นิพพานไม่ใช่ผู้รู้
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2548 เวลา 8:40 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๘

นิพพานไม่ใช่ผู้รู้

 

ก่อนจังหัน

ในวันเสาร์ วันอาทิตย์ วันพระ วันโกน ได้เห็นพี่น้องทั้งหลายเข้ามาสู่วัดวาบำเพ็ญการกุศล เรารู้สึกพอใจด้วย พอใจด้วยตลอดนะ ไปเข้าโรงหนังโรงละครโรงลิเก ระบำรำโป๊ นั่นมันโรงเปรต เข้าใจหรือเปล่าล่ะ พวกนี้ชอบเป็นเปรตกัน ใครก็เข้าไปตรงนั้นแหละ เข้าไปตรงเปรตตรงผี กินไม่พอกินไม่อิ่ม กินเท่าไรยิ่งเพลิดยิ่งเพลิน ยิ่งเป็นบ้าสดๆ ร้อนๆ  นั่นละโรงบ่มบ้า รู้จักกันไหม อยู่ตามนั้นแหละ บ้าธรรมดามีกิเลสธรรมดาก็ไม่ว่า ไอ้บ้าจนเสียผู้เสียคน เสียสังคม เสียชาติบ้านเมืองนี้ดูไม่ได้เลย

มีศีลธรรมเท่านั้นที่จะชำระล้างสิ่งเหล่านี้ให้พอเป็นพอไป ระงับดับทุกข์กันบ้าง เราไม่ได้บอกว่าให้ละให้หมดกิเลสนี่ บอกแต่ว่ามันรุนแรงเกินไปๆ ทุกวันๆ เท่านั้นเอง กิเลสสิ่งไม่ดีทั้งหลายนับวันรุนแรง ส่วนดีงามทั้งหลายนี่แทบจะมองไม่เห็น นี่ที่น่าสลดสังเวช เมื่อได้เห็นพี่น้องทั้งหลายเข้ามาสู่วัดสู่วาฟังธรรม นำไปปฏิบัติ ทำจิตใจของตนให้สงบร่มเย็น นี่เราพอใจมาก ใจจะสงบได้ด้วยธรรม ใจเป็นฟืนเป็นไฟด้วยอำนาจของกิเลสทั้งนั้น กิเลสไม่เคยทำใครให้สงบร่มเย็น มีแต่ความดีดดิ้น มีแต่ฟืนแต่ไฟ ไปที่ไหนมีแต่ฟืนแต่ไฟ ตื่นความเจริญกัน ไอ้ความเจริญไม่ทราบมันอยู่ที่ไหน ต่างคนต่างตื่นเหมือนกระต่ายตื่นตูมดังที่ว่าแหละ

ใครมาหาแต่ความเจริญๆ บ้านนั้นเจริญ เมืองนี้เจริญ ฟังพูดเป็นอย่างนั้นแหละ ความสำคัญก็เต็มหัวใจ ระบายออกมามีแต่ความเจริญ เจริญลมๆ แล้งๆ ด้วยสมบัติบ้าของกิเลสนั่นน่ะให้รู้เสีย มันดีดมันดิ้นเหลือประมาณ ยิ่งชาวพุทธของเรานี้แทบไม่มีฝั่งมีฝา แม้แต่ในวัดก็เป็นเปรตเป็นผีในท่ามกลางวัด จะว่าอะไรประชาชนพวกเรา เป็นด้วยกันทั้งนั้นไม่มีข้อยกเว้น ถ้ากิเลสมีช่องทางตรงไหนมันเผาเข้าตรงนั้นแหละ พระมันก็ไม่ได้กลัวหัวโล้นนะ กิเลสไม่ได้กลัว กลัวแต่ธรรม ถ้าธรรมมีอยู่ในใจแล้วไม่มีใคร ฆราวาสหรือพระดีทั้งนั้น

ให้พากันสนใจกับอรรถกับธรรม อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินประมาณนะ ตายไม่มีป่าช้า ดีดดิ้นหาที่พึ่งที่เกาะแล้วก็ไม่ได้อะไร ตายจมไปๆ มีอย่างนั้นแหละส่วนมากต่อมาก ตายจะได้หลักได้เกณฑ์ อยู่ก็มีหลักมีเกณฑ์ อย่างนี้มีน้อยมากที่สุดเลย ธรรมที่เป็นเครื่องพยุงส่งเสริมโลกให้มีความสงบร่มเย็นแทบไม่ปรากฏในโลกนี้เลย มีแต่ฟืนแต่ไฟของกิเลส ไปที่ไหนมองดูอะไรจนแทบดูไม่ได้ หรือดูไม่ได้ ขอให้นำธรรมนี้ไประงับดับกิเลสอยู่ในจิตให้พอสงบตัว อยู่ได้ กินได้ ไปได้ สงบร่มเย็นบ้างนะ

ถ้าไม่มีธรรมนี้อย่าหวัง ใครจะหวังเท่าไรก็หวังเพื่อความจมๆ ทั้งนั้น อย่าเก่งกว่าศาสดาองค์เอก ตามธรรมดากิเลสเป็นคู่แข่งของธรรมเสมอ ของศาสดาเสมอให้รู้เอาไว้ เมื่อเป็นคู่แข่ง มันเข้ามาในจิตของเราให้ปัดมันออกๆ ส่งเสริมธรรมให้ดีขึ้น เราก็จะค่อยเจริญรุ่งเรือง ที่ไหนๆ สถานที่ใด บุคคลผู้ใด สั่งสมสิ่งเหล่านี้มากๆ นั่นละคือไฟนรกมันเผาอยู่ในหัวอกไม่ได้เผาอยู่ไหน เผาในหัวอกมนุษย์ จากมนุษย์นี้แล้วก็ไปเผาในนรกอเวจีไม่มีสิ้นสุด สั่งสมมันมากเท่าไรมันเผาได้ทั้งเมืองคนเมืองผี เผาได้หมดนั่นแหละ ธรรมะก็เหมือนกัน ส่งเสริมได้ในแดนมนุษย์ ลงไปเมืองผีไม่ไปผู้มีธรรม ไปแดนสวรรค์ พรหมโลก นิพพาน พากันจำเอานะ

ให้พากันอบรมศีลธรรมบ้าง อย่าอยู่แบบตื่นแบบเต้นอยู่ตลอดเวลา อันนี้มันมีมาตั้งกัปตั้งกัลป์แล้ว น่าจะเข็ดหลาบอิ่มพอกันบ้าง หรือไม่อย่างนั้นระงับดับกันให้อยู่พอประมาณ ผู้มีศีลมีธรรมจะอยู่กันพอประมาณ กิเลสก็มี ธรรมก็มี หากฟัดหากเหวี่ยงกันอยู่ในตัวของผู้นั้น ผลที่ได้ก็คือความสงบร่มเย็น จำเอา

พระเราก็เหมือนกัน ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ ต่างองค์ต่างมานี้แน่นตลอดนะ ไม่มีที่ให้พักให้อยู่เราก็ต้องพักเอาไว้ๆ ไม่เช่นนั้นเต็มไปหมดละวัดนี้ ให้พากันตั้งอกตั้งใจ หลักภาวนาได้สอนเรียบร้อยแล้วนะ ไม่ผิด ถ้าลงได้พูดคำไหนลงไปแล้วเราแน่ใจที่สุด ออกมาจากหัวใจ หัวใจนี้ออกมาจากขึ้นเวทีระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันมาแล้ว เราบอกได้อย่างชัดเจน อย่างกล้าหาญชาญชัย เพราะเราทำเอง รู้เองเห็นเองมาพูดเองผิดไปไหน พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเอง รู้เองเห็นเอง สาวกทั้งหลายบำเพ็ญเอง รู้เองเห็นเอง ท่านเหล่านี้เรียกว่าเลิศเลอ

ธรรมก็เป็นธรรมประเภทเดียวกัน หัวใจดวงนี้เป็นภาชนะสำหรับรับธรรมสำหรับผู้บำเพ็ญธรรมอย่างเดียวกัน ต้องรู้ต้องเห็นอย่างเดียวกัน ตรงนี้ละ ธรรมอยู่ที่หัวใจนะ กิเลสก็อยู่ที่หัวใจ ดูข้าศึกให้ดูที่ใจของเรา ใจเป็นมหาเหตุ ดูมหาคุณก็ให้ดูที่ใจ จ่อลงที่ใจแล้วจะเจอทั้งมหาภัยมหาคุณนั้นแหละ จำให้ดีพระเรา อย่าเร่ๆ ร่อนๆ นะ ภาวนาก็ให้มีหลักใจ ไปที่ไหนให้มีศีลมีธรรมประจำตนจะสง่างามไปตลอดนั่นแหละ เอาละให้พร

หลังจังหัน

วันนี้มีอะไรไหมล่ะ (ไม่มีครับ) วันนี้ไม่มี ให้สบายสักหน่อยเถอะ วันไหนมีแต่เรื่องสกปรก พูดขึ้นมาเรื่องไหนมีแต่เรื่องสกปรก ผู้มาปฏิบัติอยู่ข้างในก็ให้ตั้งใจปฏิบัติจริงๆ นะ อย่ามาเร่ๆ ร่อนๆ ไม่ได้นะมันจะเลอะเทอะไปหมด แม้ภายในวัดก็เลอะเทอะแล้ว ไม่มีละในโลกนี้จะหาที่ซุกหัวนอนได้เป็นความสงบสุข เข้ามาอยู่ในวัด วัดเป็นสถานที่อบรมจิตใจ เป็นที่ระงับดับไฟ (เสียงไอ้หยองเห่า) พอเทศน์มีอะไรปั๊บเข้ามานี้ อย่างน้อยก็กระเทือนธรรม ถ้าแรงกว่านั้นก็หายเงียบไปเลย

ธรรมภายในใจไม่ได้เหมือนในคัมภีร์นะ ในคัมภีร์เป็นความจำ ในใจจากภาคปฏิบัติจริงๆ แล้วเป็นความจริงล้วนๆ เลย ความจำเราจำมาได้ เสียงอึกทึกครึกโครมขนาดไหนก็ตาม เราก็พูดได้เพราะเราจำมาแล้ว เช่น นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฟาดวันยังค่ำ เสียงจะเป็นยังไงช่างหัวมันเราจำได้ แต่เรื่องธรรมไม่เป็นอย่างนั้น เรื่องธรรมชาติ หลักธรรมชาติ คือปรากฏขึ้นจากการปฏิบัติธรรมนะ จะเกิดขึ้นที่ใจ เพราะใจนี้เป็นสถานที่เกิดของกิเลสและธรรม ส่วนมากมีแต่กิเลสเกิด..พวกเรา ธรรมไม่ค่อยเกิด ในระยะที่กิเลสมีกำลังมาก ไปที่ไหนมีแต่กิเลสเกิด นั่งอยู่นอนอยู่ เดินเหินไปไหน เคลื่อนไหวไม่เคลื่อนไหว แต่กิเลสมันเกิดของมัน มันหมุนตัวของมันโดยอัตโนมัติ มันหากคิดหากปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้จากกิเลสภายในดันออกไปๆ

เราก็ไม่เคยคิดแต่ก่อน แต่เวลาเข้ามาจุดใหญ่มหาเหตุนี้มันก็เจอกันได้ รู้กันได้ ธรรมก็ไม่ทราบอยู่ที่ไหนแต่ก่อน ได้ยินแต่ท่านว่าธรรมเกิดๆ ธรรมยังไงก็ไม่รู้ เวลามันเกิดขึ้นในหัวใจ ทั้งกิเลสเกิดทั้งธรรมเกิด รู้ชัดทั้งสอง เราจะยกมาหยาบๆ เพียงเอกเทศอันเดียวนะ ในจำนวนมากนับไม่ได้เลยเรื่องของกิเลสเกิด เรื่องของธรรมก็ยกไว้ อยู่ภูเขาไปบิณฑบาตถึงบ้านเขามัน ๔ กิโลกว่าๆ กำหนดวันเวลาไว้จากนี้ไปถึงบ้าน ถ้าเราอดไปเท่านั้นวันจะไปถึงบ้านไหม กะว่าวันพรุ่งนี้ไปได้อยู่ เพราะวันพรุ่งนี้ก็ฉันแล้ว เดินไปถึงกลางทางไปไม่ไหวแล้ว หยุดพักอยู่กลางทาง

นี่ละกิเลสเกิด เพราะจิตกับสติไม่ได้ห่างจากกัน ติดกันไปตลอด อะไรเกิดมันก็รู้ เรื่องร่างกายนี่อ่อนเปียกขนาดนั้น แต่จิตเหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้าอยู่ภายใน มันต่างกัน เพราะฉะนั้นจึงทน ทุกข์ลำบากก็ทนเอา พออยู่สงบเงียบๆ สักเดี๋ยวทางนี้ผุดขึ้นมาอย่างชัดเจนทีเดียว เป็นถ้อยเป็นคำขึ้นมาเหมือนเราสอนกันอยู่ภายในใจ นี่เห็นไหม ว่างั้นนะ ขึ้นเบื้องต้นก็ว่า นี่เห็นไหมท่านอดอาหารเพื่อจะฆ่ากิเลสให้ตาย แต่เวลานี้กิเลสยังไม่ตายท่านกำลังจะตายรู้ไหม ว่างั้นนะ ขึ้นเลย นี่เรียกว่ากิเลสเกิดเพื่อจะตีธรรมให้หมอบ ก็ต้องอ่อนเปียกละซีเมื่อกลัวตาย ต้องอ่อนไป

พอทางนั้นดับลงไปปั๊บ ธรรมขึ้นรับกันเลย การกินนี้กินมาตั้งแต่วันเกิด อดเพียงเท่านี้จะตายหรือ เอ้า ตายก็ตาย น่านเห็นไหมล่ะ ดับกันปึ๋งเลย นี่เรียกว่าธรรมเกิด ผุดขึ้นทั้งสองเลยขึ้นภายในใจ ขึ้นเป็นถ้อยเป็นคำชัดเจนๆ นี่ละที่เรียกว่าธรรมเกิด กิเลสเกิด เกิดอย่างนี้ ทีนี้เวลาธรรมได้เกิดเป็นสายยาวเหยียดไปแล้วเป็นอีกแบบหนึ่งนะ อยู่ที่ไหนมีแต่ธรรมแสดงตัวจ้าๆ อยู่ภายในใจแสดงออกรับกับกิเลส กิเลสตัวไหนมันรับกัน นี่ให้ฟังเสียนะภาคปฏิบัติ ที่ว่าปฏิบัติเห็นผลยังไงไม่เห็นผลยังไง เกิดขึ้นจากจิตล้วนๆ แหละ เพราะกิเลสอยู่ในนั้น พอจิตจ่อเข้าไปเรื่องจิตตภาวนามีสติอยู่แล้ว กิเลสเกิดแง่ไหนๆ มันจะตามกันทันๆ ไม่ลุกลาม

สติเป็นสำคัญมาก พอแย็บออกมา มันจะดันออกมาแย็บๆ สติทันดับปั๊บๆ ไม่ต่อ ถ้าสติไม่ทันลุกลามไปใหญ่เลย นี่เรียกว่าสติควบคุมไป กิเลสเกิดก็อย่างว่าแหละ ธรรมเกิดรับกันก็อย่างว่า รับกันได้ลบไปได้เลย ก็การกินนี้กินมาตั้งแต่วันเกิดไม่เห็นวิเศษวิโสอะไร อดเพียงเท่านี้จะตายเหรอ เอ้า ตายก็ตายเท่านั้นละ อันนั้นก็เรียกว่าดับกันไปได้เลย จิตก็พุ่งตามเดิม เวลาเกิดก็เกิดอย่างนั้นละ แต่ไม่สนใจที่จะสอนใครนะ อุบายใดทั้งหมดสอนเจ้าของทั้งนั้นๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ไม่เคยสนใจจะไปสอนใคร เพราะไม่อยู่ในสถานที่จะไปสอนคน อยู่ในป่าในเขาลึกๆ ลับๆ อยู่คนเดียวเหมือนผ้าขี้ริ้วห่อมูตรคูถนั้นแหละ ยังไม่ได้ห่อทอง เหมือนผ้าขี้ริ้วหมดราค่ำราคา ถ้าโลกมองดูเรียกว่าหมดราคา แต่ธรรมดูนี้มันจ้าๆ อยู่ในนั้น

สำหรับนิสัยของเรานี้ชอบทางอดอาหาร เพราะฉะนั้นจึงต้องบึกบึนจนท้องเสีย ไม่มีหยุดเลย จนกระทั่งลงเวทีแล้ว ทีนี้การฉันอาหารอดอาหารหยุด ตั้งแต่บัดนั้นมาไม่เคยอดอาหาร นอกจากไม่สบายด้วยอาการใดอาการหนึ่ง วันนี้ไม่ฉันละเท่านั้นไปเลย ที่จะตั้งใจอดฆ่ากิเลสหยุด ไม่อด ตั้งแต่นั้นต่อไปท้องก็เสีย เสียก็เสียซิมันได้แต่กากเมืองไป สมบัติขนหนีหมดแล้ว มันก็ได้แต่กากเมืองไปกิเลสจะว่าไง

ธรรมเกิดกิเลสเกิดรู้ภายในใจของผู้ปฏิบัติธรรม ผู้ไม่ปฏิบัติไม่รู้ กิเลสเกิดวันยังค่ำไม่รู้ตลอดไปเลย ธรรมเกิดไม่ได้ ถ้ากิเลสเกิดไม่รู้ตัวแล้วเรียกว่าธรรมเกิดไม่ได้ เวลาสติจับเข้าไปๆ กิเลสเกิดทีไรมันจะเริ่มทราบๆ พอมันปรุงเรื่องอะไรปั๊บ สติทันปั๊บดับปุ๊บๆ ไม่ลุกลาม ต่อไปก็มีแต่สติรักษาใจตลอด สติเป็นของสำคัญมากทีเดียว ถ้าขาดสติแล้วนั่นละช่องว่างของกิเลสเข้าช่องนั้น ถ้าสติมีอยู่ อกจะแตกมันอยากคิดอยากปรุงก็ออกไม่ได้ เพราะฉะนั้นกิเลสจะหนาขนาดไหนก็ตาม ขอให้มีสติบังคับเถอะ เราจะได้เห็นชัดๆ ว่าอำนาจของกิเลสมันดันจนเหมือนว่าอกจะแตกนะ มันอยากคิดอยากปรุง ทางนี้ก็ดันไม่ยอมให้คิด ด้วยสติๆ หนาแน่นเข้าๆ ต่อไปความดันมันก็เบาลงๆ สติตั้งขึ้น จิตก็สงบเข้าไปๆ นี่ละวิธีภาวนาให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้ นี่ถอดออกมาจากหัวใจไม่ใช่มาพูดธรรมดา

สติจึงเป็นของสำคัญ เป็นพี่เลี้ยงของจิตได้เป็นอย่างดีทีเดียว ใครมีสติดีเท่าไรผู้นั้นจะตั้งหลักฐานได้ ยิ่งเวลาขึ้นบนเวทีแล้วจะเผลอไม่ได้ ว่างั้น เวลานั่งภาวนาจริงๆ  เอากันเรียกว่าบทหนัก ซัดกันเลย สติก็ดีขึ้นๆ หนักขึ้นไปๆ การพิจารณาปัญญา สติต้องแนบตลอดๆ สติห่างไม่ได้นะ ปัญญาออกเป็นบางเวลา สตินี้ติดอยู่ตลอด ทีนี้เวลาถึงกาลที่สติปัญญาจะกลมกลืนเป็นอันเดียวกันแล้วมันไปด้วยกันเลย เป็นอันเดียวกันไปเลย ปัญญาพิจารณาไปไหนสติจะติดตามๆ เป็นอันเดียวกันไปเรื่อย จนกลายเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ ลงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติแล้วไม่มีคำว่าเผลอ ตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมาจนกระทั่งหลับ เผลอเวลาไหนไม่มี นั่นเรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติ นี้ละเกิดในจิตดวงนี้แหละ ดวงมหาเหตุ ระงับกิเลสระงับอย่างนี้เองด้วยจิตตภาวนา

ศาสนธรรมพระพุทธเจ้าเรียกว่าเอกอุไม่มีที่ไหนเสมอเลย ชี้ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้น ออกไปจากจิตตภาวนานี้ทั้งนั้น สอนไว้โดยถูกต้อง เมื่อถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัตินี่แล้วมันเป็นของมันอยู่ในนั้นเอง ไม่มีคำว่าเผลอ ไม่เผลอเลย พอตื่นนอนติดกันไปแล้วๆ อยู่ที่ไหนมีแต่สติปัญญาทำงานๆ แก้กิเลสเป็นอัตโนมัติๆ นี่ถึงขั้นที่ธรรมมีกำลังกลายเป็นอัตโนมัติไปแล้วในการแก้กิเลส ฆ่ากิเลส แต่ก่อนกิเลสเป็นอัตโนมัติทำลายจิตใจให้ได้รับความชอกช้ำขุ่นมัวตลอดเวลา นี่กิเลสทำงานบนหัวใจ

         ทีนี้เวลาธรรมทำงานเข้าในหัวใจอันเดียวกันแล้ว และมีกำลังกล้าขึ้นเท่าไรๆ กิเลสยิ่งหมอบลงๆ ทีนี้ยิ่งตีหนักเข้าๆ สุดท้ายตั้งแต่ตื่นนอนถึงหลับนี้เผลอเวลาไหนไม่มีเลย เป็นเองนะ จึงเรียกว่าอัตโนมัติ เป็นเอง จากนั้นก็เชื่อมเข้าไปหามหาสติมหาปัญญา พอเข้ามหาสติมหาปัญญาแล้วมันเป็นเรื่องซึมซาบ อันนั้นยังละเอียดกว่านี้อีกนะเรามาพูดได้เพียงแค่นี้ มหาสติมหาปัญญานี้ซึมไปเลยเชียว ซึมไปเลย สติปัญญาอัตโนมัติ ยังเหมือนกับเขายำลาบ ยังมีปั๊กๆๆ อยู่บ้าง ส่วนมหาสติมหาปัญญานี่ซึมไปเลย ไม่มีคำว่าปั๊กๆ แป็กๆ ละ

         เผลอไม่เผลอไม่พูดถึงเลยลงขั้นมหาสติมหาปัญญาแล้ว ใจดวงนั้นเต็มไปด้วยมหาสติมหาปัญญาครอบครองจิต แล้วกิเลสจะขึ้นมาได้ยังไง มันก็ยิ่งเบาลงๆ ทางนี้ยิ่งหนักนะ คำว่าหนักทางด้านอัตโนมัติของมหาสติมหาปัญญานี้ยิ่งเป็นอัตโนมัติละเอียดมากๆ เข้าไป เราเคยพูดให้ฟัง เวลามันซ่อนตัวนี้กิเลสมันละเอียดมากนะ แต่ไม่พ้นสติปัญญาไปได้ มันจะละเอียดขนาดไหนก็ไม่ยอมรับ สมมุติบางทีพิจารณาจนหมด ไม่มีอะไรปรากฏเลยในใจ ว่างเปล่าไปหมดเลย

         เหอ ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอนี่ ว่าให้เจ้าของ แต่ยังไม่ได้สำคัญว่าเป็นพระอรหันต์นะ คือค้นหาที่ไหนก็ไม่เจอ เหอ ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอ ทั้งค้นอยู่นั่นละ เพราะไม่ได้สำคัญนี่นะ มันหมดในเวลานั้นปรากฏว่า ซัดกันไปซัดกันมาเดี๋ยวโผล่ขึ้นมาๆ แป๊บขาดสะบั้นๆ พอถึงขั้นมันม้วนเสื่อมันแล้วพรึบเดียวหมดเลย ขณะจิตพรึบเดียวนี้โลกธาตุสะเทือนไปหมด แต่ความจริงกระเทือนในระหว่างกายกับจิต กิเลสกับธรรมกระทบกัน ขาดสะบั้นจากกันนี้กระเทือนมากทีเดียว เป็นฟ้าดินถล่มไปเลย พูดออกไปก็เลยว่าฟ้าดินถล่ม ความจริงฟ้าดินเขาก็ไม่ถล่ม มันหากเป็นอยู่ในกายกับจิต มันกระเทือนกันอย่างแรง

         พอมันพุ่งขึ้นมาอย่างนั้น นี่เป็นเอง นี่เรียกว่ายอดแห่งธรรมเกิดแล้วที่นี่ สุดขีดแห่งธรรมเกิด จนกระทั่งฟ้าดินถล่มคือร่างกายไหวไปเลยทีเดียว มันรุนแรงของมันเอง ธรรมชาติที่เราไม่เคยคาดเคยคิดเคยรู้เคยเห็น ขึ้นมาพร้อมกันเลย จ้าขึ้นมาหมดเลย นั่นละที่ให้เกิดความท้อใจ เพราะอันนี้จ้าขึ้นมามันไม่ได้เหมือนอะไรเลย มันเหนือเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ในแดนสมมุตินี้ไม่มีอะไรจะเหมือนได้เลย ละเอียดขนาดไหนไม่เหมือน นั้นคือแดนวิมุตติหลุดพ้นแล้ว ถ้าว่าโลกก็เป็นคนละโลกไปแล้ว จะเรียกว่าโลกได้ยังไง ก็มันเลยสมมุติไปแล้ว

         นี่ละผลแห่งการปฏิบัติภาวนา ถอดออกมาจากหัวใจนะ มาให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบ เพราะจวนจะตายแล้วนี่ จะไม่มีใครพูด พูดให้มันเต็มปากเต็มคอ ไม่อวดนะ เราพูดด้วยความถนัดใจของเรา รู้อย่างถนัดใจ ตายใจได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ขณะนั้นแล้วไม่เคยปรากฏว่ากิเลสเท่าเม็ดหินเม็ดทรายจะมาแสดงให้เห็นอีกเลย พอให้ได้เกิดงงงันอั้นตู้ว่า เหอ กิเลสเหรอนี่กูนึกว่ามึงตายตั้งแต่วันนั้นแล้ว แล้วมึงทำไมมึงมาโผล่ได้อีกเหรอ ไม่เคย ก็มันขาดสะบั้นไปแล้ว ประจักษ์แล้ว มันก็ไม่มีมาตั้งแต่นั้น เรามาปรุงขึ้นเฉยๆ ว่ามันมามีอีก แสดงอย่างนั้นอีก เรียกว่าไม่มีเลย

         กิเลสนี้คือตัวสร้างทุกข์ กิเลสละเอียดสร้างทุกข์ละเอียด พอกิเลสทุกประเภทดับโดยสิ้นเชิง ทุกข์ไม่มีเลย เพราะกิเลสเป็นตัวสร้างทุกข์ ทุกข์ไม่มีเลยในหัวใจของผู้สิ้นกิเลสแล้วตั้งแต่บัดนั้น ไม่มีตลอดไป ท่านเรียกว่านิพพานเที่ยง มีแต่เรื่องธาตุเรื่องขันธ์ เจ็บไข้ได้ป่วย ปวดหัวตัวร้อน อันนี้เหมือนโลกทั่วๆ ไป เป็นแต่เพียงว่าโลกไปตามภาษีภาษาของโลก ไม่มีสติปัญญาธรรมเครื่องรักษา แต่เรื่องธรรมอันนั้นเป็นความบริสุทธิ์แล้วเป็นหลักธรรมชาติของตัวเอง ถึงธาตุขันธ์จะมีอะไรเป็นอะไรก็รู้ตามเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ แต่ไม่เคยหวั่น ไม่ได้ระวัง เป็นหลักธรรมชาติของใครของเรา

         ส่วนธาตุขันธ์มียังไงก็เป็นไปอย่างนั้นละ เผ็ดก็รู้ว่าเผ็ด เค็มรู้ว่าเค็ม ชอบก็รู้ว่าชอบ ความรู้นี้เป็นความรู้ประจำขันธ์ ท่านทั้งหลายฟังเสียคำดังว่านี่ มีใครเคยพูดไหม ความรู้ประจำขันธ์มี ความรู้ที่เป็นธรรมชาติสมมุติแล้ว จะบอกว่ารู้ก็ไม่ถูก ดังที่ท่านหล้าเขียนไว้ในภูจ้อก้อนิพพานไม่ใช่ผู้รู้ เหนือผู้รู้ขึ้นอีกไม่มีประมาณ ตรงเป๋งเลยเทียวท่านเขียนไว้นั้น เอ้อนี่น่ะ นั่นเห็นไหม มันยอมรับกันทันที คืออันนั้นพูดไม่ได้เลย นิพพานไม่ใช่ผู้รู้ นิพพานตั้งเป็นสมมุติขึ้นมา ความรู้ที่เด่นอยู่ในวงขันธ์อันนี้เป็นความรู้กระแสแห่งความบริสุทธิ์เต็มเหนี่ยว รักษาอยู่ภายในขันธ์ เพราะฉะนั้นความรู้ที่ประจำขันธ์มันมีอยู่กับขันธ์นี้ถูกต้องนะ ชอบอันนั้น ไม่ชอบอันนี้ เพราะขันธ์นี้มันชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มันหากเป็นของมัน บ่งบอก

         เช่นมองดูอาหารเอ้ออันนี้ดี มันรู้สึกยิบแย็บ เป็นเรื่องของขันธ์ทั้งนั้นละ ธรรมชาตินั้นไม่มี เพียงแต่รับทราบว่าอันนี้มันชอบ อันนี้มันไม่ชอบเท่านั้นละ มีอยู่แค่นั้นนะไม่เลยนั้น ให้หนักกว่านั้นไปไม่มี อยู่ในวงขันธ์ นี่เรียกว่าความรู้ในวงขันธ์เป็นอย่างนั้น ท่านก็ปฏิบัติต่อกันไปอย่างนั้นละ อันนั้นดี อันนี้ไม่ดี โลกเขาว่าไงก็ว่าได้เหมือนโลกเขา  เป็นแต่เพียงว่าธรรมชาติอันหนึ่งมันไม่ใช่อันนี้ นี่ละจิตเวลาเรียนเข้าไปถึงมันจริงๆ แล้ว ยังพูดไม่ได้ก็มี ดังที่ท่านหล้าท่านว่า นิพพานไม่ใช่ผู้รู้ เหนือผู้รู้ขึ้นไปอีกหาประมาณไม่ได้ ผู้รู้เด่นๆ ที่ใช้อยู่นี้ไม่ใช่ ก็คือในวงขันธ์ ความรู้อันนี้อยู่ในวงขันธ์ อันนั้นนอกจากนี้แล้วพูดไม่ได้เลย

         นี่แหละธรรมพระพุทธเจ้าที่ว่าเลิศเลอ เปรียบเทียบกับอะไรไม่ได้เลย เลยไปหมดแล้ว ถ้าว่าดีก็เลย อะไรก็เลย อย่าง นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง เราก็คาดเป็นสุขอย่างยิ่งอยู่นี้นะ แต่นิพพานแท้-ธรรมชาติแท้ไม่ใช่อันนี้ แน่ะก็อย่างนั้นแหละ อย่างที่ท่านว่านิพพานไม่ใช่ผู้รู้ ยังเหนือผู้รู้ขึ้นไปอีกไม่มีประมาณ นั่น ท่านพูดถูกต้อง นี่ผู้เจอแล้วพูด เจอธรรมชาตินั่นแล้วพูด หาที่ค้านกันไม่ได้ พอไปอ่านแล้วเอ้ออย่างนี้ซี เราก็ว่าอย่างนั้น อย่างนี้ซี

         มันอยู่ในจิตของเจ้าของเอง ไม่มีที่สงสัย ไม่ต้องหาใครมาเป็นพยาน จ้าขึ้นในนั้นแล้วรู้หมด ส่วนละเอียดส่วนไหนอะไรที่มาเกี่ยวข้องรู้กันไปหมด นั่นละธรรมชาตินั้นละที่พระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัย ท่านท้อพระทัยเพราะเหตุนี้เอง ธรรมชาตินั้นเหนือเสียทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีประมาณ ขอให้ท่านทั้งหลายได้ปฏิบัตินะ ธรรมพระพุทธเจ้านี่ท้าทายตลอดเวลา เรื่องมรรคเรื่องผลอยู่กับการปฏิบัตินะ ไม่ได้อยู่กับกาลสถานที่เวล่ำเวลา

         ท่านก็แสดงไว้แล้วว่าอกาลิโก ธรรมไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาที่จะเกิดเวลานั้นเกิดเวลานี้ ถ้าเหตุมีเท่าไรหนุนเข้าไปแล้วเกิดได้ตลอดเวลา อิริยาบถใดก็ตามเกิดได้ทั้งนั้น ไม่ว่าเดือนปีนาทีโมง อันนั้นยังไกล ในอิริยาบถของเจ้าของเกิดได้ทุกเวลาถ้ามีความเพียร ธรรมเกิดได้ตลอด สดๆ ร้อนๆ อย่าไปเชื่อหูหนวกตาบอดมันเต็มโลกเต็มสงสาร มันมีแต่ลบล้างบาปบุญนรกสวรรค์ ไม่มีทั้งนั้นละพวกตาบอด พระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ทั้งหลายท่านสลดสังเวชนะ กับความหูหนวกตาบอดของแดนนรก แดนวัฏจักร มันพูดของมันอย่างนั้น นี่วิวัฏจักรเป็นยังไงท่านก็ดูของท่าน ดูหมดแล้ว พากันจำเอา

         วันนี้พูดเพียงเท่านั้น วันนี้พูดธรรมล้วนๆ เสียทีเถอะ มันมีแต่เรื่องสกปรก เรื่องส้วมเรื่องถานมายุ่ง ตีกันกับส้วมกับถานวันหนึ่ง อู๊ย กำปั้นหมัดนี่เลอะหมดตีกับส้วมกับถาน วันนี้ให้ได้พูดเป็นอรรถเป็นธรรมให้สะดวกสบายเสียหน่อยเถอะ เราสบายถ้าได้พูดเรื่องอรรถเรื่องธรรม เรื่องโลกนี่ โอ๊ เราฝืนพูดไปอย่างนั้นละ ยังไงก็อยู่กับโลก เราก็รับผิดชอบโลกอยู่โดยตรงนั่นแหละ ทางชาติ-ศาสนาก็อยู่ในความรับผิดชอบของเราที่จะต้องอุ้มต้องชูกันทั้งสอง

         (น้องสาวท่านปัญญามากราบหลวงตา) ดูเหมือนนี่ละมั้งเป็นน้องสาวของท่านปัญญา คล้ายคลึงกันอยู่นะ ไปเยี่ยมตอนเย็นเมื่อวาน ท่านดิ๊กพาไป เราก็ได้คุยให้ฟังเรื่องท่านปัญญา ท่านเป็นพระที่ดีเอามากทีเดียว เราบอก มาอยู่กับเราได้ ๔๑ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๐๖ ท่านพึ่งเสียปี ๒๕๔๗ ท่านเชอรี่นี้ ๔๐ ท่านดิ๊กนี้สักเท่าไร ไปๆ มาๆ เข้าๆ ออกๆ อยู่อย่างนั้นท่านดิ๊ก ดีนะท่านดิ๊กก็ดี เพราะฉะนั้นเวลาท่านปัญญาเสียไปแล้ว จึงต้องสั่งให้ท่านดิ๊กมาเพื่อติดต่อสื่อสารกับบรรดาพระชาวต่างประเทศ ที่เข้ามาศึกษาอบรมแทนท่านปัญญา แม้จะไม่เหมือนท่านปัญญาก็ยังดีอยู่

         ท่านปัญญานี้เป็นพระที่ดีจริงๆ นะ มาอยู่กับเราไม่เคยได้ตักเตือนตรงไหนๆ เลย เป็นพระที่เรียบสุขุมมาก มีหลักมีเกณฑ์ทุกอย่าง ไปคนละแบบ ดีไปคนละอย่างๆ ท่านเชอรี่ก็ไปอีกแบบหนึ่ง ดีอีกแบบหนึ่ง แล้วท่านดิ๊กท่านอะไรที่อยู่นานๆ พวกนี้อยู่นานๆ ทั้งนั้น สามองค์นี้อยู่กับวัดนี้นาน ให้พร

ใครได้ยินแล้วยังที่ท่านอาจารย์เจี๊ยะเขียนว่านักสู้ ขึ้นไอ้ห่า...นี่เป็นภาษาธรรมล้วนๆ โลกจะถือเป็นภาษาหยาบโลนโหดร้าย โลกจะถือแบบเดียวกันหมดเลย แต่ภาษาธรรมเรียกว่าเป็นธรรมล้วนๆ น้ำหนักเต็มที่เลย กระตุกอย่างแรงให้ได้สติสตัง เข้าใจไหม กระตุกอย่างแรงให้ได้สติสตัง ตั้งหน้าตั้งตาประกอบความพากเพียร เวลานี้วิ่งตามหลังโยมยังไม่ทันโยมเขาอีก เลว ท่านก็ดุเอา มึงบวชมา เข้าใจไหมล่ะ มึงบวชมา ขึ้นเลย โอ๊ย ถึงใจเหลือเกิน นี่ละภาษาธรรมโดยแท้ กระตุกให้รู้ตัว แล้วก็ตรงกับนิสัยของท่านเป็นคนจริงจัง นั้นละคนจริงจังมักจะออกบทหนักๆ เพราะท่านสอนท่านภายในท่านสอนอย่างนั้น ท่านเอาบทหนักๆ กิเลสพังเพราะธรรมประเภทบทหนักๆ กิเลสพังออกๆ ท่านเอาธรรมประเภทนี้หรือว่านิสัยออกมาแสดงต่อโลก พอว่า มึงบวชมา เท่านี้โอ๋ยโลกตื่นเต้นกันไปหมดนะ ท่านไม่ตื่น เอาให้กิเลสมันรู้ตัวสักที

ท่านเอาจริงเอาจังนะท่านเจี๊ยะ นิสัยท่านเด็ด ตรงไปตรงมา กับพ่อแม่ครูจารย์ควรค้านที่ไหนท่านซัดกับพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้ว้ากๆ เลยนะ เราอยู่นั้นเราก็ฟัง ไม่พอสองสามประโยค เดี๋ยวเงียบเลย แสดงว่าหน้าผากแตกแล้ว หงายลงไป สู้พ่อแม่ครูจารย์มั่นไม่ได้ เสียงว้ากวี้กๆ เอากัน เดี๋ยวเงียบ ตอนนั้นเราเดินจงกรมอยู่ในป่าที่มันชัดเจนมากนะ เสียงว้ากวี้กๆ สององค์เท่านั้นแหละ ท่านเย็บผ้าปะผ้าอยู่ด้วยกัน สักเดี๋ยวเสียงว้ากวี้กๆ มันยังไงกันน้า เราตัวสั่นอยู่ข้างในมันกลัว ทางนั้นยังซัดกันอยู่ พอเงียบแล้วเราก็เลยด้อมๆ ออกมา ท่านกำลังเก็บอะไรๆ พอเสร็จแล้วอาจารย์เจี๊ยะก็ลงมา ท่าน(หลวงปู่มั่น) ก็เข้าห้อง ตอนสิบโมงเช้าแหละ

เป็นยังไงตะกี้นี้ เสียงอะไรว้ากวี้กๆ ท่านดุอะไรท่านว่าอะไร ท่านดุผม ว่างั้น แล้วดุอะไร ก็ผมเย็บผ้าผิดท่านก็ดุละซี ยอมรับนะ ก็ผมเย็บผ้าผิดท่านก็ดุละซี อย่างนั้นละอาจารย์เจี๊ยะนิสัยเด็ด เวลามาพูดนี้ก็ถอดออกมาจากนิสัยเอาจริงเอาจังของท่านที่ฆ่ากับกิเลสเป็นอย่างนั้น ผึงเลยทันที กิเลสจะขาดด้วยวิธีการอันนี้ท่านก็นำออกมา เป็นนิสัยที่เด็ดเดี่ยว ท่านขึ้นทีแรกว่า ไอ้ห่า...มึงเป็นพระให้เขากราบไหว้ แล้วมึงภาวนานั่งสู้ญาติโยมแก่ๆ ไม่ได้ แล้วมึงจะมาบวชทำไม เอาละวะ เป็นไงเป็นกัน ตายเป็นตาย อยู่เป็นอยู่ พระพุทธเจ้าทำอย่างไร เราจะทำอย่างนั้น พระสาวกท่านปฏิบัติเคร่งอย่างไร เราจะเคร่งครัดอย่างนั้น ขบขันดีนะ ใครอยากรู้ให้ไปดูเอง นี่ละยอดธรรมของท่านที่ถอดออกมาจากนิสัยของท่านฟัดกับกิเลส ท่านเอาขนาดนั้น เรียกว่ามึงกับกิเลส ขบขันดี ไปละที่นี่

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก