อุบายสอนของหลวงปู่มั่น
วันที่ 7 มีนาคม 2548 เวลา 8:45 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

อุบายสอนของหลวงปู่มั่น

 

ผู้กำกับ        จากนสพ. “พิมพ์ไทย” คอลัมน์วิจารณธรรม วันจันทร์

 

เมื่อหลวงตาต้องถวายฎีกาในหลวง ?

 

น้อยคนนักที่จะเข้าใจถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง ระหว่างสมเด็จพระบรมมหาบพิตร สมภารเจ้า กับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และก็มีน้อยคนนักที่จะมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทำไม พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตาพระมหาบัว  ญาณสัมปันโน จำต้องตัดสินใจเข้าถวายฎีกาต่อในหลวง สืบเนื่องมาจากเหตุผลกลในอย่างไร

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ พระองค์นี้ทรงเป็นพระพี่เลี้ยง (พระอภิบาล) ของในหลวงในคราวเสด็จทรงผนวช ณ วัดบวรนิเวศวิหาร และก็เป็นที่ทราบกันดีว่าสมเด็จพระสังฆราชพระองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ด้วยพระราชอำนาจของพระองค์

ก็อาจทราบกันเพียงเท่านั้น !

แต่จะมีใครสักกี่คนที่ทราบว่า นอกจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ จะทรงเป็นพระพี่เลี้ยงในคราวทรงผนวชแล้ว พระองค์ยังทรงเป็นครูบาอาจารย์ในด้านการสอนวิปัสสนากรรมฐานแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดมาอีกด้วย

มีน้อยคนนักที่รู้ว่าในระหว่างการก่อสร้างวัดญาณสังวราราม จังหวัดชลบุรี อยู่นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ เข้าศึกษาและปฏิบัติกรรมฐานอยู่กับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ในที่อันสงบสงัด วิเวก ซึ่งในบางครั้งได้ทรงศึกษาและปฏิบัติอยู่จนค่ำมืด ครึ่งคืนค่อนคืน กว่าที่จะเสด็จพระราชดำเนินกลับ

ดังนั้น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ จึงเป็น “พระอาจารย์” ของพระบาทสมเด็จพระอยู่หัว โดยแท้จริงเพียงพระองค์เดียว

นอกจากนี้จะมีใครรู้บ้างว่า ในระหว่างที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ถูกคนของรัฐบาลบุกเข้าไปรังแก 2-3 ครั้งถึงในที่ประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาฯ ซึ่งเป็นขณะเดียวกันกับที่คนของรัฐบาลได้ใช้อำนาจด้านกฎหมาย แต่งตั้งให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว  อุปเสโณ) ให้มีอำนาจเสมอกับสมเด็จพระสังฆราชที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนา ในระหว่างนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดำเนินเข้าเยี่ยม “พระอาจารย์” (สมเด็จพระสังฆราช) ถึงที่ประทับในโรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นการเฉพาะส่วนพระองค์

คงไม่ต้องกล่าวหรอกว่า “ศิษย์” จะมีความห่วงใยใน “พระอาจารย์” มากมายมหาศาลเพียงไร และในคราวนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้ากราบเยี่ยมพระอาจารย์เพียงสองต่อสองอยู่ภายในห้องบรรทม เป็นเวลานานถึง 20 กว่านาที โดยที่สมเด็จพระนางเจ้าฯและสมเด็จพระเทพฯ ทรงประทับรออยู่แต่ด้านนอกเท่านั้น

นี้คือความสัมพันธ์อันแน่นหนาลึกซึ้ง ระหว่างองค์พระมุขแห่งพระราชอาณาจักรและองค์พระประมุขแห่งพระพุทธศาสนจักร ที่ประเทศชาติสามารถสถิตสถาพรมาด้วยความแน่นหนามั่นคงก็ด้วยสองสถาบันหลักดังที่กล่าวมานี้

ดังนั้น ใครก็ตามที่บังอาจใช้อำนาจอันมิชอบลิดรอนพระราชอำนาจขององค์พระประมุขทั้งสอง จึงเปรียบเสมือนเป็นผู้บ่อนทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ทำลายความแน่นหนามั่นคงของประเทศชาติ จึงไม่สมควรได้เข้ามามีอำนาจบริหารประเทศชาติและพระศาสนาอีกต่อไป

หลวงตาพระมหาบัว จึงจำต้องเข้าถวายฎีกาก็ด้วยเหตุนี้ !!

 

                                                                        ณ. หนูแก้ว

            หลวงตา       การถวายฎีกานี้เป็นหัวใจของคนทั้งแผ่นดิน แสดงออกมาเป็นถวายฎีกานะ คนทั้งแผ่นดินเดือดร้อน กระทบกระเทือนมาก เพราะความมักใหญ่ใฝ่สูง ความตะกละตะกลามของพระหัวโล้นๆ ที่แทนที่จะละกิเลส กลับส่งเสริมกิเลสมากขึ้น ผู้ปกครองบ้านเมืองแทนที่จะให้บ้านเมืองมีความสงบร่มเย็น กลายเป็นฟืนเป็นไฟเผาบ้านเผาเมือง กลายเป็นข้าราชการบริวารยักษ์ สังหารชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไปในตัวๆ ซึ่งแสดงอยู่ทุกวันๆ นี้ ประชาชนมีหัวใจทุกคนเขาทนอยู่ไม่ไหว เสนอเข้ามาๆ เราเป็นจุดศูนย์กลาง จึงต้องรับเรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้มาพิจารณานะ เราไม่มีอะไรที่เป็นข้อขัดแย้งจิตใจประชาชนที่แสดงออกมา จึงต้องได้นำเรื่องนี้ถวายฎีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องราวเป็นอย่างนั้น

ไม่ใช่ว่าหลวงตาบัวอยู่ๆ หาแต่เรื่องอุตรินั้นอุตรินี้ ไอ้ผู้ที่อุตริอยากเป็นใหญ่เป็นโตเป็นบ้ามันไม่ได้พูดถึงนะ เข้าใจไหม เอามันย่อๆ อย่างนี้ละ ไม่ต้องเอายาว มันเบื่อจริงๆ นะ มันทำไมไอ้พระเรานี่น่ะ หัวโล้นๆ คัมภีร์วินัยก็มีอยู่ทำไมจึงไม่ดู มันหาแต่ฟืนแต่ไฟมาเผาแต่องค์ศาสดาลงมา องค์ศาสดาคือพุทธศาสนา ลงมาตลอด พระอยู่ในป่าในเขาก็อยู่ไม่ได้ ท่านบำเพ็ญสมณธรรมด้วยความสงบร่มเย็น กระเทือนถึงกันหมด ต้องเดือดร้อนด้วยกัน พิจารณาซิเหตุผลเหล่านี้ มันสมควรเหรอ เพราะเหล่านี้มันเรียนต่ำเมื่อไรถ้าพูดธรรมดา เรียนถึงขั้นจรวดดาวเทียมนู่นน่ะ แต่เวลาการกระทำ ฟังเอาซิ กวนบ้านกวนเมือง กวนชาติ ศาสนา อยู่ตลอดมานะ หลายปีมาแล้ว ตั้งแต่เริ่มรัฐบาลชุดแรกมา นั่นละหัวเลี้ยวหัวต่อเป็นรัฐบาลชุดแรก เริ่มมาตั้งแต่โน้นจนกระทั่งบัดนี้ไม่เคยสงบลงเลย ไม่ทราบมันจะก่อฟืนไฟเผาอะไรบ้านเมืองตัวเอง ชาติไทยก็ชาติของตัวเองจะมาเผาหาอะไร ก็เท่ากับเผาหัวเจ้าของนั่นเองจะไปเผาอะไร นี่ซิมันน่าสลดสังเวช

เราพูดเราพูดเป็นธรรม เพราะฉะนั้นจึงพูดออกได้ทุกแง่ทุกมุมในฐานะของผู้นำธรรมออกมาแสดง จะเอนจะเอียงไปไหนไม่ได้ ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก อย่างที่เสนอนี้ประชาชนทั้งประเทศที่มีความจงรักภักดีต่อศีลต่อธรรมต่อองค์พระมหากษัตริย์ ศาสนาอยู่ด้วยกันหมด ทนไม่ได้ จึงได้ดันออกมาๆ ทั่วประเทศไทย หนุนเข้ามาหาเรานี้ ในฐานะที่ว่าเราก็หัวโล้นๆ คืออีตาบัวนั่นแหละ เขาคงจะไว้ใจเรา เขาคงจะเชื่อถือเราเขาถึงหนุนเข้ามาหาเรานี้ เพื่อให้พาก้าวเดิน แสดงออกซึ่งกิริยาของเขาทุกอย่างออกมาหาเรา ให้เราออกแสดง จึงเรียกว่าหลวงตาบัวๆ อะไรก็หลวงตาบัว มันสมบัติอะไรหลวงตาบัวบวชมาไม่ได้มาหาสิ่งเหล่านี้นะ มาหาอรรถหาธรรมต่างหาก ก็ยังต้องได้ยุ่งอยู่อย่างนี้

มันน่าจะคิดอ่านไตร่ตรองบ้างโลกเขาเป็นยังไง เราเป็นคนเช่นไรถึงได้มักใหญ่ใฝ่สูงจนเกินเนื้อเกินตัว ทำความเดือดร้อนแก่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กระเทือนไปหมดทั่วประเทศไทยเราเวลานี้ คัมภีร์วินัยก็มีอยู่มันดูหาอะไร มันเป็นหนอนแทะกระดาษอยู่เฉยๆ นี่ ครั้นเอาออกมาแล้วก็เป็นหนอนไปหมดนั่นแหละ ไปที่ไหนใครก็รังเกียจ ความประพฤติการแสดงออกเช่นนี้โลกรังเกียจ ชาวไทยจนอยู่ไม่ได้ กระเทือนมาจนกระทั่งถึงวันนี้ ไปยื่นฎีกาใช่ไหมล่ะ ก็อย่างนั้นแล้ว ยื่นก็ยื่นด้วยความเห็นของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ของคนหนึ่งคนเดียวนะ ความรู้ความเห็นของคนทั้งประเทศที่รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ด้วยกันเขาแสดงออกด้วยความจงรักภักดีต่อองค์ทั้งสามนี้ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จึงได้แสดงออกมา ก็เพราะเรื่องมักใหญ่ใฝ่สูงเกินเนื้อเกินตัว เกินเทวดาอินทร์พรหมจมลงไปนรกนู่น

เราพูดจริงๆ การทำเช่นนี้ไม่ใช่ทางเพื่อความสงบร่มเย็นและเพื่อมรรคผลนิพพาน เพื่อนรกอเวจีไปทั้งนั้นแหละ ทำความเดือดร้อนแก่จิตใจของคนทั้งประเทศเป็นของเล่นเมื่อไร กระเทือนใจหมดเวลานี้จนกระทั่งประเทศไทยอยู่ไม่ได้ หนุนกันมา ร้อนกันหมดเลย เวลานี้ร้อนมากนะ ศาสนาเป็นของเย็น แต่ผู้เป็นหนอนเข้ามาอยู่ในศาสนานั่นซี มันแสดงความเหม็นคลุ้งเข้ามากระจายไปหมดเวลานี้จนฟังไม่ได้ดูไม่ได้นะเรา วันไหนว่าจะไม่พูดเรื่องเหล่านี้มันก็ได้พูดจนได้นั่นแหละ เอาเท่านี้ละวันนี้

พูดเรื่องศีลเรื่องธรรมก็พูดมาพอ ผู้ฟังก็ฟัง ผู้ฝังก็ฝังลงไป ฝังอรรถฝังธรรมจมดินลงไป เหยียบย่ำไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ดังที่เห็นอยู่นี้ นี่พวกเหยียบธรรม พวกทำลายความสงบสุขของชาติบ้านเมืองให้เกิดความเดือดร้อน เราทุเรศจริงๆ นะ ก็เราไม่มีอะไรกับใคร ก็จำต้องได้พูดอยู่อย่างนี้แหละ

วันนี้คนก็บางตาหน่อย เพราะวันไหนคนก็แน่นๆ ทุกวันๆ วัดป่าบ้านตาดรู้สึกว่าคนมากขึ้นโดยลำดับไม่ใช่ธรรมดา มากขึ้นโดยลำดับลำดา เราก็ยิ่งแก่ลงๆ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ไม่อยากเอาไหนแล้วทุกวันนี้ ก็ถูไถไปอย่างนั้นแหละ เพื่อโลกสงสารนั่นละ เพื่อเราเราไม่สนใจอะไรกับมันแหละ แม้แต่เอายามาให้ก็อยากปาเข้าป่า อ้าว มันเป็นอย่างนั้นนะ มันไม่อยากยุ่งกับอะไรเลย ก็ทราบมันแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง ควรเยียวยาไปแค่ไหนแค่นั้น ไม่ควรเยียวยาจะให้ยุ่งอะไรนักหนา นี้ยุ่งเหลือเกิน หน้าไหนมา นี่ยาดีอย่างนั้น หน้าไหนมา นี่ยาดีอย่างนี้ อยากปาเข้าป่าต่อหน้า หน้าไหนมาก็มีแต่ยาดีๆ ทั้งนั้น ยาเทวดาสู้ไม่ได้

อย่างพ่อแม่ครูจารย์ท่านว่าให้เรา เรายังไม่ลืม เราเป็นไข้อยู่ในกระต๊อบเล็กๆ ลุกไม่ขึ้น ไข้มาลาเรียเสียด้วย นอนจมทั้งวันทั้งคืนเลย ยาไม่สนใจ ไม่เอา ท่านก็คิดยังไงไม่รู้ ให้พระเอายามาให้เรา ท่านให้พระเอายามาเม็ดหนึ่ง บอกว่านี่ยาท่านอาจารย์ให้เอามาให้ฉันเดี๋ยวนี้ โอ๊ย ไม่ฉันละ ว่างี้เลยแหละเรา ตกลงพระก็เลยถือกลับคืนไป ยาเม็ดนั้นละถือกลับคืนไปหาท่าน บอกว่าท่านไม่ฉัน พอได้ยาแล้วท่านมาเองนะคราวนี้ เปิดปุ๊บปั๊บเข้ามาเลย เราอยู่แคร่เล็กๆ เตี้ยๆ นี่ยา เอ้า ฉัน ยานี้ยาเทวดาสู้ไม่ได้ ฉันเดี๋ยวนี้หายเดี๋ยวนี้ เอาเลย หายเดี๋ยวนี้ละ ท่านยื่นเข้ามาจะทำยังไงเรา ก็ท่านยื่นเข้ามาเอง ตกลงเราก็ต้องได้จับฉัน ฉันแล้วตั้งแต่นั้นมาท่านไม่เคยถามว่า ยานี้เป็นยังไง ผลของมันเป็นยังไง เราก็ไม่เคยพูด ท่านก็ไม่เคยพูด ยาเทวดาสู้ไม่ได้แต่ไข้มันก็กระหน่ำอยู่อย่างนั้น อย่างนี้ละเกี่ยวกับพ่อแม่ครูจารย์

เราไม่ค่อยเกี่ยวกับหยูกกับยาอะไร เป็นอะไร เอ้า เป็นมา เรียนธรรมเรียนอยู่ในนี้ว่างั้นเลย ไม่เอายา คิดดูซิแต่ท่านให้เอามาก็ยังไม่ฉัน จนถึงต่อไปท่านถือมาเองคราวนี้ ยานี้ยาเทวดาสู้ไม่ได้ ท่านว่า เอ้า ฉัน หายเดี๋ยวนี้ ตกลงเราก็ได้ฉัน ฉันแล้วท่านก็เงียบเลยท่านไม่เคยมาถามอีกนะ ว่าเป็นยังไงยา ไอ้เราก็เงียบ ต่างคนต่างเงียบ ไม่ทราบไปไหนยาเม็ดนั้น ฉันลงไปแล้วมันก็ไข้ของมันอยู่อย่างนั้น ท่านก็เอามาให้อย่างนั้นละ ถ้าเด็ดจริงๆ ท่านก็ทำอย่างนั้นพ่อแม่ครูจารย์มั่น ท่านรู้นิสัยเรามันผาดโผนจริงๆ เด็ดจริงๆ ยานี้อย่ามายุ่งว่างั้นเลย เอ้า มีเท่าไรฟัดกันอยู่ในนี้ ความเป็นกับความตายอยู่ด้วยกันนี้แหละมันจะไปไหน เรียนธรรมก็เรียนอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้นถึงปัดเลยไม่มีอะไรมายุ่งได้เรื่องหยูกเรื่องยา เราไม่เอาจริงๆ เป็นอะไรถึงไหนถึงกันเลย ซัดกันเลยๆ ตลอด

ท่านเห็นนิสัยอย่างนี้ท่านก็เลยมาทำเอง เราเลยไม่ลืมพ่อแม่ครูจารย์มั่น ถ้าเด็ดเสียจริงๆ ท่านก็เอาแหละ บิณฑบาตก็เหมือนกัน มีเท่าไรเอามาเท่านั้น จัดปุ๊บปั๊บใส่บาตรเจ้าของนิดหน่อยเท่านั้นพอ จับยัดเข้าในข้างเสาแล้วออกไปปฏิบัติหน้าที่อาหารการขบฉันใส่บาตรท่าน อะไรสมควรไม่สมควรจัดใส่บาตรท่าน เราไม่เคยพูดนะว่าเราสมาทานธุดงค์ ในวัดนั้นมีเราองค์เดียว ท่านรู้หมดนะ พระจำนวนสักเท่าไรที่สมาทานธุดงค์ไม่เกี่ยวข้องกับอะไรเลยนี้ใครรู้เมื่อไร ไม่รู้นะ เราก็ไม่เคยพูด แต่ท่านก็รู้ด้วยอาการของเรา ได้มาปั๊บแล้วก็อย่างนั้น ไม่เคยสนใจกับอะไร ใครเอาอะไรมาให้ไม่เอาทั้งนั้น เอาเฉพาะของมาในบาตร จะเอาอะไรก็หยิบนิดหน่อยเท่านั้นพอ ฉันก็ไม่ได้อิ่ม

อยู่กับพ่อแม่ครูจารย์นี้ฉันทุกวันนั่นแหละไม่เคยเว้นไม่เคยอด แต่ไม่ให้อิ่ม อย่างมากก็ ๖๐% ถ้าไม่ฉันก็ไม่ได้ เพราะเกี่ยวข้องกับงานการของหมู่เพื่อน อยู่ในวัดในวาเราต้องคอยดูแลสอดส่องตลอดเวลา โอ๋ย ทุกข์มากนะอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์ เพื่อความสงบร่มเย็นของท่าน เรามาเองไม่ใช่ท่านนิมนต์มา มาให้ท่านลำบากทำไม เพราะฉะนั้นเราจึงต้องดูแลกันเองไม่ให้ไปกระทบกระเทือนถึงท่านแหละ บิณฑบาตได้มานิดหน่อยจัดใส่ปั๊บจับยัดเข้าในต้นเสา ออกจากนี้ก็จัดบาตรท่าน อยู่อย่างนั้นตลอด ไม่เคยบอกใคร พระทั้งวัดพูดจริงๆ มีเราองค์เดียวทำอยู่อย่างนั้นตลอด ท่านรู้หมด นั่นเห็นไหมล่ะ นอกนั้นไม่มีใครทำ มีเราองค์เดียวทำอยู่ในนั้น

สำหรับพระเณรกลัวมากอยู่นะกลัวเรา กลัวรองพ่อแม่ครูจารย์มั่นลงมา เพราะมาทะลึ่งเราไม่ได้ มองดูกิริยามันก็เหมือนเสือโคร่งแล้วจะมาทะลึ่งได้ยังไงใช่ไหม กิริยาปั๊บๆ ตลอดเวลากับเพื่อนกับฝูง จะมาทะลึ่งเราได้ยังไง มองดูกิริยาก็รู้แล้ว พอมองเห็นพระเณรนี้หลบระนาวไปเลย เราไปที่ไหนพระเณรนี้หลบเลย เพราะเอาจริงเอาจังทุกอย่างไม่ใช่ธรรมดา เวลาอยู่กับท่านฉันจังหันก็ได้เท่านั้น ไม่เอามากกว่านั้น ฉันก็ไม่ให้อิ่ม ท่านก็ดูอยู่ทุกระยะๆ ใครจะทำยังไงก็ตามเราไม่สนใจกับใคร เราทำเฉพาะเรา ท่านรู้จนได้ๆ  คิดดูซิเอาของมาใส่บาตรเรามีที่ไหนล่ะ ไม่ใช่คุยนะ เราทำของเราอยู่อย่างนี้ บทเวลาท่านจะทำ ก็ของอยู่ในบาตรท่านนั่นแหละ เราเป็นคนจัดให้เองในบาตร เสร็จเรียบร้อยแล้วท่านเลือกเอาแต่ของดีๆ มา

นั่งจวนจะฉันแล้ว ท่านเอาเวลาจนตรอกนะ เวลานั่งทำความสงบเรียบร้อย ท่านจัดของท่านอยู่ในนั้นแล้ว ปุ๊บปั๊บมานี้เลยข้างๆ นี่ๆ ศรัทธามาสายๆ ท่านว่างั้น แล้วเปิดบาตรด้วยนะ ท่านจับบาตรเปิดปุ๊บปั๊บใส่เลย เราก็นั่งทำเป็นหัวตออยู่นั้นเฉย ถ้าเป็นพ่อแม่ครูจารย์นี้หมอบเลย ฉันให้ท่านนะเพราะความเคารพ ท่านจอมปราชญ์ เราจอมโง่ ไม่เชื่อจอมปราชญ์จะเชื่อใคร ท่านทำอย่างนั้นเราก็ฉันให้ นานๆ ท่านมาทำทีหนึ่ง ท่านไม่ทำบ่อยนักละ นี่ท่านก็ทำ อย่างนั้นละกับเรา เพราะท่านรู้ ในวงคณะท่านดูหมดนี่เป็นยังไงต่อยังไง บิณฑบาตได้มาเท่าไรเท่านั้น ไม่ให้อิ่มนะ เพียงเท่านั้นพอ ถ้าหากว่าจะอด อดนี่มันต้องทุ่มกำลังลงความเพียรซิ ทีนี้เกี่ยวข้องกับหมู่กับเพื่อน อดอาหารไม่คุ้มค่ากัน ก็ต้องฉัน ฉันเพียงเท่านั้นแหละ ไม่เคยอดอยู่กับท่าน แต่ออกไปแล้วผึงเลยเชียว

ท่านรู้หมดเรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้นการไปเที่ยวที่ไหนถ้าว่าไปองค์เดียวนั้นท่านขึ้นทันทีเลย เออ ท่านมหาไปองค์เดียวนะ ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ เป็นอย่างนั้นตลอด ถ้าว่าเราไปองค์เดียวเท่านั้นผางขึ้นเลยเทียว ชี้เลยเทียว ส่ายมือ ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ เอาอย่างเด็ดเสียด้วย ให้ท่านไปองค์เดียวท่านมหา เพราะท่านรู้ความตั้งใจของเรา กลับลงมานี้มีแต่หนังห่อกระดูก ท่านดูทุกระยะนี่ ท่านคงจะว่าเดนตายมันถึงมาหาเรา มาทีไรเป็นอย่างนั้นทุกที ท่านก็ดูอยู่นี่ รู้อยู่ เวลาอยู่กับหมู่กับเพื่อนท่านก็สงสาร คือธรรมดาท่านไม่อยากให้ไปเที่ยว อยู่กับหมู่คณะคอยดูแลพระเณรก็สงบร่มเย็นดี เวลาเราออกไปคงจะมีระเกะระกะอยู่ในนั้น ขวางหูขวางตาท่านให้ท่านเห็นจนได้นั้นแหละ เวลาเรากลับมานี้อาจจะต่างกัน เพราะฉะนั้นอาการของท่านจึงไม่อยากให้ไปไหน

พอเรากราบเรียนปรึกษาถึงเรื่องราวหน้าที่การงานในวัดอะไรๆ ถ้าไม่มีแล้วก็อยากกราบลาพ่อแม่ครูจารย์ไปประกอบความเพียรชั่วระยะ เราบอกชั่วระยะ ท่านนิ่งเลยนะ คือเกี่ยวกับหมู่เพื่อน ถ้าเราไปแล้วเป็นอย่างนั้นๆ แน่ะ แต่ท่านก็คิดเห็นประโยชน์ส่วนใหญ่ของเรา พอเงียบๆ ท่านก็ว่า เออ จะไปก็ไป นั่น เรากราบเรียนปรึกษาเสียก่อนนะ ไม่ใช่อยู่ๆ กราบเรียนลาไปเลย ไม่เคยมีเรา ปรึกษาปรารภเรื่องการเรื่องงานเรื่องอะไรเรียบร้อยแล้วถ้าไม่มีอะไรก็คิดว่าอยากจะกราบลาไปเที่ยววิเวกประกอบความพากเพียรสักระยะหนึ่ง ท่านนิ่งเลยนะ เราดูก็รู้ อาการของท่านไม่อยากให้ไป เกี่ยวข้องกับหมู่เพื่อน แต่ท่านก็คิดเห็นประโยชน์ส่วนใหญ่ของเรา

สุดท้ายท่านก็ลงใจ เออ จะไปก็ไปได้ ไม่ได้ว่าในเวลานั้นนะ หลังๆ นู่นท่านถึงว่า พอเรากราบเรียนให้ท่านทราบแล้วท่านก็นิ่งเฉยท่านจะว่าอะไรก็แล้วแต่ ถ้าท่านไม่พูดอะไรเราก็ไปไม่ได้ ไม่ไป แล้วท่านก็แย็บออกมา เออ ท่านมหาอยากจะไปวิเวกประกอบความเพียรก็ไปได้ จากนั้นก็ต่อเงื่อนละที่นี่ แล้วจะไปทางไหนท่านถามนะ ถามทุกครั้งว่าจะไปทางไหน ไปกี่องค์ คราวนี้ว่าจะไปทางนั้นๆ เอ้อ ดี ท่านเที่ยวหมดแล้ว เอ้อ ทางนั้นดีนะ แล้วจะไปกี่องค์ ไปองค์เดียว ท่านผึงทันทีเลย เออ ท่านมหาไปองค์เดียว ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ เพราะท่านเห็นอาการของเราทุกอย่างแล้วนี่ กลับมาหาท่านมีแต่หนังห่อกระดูก มาธรรมดานี้ไม่เคยมีว่างั้นเถอะน่ะ เดนตายลงมานั่นละ มาจากป่าจากเขา

ท่านดูอยู่ทุกระยะ บางทีถึงร้องโก้กเลยก็มี ท่านร้องเองนะ คือพอเรามากราบท่านตัวนี้เหลืองเหมือนทาขมิ้นหมดทั้งตัว มันคงดีซ่านท่า พอกราบเท่านั้นท่านก็ เฮ้ย ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ เราก็นิ่งคอยฟัง เหยี่ยวกับนก คอยฟัง จะไปตอบง่ายๆ ไม่ได้นะ สักเดี๋ยวท่านกลัวเราจะใจอ่อนเปียก มันต้องอย่างนี้จึงเรียกว่านักรบ นั่นเห็นไหมท่านกลัวเราอ่อนเปียก มันต้องอย่างนี้จึงเรียกว่านักรบ ท่านเลยไม่ถามว่าเป็นโรคอะไรๆ เหลืองหมดทั้งตัวนะ ก็เพราะการทรมานเจ้าของ ทรมานร่างกายนี่ทรมานหนักมากอยู่นะ คือร่างกายเวลามีกำลังมากมันทับ การภาวนาไม่สะดวก พอกดร่างกายลง กำลังความพากเพียรก็หนุนขึ้นๆ ธรรมะก็ค่อยปรากฏขึ้น ถ้าส่งเสริมทางร่างกายธรรมะก็หมอบ จึงต้องได้อาศัยเรื่องการฝึกอยู่ตลอดเวลา ฝึกๆ อยู่อย่างนั้น

เรื่องการประกอบความพากเพียรเราทำอย่างนั้นมา มาอยู่กับหมู่กับเพื่อนก็ทำอย่างนั้น คิดดูอย่างอยู่หนองผือนี่ใครมาทะลึ่งเราได้ไม่มี พระนี่กลัวมากทีเดียว มองเห็นเรานี้ พวกพระพวกเณรนี้หลบๆ กลัว มันเหมือนเสือโคร่งตัวหนึ่ง ไปที่ไหนพับๆ เดี๋ยวจี้แล้ว เป็นอย่างนั้นนะ เดี๋ยวจี้แล้ว ใครจะไม่กลัวเมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างของได้มาเราไม่เคยเกี่ยวนี้อันหนึ่ง เหมือนว่าเป็นการเพิ่มอำนาจในตัว ก็เราไปเป็นธรรมอยู่เป็นธรรม เราไม่ได้หวังอะไรทั้งนั้น แม้ที่สุดพ่อแม่ครูจารย์โปะเอามาให้อย่างนี้ ท่านเห็นว่าเราไม่เอาอะไรเลย ท่านก็รวบรวมของไว้บางที ประกาศกับพระ ของเหล่านี้ใครอย่ามายุ่ง ขนาดนั้นนะ ถ้าท่านมหาไม่มาเอาเสียก่อน ใครมายุ่งไม่ได้ ท่านรวบรวมไว้หมด อย่างนั้นนะกับเรา

เอ้า จะเอาอะไรเอา เลือกเอากองอยู่นี่ ไปเอา จะเอาอะไร ท่านว่าของท่านเอง เราก็เฉย นี่เอา จะเอาอะไรเอา พวกไตรจีวร พวกผ้าขาว พวกอะไรๆ นั้นแหละเครื่องบริขาร แต่ก่อนผ้าหายาก ไม่เหมือนทุกวันนี้ เราก็ไม่เคยเอาอะไร ท่านมอบให้แจกบริขารเวลาเขามาทอดผ้าป่า เราเป็นคนจัดแจกให้เรียบหมด แต่เราไม่เคยแตะ ไม่เอา ครั้นพอเราไปแล้ว ท่านว่า ท่านมหาเอาอะไรล่ะ ว่าท่านไม่เอาอะไร หือ ท่านไม่เอาอะไร ท่านมหาก็เป็นเรื่องท่านมหา เรื่องเราก็เป็นเรื่องเรา มันทำไมโง่นักพระเหล่านี้น่ะ เอาแล้วนะทีนี้ ท่านไม่เอาเราจะพิจารณายังไงอีกแง่หนึ่งของเรา มันไม่มีหรือปัญญาน่ะ นู่นเห็นไหมล่ะ นั่นละเหตุเกิดแล้ว

พอจากนั้นมาของมาอะไรท่านรวมไว้หมด ใครอย่ามาแตะ ถ้าท่านมหาไม่มาเอาเสียก่อนใครแตะไม่ได้ อู๋ย เอาใหญ่ เป็นอย่างนั้นละ นี่เราอยู่กับท่านอย่างนั้นตลอดมา ไม่ได้ยอ เพราะเราไปมุ่งธรรมล้วนๆ เราไม่มุ่งอะไรทั้งหมด จีวรก็มีผ้าไตรจีวรเท่านั้น ไม่มีมากกว่านั้น กับผ้าอาบน้ำ หน้าหนาวหน้าร้อนไม่มีผ้าห่ม ไม่เอา จนกระทั่งท่านเอาผ้าห่มไปบังสุกุลให้เรา ฟังซิน่ะ เราสืบถามดูท่านเคยทำที่ไหน ว่าไม่เคย ไม่เคยทำที่ไหน แน่ะก็อย่างนั้น ผ้าห่มก็เป็นผ้าห่มของท่านห่มอยู่ทุกวัน ก็เราดูแลเราตากเราเก็บเราพับอะไรเรียบร้อยทุกวันอยู่ตลอดเวลา ท่านเอาผ้าผืนนั้นมาบังสุกุลให้เรากลางที่นอน กลางเสื่อ วางไว้ เราไปดู อ้าว ใครเอาผ้ามาบังสุกุลนะ ไปดู โอ๋ย ผ้าผืนนี้เป็นผ้าพ่อแม่ครูจารย์ ถ้าจะเอาผืนใหม่ก็กลัวเราไม่ใช้ เลยต้องเอาผ้าที่ท่านห่มแล้วมา ก็อย่างนั้นละ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็ห่มให้อยู่ในวัดนั่นแหละ พอออกไปแล้วก็หายเลย นี่เป็นปรกติ เราดัดขนาดนั้น

บางคืนนอนไม่หลับ เอ้า ไม่หลับเป็นไม่หลับ ที่จะให้เอาผ้าห่มมาคลุมมาหุ้มมาห่อไม่มีเลย มีผ้าสามผืนเท่านี้ให้เท่านั้น จะเป็นก็เป็น ตายก็ตาย บางคืนนอนไม่หลับตลอดรุ่ง มี มันหนาวมากๆ นอนไม่หลับเลย เอ้า ไม่หลับก็ไม่หลับ แต่ที่จะให้หาผ้าห่มใหญ่มาไม่มี อยู่อย่างนั้น ท่านตามรู้หมดๆ เราทำอะไร นี่พูดถึงเกี่ยวกับพ่อแม่ครูจารย์มั่น เราเกี่ยวกับหมู่กับคณะได้ยุ่ง เวลาอยู่กับท่านแหม ไม่ใช่เล่นๆ นะ ทุกข์มากที่สุดเลย คอยสอดคอยส่องดูแลพระเณร เพื่อความสะดวกสบายของท่าน ไม่ให้มีอะไรกระทบกระเทือนท่าน เพราะพวกเรามาเอง มาแล้วอย่าให้ระเกะระกะขวางหูขวางตาท่าน ทีนี้เราก็ต้องสอดส่องตลอด

เวลาเราจะลาท่านไปเที่ยวรู้สึกอาการของท่านแปลกๆ อยู่ทุกครั้งนะ แต่ท่านก็จำต้องให้ไป เพราะเห็นประโยชน์ส่วนใหญ่ของเรา เวลาลาทีแรกนิ่งเลย เฉยเลย เรากราบเรียนแล้วก็แล้วแต่ท่านจะพิจารณายังไง ท่านจะแย็บออกมาเอง สักเดี๋ยวได้โอกาสท่านก็แย็บออกมา เออ ที่อยากจะไปเที่ยวนั้นก็ไปได้ ท่านว่าอย่างนั้นนะ ถ้าท่านไม่พูดอย่างนั้นเราไปไม่ได้นะ ขนาดนั้นละพ่อแม่ครูจารย์มั่น แล้วเราเคารพท่านอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่มีที่จะพรวดพราดไปเลย ลาเลยไปเลยไม่มี ต้องปรึกษาหารือเรียบร้อยแล้วค่อยไปๆ เพราะจอมปราชญ์ของเล่นเมื่อไร

เวลาเราจะไปที่ไหนๆ เราต้องบอกพระที่ตามใกล้ชิดท่านให้ระวังทุกอย่าง ท่านจะพูดมีเล่ห์มีเหลี่ยมทดลองสติปัญญาของพวกเรานะ บอก ท่านพูดอะไรจะไปตอบง่ายๆ ไม่ได้นะ บอกขนาดนั้นนะ ให้ฟังให้ดี หากว่าท่านจะให้ตอบจริงๆ ท่านจะย้ำเข้ามาอีก หือๆ เข้ามาแล้ว เออทีนี้ตอบเสีย ควรจะตอบมากน้อยก็ตอบเสีย ถ้าท่านถามธรรมดาอย่าตอบนะ ไม่ได้นะ สอนไว้หมดก่อนที่เราจะไปไหน อยู่กับท่านก็ฟังพอแล้วนี่

มีขบขันอันหนึ่งนะ ขบขันมาก ไอ้เรามันก็ดื้อแบบหนึ่ง คือดื้อแบบตลกแบบเล่นนั่นแหละ นิสัยอันนี้มันมี เราเดินตามหลังท่านไป ไอ้หมูสองตัวมันน่ารักเสียด้วย ตัวเท่ากระโถนนี่ กำลังน่ารัก เขาขุดดิน ท่านเดินไป เขาขุดดินอยู่ข้างๆ ขุดหัวหญ้าแห้วหมูกิน ท่านไป นี่เห็นไหม ว่าอย่างนั้นนะ มีอยู่นั้นละอุบายสอนเรามีตลอด ท่านพูดไปเฉยๆ ท่านไม่มีกิริยาอะไร นี่ที่มันขบขันมาก นี่เห็นไหมหมูสองตัวนี้เขามีจอบมีเสียมที่ไหน เขามีแต่จมูกเขาขุดกินๆ เห็นไหมนั่น พวกเราหาจอบหาเสียมจะเป็นจะตาย ท่านพูดของท่านสบายนะ ท่านพูดแบบสบายเลย เราก็ฟังตามหลัง นี่เขามีแต่จมูกเขาขุดกินไปอย่างสบายๆ เห็นไหม พวกเราหาจอบหาเสียมจะเป็นจะตายมาขุด เขาไม่ต้องหา ดูซิหมูสองตัวนี่

ลูกหมูกำลังน่ารัก พอท่านเดินผ่านไป มันจะเก่งขนาดไหนหมูสองตัวนี่ เรานึกในใจของเรานะ หมูสองตัวนี่มันจะเก่งขนาดไหนมาเหยียบหัวคนได้ หมูนี่มันของเล่นเมื่อไร เขาไม่ต้องหาจอบหาเสียมเขาขุดกินได้อย่างสบาย มนุษย์เราหาจอบหาเสียมแทบเป็นแทบตาย สู้หมูไม่ได้ ท่านว่า ทีนี้เราก็แก้ลำอยู่ลึกๆ นั่นละเราแก้แบบตลกของเรา พอเดินฉากไป มันจะเก่งขนาดไหนหมูสองตัวนี่ พอเดินผ่านเราก็เอาปลายเท้าสอดไปนี้ เขาก็กี๊กขึ้นเขาตื่นฝ่าเท้าเราที่แหย่ออกไป เขาก็โดดทั้งสองตัวหงายท้องขึ้นฟ้า เขาขุดหัวหญ้าแห้วหมูนั่นละ เขาเก่งกว่าคน ทีนี้เวลาคนสอดเท้าไปเขาโดดตกลงทั้งสองตัว อ้าวใครไปทำหมู อยู่ดีๆ ทำไมร้องกี๊ก เราก็เฉยไม่ตอบ เราทดลองวิชาเขามันเก่งกว่ามนุษย์น่ะเรานึกในใจ

ท่านแล้วไปแล้วนะ แต่เราไม่แล้ว ทีนี้พอไปถึงที่เขาทำเป็นที่ๆ ไว้ให้พรก่อนจะกลับมา เขารวมใส่บาตรเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะนั่งให้พรแล้วก็มา พอไปถึงนั้นแล้วเราให้พรไม่ได้เลย ไอ้หมูสองตัวนั่นทำให้เราให้พรไม่ได้ ท่านก็เลยสัพพี ติโย องค์เดียวไปเรื่อย วันนั้นสองหนนะเราก็ไม่ลืม มันขบขันจริงๆ นี่ พอไปสุดท้ายแล้วกลับมาอีกบ้านสุดท้าย นี่ก็เป็นคณะหนึ่งจะให้พรเขา พอรับบาตรเสร็จเรียบร้อยแล้วกำลังเริ่มนั่งจะให้พร ไอ้หมูสองตัวกำลังน่ารักนั่นแหละมันหยอกหรือมันกัดกันก็ไม่รู้ ตัวนี้เอานี้งัดอีกตัวตกเข้าไปในกอไผ่ ตกเข้าไปในกอไผ่แล้วยังงัดเรื่อยอยู่ ตัวนั้นร้องกี๊กๆ ตัวนี้ยังงัดตลอด ท่านพูดน่าขบขันนะ คือท่านพูดท่านไม่มีอะไร แต่เรามันเป็นบ้าน่ะซี

คือหมูเขาทะเลาะกันกัดกัน หมูตัวนี้งัดหมูตัวนั้นเข้าไปในหนาม ร้องกี๊กๆ ทางนี้ยังงัดตลอด ทีนี้ท่านก็เลยพูด โอ๊ ไอ้นี่ก็ยังไงไม่รู้จักแพ้จักชนะ มันขบขันตรงนี้นะท่านพูด ท่านพูดเฉยนะท่านไม่มีอะไร เราเลยจะตาย มันไม่รู้จักแพ้จักชนะ เขายอมแล้วร้องกี๊กๆ มันยังดันอยู่ นักมวยเขายังรู้จักแพ้จักชนะ ไอ้นี่ไม่รู้จักแพ้จักชนะ งัดตลอดๆ เราเลยจะตาย ทีนี้พอท่านเริ่มให้พร ท่านยถา...พอถึงสัพพีเรารับไม่ได้ ท่านก็สัพพีไปเรื่อย พอออกมาพ้นจากบ้านมาแล้ว พระเณรก็ไปกันหมดแหละ เพราะเราเป็นคนตามหลังท่านสององค์เท่านั้น ท่านจะพูดอะไรก็คอยฟังไป พอออกมาแล้วท่านก็ว่า ไหนท่านมหา ให้พรสองหนทำไมไม่รับพร ทำอะไรอยู่ โอ๊ย มันอดขบขันไม่ได้ไอ้หมูสองตัวนั่น ฮึ ประสาหมู ไอ้เรายิ่งเพิ่มเข้าอีก เรายิ่งจะตาย ประสาหมู ท่านว่า เราเลยจะตาย

นั่นละสองหนให้พรไม่ได้เลย ก็เป็นเรื่องของท่านนั่นละเป็นผู้ทำเอง ท่านว่าหมูเก่ง เราก็เลยลองความเก่ง เอาเท้าสอดเข้าไป เขาตื่นฝ่าเท้าเขาโดดตกลงคลอง คือดินเขาเอามาพูนถนน มันเป็นคลองอยู่นั้น พอเราสอดเท้าเข้าไป เขากี๊กขึ้นโดดตกลงไปในคลอง ท่านถามเราก็เฉย เวลาไปให้พรให้ไม่ได้เลย เวลาขากลับมาอีกไอ้สองตัวมันกรรมเวรอะไรก็ไม่รู้มากัดกันอีก งัดกันใส่ในกอไผ่หนาม ร้องกี๊กๆ ตัวนี้ยังงัดตลอด ท่านเลยว่า ไอ้นี่ไม่รู้จักแพ้จักชนะ ตั้งแต่นักมวยเขาแพ้เขายังรู้ว่าแพ้ ไอ้นี่งัดตลอด ไม่รู้จักแพ้จักชนะ ท่านก็ว่าเท่านั้นแหละ เรามันจะตายละซี นี่ละกลับออกมาท่านจึงมาถาม ว่าไงท่านมหา ให้พรสองหนสามหนเงียบเลยเป็นยังไง โอ๊ย มันอดขบขันหมูสองตัวไม่ได้ ฮึ ประสาหมู แล้วท่านก็เดินของท่านไป เราไม่ลืมนะ อย่างนั้นละนิสัยของท่านไม่มีอะไร เรียบตลอด แต่เรามันจะตาย เอาละพูดเท่านั้นละวันนี้ไม่พูดมาก สุดท้ายลงหมูสองตัวนะ สองตัวนี้กับสองตัวนี้ สองตัวนี้เขาขุดเก่ง คนสู้ไม่ได้ ไอ้สองตัวนี้ไม่รู้จักแพ้จักชนะ เอาละที่นี่นะ พอ

โฮ้ หัวเราะแทบเป็นแทบตายไอ้หมูสองตัวนั่นน่ะ หมูคู่นั้นกับหมูคู่นี้ ตัวเท่ากันละ น่ารักเหมือนกัน ท่านพูดเฉยนะ เราผู้ฟังมันจะตายมันขบขัน นี่เห็นไหมล่ะ หมูสองตัวนี่เขาขุดกินสบายๆ เขาไม่ต้องหาจอบหาเสียมเหมือนเรา เขาไปไหนเขาไปสบายขุดกินเลย ไอ้เราหาจอบหาเสียมแทบล้มแทบตาย สู้หมูไม่ได้ ท่านพูดเหล่านี้ท่านมีแง่อันหนึ่งสอนเขาข้างหลัง เข้าใจไหม คนทั้งหลายไม่รู้เรื่องนะ เพราะฉะนั้นเราจึงได้บอกพระ ท่านพูดอะไรอย่าไปตอบนะ ให้ฟังให้ดี อุบายวิธีการต่างๆ นี้ท่านจะออกมาเป็นแง่ธรรมะๆ ทั้งนั้นๆ เราบอกตลอดบอกพระ ท่านพูดถึงเรื่องหมู ความฉลาดของเขา ท่านก็รู้อยู่แล้วประสาหมูประสาคนท่านก็รู้อยู่ แต่ท่านหาอุบายสอนคน สอนคนคนแบบเราละซี ก็ต้องทดลองความฉลาดของหมูละซี บทเวลาหมูได้ตกคลองไม่เห็นฉลาดวะ

ท่านเป็นอย่างนั้นละนิสัยพ่อแม่ครูจารย์มั่น อู๊ย จับไม่ได้นะ ไม่มี เท่าที่เราคบค้าสมาคมกับครูบาอาจารย์ทั้งหลายมานี้เรายกท่านเป็นเอกเลย กิริยาอาการทุกอย่างจับไม่ได้เลย พูดแบบเฉยเลย ไอ้เราจะตายนั่นซีผู้ตามหลัง นี่ละพ่อแม่ครูจารย์ จึงว่าปรมาจารย์ชั้นเอกอุเลย ทุกอย่างเรียบหมดหาที่ผิดพลาดไม่ได้ เอาละให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก