การปล่อยตัวมีแต่เดือดร้อน
วันที่ 5 พฤษภาคม 2548 เวลา 8:05 น. ความยาว 48.24 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

การปล่อยตัวมีแต่เดือดร้อน

 

ก่อนจังหัน

พระวัดนี้อย่าเด้นๆ ด้านๆ นะ ดูกิริยาท่าทางแสดงออกให้มีสติให้มีปัญญาติดตัวๆ นี่ละพระ พระลูกศิษย์ตถาคต ให้มีสติสตังติดตัวๆ ผู้บวชมาชำระกิเลส เอาอะไรชำระกิเลส ต้องสติกับปัญญา ศรัทธา ความเพียร หนุนกันไป อันนี้ละทางเดินเพื่อความพ้นทุกข์ ไอ้เซ่อๆ ซ่าๆ มันดูไม่ได้นะ เวลานี้พระเราดูพวกพระด้วยกันนี้จนจะดูกันไม่ได้ มันเลอะขนาดไหนพระเราน่ะ เขาไม่มาตำหนิติเตียนอะไรแหละ พระดูพระ ตำหนิติเตียนกันได้เพื่อแก้ไขดัดแปลงให้ดี ไม่ใช่ตำหนิเพื่อเหยียบย่ำทำลาย มันเลอะเทอะมากนะเวลานี้พระ ศาสนาเลยเป็นแหล่งหากินไปหมดนะ

พุทธศาสนาเรานี้เป็นแหล่งแห่งมรรคผลนิพพาน พื้นเพเป็นอย่างนั้น ที่อาศัยกันไปแอบๆ แฝงๆ เป็นธรรมดาโลกกับธรรมอยู่ด้วยกัน แต่นี้มันเลอะเทอะไปเสียเลยนี่ซิ เอาศาสนาเป็นแหล่งหากิน นี่ละสำคัญมากนะ ตั้งยศตั้งลาภก็ตั้งขึ้นที่นั่นละ แหล่งหากินที่นั่น แหล่งที่พระตัวเท่าอึ่งนี้เบ่งก็อยู่ที่นั่นละ มันเบ่งเก่งนะพระเรา มันไม่ได้สนใจกับเรื่องมรรคเรื่องผล ศีลธรรมอะไรเลย ไม่สนใจ พูดให้มันชัด เรียนคัมภีร์เดียวกัน ตาหูมีเหมือนกัน ใจมีเหมือนกัน ทำไมดูกันไม่ออก พระดูกันไม่ออกมีอย่างเหรอ

พวกเรานี่มันเลอะเทอะนะ อย่าให้มีนะที่นี่ ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ สำรวมระวังตนเสมอ ไปที่ไหนมีสติสตัง อย่าเลอะๆ เทอะๆ ถ้าปราศจากสติแล้วมองดูหมดคุณค่านะ เลอะๆ เทอะๆ ไปอย่างนั้น ถ้ามีสติอยู่กับตัว อากัปกิริยาทำอะไรมันจะบอกในตัวๆ มีค่าๆ ในตัว จำให้ดีพระเณร ผมก็แก่แล้ว จะตายวันไหนก็ไม่รู้ นี่บวชในศาสนามา ๗๒ ปีนี้ฟังซิ มาสอนท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่นี้เกิดเมื่อไร ผมบวชนี้ยังไม่เกิดนะนี่ นานขนาดไหนสอนโลก สอนเจ้าของก็เต็มเม็ดเต็มหน่วย จากนั้นก็สอนโลกเรื่อยๆ ไปจึงได้รวมความลงไปว่า เรียนโลกจบแล้ว เรียนธรรมก็จบไปพร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน สถานที่เดียวกัน ที่มาสรุปการเรียนโลกเรียนธรรมจบ จบมาแล้วได้ ๕๕-๕๖ ปีนี้ จึงไม่สงสัยว่าสอนโลกจะผิดไปที่ไหน

เรียนโลก ดูอะไรแง่งอนของโลกมันเป็นยังไงๆ คือแง่งอนของกิเลส ดูตลอด เอาธรรมจับๆ รู้หมดๆ ทีเดียว เรียนธรรมก็ละเอียดลออขนาดไหนภายในจิตใจนี่ รู้หมด เรียกว่าไม่ต้องหาอีกแล้วหาธรรม ไม่ต้องหาเรียนที่ไหนอีกแล้วเรียนธรรม เรียนกิเลสมันก็เต็มอยู่แล้วไปเรียนที่ไหน มันโดนตั้งแต่กิเลสๆ ทั้งนั้น นี่เรียกว่าจบ หายสงสัย ปล่อยวางโดยประการทั้งปวงแล้ว ท่านทั้งหลายเชื่อหรือไม่เชื่อ พิจารณาซิ ธรรมพระพุทธเจ้า นี่เรานำธรรมพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติและเห็นผลประจักษ์ตนจนเป็นที่พอใจ เรียกว่าเรียนจบแล้วทั้งทางโลกและทางธรรม เราพูดอย่างองอาจกล้าหาญชาญชัย ไม่มีกิเลสตัวใดจะมาโอ้อวดพองตัวเหมือนอึ่งอ่าง เราไม่มีในหัวใจเรา

ภาษานี้เป็นภาษาธรรม พูดออกไปอะไรเป็นธรรมๆ กิริยาอาการจะดุด่าว่ากล่าว เด็ดขาดหรือนิ่มนวลขนาดไหน เป็นกิริยาของธรรมล้วนๆ ไม่เป็นพิษต่อผู้ใด การแสดงออกทุกอย่างเป็นอรรถเป็นธรรม นำไปทำประโยชน์ได้ทั้งนั้น นั่นละธรรม เรียนให้จบ เรียนธรรมให้จบในหัวใจเรา กิเลสก็อยู่ในหัวใจ ธรรมอยู่ในหัวใจ เรียนกิเลสในหัวใจรอบคอบหมดไม่มีอะไรเหลือ กิเลสปัดออกหมดโดยสิ้นเชิง ธรรมจ้าขึ้นมานั่น เรียกว่าเรียนธรรมจบ เรียนโลกจบ ทีนี้หายห่วง ไม่มีอะไรทุกข์ ไม่มีในหัวใจผู้เรียนโลกจบเรียนธรรมจบ

พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ท่านเรียนจบนะ ท่านเป็นอย่างนั้น พวกเรานี้เรียน โถ ของง่ายหรือทุกวันนี้ โรงร่ำโรงเรียนแต่ก่อน โรงเรียนพระมีแต่โรงเรียน เรียกว่าปริยัติ ศึกษาเล่าเรียนเพื่อออกปฏิบัติ เพื่อบุญเพื่อกุศล มรรคผลนิพพาน เดี๋ยวนี้มันไม่ไปเรียนอย่างนั้น มันเอาวิชาทางโลกเข้าไปเต็มไปหมดในวัดในวา มิหนำซ้ำตั้งมหาวิทยาลัยนั้นมหาวิทยาลัยนี้ มหาวิทยาลัยสงฆ์ สงๆ เส็งๆ อะไร มหาวิทยาลัยสงฆ์พระพุทธเจ้าอย่างนั้นมีเหรอ เรียนมาด้วยกันมาโกหกกันทำไม

มหาวิทยาลัยสงฆ์ในป่าเห็นไหมล่ะ รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย บรรพชาอุปสมบทแล้วให้เธอทั้งหลายไปอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ ในป่าในเขา ตามถ้ำ เงื้อมผา ป่าช้า ป่ารกชัฏ ที่แจ้งลอมฟาง อันเป็นสถานที่บำเพ็ญสมณธรรมได้สะดวก ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งหลาย และจงอุตส่าห์อยู่และบำเพ็ญในสถานที่นั้นตลอดชีวิตเถิด นี่วิชาธรรมของพระพุทธเจ้า มหาวิทยาลัยของพระพุทธเจ้า มหาวิทยาลัยป่านั่นละ นี่ตั้งโก้ๆ มหาวิทยาลัยสงฆ์มหาวิทยาเส็ง กิเลสเต็มอยู่ในนั้นอยู่ในมหาวิทยาลัย มีตั้งแต่คลังกิเลสทั้งนั้น สั่งสมกิเลสออกมาเหยียบหัวพระพุทธเจ้าต่อหน้าต่อตา พวกมหาวิทยาลัยนี้แหละเก่งๆ ทะนงตัวเก่งมากพวกนี้น่ะ

เดี๋ยวนี้มีแต่อย่างนี้ มีแต่วิชากิเลสเหยียบหัวธรรมๆ เอาธรรมเป็นแหล่งหากินแล้วก็เหยียบหัวธรรมไป พวกเราเป็นยังไง ฟังกันไหมพระเต็มอยู่ในวัดในวานี่ สอนพวกเราผู้มีกิเลสด้วยกัน ไม่ได้สอนคนนั้นคนนี้นะ สอนพวกมีกิเลสด้วยกันและมาชำระกิเลส ให้นำนี้ไปปฏิบัติ เอาไปพินิจพิจารณาให้เข้าใจ โยมก็มีกิเลสเหมือนกัน นำไปแยกแยะไปปฏิบัติต่อตนเองได้ ให้พากันคิดนะ

ศาสนาละเอียดลออขนาดไหน โลกอันนี้จนพระพุทธเจ้าท้อพระทัยที่จะมาสั่งสอนโลกสกปรก สั่งสอนโลกส้วมโลกถาน ท้อพระทัย ทรงบำเพ็ญพระบารมีมากว่าจะได้ตรัสรู้ หนักขนาดไหน พอตรัสรู้ผางขึ้นมามาดูสภาพที่จะสั่งสอน มันมีแต่มูตรแต่คูถ มีแร่ธาตุที่เป็นสาระต่างๆ มากน้อยเพียงไรหรือไม่ก็ไม่ทราบ มองทีแรกเห็นแต่กองมูตรกองคูถกองเท่าภูเขาๆ ภูเขาภูเรานี้แหละจะภูใคร จนท้อพระทัย เป็นยังไงพระพุทธเจ้าก็เป็นคนเหมือนกัน แต่ก่อนก็เหมือนโลกทั่วๆ ไป พอตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมาแล้วจนจะสอนโลกไม่ได้ นั่นฟังซิ โลกกับธรรมต่างกันยังไงบ้าง เรายังพองตัวอยู่เหรอ ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย

ถ้าไม่มีศาสนาจะจมนะเมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ ไปที่ไหนๆ มีตั้งแต่เรื่องกิเลสออกหน้าออกตา แม้แต่ในวัดก็เลยกลายเป็นส้วมเป็นถานโดยไม่รู้ตัวนะ ความประพฤติปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างบรรจุอยู่ในวัด มีแต่ส้วมแต่ถานทั้งนั้น พระก็ปฏิบัติตัวเป็นมูตรเป็นคูถ ตกลงพระเป็นมูตรเป็นคูถ สิ่งทั้งหลายในวัดนั้นก็เป็นส้วมเป็นถานรวมกันอยู่นั้น เต็มอยู่นั้น วัดเลยกลายเป็นส้วมเป็นถาน พระเณรกลายเป็นมูตรเป็นคูถ เคยมีไหม ไปดูเอาซิมีไหม หรือว่าหาเรื่องมาพูดหรือ มันเลอะเทอะขนาดไหนวัดหนึ่งๆ เป็นยังไง วัดเขาวัดเราวัดไหนมันก็เหมือนกันเวลานี้

ตาอรรถตาธรรมไม่มีบ้างเหรอ ตาพระพุทธเจ้ามี ตาสาวกทั้งหลายมี ตาเราเป็นตาอะไรถึงได้มีแต่ตามูตรตาคูถอย่างนั้น ขยี้ขยำ ถ้าเป็นมูตรเป็นคูถ โธ้ พอใจเหลือเกิน นี่ละมันน่าสลดสังเวช เห็นไหมกิเลสมันขึ้นทุกวันๆ หนาแน่นขึ้นทุกวัน เรื่องธรรมจะไม่มีทางขึ้นได้นะ ผู้บำเพ็ญธรรมมีน้อยมาก ผู้ที่บืนตามกิเลสมีมากขนาดไหน ดูท่านดูเรา ในตัวของเรากิเลสมากกว่าธรรมทั้งๆ ที่มาในวัดนี่แหละ กิเลสเต็มตัว ธรรมมีสัก ๕% อย่างมาก เทียบกันอย่างนี้ซิ เอาละให้พร

 

หลังจังหัน

ผู้กำกับ        ปัญหาธรรมะครับ กระผมได้ถวายตัวเป็นลูกศิษย์ และปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์เป็นเวลา ๑๒ ปีแล้ว การปฏิบัติธรรมะก็ล้มลุกคลุกคลาน เนื่องจากสู้กิเลสได้บ้างไม่ได้บ้าง มีภาระรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวบ้าง การปฏิบัติธรรมจึงไม่ค่อยต่อเนื่อง จะมีบ้างก็ต้องอาศัยช่วงจังหวะปิดเทอม มาปฏิบัติที่วัดป่าบ้านตาดครั้งละ ๑๐ วัน ๑๕ วัน ๒๐ วันบ้าง เป็นครั้งคราวในช่วงปิดเทอม กระผมได้ปฏิบัติโดยบริกรรมพุทโธกับลมหายใจเข้าออก คือหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ

คืนหนึ่งกระผมใช้สติที่กำกับจุดเล็กๆ เหมือนปลายเข็ม(โดยสมมุติขึ้นในรูจมูก) ลมเข้าออกผ่านจุดปลายเข็ม ไม่ให้เผลอ เรียกว่าจี้อยู่จุดนั้นตลอดเวลา ประมาณ ๕ นาทีเหมือนกับหมดความรู้สึก ตัวหายไปนานเท่าไรประมาณไม่ถูก พอรู้สึกตัว จิตมีรูปร่างเหมือนใบโพธิ์ เด่นอยู่เหนือศีรษะ ลอยตัวอยู่ ที่พื้นด้านล่างเป็นบ่อซีเมนต์เล็กๆ เห็นเขาเลี้ยงลูกปลา ๕ บ่อ แต่ละบ่อแยกกันชัดเจน บ่อใครบ่อมัน ขณะที่จิตรับรู้เรื่องบ่ออยู่นั้น ธรรมะเกิดขึ้นว่า เกิดดับ ที่บ่อเล็กๆ เปรียบเหมือนขันธ์ ๕ มีแต่เกิดกับดับ จนถือเป็นสาระแก่นสารอะไรไม่ได้ เรียกว่าเหมือนลมพัดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

ในช่วงนี้จิตรับรู้อย่างชัดเจนว่า ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ มีแต่เกิดและดับเท่านั้น จะยึดถืออะไรไม่ได้ ขณะนั้นเองได้ยินเสียงของหลวงตา ซึ่งขณะนั้นหลวงตาไม่ได้อยู่ที่วัดป่าบ้านตาด หลวงตาเดินทางไปที่กรุงเทพมหานคร ดังก้องขึ้นมาว่า เอ้า ทุบหม้อให้มันแตก เมื่อทุบแตกละเอียดแล้วมันไม่กลับมาเป็นหม้ออีกหรอก ในช่วงดังกล่าวนั้นน้ำตาได้ไหลออกมา อัศจรรย์ในสิ่งที่รับรู้ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และองค์หลวงตาที่มีเมตตา พระคุณของท่านล้นเหลือหาเปรียบมิได้ ประเสริฐที่สุดในโลก น้ำตาไหลพราก กราบระลึกถึงพระคุณอยู่นาน อัศจรรย์ในสิ่งที่ไม่เคยรู้เห็น จิตใจช่วงนี้เหมือนกับได้รับอิสระภาพ ปลอดโปร่ง โล่งเหมือนไม่มีอะไรบังคับเลย เป็นจิตที่มีความสุขที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมา

ในคืนนั้นได้ใช้วิธีภาวนาจี้จุดดังกล่าวนั้น จิตสงบอย่างเดิมถึง ๓ ครั้ง แต่ละครั้งมีความสุขสงบเย็นเหมือนน้ำแข็งจนถึงตี ๒ กว่า และไปจนกระทั่งสว่าง ได้รับความสุข จากนั้นมาอีกหลายวัน เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยลืมเลือนเลย ดังที่เคยผ่านมาแล้วประมาณ ๖ ปีจนถึงปัจจุบัน ขอกราบเรียนถามปัญหาดังต่อไปนี้ครับ

ข้อที่ ๑ ที่องค์หลวงตาเมตตามาบอกในจิตคืนนั้นว่า ให้ทุบหม้อให้แตกละเอียดแล้วมันจะไม่กลับมาเป็นหม้ออีกนั้นหมายความว่าอย่างไรครับ(หลวงตา อ๋อ หม้อภพหม้อชาติในจิตของเรานั้นแหละ)

ข้อ ๒ ในปัจจุบันกระผมให้มีสติและบริกรรมในอิริยาบถต่างๆ ที่เคลื่อนไหวไปมา การภาวนาก็ใช้วิธีจี้จุดดังที่เคยทำมา ก็สงบบ้างไม่สงบบ้าง แล้วก็ได้พิจารณาร่างกายลงที่ไตรลักษณ์และลงที่ความตาย คือพิจารณาร่างกายแล้วจิตก็จะสบาย อย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ(หลวงตา ถูกต้อง)

ข้อ ๓ ถ้าจิตเข้าใจว่าขันธ์ ๕ มีแต่เกิดกับดับเท่านั้น ถือเป็นสาระแก่นสารอะไรไม่ได้ จิตใจเข้าใจอย่างนี้แล้วจะต้องพิจารณาอย่างไรต่อไปครับ

หลวงตา       ไม่รู้ว่าจะตอบว่ายังไง เอ้า ขอผ่าน ขี้เกียจตอบ อาการที่ปรากฏนี้มันปรากฏขึ้นจากจิต ก็เป็นภาพของจิตนั่นแหละ เรื่องนั้นเรื่องนี้ๆ เวลาพิจารณาภาวนามันก็มาเป็นภาพอย่างนี้ๆ  ไม่ภาวนามันก็เป็นภาพอย่างนั้นๆ ตลอด สังขารขันธ์สำคัญมาก ความคิดความปรุงตลอดเวลา เวลาเข้ามาภาวนามันก็มาเป็นความคิดความปรุงในจิต ไม่ภาวนามันก็เป็นความคิดความปรุงกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปเรื่อยๆ นี่เรียกว่าขันธ์ สังขารขันธ์ สัญญาขันธ์ มันไปด้วยกัน ความจำ สัญญาขันธ์ สังขารความปรุง อันนี้ที่ทำงานเด่นในตัวของเรา ออกทางรูปหยาบๆ ก็ตา ไปไหนตาต้องเห็นไปเรื่อยๆ เป็นเครื่องเพลินไป ตาเป็นผู้ส่องทาง สังขาร สัญญา ปรุงไปตาม เพลินไปตาม นี่เครื่องใช้ของเขาละนั่น เวลาเข้ามาพิจารณาภายในมันก็เป็นภาพภายใน ให้รู้ให้เห็นอยู่ภายใน ละเอียดเข้าไปเรื่อยๆ ละถ้าเป็นภาวนา เปลี่ยนเพื่อความดีงาม และเพื่อความสิ้นสุดยุติของขันธ์เหล่านี้ รู้เท่าทันมัน

เราอยากให้พี่น้องชาวไทยเราได้สนใจกับพุทธศาสนาบ้าง ไม่มากก็ให้บ้างเถอะน่ะ นี้มีแต่สนใจกับกิเลสตัณหาเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ทั่วโลก ไม่ได้สนใจในธรรม ทำจิตใจให้สงบให้รู้จักประมาณ การดูการเห็นการได้ยินได้ฟังให้มีประมาณบ้าง แล้วยับยั้งจิตใจของเราให้เข้าสู่ความสงบด้วยบทธรรม นี่จะมีที่ยับยั้งมีที่สงบ โลกมีแต่ความวุ่นวายเขาถือเป็นความสบาย โลกของกิเลสวุ่นวายเท่าไรเลยเพลินไปตาม เหมือนว่าสบายไปตามๆ ขัดกันกับธรรม ธรรมสงบเท่าไรๆ ยิ่งไม่มีอะไรกวนๆ สุดท้ายเงียบปุ๊บ โลกธาตุว่างไปหมด สุญฺญโต โลกํ โลกสูญหมด สูญอยู่ภายในจิตไม่มีอะไรเข้าผ่านเลย นั่น มันต่างกันอย่างนั้นนะ

โลกนี่วุ่นเท่าไรไม่ทราบว่าสุขว่าทุกข์ก็เพลินไปกับมันตลอดเวลา โลกเป็นอย่างนั้น ถ้าเรื่องธรรมแล้วสงบเข้ามาๆ จนกระทั่งดับหมดเลย นั่นท่านว่า ปรมํ สุขํ อยู่ตรงนั้น นี่ละเรื่องของธรรม เครื่องเทียบเคียง ธรรมกับโลกไปด้วยกัน กิเลสกับธรรมไปด้วยกัน ถ้าไม่เรียนธรรมไม่รู้ รู้แต่เรื่องของกิเลส เพลินกับกิเลสโดยถ่ายเดียว ถ้าเรียนธรรมแล้วมีข้อเทียบเคียงกันๆ คัดเลือกได้ๆ สรุปลงแล้วไม่มีใครเลยพระพุทธเจ้าในสามแดนโลกธาตุนี้ ทรงขุดค้นหาของแปลกประหลาดอัศจรรย์มาให้โลกได้เห็น ก็คือพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว เป็นพระองค์แรก จากนั้นก็สาวกเรียงลำดับลำดามา นอกนั้นไม่มีใครเห็นไม่มีใครรู้ ก็รู้กันอย่างที่เรารู้ๆ เห็นๆ รู้ด้วยกิเลสตัณหา ไม่ได้รู้ด้วยธรรม มันต่างกัน

ศาสนาเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อไร ลงได้เห็นจ้าขึ้นมาภายในจิตใจมันท้อไปหมดนะ เรื่องที่เคยเป็นมา ดีดดิ้นมา ด้วยความลืมเนื้อลืมตัว ความเพลิดความเพลิน สุขทุกข์ไม่รู้ ดิ้นไปตามนั้น มันเห็นโทษไปหมดเลย เมื่อเห็นโทษแล้วมันก็ยับยั้งตัวๆ เข้ามา อันนี้ไม่มีเครื่องยับยั้ง ถ้ารถก็มีแต่คันเร่งไม่มีเบรก เหยียบลงคลองไปเรื่อยๆ ไม่มีเบรกห้ามล้อ พวงมาลัยหมุนไปเพื่อความปลอดภัยและจุดที่หมาย เร่งก็เร่งให้ถึงจุดที่หมาย ทราบว่าถนนคดโค้งหรือมีสัตว์มีบุคคลผ่านมา เบรกเริ่มแล้ว เหยียบเบรกๆ นั่นการปฏิบัติต่อรถยนต์สำหรับผู้ขับรถต้องปฏิบัติอย่างนั้น

เราขับขี่ตัวของเราเพื่อความดีงามก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน พลาดไม่ได้ พลาดเสีย เหมือนกับขับรถพลาดลงคลอง เราขับตัวของเราพลาดเป็นความทุกข์มากลำบากแสนสาหัส ครั้นเกี่ยวเข้าไปข้างนอกติดคุกติดตะราง ลงไปกระทั่งเมืองผี มีแต่เรื่องของการขับขี่ตัวของเรา เหยียบแต่คันเร่ง ไม่ได้เหยียบเบรกห้ามล้อ การขับขี่ตัวของเราคือดัดแปลงตัวของเราเอง เรียกว่าขับขี่ตัวเราเอง เบรกห้าม อะไรไม่ดีอย่าทำ ความอยากมีด้วยกันทุกคน ธรรมห้ามความอยากก็มีด้วยกันทุกคน นำมาห้าม อย่าปล่อยตัว คราวนั้นแล้วคราวนี้ ต่อไปก็ชินๆ

อย่างพระที่ท่านบวชมานี้ ว่าศีล ๒๒๗ นี่น้อยไปนะศีล ๒๒๗ ท่านบอกเป็นข้อๆ ที่ทรงบัญญัติมากมายก่ายกอง ท่านรักษาจนหมด ทีแรกก็เหมือนติดคุกติดตะราง เหมือนถูกมัดมือมัดเท้าไปหมด กระดุกกระดิกยาก อันนี้ก็ผิดๆ นี่เราเคยปล่อยตัวมาแล้ว ทีนี้เวลาเข้าไปสู่ที่บังคับบัญชานั้นแล้วมันก็ดีดก็ดิ้นซิ  แต่เจตนาที่หวังความดีงามสำหรับตัวเองมันหนาแน่นมั่นคง สุดท้ายความระมัดระวังนั้นเลยเป็นความเคยชิน ไปธรรมดาๆ ที่ระมัดระวังแต่ก่อนไม่ระวัง คือความเคยชินแห่งการระวัง มันระวังในตัวของมันเสร็จ เป็นอย่างนั้น ต่อไปก็ไปธรรมดาๆ จะผิดตรงไหนมันจะรู้ทันทีๆ หลบหลีกทันที แก้ทันที เป็นหลักธรรมชาติแห่งความเคยชิน ถ้าไม่เคยชินก็โดนเอาๆ

ต้องมีการฝึกถ้าอยากเป็นคนดี ไม่ฝึกมีแต่การปล่อยเนื้อปล่อยตัว เป็นเรื่องของกิเลสลากไปถลุงทั้งนั้น ไม่ใช่ของดีนะ ไม่เชื่ออย่างพระพุทธเจ้าจะเชื่อใคร ศาสดาองค์เอกคือพระพุทธเจ้า เลิศก็คือพระพุทธเจ้า ทรงทำพระองค์ให้เลิศมาแล้วจึงนำวิธีการมาสอนโลก ไม่ได้แบบพระพุทธเจ้าก็ให้ได้แบบลูกศิษย์มีครูสอนซิ ปล่อยเลอะๆ เทอะๆ ไปไม่ได้นะ อย่างที่อยู่นี่มาจากที่ไหนๆ มานี่ก็มาเพื่อรับการอบรมฝึกหัดดัดแปลง ความประพฤติกระทำต่างๆ มีครูมีอาจารย์คอยแนะๆ เข้ามาสถานที่ท่านฝึกฝนอบรมเป็นยังไง ก็ได้ดูตัวอย่างๆ เข้ามาในวัดนี้จิตใจก็ค่อยสงบบ้างนะ ผิดกับอยู่นอกวัดเป็นไหนๆ

เข้ามาในวัดยิ่งเห็นครูบาอาจารย์เห็นพระเห็นเณรที่เคารพเลื่อมใสแล้ว จิตใจอ่อนลงๆ อ่อนลงก็คือธรรมหล่อเลี้ยง จิตใจสงบ แล้วการภาวนาก็ดี นั่นต่างกันนะ จึงว่ามีสถานที่อบรม เช่นอย่างวัดเป็นสถานที่อบรมความดีงาม ตั้งสถานที่ขึ้นมา เช่นเป็นวัดเป็นวา เป็นสถานที่อบรม รวมกันก็ไปอบรมที่นั่นๆ ถ้าโดยลำพังตัวเองก็แยกไปปฏิบัติตัวเอง อบรมตัวเองไปในตัวๆ ในความเคลื่อนไหวของตัวเอง มีสติปัญญาพินิจพิจารณารักษาตัวไปในนั้นๆ เสร็จ เข้าไปอยู่ในบริเวณก็รักษาอีกแบบหนึ่ง เรียกว่าการอบรม การรักษาตัว ผลก็ดีขึ้นๆ

การปล่อยตัวมีแต่เดือดร้อนนะ ปล่อยตัวไปเท่าไรยิ่งเดือดร้อน คิดหาที่จะยึดจะเกาะไม่มี มีแต่เรื่องไร้สาระและเป็นฟืนเป็นไฟในตัวของมัน อยู่ก็เหมือนคนไม่มีค่าไม่มีราคา สุดท้ายก็มีแต่ลมหายใจฝอดๆ พอลมหายใจดับแล้วผึงเลย นั่น ก็เราสร้างไว้หมดแล้วสิ่งที่จะลากเราลงทางต่ำ เราสร้างแต่ทางต่ำ เรื่องความต่ำทราม มันก็ลากลงละซิ ความต่ำทรามละลากเราเองไม่ใช่ที่ไหนมาลาก เราทำเอง ความต่ำความสูงเราทำของเราเอง พอเราคอยพยุงๆ มันก็ค่อยดีขึ้นๆ จนแน่ตัวเอง อยู่ที่ไหนแน่นะ การอบรมจิตใจนี่แน่ในตัวเอง ยิ่งจิตใจสงบแน่นเข้าไปเท่าไรยิ่งแน่ สร้างความแน่นอนให้ตัวเองตลอด เป็นอย่างนั้นนะ เราอยู่กันยั้วเยี้ยๆ นี้สร้างความแน่นอนให้ใครบ้าง ให้ตัวเองก็ไม่ได้ ยั้วเยี้ยๆ อยู่อย่างนี้ละ แล้วไปหาหลักยึดของพวกนี้มีไหม ไม่มีบอกงั้นเลย ชี้นิ้ว เอาธรรมจับปั๊บรู้ทันที มันต่างกันอย่างนี้ ผู้ที่มีหลักคือมีธรรมภายในใจ อยู่ที่ไหนท่านแน่นหนามั่นคงอยู่ภายใน รู้อยู่ในใจ ตายนี้จะไปชั้นไหนๆ บอกได้เลย

พูดอย่างนี้เราก็ระลึกได้ ตอนที่ไปอย่กะโหม-โพนทอง เขาเป็นไข้ขัดอก นี่มาสัมผัสเราก็เล่าให้ฟัง วันมากตายวันละ ๘ คน วันน้อยวันละ ๓ คน ๕ คนอยู่อย่างนั้น เป็นอะไรก็ไม่รู้นะ มักจะตายในสองวันสามวัน  ถ้าเลยนั้นไปผ่านได้  เราไปภาวนาอยู่ในป่าเขาก็ไปเอามา กุสลา ตกลงเลยเฝ้าป่าช้าอยู่นั้นเลย พอ กุสลา คนนี้แล้วเอาคนนั้นมา กุสลา คนนี้มา กุสลา เรามันไม่ได้ภาวนาที่ไหน มีแต่ กุสลา ธมฺมา อยู่ ก็เป็นภาวนาประเภทหนึ่ง แต่มันไม่ใกล้ชิดติดพันกับภาวนาโดยลำพังตนเอง นั่งเฝ้าป่าช้าอยู่ อ้าว ขึ้นแล้วนะ นี่ละเห็นชัดๆ

เวลานั้นจิตกำลังเป็นธรรมจักรอยู่กับใครไม่ได้ นั้นก็อยู่องค์เดียว ตีนภูเขา เขาก็ไปเอามากุสลามาเฝ้าป่าช้า พระแถวนั้นไม่ค่อยมี เราก็เลยจะตาย กุสลาไม่ได้ออกจากป่าช้าละ อยู่งั้นละ ไหลเข้ามาแล้วไหลเข้ามา พอมาถึงบทเจ้าของ นั่งไม่นานรู้สึกยิบแย็บๆ เป็นเหมือนเสี้ยนเหมือนหนามแทงในอยู่นี้ ละเอียดเสียก่อน ก็จิตมันอยู่นี้มันไม่ไปไหน ยิบนิดหนึ่งมันก็รู้ๆ รู้รวดเร็วมากนะ ยิบแย็บๆ เลยกลายเป็นเสี้ยนเป็นหนามขึ้นมา เลยกลายเป็นหอกเป็นหลาวขึ้นมาในตัวของเรา อ้าว โรคอันนี้มันเป็นอย่างนั้นแล้วนะ ไปถามเขาดูเขาบอกตายเจ็บขัดอกเขาว่างั้น ตาย เอ๊ เราก็ขัดอย่างนั้น อ้าวเรานี่ก็จะเป็นแบบเขา มันจะตายแบบเขาเหรอ มากุสลาเลยไม่กลับนะนี่ มันจะตายอยู่ในนี้

ก็เลยรีบบอกเขาเขาก็เห็นใจทันที โอ๊ย ไม่ได้ละอาตมาเป็นแล้วนะนี่ เริ่มเป็นแล้วอย่างที่เอากันมาเผานี่ อาตมาเริ่มเป็นแล้ว เป็นอยู่ในที่นั่งนี่แหละ ขัดอกขึ้นมาแล้วเดี๋ยวนี้ ให้อาตมาไป พอว่างั้นเขาก็ปล่อยทันทีให้ไป ไปก็เข้าที่เลย เขาก็ร้อนใจยกกันมาอีกแหละ ไล่หนีหมดเลยนั่นเห็นไหมล่ะ ไม่เอาใครมาเป็นเพื่อนเลย ไล่หนีหมดเลยไม่ให้ใครอยู่ เราอยู่คนเดียว จะขึ้นเวทีละความหมายว่างั้น ก็มันซัดกันมาพอแล้ว ปรกติมันก็ขึ้นเวทีไม่ลง อันนี้ยิ่งข้าศึกใหญ่เข้ามานี้มันจะลงเวทีได้เหรอ มันก็ต้องฟัดกัน เอากันหนักเข้าๆ โถ ขัดหมดนะ หายใจแรงไม่ได้ ถ้าสมมุติว่าเราจามนี้ โถ สลบไปนู่นนะ มันแทงอยู่นี้ โถ เอาแล้วหนักแล้ว ไปถึงที่เขาก็รุมมา ไล่หนีหมดไม่ให้ใครมาอยู่เลย เราจะอยู่คนเดียว

เอาละที่นี่ซัดกันนะ ตั้งแต่หัวค่ำ ๖ ทุ่ม ซัดกันอยู่นั้น ที่ว่ามันจะตายแบบนี้ นี่อันหนึ่งนะ อันหนึ่งมันแน่ใจของมัน คติที่จะไป มันแน่ใจอยู่ นั่นถามใครเมื่อไรรู้อยู่นี่ นี่ถ้าเราตายเดี๋ยวนี้ยังไม่พ้น จะต้องค้างชั้นใดชั้นหนึ่ง พูดให้มันตรงศัพท์ตรงแสงเลยว่า สุทธาวาส ๕ ชั้นนั่นแหละ ชั้นใดชั้นหนึ่งจะอยู่ที่นั่นยังไม่ไปนิพพาน เวลานี้ยัง รู้อยู่ชัดๆ อย่างนี้ถามใครที่ไหน ปฏิบัติธรรมรู้ธรรมเห็นธรรมรู้กับใจตัวเอง หนักเข้าๆ ก็พิจารณาเรื่องทุกขเวทนา มันมาเป็นห่วงเรื่องตายแล้วยังไม่อยากตาย คือว่าไม่อยากตายนี่ ถ้าตายนี้มันจะค้าง มันจะไม่พุ่งทีเดียว ถ้ามันพุ่งแล้วไปเมื่อไรไปเถอะ มันกังวลกับเรื่องความตาย ยังไม่อยากตาย แล้วธรรมอันหนึ่งก็ผึงขึ้นมาเลย ท่านมากังวลอะไรกับเรื่องความเป็นความตายมันก็อยู่กับท่านแล้วว่างั้นนะ นั่นเห็นไหมล่ะ ท่านก็เคยพิจารณามาแล้วเรื่องทุกขเวทนาเหล่านี้ เวลานี้ไปไหนหมด

เท่านั้นละนะ สะดุดใจปึ๋งตั้งแต่คราวซัดอยู่บ้านนามน นั่งตลอดรุ่งๆ วิ่งถึงกันเลย ปล่อยหมดเลยเรื่องเป็นเรื่องตาย ซัดกันเลยทีเดียว นี่ละแก้ด้วยธรรมโอสถ ไม่มียานะเรา ไม่มีใครมาช่วยเรา เราไม่เอาอะไรทั้งนั้น ฟัดกันเลย เที่ยงคืนขับกันอยู่ในนั้นเอากันอยู่ในนั้น พอเที่ยงคืนแล้วค่อยสงบ ตอนนั้นมีนาฬิกาแล้วนะ ค่อยสงบลง สงบลงจนกระทั่งถึงว่างไปหมดเลย เอาละไม่ตาย เห็นชัดเจน นี่ละแก้กันได้ปัจจุบัน ที่พูดถึงว่าที่ว่ายังไม่อยากตาย คือตายแล้วมันจะค้างชั้นใดชั้นหนึ่ง พูดให้ชัดๆ เลยสุทธาวาส ๕ ชั้นนั่นแหละ เป็นที่อยู่ของพระอนาคา มันอยู่ในขั้นนั้น ชั้นไหนก็ไม่อยากอยู่ ถ้าไม่ใช่นิพพาน นิพพานเมื่อไรได้ทั้งนั้นละ ตายเดี๋ยวนี้ก็ได้ถ้าถึงแล้วนะ นี่ยังไม่ถึงจึงเป็นห่วงเป็นใย

ธรรมะท่านก็ผางขึ้นมาเลย เป็นห่วงอะไรกับความเป็นความตาย มันก็อยู่กับท่านแล้วนี่น่ะ นั่นเห็นไหม ท่านเคยฟัดมาแล้วไม่ใช่หรือเรื่องเหล่านี้ เหล่านี้ไปไหนหมด พอว่าอย่างนั้นก็ปุ๊บเดียว หันปึ๋งเข้าก็ซัดกันเลย ๖ ทุ่ม กว่าสว่างจ้าไปหมด โรคนี้หายปัจจุบันเลยนะ ไม่มีเลย นั่นเห็นไหม ที่มันเสียดมันแทงหายหมดเลยไม่มีเหลือ นี่ละธรรมโอสถแก้ตัวเอง สกฺกตฺวา พุทฺธรตนํ ธมฺมรตนํ สงฺฆรตนํ โอสถํ อุตฺตมํ วรํ ท่านแสดงไว้เห็นประจักษ์ เราเอามาใช้ได้ผลในตัวของเรา นี่ไม่มีใครใช้นะ จามฟิกก็วิ่งหาหมอๆ ไม่ได้วิ่งหาอรรถหาธรรมเพื่อแก้ตัวเอง นี่แก้อย่างนั้นมาแล้ว

นี่พูดถึงเรื่องความเป็นห่วง มันแน่ของมันอยู่อย่างนั้น ตายแล้วจะไม่ไปไหน อยู่ใน ๕ ชั้นนี้ละ จะไปชั้นใดๆ มันรู้ของมันอยู่แล้ว ยังไม่ถึง ไม่ถึงจุดไม่อยากอยู่ ถ้าตายเวลานี้จะอยู่ตรงนั้นๆ แน่ะใครมาบอก มันรู้อยู่ในจิตนี้แล้ว ชั้นสุทธาวาสมีหรือไม่มี ฟังซิท่านทั้งหลาย ประจักษ์อยู่ในหัวใจนี้แล้ว ไม่มีใครมาบอกนะมันรู้ของมันอยู่นี่ ถ้าตายเวลานี้จะอยู่ชั้นนั้นๆ นั่น ไม่อยู่ ชั้นไหนก็ไม่อยู่ ถ้าถึงนิพพานแล้วไปเดี๋ยวนี้ก็ได้ไม่ขัดข้อง เวลานี้ยังไม่อยากไปมันจะค้าง ค้างวันหนึ่งคืนหนึ่งไม่อยากค้าง ถ้าไม่ถึงนิพพานไม่อยากค้าง จึงว่าซัดกันใหญ่ อันนั้นออกขาดสะบั้นลงไป ทีนี้ก้าวเดินต่อไป

นี่เราพูดถึงเรื่องจิตมันแน่อยู่ในจิตนะ ตายแล้วจะไปไหนๆ ไม่ต้องบอกใคร มันรู้ชัดเจนทีเดียว จะไปทางดีนั่นแหละแต่มันจะค้าง ไม่เอา จึงว่าห่วงใยเรื่องเป็นเรื่องตายยังไม่อยากตาย ธรรมะท่านก็ผางขึ้นมาเลย มากระตุกอย่างแรง มันก็หลบปุ๊บแล้วหมุนติ้วเลย เป็นอย่างงั้นนะ ให้พิจารณาทางจิตใจมันถึงชัดเจน ไม่หาใครมาเป็นพยานละ ถ้าลงเป็นในใจแล้ว ไม่มีใครมาเป็นพยาน ชัดเจนขนาดนั้นละ ไม่สนใจที่จะหาใครเป็นพยานอันนี้จ้าขึ้นมานี้รู้ชัดเจนๆ สนฺทิฏฺฐิโกๆ จากนั้นก็กลับมา พอกลับมาจากนู้น นี่เรียกว่าธรรมจักรหมุนตลอด กลับมาก็ขึ้นวัดดอยคราวนี้ไปปลงกันที่นั่น มาจากโน้นก็ขึ้นวัดดอย นั่นละเสร็จสิ้นกันเวลานั้น เรื่องราวทั้งหลายหมดโดยประการทั้งปวง เรียนโลกจบ เรียนธรรมจบบนเขาลูกนั้น

จากนั้นมาแล้วไม่สนใจกับอะไร โลกมากขนาดไหนเรียนจบหมด ใครจะเรียนดอกเตอร์ดอกแต้อย่าเอามาอวด นั่นเห็นไหม ธรรมจ้าขึ้นมานี้ครอบหมดเลย เรียนมาชั้นไหนก็ชั้นเถอะน่ะไม่เหนือธรรมไปได้ ถ้ารู้ธรรมแล้วหายห่วงๆ รู้โลกเพิ่มห่วงเพิ่มใยเพิ่มยุ่งเหยิงวุ่นวายนะ ถ้ารู้ธรรมแล้วปล่อยออกๆๆ สลัด เรียนโลกจบเรียนธรรมจบหายห่วง โดยประการทั้งปวง หมดไม่มีอะไร ทุกข์แม้เม็ดหินเม็ดทรายไม่มีในใจที่สิ้นกิเลสไปแล้ว กิเลสเป็นตัวสร้างเหตุ เกิดความขัดข้องมากน้อยตามที่มันมี พออันนี้สิ้นสุดลงไปแล้วทุกข์หมดโดยประการทั้งปวง

เรื่องจิตของท่านตั้งแต่วันกิเลสขาดสะบั้นทุกข์จะไม่มีเลย เท่าเม็ดหินเม็ดทรายก็ไม่มี มีแต่เรื่องธาตุเรื่องขันธุ์เป็นธรรมดา เจ็บท้องปวดหัวอย่างที่เราเห็นนี้ละ เป็นแต่เพียงว่าไม่เข้าถึงจิต มันหากเป็นของมันเองก็รู้กันอยู่ แต่ถ้าหากว่าจิตยังมีอะไรอยู่แล้ว ร่างกายนี้เป็นเล็กน้อยนะ ไปทุกข์อยู่ในจิตมากกว่ากัน เลยกลายเป็นโรคภายในจิตมากกว่าโรคภายนอกอันนั้น โรคภายในจิตไม่มีหมดโดยสิ้นเชิง อันนี้มันก็ดิ้นของมันไปอย่างงั้น รักษาได้ก็รักษาไป รักษาไม่ได้ทิ้งปั๊วะไปเลย ยากอะไร นี่ละการปฏิบัติธรรม ให้ท่านทั้งหลายปฏิบัติ ธรรมะพระพุทธเจ้าสดๆร้อนนะ อย่ามาแบกคัมภีร์อยู่เฉยๆ เป็นหนอนแทะกระดาษไม่เกิดประโยชน์อะไร

ครั้นเรียนแบกคัมภีร์มาแล้วก็มาถือทิฐิมานะว่าตัวเรียนชั้นสูงๆ สูงอะไรมีแต่แบกกิเลสทั้งนั้น ทิฐิมานะความสำคัญตนเป็นกิเลสทั้งหมด เรียนธรรมถ้าไม่ปฏิบัติธรรม ถ้าปฏิบัติธรรมเรียนเท่าไรเปิดออกๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งกดถ่วงๆ ปล่อยออกๆ พุ่งเลย หมด นี่ละเรียนธรรมเป็นอย่างนั้นนะ ต่างกันมาก นี่เราจวนจะตายก็ยิ่งเปิดออกๆ ให้ท่านทั้งหลายได้ฟังเสียนะ คำพูดเหล่านี้ท่านทั้งหลายได้ยินที่ไหนบ้างไหม ไม่ว่าเราอวดไม่อวดละ เอาความจริงมาพูด นี่มันจ้าอยู่หัวใจมันพูดได้หมด นอกจากไม่พูดเท่านั้น ถ้าควรจะออกนี้จะออกทันทีๆ เลย จ้าอยู่หมดแล้ว ขัดข้องที่ตรงไหน โลกธาตุนี้ข้ามไปหมดแล้ว เอาอะไรมาขัดข้องวะ นั่น

ถ้าหากถามมา เอ้า ถามมา ถ้าลงว่าเอ้าถามมาจะตอบผางทันทีเลยนะนั่น มันเตรียมพร้อมแล้ว พับมาปั๊วะเลยทันทีๆ ถ้าไม่ควรตอบดึงก็ไม่ออกนะ ความเหมาะสมความสมควรอยู่กับธรรมทั้งนั้น เหมาะสมที่จะออกขนาดไหนออกเองๆ นี่ละธรรมภายในใจ ธรรมพระพุทธเจ้า เรียนธรรมจบเรียนโลกจบ จบที่หัวใจนะ ถ้าลงหัวใจจบแล้วจบหมด หายห่วงทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็น สุญฺญโต โลกํ ว่างไปหมด ไม่มีอะไรมาผ่านหัวใจได้เลย นี่เรียกว่าใจข้ามแล้ว ให้พากันตั้งใจปฏิบัติบ้างนะทุกคนมา มีแต่เที่ยวเพลิดเที่ยวเพลิน เชื่อทางหูทางตา วันหนึ่งได้ดูนั้นดูนี้ก็เอา วันนี้ไปดูนั้นไปดูนี้ชมนั้นชมนี้ ทางนี้มันหนุนออกไม่ได้ดูไม่เห็นนี้อยู่ไม่ได้นะ มันดันกิเลสตัวนี้ นี้เราไม่เห็นเห็นแต่มันดัน ดันออกไปอยากรู้อยากเห็นอยากอะไร มันก็ไปตามเรื่องตามราวดีดดิ้นไปอย่างงั้น เมื่อธรรมมีแล้วสกัดกึ๊กเลยทันที ดูหาอะไร ตั้งแต่วันเกิดดูมาแล้วได้อะไร ฟังมาแล้วได้อะไร มันสกัดกันทันทีๆ อยู่ธรรมชาติไม่มีอะไรเข้ามากวน แสนสบายอยู่ตรงนั้น ท่านว่าอย่างนั้น ให้พากันจำเอา เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก