ตอบรับการถวายฎีกา
วันที่ 17 มีนาคม 2548 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

ตอบรับการถวายฎีกา

 

ก่อนจังหัน

 

ให้พยายามเปลี่ยนหูเปลี่ยนตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ใจนี้เป็นของสำคัญ อะไรๆ จะผ่านเข้าไปหาใจ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้เป็นทางผ่านเข้าหาใจ ดีชั่วๆ ตาเห็นดี ได้ยินดี อะไรดีเข้าสู่ใจ ถ้าชั่วก็เข้าสู่ใจ ให้เปลี่ยนเครื่องมือของเรานี้สำหรับใช้ในทางที่ถูกที่ดี มีใจเป็นเจ้าของเป็นผู้รับผิดชอบ อะไรที่ควรดูควรฟัง หรือไม่ควร ให้คัดเลือกๆ ท่านทั้งหลายให้จำเสียว่า ศาสนาพุทธของเราเป็นยังไง ละเอียดเข้าไปเป็นลำดับลำดา ยิ่งเข้าไปสู่จิตใจโดยเฉพาะด้วยแล้วไม่มีอะไรที่จะเทียบได้เลย เรื่องความละเอียดของกิเลสก็ดี ของธรรมก็ดี จะไปรวมอยู่ในนั้น เพราะทั้งสองอย่างนี้เป็นข้าศึกกัน แก้กันๆ

กิเลสมีน้อยกวนน้อย มีมากกวนมาก กวนหัวใจ ธรรมะชะล้างๆ ให้สงบลงๆ จนกระทั่งกิเลสตั้งแต่ส่วนหยาบถึงส่วนละเอียดสุดหมดไปจากใจ ด้วยน้ำแห่งธรรมที่สะอาดชะล้างหมดแล้ว นั่นละท่านว่าบรมสุขอยู่ตรงนั้น พระพุทธเจ้าองค์เอกที่สอนโลกให้ถูกต้องแม่นยำที่สุด ไม่ผิด พากันจำให้ดี คำสอนพระพุทธเจ้านี้เพียงพระวาจาออกมาคำใดเป็นสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วๆ  พูดชอบ บอกชอบ สอนชอบทุกอย่าง เรียกว่า สวากขาตธรรม เราสวดทุกวัน สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วหรือชอบแล้ว นี่เรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว ให้นำไปคัดไปเลือกไปปฏิบัติตนเองเพื่อความเป็นคนดี จากใจของเราที่ได้ยินได้ฟังมาแล้วไปคัดเลือกสิ่งทั้งหลายที่จะมาเป็นภัยเป็นคุณต่อใจให้ดีๆ นี่เรียกว่าธรรม

ธรรมไม่มีในโลก โลกไม่มีความหมายนะ เวลานี้กิเลสกำลังมีอำนาจมาก เหยียบธรรมจนไม่มีอะไรเหลือเลย แม้ที่สุดชาวพุทธเรา ก็เอากิเลสอยู่ในเมืองพุทธเรานี้แหละเหยียบธรรมของพุทธในเมืองไทยเรา ฆราวาสก็เหยียบแบบหนึ่ง พระก็เหยียบแบบหนึ่ง ต่างแห่งต่างสถานที่ มีแต่เอากิเลสนำหน้าๆ เหยียบธรรมๆ ที่จะส่งเสริมธรรมนั้นมีน้อย เช่นอย่างวัดป่าบ้านตาด ใครก็ยกยอปอปั้นว่าวัดป่าบ้านตาดปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างนั้นอย่างนี้ ที่ไม่ชอบมันก็มีอยู่ในนั้นน่ะ ให้ดูให้ดีนะ

พระองค์หนึ่งๆ ว่าองค์นี้ดี องค์ไม่ดีก็มีอยู่ในนั้น ย่นเข้าไปซี ย่นเข้าไป คัดเลือกเข้าไป นี่เรียกว่าธรรม คัดเข้าไป เลือกเข้าไป แล้วจะได้เจอของดีเข้าไปเรื่อยๆ ดีเยี่ยมแล้วปัดหมด ไม่ต้องบอก ปัดขาดสะบั้นไปเอง นั่นเรียกว่าดีเลิศ เลิศนี่เป็นธรรมชาติที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว ไม่ขึ้นกับอะไรทั้งนั้น ท่านเรียกว่าดีเลิศ ปล่อยหมด ให้พากันนำไปประพฤติปฏิบัติ มาวัดมาวามีหูมีตาให้สังเกตสังกา อย่าสักแต่มาดูมาเพลิดมาเพลิน ดังที่ยั้วเยี้ยๆ เข้ามาในวัดนี้ เราก็เห็นใจที่ไม่เคยเห็นวัดป่าบ้านตาด อยากมาดูอยากมาวัดป่าบ้านตาดอย่างนี้ เราก็เห็นใจในจุดนั้น แต่ที่จะมาเซ่อซ่าๆ ตามนิสัยความเซ่อซ่าของตนที่มีอยู่ประจำตนนี้ไม่ได้คิดนะ นี่คิดหมด มาแบบไหนๆ เข้ามาในวัด ดูหมดนะ

เข้าใจว่าพระเป็นตุ๊กตาเหรอ ศาสนาเป็นตุ๊กตาเหรอ ธรรมเป็นตุ๊กตาเหรอ จับได้ทุกอย่างธรรม นอกจากท่านไม่แสดงออก เมื่อไม่ถึงกาลเวลาก็เหมือนไม่รู้ไม่เห็น ผ่านไปๆ ไอ้พวกสนุกเพ่นพ่านก็สนุกเพ่นพ่านๆ แต่งตัวแบบจิ๊กโก๋จิ๊กเก๋เข้ามาเหล่านี้ดูไม่ได้นะ ถ้าภาษาของพุทธศาสนาเรียกว่าดูไม่ได้ ถ้าภาษาของลิงของค่างก็เรียกว่าไม่พอ ให้เก่งกว่านั้นอีก แข่งกันแข่งลิงแข่งค่างแข่งสัตว์เดรัจฉาน ไม่รู้จักสูงจักต่ำ ควรหรือไม่ควร พากันพิจารณาให้ดีนะ เลอะเทอะมากนะเวลานี้ เรื่องกิเลสเป็นคลื่นใหญ่โตครอบหัวเมืองไทย แทบจะไม่มองเห็นคนไทยเลยทั้งๆ ที่เป็นชาวพุทธ จะไม่มีเหลือแหละเวลานี้ ประชาชนก็เหยียบเข้าไป เหยียบวัดเหยียบวา เหยียบพระเหยียบเณร เหยียบแหลกเข้าไปหมด

กิเลสไม่ได้กลัวใครนะ กลัวแต่ธรรม ถ้าธรรมมีอยู่ที่ไหนที่นั่นความถูกต้องดีงาม ความสงบร่มเย็น จะอยู่ที่นั่น ท่านทั้งหลายจำเอานะ มาวัดอย่ามาเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์ เราที่ดูอยู่ทุกวันนี้เราหนักใจที่ตรงไหนก็ว่าบ้างๆ พูดภาษาของโลกก็ว่า พอทนได้ก็ทนไป ตามองเห็นแล้วก็ทนเอา หูได้ยินทนเอา ไปอย่างนั้น ถ้าแบบมันเหลือทนแล้วก็ว้ากเสียทีหนึ่ง มันโมโห เข้าใจไหม โมโหของธรรม โมโหของกิเลสต่างกัน โมโหของกิเลสอยากกัดอยากฉีก โมโหของธรรมเป็นไปด้วยความเมตตา ให้พากันจำ ทีนี้ให้พร

 

หลังจังหัน

 

ผู้กำกับ        ปัญหาธรรมะทางอินเตอร์เน็ต คนที่ ๑ ครับ

นมัสการหลวงตา  ก่อนอื่นหลานต้องขอกราบเรียนว่าในการปฏิบัติธรรมของหลานจะเป็นไปในแนวการศึกษาอ่านเองจากหนังสือที่หาอ่านได้  และเพิ่งนึกได้ว่ามีเว็บไซต์ของหลวงตาจากรถที่ได้ติดชื่อเว็บไซต์ไว้ เลยลองเปิดอ่านดู ก็ได้พยายามศึกษาดู  แต่เนื่องจากหลานจะปฏิบัติในลักษณะจำเอาไม่มีอาจารย์แนะนำสั่งสอน หลานก็กำลังเพิ่มความเพียรพยายามในการปฏิบัติ จึงพบปัญหาว่า ในบางครั้งหลานก็ใช้วิธีของพระธรรมกายที่อ่านจากหนังสือ คือ เอาใจไปวางที่จุดเหนือสะดือ บางทีก็ใช้ พุทโธ กำหนดลมหายใจเข้าออก  แต่หลังจากได้เข้าเว็บไซต์ของหลวงตา  หลานก็กำหนด พุทโธ ขณะปฏิบัติหลานรู้สึกว่า ส่วนอื่นๆ ของร่างกายหาย หรือเบาคงเหลือไว้แต่มือที่หนักมาก  แต่ไม่ใช่จิตสงบนะคะ เพราะหูได้ยินเสียงต่างๆ อยู่  ลมหายใจจะสั้นและเร็วมาก มือจะหนักมาก หลังจากนั้นหลานได้ปล่อยให้จิตไปตามความหนัก เหมือนรู้สึกว่าสั่น แต่ก็รู้สึกเบาสบายอยู่ในระดับหนึ่ง

หลังจากหลานได้อ่านสนทนาธรรมะของหลวงตา หลานจึงถอนออกมาโดยใช้สติหรือคิดว่าไม่มีอะไร อนัตตาสูญเปล่า จึงหลุดออกมาจากความหนักนั้น  แล้วกำหนดพุทโธ  หลังจากปฏิบัติก็รู้สึกว่ามีความสุขที่จะให้กับคนอื่นๆ มีความสุขในการให้ แต่หลานเพิ่งเริ่มปฏิบัติก็ราวเดือนกว่าๆ  เป็นจิตหลานปรุงแต่งหรือไม่  แต่โดยปกติหลานจะถือคติคือการแผ่เมตตาให้กับสัตว์ที่ตายแล้ว  เวลาที่ขับรถไปแล้วเจอสัตว์ตาย  ในบางครั้งถ้าหลานรู้สึกยินดีกับการทำความดีจะรู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหล  หรือสลดใจกับการกระทำที่ไม่ดีจะน้ำตาซึม

มีครั้งหนึ่งหลานเดินทางไปงานศพที่อุดร ตอนนั้นมีสัก 3 ศพที่สวดอยู่ที่วัด  หลานจึงแผ่เมตตาให้ หลานรู้สึกผมลุกชัน นั่นหมายถึงว่าเขารับรู้รึเปล่าเจ้าคะ และในบางครั้งหลานจะมีอาการผมลุกชันบ่อยๆ จนในบางครั้งเกิดความไม่สบายใจ จึงเรียนรบกวนหลวงปู่ หรือผู้ที่ชำนาญช่วยชี้แนะแนวทางให้หลานด้วยค่ะ

หลวงตา       จิตจะวางจุดไหนๆ ก็ตาม เรื่องคำบริกรรมจะใช้คำบริกรรมใด ให้ความรู้อยู่กับคำบริกรรม ส่วนมากก็อยู่ท่ามกลางอก แต่ไม่ได้เจาะจง เพราะความรู้อยู่ได้ทั่วสรรพางค์ร่างกาย ถนัดที่ไหนอยู่ที่นั่นได้..ความรู้ สติอยู่ที่นั่น เป็นธรรมที่นั่นแหละ ส่วนมากเวลามันรวมเข้าไปแล้วมันจะเข้ามานี้เอง เป็นธรรมชาติ จะเข้ามาอยู่ในจุดศูนย์กลาง ในบาลีก็มีก็บอก คุหาสยํ คือท่ามกลางเป็นที่อยู่ของจิต เวลาเราภาวนานี้ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ อย่างเราเรียน ความจดความจำขึ้นสมองทั้งนั้นๆ เวลาเรียนไม่ว่าเรียนทางโลกทางธรรมใช้ความจำ ใช้ความจำต้องขึ้นทำงานอยู่ที่สมอง เรียนเสียจนกระทั่งสมองทื่อ มันไม่จำให้ นี่เรียกว่าทำงานอยู่บนสมอง เกี่ยวกับการจดการจำ ทีนี้พอทางด้านจิตตภาวนา พอจิตสงบเข้าๆ สมองไม่อยู่นะ มาอยู่ตรงกลางท่ามกลางอก สงบมากเท่าไรยิ่งเด่นอยู่ที่ท่ามกลางอก แล้วผ่องใสสง่างามไปก็อยู่กลางอกๆ กลางอกเป็นที่ตั้งเลยนะ

ที่ตั้งของความรู้ เช่น พุทโธ ถนัดที่ไหนเอาเลย ให้สติอยู่กับนั้น นั่นละถูกต้อง ให้ถืออันนี้เป็นหลักเกณฑ์ ถ้าสติอยู่ที่ไหนธรรมอยู่ที่นั่น ตั้งอยู่ภายในกายของเรา กาย สติปัฏฐานสี่อยู่ในนี้ เราตั้งในนี้จุดใดถูกต้องหมด สติปัฏฐานสี่ถูกต้องในองค์อริยสัจที่จะตรัสรู้ธรรมได้โดยไม่ต้องสงสัย ก็มีเท่านั้น เรื่องแผ่เมตตงเมตตาอะไรก็เป็นเรื่องของแต่ละคน อัธยาศัยใจคอ ไม่ตอบ เราก็แผ่ พระพุทธเจ้าพระองค์แรกแผ่พระเมตตาครอบโลกธาตุ สาวกทั้งหลายแผ่ครอบโลกธาตุ ท่านทำตามอัธยาศัยของท่านเรื่อยๆ มา ผู้บำเพ็ญก็แผ่ออกจากหัวใจไปได้ทั่วโลกธาตุเหมือนกันนั่นแหละ เอาเท่านั้นแหละ เอ้าว่าข้อต่อไป

ผู้กำกับ        คนที่สองครับ

กราบนมัสการหลางตาที่เคารพอย่างสูง ผมมีพี่น้องทั้งหมดเก้าคน ทุกคนช่วยกันทำธุรกิจของครอบครัวและดำเนินต่อไปได้อย่างดี ส่วนตัวกระผมนั้นเป็นน้องคนที่เจ็ดแต่พี่ๆให้เป็นคนบริหารงาน แต่ส่วนตัวแล้วผมต้องการจะออกบวชเพื่อบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนา แต่ติดอยู่ที่แม่เป็นห่วงไม่ยอมให้มาบวช ผมจึงกราบเรียนถามหลวงตาว่า ถ้าจะบวชโดยแม่ไม่ยอมนั้นสมควรหรือไม่ครับ

หลวงตา       ที่ควรนั้นก็คือ ให้ปรึกษาตกลงด้วยเหตุผลในระหว่างแม่กับลูกกันเอง ลงจุดนี้ ให้ปรึกษากันระหว่างแม่กับลูก ด้วยเหตุผลด้วยกันทั้งสองฝ่าย เราบอกได้เท่านั้น

แต่เรานี้ที่จะออกบวชก็เพราะน้ำตาพ่อร่วง เห็นไหมล่ะ พอน้ำตาพ่อร่วงพังไปหมดทุกอย่าง ล้มไปหมดเลย  น้ำตาพ่อจึงมีคุณค่ามีราคามากทีเดียว เวลาที่จะพูดเกี่ยวกับเรื่องของเรา สาเหตุก็มาจากน้ำตาของพ่อร่วง รับประทานกันเป็นวง ลูกหลายคน เราไม่ลืมมันสดๆ ร้อนๆ ตามธรรมดานิสัยของคนไทยเราส่วนมาก ทางภาคอีสานมักจะไม่ค่อยยกยอลูกหลานของตน ถ้าใครยกยอลูกหลานของตนเขาดูถูก  เป็นนิสัยอย่างนั้นแหละ ไม่เคยยกยอ เรื่องการงานอะไรทุกอย่างไม่เคย ทั้งพ่อทั้งแม่ไม่เคยมี แต่ไว้ใจได้ยังไงก็รู้อยู่ลึกๆ อย่างนั้นเอง

วันนั้นรับประทานอาหารอยู่ตอนค่ำ เงียบๆ ขึ้นเลยพ่อ ขึ้นเวลานั้น เรียกว่ายกลูกขึ้น ยกขึ้นเพื่อจะทุ่มลง “เอ้อ ลูกกูนี้ก็มีหลายคน กูไม่ได้หวังพึ่งมันแหละ ลูกผู้ชายก็มี ลูกผู้หญิงกูไม่พูดถึงมันแหละ กูมองหาใครก็มองไม่เห็น” วันนั้นวันจะยกลูกขึ้น ยกขึ้นเพื่อจะทุ่มลง “กูมองเห็นไอ้บัวคนเดียวนี้ ไอ้นี่ถ้าลงมันได้ทำอะไรแล้วกูสู้มันไม่ได้” บอกอย่างนี้เลยวันนั้น “ลงมันได้รับงานอะไรแล้วกูสู้มันไม่ได้เลย แต่เวลากูจะให้มันบวชนี้หูหนวกตาบอดหมดเลย เวลากูตายแล้วนี้ไม่มีใครจะลากกูขึ้นจากนรกแหละ ถ้าไอ้นี้ลากกูขึ้นไม่ได้แล้วไม่มี” พ่อน้ำตาร่วงลงเลย เรามองเห็นสะดุดปึ๊งทันที มองไปทางแม่ แม่เห็นพ่อน้ำตาร่วงแม่ก็น้ำตาร่วง เราลุกปุ๊บหนีเลย

สามวันไปคิดมัดตัวเองนะ ลงจุดน้ำตาร่วงอย่างเดียวหมดเลยเทียวไม่ไปไหน เราสลดสังเวช บุญคุณพ่อของเรายิ่งใหญ่ น้ำตาของพ่อทำให้เราเป็นมาขนาดนี้ ว่างั้นเถอะ ไม่งั้นไม่มีหวังละ ว่างั้นเลย นี่ละพ่อยกขึ้นอย่างนั้นละ “ไอ้นี่ลงมันได้ทำอะไรแล้วกูสู้มันไม่ได้บอกตรงๆ” แต่เวลายกขึ้นแล้วทุ่มลง “กูให้มันบวชเมื่อไรหูหนวกตาบอดอยู่นั้นหมด” ว่างั้น “เวลากูตายแล้วถ้าไอ้นี้ไม่ลากกูขึ้นแล้วกูตกนรกจมไปเลย มีไอ้นี้เท่านั้น” ขาดสะบั้นหมดนะ เรื่องทั้งหลายขาดหมดเลย น้ำตาพ่อเราไม่ลืม สดๆ ร้อนๆ

ทีนี้ก็ไปคิดอยู่สามวันเต็ม มัดตัวเองละที่นี่ ทุกสิ่งทุกอย่างโลกเขาทำได้ เราทำได้ๆ บวชโลกเขาบวชกันได้ ทำไมเราบวชไม่ได้ พ่อแม่มีด้วยกันทุกคน ลูกทุกคนบวชได้ด้วยกัน จะสึกก็ได้ไม่สึกก็ได้ ที่เป็นสมภารเจ้าวัดตายกับผ้าเหลืองมีเยอะ ทำไมเราจึงบวชไม่ได้ ถึงขนาดน้ำตาพ่อร่วง เอาตรงนี้นะ โถ สลดสังเวชมากนะ มัดเข้าๆ สุดท้ายก็อยู่ ลงใจปึ๋งละที่นี่ พอลงใจแล้วก็มาหาแม่ ธรรมดาโบราณเราแม่อยู่กับบ้าน พ่อไปทำการทำงานภายนอก ไม่เหมือนทุกวันนี้ทั้งหญิงทั้งชายทำงานนอกบ้านๆ ด้วยกันหมด แต่ก่อนผู้หญิงไม่ค่อยออกมีแต่ผู้ชาย เราจึงสนิทกับแม่ ติดแม่มาตลอด กับพ่อไม่ค่อยอะไร ดุก็ดุเหมือนกันทั้งพ่อทั้งแม่ แต่ติดแม่มากกว่า

ทีนี้ก็มาบอกแม่ มาขู่แม่ด้วยนะ นี่ว่าจะให้บวชก็จะบวชให้นะ ถ้าบวชแล้วจะสึกเมื่อไรก็สึก เราว่างั้น ถ้าใครมาห้ามว่าให้บวชเท่านั้นเดือนเท่านี้ปีถึงค่อยสึกไม่บวช เราว่างี้ ถ้าบวชตามอัธยาศัย อยากบวชเมื่อไรอยากสึกเมื่อไรสึกได้แล้วจะบวชให้ ว่างั้นละ แม่ก็ฉลาดกว่าลูก แม่ก็สาธุขึ้น เออ สาธุ เอ้า ลูกไปบวชนั่นน่ะ เวลาบวชแล้วพอออกมาจากโบสถ์นั่นนะ คนที่ไปบวชลูกเต็มอยู่หน้าโบสถ์นั้น ลูกจะไปสึกต่อหน้าคนมากๆ แม่ก็ไม่ว่าแหละ แม่อยากเห็นเวลาลูกบวช เห็นผ้าเหลืองลูกบวชในขณะนั้นแม่ก็พอใจ แล้วใครจะเป็นบ้าบวชแล้วออกมาสึกต่อหน้าคนมากๆ ไม่บวชเสียก็ไม่เห็นมีอะไรใช่ไหม นี่ละแม่มัดเอาแบบนี้ก็เลยบวชจนกระทั่งป่านนี้ ทั้งแม่ทั้งพ่อไม่ถามถึงการสึกการบวช เรื่อยๆ จนกระทั่งทุกวันนี้ เรื่องราวเป็นอย่างนั้นละ

นี่พูดถึงปัญหาเขาถามมา จะปรึกษาใครไม่ปรึกษาใครฟังเอาก็แล้วกัน ก็ต้องปรึกษาเสียก่อนด้วยเหตุด้วยผลด้วยกันทุกคนนั่นแหละ มีเท่านั้นเหรอปัญหา

        ผู้กำกับ        ม่มีแล้วครับ แต่มีเรื่องเกี่ยวกับฎีกาของหลวงตาที่ไปถึงในหลวง สำนักราชเลขาธิการเขาได้รับแล้วเขาตอบหนังสือมา แล้วแต่พิจารณาจะให้อ่านให้ทราบไหมครับ

         หลวงตา       เป็นยังไงน่าอ่านไหม ก็เราออกเราออกเพื่อประเทศไทยทั้งประเทศทำไมจะอ่านให้คนไทยทั้งประเทศฟังไม่ได้ เรื่องนี้เรื่องความเห็นของคนไทยทั้งประเทศที่นำเข้าไปสู่สำนักพระราชวัง คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นเรื่องของหัวใจของคนทั้งประเทศที่บ่งบอกเข้ามาหาเราเป็นจุดศูนย์กลาง เราเป็นผู้นำออกเสนอ ไม่ใช่เรื่องของเราคนเดียว เรื่องของหัวใจของคนทั้งประเทศ ที่มีความรู้ความเห็น ความเป็นยังไง มีความมุ่งหมายยังไง แล้วก็รวมตัวเข้ามาหาเรา ให้เรานำออกไป เราก็นำออกไปนั้น ทีนี้ผลที่นำออกไปแล้วเป็นยังไง เอา อ่านให้ประชาชนทราบทั่วกัน ควรตอบเราจะตอบเดี๋ยวนี้เลย

         ผู้กำกับ                                                  ที่รล.๐๐๐๙.๔/๔๒๓๗

                                                                         สำนักราชเลขาธิการ

                           พระบรมมหาราชวัง กทม.๑๐๒๐๐

                                           ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๘

         เรื่อง  การถวายฎีกา

         นมัสการพระธรรมวิสุทธิมงคล

         อ้างถึง ลิขิตของพระคุณท่าน ลงวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๘

                 ตามที่พระคุณท่านมีลิขิตถวายฎีกา ขอให้ถอดสมเด็จพระพุฒาจารย์          (เกี่ยว อุปเสโณ) ออกจากสมณศักดิ์ และไม่โปรดเกล้าแต่งตั้งนายวิษณุ เครือ         งาม ให้ดำรงตำแหน่งในการบริหารราชการแผ่นดิน ความแจ้งอยู่แล้วนั้น สำนัก         ราชเลขาธิการได้เสนอเรื่องกราบเรียนฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และแจ้งสำนักงาน         พระพุทธศาสนาไปพิจารณาดำเนินการแล้ว ดังนั้นความทราบฝ่าละอองธุลีพระ         บาทฯแล้ว

                 จึงนมัสการมาเพื่อโปรดทราบ

 

                                                            ขอนมัสการด้วยความเคารพ

                                                          (นาย อินทร์จันทร์ บุราพรรณ)

                                                              เลขาธิการคณะองคมนตรี

                                                             ปฏิบัติราชการราชเลขาธิการ

         หลวงตา       เออ บอกมาเท่านั้นละนะ นี่มอบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ในหัวใจของคนทั้งชาติซึ่งเป็นลูกของพระองค์ ได้มอบทูลถวายท่านไปเรียบร้อยแล้ว ทางนู้นก็ตอบมาว่าพระองค์ทรงรับทราบแล้ว ก็เท่านั้นแหละไม่มีอะไร ก็เป็นเรื่องของพระองค์เอง ถ้าเป็นเรื่องของเราแล้วก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของเราก็เกี่ยวกับคนทั้งประเทศ ก็เลยรวมเอาคนทั้งประเทศมา มารวมกันออกทูลถวายท่านนี่ละ แล้วท่านทรงรับทราบแล้วก็หมดเท่านั้น ก็เป็นเรื่องของท่านเอง ไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเรื่องของท่าน จะพิจารณาอะไรก็เป็นเรื่องของท่านเอง เรื่องก็จบเท่านั้น

         เรื่องที่นำไปแล้วนั้นเราเห็นด้วยแล้วทุกเรื่อง จึงได้นำออกทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหัวใจของคนทั้งชาติ อะไรก็อยู่กับพระองค์หมดเรียบร้อยแล้ว พระองค์จะพิจารณายังไงก็สุดแท้แต่พระองค์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น เพราะหัวใจของคนทั้งชาติมอบกับพระองค์เพียงพระองค์เดียว ก็มีเท่านั้นละ

         ให้ฟังเสียงอรรถเสียงธรรมบ้างละดี เสียงสกปรกโสโครกนี้คือเสียงกิเลสตัณหา ไปที่ไหนยุ่งทั่วโลกดินแดน เกิดรบราฆ่าฟันฉิบหายป่นปี้มีแต่เรื่องของกิเลสนะ ถ้าเรื่องของธรรมให้อภัยกัน เป็นประเทศใหญ่เท่าไรยิ่งให้อภัยกันสูงส่ง ให้ผู้น้อยได้รับความร่มเย็นเป็นสุข กราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจกับประเทศใหญ่ๆ นั้น ถ้าเป็นธรรมเป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นกิเลสใหญ่เท่าไรยิ่งพองตัวขึ้น กินไม่พอ อิ่มไม่พอ ไม่ว่าอะไรไม่พอๆ สุดท้ายก็บีบบี้สีไฟผู้น้อยให้แหลกเหลวไปหมด

         ดังที่สงครามมันเกิดอยู่ ว่าสงครามโลกๆ อันสงครามโลกมันเกิดอยู่ทุกแห่งทุกหนนั่นแหละ ส่วนใหญ่ๆ รวมหัวกันตีกันนั้นเรียกสงครามโลก ส่วนสงครามย่อยๆ มันเป็นอยู่กับทุกคนๆ แม้แต่ในวัดเราในพระเรา นักภาวนาก็มี ระหว่างกิเลสกับธรรมเกิดสงครามกัน ส่วนมากพวกเรามีแต่แพ้ แพ้กิเลสๆ มันโยนหมอนให้ตุ๊บเท่านั้นคว้ามับเร็วยิ่งกว่าลิง นี่กิเลส เอ้าภาวนามันลำบากลำบน นี่หมอนโยนหมอนตูมให้ พับเดียวคว้ามับ ลิงมองไม่ทันนะ ทั้งๆ ที่ลิงมันก็เร็ว แต่มันมองมือคนจับหมอนไม่ทัน เป็นอย่างนั้นละพวกเรา มันแพ้ตั้งแต่กับกิเลสเท่านั้น กิเลสมันเก่งมากนะ

         เราย่นเข้ามาหาในวัดในนักภาวนาของเรา ถ้าโยนเสื่อโยนหมอนให้นี้กอดได้วันยังค่ำ มันแตก แตกเย็บใหม่เอาเรื่อยเลย ไม่มีคำว่ายุ่ง หมอนนี้ยุ่งเพราะนอนมากไม่ว่านะ เย็บใหม่เรื่อย นี่พูดถึงเรื่องกิเลส เวลานี้คลื่นกิเลสกำลังหนัก กิเลสไปที่ไหนจะหาความร่มเย็นเป็นสุขไม่ได้ พี่น้องทั่วประเทศไทยและทั่วโลกขอให้ฟังเสียงธรรมบ้างนะ ธรรมนี่เป็นธรรมชาติที่ครอบโลกมาให้รับความร่มเย็นมาแต่ไหนแต่ไร ที่พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แต่ละพระองค์ๆ นั้นก็เพราะความจำเป็นของโลกที่เรียกร้องหาความช่วยเหลือมาตลอด

         พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ไม่ใช่ใจจืดใจจางทรงปรารถนาเป็นพุทธภูมิมา จนได้เป็นพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมแล้วเอาน้ำอรรถน้ำธรรมนั้นมาโปรยบรรดาสัตว์ทั้งหลาย พอได้ลืมหูลืมตาบ้าง ผู้ที่ผ่านพ้นก็ผ่านพ้นไปเรื่อยๆ เพราะอำนาจแห่งธรรมชะล้าง หลุดพ้นจากทุกข์ไปจำนวนน้อยเมื่อไร พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ตรัสรู้ นี่ละธรรมรื้อขนสัตว์โลกให้พ้นจากกองทุกข์ไปโดยลำดับ ของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ไม่เคยมีพระพุทธเจ้าพระองค์ใดเป็นพระพุทธเจ้าที่เป็นโมฆะ ไม่ทำประโยชน์ให้โลกไม่เคยมี มีแต่ทำประโยชน์สุดเหวี่ยงๆ ให้โลกทั้งนั้น

         โลกเป็นยังไง โลกคนไหนไปก็โดดเข้าไปแต่ห้อง ไอ.ซี.ยู ๆ ไม่มองดูหมอ ไม่มองดูยา แล้วจะให้หมอกับยาช่วยยังไงได้ คนไข้คนไหนไปก็โดดเข้าแต่ ห้องไอ.ซี.ยู ไม่สนใจกับหยูกกับยากับหมอเลย ก็มีแต่คอยวันตายเท่านั้นเอง อันนี้โลกก็คอยวันตายจมไปกับกิเลสทั้งนั้นๆ วันที่จะฟื้นขึ้นมานี้ยากนะ ถ้าไม่มองดูหมอไม่มองดูยา คือไม่มองดูอรรถดูธรรมคำสั่งสอน มองดูครูบาอาจารย์ที่แนะนำสั่งสอน จะไม่มีวันหายนะโรคของเรา โรคความขี้เกียจขี้คร้าน ความโกรธ ความท้อแท้อ่อนแอ ความโลภ ทุกอย่างเต็มอยู่ในนี้หมด ขึ้นชื่อว่ากิเลสคลังของมันอยู่นี้หมด เอาอะไรได้ทั้งนั้นไม่ขัดข้องคือกิเลส สมบัติของกิเลสเต็มหัวใจสัตว์โลก เป็นไฟเผาไหม้โลกตลอดมา

         นี่ละถ้าเราไม่เอาธรรมเข้าไปชะล้างสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็เท่ากับเราไม่มองดูยาดูหมอนั่นแหละ ครูบาอาจารย์สอนอะไรก็ไม่ฟัง ยาธรรมะเลิศขนาดไหนก็เลิศแต่ยา ไปอยู่ในตู้ในหีบมันไม่สำเร็จประโยชน์อะไรกับคนไข้ ถ้าคนไข้ไม่สนใจจะรักษาตัวเอง  นำยานั้นเข้ามาแก้ไขก็จะค่อยแบ่งเบาไปเรื่อยๆ ต่อจากนั้นก็หายไปได้ คนไข้ที่เข้าโรงพยาบาลหายเป็นคนปรกติออกมาเยอะ ที่ตายอยู่ในโรงพยาบาลก็เยอะ เพราะฉะนั้นโรงพยาบาลจึงมีทั้งป่าช้าผีดิบ มีทั้งคนไข้ที่หายจากโรงพยาบาล บรรเทาเบาทุกข์แล้วกลับออกมา ที่เข้าไปแล้วตายจมไปเลยๆ อยู่ในโรงพยาบาลมากขนาดไหน

         เตียงหนึ่งๆ มีกี่คนที่ไปตายในโรงพยาบาล ผู้ที่ฟื้นกลับออกมาก็ไม่นับ ผู้ที่ตายอยู่นั้นก็ไม่ได้นับเหมือนกัน มากพอๆ กัน เมื่อทนไม่ไหวมันก็ตายอยู่บนเตียงๆ แต่ละเตียงๆ บรรจุคนตายไว้มากต่อมาก เหมือนกับที่บรรจุคนไข้หายจากโรคออกมานี้มากต่อมากเช่นเดียวกัน ให้เราพิจารณาเลือกตัวของเราเวลานี้ คนตายคนเป็นอยู่กับเราคนเดียว ถ้าเราทำความชั่วช้าลามกจะสร้างตั้งแต่ความตายเพื่อความล่มจมแก่ตัวเอง ถ้าสร้างความดีงามแล้วเราจะมีวันฟื้นออกมา ฟื้นขึ้นเป็นคนดีขึ้นไปเป็นลำดับๆ

         ให้ฟังเสียงธรรม เสียงธรรมท่านสอนยังไง ให้ฟังเสียงครูเสียงอาจารย์ อย่าฟังแต่เสียงทิฐิมานะโอ้อวดว่าตัวดิบตัวดีอย่างนั้น มันมีแต่ลมปาก กิเลสพองตัว แล้วพ่นพิษออกมาก็มาเผาตัวเอง แล้วก็เผาส่วนรวมไปโดยลำดับลำดา มีแต่เรื่องกิเลสเผาทั้งนั้น ธรรมท่านไม่ได้เผาใคร โลกวิทู พระพุทธเจ้าสอนธรรมด้วยความรู้แจ้งโลก และสอนอย่างกระจ่างแจ้ง สวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบทุกอย่าง เอานำไปปฏิบัติ ปฏิบัติได้แล้วมากน้อยเพียงไรคนนั้นจะมีความสงบสุขเย็นใจๆ ให้พากันปฏิบัติ

         เข้ามาวัดก็อย่ามาเฉยๆ มาโก้ๆ เก๋ๆ มาเที่ยว โห วัดนั้นมีคนเคารพนับถือมาก วัดนั้นดีอย่างนั้นอย่างนี้ก็แห่เข้ามา ครั้นแห่เข้ามาก็เก้อๆ กังๆ อยู่ทุกแห่งทุกหน จนมองดูไม่ได้นะ จะเข้าใจอะไรไม่ทราบเขาไม่สนใจละ พระเป็นตุ๊กตาหรือพระเป็นพระมีน่ะ ในวัดหนึ่งๆ พระเป็นพระดูคนออก ถ้าคนแบบฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมมาเอาเทวดามาดูก็ไม่ออก เพราะตัวนี้มันเลยเทวดาแล้วความหนาของมัน เลยดูไม่ออก อย่าเข้าใจว่าคนมาวัดนี้จะดีด้วยกันทุกคน ไม่ได้ดีนะ เข้ามาเป็นความเลอะเทอะมีมากต่อมาก

         ให้พากันจำเอา ให้เลือกสันปันส่วนตัวเอง เวลานี้มันอยู่ในห้องไอ.ซี.ยูหรือห้องไหนน่ะเรา มันฟังเสียงอรรถเสียงธรรม เสียงครูบาอาจารย์หรือไม่ หรือฟังตั้งแต่เรื่องไอ.ซี.ยู ลมหายใจนั่นอย่างเดียวเหรอ ขาดเมื่อไรก็ตายเมื่อนั้น อย่างนี้ใช้ไม่ได้นะ จม เอาละพอเท่านี้ละ

         นั่นละรูปหลวงตาบัวดูเอาซี (หลวงตาท่านชี้ให้ดูรูปหลวงตาที่ติดอยู่ในศาลา) รูปเป็นระยะๆ ระยะหนึ่งดูว่ามาอยู่วัดป่าบ้านตาดแล้ว มาเป็นสมภารวัดแล้วระยะนั้น ระยะหนุ่มๆ นี้รูปนี้ถ่ายเมื่อพรรษา ๔ อายุ ๒๔ ปี หนุ่มฟ้อ (คนในศาลาหัวเราะ) เอ้าหนุ่มฟ้อก็บอกว่าฟ้อซี ที่สองนั้นเป็นอีตาบัวลงมาจากวัดดอยธรรมเจดีย์ ก็มาวัดสุทธาวาส ท่านอาจารย์มหาทองสุกท่านได้เอาพัดสามประโยคมายัดใส่มือให้ ท่านมาติดให้เองนะนั่นให้ถ่ายรูป บวชแล้วได้เห็นพัดหรือเปล่าล่ะพัดสามประโยคของเรา โอ๊ย ไม่สนใจดูมันแหละ ดูแต่ธรรมเท่านั้นละ “ต้องเป็นเครื่องหมายของทางโลกทางธรรมบ้าง”

         ท่านก็ปุ๊บปั๊บเลย นี่พัด ท่านไปเอาพัดท่านมา เอาๆ ขึ้นนั่ง เอาตรงนี้แหละ  เอาพัดมาวางปุ๊บ ท่านจัดเองนะนั่น ช่างเขามาที่นั่น ถ่ายรูปเดี๋ยวนี้เลย ความจริงมีมหาบัวอยู่นั้น เข้าใจไหม เจ้าของเองไม่เคยสนใจละไอ้พัดนั่น นี่เป็นพัดของท่านอาจารย์มหาทองสุก นี่พรรษา ๑๖ ลงมาจากวัดดอยฯ คราวนั้นเอง ลงมาจากที่นั่นก็ไม่ได้รับพัดยศ เป็นมหาบัว (หลังงานศพท่านอาจารย์มั่นแล้วสามเดือน) อ้าวก็หลังน่ะซี จะไม่หลังยังไง ลงมาจากนู้นก็เดือนพฤษภาแล้ว ศพท่านอาจารย์มั่นตั้งแต่เดือนกุมภาละมั้ง ขึ้นไปทีแรกเดือนกุมภา เที่ยวไปทางอำเภอบ้านผือ ศรีเชียงใหม่ กลับเข้าไปวัดดอยธรรมเจดีย์ พักที่สองเดือนพฤษภา นี่ละลงมาพักที่สอง

         ทองคำวันนี้ได้ ๕ บาท ๔๙ สตางค์ ได้ทุกวันมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีหวังประเภทน้ำไหลซึม ไปละ

        

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก