เป็นบ้ากันหายหรือยัง
วันที่ 14 มีนาคม 2548 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

เป็นบ้ากันหายหรือยัง

 

         (คณะศิษย์ถวายปัจจัยสมทบตั้งสถานีวิทยุรวมเป็นเงิน ๑๐๒,๒๔๕ บาท) พอใจ สาธุ สถานีวิทยุ เวลานี้วิทยุกำลังกระจายจะตั้งที่นั่นจะตั้งที่นี่ ตั้งที่ไหนๆ คนนั้นมีเงินเท่านั้นจะตั้งวิทยุ ขาดเท่านั้นเท่านี้ก็มาหาหลวงตานี้แหละ แยกโน้นแยกนี้ เราก็เห็นแก่หัวใจประชาชนถึงได้อุตส่าห์พยายาม เรื่องธรรมเป็นสิ่งสำคัญมากทีเดียว เราถึงอุตส่าห์พยายามเกี่ยวกับสถานีวิทยุ วิทยุก็เสียงธรรมเข้าสู่ใจ ใจเมื่อได้รับอรรถรับธรรมเหมือนกับน้ำดับไฟ ยุบลงฮวบๆ นะ ไฟกิเลสตัณหามันแสดง ธรรมะนี่เป็นน้ำดับไฟ สาดลงไปนี้ก็ยุบลงๆ ด้วยเหตุนี้วิทยุจึงเป็นของสำคัญมากทีเดียว นี่ละที่เราได้อุตส่าห์ มีเท่าไรก็ตะเกียกตะกายออกอย่างนี้ ต่างท่านต่างมาบริจาครวมเข้าวิทยุ วิทยุเป็นเสียงธรรมแล้วเข้าสู่จิตใจ จิตใจเบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใส อยู่ด้วยกันก็ผาสุกเย็นใจตายใจกันได้

ตายไปแล้วก็ไม่ต้องถามเลยว่าจะไปไหน คือมันแน่อยู่ในหัวใจ อำนาจแห่งบุญแห่งกุศลเป็นอย่างนั้น เรื่องธรรมจึงเป็นของสำคัญมากทีเดียว เราจึงได้อุตส่าห์พยายาม ทางไหนๆ ขอมาแหละเรื่องวิทยุ ขอมาๆ เรื่องธรรมเป็นของเล่นเมื่อไร แต่พวกสัตว์โลกทั้งหลายเห็นเป็นของเล่น เป็นของจริงจังแต่เรื่องกิเลส ถึงได้เดือดร้อนกันตลอดมา ธรรมเห็นเป็นของไม่จำเป็น เหมือนเป็นของเล่นของอะไรไป ไม่นานแหละดูจะกระจายทั่วประเทศไทยวิทยุนี่ เวลานี้กำลังกระจายออกๆ กว้างขวางออกไป ทางโน้นจะตั้ง ทางนี้จะตั้ง จังหวัดนั้นจะตั้ง จังหวัดนี้จะตั้งเรื่อยไปแหละ ก็คงจะได้ยินข่าวจากกันและกัน ผู้ที่ได้ยินแล้วก็เล่าให้กันฟัง แล้วก็สนใจที่จะตั้งสถานีวิทยุ

เราพยายามสอนโลกสอนทั่วประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยเรา ธรรมเราออกทั่วประเทศเลยแหละ ออกด้วยความแน่ใจๆ ทุกอย่างเลย เรื่องจิตใจนี้ไขว่คว้ามากทีเดียวนะ เคยพูดให้ฟังแล้วว่า เหมือนสัตว์ตกน้ำในมหาสมุทรทะเลหลวง มองดูที่ไหนว่ายน้ำป๋อมแป๋มๆ  หาฝั่งหาฝาที่จะเกาะจะยึดเพื่อบรรเทาและพ้นภัยไม่มี นี่ที่สำคัญมาก จิตใจมันไขว่คว้าอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทรทะเลหลวง มหาสมมุติมหานิยม มันไขว่คว้าเพราะไม่มีหลักยึด อันนั้นก็ดี อันนี้ก็ดี ยึดตรงไหนก็พังๆ มีธรรมเท่านั้นยึดได้ เกาะติดปั๊บไปได้เลยๆ เป็นอย่างนั้นนะ

เราจึงได้อุตส่าห์พยายาม มีเท่าไรๆ ทุ่มลงเพื่อธรรมเข้าสู่หัวใจคน นอกนั้นเราพูดจริงๆ เราไม่ได้เห็นสำคัญอะไรในโลกอันนี้ มันสำคัญอยู่ที่ใจอย่างเดียว คือประมวลเข้ามาแล้วมาอยู่ที่ใจดวงเดียว โลกนี้ทุกข์แสนทุกข์ ทุกข์ที่ไหนว่างั้นเลย ถามเข้าไปหา ลงที่ใจดวงเดียว โลกนี้ทุกข์ที่ใจของสัตว์ๆ แต่ละดวงๆ และตรงกันข้ามสุขที่ใจของสัตว์ บรมสุขที่ใจของผู้พ้นทุกข์ นั่น มีอยู่ที่หัวใจเท่านั้น พิจารณาหมดแล้ว แต่นี้สัตว์โลกทั้งหลายหาที่ยึดที่เกาะไม่ได้ มีแต่ไขว่คว้าๆ หวังตลอดเวลา จนกระทั่งวันตายความหวังยังหวัง แต่ก็ผิดหวังไปเสียๆ เพราะเราไม่ได้สร้างความสมหวังไว้

เมื่อมีธรรมเรียกว่าตายตัวเลย แน่นอนเลย เกาะติดปั๊บๆ ถ้าไม่มีธรรม อะไรมาช่วยไม่ได้โลกอันนี้ ช่วยใจดวงนี้ ไม่มีอะไรช่วยได้ในโลกนี้ สิ่งที่โลกทั้งหลายต่างคนต่างไขว่คว้าหามา คนนั้นได้เท่านั้น คนนี้ได้เท่านี้ จนกระทั่งถึงเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งอันดับสองไปโดยลำดับทั่วโลก พวกเศรษฐีๆ เศรษฐีเหล่านี้ก็เศรษฐีอารมณ์ เศรษฐีเงินก็ไอ้หลังลายนั่น ถ้าเอาไปใช้ในทางผิดๆ ก็พาเจ้าของจม นั่น ถ้าใช้ในทางที่ถูกเอามาทำประโยชน์ ไอ้หลังลายก็กลายเป็นคุณสมบัติเทิดทูนหัวใจผู้เป็นเจ้าของให้ได้รับความสุขความเจริญ และพ้นทุกข์ไปได้เพราะสมบัติเหล่านี้ที่นำมาทำประโยชน์หนุนเรา ถ้าต่างคนต่างเพลินไปเฉยๆ  อันนั้นดีอย่างนั้น อันนี้ดีอย่างนี้ อย่างตื่นกัน

เศรษฐีโลกอันดับหนึ่ง อันดับสอง อันดับสาม ลมๆ แล้งๆ ไปอย่างนั้น เศรษฐีอะไรมีแต่ลมปาก ที่ว่าเป็นเศรษฐีเงินจำนวนเท่านั้นเท่านี้ก็ไอ้หลังลาย ถ้าใครฉลาดไอ้หลังลายนี้เป็นคุณ ถ้าโง่เสียอย่างเดียวไอ้หลังลายนี้ละเป็นตัวมหาภัยต่อเจ้าของ เจ้าของมีทรัพย์สมบัติมากเท่าไรมหาภัยเต็มตัวเลย เท่ากับมหาภัยเท่านั้นแหละ มันแยกกันอย่างนี้ อยู่ที่ใจนะไม่อยู่ที่อื่น ขอให้พูดชัดๆ เต็มหัวใจเถอะ ท่านทั้งหลายอย่างเป็นบ้ากับสิ่งเหล่านี้นักนะ พูดให้ชัดๆ อย่างนี้ภาษาธรรม มันได้เห็นสิ่งเหล่านี้เป็นของประเสริฐที่ไหน เป็นเครื่องหนุนๆ ถ้าเราเอามาทำทางดี สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเครื่องหนุน ถ้าเอามาทำทางผิด สิ่งเหล่านี้เป็นมหาภัยต่อตนเอง นี่เราพิจารณาหมดแล้ว สุดท้ายหนุนใจให้พ้นจากทุกข์ ล้วนแล้วแต่สิ่งที่เรานำมาเป็นคุณต่อเราคือการสร้างความดี การทำบุญให้ทานประเภทต่างๆ นี่ละหนุนเข้ามาๆ พาให้พ้นจากทุกข์

มีแต่กอดกันไว้ กุมกันไว้ นับข้อมือ มีเงินเท่านั้นเท่านี้ มีแต่ข้อมือ พอลมหายใจขาดข้อมือก็พังไปด้วยกัน จะมาว่าอะไรสมบัติจำนวนมากน้อยมีความหมายอะไร มันอยู่กับที่หัวใจ หัวใจที่เป็นเจ้าของถ้าโง่ก็พาจม สมบัติเหล่านี้ละช่วยให้จมไปเลย ถ้าฉลาดสมบัติเหล่านี้ก็หนุนให้ขึ้นไป ขอให้พากันคิดให้ดี

ธรรมที่นำมาสอนอยู่ทุกวันนี้ เราสอนด้วยความมั่นใจแน่ใจตลอด เราสอนโลกในธรรมทุกขั้น เราไม่เคยสงสัยอะไรเลย เต็มอยู่ในหัวใจนี้หมด ถอดออกมาจากของแท้ของจริง ใครจะว่าเราบ้าให้ว่าไป บ้าแบบนี้เราก็จะบ้าของเราไปเรื่อยๆ บ้าแบบเมตตาจนไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัว ปล่อยวางหมดแล้วยังไม่แล้ว ได้อะไรมาอีกเอาอีก จนไม่มีอะไรเหลือ เดี๋ยวนี้ติดหนี้เขานะ ระยะนี้เรียกว่าจนที่สุด หลวงตาจนที่สุดในระยะนี้จนมาก ทางโน้นมาขอทางนี้มาขอ ไม่ทราบจะแยกแยะให้ทางไหนๆ บ้าง เลยสุดท้ายเจ้าของก็เลยจะตาย ผู้มาขอมันก็จะตายเหมือนกันนั่นแหละ ไม่ใช่ตายแต่ผู้ให้นะ ผู้มาขอมันก็จะตาย มันไม่ได้กินได้ใช้ก็ตายแหละ ผู้ให้ให้หมดเนื้อหมดตัวแล้ว หมดทั้งร่างกายทิ้งปั๊วะไปเลย นั่น ตายเหมือนกัน

ขอให้ท่านทั้งหลายฟังให้ดี พูดชัดๆ เราพูดอย่างอาจหาญ ธรรมของพระพุทธเจ้าเต็มหัวใจเวลานี้นะ นี้จวนจะตายแล้ว สอนท่านทั้งหลายให้รู้เนื้อรู้ตัว ให้ยึดให้เกาะความดีนะธรรม นอกนั้นไม่มีที่เกาะ อาศัยเป็นชั่วระยะๆ ก็พังไป เขาไม่พังเราก็พัง ได้มาหายไปๆ ได้มาเท่าไรก็เสียไปเท่านั้นไม่มีอะไรได้แหละ ส่วนบาปกับบุญนี้ติดหัวใจ ระวังให้ดีบาป อย่าพากันเพลิดเพลินจนลืมเนื้อลืมตัวใช้ไม่ได้นะ ใจเป็นของสำคัญ ขอให้ได้ธรรมอบรมใจ ใจจะเป็นความรอบคอบรักษาตัวได้ดี ถ้าใจเอากิเลสตัณหาเข้ามาพอกพูนนี้พาจมตลอด จมด้วยความเพลินของเจ้าของนั้นแหละพาให้จมไม่ใช่อะไร

นี่จวนจะตายเท่าไรยิ่งห่วงโลก เราไม่สนใจใครที่จะมาว่าแบบไหนๆ โจมตีเรา เราไม่เคยสนใจกับโลกสมมุตินี้ เราสอนโลกสมมุติด้วยน้ำดับไฟๆ ตลอดมา เราไม่เคยเป็นภัยต่อผู้ใด หัวใจเราสิ้นสุดไปแล้วเรื่องภัยเรื่องอะไรๆ ไม่มี หมดโดยสิ้นเชิง เรานำธรรมะที่หมดพิษโดยสิ้นเชิงนี้ออกมาสอนโลก ใครจะฟังก็ฟังเอานะ จะตายในวันใดวันหนึ่ง อยู่ในศาลานี้ตายด้วยกันหมดไม่มีใครเหลือแหละ คนนั้นวันนั้นตาย คนนี้วันนี้ตาย หลวงตาบัวลมหายใจสิ้นเมื่อไรตายเมื่อนั้น ไม่อยู่ ใครก็เหมือนกันพอสิ้นลมหายใจแล้ว จะเอาอะไรมาสูบเข้าไปช่วยลมหายใจก็ช่วยได้เท่านั้นแหละ สุดท้ายก็หมดไม่มีเหลือ ให้เอาเสียนะความดีงาม อย่าลืมเนื้อลืมตัว

เวลานี้กิเลสตัณหากำลังเป็นคลื่นมหาภัยใหญ่โตครอบงำสัตว์โลก เป็นบ้าดิ้นกันทั่วโลกทั่วสงสาร ใครมีความสุขในโลกนี้ สามโลกธาตุนี้ เอามาวัดกับธรรมในหัวใจนี้ว่างั้นเลย เราบอกจริงๆ เราไม่มีเรื่องทุกข์ในสมมุติทั้งมวล ไม่มีในหัวใจเลย เราสอนโลกด้วยความเมตตาล้วนๆ เท่านั้นเอง เราไม่มีอะไร เรื่องธาตุขันธ์เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดา เพราะเป็นสมมุติด้วยกันมีสภาพเหมือนกันหมด ส่วนวิมุตติหลุดพ้นนั้นไม่มีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องเลย ท่านว่านิพพานเที่ยง เที่ยงที่ตรงนั้นแหละธรรมธาตุ ลงถึงนั้นแล้วจ้าไปหมดเลย ถ้าว่าแบบโลกเขาเรียกว่าสนุกดูโลกว่างั้นเถอะ ธรรมจ้าอยู่แล้ว จะดูอะไรดูธรรม ก็จ้าอยู่แล้ว ดูโลกซิที่มันมืดบอด หูหนวกตาบอดอยู่นี้ ตามีหูมีเท่าไรใจบอดเสียอย่างเดียวบอดหมด ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นพิษเป็นภัยต่อตัวเองไปหมดถ้าใจเป็นภัยอย่างเดียว ถ้าใจเป็นคุณสิ่งเหล่านี้ก็มาเป็นเครื่องส่งเสริมให้เป็นประโยชน์ต่อไป ให้พากันตั้งอกตั้งใจนะ อย่าลืมเนื้อลืมตัว

ฟังอรรถฟังธรรมแล้ว ฟังให้ไปคิดนะ ธรรมเป็นของเล็กน้อยเมื่อไร นำโลกให้พ้นจากทุกข์ไปได้มากขนาดไหน กิเลสตัณหาพาใครให้พ้นจากทุกข์มีไหม ไม่เคยมี จึงอย่าพากันดีดกันดิ้นจนเกินไปนะ ลืมเนื้อลืมตัว ธรรมประกาศป้างๆ อยู่ยังไม่รู้ยังไม่สนใจฟัง ถ้าโรงลิเกละครระบำรำโป๊นั้นเป็นบ้ากันทั้งวันทั้งคืน อันนี้ที่น่าทุเรศสงสารมากนะ นี่ละคลื่นของกิเลสมันทับอย่างนี้ ไปที่ไหนๆ แม้ในวัดในวามีวัดที่ไหนทุกวันนี้ มีแต่ส้วมแต่ถานเต็มวัดเต็มวา เพราะกิเลสเข้าไปเหยียบย่ำทำลายในวัดในวาในพระในเณร พระเณรก็เลยกลายเป็นกองมูตรกองคูถ วัดก็เลยกลายเป็นส้วมเป็นถานบรรจุกองมูตรกองคูถอยู่ในนั้นหมด

เพราะพระเณรไม่ได้ปฏิบัติตามอรรถตามธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ที่ควรจะเป็นทองคำทั้งแท่งอยู่ในวัด ว่างั้นเถอะน่ะ วัดก็คือข้อวัตรปฏิบัตินั่นแหละ ดีมีขอบมีเขต วัดมีขอบเขตเพราะพระเณรผู้เป็นเจ้าของวัดมีขอบเขต ถ้าพระเณรไม่มีขอบเขตเสียอย่างเดียวเหลวไปหมด เป็นส้วมเป็นถานไปหมดนั่นแหละ เป็นที่ดินเฉยๆ ว่าเป็นวัดเป็นวา หัวใจนี่สำคัญมากนะ นี่ละเวลานี้กิเลสเหยียบเข้ามา ว่าวัดว่าวามันมีวัดที่ไหน ไปที่ไหนเห็นแต่หรูหราฟู่ฟ่าเป็นเครื่องพอกพูนของกิเลสให้ลืมเนื้อลืมตัวตลอดไปเท่านั้น หาที่จะให้รู้สึกตัวไม่มีเลย

พระพุทธเจ้าท่านสอนว่ายังไง สถานที่บำรุงความสุขให้โลกทั้งหลายได้มีความสงบเย็นใจ ผู้ผ่านพ้นไปได้ก็ผ่านพ้นไป ท่านสอนว่ายังไง ท่านอยู่ยังไงพระพุทธเจ้า ท่านอยู่ยังไง กินยังไง ใช้ยังไง กับพวกเราที่อยู่กินกันยังไงทุกวันนี้ มีแต่ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมดีดดิ้นเป็นบ้า ติดหนี้ติดสินพะรุงพะรัง มองหาคนทั้งหมดเห็นแต่หนี้เต็มตัวๆ แล้วเจ้าของยังเพลินเป็นบ้าอยู่รู้ไหม รู้แล้วยังเดี๋ยวนี้น่ะ โลกอันนี้มันมีความสุขที่ไหน หนี้สินนี่เป็นสายระโยงระยางเต็มไปหมดทั่วโลก ตั้งแต่ครอบครัวนี้ครอบครัวนั้น ติดหนี้ติดสินกันพะรุงพะรัง กระจายออกไปในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ตลอดถึงประเทศ ประเทศนั้นประเทศนี้ระโยงระยางด้วยการติดหนี้ติดสินกัน

ความติดหนี้ติดสินมันเป็นความสุขที่ไหน มันเป็นทุกข์ทั้งผู้ให้ยืมทั้งผู้ยืมไปนั่นแหละ มีแต่ความทุกข์ความเดือดร้อนเต็มบ้านเต็มเมือง ยังพากันเพลินเป็นบ้ากันอยู่เหรอ เราอยากถามว่าเป็นบ้ากันหายหรือยังเดี๋ยวนี้น่ะ เราอยากถามว่างั้นนะ โลกอันนี้มันโลกบ้าแท้ๆ นะ พูดให้ชัดเจนจากเสียงธรรมนี้ ธรรมนี้ไม่ได้บ้า เห็นหมดทุกอย่าง รู้ทุกอย่าง ปล่อยทุกอย่างแล้ว เรื่องความทุกข์ไม่มีในหัวใจดวงที่สอนอยู่เวลานี้ พูดให้ฟังให้ชัดเสียพี่น้องทั้งหลาย ยังว่าหลวงตาบัวมาเป็นพิษเป็นภัยต่อบ้านต่อเมืองอยู่หรือ หลวงตาบัวเอาน้ำมาดับไฟจนจะเป็นจะตายอยู่เวลานี้ ยังไม่รู้เนื้อรู้ตัวอยู่เหรอ จะไปรู้เมื่อไร

ดีไม่ดีหาว่าหลวงตาบัวเป็นข้าศึกต่อชาติต่อบ้านต่อเมืองต่อศาสนา ไปหมดแล้วนะเวลานี้ พวกกิเลสตัณหามันกองทัพใหญ่ อันใดที่ดีมันทำลายลงๆ อันใดที่ชั่วมันส่งเสริมขึ้นไป กำลังเป็นไฟเผาโลกเวลานี้ เพราะไม่มีธรรมในใจ จำเอานะ ถ้ามีธรรมในใจ ต่างคนต่างฟังเหตุฟังผล เชื่อถือกันยอมรับกันละซิ ตั้งแต่วงใหญ่ลงมา เช่นอย่างประเทศนี้ก็หมายถึงวงรัฐบาลลงมา ให้ฟังเสียงทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย ฟังเสียงอรรถธรรมเป็นสำคัญนะ เอาธรรมมาเป็นเครื่องก้าวเดิน อย่าเอาความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา ความทะเยอทะยานมาเป็นใหญ่เป็นโต มันจะทำลายชาติ ศาสนา ทั้งตัวเองให้ฉิบหายไปหมดไม่มีอะไรเหลือ ถ้าเอาธรรมมาบำรุงรักษาแล้วเฉลี่ยเผื่อแผ่ให้ทั่วถึง ไม่ว่าผู้ใหญ่ผู้น้อย เหมือนเราเลี้ยงลูกเราในครอบครัว ลูกมีเท่าไรพ่อแม่เลี้ยงดูได้หมด

ลูกมีกี่คนชี้มือเข้าไปหาพ่อกับแม่สองคนเท่านั้นแหละ เขาไม่ได้ชี้ไปไหนนะลูก มีกี่คนเขาชี้ไปหาพ่อหาแม่เขานั่นแหละ เพราะเลี้ยงดูเขามา อันนี้วงราชการงานเมืองก็คือพ่อคือแม่ของชาติบ้านเมือง ควรที่จะดูให้ทั่วถึง อย่าเห็นแก่ได้แก่เอา เห็นแก่อำนาจบาตรหลวงป่าๆ เถื่อนๆ ที่เอามาเผาโลกอยู่เวลานี้มีแต่อำนาจป่าเถื่อนทั้งนั้นแหละ เป็นบ้าอยู่เวลานี้ เผาโลกอยู่เวลานี้ ธรรมท่านไม่ได้เผานะ ไปที่ไหนเย็นใจไปหมด ผู้ใหญ่ผู้น้อยนับถือกัน เคารพกัน รักกัน ธรรมเป็นอย่างนั้นนะ

ถ้าใหญ่เท่าไรยิ่งเย่อหยิ่งจองหองพองตัวเหมือนอึ่งอ่างกับวัวนั่น นี้จม พวกนี้พวกจม จะเก่งไปไหนมันก็ไม่เก่ง เก่งแต่ลมปากความสำคัญเฉยๆ  หัวใจนั่นละพาสำคัญให้เจ้าของเป็นบ้า พากันจำเอานะ วันนี้พูดเพียงเท่านี้แหละ จำเอานะธรรมที่สอนนี้ เราสอนด้วยความแม่นยำทุกอย่างในหัวใจของเราไม่มีอะไรเลย ไอ้โลกที่จะมาตำหนิติเตียนอะไรเราไม่เคยสนใจ เราสนใจแต่จะทำประโยชน์ให้โลกเท่านั้นแหละ เอาละไม่ต้องเอวัง เพราะเราไม่ได้ตั้งนโม

 

ผู้กำกับ        รายงานพิเศษ หน้า 7 พิมพ์ไทยรายวัน วันอาทิตย์

 

กะเทาะแก่นปัญหาหลวงตามหาบัว – สมเด็จพระพุฒาจารย์

 

ปัญหาใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านในเมือง อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาในเวลานี้ คงไม่มีปัญหาใดที่จะสร้างความสับสนแก่สังคมได้มากมาย เท่ากับปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศ ให้เป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และยังให้มีอำนาจเป็นผู้ลงนาม “ผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช” อีกด้วย (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หน้า 2 วันที่ 20 กรกฎาคม 2547)

แทบทุกวงสังคมต่างก็จับประเด็นนี้ขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ตามสติปัญญาของแต่ละคนๆ แม้แต่ “เฒ่าจมูกบาน” ที่ชั่วชีวิตก็ยังไม่เคยได้ลิ้มรสกลิ่นสีของผ้าเหลืองก็ยังออกมาวิพากษ์วิจารณ์ สร้างความสับสนให้เกิดแก่สังคมหนักยิ่งขึ้นไปอีก

บ้านนี้เมืองนี้มิได้สิ้นไร้ไม้ตอกผู้มีสติปัญญาอันฉลาดแหลมคม เพียงแต่ผู้มีสติปัญญาเหล่านั้นกลับ “เห็นแก่ตัว” มากกว่าที่จะกล้าออกมาพูดความจริงเพื่อให้สังคมได้ทราบว่าอะไรผิดอะไรถูก จึงปล่อยให้เหตุการณ์บานปลายออกไปใหญ่โต

จนถึงต้องรบกวนต่อเบื้องพระยุคลบาท !!

สาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นนั้น “ณ. หนูแก้ว” ผู้มีปัญญาน้อย กล้าฟันธงว่าเป็นเพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์สุขของสังคมส่วนรวม ถ้าเป็นคนหัวดำๆ ก็จะใช้วิธีการเลี่ยงกฎหมาย แต่ถ้าเป็นพระหัวโล้นๆ ก็จะใช้วิธีเลี่ยงบาลี ซึ่งทั้งข้อกฎหมายและข้อบาลีทั้งสองสิ่งนี้ก็มีสิ่งที่พิสูจน์ได้ไม่ยาก

เพื่อให้เกิดความกระจ่างโดยไม่ต้องมาตีความให้ยุ่งยาก “ณ. หนูแก้ว”จะขอยกเอาข้อกฎหมายที่ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองได้นำมาใช้อย่างผิดครรลองคลองธรรม จนเกิดเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างสำนักของหลวงตามหาบัว กับ สำนักของสมเด็จพระพุฒาจารย์ กฎหมายที่ว่านี้ก็คือ มาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีบัญญัติไว้ว่า...

มาตรา 10 ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ถ้าสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการมหาเถรสมาคมที่เหลืออยู่เลือกสมเด็จพระราชาคณะรูปหนึ่งผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือไม่อาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้ สมเด็จพระสังฆราชจะได้ทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน

ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชมิได้ทรงแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนตามวรรคสาม หรือสมเด็จพระราชาคณะซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้ ให้นำความในวรรคหนึ่ง และวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศนามสมเด็จพระราชาคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตามมาตรานี้ในราชกิจจานุเบกษา

นี้คือบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับต่อกรณีนี้โดยตรง !!

ผู้มีปัญญาน้อย ขอให้คำอธิบายว่า สมเด็จพระสังฆราชพระองค์นี้ ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาโดยพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 (ฉบับเดิม) แต่เนื่องด้วยสมเด็จพระสังฆราชพระองค์นี้ทรงพระประชวรเป็นเวลานาน จะทรงปฏิบัติหน้าที่ได้หรือมิได้ตามข้อบัญญัติในมาตรา 10 วรรคสาม ก็ต้องสุดแท้แต่ความเห็นของคณะแพทย์หลวงผู้ถวายการรักษาเท่านั้น และสมเด็จพระสังฆราชก็ยังมิได้ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งให้ปฏิบัติหน้าที่แทนตามวรรคสาม ถ้าผู้ใดจะลุแก่อำนาจกระทำการลงไปก็ควรจะใช้บทบัญญัติในวรรคสี่มาใช้บังคับโดยอนุโลม

หมายความว่า หากมีข้อยุติได้ว่า สมเด็จพระสังฆราชมิทรงปฏิบัติหน้าที่ได้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ก็สามารถ “เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช” ได้โดยอัตโนมัติ เป็นการบังคับใช้โดยอนุโลมตามกฎหมาย เพียงแต่รัฐมนตรีผู้มีอำนาจทำหน้าที่ประกาศนามในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น (กฎหมายให้อำนาจไว้ตามวรรคห้า)

ทั้งนี้ก็เพราะ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เป็นสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์สูงสุด (สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้) ดังนั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ จึงดำรงตำแหน่ง “เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช” โดยอนุโลมตามมาตรานี้

ส่วนในวรรคสองบัญญัติว่า “ถ้าสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการมหาเถรสมาคมที่เหลืออยู่เลือกสมเด็จพระราชาคณะรูปหนึ่งผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช”

ตามความเป็นจริงแล้ว สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์สูงสุดปัจจุบันนี้ก็คือ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม แต่ชราภาพด้วยวัยที่ล่วงเลยกว่า 97 ปี จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ดังนั้นจึงควรที่มหาเถรสมาคมจะต้องปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 10 วรรคสอง (ถ้ามีข้อยุติว่ามิทรงปฏิบัติหน้าที่ได้) คือ ต้องทำหน้าที่ “เลือก” สมเด็จพระราชคณะรูปหนึ่งผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ ซึ่งก็จะได้แก่ “สมเด็จพระพุฒาจารย์”

ขณะที่มหาเถรสมาคมยังมิได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป ผู้ไม่มีอำนาจทางรัฐบาลก็กลับมาออกประกาศแต่งตั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ ให้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช โดยที่กฎหมายมิได้บัญญัติให้อำนาจไว้ จึงถือว่าปฏิบัติผิดต่อกฎหมาย ผิดจารีตประเพณี และยังอาจล่วงละเมิดต่อพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

ถือว่าผู้เป็นคฤหัสถ์เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงในกิจของสงฆ์ !!

โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย !

ตามกฎหมายนั้นได้ให้อำนาจคฤหัสถ์ไว้แต่เพียง วรรคสุดท้ายของมาตรา 10 ดังที่ท่านทั้งหลายได้เห็นแล้วดังข้างต้น ซึ่งบัญญัติไว้แต่เพียงว่า “ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศนามสมเด็จพระราชาคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตามมาตรานี้ในราชกิจจานุเบกษา” ซึ่ง “ตามมาตรานี้” ก็หมายถึง เมื่อได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง หรือวรรคสองแล้ว ผู้มีอำนาจในตำแหน่งรัฐมนตรีจักได้ทำหน้าที่ประกาศนาม สมเด็จพระราชาคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตามมาตรานี้ในราชกิจจานุเบกษา

ท่านผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย หากคนในรัฐบาลไม่เข้ามาก้าวก่ายในกิจของสงฆ์ และได้กระทำไปโดยถูกต้องตามกฎหมายนี้แล้ว ปัญหาทั้งหลายแหล่ก็คงไม่เกิดขึ้น ก็ในเมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ท่านก็มีสิทธิ “เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช” ตามกฎหมายนี้ได้อยู่แล้ว

นี่แหละคือ “ต้นเหตุ” อันนำมาซึ่งความแตกแยกอย่างใหญ่หลวงในหมู่สงฆ์ จนเกิดความร้าวฉานไปทั่วสังฆมณฑล เกิดความระส่ำระสายในหมู่พุทธบริษัทไปทั่วทั้งแผ่นดิน ซึ่งในวันนี้และในขณะนี้ได้มีผู้พยายามออกมาเบี่ยงเบนประเด็นให้ผิดไปจากความเป็นจริง ซึ่งบ้างก็กล่าวหาว่าเป็นเรื่องการแก่งแย่งกันขึ้นมาใหญ่ของฝ่ายธรรมยุตกับฝ่ายมหานิกาย บ้างก็ว่าหลวงตาพระมหาบัวอยากเป็นสมเด็จพระสังฆราชเสียเอง และบ้างก็ว่านายทองก้อนไปรับเงินจากต่างชาติเข้ามาทำลายพระพุทธศาสนา ก็สุดแท้แต่จะว่ากันไปตามกำลังของสติปัญญาและความบาง-หนาในกิเลสของแต่ละคนๆ

หากใครยังจำได้ ครั้งแรกนั้น นายทองก้อน  วงศ์สมุทร ได้ออกมาเรียกร้องให้ทางรัฐบาลได้พิจารณาทบทวนกรณีการออกคำสั่งแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งนายทองก้อน ระบุว่า เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่ทางรัฐบาลก็มิได้ดำเนินการใดๆ เพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม แม้หลวงตามหาบัวเองก็เคยเจริญพรให้ผู้นำรัฐบาล ได้ใส่ใจดูแลในเรื่องนี้หลายครั้งหลายหน แต่ก็ไม่มีการพิจารณาแก้ไขเพื่อให้อะไรๆ ได้ดีขึ้นมาบ้างเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งต้องมีการเข้าถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในที่สุด

สำหรับผู้ที่ประทุษร้ายด้วยกาย วาจา และใจ ต่อพระสงฆ์ผู้ทรงศีลทรงธรรม ขอฝากธรรมะบทหนึ่งให้พึงพิจารณา ว่า...

“โยทัณเฑนะอทัณเฑสุ  อัปปะทุฏเฐสุทุสสติ  ทะสันนะมัญญัตรังฐานัง ขิปปะเมวะนิคัจฉะติ เวทะนังผะรุสังชานิง  สะรีรัสสะวะเถทะนัง  คะรุกังวาปิอาพาธัง จิตตักเขปังวะปาปุเณ  ราชโตวาอุปะสัคคัง อัพภักขานังวะทารุณัง  อะถะวาสสะอะคะรานิ อัคคิฑะหะติปาวะโก กายัสสะเภทาทุปปัญโญ นิระยังโสอุปะปัชชติ”

ผู้ใดประทุษร้ายท่านผู้ไม่ประทุษร้ายทั้งหลาย ลงอาญาผู้ไม่มีอาญา ย่อมถึงฐานะ ๑๐ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่งพลันทีเดียว (ย้ำ..พลันทีเดียว) ผลจะได้ดังนี้...

๑. (ทุกข) เวทนาอย่างแรงกล้า  ๒. สรีระถูกทำลาย  ๓. อาพาธหนัก  (เจ็บป่วยหนัก)  ๔. ความฟุ้งซ่านแห่งจิต  ๕. ความขัดข้องจากพระราชา (ได้รับโทษภัยจากราชการ) ๖. การถูกตู่อย่างร้ายแรง  ๗. ความย่อยยับแห่งเครือญาติ (ญาติสิ้นชีวิต)  ๘.ความเสียหายแห่งโภคะทั้งหลาย (สูญสิ้นทรัพย์) ๙. ไฟป่าย่อมไหม้เรือนเขา  ๑๐.ผู้นั้นมีปัญญาทราม ตายไปย่อมตกนรก

พึงพิจารณาไปตามนี้เถิด....

 

                                                                        ณ. หนูแก้ว

 

หลวงตา       ก็มีเท่านั้น เขาพูดถูกต้องแล้วไม่มีที่ค้าน ที่ออกทั้งหมดนี้เราออกด้วยความเป็นธรรม ด้วยการพิจารณาเรียบร้อยแล้วค่อยออกๆ เราจึงแน่ใจตลอดว่าไม่ผิด ใครจะว่าอะไรๆ ก็เป็นเรื่องของเขาไป เรื่องของธรรมเป็นธรรม ผู้จะยึดเป็นหลักก็ให้ยึดไปได้เลยไม่สงสัย ก็มีเท่านั้นเอง เอาเท่านั้นละ พูดเรื่องโลกมันสกปรก อู๊ย รำคาญนะ เดี๋ยวนี้เราถ้าพูดแบบภาษาของโลกก็ว่า เราอิดหนาระอาใจพอแล้ว ไม่อยากเล่นไม่อยากฟังเลยนะเรื่องโลกนี่ มันสกปรก ธรรมนี้จ้าตลอดเวลา นี่ถอดออกจากนี้ถ้าพูดนะ ไม่มีอะไรเข้ามาผ่านเลย ธรรมแท้เป็นอย่างนั้น ผ่านเข้ามาก็มีแต่มูตรแต่คูถ ไม่ทราบจะปัดตรงไหนๆ เพราะฉะนั้นจึงอิดหนาระอาใจ ไม่อยากเล่นด้วยเลย

ใครก็ว่าแต่ใครดีใครเก่ง แล้วหาคนเก่งไม่มี ตามหลักธรรมแล้วหาคนเก่งไม่มี ทั้งๆ ที่ใครก็ว่าใครดีใครเก่ง เก่งอันนี้เป็นมูตร เก่งอันนี้เป็นคูถ เก่งอันนี้กองใหญ่ เก่งอันนี้กองเล็ก มีแต่กองมูตรกองคูถจะเอาความเก่งมาจากไหน เป็นอย่างนั้นนะ ให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก