เสวยนิพพานทั้งๆ ที่มีกิเลส
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2548 เวลา 8:50 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๘

เสวยนิพพานทั้งๆ ที่มีกิเลส

 

         นสพ.ไทยรัฐกับเดลินิวส์เป็นหนังสือพิมพ์ที่ใหญ่โตอยู่มากในเมืองไทยเรา ไม่ค่อยเห็นออกเรื่องเหล่านี้เลย(เขตเศรษฐกิจพิเศษ) ก็มีแต่นสพ.พิมพ์ไทย ออก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่โตอยู่มากชาติบ้านเมือง ควรที่หนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นหัวใจของคนทั้งชาติ ควรจะคัดเลือกมาออกๆ ให้คนได้ยินได้ฟัง สำหรับเราเองเราพูดจริงๆ นะ คือไม่อยากฟังไม่อยากพูด แต่ก็จำเป็นให้พูดอยู่นี้ เพราะเราเกี่ยวโยงกันหมดทั่วประเทศไทยเรา ถ้าไม่พูดไม่อะไรส่วนเสียก็รู้สึกจะมีมากขึ้นๆ เมื่อพูดบ้างก็มีการได้บ้างเสียบ้างเป็นธรรมดา ถ้าไม่พูดเลยก็มีแต่เสียแล้วจมไปเลย เราพิจารณาหมดแล้ว

เรานี้ไม่อยากเกี่ยวอะไรแหละกับโลกเราพูดจริงๆ พูดออกจากหัวใจผิดไปไหนว่ะ ก็มันไม่มีอะไรเลยกับโลกธาตุนี่ อยู่ก็มีแต่ร่างอันนี้ ร่างอันนี้กับอันนี้มันก็เหมือนกัน ก็เครื่องมือของใจ ร่างกายเหล่านี้เป็นเครื่องมือของใจ เครื่องมือก็มีหลายชนิด ตา นั่น เครื่องมือของใจ หู จมูก ลิ้น กาย เครื่องมือของใจ คำว่ากายก็ประสาทส่วนต่างๆ  มีแต่เครื่องมือของใจทั้งนั้นๆ ก็จะผิดแปลกกันอะไร สำคัญอยู่ที่ใจ

โห ใจนี่ลึกลับมากนะ มองไม่เห็นง่ายๆ แหละ ธรรมดาๆ มองไม่ได้มองไม่ออก มองไม่รู้ ต้องเป็นศาสดาแต่ละองค์ๆ มามอง เพราะฉะนั้นเรื่องพุทธศาสนาจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย องค์ศาสดาความรู้สามารถมองทะลุสิ่งปิดบังของตัวเองและของโลกทั้งหลายออกได้อย่างชัดเจน จึงเรียกว่า โลกวิทู รู้แจ้งโลก โลกในโลกนอกตลอดทั่วถึง คือหัวใจพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่เปิดจ้าออกมาดูโลก นอกจากนั้นมีแต่กิเลสมันปิดไว้หมดเลย โลกจึงถูกกิเลสปิดบัง ไปก็ชนนั้นชนนี้เรื่อยไปอย่างนั้น

ก็คิดดูอย่างเรานั่งอยู่นี่ พอหลับตาปั๊บอะไรมีเท่าไรมันก็ไม่เห็นจะให้ว่าไง พอลืมขึ้นมานี้มันก็เห็นหมด สิ่งที่เห็นหมดเป็นสิ่งที่มีมาดั้งเดิม เวลาไม่เปิดตาเปิดใจก็ไม่เห็น พอเปิดใจออกมาก็เห็น นั่นละใจพระพุทธเจ้าเปิดจ้าออกมา ทุกสิ่งทุกอย่างมีอยู่แล้ว ทรงนำมาสอนโลกทั้งดีและชั่วทุกอย่างที่มีอยู่แล้วนั้น ให้โลกได้คัดเลือกกัน อย่าเอาหัวชนๆ ไปทีเดียว มีแต่หัวแตกกันทั้งนั้นแหละสัตว์โลก สัตว์หัวแตกรู้จักไหมล่ะ มันไม่มีหูมีตาดูช่องทางที่จะแคล้วคลาดปลอดภัย มีตั้งแต่โดนเอาๆ ทั้งเขาทั้งเรานะไม่ได้ตำหนิใคร นี่กิเลสตัวมืดบอดมันปิดไว้หมด

จะดีดจะดิ้นไปไหนก็หลับตาดีดดิ้นไปอย่างนั้นไม่ได้ลืมตา เพราะฉะนั้นจึงมีแต่ความผิดความพลาด ความเดือดร้อนกระทบกระเทือนกันทุกหย่อมหญ้า ก็เพราะต่างคนต่างตาบอด ใครก็ไปด้วยความตาบอดก็ชนกันเรื่อยๆ เป็นอย่างนั้นแหละ คำว่าชนกันก็คือกระทบกระเทือนกันนั่นแหละ รายได้รายเสียทุกอย่าง มีแต่เรื่องคนตาบอดเอาหัวชนกันไปเลย ตามองไม่เห็นกันแต่หัวชนหัวแตกได้ นั่น นี่ใจบอดเสียอย่างเดียว

ธรรมอันนี้ใครจะไปรู้ได้ง่ายๆ  ไม่ได้ง่ายนะ ไม่งั้นพระพุทธเจ้าจะไม่ทรงท้อพระทัยยังไง ทรงปรารถนาเป็นโพธิญาณเป็นศาสดาของโลก มี ๓ ประเภท ประเภทหนึ่ง ๑๖ อสงไขย นับไม่ได้ถึง ๑๖ ครั้ง ไม่ทราบว่าเท่าไร ก็หมายถึงเอาเลขล้านไปลง ๑๐ ล้าน ๒๐ ล้านเรื่อยๆ ไปเลย นี่เรียกว่านับไม่ได้หลายหนๆ อสงไขย แสนมหากัปนี่ก็พิลึก ท่านเทียบกัปเอาไว้ โถ ความนานของกาลเวลาอันนั้นที่เรียกว่าหนึ่งกัป นานขนาดนั้นๆ เป็นหนึ่งกัปสองกัป แสนมหากัป แล้วอสงไขยยังใหญ่กว่าพวกมหากัปนี้อีก ของง่ายเมื่อไร นี่ละที่มืดบอดเอาหัวชนกันอยู่ตลอดมา พวกนี้พวกมืดบอดพวกหัวชนกัน ตามองไม่เห็น มีแต่หัวชนไปเรื่อย

คนตาบอดไปไหนจะปลอดภัยที่ไหน มันก็มีแต่อันตรายรอบตัว ก้าวไปไหนก็ผิดทั้งนั้นๆ โดนนั้นโดนนี้คนตาบอด คนตาดีจะไปโดนอะไรมองเห็นอยู่ หลีกไปๆ แต่คนตาบอดไม่ว่าเล็กว่าใหญ่มันโดนได้ทั้งนั้น เหยียบได้ทั้งนั้น นี่ละความใจบอด อันนี้ โห เปิดยากนะ ต้องพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มาเปิดสัตว์โลกถึงจะเปิดได้ ถึงขนาดนั้นยังทรงท้อพระทัยเสียจน...แทบจะไม่สอนโลก ก็เปิดออกได้ มีแต่พระพุทธเจ้าพระองค์เดียว นอกนั้นไม่มี ในเบื้องต้นพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว จากนั้นก็เปิดหัวใจพระสาวกออกแล้วก็ช่วยกัน ช่วยภาระแบ่งเบาพระพุทธเจ้ารื้อขนสัตว์โลกไปเรื่อยๆ มาจนกระทั่งทุกวันนี้ เราจะปราศจากธรรมไม่ได้ ต้องเอาหัวชนตลอดไปเลย ตั้งกัปตั้งกัลป์ก็อยู่นั้น ชนอยู่นั้นไม่หยุดไม่ถอยไม่เข็ดไม่หลาบ เพราะไม่มีอะไรจะทำให้เข็ดหลาบ กิเลสไม่ทำให้เข็ดหลาบ มันทำให้หลอกไปเรื่อย ให้ดื่มด่ำไปเรื่อย ตายไม่เข็ด ทุกข์เท่าไรก็ผ่านไปเสีย หายเงียบไปไม่เห็น ก็โดนของเก่านั่นแหละ โดนทุกข์อันเก่า

เรื่องศาสนาจึงเป็นเรื่องใหญ่โตมากทีเดียว พระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นเพียงพระองค์เดียวเสียงลั่น ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ฟังซิใครเสียงลั่นเหมือนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ล่ะ ไม่มีนะ มีแต่เสียงลั่นด้วยความมืดบอด ร่ำลือกันทางนั้นร่ำลือกันทางนี้ มีแต่จุดแต่เผาแต่ทำลายกัน โลกกว้างแสนกว้างไม่มีความหมาย มีแต่ฟืนแต่ไฟรอบไปหมด ใหญ่เท่าไรยิ่งไฟกองใหญ่เผาใหญ่ เผากัน โลกของกิเลสคือโลกฟืนโลกไฟ โลกของอรรถของธรรมคือน้ำดับไฟ มันจะแสดงเปลวมากเท่าไร อำนาจของน้ำสาดลงไปมันก็ยุบลงๆ  ถ้ามีน้ำน้อยก็ไม่พอกับไฟ ถ้าน้ำมากดับหมดสนิท ดังพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่าน ดับได้หมดโดยสิ้นเชิงไม่มีเหลือ ท่านเหล่านี้ผู้เหนือโลก ท่านจึงเรียกว่า โลกุตรธรรม ธรรมเหนือโลก ผู้ใดเข้าถึงธรรมนั้นแล้วเป็นคนเหนือโลกไปหมดเลย ถึงร่างกายจะเหมือนโลกก็ตาม เป็นส่วนสมมุติ ส่วนวิมุตติจิตนั้นพ้นไปหมดแล้ว

พระพุทธเจ้าสอนโลก พระสงฆ์สาวกท่านสอนโลก ท่านสอนด้วยความรู้แจ้งเห็นจริงภายในใจของท่านจริงๆ นะ ท่านไม่ได้สอนด้วยลูบคลำอันนั้นลูบคลำอันนี้มาสอน เราเองไม่แน่นอนสอนคนอื่นก็ไม่แน่นอน แล้วจะเอาความแน่นอนมาจากไหน ทั้งผู้เทศน์ก็ไม่แน่นอน ผู้ฟังก็ไม่แน่นอน ผู้เทศน์ก็หูหนวกตาบอด กิเลสปิดหูปิดตาอยู่ด้วยกัน ผู้ฟังก็แบบเดียวกัน ตาบอดต่อตาบอดจูงกันไปอย่างนั้นแหละ ยังดีที่ได้เอาธรรมของพระพุทธเจ้ามาแสดงไว้พอมีสาระบ้าง จึงว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อไร ความเอาหัวชนกันมาตั้งกัปตั้งกัลป์มีแต่กองทุกข์ทั้งนั้น

ใครจะพยายามฝึกหัดดัดแปลงตนเองก็ให้ฝึกหัด ให้เชื่อฟังนะ เสียงพระพุทธเจ้าไม่ใช่เสียงขาดทุน เป็นเสียงได้กำไรทั้งนั้น เสียงดีทั้งนั้นไม่ใช่เสียงชั่ว แต่มันไม่อยากฟังซิ มันไม่เหมือนเพลงลูกทุ่ง เพลงลูกทุ่งนี้ โหย แตกกันไปเลย พอว่าอย่างนี้เราก็ระลึกได้ เราไปกรุงเทพเข้าไปในสวนสัตว์ เขาเล่นละครสัตว์ มันขบขันพวกหัวโล้นด้วยกัน ไอ้เรานี้อาย เขาประกาศลั่นจะเล่นละครสัตว์ในนั้น เขาประกาศเป็นวันๆ พระเข้าไปชมสวนสัตว์ได้ เขากำหนดวันที่เท่าไรบ้างเราลืมแล้วแหละ เราก็โผเผไปกับเขาไปเที่ยวดู

พอเขาประกาศเท่านั้น อู๊ย หูดีแท้ๆ นะหูพระเรา หูดีมากทีเดียว พอเขาประกาศก็พรึบเลย โอ๋ย ประตูเข้าทันก็ทัน ไม่ทันก็พังเข้าเลย เราดูไม่ได้ก็เปิดหนีเลย แทนที่เขาประกาศให้เข้าไปดูเรากลับเปิดหนีเลย เราดูเพื่อนฝูงดูไม่ได้ว่างั้นเถอะ นี่พูดจริงๆ ไม่ได้ยกยอตัวเอง ไปเห็นอย่างนั้นจริงๆ จิตมันไม่รับเลย พังประตูเข้าไป เราเปิดออกเลย จึงได้เห็นเรื่องของพวกเดียวกัน โอ๋ย ทำไมเป็นอย่างนี้ มันพังเข้าไปอย่างนั้นละ ถ้าเป็นลูกทุ่งแล้วพังเข้าไปเลย พอเขาประกาศเท่านั้นว่าลูกทุ่ง ประตูพังเลยเทียว พระหัวโล้นนี่แหละไม่ใช่พวกไหน หัวโล้นคือหัวหลวงตาบัวนี่ หลวงตาบัวก็ได้ไปเห็นต่อหน้าต่อตา พูดไม่ถูกได้ยังไง ไปเห็นแล้วดูไม่ได้ว่างั้นเถอะ มันเป็นบ้าขนาดนั้นแหละพระเรา พอเขาว่าเท่านั้น โอ้โหย หูดีตาดี พังเข้าไปเลย พอเห็นอย่างนั้นเราก็เปิดหนีเลย เดี๋ยวนั้นเลย เข้าไปดูไม่ได้มันสลดสังเวช จึงไม่ลืม วันนี้ระลึกได้จึงเอามาพูดเสีย ไปดูละครสัตว์ มันขบขันจะตาย

นี่ละลูกทุ่ง ไม่ว่าหัวโล้นหัวขนมันชนเข้าไปเหมือนกัน ลูกทุ่งมันลากได้ทั้งนั้นทั้งหัวโล้นหัวขน ลากไปได้เลย เราเลยไม่ลืม เปิดหนีเลย ดูเพื่อนฝูงมันดูไม่ได้ ไปด้วยกันนั่นแหละผ้าเหลืองๆ หัวโล้นๆ เหมือนกัน แต่จิตมันไม่รับนั่นซี ไปเห็นแล้วเป็นอย่างนั้นมันสลดสังเวช ดีดผึงหนีเลยไม่ดู ดูความหยาบของคนมันเลวพอแล้วจะไปดูอะไรสัตว์ สัตว์เขาไม่ได้หยาบขนาดนี้ นั่น ดูไม่ได้เลย ไปดูสวนสัตว์ นานแล้วแหละ ๓๐ กว่าปีละมั้ง ตั้งแต่ยังหนุ่มน้อยอยู่นู้น ไปดูกับเขา ไปเฉยๆ ว่าสวนสัตว์มีอะไรต่ออะไรบ้าง พวกลูกศิษย์นายทหารเขาพาไป เลยไปลองดู เลยไม่ได้ดู ดูแต่สัตว์ธรรมดา ละครสัตว์ที่เขาประกาศป้างๆ ไม่ได้ดูเลย เผ่นหนี พวกนั้นรุมกันเข้าพวกลูกทุ่ง นี่ละลูกทุ่งมันหลอกเท่านั้นประตูพังเลยเทียว ให้ระวังนะที่หน้าวัดเรานั่น ไม่ใช่ธรรมดานะมันกำแพง หัวแตกนะ พอลูกทุ่งดังขึ้นเดี๋ยวหัวแตกนะ กำแพงไม่แตก ขบขันเหลือเกิน

ตั้งแต่นั้นมาไม่เคยเข้าไปอีกนะจนป่านนี้ ไปทีเดียวเท่านั้น กำแพงแตกแล้วก็เลยไม่ไปอีกเราก็ดี นี่ละที่พูดถึงเรื่องความปิดบังของกิเลส มันปิดบังใจของสัตว์ให้เอาหัวชนไปเลยไม่เห็น หัวชนหัวแตกแล้วตายังไม่เห็นอีก หัวแตกแล้ว เลือดสาดแล้ว ตายังมองไม่เห็น ตกนรกอเวจีเสียพอ แหลก ตายังมองไม่เห็นยังจะไปตกอีก นั่นเป็นอย่างนั้น เรียกว่าไม่เข็ดไม่หลาบ ก็มันไม่เห็นพอที่จะให้เกิดความเข็ดหลาบ ว่าไปเจอเข้าอย่างนั้นเป็นความทุกข์อย่างนั้นๆ มาระลึกได้แล้วใครจะอยากไปเจออีกล่ะ ไม่ไป แต่นี้มันไม่เห็นละซิ เจอเอาๆ

เวลามันบอดมันบอดจริงๆ นะจิต เพราะฉะนั้นการสอนโลก พระพุทธเจ้า พระสาวกท่านสอนโลก กับโลกที่มีกิเลสสอนกัน จึงผิดกันมาก ยกคัมภีร์มาสอนด้วยกันก็ไม่เหมือนกัน คัมภีร์นั้นอ่านตามร่องรอยท่านเขียนไว้ จะผิดถูกประการใด ผู้ไปจดจารึกก็เป็นคนมีกิเลสเสียมากต่อมาก ถ้าเป็นพระอรหันต์ท่านจดจารึกไม่ผิด แต่ปุถุชนคนเราซีจดจารึก ว่าเอาธรรมของจริงมา ของปลอมแทรกมาจนได้นั่นแหละในคัมภีร์นั้น ทีนี้ก็คว้าเอาหมดๆ ทั้งกระดูกทั้งก้าง กินแล้วก็ติดคอคาคอกระดูก ก้าง ว่าไง ทำให้ผิดไปได้

ถ้าเป็นพระอรหันต์ท่าน ท่านรู้จริงๆ รู้อยู่ภายใน ท่านไม่มารู้ตามอันนั้นอันนี้ อย่างตำรงตำราว่าอย่างนี้ ผิดกันมากนะกับรู้ภายในใจ รู้แจ่มแจ้งชัดเจนมากไม่สงสัย การสอนคนจะสงสัยที่ไหนเมื่อเจ้าของแน่แล้วจึงสอน สิ่งที่รู้มาเห็นมาทุกอย่างประจักษ์อยู่กับตากับใจเจ้าของ พูดไปจะผิดไปที่ไหน นั่น ไอ้ที่ไม่รู้ไม่เห็น ได้ยินแต่เขาพูด เหมือนคนตาบอด คนตาบอดนี้คุยเก่งนะ โม้ไม่หยุด อยากให้เขาฟังเราคนเดียวพูดว้อๆ น้ำลายหมดแล้วยังไม่ถอย คนตาบอดชอบโม้ชอบคุย คนตาดีเขาไม่ชอบคุยแหละ สิ่งใดเห็นด้วยกันจะไปตื่นกันอะไร อันนั้นมันไม่เห็นนั่นซี มาโม้ให้พวกที่เขาเห็น เขาเบื่อจะตาย เข้าใจไหม คนตาบอดโม้ให้คนตาดีฟัง คนตาดีจึงเบื่อคนตาบอด

เหมือนคนเมาเหล้า ต่างคนต่างไม่เมาก็ดี มันก็รู้กันอยู่ผิดถูกชั่วดี ไอ้ตัวมันเมามันไม่รู้ดีรู้ชั่ว มันโม้บ้าอยู่นั่นแหละ คุยแล้ว ลาละครับๆ คุยอยู่ไม่หยุดแล้วก็ ลาละครับๆ วันยังค่ำยังไม่ลุก เขาหนีกันไปหมดแล้วมันยัง ลาละครับๆ ลากับหัวตอก็ลา ไม่มีคน เขาหนีไปหมดแล้ว นั่นพวกบ้าสุราเพียงเท่านี้ก็รู้ เห็นเขาเขียนไว้ตามข้างทาง เมาไม่ขับ มันก็รู้กันอยู่ไปขับทำไมขับรถขับรา สุราก็คือน้ำบ้า กินแล้วเป็นบ้าสดๆ ร้อนๆ จำเป็นอะไรต้องประกาศติดกันทั่วไปหมด ไปที่ไหน เมาไม่ขับ จะขับไปทำไมรู้อยู่มันเมา ถ้าจะไปแล้วก็ไม่กิน ก็มีเท่านั้น

อย่างที่ปากดง เราเห็นด้วยตาอันนี้ เห็นด้วยตาของเรา มองไปเห็นมันวิ่งไปข้างหน้าเรา เราอยู่ข้างหลังมองไป ได้พูดในรถ โอ๋ย ไม่ได้นี่คนขับเมานะ ต้องรีบหลีกให้มันไปเสีย เราพูดกัน เพราะมองดูมันส่ายโน้นส่ายนี้ไปเรื่อย มันเมา เป็นรถเก๋งด้วยนะ พอผ่านไปสักครู่หนึ่ง คือเรารีบผ่านห่างๆ นะ มันไปส่ายโน้นส่ายนี้ไปอย่างนั้นละคนเมา เราไม่ได้เห็นตัวมัน มองดูรถก็รู้ เลยพากันรีบหลีกออกไป พอไปไม่นานมองคืนมา เห็นไฟ โหย เปลวมันลุกท่วมตัวรถ มันไปชนเอาเสาไฟฟ้า เห็นไหม รถไปชนเสาไฟฟ้า ไอ้นั้นมันตายหรือไม่ตายก็ไม่รู้ เพราะเราผ่านไปแล้วเราก็ไปเลย อย่างนั้นละเมา เขาประกาศกันทุกแห่งทุกหน เมาไม่ให้ขับ มันก็ยังไปขับ นั่นละคนเมาเป็นอย่างนั้น ไม่ได้เหมือนคนดี

คนไม่เมาคนดีไปปลอดภัยทั้งนั้น ถนนอัดแน่นขนาดไหนรถก็ไม่ชนกัน ถ้ารถคนเมาไปคันเดียวเที่ยวชนไปหมด ไม่มีที่ชนชนเสาไฟฟ้าก็ชน ไม่อัดไม่อั้นเรื่องการชนคนตาบอด ชนดะไปเลย คนตาดีเขาไม่ชน พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านตาดีท่านไม่ชน พวกเรามันพวกตาบอดมีแต่ชน เกิดแต่เรื่องแต่ราว ภายในใจเจ้าของก็เป็นไฟอยู่นี้ คิดปรุงมีแต่เรื่องราว ทำให้เกิดฟืนเกิดไฟเผาเจ้าของเพิ่มเติมเข้าอีก กิเลสอยู่ตรงไหนเป็นไฟอยู่ตรงนั้น เป็นความเมาอยู่ตรงนั้น ไปไหนก็เมา เมาวันเมาคืน เมาปีเมาเดือน เมาเหมือนจะไม่ตายทั้งๆ ที่จะตายเหมือนโลกเขาทั่วไปนั้นแหละ แต่คนเมามันความสำคัญไปอีกอย่างหนึ่ง คนไม่เมาไม่ลืมเนื้อลืมตัว คนเมานี่ตัวลืมตัว นักลืมตัว พากันระมัดระวังนะ

ใจดวงนี้เวลามันมืดมันมืดจริงๆ  เวลามันจ้าขึ้นมาแล้วมันไม่ใช่ใจดวงนั้นละซิ เหมือนตาเรานี้หลับปั๊บเข้าไปนี้เป็นโลกหนึ่งขึ้นมาแล้ว มีอะไรเท่าไรมันก็ไม่เห็น พอลืมตาปั๊บมันเห็นหมด เพราะสิ่งเหล่านั้นมีอยู่แล้ว พอลืมตาขึ้นก็เห็นเพราะมีอยู่แล้ว หลับตาปั๊บเหมือนสิ่งเหล่านั้นไม่มี แล้วก็โดนเอาๆ  ใจบอดเป็นอย่างนั้นละ ถ้าใจสว่างไม่โดน เราอย่าพูดอะไรไกลๆ ที่มันหยาบๆ พูดอยู่ในจิตนั่น ความคิดปรุงคือสังขาร นี่เครื่องมือของใจ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นเครื่องมือของใจ สังขารความคิดความปรุงนี้ก็เป็นเครื่องมือของใจ เวลามันคิดมันปรุงเรื่องอะไร ใจที่ยังไม่รู้ก็วิ่งตามๆ ความคิด หลงสังขารความคิดเจ้าของนั้นละมากที่สุด

สัญญา ความจำได้หมายรู้ สัญญากับสังขารตัวสำคัญมาก หลอกเจ้าของเก่งมากทีเดียว อยู่เฉยๆ ไม่มองเห็นอะไรมันก็หลอกอยู่ภายใน ตื่นอยู่ภายใน หลงอยู่ภายใน นี่เรียกว่าเครื่องมือใช้ ทีนี้เครื่องมือใช้เมื่อใจเป็นอันธพาล เครื่องมือก็กลายเป็นอันธพาลไปด้วยกัน เป็นภัยไปหมดเครื่องมือ ทำลายไปได้หมด ถ้าใจเป็นบัณฑิตเป็นผู้รอบคอบเสียอย่างเดียว เครื่องมือก็เป็นเครื่องใช้ธรรมดา เป็นประโยชน์ไปหมด อันนั้นควรแก่สิ่งนั้นๆ จับมาใช้ๆ เป็นประโยชน์ไปหมด ถ้าตัวเจ้าของเป็นอันธพาลเสีย เครื่องไม้เครื่องมือเหล่านั้นเป็นอันธพาลไปตามๆ กันหมด นี่ละเร่องขันธ์ของเราที่เอาไปทำลายกัน ก็คือขันธ์ของอันธพาล

กับขันธ์ของจอมปราชญ์ต่างกันนะ ขันธ์ของจอมปราชญ์ท่านจะพาก้าวเดินในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ที่ไม่ถูกท่านไม่พาไป ท่านไม่นำเครื่องมือนี้ไปใช้ในสิ่งที่ไม่ถูก ท่านจะนำไปใช้แต่สิ่งที่ถูกต้องดีงามเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นจึงต้องมีธรรมเป็นเครื่องสอดส่อง มองดูเหตุดูผลต้นปลายผิดถูกชั่วดีก่อนที่จะทำอะไร ถ้าทำด้วยความคิดความปรุงเฉยๆ นี้เลอะทั้งนั้นแหละ ไม่ดีเลย นี่เรียกว่าเครื่องมือของใจ ถ้าใจเป็นนักปราชญ์ เครื่องมือก็เรียบร้อย เป็นประโยชน์หมด ถ้าใจเป็นอันธพาลมืดบอด เครื่องมือทั้งหลายก็กลายเป็นภัยรอบตัว จับอะไรมาทำลายได้หมด

คำว่าขันธ์ๆ รูปขันธ์คือรูปร่างกลางตัวของเรานี้ เรียกว่ารูปขันธ์ ขันธะ แปลว่ากอง ถ้าเป็นหนังแส่หนังสือก็เรียกว่าหมวด ถ้าเป็นเรื่องวัตถุต่างๆ เรียกว่ากอง ขันธะแปลว่ากอง แปลว่าหมวด รูปขันธ์คือร่างกายของเรา เวทนาขันธ์ ความสุข ความทุกข์ เฉยๆ เกิดขึ้นภายในร่างกายและจิตใจ ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งเฉยๆ เกิดได้ทั้งทางร่างกายและทางด้านจิตใจสำหรับคนธรรมดาทั่วๆ ไป แต่สำหรับพระอรหันต์ทุกข์จะเกิดได้เพียงภายในร่างกาย ไม่สามารถจะเข้าไปซึมซาบภายในจิตใจท่านได้ แน่ะมันต่างกันนะ มันเป็นอฐานะ เหมือนว่าเป็นคนละฝั่งเลย มันจะเกิดทุกข์เดือดร้อนประการใด ก็โลกสมมุติ ขันธ์ก็เป็นสมมุติเหนือสมมุติไปได้ยังไง เขาก็เป็นสมมุติ เราก็เป็นสมมุติ เขาทุกข์ได้เราก็ทุกข์ได้เรื่องขันธ์อันนี้ แต่จิตต่างกัน

ถ้าเป็นขันธ์ของคนสามัญธรรมดาแล้ว ร่างกายทุกข์ จิตใจก็ทุกข์ไปด้วย ซึมซาบเข้าถึงกันเป็นทุกข์ทั้งร่างกายและจิตใจ สุดท้ายก็ไปหนักอยู่ที่จิตใจผู้รับกองทุกข์จากร่างกายที่เป็นทุกข์นี้แหละ เพิ่มเข้าไปในตัวของจิตผู้โง่เขลา ถ้าจิตบริสุทธิ์เสีย อย่างจิตพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ถึงจะเป็นอะไรก็เป็นแต่เพียงร่างกาย เป็นสัดเป็นส่วน บังคับให้ซึมซาบกันก็ไม่มีทางทำได้ ท่านจึงเรียกว่าอฐานะ เป็นไปไม่ได้แล้ว ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยก็รู้ว่าเจ็บ แต่จะให้ท่านหวั่นไหวกับสิ่งเหล่านี้เหมือนโลกทั่วๆ ไปท่านไม่มี ท่านเป็นธรรมธาตุอยู่อย่างนั้น นั่นละจิตที่อบรมแล้วผิดกันอย่างนั้น จึงควรให้ได้รับการอบรม เอาร่างกายไปทำในทางที่ถูกที่ดี จะเป็นประโยชน์เข้าสู่จิตใจด้วย ไม่เป็นโทษเข้ามาสู่จิตใจด้วย ก็มีแต่ความดีงาม

วันเสาร์วันอาทิตย์หรือวันพระวันโกน ควรจะให้มีวันว่างบ้างสำหรับเรา จิตใจที่หมุนไปตามโลกสงสารนี้ทั้งเขาทั้งเรา พอตื่นนอนเท่านั้นมันก็เป็นแล้ว หมุนตัวของมันแล้ว เครื่องจักรมันทำงานของมันเอง ความคิดความปรุงไปก่อนแล้ว พอตื่นขึ้นมาความคิดติดเครื่องไว้แต่เมื่อไรไม่รู้ ไปแล้ว จนกระทั่งหลับ เอาความหลับเป็นยาระงับเครื่องความคิดปรุง คนหลับย่อมสงบ ขันธ์สงบ ยิ่งหลับสนิทขันธ์ก็ยิ่งสงบ นั่นละคนเราที่ได้รับความสุขบ้างก็ได้รับเวลาหลับสนิท ถ้าไม่มีความหลับมาระงับดับเลย โลกไม่มีความหมายนะ ที่มีความหมาย เวลาจะตายจริงๆ มาหลับสนิทได้บ้างก็ค่อยยังชั่วหน่อย จึงเรียกว่า แต่เรียกเฉยๆ ไม่ใช่เป็นตัวจริงแท้ๆ คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน เป็นอันเดียวกัน

มนุษย์เรานี้จะได้เสวยนิพพานทั้งเป็นก็คือเวลาหลับสนิท ว่างั้นนะ เวลาหลับสนิทมันจะไม่คิดไม่ปรุงไม่ฝัน ไม่ฟุ้งเฟ้อไปกับอะไร เงียบเลย หายห่วงทุกอย่าง ร่างกายของตัวเองทุกสัดทุกส่วน ที่หลับที่นอนหมอนมุ้ง ญาติมิตรเพื่อนฝูง สามีภรรยา ไม่มีเลยในเวลาหลับสนิท หมด ปล่อยโดยประการทั้งปวง ว่าได้เสวยนิพพานทั้งเป็นก็คือเวลาหลับสนิท แต่กิเลสมันมีอยู่นั่น พระอรหันต์ท่านไม่มีกิเลส ท่านหลับสนิทไปเอง จึงเรียกว่านิพพานๆ ดับสนิท เรียกว่านิพพาน ไม่มีเหลือ อันนี้กิเลสมันนอนเวลานั้น เจ้าของพักผ่อนหลับได้บ้าง เพราะอวิชชาคือกิเลสมันนอน ถ้าไม่ฝันเลยนอนหลับสนิท นั่นละได้ชมนิพพานทั้งๆ ที่มีกิเลสอยู่ในเวลานั้น แต่เพียงเทียบเท่านั้นนะ อย่างอื่นจะเทียบก็เทียบไม่ถูกเทียบไม่ได้ อันนี้พอฟังได้บ้าง ไม่ใช่มากนะ บ้างเท่านั้นเอง หากพอคิดเป็นหลักเป็นเกณฑ์มาเป็นคติเครื่องเตือนใจตนได้

คนเราเวลาหลับนี้จะไม่มีอะไรติดหัวใจเลย สนิทแนบ อวิชชาตัวกังหันใหญ่มันพักตัว ทุกสิ่งเครื่องจักรเล็กเครื่องจักรน้อยก็ระงับตัวไปในเวลานั้น จึงเรียกว่ามีความสุขเวลาหลับสนิท ถ้าหากว่ายังฝัน ยังคิดปรุงนั้นปรุงนี้ไม่เรียกว่าหลับสนิท นิพพานก็ไม่สนิท เข้าใจไหม ถ้าหากว่าหลับสนิทนั้นได้ชมนิพพานทั้งที่มีกิเลสอยู่ในเวลานั้นบ้าง พากันจำเอานะ เพราะเวลามันหลับสนิทมันหมดไม่มีอะไรเหลือในโลกอันนี้ คนเราหลับสนิทหมดห่วงใย ไม่มีอะไรเลยเวลาหลับสนิท เวลาตื่นมามันก็มีตามธรรมชาติของมัน เรียกว่าเอาเวลาหลับสนิท ไม่ได้เวลาไหนก็เอาเวลาหลับสนิท ได้ชมนิพพานบ้างก็เอา แต่อย่าหลับจนกระทั่งหมอนแตกนะ ส่วนมากถ้าลงได้ชมนิพพานมันเอาจนหมอนแตกนะพวกนี้น่ะ มันชมไม่รู้จักประมาณ เอาจนหมอนแตกเสื่อขาดเลยเทียว ชมนิพพาน

นี่เทียบเรื่องนิพพาน แต่เพียงเทียบเฉยๆ นะ คืออันนั้นกิเลสสิ้นซากไปแล้ว ยังเหลือแต่ขันธ์ พอขันธ์ระงับตัวก็หลับ อันนี้ระงับตัวเสียเท่านั้นธรรมชาตินั้นหมดแล้ว ดับโดยสิ้นเชิงอยู่แล้ว นี่ละธรรมที่เรากล่าวเหล่านี้ ใครเป็นคนคุ้ยเขี่ยขุดค้นหามาสอนพวกเรา มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น เบื้องต้นคือพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ๆ นั้นละเป็นผู้นำในขั้นเริ่มแรกแล้วมาสอน ก็ค่อยได้เรื่องได้ราว ค่อยขยับเนื้อขยับตัวขึ้น ผ่านไปได้จนถึงนิพพานเหมือนพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีผู้สอนเลยแล้วเท่านั้น ไม่มีทาง มืดมิดปิดทวารตลอด ตั้งกัปตั้งกัลป์จะเกิดตายสูงๆ ต่ำๆ ลุ่มๆ ดอนๆ อยู่อย่างนั้นตลอดไป พอมีธรรมแล้วก็ค่อยก้าวขึ้นๆ พ้นปึ๋งเท่านั้น ทีนี้จะมามองดูภพชาติเจ้าของที่เคยเกิดมาสักเท่าไรๆ นี้ ท่านแสดงไว้ในนั้นเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า ทุกๆ พระองค์เป็นเหมือนกันหมด

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงระลึกชาติย้อนหลังได้ ชาติของพระองค์เองพิจารณาย้อนหลังได้ตลอดทั่วถึง

จุตูปปาตญาณ สามารถเล็งญาณดูความเกิดความตายของสัตว์ทั้งหลาย อุบัติที่นั่น ตายที่นี่ เกิดที่นั่น เห็นได้หมด ต้นเหตุของมันก็คืออวิชชา มาพิจารณาต้นเหตุนี้ขาดสะบั้นไปแล้วหมด ภพชาติไม่มีเหลือ มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้น จากนั้นมาก็มีพระสาวกเป็นบางองค์ ไม่ได้เป็นเหมือนกันหมดนะ ที่ว่าปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ เหล่านี้ไม่ได้เหมือนกัน แต่ความบริสุทธิ์ใจนี้เหมือนกันหมด

อาสวักขยญาณ สิ้นอาสวะ สิ้นกิเลสภายในจิตใจ หมด

พอเปิดจ้าขึ้นมาแล้วมันดูไม่ได้จะให้ว่าไง ถ้าดูแบบคนเราปุถุชนคนมีกิเลสหนานี้แล้ว ดูจนไม่ได้สติโน่นแหละ มันสยดสยองมันตื่นเต้นด้วยความหวาดเสียวด้วยความกลัว ดีไม่ดีเป็นบ้าไปในเวลาได้เจอได้เห็นอันตรายในเวลานั้นก็ได้ อันตรายคือความเป็นมาของตัวเองนั้นแหละ มันร้ายแรงขนาดนั้น แต่มันไม่เห็นก็พออยู่พอเป็น เหมือนไปนอนอยู่ในท่ามกลางพวกจงอางพวกสามเหลี่ยมนั่นละ เขาเต็มอยู่นั้น เราก็นอนอยู่ในท่ามกลางจงอางสามเหลี่ยม นอนได้อย่างสบาย เพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร นอนอยู่ด้วยกันได้ แต่มีคนมารู้แล้วเป็นยังไง ไอ้นี่มันมานอนอยู่ท่ามกลางจงอางสามเหลี่ยมยังไงกัน คนทั้งหลายเขานอนไม่ได้ ไอ้นั้นมันนอนได้สบาย นี่คือคนโง่คนหลง มันนอนอยู่กับพวกจงอางสามเหลี่ยมพวกมหาภัยได้สบาย ผู้ที่ผ่านไปแล้วนอนไม่ได้ว่างั้นเถอะ พากันจำเอานะ เอาเท่านั้นแหละ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก