สถานที่สมคำร่ำลือ
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 เวลา 8:45 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๘

สถานที่สมคำร่ำลือ

 

ก่อนจังหัน

 

พระเปลี่ยนหน้ามาใหม่เรื่อยๆ ให้ศึกษาให้ดีนะ อย่ามาเพ่นๆ พ่านๆ เซ่อๆ ซ่าๆ แล้วก็เอาหน้าครูบาอาจารย์ไปขายกิน ครูบาอาจารย์องค์ไหนที่มีคนเคารพนับถือมาก มักจะไปแอบตรงนั้น มาจากอาจารย์องค์นั้นองค์นี้ ความรู้ความสามารถทุกด้านทุกทางแพรวพราว ใครอยากจะทดลองเครื่องก็ให้มา ว่างั้นนะ มันเลวยิ่งกว่าขี้พวกนี้น่ะ มันมากเท่าไรบรรดาพระที่เข้าไปอาศัยกับครูบาอาจารย์ มันมีปรากฏพอได้เป็นเนื้อเป็นหนังออกมาบ้างหรือเปล่า มองดูแล้วมันไม่เห็น เพราะไปแบบนี้ละ แบบเซ่อๆ ซ่าๆ ของเกลื่อนตลาดดูซินั่น ของเป็นประโยชน์ทั้งนั้น ดูซิ

ธรรมะพระพุทธเจ้านี้ท่านว่าไว้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เกลื่อนโลกธาตุ ให้นำไปทำประโยชน์ความหมาย เรียนมาเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์ เหยียบย่ำไปมา แล้วก็เอาธรรมพระพุทธเจ้า ว่าเรียนมากรู้มาก โอ่อ่าฟู่ฟ่า กลายเป็นพระเจ้าชู้ขุนนาง พระยศพระลาภ เป็นบ้าไปหมดแล้วเวลานี้พระน่ะ พวกเรายังไม่ได้ดูหรือว่าพวกเราเป็นบ้ากัน พระเดี๋ยวนี้กำลังเป็นบ้ายศบ้าลาภ บ้าสรรเสริญเยินยอ ซึ่งไม่มีในธรรมของพระพุทธเจ้าเลย ไม่มีอะไรที่จะเลิศยิ่งกว่าธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างรวมอยู่ในธรรมหมดทั้งนั้น นี่บวชมามันไม่ได้เข้ามาสนใจในอรรถในธรรม สนใจแบบที่ว่า มาฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม มาเรียนเอาความรู้จากธรรมะไป แล้วก็ไปเหยียบธรรมะ เอาธรรมะเป็นเขียงเหยียบขึ้น ให้กิเลสเหยียบขึ้นไปเรื่อยๆ นะ

เลอะไหมทุกวันนี้ไปดูซิพระเรา ไปดูในวัดให้ไปดู วัดเขาวัดเราให้ดูทุกคนหูมีตามี ธรรมเป็นศูนย์กลาง เอา ดู อย่าเอียงหน้าเอียงหลังธรรมพระพุทธเจ้า จะได้ประโยชน์มาทั้งนั้นๆ ไปดูวัด ดูวัดนั้นวัดนี้ วัดเขาวัดเรา ตัวเขาตัวเรา ดูให้ชัดเจนนะ ส่วนมากมันมีแต่ส้วมนะในวัด เวลานี้มันไม่มีวัดนะ มีแต่ส้วม ประดับประดาตกแต่งด้วยของสกปรกโสมมแบบโลกๆ เขาเต็มอยู่ในวัด นี่เรียกว่าส้วมว่าถาน ตัวมูตรตัวคูถจริงๆ คือพระคือเณรปฏิบัติไม่มีศีลไม่มีธรรม ไม่มีวินัยประดับตัวที่เป็นเครื่องหมายแห่งพระเลย เลอะไปขนาดนั้น พระเณรเป็นมูตรเป็นคูถเต็มอยู่ในวัด วัดเป็นส้วมเป็นถาน ไปหาดูเอา ดูทุกแห่งซิ

มันพิลึกนะเวลานี้ บวชเข้ามาแทนที่จะเสาะแสวงหาอรรถหาธรรมตามเพศของนักบวช กลับกลายเอาธรรมมาเป็นโล่บังหน้าหากินโอ่ๆ อ่าๆ ฟู่ๆ ฟ่าๆ องค์นี้เป็นสมุห์ องค์นั้นเป็นใบฎีกา องค์นั้นเป็นพระครู องค์นี้เป็นเจ้าคุณ องค์นั้นเป็นสมเด็จ ขี้หมาอะไร มันเอามาประดับเฉยๆ ธรรมท่านประดับสำหรับคนผู้ทำดี อย่างพระพุทธเจ้าทรงประทานเอตทัคคะ ท่านเรียกว่าเอตทัคคะ ดีเลิศไปคนละทางๆ พระสงฆ์ ๘๐ องค์ล้วนเป็นพระอรหันต์ล้วนๆ ท่านมีเสียหายอะไร พระพุทธเจ้าทรงชมเชย และตั้งให้เป็นเอตทัคคะทางนั้นทางนี้ แล้วตั้งทุกวันนี้เป็นยังไงตั้งพระ ประดับกองขี้มันก็ยิ่งเหม็นคลุ้งเข้าไป อันนี้เป็นพระครู อันนี้เป็นสมุห์ ใบฎีกา เป็นเจ้าฟ้าเจ้าคุณ นี้เป็นสมเด็จ ยิ่งกลายเป็นหัวหน้าโจรไปเลย เห็นไหมเดี๋ยวนี้น่ะพระเรา

ดู คัมภีร์มี เอา ถ้าหลวงตาบัวพูดผิดเอาไปตัดคอ เราเอาคัมภีร์มาพูดทั้งนั้น เหล่านี้เป็นเรื่องจอมปลอม มันเอามาอวดทำไมเรื่องจอมปลอม ที่ไหนมันก็มีไม่อดไม่อยาก นี่ซิมันน่าทุเรศนะพระเราทุกวันนี้ ขายศาสนา แล้วจะให้เขากราบไหว้บูชาที่ไหน เจ้าของเองเป็นฟืนเป็นไฟ จะให้ความชุ่มเย็นแก่ผู้อื่นได้ยังไง พระพุทธเจ้าจอมศาสดาแห่งความชุ่มเย็น พระสงฆ์สาวกเป็นศาสดาแห่งความชุ่มเย็น พวกเราเป็นจอมแห่งความเลวร้ายสกปรกโสมม อยู่กับพวกเรานี้นะเวลานี้ ดูตัวเองนั่นอย่าไปดูที่อื่น

ไปหาครูบาอาจารย์องค์ใด สังเกตให้ดีซิ ไปเร่ๆ ร่อนๆ ไปโก้ๆ เก๋ๆ ดูไม่ได้นะ เวลานี้มีแต่พระเจ้าชู้ขุนนาง พระข้าราชการงานเมืองไปแล้วนะเดี๋ยวนี้ ดูไม่ได้นะพระ เจ้าของยังโอ่อ่าๆ อยู่นะ เอาละให้พร

 

หลังจังหัน

 

ในระยะนี้ไม่ได้เอาของไปโรงพยาบาลต่างๆ พัก เพราะธาตุขันธ์เพียบมากเลยพักไม่ไปส่งอาหารตามโรงพยาบาลต่างๆ ระยะนี้พักๆ เพราะรู้สึกว่าอ่อนมากธาตุขันธ์ของเรา เดี๋ยวนี้ค่อยเริ่มดีขึ้นนะ รู้สึกว่าค่อยดีขึ้นๆ ส่วนร่างกายต่างๆ ก็ค่อยดีขึ้นๆ

ลืมถามเขาไม่ทราบว่าภูวัวมีพระเท่าไร ตามธรรมดาเขาไปส่งของกลับมาเขาจะมาบอก นี้เงียบเลย ภูวัวนี้ดูท่านจะตั้งจุดศูนย์กลางเอาไว้ว่าประมาณ ๓๐ องค์ในภูวัว เพราะมันมีสูงบ้างต่ำบ้างอยู่ในจุด ๓๐ องค์นะ เช่น ๓๕ บ้าง ๔๐ บ้าง ๒๗-๒๘ บ้าง ทำเลนี้ดีมากนะ ก็เลยได้เป็นสำนักขึ้น แน่นหนามั่นคงก็ว่าได้แล้วเดี๋ยวนี้ แรกๆ จริงๆ ท่านอาจารย์ฝั้นท่านเที่ยวธุดงค์ผ่านมาที่นั่น มาพักที่นั่น ก็พักไม่ได้แหละเพราะไม่มีที่โคจรบิณฑบาต พักได้นิดเดียวท่านก็ต้องได้ออก ระยะหลังมานี้ท่านอุทัยก็เลยไปอยู่ที่นั่น สถานที่อยู่นั้นมีหมู่บ้าน ๓-๔ หลังคาเรือน ได้อาศัยเขาอยู่ เขาก็อดอยาก ท่านก็อดอยาก ท่านอดอยากขาดแคลนทางด้านธรรมะ เขาอดอยากขาดแคลนทางด้านอาหารบริโภค ก็อยู่ด้วยกันได้ ได้ยินมานานอยู่ มีใครต่อใครมาเล่าให้ฟัง เราเลยหาโอกาสจนได้เข้าไปดูจริงๆ คือตั้งหน้าไปดู

สถานที่รู้สึกว่าร่ำลือกันในวงกรรมฐาน คือวงกรรมฐานร่ำลือกันว่าที่ไหนๆ เมื่อพูดกันแล้วสู้ภูวัวไม่ได้ ว่างั้น ภูวัวเลยเด่น แต่ขาดอาหาร สถานที่โคจรบิณฑบาตไม่มี สถานที่เหมาะสมๆ มากที่สุด แต่ก่อนเราก็ไปแต่หากไม่ได้ไปพักที่นั่น เราไปเที่ยวกรรมฐานโดยลำพังเราไปแถวนั้น หากไม่ได้ตั้งใจพักจริงๆ พ.ศ.เท่าไรน้าตอนที่เราเที่ยวอยู่ทางภูสิงห์ภูวัว ภูลังกา ดงศรีชมภู สถานที่เป็นป่าเป็นเขา สัตว์เนื้อเสือร้ายชุมมากทีเดียว เราเคยไปเที่ยวทางนั้น เราก็ไปองค์เดียวเรานั่นแหละ เพราะนิสัยเราเป็นอย่างนั้น นิสัยอาภัพ ไปที่ไหนมีแต่องค์เดียวนะเรา หมู่เพื่อนไม่ค่อยมี เรียกว่าเป็นพระอาภัพ ไปที่ไหนมีแต่องค์เดียวๆ

ไปเที่ยวแถวนั้นก็ไม่ได้ไปพักจุดที่ท่านอุทัยพัก พอได้โอกาสจึงตั้งหน้าตั้งตาไปดูเลย พอไปลงรถปั๊บก็เข้าเลย เข้าไปเที่ยวซอกแซกดู โอ๋ย กว้างขวางมาก เราไปหาดูจุดที่สำคัญๆ คือที่เป็นหินดานก็อยู่กลางแจ้งเลย กลางคืนเดินจงกรมได้สบาย ถ้ากลางวันก็เป็นป่า อยู่ในป่าเสีย กลางคืนออกมาเดินจงกรมก็ได้ เรียกว่าหาได้ยากที่จะเหมือนที่นั่น เพราะเราตั้งใจไปดูจริงๆ ไปดูๆ จนเป็นที่ลงใจทุกอย่าง ตามที่ร่ำลือมานั้นถูกต้องแล้ว ตอนนั้นท่านอุทัยก็อยู่นั้น มีพระสองสามองค์ อยู่มากกว่านั้นไม่ได้เพราะไม่มีที่โคจรบิณฑบาต เราไปดูหมดแล้วก็มาพูดตกลงกันเลย

ท่านอุทัย ตั้งแต่บัดนี้ต่อไป คือสถานที่นี่เป็นสถานที่เหมาะสมมากสำหรับเพาะอรรถเพาะธรรม มรรคผลนิพพานจะไม่หนีจากนี้ไปได้เลย บอกว่าชั้นเอกแหละว่างี้เลย ตั้งแต่นี้ต่อไปท่านจะรับพระสักเท่าไร เอาๆ รับได้ไม่อั้น เราบอกเลยนะ บอกว่า เอาๆ รับว่างั้นเลย พูดอย่างเด็ดเลย เอา ผมจะรับเลี้ยง พระท่านตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจริงๆ ให้ท่านมาจะมีกี่องค์ก็ตาม เพราะทำเลนี้กว้างขวางมากที่สุด ให้ท่านมาท่านผู้ตั้งใจปฏิบัติเพื่อมรรคเพื่อผลจริงๆ ให้มา ให้ท่านรับไว้เลย ผมจะเป็นผู้ส่งเสียอาหาร มีเท่าไรท่านจะมากี่องค์ ท่านเห็นสมควรที่จะรับไว้ได้เท่าไรให้ท่านรับเลย สำหรับผู้ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ผู้ที่ปฏิบัติโกโรโกโสให้ไล่ลงภูเขาให้หมด อย่าให้มันหนักภูเขาลูกนี้ เด็ดทั้งสองเลย

ตั้งแต่บัดนั้นละเราก็ส่งตามนั้นเลยไม่ลดละ มือเขียนมือลบตลอด พระมาจำนวนมากๆ ก็มีท่านไปเที่ยวไปดู ท่านก็คงจะเกรงใจเจ้าของถิ่น เพราะเจ้าของถิ่นก็มาเกี่ยวกับเรา ท่านก็ต้องเกรงใจอยู่โดยดีว่าเราเป็นผู้ส่งเสีย บางทีถึง ๕๐ ก็มีแต่อยู่ไม่นานท่านก็ไป ไปชั่วระยะ ส่วนมากจะอยู่ใน ๓๐ กว่าๆ ทุกวันนี้เป็นอย่างนั้นตลอดมา เรารับตั้งแต่นั้นมาได้ ๒๐ กว่าปีแล้วนะ รับเลี้ยงจริงๆ ไม่ได้พูดเล่นๆ ถึงวันจวนสิ้นเดือนๆ วันที่ ๒๖-๒๗-๒๘ ในย่านนี้แหละ ให้เขาไปส่งอาหาร เราสั่งเสียเรียบร้อยทุกอย่าง คำนวณพระเรียบร้อยแล้วก็สั่งเสียให้เขาจัดอาหารให้พอ

อาหารเราก็ให้ดีเลยเทียว เอาเต็มเหนี่ยวตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งบัดนี้ สถานที่นั่นจึงเหมาะสม และมีขีดเส้นตายด้วย เราเป็นผู้อุปถัมภ์อุปัฏฐากไปบังคับพระละซิ อุปัฏฐากทั้งหลายไม่บังคับพระนะ แต่อุปัฏฐากอีตาบัวนี้บังคับพระ ว่าสถานที่นี่ไม่ต้องยุ่ง ใครจะมาส่งเสียอาหารการกินที่ไหนอะไรก็ตาม อย่ามาตั้งโรงคงโรงครัวให้เป็นสถานที่วุ่นวายในสถานที่นี่เป็นอันขาด เอาขนาดนั้นนะ มีเฉพาะญาติโยมที่เขามาอยู่ ที่เขามีบ้านเรือนอยู่นั้นมาทำอาหารให้ตอนเช้าเท่านั้นพอ กับประชาชนที่เขามาจากทางไกล เขามาพักชั่วกาลเวลา นั้นเป็นอีกประเภทหนึ่ง แต่ที่จะมาตั้งสำนักให้เป็นของเอิกเกริกเฮฮานี้ห้ามเด็ดขาดเลย สถานที่นี่เราจะเพาะอรรถเพาะธรรม เราว่างั้น

ท่านก็ปฏิบัติตามนั้นโดยตลอดเหมือนกันนะ ตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้ พระเณรจึงอยู่ผาสุกสบาย เทปส่วนมากเป็นของเราอยู่นั้นเต็มไปหมด ส่วนมากมีแต่ธรรมะแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วๆ ทั้งนั้น พอตกค่ำมานี้ ๖ โมงกว่าแล้วเริ่มมืด ท่านก็ต่างองค์ต่างมาจากที่ต่างๆ อยู่ลึกๆ ไกลๆ นู่นนะ ไม่ใช่ใกล้ๆ กัน ท่านมารวมกันที่ศาลาหลังนั้น แล้วเอาเทปตั้งกึ๊กลง เทปเปิดขึ้นท่านก็นั่งสมาธิฟัง อย่างนี้เป็นประจำทุกวันๆ อย่างน้อยวันละหนึ่งกัณฑ์ มากกว่านั้นแล้วใครอยากลุกไปไหนก็ไปได้สบาย ผู้ที่จะนั่งภาวนาต่อก็ต่อกันไปเลย อยู่อย่างนั้นเป็นประจำๆ จนกระทั่งทุกวันนี้ เราคอยสอดส่องตลอด คือเราทำอะไรเราทำจริงๆ ไม่ได้ทำเล่นนะ

อย่างที่นี่ก็เรียกว่าเราเป็นอุปัฏฐาก เราเป็นเจ้าอำนาจอยู่ในนั้นหมดเลย ชี้ขาดไว้เลยเชียว เคลื่อนไม่ได้บอกงั้นเลย ถ้าเคลื่อนผมยกทัพหนีเลย บอกงั้นนะ บอกตรงๆ อย่างนี้ด้วย มาทำเหลวไหลให้ผมเห็นไม่ได้นะ สถานที่นี่เหมาะสมแล้วอย่ามาขี้ราดใส่ตามนี้ไม่ได้ เอาอย่างนั้นเลย นี่เราพูดถึงสถานที่เหมาะสม ในครั้งพุทธกาลพระพุทธเจ้าทรงยกเป็นเอกเลยอย่างนี้ ชั้นเอกอุทีเดียว รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย นี่คือพระโอวาทที่พระพุทธเจ้าจะประทานให้พระทุกองค์ไม่มีเว้น นอกจากพระแหวกแนวนั้นก็เป็นอีกประเภทหนึ่ง พระอยู่ในโอวาทของพระพุทธเจ้าแล้ว องค์ไหนบวชมาเสร็จนี้อุปัชฌาย์จะต้องสั่งสอนอันนี้ นี้เป็นมาจากพระพุทธเจ้าสอนข้อนี้เป็นที่หนึ่ง

จากนั้นก็ ปิณฺฑิยา โลปโภชนํ บิณฑบาตด้วยกำลังปลีแข้งเท่านั้น แปลออกตามที่ว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ รุกขมูลก็คือร่มไม้เป็นสถานที่อยู่ เสนาสนํ บรรพชาอุปสมบทแล้วให้เธอทั้งหลายไปอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ ในป่าในเขา ตามถ้ำเงื้อมผา ป่าช้าป่ารกชัฏ ซึ่งเป็นสถานที่เหมาะสมกับการประกอบความเพียร แล้วพากันพยายามอยู่และบำเพ็ญอย่างนี้ตลอดชีวิตเถิด นั่น พระโอวาทข้อนี้ ชี้อย่างเด็ดทีเดียว นี่ละพุทธศาสนาของเราจึงเป็นสกุลของป่าล้วนๆ นี้เป็นอันดับแรกเลย เอก ตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นพระจึงต้องอยู่ในป่าในเขาตามพระโอวาทซึ่งเป็นหลักใหญ่ของศาสนา ปฏิบัติกันตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้ นี่เรียกว่าเป็นชั้นเอกของศาสนาของผู้ปฏิบัติศีลธรรม ชอบอยู่ในสถานที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ทรงชี้บอกเข้าไปเลย ทรงบอกให้เข้าไปในที่เช่นนั้น

ไม่ได้บอกให้ไปอยู่ตามตลาดลาดเล ที่มีกระดูกหมูกระดูกวัวชุมๆ นะ ท่านไม่เห็นบอก ท่านบอกให้เข้าในป่าในเขา ว่าอย่างนั้น นี่โอวาทว่าไง ก็ยันกันอยู่อย่างนี้ ใครจะมาทำลาย ทำลายศาสนา ถ้าทำลายอันนี้แล้วทำลายศาสนาทันที หมดไม่มีอะไรเหลือ ศาสดาหมด ศาสนาหมด ถ้าลงทำลายอันนี้ได้ ไม่มีอะไรเป็นความหมายแหละ ศาสนาพุทธของเราถือนี้เป็นรากฐานสำคัญ ที่พระเจ้าพระสงฆ์ซึ่งเป็นแนวหน้าของประชาชนจะต้องดำเนินตามนี้ทีเดียว ส่วนบ้านนั้นท่านอนุโลมไปเฉยๆ  ป่านี่บอกชัดเจนอย่างนี้ นี่บอกให้ชัดตามหลักคัมภีร์วินัย ท่านบอกชัดเจน ชี้ขาดเข้าไปเลยทีเดียว จงอุตส่าห์อยู่และบำเพ็ญในสถานที่เช่นนั้นตลอดชีวิตเถิด นู่นน่ะของเล่นเมื่อไร

ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย อุตส่าห์พยายาม กรณีโย เป็นกิจที่สมควรแก่สมณะอย่างยิ่งแล้ว จงอุตส่าห์พยายามอยู่และบำเพ็ญในสถานที่เช่นนั้นตลอดชีวิตเถิด นั่น แล้วท่านก็บอกต่อไปเรื่อยๆ ขึ้นต้นก็ร่มไม้ในป่าในเขาไปเลย พระท่านจึงต้องอยู่อย่างนั้นเป็นชีวิตจิตใจ และพระเหล่านี้แลจะเป็นผู้ทรงอรรถทรงธรรมทรงมรรคผลนิพพาน พูดให้ยันเลยเพราะสวากขาตธรรมตรัสไว้ในจุดนี้ ตลาดแห่งมรรคผลนิพพานอยู่จุดนี้อย่าไปจุดอื่น คามหมายว่างั้น ให้ลงในจุดนี้ ถ้าออกจากนี้แล้วระเหเร่ร่อนไม่มีจุดหมายปลายทาง เลอะๆ เทอะๆ ไปหมด ถ้าออกจากพระโอวาทจุดสำคัญที่ประทานให้แล้วตั้งแต่วันบวช

พระทุกองค์ไม่มีเว้นแม้องค์เดียวตามพระโอวาทนี้  พอบวชเสร็จอุปัชฌาย์ต้องสอนทันทีเลย สอนอย่างนี้ อุปัชฌาย์จะไม่ชอบป่าชอบเขาอย่างไรก็ตาม อุปัชฌาย์ต้องสอน ถ้าผิดจากนี้อุปัชฌาย์ผิด ปลดจากอุปัชฌาย์ การแนะนำสั่งสอนสังธิงวิหาริกผู้บวชกับตนเอง ทำไมจึงไม่สอนตามหลักที่พระพุทธเจ้าทรงประทานให้แล้ว ต้องสอนอย่างนั้นซิ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีอย่างนี้ตลอด องค์ไหนก็ตามบวชในพุทธศาสนา ขึ้น รุกฺขมูลเสนาสนํ ทุกองค์ อุปัชฌาย์ทุกองค์จะต้องสอนอย่างนี้ด้วยกัน มีข้อบังคับบีบไว้เลย แต่ผู้มันจะแหวกแนวนั้น อันนั้นมีอยู่ทั่วไป อาจมีอันนั้นนะ แต่หลักตายตัวสอนอย่างนี้ ให้อยู่ในป่าในเขา

ป่าคนกับป่าไม้ต่างกัน ป่าคนป่ายุ่งยากปากหมองยุ่งเหยิงวุ่นวายตลอดเวลา ป่าไม้ไม่ได้มีอะไร ไปอยู่ในป่าในเขาที่ไหนสงบงบเงียบ กลางค่ำกลางคืนเสียงนกเสียงกาไม่ใช่เสียงอันตรายเหมือนเสียงมนุษย์ เสียงมนุษย์นี้เสียงอันตราย เสียงเครื่องบรรลงบรรเลงอะไรทุกอย่างของเสียงมนุษย์ทั้งนั้นออกยุ่งเหยิงวุ่นวาย ทำลายศาสนาซึ่งมีอยู่ในตัวเองให้ฉิบหายวายปวงจนกระทั่งชาวพุทธเราจะไม่มีศาสนาติดตัว เพราะไม่นำมาประดับ เอาตั้งแต่สิ่งสกปรกรกรุงรังเข้ามาพอกพูนหมดทั้งตัว มองหาคนเห็นที่ไหน เห็นแต่ของสกปรกเต็มตัวของพระของเณรของประชาชนชาวพุทธเราทั้งนั้น ไม่ได้เห็นของดิบของดีอะไรตามที่ทรงสั่งสอนไว้

ศาสนาใดที่จะเอกยิ่งกว่าพุทธศาสนา เราพูดจริงๆ ขึ้นเวทีลงมาแล้วจึงมาเทศน์สอนประชาชน เทศน์อย่างไม่สะทกสะท้านเสียด้วย เราพูดจริงๆ อย่างนี้ละ ในหัวใจได้เปิดโล่งออกมาหมดแล้วจาก รุกฺขมูลเสนาสนํ นี่ละบวชแล้วไปอยู่อย่างนี้ ธรรมะเปิดขึ้นจากป่า ด้วย รุกฺขมูลเสนาสนํ คือป่า เปิดขึ้นจากนั้น บำเพ็ญสมณธรรม สติก็ดี ปัญญาก็ดี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ขยับออกไปทางไหนมีสติปัญญารอบตัวๆ พินิจพิจารณา ข้าศึกศัตรูออกจากสังขารความคิดความปรุงของตา หู จมูก ลิ้น กาย อยากรู้อยากเห็นอยากดูทุกอย่าง นี้เป็นความอยากของกิเลส ธรรมคอยตีเอาไว้ๆ สติตีเอาไว้ ปัญญาตีเอาไว้ ความอดความทนตีเข้าไป ความพากความเพียรตีเข้าไป เพื่อระมัดระวังตนเอง

คนเราเมื่อได้ระมัดระวังอยู่ทุกวี่ทุกวันจะไม่ดีได้ยังไง ก็บำรุงกันอยู่ทุกวัน ไม่ใช่ทำลายทุกวัน มันฉิบหายได้ถ้าทำลาย ไม่มีเหลือ เหลือแต่เถ้าแต่ถ่านถ้าปล่อยให้กิเลสทำลาย ถ้าปล่อยให้ธรรมเป็นผู้ทำลายกิเลส กิเลสหมอบราบ จ้าขึ้นมาเลย นี่พระพุทธเจ้า พระสาวกท่านจ้าขึ้นมาด้วยธรรมปราบกิเลสตัวทำลายให้เสร็จลงไปจากหัวใจ ไม่มีอะไรเหลือ จึงว่า พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ละซิ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะของชาวพุทธเรา นอกนั้นเราถือใครเป็นสรณะ อะไรจะมาใหญ่ยิ่งกว่าพุทธศาสนา ไม่มีอะไรใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงจะมาตั้งกฎเกณฑ์อะไรไม่ได้ ถ้าตั้งอันนี้เรียกว่ารื้อถอนชาวไทยหมดจากพุทธศาสนา จมลงในแดนนรกไปทันทีเลย นี้คือหัวใจของชาติไทยชาวพุทธเรา คือพุทธศาสนา เคารพเทิดทูนสุดหัวใจ เวลาจะหลับจะนอนก็หลับไปกับการภาวนาอย่างนี้ นี่ชาวพุทธเราถือเป็นจิตเป็นใจจริงๆ

สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งยั่วยวน เป็นสิ่งทำลาย ปัดมันออก แล้วยังจะกว้านเข้ามาเหยียบศาสนาอยู่เหรอ ต้องปัดออกทั้งนั้น ถ้าผู้รักษาศาสนา เช่นรัฐบาลบ้านเมืองนี้ก็ต้องดูแลเรื่องศาสนาเป็นหลักใหญ่ยิ่งกว่าอย่างอื่น เอาเข้ามาครองหัวใจ หัวใจก็ออกปกครองบ้านเมืองด้วยความเป็นธรรม ถ้าใจไม่มีธรรม ใหญ่เท่าไรก็ใหญ่ เหมือนกองขี้กองมูตรกองคูถนั่นแหละ กองใหญ่เท่าไรยิ่งเหม็นคลุ้งไปทั่วโลกดินแดน ถ้ามีธรรมอยู่ในนั้นหอมหวนไปหมด

ธรรมจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย บ้านเมืองที่จะปกครองให้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ เป็นเนื้อเป็นหนังจริงๆ ต้องมีธรรมเป็นเครื่องปกครองของผู้ใหญ่ผู้ปกครองบ้านเมือง ถ้าไม่มีอันนี้ปกครองเหลวไหลกันทั้งนั้น ใครจะเก่งยิ่งกว่าศาสดาไม่มีในโลกนี้ นอกนั้นมีแต่คลังกิเลสทั้งนั้น มีแต่คลังส้วมคลังถาน ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ไม่ว่าขี้จะเรียกว่าอะไร มันอยู่ในหัวใจ ถ้าปล่อยให้มันออกเพ่นพ่านเป็นส้วมเป็นถานไปหมด ไม่เลือกว่าสัตว์ว่าบุคคลเป็นไปด้วยกันทั้งนั้น ของสกปรกติดตรงไหนเลอะไปหมด ไม่มีของดีอยู่ละถ้าลงได้ของชั่วเข้าไปที่ไหนแล้วเลอะไปหมด ธรรมไปที่ไหนสะอาดไปเรื่อยๆ

นี่เราพูดถึงเรื่องการอยู่ในป่าของท่าน เป็นของเล็กน้อยเมื่อไร ผู้ทรงมรรคทรงผลและศาสนาแน่นหนามั่นคงมาอย่างนี้มาจากไหน ถ้าไม่มาจากผู้อยู่ในป่าจะมาจากไหน พระพุทธเจ้าเป็นพระองค์แรก พระสาวกเป็นลำดับลำดามา อยู่ในป่าๆ ทั้งนั้น สอนธรรมออกจากป่า กระจายออกไปทั่วโลกดินแดนให้ได้รับความสงบเย็นใจ มีแต่ออกจากป่าของสาวกทั้งหลายที่เป็นอรหัตอรหันต์ทั้งนั้นสอน ไม่ได้สอนเลอะๆ เทอะๆ นะ เรียนมาอย่างหนึ่ง ปฏิบัติอย่างหนึ่ง สอนไปอย่างหนึ่ง

พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติอย่างไร รู้อย่างไร เห็นอย่างไร สอนสัตว์โลกอย่างนั้น พระสาวกปฏิบัติตามพระพุทธเจ้ารู้อย่างไร สำเร็จมหาวิทยาลัยอยู่ในป่า ในปัจจุบันนี้เขาเรียกมหาวิทยาลัยนั้นมหาวิทยาลัยนี้ เราก็ยกขึ้นซิมหาวิทยาลัยเรามีอยู่ มหาวิทยาลัยอะไรจะใหญ่ยิ่งกว่ามหาวิทยาลัยของพระพุทธเจ้า มหาวิทยาลัยพระพุทธเจ้าคือมหาวิทยาลัยป่าล้วนๆ เลยเทียว ไม่มีอะไรเข้ามาแทรกเลย นั่นมหาวิทยาลัยป่า พระพุทธเจ้าสำเร็จมาจากมหาวิทยาลัยป่า เพราะทรงบำเพ็ญอยู่ในป่า พระสงฆ์สาวกทั้งหลายสำเร็จอรหัตอรหันต์ ตั้งแต่ โสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ ออกจากป่าๆ แทบทั้งนั้นว่างั้นเลย นี่ท่านมาสั่งสอนสัตว์โลกให้ได้ลืมหูลืมตากันอยู่ทุกวันนี้ ออกจากป่าทั้งนั้นนะ ไม่ได้ออกมาจากกระดูกหมูกระดูกวัว โผล่หน้าขึ้นมาเป็นหมูเป็นวัวเป็นสัตว์สาราสิงต่างๆ เป็นของสกปรกโสมม เลอะเทอะกันทั่วโลกดินแดน เพราะเอาไปโปะกันอย่างนี้ไม่มี

ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาที่สะอาดสุดยอดแล้ว ให้พากันประพฤติปฏิบัติ อย่าพากันย่ำยีตีแหลกศาสนา ถ้าไม่อยากให้บ้านเมืองของเราล่มจมฉิบหายลงไป ทั้งๆ ที่มนุษย์ยังมีอยู่ในโลก แต่สัตว์ที่มันแฝงขึ้นกับมนุษย์นี้มันเต็มโลก นี่คือกิเลสความชั่วช้าลามกมันพอกหัวมนุษย์เราให้ไม่รู้จักบาปจักบุญคุณโทษประโยชน์อะไร ไม่มีทั้งนั้น มีแต่จะเอาให้ได้อย่างใจ ใหญ่เท่าไรก็ใหญ่กองมูตรกองคูถ มันไม่ได้ใหญ่กองศีลกองธรรม กองศีลกองธรรมนี้ใหญ่โตเท่าไรไม่มีคำว่าเฟ้อ สง่างามไปหมด นั่น ถ้ากองเลอะเทอะนี้ กองมูตรกองคูถมีเท่าไรเลอะไปหมด นี่ละกองของกิเลสตัณหาปล่อยให้มันเลอะเทอะเต็มบ้านเต็มเมืองไม่มีการยับยั้งกันบ้างแล้ว โลกนี้ฉิบหายได้นะ

ถ้าเปิดทางให้ธรรมชำระสิ่งที่สกปรกโสมมมันก็ค่อยสะอาดไปๆ กายวาจาสะอาดได้ด้วยกัน เพราะสกปรกก็เราเป็นคนทำสกปรกได้ ทำให้สะอาดทำไมทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็เกิดในท่ามกลางแห่งความสกปรก คือขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง เหมือนกัน จ้าขึ้นมาเป็นศาสดาเอกของโลกได้เพราะการชำระจิตใจ บรรดาสาวกทั้งหลายไม่ใช่บริสุทธิ์มาตั้งแต่วันเกิด มีกิเลสตัณหาเต็มหัวใจเช่นเดียวกับเรา แต่อาศัยท่านชำระซักฟอกอยู่ไม่หยุดไม่ถอย ก็กลายเป็นสรณะชั้นเอกของพวกเรา ของโลกทั้งหลายได้กราบไหว้บูชามาจนกระทั่งทุกวันนี้ เพราะการชำระนั้นแหละ การบำรุงรักษา พากันจำเอานะ

วันนี้พูดถึงเรื่องป่าก็เลยไปใหญ่ พูดถึงเรื่องป่าที่เราไปส่ง เราไปส่งจริงๆ เราอยากส่งเสริมผู้ตั้งใจปฏิบัติเพื่อมรรคเพื่อผล ที่เลอะๆ เทอะๆ มันเต็มบ้านเต็มเมืองทั้งเขาทั้งเรา ไม่ต้องหาที่ไหนหาในตัวของเราเต็มตัวแล้ว จะไปหาไปจ่ายตลาดที่ไหนความชั่ว เต็มอยู่กับทุกคน ไม่จำเป็นต้องมีตลาดจ่ายกัน ความชั่วมันมีอยู่ทุกคน แต่ความดีนี้ลำบากนะ หามา กว่าจะได้แต่ละครั้งละคราวแทบเป็นแทบตาย ดังพระพุทธเจ้าสลบ ๓ หนเห็นไหมล่ะ กว่าจะได้ความดีมา บรรดาสาวกทั้งหลายบางองค์ฝ่าเท้าแตก บางองค์ตาแตก ไม่ยอมถอย

หมอเขาให้นอนหยอดยาไม่นอน เราตั้งสัจจะอธิษฐานแล้วภายใน ๓ เดือนเราไม่นอน เอาเป็นก็เป็น ถ้าท่านไม่นอนตาท่านก็บอด บอดก็บอด ท่านไม่ว่านะ ซัดกันนี้พอตาข้างนอกบอด ตาข้างในจ้าขึ้นมา เป็นจักขุบาลขึ้นมา สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราเห็นไหม ผุ้ประกอบความพากเพียรจนฝ่าเท้าแตก ใครเคยฝ่าเท้าแตกเพราะประกอบความพากเพียร ไปที่ไหนเห็นตั้งแต่หมอนแตกเสื่อขาดเต็มวัดเต็มวา ไปที่ไหนเห็นแต่ก้มหน้าก้มตา ทำอะไร ปะเสื่อปะหมอน มันเป็นอะไรถึงปะ นอนทับมันจนแตก ฟังซิ มันเห็นแต่อย่างนั้นพวกเรา โอ๊ ทุเรศ หมอนเขาหมอนเรามันก็อันเดียวกัน อย่าไปดูหมอนหลวงตาบัวนะ ไปหาดูหมอนอื่น หมอนเราไปแตะไม่ได้นะ ไม่ให้ไปเจอหมอนเรา เทศน์เท่านั้นละ

(ภูวัว ๒๖ องค์ครับตอนนี้) อยู่ในย่านนี้ละภูวัว ๒๖-๓๐-๓๐ กว่าอยู่ในย่านนี้ ท่านอุทัยท่านเอาจริงเอาจังมาก ตั้งใจดี (แม่ชีมาเรีย จากวัดป่าเขาน้ำตก จ.สุพรรณ ขอถวายผ้าบังสุกุล ตอนนี้ป่วยเป็นมะเร็งในจมูกในช่องท้อง ขอให้หายครับจะได้มีกำลังใจภาวนาครับ) เอา หาย หายไม่หายช่างหัวมันเถอะ ภาวนาไปเลย บอกให้ภาวนาไปเลย หายไม่หายช่างหัวมันเถอะ เอ้า ก็พูดให้มันถูก เราก็เหมือนกันเวลามันปวดมากๆ เราก็เหยียดเสีย พอบรรเทาแล้วก็กลับมา เหยียดไปเหยียดมานี้ ทางภาวนาของเราเราก็ภาวนา หมอนแตกก็แตกไปเรื่อยเหมือนกัน เราก็ไม่ถอย

ผู้กำกับ        เดลินิวส์วันที่ ๒๓ ก.พ.๔๘ ครับ ที่หลวงตาเทศน์เกี่ยวกับเขาห้ามพระเข้าป่า เขาเอาไปลงและเสริมเติมแต่งข่าว เขาบอกว่า “หลวงตาบัว” นั้นฟังลูกศิษย์แล้ว ขาดการสังเคราะห์ข้อมูลที่ดี และการใช้ ภาษาคำพูด บอกชัดว่า ข้านั้นคือผู้ยิ่งใหญ่อยากได้อะไร จะต้องได้ แม้กระทั่งนักการเมืองก็ต้องสยบให้ ถ้าไม่ชอบอะไร หรือไม่ชอบใคร ก็จะบรรจุคำดุเดือดเผ็ดมันเข้าไปไว้ในคำเทศน์ ฟังแล้วยิ่งกว่ามองเห็นภาพเสียอีก บางครั้งเป็นการเทศน์ที่แฝง “คำขู่” เอาไว้เสียด้วยซ้ำ

เรื่องห้ามพระเข้าป่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ถ้าหวังดีต่อรัฐบาลจริง ๆ แค่ต่อสายตรงติงไปยัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องถึงกับนำมาเป็นคำเทศนา ขี้คร้านที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเล่าแจ้งแถลงไขให้ “หลวงตาบัว” ได้เข้าใจโดยไม่ยาก หรือถ้ามีคำสั่งอะไรที่ผิดๆ เชื่อว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ก็พร้อมที่จะนำไปปรับปรุงแก้ไขให้ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณก็รักและเคารพ“หลวงตาบัว” มากนักไม่ใช่หรือ

การออกมาแสดง อาการกริ้ว อาการโกรธ ของ “หลวงตาบัว” ในครั้งนี้ นอกจากจะทำให้สังคมช็อก โดยถ้วนทั่วแล้วยังทำให้คนไทยบางกลุ่มหมดความเลื่อมใส และ หมดความศรัทธาในตัว “มหาบัว” มากอยู่เหมือนกัน

นี่คือบทพิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าเราให้ความสำคัญกับใครมากเกินไป สักวันเราจะผิดหวังและเสียใจกับเขาผู้นั้นได้โดยที่เราไม่รู้ตัวแต่อย่างใด.

                                                                                                อนุภพ

หลวงตา       ตอบรับอนุภพ เดลินิวส์ ที่พูดนั้นถ้าว่าเป็นที่เหมาะสมแล้วก็ให้บอกคนทั้งประเทศนี้ไปกราบคนๆ เดียว ไม่ต้องไปกราบพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ก็ได้ ท่านไม่ว่าอะไร นี่เรื่องของโลกมันมีอยู่อย่างนี้ให้ฟังเอานะ มีดีมีชั่ว มีอะไรก็แสดงออกมาด้วยความเป็นจริงของตน จะไปตำหนิมันก็ไม่ได้ ความรู้ความเห็นของใคร ในอันนี้ก็บอกว่าให้เป็นใหญ่ในตัวเองไม่ใช่หรือ ประชาธิปไตยเป็นใหญ่ในอะไรบ้างว่ามา (เขาหาว่า หลวงตากริ้วโกรธทำให้สังคมช็อก) ฟัง สังคมไม่เป็นท่ามีแต่ช็อกเท่านั้น เราไม่เห็นช็อกวะ จะว่าเป็นท่าไม่เป็นท่า ใครจะว่าอะไรจะตำหนิมาเท่าไร เราเปิดหูฟังผึ่งเลยเชียว ใครจะชมมาก็ชม ทั้งสองอย่างนี้ปัดปุ๊บขณะเดียวหมดไม่มีอะไรเหลือ ไม่เคยไปเป็นอารมณ์กับความตำหนิติชมอะไรเลย ไม่งั้นธรรมมาสอนโลกไม่ได้ ถ้าธรรมจะหวั่นจะไหวไปตามโลก ธรรมจะเป็นโลกไปหมด ไม่มีคำว่าเป็นธรรมเหลืออยู่เลย ผู้มาสอนก็ต้องเป็นธรรมล้วนๆ จึงสอนธรรมได้ ถ้าไม่เป็นธรรม สอนก็เป็นอย่างว่า ใช้ไม่ได้เลย แล้วมีอะไรอีก

(ทำให้บางกลุ่มหมดความเลื่อมใส หมดความศรัทธาในตัว) หมดก็หมดไป ผู้เขาเลื่อมใสยังมี (ผมเอาของจริงมา เท่าที่จัดงานบุญข้าวเปลือกผ่านไป คนมากันมืดฟ้ามัวดิน เขาหมดความเลื่อมใสศรัทธาหรือเปล่าไม่รู้) อันนั้นเป็นเรื่องของศรัทธาของเขา อย่าไปลบล้างเขา เราไม่ทำนอนหมกหัวอยู่ในกระดองเหมือนเต่าเขาก็ไม่ว่า เขาอยากทำให้เขาทำไปก็เท่านั้นเอง (โรงทานมาเปิดตั้งสองร้อยกว่าโรง อนุภพต้องเปลี่ยนชื่อใหม่แล้วครับ) เปลี่ยนอะไรก็ช่างโคตรมันเถอะ นี่เห็นไหมมันจะว่าอะไรก็ตาม...โลกมันเป็นอย่างนั้น เราสบายของเราเรื่อยๆ ไป มีเท่านั้นเหรอ (ครับ) โอ๊ย พูดสนุกไปอย่างนั้นละ อย่าไปตำหนิเขาซี ปากเขามีให้เขาว่าไป หูเรามีอยากฟังก็ฟัง ไม่อยากฟังก็ได้ แน่ะก็เท่านั้นเอง

ให้เขาตำหนิเสียบ้างซิ ไปที่ไหนมีแต่ให้เขาชม ชมหลวงตาบัวๆ อย่าตำหนิหลวงตาบัว เราไม่เอา อยากตำหนิตำหนิไป อยากชมก็ชมไป หู ปากเป็นของเขา ใจเป็นของเรา เราอยากฟังก็ฟัง ไม่อยากฟังเราก็เฉย ก็ไม่เห็นเขาว่าอะไรเรา เข้าใจไหมล่ะ เอาละพอ ตัดสินใจตรงนี้ละ ให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก