ซาบซึ้งธรรมะหลวงตา
วันที่ 2 มีนาคม 2548 เวลา 8:45 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

ซาบซึ้งธรรมะหลวงตา

 

         ผู้กำกับ        ปัญหาธรรมะจากเว็บไซค์ครับ คนแรก

         ลูกพยายามสังเกตและมีสติรู้ดูที่จิตใจเสมอในชีวิตประจำวัน  ขณะนี้มีข้อสงสัยว่า  ขณะที่เกิดอาการของจิตขึ้นที่จิตยังไม่ทันได้คิดอะไร หรือรู้ได้ว่านี้คืออารมณ์หรือกิเลสตัวไหน  แต่เป็นเพียงสภาวะหนึ่งเกิดขึ้น   มีสองอย่างที่ลูกพิจารณาคือ

         1.  ตั้งสติรู้ที่ฐานของจิต ที่เกิดของอารมณ์ หรือของทุกอาการของจิตที่ส่งออกมา  แต่ต้องมีความเพียรมาก  เพราะเมื่อเผลอขยับตัวออกส่งออกมา  อารมณ์ที่เราติดข้องอยู่นี้จะมารอให้เราหลงไปเสมอ ลูกสังเกตว่าวิธีนี้ไม่สามารถตัดอารมณ์ได้ขาดแท้จริง  เป็นเพียงแต่หลบไปที่ฐานของจิตภายใน  ว่างอยู่เท่านั้น

         2. ลูกจะพิจารณาไปที่อารมณ์ที่อยู่นอกฐานของจิตที่กลางอก  ตั้งสติดูเฉยๆ  อารมณ์นั้น  จะแสดงตัวตั้งแต่เกิดขึ้นมา แรงขึ้น จนถึงที่สุดของอารมณ์  เปลี่ยนแปลงระดับความรุนแรงจนกระทั่งดับไปหมด  แล้วขึ้นมาใหม่อีกแต่กำลังเขาจะน้อยลง  ลูกต้องยอมถอยออกไปดูที่อารมณ์นี้  ประมาณ 2-3 ครั้ง  จนจิตลงใจว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเช่นนี้  แล้วจิตก็ว่างผ่องใสเอง  ไม่มีอารมณ์เดิมนั้นมากวนอีก  แต่ใจไม่ค่อยชอบออกไปดูอารมณ์ภายนอกเท่าไร  ส่วนมากมักจะพยายามตั้งสติที่ฐานของจิตอยู่ภายในมากกว่า   กราบเรียนหลวงตาเมตตาชี้แนวทางปฏิบัติเพื่อความพ้นจากความทุกข์ด้วยเจ้าค่ะ

หลวงตา       ให้เน้นหนักสติ จะได้ความละเอียดลออ ถ้าสติตั้ง เรื่องราวทั้งหลายสติเป็นสำคัญนะ ก็ไม่เห็นมีเรื่องอะไรที่จะอธิบายต่อ ฟังมีลักษณะลอยๆ เราก็เลยพูดยาก ไม่อยากพูด

         ผู้กำกับ        คนที่ ๒ ครับ

         วิญญาณของพ่อเลี้ยงของแฟนผมตามอาฆาต มาทำร้ายจิตของแฟนผมให้ไม่เป็นอันกินอันนอน หลับตาปุ๊บก็มาทำร้าย นอนร้องตลอดเวลา แฟนผมซึ่งเป็นโรคหัวใจอยู่แล้วจึงอาการแย่ลงเรื่อยๆ ผมจึงแนะนำให้แฟนผมปฏิบัติธรรมซึ่งจริงๆ แฟนผมก็เป็นคนนั่งสมาธิได้นานอยู่แล้วครับ แต่คราวนี้ผมแนะนำให้ตั้งใจทำเป็นพิเศษ แต่ปรากฏว่าหลังจากที่เริ่มถูกวิญญาณอาฆาต พอแฟนผมเริ่มนั่งได้นิ่งจิตรวมปุ๊บ เลือดก็จะทะลักออกมาทางจมูกและปากทุกครั้ง ทำให้ไม่สามารถนั่งภาวนาต่อได้

         ผมจึงอยากเรียนถามหลวงตาว่าต้องทำอย่างไร แฟนผมจึงจะสามารถภาวนาได้นานเหมือนเคย เวลาเลือดทะลักแล้วควรฝืนนั่งต่อหรือไม่ครับ มีวิธีแก้ไขอย่างไรให้การภาวนาเป็นไปอย่างดีที่สุดครับ โรคภัยที่แฟนผมมีอยู่นั้น หมอบอกว่าอยู่ได้อีกไม่เกิน 5 เดือน แต่ผมแค่อยากให้แฟนผมมีสติอยู่กับการภาวนาจนถึงวินาทีสุดท้ายครับ และแฟนผมเองก็พยายามทำเสมอ แต่ติดปัญหาดังกล่าว กราบเท้าของคำชี้แนะจากหลวงตาด้วยครับ

หลวงตา       เราไม่อยากอธิบาย เป็นเรื่องธรรมดาสะเปะสะปะไป ไม่ทราบจะเอามาพูดว่าไง

         ผู้กำกับ        คนที่ ๓ ครับ

         หนูบริกรรมพุทโธ จนลมหายใจละเอียดลงไปจนจับไม่ได้เลยว่ามีลมหายใจอยู่  บางวันก็นิ่งเงียบ บางวันก็มีภาพจางๆ ผ่านเข้ามาบ้าง แต่ก็คิดว่าไม่ต้องไปสนใจเพราะเป็นของไม่จริง หรือเราคิดไปเอง  บางวันก็นิ่งๆ เหมือนจะดีแล้วตัวกลับรู้สึกอืดๆเหมือนมีลมอยู่เต็มปอดเต็มกระบังลม จนจะแตก ซึ่งบางครั้งลมหายใจที่นิ่งไปแล้วก็ดันกลับมาเฮือกๆ ใหม่อีก จิตก็ถอนออกมาหมดเลยค่ะ ก็ต้องมาเริ่มใหม่อีก บางทีก็กัดฟันทนกะว่าให้ปอดมันแตกไปเลย ทนอยู่นานหูก็อื้อ ได้ยินเสียงชีพจรเต้นอยู่ที่หูดังๆ  พอมีอาการอย่างนี้มากๆ จิตก็ถอนออกมาเอง หายใจเฮือกๆ อีก

         พอดีนึกได้ว่ามีอินเตอร์เน็ตของหลวงตา จึงได้เรียนกราบหลวงตาเกี่ยวกับปัญหาอันนี้ หมู่นี้มักจะเศร้าสลดกับสิ่งต่างๆ ได้ง่าย เห็นอะไรก็น้อมเอามาเป็นเศร้าสลดไปหมด และถ้าวันไหนจิตนิ่งดีก็น้อมมาเป็นธรรมไปหมด หนูอยากถามหลวงตาว่าหนูควรจะปฏิบัติอย่างไรให้จิตได้คืบหน้ามากกว่านี้เจ้าค่ะ

หลวงตา       เบื้องต้นเขาพูดถึงอานาปานสติ ลมหายใจเข้าออก ก็น่าฟังอยู่ พอต่อไปก็เถลไถลไปเสีย เลยอธิบายยาก คือไม่อยากอธิบายมันไม่ได้เรื่องได้ราวเลย แสดงว่าจิตยังไม่ได้หลักได้เกณฑ์เลย บอกแล้วว่าให้ปักสติลงกับจิตนั้นให้ดี สติมั่นคงแล้วเรื่องจะค่อยเป็นของมัน จะค่อยแจ่มแจ้งไปเอง ขอให้มีสติเถอะ สำคัญจุดนี้นะ อันนี้สติเลื่อนลอยอยู่ไม่ได้เรื่องอะไร เรื่องทั้งหลายจะไม่เลื่อนลอยได้ยังไง ก็สติเป็นตัวการสำคัญพาเลื่อนลอย เราเคยพูดแล้วนี่ เอาจนอกจะแตกนู่นน่ะมันดันกัน ทำมาแล้วนี่นะ ประจักษ์กับหัวใจจนไม่ลืม สดๆ ร้อนๆ อยู่ตลอดเวลา ที่จิตจับหลักไม่ได้ เจริญแล้วเสื่อมๆ จึงมาพินิจพิจารณา คงขาดคำบริกรรม สติไม่ดี ทีนี้เมื่อขาดอย่างนั้นแล้วจะทำยังไง ขาดคำบริกรรมก็เอาคำบริกรรม สติให้ดี จับเข้าไปมัดเข้าไปทั้งสอง

ลงใจแล้วเอาละที่นี่เอาแบบนี้ คำบริกรรมกับสติติดกัน คำบริกรรมนิสัยเราชอบพุทโธ เอาพุทโธติดตลอด ไม่มีเรื่องโลกอะไรเข้ามายุ่งมีแต่พุทโธกับสติติดอยู่เท่านั้น โลกเหมือนไม่มี นั่นปักๆ อย่างนั้นนะ ตั้งสติตั้งขนาดนั้นละ ฟังซิ ทีนี้ความคิดปรุง นี่ละตัวกิเลส มันรุนแรง คือ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา มันหนุนออกมา มันออกไม่ได้ สติกับคำบริกรรมบังคับไว้ไม่ให้มันออกเลย ทำไปทำมา โถ จนอกจะแตกนะ ไม่ลืม ไม่ยอมเผลอเลยนี่ เอ้าเป็นยังไง มันแตกให้แตก ตายก็ตายเถอะจะไม่ให้เผลอ เท่านั้นละซัดกันเลย ไม่ยอมให้เผลอเลย ขณะเดียวไม่ให้มี นี่เรียกว่าจริงจัง

เวลามันหนุนขึ้นมานี้มันจะเอาให้เผลอจนได้นะ ไม่ยอมเผลอ ซัดกันอยู่นั้น โห วันแรกนี้เป็นวันที่หนักมากที่สุดทีเดียว ก็ไม่ให้เผลอเลยนี่ว่าไง เผลอไม่ได้ว่างั้น เป็นกับตายก็ให้เห็นกันอยู่นี้ กับสตินี่แหละ วันแรกหนักมากที่สุด ต่อมาค่อยเบา มันออกไม่ได้แล้วก็เบาลง ทางนี้ตีทับไว้เสมอ ช่องมันจะออกนี่ปิดไว้เลย คำบริกรรมใส่ปั๊บ สติติดเข้าไปอีก ตีเข้าไป ทีนี้ความดันก็ค่อยเบาลงๆ สติ คำบริกรรมกับจิตนี้ก็ค่อยแน่นเข้าๆ ทางนั้นยิ่งเบาลงๆๆ แต่ต่อจากนั้นมีพลั้งๆ เผลอๆ บ้างเป็นธรรมดา นั่นก็คือเราไม่เข้มงวดกวดขันเพราะหลักใหญ่ดีแล้ว ความหมายว่างั้นนะ ต่อไปนั้นก็มีลักษณะเผลอ เผลอก็เผลอแย็บเท่านั้นไม่ได้เผลอมาก แต่ก่อนไม่เผลอเลย เบื้องต้นไม่ให้เผลอเลยจริงๆ แล้วก็ได้หลักอย่างนี้ละ จึงได้เอามาพูดให้ฟัง

ถึงขั้นมันเจริญไปถึงที่แล้วอยู่ได้เพียงสองคืน เราดันไป ๑๔-๑๕ วัน แทบเป็นแทบตาย ไปอยู่นั้นได้สองคืนเท่านั้นลงแล้ว ลงนี้ผึงเลยเทียวห้ามไม่อยู่ เอาอีกอยู่งั้นละ จึงได้เอาคำบริกรรมนี้เข้าไปติดปั๊บ แล้วสติจับเข้าไปอีกมันจึงได้ความ พอถึงนี่แล้วมันจะเสื่อมเอ้าเสื่อมไป เคยเสื่อมมาสักเท่าไรจนอกจะแตกแล้ว ไม่ห่วงทั้งเสื่อมทั้งเจริญ จะเอาอยู่แต่คำบริกรรมกับสตินี้ จะไม่ให้เผลอ เอาเท่านั้น นอกนั้นเสื่อมเจริญช่าง ไม่สนใจ ปล่อยเลย พอถึงขั้นมันเจริญขึ้นไปแล้วมันจะเสื่อม เอ้าเสื่อม นั่น บอกเลยเปิดทางให้เลย แต่สติกับคำบริกรรมนี้ไม่ยอมพรากจากกัน เอ้าเสื่อมไปไหนเสื่อม เจริญไปไหนก็เจริญ พอไปถึงนั้นแล้วมันจะขึ้นจะลงคอยดู คอยดูด้วยสตินั่นแหละ ทีนี้ไม่เสื่อมนะ

พอถึงนั้นแล้ว เอา เสื่อมไป แต่คำบริกรรมนี้ไม่มีคำว่าเสื่อม ซัดกัน มันก็ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมันเลยที่ว่านี้ไปแล้ว ทีนี้ไม่เสื่อม ยิ่งจับติดเข้าไปเรื่อยๆ จึงมารู้เจ้าของ โอ๋ ที่จิตของเราเจริญแล้วเสื่อมๆ เพราะสติไม่ดี คำบริกรรมไม่มี จ่อกับจิตเผลอได้ เวลาคำบริกรรมติดเข้าไป สติติดเข้าไปแล้วไม่เผลอ ไม่เผลอก็จับติดๆ เรื่อย ขึ้นได้เลย นี่ก็เป็นกฎเกณฑ์หรือเป็นคติธรรมสำคัญอันหนึ่งที่ผู้ปฏิบัติจะยึดไปปฏิบัตินะ เราทำมาแล้ว เพราะฉะนั้นการสอนจึงบอกว่าสอนไม่ผิด ยังบอกแล้ว ทดสอบมาทุกอย่างแล้ว แน่ทั้งเหตุ ได้ผลเป็นที่พอใจๆ โดยลำดับๆ แล้วการสอนจะเอาความสงสัยมาจากที่ไหน มาจากเหตุจากผลที่ตัวเองทำเองรู้เองเห็นเอง ก็เป็นอย่างนั้นละ จับเอาซีพูดให้พิจารณา ก็พูดเท่านั้นแหละจะให้พูดอะไรมากมายนัก

มันของเล่นเมื่อไรกิเลสนี่ โถ แหลมคมเอามากทีเดียว ถึงอกจะแตก เราไม่ได้ลืมนะ เอาแตกก็แตกนู่นน่ะ สละขนาดอก เอา อกจะแตกเอ้าแตก เผลอนี้ไม่ให้มี ซัดกันขนาดนั้น ไม่เผลอ สุดท้ายอกก็ไม่แตก ความดันทั้งหลายค่อยจางไปๆ เบาลงๆ จากนั้นก็ตั้งได้พุ่งเลยที่นี่ นั่น ด้วยอำนาจของสติ จึงได้สอนเรื่องสติสำคัญมาก ไม่มีอะไรเกินสติเท่าที่เราได้ดำเนินมานี้ สติเป็นสำคัญ กิเลสตัณหาจะหนาแน่นขนาดไหนก็ตาม ขนาดที่ว่าอกจะแตก เอ้าแตก สตินี้เผลอไม่ได้ มันก็ออกไม่ได้นะ สู้สติไม่ได้ มันจะหนาแน่นขนาดไหนสู้สติไม่ได้ ขอให้สติดีเถอะน่ะเอาไว้อยู่ ผ่านไปไม่ได้ละ

นี่ละที่ตั้งฐานทีแรก ได้ฐานจากสตินี่ละ จากนั้นก็คืบหน้าของมันไปเรื่อยๆ แต่มันไม่เป็นพักที่ให้สะดุดแรงอย่างที่ว่าเราตั้งสติทีแรก เอาจนอกจะแตกมันก็สะดุดแรงละซิ ลืมได้ยังไง เวลามันไปถึงขั้นสติปัญญาเป็นอัตโนมัติเป็นตัวของตัวเรียบร้อยแล้วนั้น มันไม่ได้เผลอนะที่นี่ ตั้งไม่ตั้งมันก็ไม่เผลอจะให้ว่าไง นี่ถึงขั้นมันไม่เผลอ ตั้งสติไม่ให้เผลอไม่ต้องตั้ง มันเป็นอยู่แล้ว ถึงขั้นนั้นแล้วเป็น สติปัญญานี้หมุนตลอดทั้งวันทั้งคืน ตื่นขึ้นมาปั๊บจนกระทั่งหลับ จับไม่ได้เลยว่าเผลอตรงไหน ไม่มี มันติดของมันอยู่งั้นเป็นอัตโนมัติ อย่างนั้นมันก็เป็นเราได้มาพูดให้ฟังนี่น่ะ ตื่นขึ้นมามันเป็นแล้ว พอตื่นนอนขึ้นมามันจับแล้วงานของมัน ไม่ถอย ไม่ปล่อย ตลอดเวลา

เวลากลางคืนจะนอนมันนอนไม่ได้ มันหมุนของมันไม่ถอย จะหลับก็หลับไม่ได้ มันทำงานไม่ถอยจนจะเป็นจะตาย ตลอดรุ่งบางคืนนอนไม่ได้เลย นี่เรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติทำงาน เลยกลายเป็นเรื่องผาดโผนไป จากนั้นก็เชื่อมเข้าไปหามหาสติมหาปัญญา อันนั้นละเอียดสุดยอด เหล่านี้ไม่มีเผลอทั้งนั้น ถึงขั้นไม่เผลอทำยังไงก็ไม่เผลอ แน่ะ มันก็เห็นชัดๆ อยู่อย่างนั้น เวลามันจะเผลอนี้ไม่ได้นะ เผลอแน่ๆ  ต้องเอาให้อกแตก อกแตกเอายอม ปล่อยเลย เอ้าแตกก็แตก แต่สติไม่ให้เผลอ จับสติไว้ให้ดี พอถึงขั้นสติตั้งตัวได้แล้วจนกลายเป็นสติปัญญาอัตโนมัติแล้วไม่เผลอ จะทำยังไงก็ไม่เผลอ ติดแนบตลอดๆ เชื่อมเป็นอันเดียวกันหมด สติกับปัญญาเป็นอันเดียวกันเลย ไปด้วยกันตลอด

มีแต่เรื่องของกิเลสเท่านั้นที่มีเรื่องนั้นเรื่องนี้ มีกิเลสเท่านั้น พอกิเลสขาดลงไปแล้วไม่เห็นมีเรื่องอะไร หมดเลย หมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีเรื่องเลย โอ๋ กิเลสเป็นอย่างนี้เอง มีมากมีน้อยเป็นเสี้ยนเป็นหนามปักอยู่งั้นละ เอาออกหมดแล้วไม่มี หมด ทีนี้จึงเห็นเรื่องกองทุกข์เต็มหัวใจ เห็นความสุขเห็นบรมสุขก็เต็มหัวใจหายสงสัย ถ้ากิเลสยังมีอยู่ก็มีเสี้ยนมีหนามอยู่นั้นแหละ อย่างน้อยก็ผงเข้าตา เป็นยังไงผงเข้าตา นั่นละกิเลสละเอียดเป็นผงเข้าตาให้หาความสุขไม่ได้ เอาออกหมดแล้วหมด ไม่มี เอาละวันนี้พูดเท่านั้นละ

(เพื่อนเขาอยู่กรุงเทพเขาถวายทองบาทหนึ่ง เงินห้าพัน พอดีลูกชายเขาซื้อวิทยุให้ ฟังเทศน์หลวงตาได้หนึ่งเดือน ใจก็เลยอยากมากราบหลวงตา)

ฟังยังไงถึงอยากมากราบหลวงตาน่ะ (แหม ซาบซึ้งมากค่ะ ร้องไห้ทุกครั้งที่ฟังเลยค่ะ) อ้าว พูดจริงๆ ก็บอกแล้วถอดออกจากหัวใจ จะให้ว่ายังไงอีก ใครเชื่อไม่เชื่อก็กรรมของสัตว์ บอกเท่านั้น เราไม่มีปัญหาอะไรกับโลก เราสงเคราะห์โลกด้วยความเมตตาล้วนๆ เพราะฉะนั้นคำใดๆ ที่จะมาหาเรานี้มันตกออกหมดเลย ไม่ว่าคำชมเชยสรรเสริญ อย่างที่เขาโจมตีวันนั้นเรายังหัวเราะได้สบาย ก็อย่างนั้นแล้วมันไม่มีอะไรกับโลก จะทำให้มีก็ไม่มี บอกแล้ว ไม่อย่างนั้นจะบอกว่าหมดเหรอ นี้ถอดออกมาสดๆ ร้อนๆ ยังบอกแล้ว ไม่ได้ไปหาคว้าที่ไหน คัมภีร์พระไตรปิฎกท่านถอดจากหัวใจพระพุทธเจ้าออกไป ออกจากหัวใจพระสาวกอรหันต์เป็นพระไตรปิฎก พระวินัยปิฎก สุตตันตปิฎก อภิธรรมปิฎก ออกจากหัวใจ พอธรรมเข้าถึงใจแล้วอยู่นี้หมดเลย นั่น จะไปหาคว้าที่ไหน ออกจากนี้ทั้งนั้น ธรรมอยู่ที่หัวใจนะ การเทศน์ออกมานี้เราไม่ได้สงสัยในธรรมทุกขั้น บอกแล้ว ใครจะฟังก็ฟังซิ ไม่อยากฟังมัวแต่มาเห่าว้อๆ มาเห่าอะไรกับเรา ตั้งแต่ไอ้หยองมาเห่าก็ยังถูกไม้เรียวว่าไง นี่มาเห่าเราหลายๆ ครั้งเข้าไประวังไม้เรียว หรือมันจะใหญ่กว่าไม้เรียวก็ไม่รู้นะ มันเอาจริงๆ นี่

ก็เราไม่มีอะไร สนุกดูสนุกฟัง พอได้จังหวะดีๆ ก็ปั๊วะทีเดียวพอ เข้าใจไหม ก็คนหนึ่งมีจังหวะอยู่แล้ว ไม่มีว่าจะหลบนั้นจะหลีกนี้จะเสียท่าอย่างนั้นอย่างนี้เราไม่มี มาแบบไหนก็ฟังอยู่ทุกอย่าง บทเวลาจะเอาก็ปั๊วะเดียวเท่านั้น เหมือนเราซัดไอ้หยองนั่น เราไม่ลืมนะ ทีแรกเขาก็ตายใจไอ้หยอง เราเดินเข้าไปข้างในดังที่เคยไปนั่นแหละ เขาก็เห่าว้อๆ เห่าทีไรเราก็เฉยไม่สนใจ เห่าใกล้เข้ามาๆ ซิ ต่อไปเขานอนใจที่นี่นะ เห่าติดก้นเข้ามา เขาเห่าตามประสาเขานั่นละ พอได้จังหวะแล้วเราก็เอาไม้เรียวถือไป เขาไม่รู้นะวันจะเอาเขาน่ะ พอเห็นเราเขาก็เห่าเรื่อยมาใกล้ๆ ไม่ระวังนะ เราก็ใส่เปี๊ยะ พอเปี๊ยะนี้ก็วิ่งเลย ตั้งแต่นั้นมา โอ๋ย เห่าอยู่โน้นไม่มาเห่าอีก นั่นเห็นไหมมึงมาเล่นกับกูได้เหรอ

อันนี้ก็เหมือนกันโลกมันเห่าว้อๆ เหมือนไอ้หยองนั่นแหละ ไม่ผิดอะไรกับไอ้หยอง เวลาจะเอาก็แบบเอาไอ้หยองนั่นละ ใส่เปี๊ยะเลยทีเดียว ตั้งแต่นั้นมาไอ้หยองไม่เห่าละ เห่าอยู่โน้น ไม่ได้เห่าเข้ามาใกล้เหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนเห่าแล้วติดเข้ามา เห่าสนุก เขาไม่ระวังเขาก็เห่าสนุกมากับเรา บทเวลาทางนี้ใส่เปี๊ยะนี้ โอ๋ย ไปใหญ่เลยไอ้หยอง ไปละที่นี่

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก