันนี้ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราว ความไม่ได้เรื่องได้ราวคือคนเริ่มหมดราคาไปมากเข้าแล้ว ครั้นต่อไปหมดราคาแล้วตายเลยนะจะว่าไม่บอก โอ๊ย มันมีทุกแบบ เอ้าว่าคนต่อไป

ผู้กำกับ คนที่สองครับ

ลูกสังเกตพัฒนาการของจิต หลังจากไม่ยอมให้พุทโธ และสติเผลอไปได้ ตามหลวงตาเมตตาสอนเสมอมา อาศัยแรงตั้งใจ และบูชาคำสอนของหลวงตา จิตใจจึงไม่ยอมแพ้ ถึงจะแว็บเผลอไปแต่ก็รีบดึงกลับมา จิตมันแน่นหดอยู่ท่ามกลางจิต ยิ่งถ้าออกไปเจอเรื่องวุ่นวายข้างนอก สถานีผู้คนพลุกพล่าน จิตก็ยิ่งหดนิ่งเข้ามา สงบ เหมือนอยู่คนเดียวในห้องเงียบ แต่สภาวะแวดล้อมไม่เงียบ ที่แท้มันเงียบสงบ เย็นอยู่ข้างในจิตเรานี่เอง เหมือนมีความระมัดระวังมากขึ้นเจ้าค่ะ ทั้งๆ ที่ต้องทำงาน เจอคนวุ่นวาย แต่จิตมันเหมือนระมัดระวังโดยอัตโนมัติ คือเจอความวุ่นมาก จิตยิ่งต้องระวังมากขึ้น ทีนี้จิตดูเหมือนมีฐานความสงบ จากสติและคำบริกรรมเจ้าค่ะ เมื่อพิจารณาทางปัญญา มันดูรวดเร็ว มองหนังเขา หนังเรา ตาในเห็นเป็นเนื้อแดง บางทีขยับขึ้นไปเห็นแต่โครงกระดูก ค่อยเป็นไปตามลำดับเจ้าค่ะ

ลูกขอเมตตาหลวงตาแนะนำเพิ่มเติมเจ้าค่ะ (จาก เพื่อนเจ้าดำหางกุดที่สวนแสงธรรม ตอนนี้มันไปอยู่วัดป่าบ้านตาดแล้ว)

หลวงตา ที่พิจารณานี้ถูกต้องแล้ว ไม่ตอบมาก ไม่มีอะไรพอที่จะให้ตอบมาก เท่านั้นแหละ

ผู้กำกับ ทางสถานีวิทยุสวนแสงธรรมฝากถามมาว่า

1.ทำอย่างไรจะให้เด็กไทยเข้าวัดเข้าวา และอยากให้วิทยุเสียงธรรมเปิดเช่นนี้ตลอดไป

หลวงตา ต้องให้ผู้ใหญ่ของเด็กไทยเข้าวัดเข้าวานำหน้าก่อน ตั้งแต่วงราชการลงมา แล้วเด็กไทยคนไหนจะเหนือครูอาจารย์เหนือพ่อเหนือแม่ไปไม่ได้แหละ อยากให้เด็กไทยเข้าวัดเข้าวา แต่ผู้ใหญ่ของเด็กไทยมันไม่สนใจธรรมะ จะได้เรื่องได้ราวอะไร

ผู้กำกับ 2. สามเณร มีความกำหนัดจับต้องตัวชาย-หญิง  ถ้าเป็นพระต้องอาบัติ  แต่ถ้าเป็นเณรจะเป็นเช่นไร

หลวงตา ก็อย่าจับซี ว่าเป็นอาบัติไม่เป็นอาบัติไม่ตอบ บอกว่าอย่าจับเท่านั้นพอ

ผู้กำกับ ข้อ3.ทำอย่างไรจึงจะมีศีลบริสุทธิ์เหมือนเดิม

หลวงตา ไม่อยากตอบ

ผู้กำกับ ข้อ 4. เมื่อสามเณรสึกไป 4-5 ปีแล้ว  อยากจะกลับมาบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์  จะได้หรือไม่  และจะสามารถพ้นทุกข์ได้หรือไม่

หลวงตา ไม่ตอบ ขี้เกียจ เณรเลอะเทอะอย่างนี้ไม่ตอบ

ผู้กำกับ จากหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย เขาสะท้อนงานบุญประทายข้าววัดเราดังนี้ครับ

เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจกับงาน “บุญประทายข้าว” ที่ทางวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ได้จัดขึ้น ณ บริเวณศาลาหลังใหญ่ เมื่อเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยมีผู้มีจิตเป็นกุศลจากทั่วสารทิศทั้งภายในประเทศและจากต่างประเทศ ได้พากันหลั่งไหลเข้ามาร่วมงานบุญประเพณีในครั้งนี้นับเป็นเรือนหมื่น ทำให้บรรยากาศโดยรอบบริเวณของศาลาหลังใหญ่หนาแน่นไปด้วยคลื่นมหาชน

ในจำนวนนี้มีชาวมาเลเซีย ชาวอินโดนีเซีย และชาวสิงคโปร์ ซึ่งล้วนแต่เป็นศิษย์สายธรรมของหลวงตาพระมหาบัว เดินทางเข้ามาร่วมงานจำนวนหลายคณะด้วยกัน

บริเวณลานกว้างด้านทิศใต้ของศาลาหลังใหญ่ ชาวนาทั้งในตำบลใกล้เคียงและที่อยู่ห่างไกลออกไป ได้พร้อมใจกันนำข้าวเปลือกทั้งชนิดข้าวเจ้าและข้าวเหนียวเข้ามาถวายให้แก่ทางวัด กองรวมกันเป็นกองพะเนินเทินทึก สูงเทียบกับชายคาของศาลาหลังใหญ่ รวมแล้วประมาณกว่า 1 หมื่นกระสอบ

เมื่อได้เวลาอันควร พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ได้เดินทางเข้าสู่มณฑลพิธี ประกอบพิธีประทายข้าว โดยเริ่มต้นจากการเทศน์สอนสาธุชนให้รู้จักกับการรับศีล การสมาทานศีล และการรักษาศีล ต่อจากนั้นพระสงฆ์จากวัดป่าทั้งมวลได้ร่วมเจริญพระพุทธมนต์ ระหว่างนั้นหลวงตามหาบัวได้เจริญจิตตภาวนาบริกรรมน้ำพระพุทธมนต์จนเสร็จพิธี แล้วจึงแจกจ่ายให้แก่สาธุชนผู้มาร่วมงานบุญประทายข้าวอย่างทั่วถึง เพื่อได้อัญเชิญไปประพรมเป็นสิริมงคลแก่นาข้าว ยุ้งฉาง หรือตามแต่จะตั้งจิตอธิษฐานให้สมปรารถนาในประการใดๆ

จากนั้นสาธุชนทั้งหลายก็ได้ร่วมกันถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์

ที่วัดป่าบ้านตาดแห่งนี้ หลวงตามหาบัวท่านได้สืบสานประเพณีบุญประทายข้าวตลอดมาเป็นประจำทุกปี การจัดงานของวัดป่าบ้านตาดนับปีก็ยิ่งมีผู้นำข้าวเปลือกมาถวายเพิ่มมากขึ้นๆ ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ถึงประมาณ 7,000 กระสอน ส่วนในปีนี้คาดว่าน่าจะได้เกินกว่า 10,000 กระสอบ

หลวงตามหาบัวท่านมีเมตตาต่อชาวนาอย่างเต็มโลกเต็มสงสาร การทำบุญประทายข้าวทำให้ชาวนาขายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรม ตัดปัญหาเรื่องการถูกกดราคา ตัดปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางหรือเจ้าของโรงสี ทั้งนี้ก็เพราะผู้ที่นำข้าวเปลือกมาถวายให้แก่ทางวัดจะเป็นจำนวนเท่าใดก็ตาม กรรมการวัดจะจดบันทึกจำนวนตามที่บอกโดยที่ไม่ต้องไปชั่งไปตวงเหมือนกับการขายข้าวให้กับพ่อค้าคนกลางทั่วๆ ไป บรรดาลูกศิษย์ของหลวงตาทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาร่วมทำบุญประทายข้าว ก็จะทำบุญด้วยการช่วยซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาเหล่านี้ แล้วปวารณาถวายให้กับทางวัด โดยไม่มีการต่อรองราคา เจ้าของโรงสีรายใหญ่ๆ ในจังหวัดอุดรธานีก็เป็นลูกศิษย์หลวงตา ก็จะเข้ามาร่วมทำบุญ ด้วยการรับซื้อข้าวเปลือกจากทางวัดไปทั้งหมด สำหรับในปีนี้ทางวัดได้ตั้งราคากลางไว้ที่กระสอบละ 700 บาทเหมือนๆ กันทั้งหมด(หลวงตา คำว่าทางวัดตั้งราคา เหมือนกับหลวงตาบัวตั้งราคาเอาไว้ ตอนนี้มันขวางหูเหลือเกิน เพราะฉะนั้นจึงขวางซิ เอ้าว่าไป)

พระสงฆ์สาวกผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ พระสงฆ์ผู้เจริญในพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเด็ดเดี่ยวเที่ยงแท้ ย่อมเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาสาธุชน ย่อมนำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่มหาชนอย่างถ้วนหน้าดั่งฉะนี้

                                                                        ณ.หนูแก้ว

หลวงตา เรื่องปัญหาเลยไม่พูดเลยนะ

ผู้กำกับ ไม่มีปัญหาครับ เขาสะท้อนงานบุญประทายข้าว

หลวงตา ปัญหาที่ถามวันนั้น มีปัญหาสำคัญ ก็คือว่า เอ้าถามมาจะตอบ เตรียมจะตอบแล้วนะนั่น มาผางก็ผางทันทีเลย ไม่ต้องไปหาคว้าคัมภีร์ไหนละ ออกผึงๆ เลย ถ้าลงว่าเอ้าถามมาจะตอบ เป็นอันว่าพร้อมแล้วนั่น ผางมาก็ผางใส่เลย นี่ละธรรมะป่าเป็นอย่างนั้น พูดให้มันตรง ออกจากนี้ทั้งนั้นนะ สาธุ ไม่ไปหาคัมภีร์ไหน คัมภีร์พระพุทธเจ้าอยู่ในหัวอก คัมภีร์สาวกทั้งหลายอยู่ในหัวอก ที่ไปจดจารึกลงในคัมภีร์นั้นคัมภีร์นี้ถอดออกจากนี้ไป แล้วผู้จดจารึกไปก็ไม่แน่นอนนัก แต่หลักใหญ่ได้ส่วนดีมาใช้เราก็พอใจ ผู้แต่งก็อยากให้ถูกต้องนั่นแหละ แต่ก็ผิดพลาดไปได้เป็นธรรมดา เอ้าว่าไป

ผู้กำกับ ทางฝ่ายรัฐบาลจะจัดเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นมา

หลวงตา ไม่ต้องพูดแหละ ขี้เกียจพูด สกปรก พูดจริงๆ นะ แหมโลกนี่สกปรกจริงๆ แต่ก่อนเราไม่เคยคาดเคยคิด เวลารับกันแล้วมันเห็นหมดนี่ มันสกปรกมาก มันจ้าของมันไปเลยนอกจากไม่พูดเท่านั้น เฉย หูหนวกตาบอดไป

ลูกศิษย์ แม่ไม่สบายเจ้าค่ะ

หลวงตา อายุ ๙๕ แล้วนะ ไม่ใช่เล่น เอ้า ให้หายไปตามสภาพคนแก่ จะให้มาเป็นหนุ่มเป็นสาวเหมือนแต่ก่อนไม่ได้แหละ พระธรรมท่านไม่นิยม จึงต้องบอกไปตามธรรม อยู่เย็นเป็นสุขไปตามสภาพคนแก่ ก็ว่างั้น ไม่ได้ว่าให้ย้อนเป็นสาวอีกนะ ให้เป็นหนุ่มเป็นสาวแต่งตัวโก้เก๋มา นุ่งซิ่นนุ่งผ้า วันนั้นไปเทศน์ที่อำเภอก็เอาเสียบ้าง แหมมันดูไม่ได้จริงๆ เหมือนดูสัตว์ สัตว์คึกสัตว์คะนอง พวกหมาเดือน ๙ เดือน ๑๒ ฉันใด มนุษย์เก่งกว่านั้นเดี๋ยวนี้ มันคึกมันคะนองเหลือประมาณจนดูไม่ได้ หลับหูหลับตาไปเฉย ก็รู้ว่าขี้ก็ขี้ ทองก็ทองแล้วผ่านไปธรรมดา ไม่ไปติดใจกับมันแหละทั้งสอง

สกปรกมากนะ เมืองไทยเรานี่เรื่องขนบประเพณีนี้ไม่มีแล้วนะ คว้ามับๆ เอาอะไรเอาเปรตเอาผีเอายักษ์ เอาหมาเดือน ๙ เดือน ๑๒ เข้ามาทับเมืองไทยเรา กามกิเลสนี้มันอวดกันหาอะไร มันก็มีมาตั้งกัปตั้งกัลป์แล้วทำไมไม่พิจารณาบ้าง ให้ชินให้ชาพอเป็นพอไปธรรมดา ทำไมมันกำเริบเสิบสานยิ่งกว่าสัตว์ สัตว์เขายังมีเวล่ำเวลา มนุษย์นี้คึกคะนองยิ่งกว่าสัตว์ไปอีกนะ เลวกว่าสัตว์ว่างั้นเลย ดูไม่ได้ ถึงเวลาที่จะเทศน์ก็เทศน์บ้างละ ไม่มีใครเทศน์อย่างนี้ เขาเหมือนเรา เราเหมือนเขาซิ เทศน์ไม่ได้ ลูบหน้าปะจมูกไปเสีย ไม่กล้าจะว่าให้กัน แต่ต่างคนต่างขยี้ขยำเรื่องเหล่านี้ให้เหม็นคลุ้งเข้าไปทั่วโลกดินแดนแล้วนะ ธรรมดูไม่ได้ธรรมก็จับเอาบ้างซิจะว่าไง มันเลอะเทอะมากนะเวลานี้เมืองไทยเรา

ทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่คอยเอารัดเอาเปรียบ ทุจริตทุกแบบทุกฉบับ ถ้าความดีแล้วไม่มาแสดงให้เห็น มีแต่ความชั่วทั้งนั้นแสดง ใครออกทางไหนก็มีแต่ความเลวร้ายทั้งนั้นๆ เอาธรรมจับตลอดซิ ใครจะว่าเก่งทางไหนๆ มันก็เก่งเพื่อความเลวๆ ไปทั้งนั้น ไม่ได้เก่งเพื่อความดิบความดีอะไรนะ เลวไปโดยลำดับลำดา นี่เพราะอะไร เพราะจิตใจมันต่ำทรามมากทีเดียว ธรรมเข้าไปไม่ติด ธรรมเกาะไม่ติด มีแต่มูตรแต่คูถเต็มหัวใจ มันจึงแสดงออกมาตั้งแต่เรื่องมูตรเรื่องคูถความสกปรกโสมมจนดูไม่ได้ทั้งเขาทั้งเรา แต่ขี้กับขี้อยู่ด้วยกันได้อย่างนั้นแหละ ความสกปรกต่อความสกปรกมันก็อยู่ด้วยกันได้ ถ้าอย่างอื่นเข้ามาผสมขี้แล้วเข้ามาไม่ได้นะ ทองคำธรรมชาติเข้ามาไม่ได้ แต่เรื่องมูตรเรื่องคูถเขาอยู่เท่าไร กองเท่าภูเขา เขาก็เป็นภูเขามูตรคูถอยู่นั้นละไม่เป็นอื่น เขาอยู่กันได้สบายๆ นี่โลกก็เป็นอย่างนั้นเวลานี้ อยู่ได้อย่างสบายๆ

เป็นผู้ใหญ่เท่าไรยิ่งสนุกตักสนุกตวง ไม่ว่าการซื้อการขาย บริษัทบริวารท้องป่องไปตามๆ กันหมด คนอื่นเขาท้องแห้งผากๆ ไม่มองดูหน้าเขาเลย ถ้าออกมาประกาศก็ประกาศแต่ความดีๆ แต่มันไม่ทำนะความดี มันประกาศหลอกโลกเฉยๆ จึงว่าโลกหลอกลวง เป็นอย่างนั้นละ ความดิบความดีที่โลกทั้งหลายต้องการมันไม่เอามาทำ มันไปทำความชั่วว่าเป็นความดีของมันไปเสีย มันไม่ดี ทำชั่วเป็นชั่ว ทำดีเป็นดีไปตลอดนั่นละ แต่โลกมันโลกสกปรก จะให้สะอาดอย่างนั้นไปไม่ได้ เคลื่อนออกไปตรงไหนก็มีแต่กองมูตรกองคูถเคลื่อนออกไปๆ เหม็นคลุ้งไปหมด โอ๊ย ฟังแล้วฟังไม่ได้ ดูแล้วดูไม่ได้

         เหล่านี้มีใครพูดอย่างนี้มีไหมในประเทศไทย ก็มีแต่หลวงตาบัวคนเดียวพูดอย่างไม่สะทกสะท้าน ธรรมเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง นำมาพูดได้เพราะผู้ต้องการธรรมมีอยู่ทั่วโลก จะว่าไง เขากราบธรรม เขาไม่ได้กราบกองมูตรกองคูถ แต่ความจำเป็นจำใจของเขามีอยู่ เขาก็ต้องคลุกเคล้าไปกับมูตรกับคูถ กิเลสมีอยู่ในหัวใจมันก็สกปรก ทั้งๆ ที่ต้องการของดี แต่ความชั่วมีอยู่ภายในมันก็ลากเจ้าของไปอยู่นั้นละ

         นี่ควรจะพิจารณานะพี่น้องทั้งหลาย ไม่ฟังเสียงอรรถเสียงธรรมแล้วจะไม่มีทางเจริญนะ ใครจะว่าเจริญที่ไหนก็เจริญเถอะ มีแต่ฟืนไฟเผาไหม้กันทั้งนั้น ถ้ามีธรรมแทรกเข้าไปตรงไหนจะพอสงบร่มเย็นได้นะ คิดดูตั้งแต่จิตของเราวันไหนมันคิดมากๆ มาภาวนาไม่ลงนะ วันไหนคิดมากแล้วภาวนาไม่ลง เท่านี้ละเห็นภัยแล้ว เอ๊ ทำไมวันนี้จิตเราจึงภาวนาไม่ลงนะ มันก็รู้ทีเดียวว่าเพราะความคิดมาก ทีนี้ก็บังคับความคิดนี้ตีห่างออกไป เอาความสงบคืองานของธรรมเข้าไปแทรกปั๊บเข้าไป บังคับไม่ให้มันคิดเรื่องอะไร มันคิดมาพอแล้ว ไฟเผาหัวอกอยู่เดี๋ยวนี้ก็เพราะความคิดนั้นแหละ

         ทีนี้ปัดมันออก เอาความคิดที่เป็นธรรมเข้ามา ความคิดเป็นธรรมก็ชะก็ล้างสงบร่มเย็น ทีนี้ใจร่มเย็นจ้าขึ้นมา นั่น สิ่งที่เลวร้ายทั้งหลายหายหน้าไปหมด ก็เพราะกิเลสนี้มันขนเข้ามาเผาเจ้าของ เอาธรรมชะล้าง ธรรมอยู่ในหัวใจอันเดียวกัน ก็มีความสงบร่มเย็นได้คนเรา ถ้าไม่มีการชำระเลยตายทิ้งเปล่าๆ นะ ใครอย่าไปหวัง เกิดมามีแต่ความหวังๆ แต่มันผิดหวังไปเท่าไรไม่ได้คิดเหรอ คิดบ้างซิ มันมีแต่ผิดหวังนั่นละคนเรา ถ้ามีธรรมแล้วพอเป็นพอไป ทุกข์ก็ไม่มากเหมือนโลกทั่วๆ ไปเขาทุกข์ โลกไม่มีธรรมทุกข์ นี้ไม่มีที่จอดแวะนะ จมไปเลยๆ แต่ทุกข์ของผู้มีธรรมแทรกอยู่นี้ยังมีทางจอดทางแวะ มีฝั่งมีฝาอยู่บ้าง ให้ยึดนะ

         ธรรมพระพุทธเจ้าเลิศเลอ พวกเราสัตว์โลกทั้งหลายใครเลิศเลอ แข่งพระพุทธเจ้า จึงได้เอาอันนี้ไปโปะศาสนา ไปโปะธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสียนักหนาจึงมองหาธรรมไม่เห็น เวลานี้ไม่มีใครมีธรรมในใจ มีแต่กิเลสออกหน้าออกตา มันเลิศตรงไหนกิเลส กราบมันเสียบ้างซิ กิเลส สรณัง คัจฉามิ เสียบ้างซิ พูดทำไมพุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ไม่เกิดประโยชน์อะไรนี่ พูดไปเฉยๆ หัวใจไม่มีธรรม มีแต่มูตรแต่คูถ กิเลสตัณหาเต็มหัวใจ ให้พากันคิดบ้างนะ อย่าพากันดิ้นกันดีดจนเกินไป ดิ้นเท่าไรถึงวันตายก็ได้แต่เรื่องของกิเลสพาดิ้น หาความสุขความสบายไม่ได้ ความสมหวังไม่มี ถ้าธรรมพาดิ้นแล้วดิ้นเท่าไรยิ่งเบิกยิ่งกว้างออกไป ดิ้นเท่าไรยิ่งกว้างออก ดิ้นสู้กิเลสละซี

         นี่เคยพูดให้ฟังแล้วที่ได้นำธรรมมาสอนพี่น้องทั้งหลายนี้ มาสอนเรียกว่าเดนตายออกมานะ ถ้าหากว่ายังได้สู้กันไปอีกนี้ดีไม่ดีตายละ เพราะเอากันอย่างไม่ถอย ฟัดกับกิเลส ล้มลุกคลุกคลาน เราเคยพูดแล้วไปน้ำตาร่วงอยู่บนภูเขา ทั้งๆ ที่ไปสู้กับกิเลส สู้มันไม่ได้ๆ หงายไม่ใช่หงายธรรมดา หงายแบบไอ้หยองนี่ละ ไอ้หยองหงายยังไง หงายหมา นี่ไอ้หยองหงาย ล้มทั้งหงายสู้มันไม่ได้ แต่ความมุมานะนี่ซิสำคัญ สู้ไม่ได้คราวนี้ เอา กลับไปอีก ไปหาครูบาอาจารย์ ไปลับหินอีก

         พ่อแม่ครูจารย์มั่นเราลืมเมื่อไร แหม ฝังลึกมากนะ ในโลกธาตุนี้ ในปัจจุบันนี้ เราเทิดทูนสุดหัวใจเลย เทิดทูนพ่อแม่ครูจารย์มั่น ผิดแง่ไหนๆ ท่านตีปั๊วะๆ แล้วไปตามทางของท่านที่สอนๆ ได้อุบายวิธีใดไม่พ้นจากพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรา แล้วกลับไปอีกล้มมาอีก เอาอีก กลับไปอีก ล้มมาอีก ล้มหมาล้มแมวสับกันไปละที่นี่ ล้มแมวมันตบได้ ล้มหมามีแต่ร้องแหง็กๆ ต่อไปมันก็ล้มแมว ต่อไปก็เริ่มเป็นเสือดาว เสือโคร่ง  ขึ้นละ ฟัดกันๆ กิเลสอ่อนตัวลงๆ ทีนี้ก็หนักกำลังขึ้นไป

         ฟัดเสียจนกระทั่ง เอ้าพูดให้มันตรงๆ เอาจนกระทั่งสำคัญตนว่า เหอ นี่ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยแล้วเหรอ ทำไมกิเลสตัวไหนตั้งแต่ก่อนมันเอาเราเสียจนหงายหมาๆ ทีนี้มันไปไหนหมด ปรากฏไม่มีอะไรเลยในหัวใจ แต่พูดเฉยๆ นะ ยังไม่ได้สำคัญตนว่าเป็นอรหันต์ คือพูดในเวลาที่กิเลสมันหมอบ ค้นหาที่ไหนก็ไม่เจอๆ อ้าวมันอยู่ที่ไหนซัดเข้าไป ค้นหาอยู่อย่างนั้นตลอด งานของจิตนี้ไม่ถอย ถ้าลงได้ตามกิเลสแล้วเป็นไม่ถอย ให้ถอยไม่มี ไม่มีก็ค้นหา เรียกว่างาน

         ฟาดเข้าไปเดี๋ยวกิเลสโผล่ออกมา เหอนี่กูได้เห็นตัวมึงแล้ว ซัดกันอีกๆ อยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่กิเลสมันเอาเราหงายหมา บทเวลาเราซัดกิเลสได้ค้นหา จนได้ว่า เหอ ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ แล้วเหรอ กิเลสไม่เห็นมีเลย มันไปไหนหมด แต่ไม่เกิดความสำคัญนะ คือค้นหาไม่เจอก็ว่าเอาเฉยๆ แต่ความเข้าใจเจ้าของว่ายังมี เต็มอยู่ในหัวใจเรา มี เป็นแต่เพียงเวลานั้นค้นหาที่ไหนก็ไม่เจอ ก็ยกเอาตรงนั้นละว่า เหอ กิเลสมันไปไหนไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอ

         นี่เวลาธรรมมีกำลังกล้าฟังเอาซิ ล้มลุกคลุกคลาน น้ำตาร่วงอยู่บนภูเขาคนๆ นี้ พระองค์นี้แหละ เราพูดจริงๆ เราเป็นเองนี่นะ ถ้าคนอื่นเป็นมาพูดอาจผิดๆ พลาดๆ เราเป็นเองไม่ผิดพลาด ความมุมานะนี้ไม่ถอย อันนี้อันหนึ่งที่ดีอยู่มากทีเดียว ไม่ได้ต้องติ มันจะเป็นยังไงก็เอา ไม่ถอย เอาอีกๆ หลายครั้งหลายหนก็จนได้ถึงขั้นอรหันต์ปลอม ว่างั้นเถอะ เหอ ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอนี่ หายเงียบไปหมด ซัดกันอีกๆ บทเวลาธรรมมีกำลังแล้วนี้ธรรมทำงานนี้เหมือนกิเลสทำงาน คิดปรุงออกเรื่องใดมีแต่กิเลสทำงานเป็นอัตโนมัติบนหัวใจของสัตว์

         ทีนี้เวลาธรรมมีกำลังมากแล้วธรรมเป็นอัตโนมัติ ฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ ไม่ว่ายืน เดิน นั่ง นอน เว้นแต่หลับ มันจะหมุนติ้วๆ ของมัน ฆ่ากิเลสตลอดเวลา จนกระทั่งกิเลสสิ้นซากไปหมดไม่มีอะไรเหลือ แล้วไม่ต้องสำคัญว่า ไม่ต้องพูดว่า ไม่ใช่เป็นอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมา อรหันต์ใหญ่ก็ไม่ว่า อรหันต์น้อยก็ไม่ว่า เหอ เท่านั้นพอ ผางขึ้นมาเท่านั้น นี่เพราะความอุตส่าห์พยายาม ไม่ใช่ความท้อถอยอ่อนแอ ของดีมีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี ท่านจึงสอนว่า วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ คนจะล่วงทุกข์ไปได้เพราะความเพียร ถ้าไม่มีความเพียรจม นี้ก็บึกบึนอย่างนี้เอง

         จนกระทั่งถึงมันจ้าขึ้นมาแล้ว ไม่ถามหา อรหันต์น้อยก็ไม่ถาม อรหันต์ใหญ่ก็ไม่ถาม สนฺทิฏฺฐิโก ขั้นสุดท้ายประกาศป้างขึ้นมาเท่านั้น พอ ทีนี้ตั้งแต่วันนั้นมา ไม่มีกิเลสตัวใดเข้ามาแฝงในหัวใจให้ได้เกิดความสงสัยว่า เหอ กิเลสตัวนี้กูนึกว่ามึงม้วนเสื่อไปตั้งแต่วันนั้นๆ มึงยังโผล่หน้ามาอีกเหรอ ไม่เคยมี ตั้งแต่วันนั้นมาจนกระทั่งบัดนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งกวนใจคือกิเลสอันเป็นตัวสมมุติจึงไม่มีในหัวใจ มีแต่บรมสุขจ้าอยู่ สอนโลก โลกเต็มไปด้วยความทุกข์ เราไม่มีทุกข์ มีแต่บรมสุขเต็มตัว

         นี่จำเอานะ เวลามันเกิดขึ้นมานี้ไม่ได้คาดได้หมาย คาดไม่ถูก หมายไม่ถูก ธรรมชาตินี้เป็นขึ้นมาเอง เรียกว่าธรรมชาติ เป็นขึ้นมาเอง ตั้งแต่นั้นมาหายสงสัยหมดเลย สอนโลกมีแต่ความเมตตาสงสารล้วนๆ เท่านั้น ให้เป็นอย่างอื่นอย่างใดไปไม่มี อดีตของเจ้าของก็ไม่มี อนาคตก็ไม่มี ปัจจุบันก็หมด ทำไมจึงว่าอย่างนั้น อดีตที่เคยเกิดมาในภพใดชาติใดเป็นยังไงๆ มันผ่านมาหมดแล้ว อนาคตจะไปที่ไหนอีก ก็มันไม่ไป แล้วปัจจุบันเป็นยังไง ปัจจุบันก็เต็มเหนี่ยวแล้วหมดปัญหา รวมแล้วอดีต อนาคต  ปัจจุบันเป็นสมมุติทั้งมวลปล่อยหมดโดยประการทั้งปวง ไม่มีอะไรเหลือ

         นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าเลิศขนาดไหน ทำไมจึงกอดตั้งแต่มูตรแต่คูถอยู่ เสกสรรให้เป็นของดิบของดีเป็นทองคำทั้งแท่ง มันจะเป็นได้ยังไง ก็มูตรคูถรู้กันอยู่ทั่วโลก ค้นหาซิทองคำมีอยู่ใต้กองมูตรกองคูถนั่นแหละ ให้พยายาม ไม่งั้นจะตายทิ้งเปล่าๆ แหละ ครั้นเวลาอยู่เป็นผู้เป็นคน มีชีวิตชีวานี้ไม่สนใจกับอรรถกับธรรม กับวัดกับวา กับครูบาอาจารย์ เวลาตายแล้วก็นิมนต์พระมา กุสลา ธมฺมา กุสลา ธมฺมา นิมนต์มาหาสะแตกอะไรเราอยากว่าอย่างนี้ เวลามีชีวิตอยู่มันไม่มองดูหน้าพระดูหน้าธรรมอะไรเลย เวลาตายแล้วจะไปเคาะโลงโป๊กๆ รับศีลนะพ่อ รับศีลนะ ฟังซิ ตัวหัวมันเองที่เคาะโลงโป๊กๆ มันก็ไม่เคยได้ไปรับศีล แต่มันไปเคาะโลงบอกพ่อรับศีล มันบ้าซ้ำกันกับบ้า บ้าซ้ำบ้า นี่ความโง่เขลาของเรา

         สร้างให้มันพอซิในหัวใจจะประกาศป้างขึ้นในหัวใจ ธรรมพระพุทธเจ้าจะอยู่ที่ใจ สัมผัสที่ใจ รู้แจ้งที่ใจ หายสงสัยที่ใจ ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้าละ บรรดาสาวกทั้งหลายตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมาไม่มีองค์ใดไปถามพระพุทธเจ้าเลย สนฺทิฏฺฐิโก รู้จำเพาะตน เรียกว่ารู้โดยลำพังตนเอง นี่เป็น สนฺทิฏฺฐิโก รู้ด้วยตนเองจากการปฏิบัติเป็นผลขึ้นมาแล้ว ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า ธรรมนี้ไม่ต้องการให้ใครทูลถาม ถึงขั้นนั้นแล้ว สนฺทิฏฺฐิโก จะรู้เองเห็นเอง ท่านบอกอย่างนั้น ท่านสอนตั้งแต่วิธีการกำลังดำเนินไปนี้ แต่เวลาถึงนั้นแล้วไม่ถามกันแหละพระอรหันต์

         เดินไปนี้จะไปทูลถามพระพุทธเจ้า แต่พอดีฝนตก ไปยืนอยู่ใต้ถุนพระคันธกุฎี พอฝนตกแล้วพิจารณาน้ำฝน นั่นเห็นไหมท่านฟังธรรม ท่านปฏิบัติธรรม ฝนตกลงมาจากชายคาลงมากระทบกัน น้ำข้างล่างกับข้างบนตกลงมากระทบกัน ตั้งเป็นต่อมเป็นฟองขึ้นมา แล้วดับไปๆ ท่านพิจารณาเรื่องสังขาร ไม่ว่าดีว่าชั่ว เกิดดับๆ เกิดที่ใจ พิจารณาเข้าไปหาต้นตอมันคือใจ อวิชชากิเลสขาดสะบั้นออกไปจากนั้นแล้ว ผางเลย หมด พอฝนตกหยุดกลับ แทนที่จะไปทูลถามพระพุทธเจ้ายังกลับ ไม่ต้องไปทูลถาม นั่นละสนฺทิฏฺฐิโก ประกาศแล้วไปทูลถามหาอะไร สนฺทิฏฺฐิโก ก็พระพุทธเจ้าประกาศไว้แล้ว

         นี่ธรรมเป็นของเลิศเลอมาขนาดไหน เวลานี้มีตั้งแต่เรื่องกิเลสตัณหาความชั่วช้าลามกเหยียบย่ำทำลายธรรม เรื่องธรรมจะไม่มีในเมืองไทยเราแล้วนะเวลานี้ ทั้งๆ ที่เป็นชาวพุทธ ไม่ว่าผู้ใดๆ ออกลวดลายตั้งแต่เรื่องของกิเลส เรื่องความชั่วช้าลามก เรื่องเอารัดเอาเปรียบ โอ๋ย ชิงดีชิงเด่น จะว่าได้ดีจากไหนมาชิงกัน ชิงชั่วชิงความเลวทรามถูกต้อง ชิงดีชิงเด่นมันชิงอะไร ไม่เห็นมีดีที่ไหนในหัวใจ มีแต่ความชั่วช้าลามก เลวมากนะเวลานี้

         ให้พากันฟื้นนะจิตใจเรา เราอย่าไปหวังเอาตามที่กิเลสมันหลอกลวง ว่าจะให้ได้อย่างนั้น ให้ได้อย่างนี้ ผิดหวังทั้งนั้นละพวกนี้ ผู้ไม่หวัง หวังธรรมแทรกกันไปด้วย อันนั้นก็เอาไป มีปากมีท้องไม่ใช่ท้องช้าง ปากคนท้องคน อิ่มเท่าคนพอ เป็นสุข ปากหนูท้องหนูอิ่มเต็มพุงของหนู หนูเป็นสุข คนเราก็เหมือนกันไม่มีใครเป็นเหมือนท้องช้าง เราอย่าคืบอย่าคลาน อย่าดีดอย่าดิ้นจนเกินไป มันทำลายตัวเอง เข้าใจ เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้

         (ปู่ลีผาแดงถวายทองคำ ๒ บาท หนึ่งสลึง ครับ) เออ เก่งปู่ลี ทองคำประเภทซึมซาบ ซึมซาบมาเรื่อยนะ ได้ทุกวัน

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก