หลวงตาไม่มีพิษมีภัยต่อผู้ใด
วันที่ 18 มีนาคม 2548 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

หลวงตาไม่มีพิษมีภัยต่อผู้ใด

 

พวกเสือดาวเขาเคยแอบกินหมากับคน ถ้าได้ยินคนไปที่ไหนเขาจะไปเลยเสือดาว เขาจะแอบไปดูนั้นดูนี้ ดูว่ามีหมาไปกับคนไหม ความหมายว่างั้น เขาสอดนั้นสอดนี้ ถ้าไม่มีหมาเขาก็หนี ถ้ามีหมาแล้วเอาจนได้ เขาจะไปดักข้างโน้นดักข้างนี้เรื่อย หมาก็ต้องเผลอ เสือดาวนี่ฉลาดกินหมากับคน แต่เสือโคร่งเขาไม่มาละ เขาไม่เคยสนใจ แต่กับเสือดาว ไปอยู่ที่ไหนมักมีเสมอ เราไปอยู่อย่างนั้นก็มาแอบอยู่ แต่ถ้าไม่มีหมาแล้วเขาก็ไป ไปก็ตามแต่ก็แอบมาดูเรื่อย ไม่ให้เรารู้ พวกนี้หากินหมากับคน ไปอยู่ในป่าก็มีเรื่องให้รู้ให้เห็นอยู่ในป่านั่นแหละ

คือแต่ก่อนไม่ได้เหมือนทุกวันนี้นะ ทุกวันนี้เอาแต่ภาพพจน์ที่ผ่านไปแล้วๆ มาพูดเฉยๆ ตัวจริงมันหมดไปแล้วๆ พวกเสือพวกช้างพวกหมี แต่ก่อนมีอยู่ทุกแห่ง ช้าง เสือ หมี กวาง พวกเนื้อมีเต็ม ไปอยู่ที่ไหนพวกนี้มีเต็มไปหมด เดี๋ยวนี้หมด มีคนมากเท่าไรๆ สัตว์เหล่านี้หมดเลย พูดก็พูดแต่เรื่องเก่าแก่ที่ผ่านมาแล้วๆ ทุกวันนี้ไม่มี ที่พูดเหล่านี้ไม่มีเลย มีก็มีอยู่ในที่ป่าที่เขาเลี้ยงสัตว์ เช่น เขาใหญ่ ภูหลวง เหล่านี้ ไปหาดูที่อื่นไม่มีแหละ ไม่เจอ

ที่ท่านสอนพระ พระพุทธเจ้าสอนเองสอนให้ไปอยู่ในป่า ที่น่ากลัวเท่าไรๆ ในขั้นเริ่มต้นจิตอย่าห่างจากพระพุทธเจ้า หรือพระธรรม หรือพระสงฆ์ ให้ติดแนบอยู่นั้น ความกลัวทั้งหลายจะหายไปๆ  ดังท่านแสดงไว้ในธชัคคสูตรก็เห็นไม่ใช่หรือ

อรญฺเญ รุกฺขมูเล วา           สุญฺญาคาเรว ภิกฺขโว

อนุสฺสเรถ สมฺพุทฺธํ            ภยํ ตุมฺหาก โน สิยา

จากนั้นก็ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เช่น ไปอยู่ในเรือนว่าง ในป่า รุกขมูลร่มไม้ซึ่งเป็นที่เปลี่ยว ถ้าเกิดความหวาดเสียวความกลัวขึ้นมา ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ถ้าระลึกถึงพระพุทธเจ้าไม่ระงับ ให้ระลึกถึงพระธรรม ระลึกถึงพระธรรมแล้วยังไม่ระงับ ให้ระลึกถึงพระสงฆ์ ท่านบอกไว้ในธชัคคสูตร แล้วความกลัวนั้นจะสงบไป เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านถึงสอนให้อยู่ในป่าในเขา พอมีความจำเป็นเข้ายึดธรรมปั๊บ คือธรรมมีอำนาจ พอยึดธรรมปั๊บจิตใจก็อบอุ่นๆ จากนั้นเกิดความกล้าหาญชาญชัย นั่นเห็นไหม

ในขณะที่เราไปอยู่ทีแรกมันกลัว กลัวมากทีเดียว สติกับจิตกับคำบริกรรม ถ้าในขั้นคำบริกรรมนะ ให้ติดกับนั้น เรื่องความกลัวทั้งหลายจะหายไปหมด การพิจารณาธรรมมันตามขั้นของธรรม คือตามขั้นของจิต จิตอยู่ในขั้นใดๆ ก็พิจารณาตามขั้น เช่นอยู่ในขั้นที่จะตั้งรากตั้งฐาน จิตกลัวท่านให้ยึดคำบริกรรม นี้คือที่พึ่งของจิตในขั้นนี้ พอจิตสงบเย็นเข้าไปๆ แล้วจิตมีสมาธิไม่ออกที่อื่น ให้อยู่กับสมาธิ แน่ะ จิตอยู่กับสมาธิ ตั้งมั่น รู้เด่นอยู่ในนั้นก็ไม่มีอะไร พอก้าวเข้าสู่วิปัสสนา เอาละที่นี่ แยกธาตุแยกขันธ์ ไปอยู่ในป่าในเขาอย่างนี้มันกลัวเสือก็ไล่หาเสือ แยกวิปัสสนาธาตุเสือกับธาตุเราต่างกันอย่างไรบ้าง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ของเสือกับของเราต่างกันอย่างไร แยกออกไป เป็นเนื้อเป็นหนัง เอ็น กระดูก ของสัตว์นั้นกับเราต่างกันอย่างไร กลัวกันหาอะไร นั่น เรียกว่าวิปัสสนา มันเป็นเองนะ เป็นตามขั้นของจิต

ผู้ไม่ได้ก้าวขึ้นสู่เวทีที่สำคัญๆ ไม่ค่อยจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ ส่วนมากมักจะเป็นผู้ที่เข้าสู่จุดสำคัญๆ ที่น่ากลัวมากๆ นั่นละเข้าสงคราม จะได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ระหว่างกิเลสกับธรรมอยู่ในจิต อันนี้เราก็เลยได้พอมาพูดให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาฟัง เหล่านี้คือเราผ่านมาแล้วทั้งนั้น เป็นเครื่องทดสอบ สิ่งเหล่านั้นเป็นหินลับปัญญา พอถึงขั้นปัญญาแล้วทุกสิ่งทุกอย่างเป็นหินลับปัญญาไปหมด มันกลัวอะไร แยกธาตุแยกขันธ์จนกระทั่งหมด มันเปลี่ยนสภาพนะจิต เพราะมันออกวิปัสสนาเกี่ยวกับเรื่องด้านวัตถุ มันพิจารณาแยกไปหมดแล้ว อันนี้จางไปๆ หมดไป ความรู้ของจิตนี้เด่นออกๆ กระจ่างออก เลยกลายเป็นความว่างไปหมด

พิจารณากำหนดเช่นอย่างเสือ ตั้งภาพปั๊บดับพุบพร้อมเลย ไม่อยู่ เมื่อเลยขั้นนี้แล้วเอาไว้ไม่อยู่ จะวิปัสสนาอะไรก็ไม่มี ตั้งพุบหายหมด มันไปอยู่เป็นพื้นฐานจริงๆ คือความว่าง มันออกไปนี้เป็นความว่าง พอว่างแล้วจะไปกลัวอะไร แน่ะ มันเป็นขั้นๆ นะ การพิจารณานี้ คือเราพูดนี้เราถอดออกมาจากสนามรบของเราทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่แน่ใจในการสั่งสอนโลก เราไม่เคยสะทกสะท้านกับสิ่งใด เพราะธรรมชาตินี้หมดความหวั่นทุกอย่าง ขึ้นชื่อว่าสมมุติ หมดโดยสิ้นเชิงภายในจิต สำหรับเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ก็มีเป็นธรรมดา เป็นแต่เพียงว่าจิตมันไม่มาติดมาพันเท่านั้นเอง อันนั้นเป็นอันนั้น ส่วนธาตุส่วนขันธ์ก็เป็นธรรมดา เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย ปวดหัวตัวร้อน ชอบอันนั้นไม่ชอบอันนี้ นี่อยู่ในวงขันธ์นะ ความรู้อันนี้อยู่ในวงขันธ์ รับทราบในวงขันธ์

เช่นอย่างเรามองดูอาหาร เอ้อ นี่ดีนะ มันจะดูดกันปั๊บ นั่น ระหว่างขันธ์กับจิต มีเท่านั้น มันจะดูดกันปั๊บๆ ส่วนอันนั้นเป็นคนละฝั่งแล้วไม่มีปัญหาอะไรเลย หมดโดยสิ้นเชิงขึ้นชื่อว่าสมมุติไม่มีในจิตดวงนั้น ส่วนขันธ์มีอยู่มันก็แสดงท่าทางของมันจนกระทั่งถึงหมดสภาพของมัน ธาตุขันธ์ของเรา เช่นชอบอันนั้น ไม่ชอบอันนี้ มันหากเป็นอยู่ในขันธ์ ความรู้ที่ประจำขันธ์มันจะบ่งบอกอยู่ในนั้น ขันธ์กับความรู้อันนี้มันจะบอกกัน เออ อันนี้ดีอันนั้นไม่ดี ชอบอันนั้นไม่ชอบอันนี้ มันก็เป็นของมัน นี่เรียกว่าขันธ์ อันนี้จะดับไปเมื่อขันธ์ดับ แต่ไม่ลุกลาม มันมีของมันจำเพาะอยู่เท่านั้น ให้มันเห็นชัดๆ อย่างนั้นซิการพิจารณา

เวลามันซึมนี้มันซึมจริงๆ ซึมซาบจริงๆ นี่เรียกว่าเข้าถึงจิต จิตกับอันนี้เป็นอันเดียวกัน มันกระเทือนถึงกันๆ เวลามันพรากกันๆ ด้วยการพิจารณา พรากจนหมดโดยสิ้นเชิง ทำยังไงมันก็ไม่เป็น มันเป็นสภาพหนึ่งของมัน ส่วนสมมุติก็ปฏิบัติตามสมมุติไปอย่างนั้นๆ ก็มีเท่านั้น เรื่องบาปเรื่องบุญอะไรนี้ ธรรมชาตินั้นมันผ่านไปหมดแล้ว ไม่มี ก็มีเหลือแต่ธาตุแต่ขันธ์ที่เดินวกวนอยู่ในวัฏวนที่เป็นแดนสมมุตินี้เท่านั้น มันเป็นของมันอย่างนั้น

ที่พูดนี้เอาออกมาจากเวที ให้มันเห็นชัดๆ ในเจ้าของไม่สงสัย ไม่ไปถามใคร รู้ชัดๆ เป็น สนฺทิฏฺฐิโกๆ ประกาศไปในตัวเสร็จ เพราะฉะนั้นท่านผู้ที่ปฏิบัติธรรม รู้ธรรมเห็นธรรม ท่านจึงเชื่อใน สนฺทิฏฺฐิโก ของท่าน สนฺทิฏฺฐิโก รู้ขึ้นมาจากผลปฏิบัติของท่าน เป็นอย่างนั้นเรื่อยๆ เรื่องวัฏวนมันเป็นของมันอยู่อย่างนี้ละ เรื่องธาตุเรื่องขันธ์นี่เรื่องสมมุติมันหมุนไป เช่นเกิดในภพนี้เป็นคน แล้วกลายไปเป็นหมาก็ได้ถ้าจิตต่ำ เป็นเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมไปก็ได้ถ้าจิตสูง ถ้าจิตต่ำเสียอย่างเดียวพาไปได้หมดทางต่ำ ต่ำสุดก็ไปได้ มันอยู่ที่ใจ ท่านจึงให้ระวัง

พอหมดสมมุติ หมดบาปหมดบุญหมดอะไรทุกอย่างในจิตใจ เหล่านี้เป็นสมมุตินะ เรื่องบาปเรื่องบุญเรื่องอะไรเป็นสมมุติทั้งหมด อยู่ในวงสมมุติ พออันนี้หมดจากใจแล้ว ใจก็เป็นใจ สมมุติก็เป็นสมมุติ เป็นคนละฝั่งตลอดเวลา เรียกว่าเป็นอฐานะ ให้เป็นอื่นไปใดไปไม่ได้แล้ว ให้มันประจักษ์อยู่ในนั้นซิ พอประจักษ์แล้วพูดอะไรก็ชัดเจน ไม่สะทกสะท้านว่าจะผิดไป เพราะออกมาจากความถูกต้องที่รู้แล้วเห็นแล้วมาพูดจะผิดไปไหน พระพุทธเจ้าท่านแสดงไว้ว่า สวากขาตธรรม คือออกมาจากความถูกต้องสุดส่วนของพระพุทธเจ้าแล้ว สอนโลกก็เป็นความถูกต้องไปหมด เป็นอย่างนั้นนะ ที่มันผิด เอะอะก็ผิดไปหมด เพราะตัวผิดฝังอยู่ในใจ เอะอะก็ผิดๆ ชำระออกให้หมดเสียโดยสิ้นเชิงก็หมดปัญหา

จิตนี่ละตัววัฏวน พออันนี้ออกหมดแล้วหมด ก็ยังเหลือแต่ธาตุแต่ขันธ์ดีดดิ้นอยู่ธรรมดาเหมือนสมมุติทั่วๆ ไปจนกว่าจะถึงเวลาของมันเท่านั้นเอง นอกนั้นจะให้มีอะไรเพิ่มให้มีอะไรขาดกันกับจิตนั้นเรียกว่าไม่มี หมดโดยสิ้นเชิง นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ถึงขนาดนั้นนะ และสดๆ ร้อนๆ ด้วย ใครปฏิบัติลองดูซิน่ะ จะเถียงพระพุทธเจ้าได้ที่ตรงไหนให้รู้นะ ถ้าขึ้นภาคปฏิบัติแล้วมีแต่หมอบราบๆ รู้ตรงไหนพระพุทธเจ้ารู้แล้ว เห็นตรงไหนพระพุทธเจ้าเห็นแล้ว ละตรงไหนพระพุทธเจ้าละเรียบร้อยแล้ว สอนไว้ถูกต้องแล้ว มันจะทะนงตัวไปไหนคนเรา ก็หมอบเท่านั้นเอง หมอบเลยเทียว เรียกว่าหมอบกับธรรม

ดังที่เราเคยพูดเรื่องนกกระเรียนกับพระอรหันต์เห็นไหมล่ะ นกกระเรียนนั้นมันมาโฉบเอาแก้ว นี่เราพูดย่อๆ เลย เพราะเป็นทางผ่านก็เอามาพูดเฉยๆ พวกเสนาบดีเขาเอาแก้วมาให้เจียระไน คนนั้นเป็นนายช่างแก้ว ช่างเจียระไนแก้ว เขาเอาแก้วมาให้ ผู้นี้เอามือเปื้อนเลือดไปจับเอาแก้วจากเขา พอดีลูกร้องไห้อยู่ในห้องในบ้าน เลยโดดเข้าไปหาลูก แก้วอันนี้ที่มันเปื้อนเลือดอยู่นั้น นกกระเรียนมันนึกว่าเป็นชิ้นเนื้อ มันก็โฉบเอาไปเลย นี่ท่านเคารพธรรม ฟังซิ ท่านไม่เสียดายชีวิตยิ่งกว่าธรรมนะ เอาตัวอย่างตรงนี้

พอนกกระเรียนมาโฉบปั๊บ โอ้ ตาย ท่านว่า นกกระเรียนโฉบเอาแก้วนี้กลืนเข้าไปแล้ว ตายที่นี่จะทำยังไง ก็เห็นอย่างชัดเขามาเขาก็ต้องถามท่าน ความที่กระทบกระเทือนกับชีวิตของสัตว์มันก็มีนี่ จะให้ท่านพูดว่ายังไง เขามาเขาก็ถาม อ้าว แก้วนี้ไปไหน ใครเอาไป ท่านก็ไม่ตอบ ถามท่านท่านก็นิ่ง ว่าท่านเอาเหรอ อาตมาไม่ได้เอา ถ้าท่านไม่เอาใครเอาไป ท่านก็ไม่กล้าพูด ถ้าบอกนกกระเรียนเอาไปเขาก็จะฆ่านกกระเรียน แต่ก็เป็นกรรมอันหนึ่งนะ ถ้าธรรมดามีข้อผูกมัดกันไว้เท่านั้นมันก็ได้ ยากอะไร

คือมันจำเป็นที่จะพูดแล้ว ก็ทำข้อผูกมัดสัญญากัน ตกลงสัญญากันแล้วค่อยบอก ถ้ายังไม่ตกลงไม่บอก ตายก็ยอมตาย อันนี้มีข้อแม้ที่จะออกได้อยู่ก็ออกข้อนั้น ทำสัญญากันว่า เอ้า มันจำเป็นจริงๆ ที่จะพูดแล้วคุณต้องปฏิบัติอย่างนั้นๆ ทำข้อตกลงกัน แล้วอาตมาจะบอก เมื่อเขาปฏิบัติตามนั้นแล้วจะบอก ว่านกกระเรียนเอาไปกิน กลืนเข้าไป คุณอย่าฆ่านกกระเรียนนะ นั่นมีข้อบังคับ แล้วคอยดูเวลามันถ่าย แก้วจะตกออกมาจากนั้นละ แล้วคุณก็จะได้แก้วจากนกกระเรียน เท่านั้นเรื่องราวก็ไม่เกิดใช่ไหมล่ะ แต่ท่านไม่ได้พูดข้อนี้เสีย ท่านก็เอาตั้งแต่ชีวิตของท่าน ถ้าบอกว่านกกระเรียนเขาก็จะฆ่านกกระเรียนเท่านั้นเอง

สุดท้ายเขาเอาเชือกมารัดคอท่านเลย ท่านก็ยอมตาย รัดคอจนเลือดทะลักออกมา นี่ก็กรรมเหมือนกัน เลือดทะลักตกออกไปโน้นแล้วนกกระเรียนก็มาโฉบเลือดอีกแหละ เขากำลังโมโหสุดขีดก็เตะนกกระเรียนกลิ้งไปโน้น เตะทีเดียวตายนะ นกกระเรียนตายเลย ท่านก็เลยทำมือเป็นสัญญาณให้คลายเชือกออกหน่อย อะไร ให้ดูนกกระเรียนว่ามันตายหรือยัง ตายไม่ตายยุ่งอะไร มึงอยากตายกับนกกระเรียนหรือ ไปอีกละ ท่านเป็นอรหันต์ท่านจะมาโกรธอะไร ไม่ใช่อย่างนั้น อยากจะทราบเรื่องนกกระเรียนเป็นยังไง เขาก็ไปจับเอานกกระเรียนโยนตูมมา นี่ตายไม่ตายก็ดูเอา

ท่านก็นำมาคลี่คลายดู อ๋อ ตายชัดเจนแล้ว เอ้อ ทีนี้อาตมาจะบอก แก้วของคุณนั้นนกกระเรียนนี้ไปโฉบเอาที่เขียงของคุณแล้วกลืนเข้าไปในท้อง เพราะฉะนั้นอาตมาจึงไม่บอก กลัวนกกระเรียนจะตาย แต่มันก็ดลบันดาลเป็นอย่างนี้แล้วจึงบอก พอผ่าออกแก้วก็อยู่ในพุงนกกระเรียน นั่นท่านตายท่านก็ยอม เลือดทะลักออกมาท่านยังไม่บอกเลย นั่นท่านเคารพอะไร ท่านเคารพธรรม ท่านไม่ได้เคารพชีวิต ท่านไม่เสียดายชีวิต ท่านเสียดายธรรม เคารพธรรม เรื่องราวมาลงจุดนี้นะ ท่านเคารพธรรม เป็นอย่างนั้นละ ถึงตายก็ตายไปเลย ไม่เห็นมีได้มีเสียอะไรกับเรื่องความเป็นความตาย ธรรมนี้เทิดทูนสุดยอดแล้ว นี่ละเรื่องราว

ทีนี้พอทราบอย่างนั้นแล้วก็ร้องไห้โฮ ขอขมาโทษท่าน เออ เรื่องขมาโทษ อาตมาไม่เอาบาปเอากรรมอะไรกับคุณแหละ อันนี้เป็นโทษแห่งวัฏฏะ ท่านว่างั้น แล้วพระอรหันต์องค์นั้นตั้งแต่วันนั้นท่านไม่เข้าชายคาใดเลย บิณฑบาตได้เท่าไรก็เอาเท่านั้น และไม่ฉันจังหันบ้านใด แต่ก่อนเขานิมนต์ไปฉันบ้านนี้ ๑๒ ปี บ้านนกกระเรียนนี่ เมียเขานั่นละเป็นสำคัญที่เคารพเลื่อมใส ช่างแก้วกระซิบเมียบอกว่า เข้าใจว่าเป็นพระองค์นี้มาเอาแก้วของเรา ทางเมียนี้ โห สะดุ้งเฮือก อย่าพูดอย่างนั้น ว่างั้นเลย เราจะตายจะเป็นบ๋อยเขาทั้งครอบครัวก็ยอมให้เป็นสำหรับพระองค์นี้ ท่านไม่เอาเด็ดขาด ตายก็ตาย จมก็จมเถอะน่ะ ไม่ฟังคำเมียซิ จึงออกมามัดคอพระ ถ้าฟังคำเมียแล้วก็ไม่มัดคอ เมียก็ร้องไห้อยู่ภายใน เพราะเห็นผัวตนนั้นใจโหด เอาเชือกมัดคอพระ

ครั้นเวลาตายแล้วเรื่องกระเทือนถึงพระพุทธเจ้า ท่านก็แสดงภาษิต ๓ บทเข้าในคนสามคนนี้ว่า ผู้ทำบาป ท่านรับสั่งออกมาเป็น ๓ บท ผู้ทำบาปตายแล้วตกนรก ก็คือผู้จะฆ่าพระอรหันต์นั่นทำบาป คนนี้ตายแล้วตกนรกจริงๆ  ผู้ทำบุญตายแล้วไปสวรรค์คือเมีย เมียไม่ยินดีด้วยเลยที่ผัวจะฆ่าพระอรหันต์โดยเห็นแก่แก้วเพียงเท่านั้น เมียจิตติดอยู่ที่พระอรหันต์ นี่เรียกว่าผู้ทำบุญ ตายแล้วไปสวรรค์ เมียคนนี้ตายแล้วไปสวรรค์จริงๆ

มีสามนะ คือผู้ฆ่าพระอรหันต์ก็คือผู้เอาเชือกรัดคอนั้น ตายแล้วตกนรก ผู้ทำบุญคือเมียที่ห้ามผัวไม่อยู่ ตายแล้วไปสวรรค์ ผู้สิ้นกิเลสแล้วตายแล้วไปนิพพาน ก็คือพระอรหันต์องค์นั้นไปนิพพาน ก็ท่านเป็นพระอรหันต์นี่ สงเคราะห์เขาถึง ๑๒ ปีนะ ไปฉันให้เขาทุกเช้าๆ ท่านเมตตา พอถึงวาระสุดท้ายท่านตัดขาดสะบั้นเลย ไม่ว่าบ้านใดเรือนใดที่ไหนจะไม่ไปทั้งนั้น เหตุเพราะอย่างนี้เอง ท่านบิณฑบาตได้อะไรท่านก็ฉัน จะไม่เข้าชายคาของบ้านคนเลย ท่านก็นิพพานไปเลยพระอรหันต์องค์นี้

นี่เราพูดถึงเรื่องธรรมมีน้ำหนักมากกว่าชีวิต ตายท่านก็ยอมตาย เรื่องราวเป็นอย่างนั้น ผู้เชื่อธรรมย่อมเป็นอย่างนั้น ไม่ได้เห็นแก่สินจ้างรางวัลโลกามิสใดๆ ที่จะมีคุณค่ายิ่งกว่าธรรม อย่างพระอรหันต์องค์นั้นตายท่านยอมตายเลย ท่านไม่ยอมให้นกกระเรียนตาย เอ้า ตายได้เลย สุดท้ายก็ไม่ตาย เรื่องราวเป็นอย่างนี้ มีมาในแบบในฉบับ เพราะฉะนั้นจึงว่าบาปบุญสดๆ ร้อนๆ นะ ใครอย่าไปหาลบล้างบาป เวลานี้กิเลสมันลบล้างแต่บาป บาปไม่มีๆ แล้วก็สร้างแต่บาปๆ บุญไม่มีไม่สร้างบุญ บุญมันก็ไม่อยากทำอยู่แล้ว บาปมันอยากทำทุกวัน มีผู้มาบอกว่าบาปไม่มีมันยิ่งสร้างบาปสนุกใหญ่เลย แล้วสดๆ ร้อนๆ นะสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้เหือดได้แห้งได้จืดได้จางนะ บาปบุญพระพุทธเจ้าทุกพระองค์สอนไว้อย่างสดๆ ร้อนๆ เสมอกันหมด ให้พากันระมัดระวัง วันนี้พูดให้ฟังเป็นคติเครื่องเตือนใจ

         วันนี้เช้าหน่อย ไม่ค่อยสายเท่าไร ไม่ค่อยมีเรื่องสกปรกรกรุงรังเข้ามากวน เราก็สบาย การพูดการจานี้เรารู้สึกสบายถ้ามีแต่ธรรมล้วนๆ กล่อมใจผู้ฟังให้สะอาดผ่องใสสงบร่มเย็น ถ้ามีแต่เรื่องฟืนเรื่องไฟ เรื่องบ้านเรื่องเมือง เช่นการบ้านการเมืองดังที่เป็นอยู่เวลานี้ การศาสนารบรากันยุ่งอยู่เวลานี้ นี่คือฟืนคือไฟเผาไหม้หัวใจโลกนะ อย่างนี้เป็นเรื่องสกปรก เราพูดจริงๆ ที่เราพูดเกี่ยวข้องกับโลกนี้ คือเราอยู่ในท่ามกลางโลก โลกก็อาศัยเรา เราก็ได้ช่วยเหลือตามกำลังของเรา แต่ความช่วยเหลือมันก็ไม่พ้นที่เรื่องความสกปรกที่เข้ามายุ่งจนได้นั่นแหละ

         วันไหนๆ พูดตั้งแต่เรื่องสกปรก เราอิดหนาระอาใจมากจริงๆ นะ เราพูดจริงๆ เราไม่มีในสิ่งเหล่านี้ ถ้าว่าสะอาดก็เลยไปหมดทุกอย่างแล้ว ไม่มีอะไรที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เรื่องความสกปรกธาตุขันธ์ของเราที่อยู่ในท่ามกลางโลก มันก็เป็นธาตุขันธ์ตัวสกปรก โลกทั้งหลายก็เป็นของสกปรกด้วยกัน ความสกปรกต่อสกปรกอยู่ด้วยกันมันก็ต้องหมุนกันอย่างนี้แหละ เราจึงได้พูดถึงเรื่องการบ้านการเมือง การศาสนาที่มันเผากันอยู่เวลานี้ มันก็มีอยู่ หลักเกณฑ์อันดีก็มี แต่มันไม่ยอมยึด มันยึดเอาแต่สิ่งชั่วช้าลามกเข้ามาเผากัน อย่างนั้นแหละ

         อย่างศาสนาพระพุทธเจ้านี่ตำหนิที่ตรงไหน หาที่ตำหนิไม่ได้ มันก็มาหาปลดหาเปลื้อง หาแก้หาไขเอาความสกปรกยัดเข้าไปๆ ศาสนาที่ใสสะอาดก็กลายเป็นความมัวหมอง เกิดเรื่องเกิดราวขึ้นจากความมัวหมองที่เข้าไปโปะศาสนา ที่เป็นของสะอาดเลิศเลอนั้นเองให้เกิดเรื่องเกิดราวอยู่เวลานี้ ทางพระก็เกิดเรื่องเกิดราวทำลายศาสนา ประชาชนก็ทั้งทำลายชาติ ทั้งทำลายศาสนา พระมหากษัตริย์ไปอยู่ในตัวๆ ด้วยความเย่อหยิ่งจองหองลืมเนื้อลืมตัวนั้นแหละ

         ธรรมจึงเตือนเสมอๆ เรานี้เตือนเสมอ เราไม่มีฝ่ายได้ฝ่ายเสีย ไม่มีอยู่กับฝ่ายใด เราสอนโลกด้วยความเมตตาสงสารล้วนๆ เพราะฉะนั้นผู้ใดที่เป็นลูกชาวพุทธควรได้สำนึกตัวมองดูหน้าพระพุทธเจ้าบ้าง กับหน้าเราที่กำลังเป็นเปรตเป็นผีเป็นยักษ์เป็นมาร จะกลืนบ้านกลืนเมืองด้วยอำนาจบาตรหลวงป่าๆ เถื่อนๆ ของตน มันต่างกันยังไงบ้างกับหน้าพระพุทธเจ้า ที่เป็นหน้าแห่งความเมตตาสงสารโลก ครอบโลกธาตุไปหมด ไม่มีมลทินให้สัตว์ทั้งหลายได้รับความเดือดร้อนจากพระเมตตา หรือจากหน้าพระพุทธเจ้าเลย แต่หน้าพวกเรานี้เป็นหน้ายักษ์หน้าผี หาความเมตตาไม่ได้ มีแต่ความเย่อหยิ่งจองหอง อันนี้ละมันจะทำลายทั้งเราทั้งส่วนรวม ให้พากันมองบ้าง เราเป็นลูกชาวพุทธด้วยกัน อย่ามีแต่ความเย่อหยิ่งจองหอง

         เรื่องศาสนาเราขอยกนิ้วให้เลย ว่าไม่มีอะไรเลิศเกินศาสนา ที่เรานำมาสอนโลกเดี๋ยวนี้เราไม่อยู่ในวงกรณีพิพาทนะ เราไม่มีฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ เราจึงไม่มีคำว่าแพ้ว่าชนะ  เรานำธรรมมาสอนโลก ผิดถูกประการใดเรานำมาสอนโลกๆ อย่างนี้ เราไม่ได้หาเรื่องใส่โลก แล้วจะว่าเรามาเล่นการบ้านการเมืองหาอะไร ธรรมมาชะล้างสิ่งสกปรกที่เรียกว่า การบ้านการเมืองที่เขายกยอกันอยู่เวลานี้ นั่นคือกองสกปรกของคนชั่วที่สร้างขึ้นมา  น้ำคือธรรมอันสะอาดมาชะล้าง แนะนำสั่งสอนให้รู้จักผิดถูกชั่วดี ให้ต่างคนต่างแก้ต่างไขถอดถอนและปรับปรุงความดีงามขึ้นมา แล้วก็จะกลายเป็นความดีงามขึ้นมาในตัวเองและส่วนรวม ตลอดประเทศชาติบ้านเมืองของเราจะเป็นความสงบร่มเย็น เพราะอำนาจแห่งการเชื่อฟังธรรม นำธรรมมาชะล้าง จะเป็นความสงบร่มเย็นสะอาดทั่วหน้ากันไป

         ขอให้พี่น้องชาวไทยเราซึ่งส่วนมากมีแต่ลูกชาวพุทธ ขอให้นำธรรมนี้ไป อย่ามาถือหลวงตาบัวนี้ว่าเป็นข้าศึกต่อท่านทั้งหลาย จะผิดทั้งเพ หลวงตาบัวไม่มีพิษมีภัยต่อผู้ใด ผิดถูกบอกตามความผิดความถูกไปโดยลำดับลำดา ไม่ได้หาเรื่องหาราว ขอให้ยึด นี่เป็นธรรมพระพุทธเจ้า ผิดถูกประการใดพูดตามความผิดถูก ดีบอกว่าดี ชั่วบอกว่าชั่ว นี้คือธรรมเป็นธรรมชาติที่ตายตัว ไม่เอนไม่เอียง ขอให้นำธรรมนี้เข้าไปวินิจฉัยใคร่ครวญตัวของเราตัวมหาภัย ท่านว่าอคติ มันอยู่ในหัวใจของเรานั้นแหละ ให้ไปแยกมันออก และให้มีธรรมอยู่ภายในใจแล้วจะสงบร่มเย็นกันไป

         นี่เราก็ฝากธรรมไว้กับบรรดาพี่น้องทั้งหลายก่อนที่เราจะตาย เราตายนี้เราไม่ได้ตายไปด้วยความบาดหมางกับผู้ใด กับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กับโจรมารผู้ใดเลย เราเทิดทูน อยากจะให้เป็นคนดิบคนดี มีความสุขความเจริญด้วยอำนาจแห่งธรรมที่นำมาสอนทั้งนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น จึงขอให้ท่านทั้งหลายได้นำไปพินิจพิจารณา อย่าเย่อหยิ่งจองหองกัดกันเหมือนหมูเหมือนหมา ความรู้วิชาเรามันกลายเป็นความรู้วิชาของหมาไป แล้วกัดกันเหมือนหมามันก็เลวกว่าหมา อย่านำมาใช้ในวงมนุษย์

         ยิ่งผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนมามากๆ และเป็นผู้ปกครองชาติ-ศาสนามาโดยลำดับลำดาแล้ว ควรจะพิจารณาตนให้ดี ก่อนจะนำออกใช้สิ่งใด จะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม หรือเป็นความเสียหายแก่ส่วนรวมให้พินิจพิจารณาเสียก่อน อย่าเอาแต่อำนาจบาตรหลวงป่าๆ เถื่อนๆ มาแสดงโดยถ่ายเดียว โดยสำคัญตนว่าใหญ่กว่าเพื่อน ใหญ่กว่ามนุษย์ทั้งเพ ใหญ่กว่าเทวบุตรเทวดา แล้วมันจะจมลงไปในสถานที่คนดีทั้งหลายเขาไม่ไปนั่นแหละ คือนรกคนดีเขาไม่ไป แต่คนชั่วตัวทะนงมันจะลงแน่ๆ ไม่ต้องสงสัย

         ใครจะไปเหยียบหัวพระพุทธเจ้าเหยียบไม่ลง ธรรมอยู่กับพระพุทธเจ้าเต็มพระองค์ ใครจะไปเหยียบหัวพระพุทธเจ้าลงมันก็เท่ากับเหยียบหัวเจ้าของนั้นแหละ ไปดูถูกเหยียดหยามธรรม ดูถูกเหยียดหยามพระพุทธเจ้าก็เหยียบหัวเจ้าของลงนั่นละ ให้พากันจำให้ดีนะ เอาละพอ

         เราก็คงนู่นน่ะ พอดีเขานิมนต์ไว้แล้ว เมษาวันที่ ๙ เขาจะมีงานที่กรุงเทพฯ เราอาจจะได้ลงไปวันที่ ๗ หรือที่ ๘ ถึงกรุงเทพฯ วันที่ ๙ ก็เป็นงานเขา แต่ไม่ใช่งานฉันนะ ไปงานธรรมดา จนสิ้นเดือนเมษาถึงจะได้กลับมา ถ้าไปแล้วมันไม่ว่าง

         ทองคำวันนี้ได้ ๑๒ สตางค์

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก