ทำงานด้วยสติ
วันที่ 8 พฤษภาคม 2548 เวลา 13:30 น. ความยาว 64.3 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมคณะจัดตั้งสถานีวิทยุเสียงธรรม จ.สกลนคร ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อบ่ายวันที่ ๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

ทำงานด้วยสติ

โยม คณะจังหวัดสกลนครขอโอกาสหลวงตา นำปัจจัยที่ได้รวบรวมในวันนี้ทั้งหมด ๔๐๓,๒๕๙ บาท น้อมถวายหลวงตามหาบัวเพื่อจัดตั้งสถานีวิทยุดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยเสาสูง ๖๐ เมตร เครื่องส่งพร้อมอุปกรณ์ต่างๆ ขอกราบถวายแด่หลวงตา มหาบัวยกให้เป็นสมบัติของสงฆ์ เพื่อใช้เป็นสื่อเผยแพร่ธรรมะเป็นธรรมทาน และหากมีสิ่งใดที่องค์หลวงตาจะเมตตาพิจารณาแก้ไขเห็นเป็นการสมควร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมรับและปฏิบัติตามความประสงค์ทุกประการ

แต่ในโอกาสนี้คณะจังหวัดสกลนคร ขอโอกาสหลวงตานำปัจจัยดังกล่าวกลับไปใช้เป็นทุนในการจัดสร้างสถานีวิทยุที่จังหวัดสกลนคร เพื่อให้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ต่อไป ด้วยความสามัคคีของข้าพเจ้าทั้งหลายที่ต่างอุตสาหะวิริยะ เสียสละช่วยกันจัดตั้งสถานีวิทยุเสียงธรรม ขออานิสงส์จากการถวายทานครั้งนี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอให้ปวงข้าพเจ้าทั้งหลายประสบแต่ความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม มีดวงตาเห็นธรรม ได้มรรคผลนิพพาน ในชาตินี้ด้วยเถิด

และขอกราบอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยอันครอบสามแดนโลกธาตุ โปรดดลบันดาลให้องค์หลวงตามีธาตุขันธ์ที่แข็งแรงสมบูรณ์ เพื่ออยู่เป็นที่พึ่งของสัตว์สามแดนโลกธาตุตลอดชั่วนิจนิรันดร์ด้วยเทอญ สาธุๆๆ

หลวงตา หลวงตาสุดท้าย สาธุ ปัจจัย ๔๐๓,๒๕๙ บาท ก็ดีแล้ว ที่มาผ่านนี้ก็หลายแห่งเหมือนกัน มหาวิทยาลัยขอนแก่นก็มาผ่านที่นี่เหมือนกัน มาทอดผ้าป่าแล้วก็เอาผ้าป่ากลับไป อันนี้ก็มาทอดสกลนครจะได้เอาไปแบบเดียวกันมหาวิทยาลัยขอนแก่นนั้นก็วิทยุเหมือนกัน อันนี้ก็แบบเดียวกัน เราเห็นด้วยทั้งสองแบบนั่นละนะ แต่ว่าปัจจัยของเรานั้นเรียกว่ามหาทุคตะเข็ญใจ ถ้าตามชื่อเสียงอะไรต่ออะไรที่กระเทือนอยู่เวลานี้หลวงตารู้สึกจะเสียงดังอยู่มากนะ คนทั้งหลายเขาก็ต้องคิดว่า หลวงตานี้เป็นขั้นมหาเศรษฐี เงินไม่ทราบกี่พันกี่หมื่นหรือกี่แสนล้านก็ไม่ทราบ นี่เป็นความคาดคิดของคน เพราะประชาชนมาเคารพนับถือมาก แต่ตรงกันข้ามแล้วหลวงตานี้กลับได้ตำแหน่งเป็นมหาทุคตะเข็ญใจ ไม่มีใครเกินหลวงตา นี่ละเป็นความจริงนะ ได้มาเท่าไรหมดๆๆ ไม่มีเหลือ ตลอดมาอย่างนี้ละ

สมกับว่าเรานี่ช่วยชาติจริงๆ กรุณาพี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่าเราช่วยนี้ช่วยจริงๆ เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่มีแง่งอน ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมร้อยสันพันคม แม้เม็ดหินเม็ดทรายเราไม่มี มีแต่ธรรมล้วนๆ ออกช่วยชาติบ้านเมือง ตั้งแต่เริ่มต้นมา ทางด้านวัตถุทองคำเราเวลานี้ที่มอบเข้าคลังหลวงแล้ว ๑๑ ตัน ๓๗ กิโลครึ่ง แล้วได้ทองคำเพิ่มเข้าอีกเป็นประเภทน้ำไหลซึม ค่อยไหลตามกันมานี้ได้ทองคำ ๙๓ กิโลกว่านะ รวมกันแล้วเป็น ๑๑ ตัน กับ ๑๐๐ กิโลกว่าแล้ว เข้าคลังหลวงเรียบร้อยแล้ว ส่วนดอลลาร์นั้นได้เข้าเพียง ๑๐,๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เข้าคลังหลวง

สำหรับเงินสดเงินไทยเรานี้ ได้นำเข้าซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวงเพียงสองพันล้านกว่า นอกจากนั้นซึ่งเป็นเงินไทยด้วยกันออกกระจายทั่วโลก โดยการก่อสร้างวัตถุต่างๆ เรียกว่าทั่วประเทศทุกภาค เงินนี้กระจายออกไปตามความจำเป็นทุกแห่งๆ ไป ตลอดมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่มีเงิน ถึงว่ามหาทุคตะเข็ญใจนั้นได้ ได้แน่นอน ที่ว่ามหาเศรษฐีหลวงตาบัวไม่มี จนขนาดนั้นละ จนที่สุดคือเรา ในบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่มีคนเคารพนับถือมากนี้ตามธรรมดาจะต้องมีเงินจำนวนเท่านั้นๆ เขาก็คาดได้ถูกต้อง แต่เรานี้กลับกลายเป็นทุคตะเข็ญใจไป อันนี้คาดไม่ถูกเข้าใจไหมล่ะ เราจนอย่างนั้น แต่น้ำใจของเรานี้ไม่จนเลย มีเท่าไรๆ กวาดออกๆๆ หมด

สมบัติเงินทองทั้งหลายที่พี่น้องทั่วแดนไทยเรานำมาบริจาค ซึ่งเป็นสมบัติอันรักสงวนอยู่ในหัวตับหัวปอดของทุกคน สละออกมาเพื่อเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมของเรานั้นทั้งทองคำ ดอลลาร์ เงินสด นี้หลวงตาไม่เคยแตะแม้แต่บาทเดียวนะ ที่จะมาเป็นของตัวเองด้วยความไม่บริสุทธิ์ใจไม่มี มีแต่ความบริสุทธิ์ จะสั่งจ่ายมากจ่ายน้อยจ่ายอะไรด้วยเหตุด้วยผล ด้วยเหตุด้วยผลตลอดมาอย่างนี้ละ เราจึงว่าเราภูมิใจ ในการช่วยชาติคราวนี้เราภูมิใจ เพราะอำนาจแห่งความเมตตาครอบไว้หมด อะไรที่จะเป็นพิษเป็นภัยต่อความเมตตานี้จึงไม่มี มีเท่าไรเป็นออกหมดๆ นั้นละ

เวลานี้ก็กำลังออกทางด้านธรรมะ ด้านธรรมะนี้ก็กว้างขวางมากนะ ออกทั่วโลกแล้วเวลานี้ นู่นทางประเทศนอก สหรัฐเป็นต้นนะ เขาเรียกอินเตอร์เน็ตหรืออะไร ฟังจากเมืองไทยเรานี้ไป หลายประเทศที่ได้ฟัง ส่วนมากก็คือคนไทยเรานั้นแหละไปอยู่เมืองนอกเมืองนา ได้ยินได้ฟังเสียงอรรถเสียงธรรมจากทางเมืองไทยเราส่งไปถึงนู้นให้ได้ยินทั่วถึงกัน ก็รู้สึกว่าเป็นประโยชน์แก่ชาติไทยของเราไม่น้อย ในคราวที่เราเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลายนี้คือทางด้านวัตถุก็ดังที่เรียนให้ทราบแล้ว

ส่วนทางด้านธรรมะนี้ไม่มีประมาณเลยออกตลอดๆ แล้ววิทยุนี้กำลังกระจายทั่วประเทศไทยเวลานี้ ทุกภาคกำลังออกๆ ตั้งที่นั่นตั้งที่นี่เรื่อยมาอย่างนี้ ก็เป็นธรรมะที่เรานำมาเทศน์นี้พูดให้ตรงศัพท์ตรงแสง ตรงตามความจริงเลย ธรรมะเหล่านี้ออกจากภาคปฏิบัติล้วนๆ ภาคปฏิบัติธรรมะเข้าสู่หัวใจ ธรรมะออกจากหัวใจอันเป็นภาคปฏิบัติล้วนๆ แสดงทั่วประเทศไทยและทั่วโลกนี้มีแต่ธรรมะภาคปฏิบัติ ส่วนปริยัติที่เราเรียนมาท่านทั้งหลายก็ทราบเราก็ทราบ นั้นไปเรียนเป็นปากเป็นทาง เวลามาปฏิบัติผลก็ได้เป็นลำดับลำดาจนเป็นที่พึงพอใจ สำหรับผลจากการปฏิบัติธรรมเราเป็นที่พึงพอใจ ไม่คิดว่าจะเอาอะไรมาเพิ่มเติมอีกแล้วจากการปฏิบัติธรรม ธรรมสมบูรณ์เต็มที่แล้วในหัวใจ

จึงได้นำธรรมเหล่านี้แหละออกแสดงแก่พี่น้องทั้งหลาย สถานที่ธรรมสมบูรณ์แบบ ก็คือจังหวัดสกลนครเรานั่นเอง วัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร นั้นละเป็นสถานที่เวทีสุดท้ายของเราที่ฟัดกับกิเลส ได้ขาดสะบั้นลงจากหัวใจ จิตใจนี้จ้าขึ้นมาตั้งแต่บัดนั้น ถ้าคิดเป็นเวลาสถานที่ก็คือหลังวัดดอยธรรมเจดีย์ วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ เวลาห้าทุ่มพอดี นั่นละเป็นเวลาตัดสินกันระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันบนหัวใจมาเป็นเวลา ๙ ปีเต็ม ได้เห็นผลเป็นที่พอใจ

เพราะฉะนั้นเราจึงว่าเราพอแล้วสำหรับทางด้านธรรมะนี่เราไม่มีอะไรอีกแล้ว ทุกอย่าง เมื่อด้านธรรมะพอแล้วโลกมันก็ปล่อยไปแล้ว ปล่อยไปหมด หมดทุกอย่าง เรียนจบทั้งทางโลก เรียนจบทั้งทางธรรม ในหัวใจดวงเดียวนี้ปล่อยวางโดยสิ้นเชิง ไม่ถืออะไรว่าอันนั้นเป็นเจ้าของของสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่มี มีแต่ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันเท่านั้นที่ได้มาแสดงนี้ จังหวัดสกลนครเป็นจังหวัดที่มีคุณต่อเรามากมายก่ายกองนะ เราไปอยู่ทางเขตจังหวัดสกลนครเป็นเวลา ๘ ปี ไปอยู่ในป่าในเขา ในป่าในเขาทั้งนั้นแหละในเวลา ๘ ปี เพราะหลวงปู่มั่นเราอยู่ในเขตจังหวัดสกลนครนี้ ๘ ปี เราก็อยู่นั้น ๘ ปี

นี่ละผลแห่งการปฏิบัติก็ได้จากจังหวัดสกลนครเรา เราจึงขอขอบบุญขอบคุณพี่น้องชาวจังหวัดสกลนครเราที่เลี้ยงดูเรามานับตั้งแต่วันก้าวเข้าไปเขตจังหวัดสกลนคร พี่น้องทั้งหลายเป็นภาระเลี้ยงดูตลอดมา ไม่ว่าจะไปบ้านใด เมืองใด อำเภอใด ตำบลใด ในเขตจังหวัดสกลนคร ไปบิณฑบาตนี่ไม่เคยได้บาตรเปล่ากลับมาเลย ข้าวเต็มบาตรๆ มาตลอด เราจึงขอขอบบุญขอบคุณบรรดาพี่น้องทั้งหลายที่มีต่อหลวงตาอย่างสุดซึ้งในหัวใจ กรุณาทราบกันด้วยนะ สาธุก็ได้ ไม่สาธุก็แล้วแต่ (สาธุๆ )

ฟังนะวันนี้ธรรมสุดขีดของธรรม ที่เทศน์ตะกี้นี้เรียกว่าเทศน์ธรรมสุดขีด เรียนโลกก็ไปจบที่นั่น เรียนธรรมก็ไปจบที่นั่น โลกเป็นฝ่ายโลกสงสาร วัฏวนวัฏจักร ธรรมก็คือวิวัฏฏจักรไปจบกันในจุดเดียวกันนั้น

เรื่องวิทยุเรานี้ก็กรุณาพี่น้องทั้งหลายโปรดทราบเอาไว้ว่า มีอุปสรรคอยู่ทุกแห่งทุกหน พวกนี้เป็นประเภทมหาโจร เรานี่เป็นประเภทเจ้าของสมบัติ เทศนาว่าการเอาธรรมของพระพุทธเจ้าเทศน์อย่างเปิดเผย องอาจกล้าหาญชาญชัยตามหลักความจริงที่พระพุทธเจ้านำออกประกาศสอนโลกเรื่อยมาตั้งแต่นู้นจนกระทั่งบัดนี้ เป็นธรรมสอนโลก เราจึงเป็นเจ้าของแห่งธรรมทั้งหลาย สอนโลกนี้สอนด้วยความเปิดเผย แต่มหาโจรมันคอยขัดคอยแย้งกันมาแต่ไหนแต่ไรแหละ เรื่องดีกับชั่ว คนดี-คนชั่ว เราออกวิทยุตรงไหนๆ เขาจะสร้างวิทยุของเขาคลื่นอย่างเดียวกันๆ มาขัดมาแย้งทำลายเสียงอรรถเสียงธรรมเราไม่ให้ได้ความชัดเจน มีอยู่ทุกแห่ง ในกรุงเทพฯก็มี

ให้พากันทราบไว้เสียว่านี้คือกองมหาโจร คอยแย่งตรงนั้นคอยชิงตรงนี้ คอยขโมยตรงนั้น คอยจุดตรงนั้นคอยเผาตรงนี้ ให้ทราบว่ามหาโจรให้ผ่านไปเสีย อันไหนที่เราฟังได้ชัดเราก็ฟังไปในอรรถในธรรมของเรา อันไหนที่เป็นเรื่องของโจรของมารที่มันมาแย่งเอาไปก็ให้เป็นสมบัติของมันไปเสียเท่านั้นเอง สมบัติของเรามีแต่ความดีงาม กรุณาทราบไว้ล่วงหน้า บางทีมันปรากฏขึ้นมาจะไม่เข้าใจว่าทำไมเสียงวิทยุจึงฟังไม่ชัดอย่างนั้นอย่างนี้ คือมีพวกเปรตพวกผี พวกมหาภัยต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มันฝังอยู่ในเมืองไทยเรานี้ละ มันออกทำลายยุนั้นแหย่นี้ เผานั้นเผานี้มาตลอดอย่างนี้แหละ

ทางวิทยุออกมันก็เผาแบบนี้ ให้พากันเข้าใจเอาไว้ มี กรุงเทพฯก็มี มีเท่านั้นละให้ทราบกันไว้ บางทีเกิดเสียงไม่ชัดเจน มีขัดข้องยังไงๆ แล้วก็จะไปโจษไปว่าตั้งแต่เจ้าของวิทยุแห่งเดียวไม่ได้นะ มันมีภัยที่เข้ามาแทรกสถานีวิทยุให้เสียงไม่ชัดเจน หรือเนื้ออรรถเนื้อธรรมคลาดเคลื่อนไปได้ เพราะมหาโจรมันเข้ามาปล้นเอา เข้าใจเหรอ

การเทศนาว่าการสอนพี่น้องทั้งหลายนี่เราพอใจ ภูมิใจที่พี่น้องทั้งหลายนำออกแสดงทางวิทยุในที่ต่างๆ เราพอใจ เพราะธรรมที่เราออกแสดงนี้เป็นธรรมออกจากหัวใจเราล้วนๆ ส่วนปริยัติที่เราเรียนมายกสาธุเอาไว้เป็นปากเป็นทาง ผลที่เกิดจากการปฏิบัติของเราที่สืบเนื่องมาจากปริยัตินั้นเป็นสมบัติของเรา สมบัติของเราตั้งแต่ต้นจนอวสาน เรานำสมบัติอันนี้เองออกแสดงให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบ จึงไม่ค่อยเหมือนใคร สำนวนโวหารเรื่องเนื้ออรรถเนื้อธรรมนี้ไม่ค่อยจะเหมือนใครตลอดไป

การแสดงเหล่านี้แต่ก่อนเราก็ไม่เคย ปริยัติเรียนมายังไงเวลาเทศนาว่าการก็เป็นสำนวนปริยัติเหมือนเราๆ ท่านๆ แสดงกันทั่วไปนั่นเอง แต่เวลามาเป็นภาคปฏิบัติธรรมะเกิดยังไงๆ ในภาคปฏิบัติเวลาแสดงออกไปอันนี้จึงไม่ค่อยเหมือนปริยัติ ภาคปฏิบัตินี้ออกจากหัวใจจริงๆ ผึงๆ เลย การแสดงหนักเบามากน้อยกรุณาอย่าเข้าใจว่าหลวงตาบัวแสดงด้วยความโมโหโทโส เฉียบขาดเหมือนว่าจะกัดจะฉีกตามที่โลกเข้าใจกันว่า เมื่อกิริยาแสดงอย่างนั้นแล้วจะไม่เป็นมงคลแก่ผู้ฟังเลย ผู้แสดงออกมานั้นคือเป็นฟืนเป็นไฟ เอาไฟไปเผาไหม้โลกทั่วๆ ไปด้วยกิริยาอย่างนี้

กรุณาทราบเอาไว้ว่ากิริยาอย่างนี้มี สำหรับเรามีเต็มตัว แต่เป็นกิริยาของธรรมออก ไม่ใช่เป็นกิริยาของกิเลสออกนะ จะเด็ดเผ็ดร้อนขนาดไหนๆ ก็ตาม มีแต่เรื่องอำนาจของธรรม อำนาจของธรรมออกล้วนๆ เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อผู้ใด กรุณาทราบตามนี้ บางคนจะไม่เข้าใจ พอได้ยินเสียงกิริยาท่าทางเผ็ดร้อนก็ว่าหลวงตาบัวนี้โมโหโทโส บอกเราไม่มี ในหัวใจนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้ว บรรดากิเลสทั้งหลายไปม้วนเสื่อที่หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ ม้วนลงโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่นั้นกิเลสตัวใดจึงมาแทรกในกิริยาการแสดงออกนี้ไม่ได้เลย เรียกว่าไม่มี

มีตั้งแต่กิริยาของธรรมที่เป็นพลังของธรรมแสดงออกมา เด็ดขาดขนาดไหนเป็นกิริยาของธรรมทั้งนั้นๆ เพื่อเป็นน้ำดับไฟ น้ำดับไฟคือกิเลสเป็นตัวไฟให้มุดมอดลงไปๆ กรุณาทราบตามนี้นะ ภาษานี้เราไม่เคยใช้แต่ก่อน เวลามาปฏิบัติเกิดความรู้ความเห็นจากภาคปฏิบัติมาเป็นภาษาธรรม ภาษาธรรมต้องพูดแบบตรงไปตรงมา ผิดบอกผิด ถูกบอกว่าถูก ไม่มีเอนมีเอียงไปไหนเรียกว่าภาษาธรรม โลกตายใจได้ นี่ก็ภาษาธรรม กรุณาทราบเอาตามนี้นะ

เวลารุนแรงก็รุนแรง เวลาเบาก็เบา เป็นอย่างนั้นเอง จะหนักจะเบาเหมือนเขาถากไม้นะ เขาเอาไม้มาทำต้นเสาปลูกบ้านปลูกเรือน ไม้ต้นนั้นเสาต้นนั้นมันไม่สม่ำเสมอกัน บางช่วงมันเรียบๆ บางช่วงมันคดมันงอ นายช่างถากเขาจะต้องถากไปตามความตรงความคดงอของไม้ ถ้าไม้เรียบๆ เขาก็ถากเรียบๆ ไปธรรมดา แต่ถ้าไม้มีคดมีงอมากเขาก็หนักมือในการถาก นายช่างถากเขาก็หนักมือๆ เพื่อจะเอาต้นเสานี้มาเป็นประโยชน์ปลูกบ้านปลูกเรือน เขาไม่ได้ถากหนักมือเพื่อทำลายต้นเสานั้น นี่ก็เหมือนกัน ธรรมะมีหนักมีเบาสอนคน คนซึ่งเป็นเหมือนกับต้นเสาที่จะนำมาปลูกบ้านปลูกเรือน ตรงไหนมันคดมันงอ กิเลสมันคดมันงอตรงไหนมากถากหนัก ถ้ากิเลสมันเรียบๆ ก็ถากไปเรียบๆ กรุณาทราบตามนี้นะ เอาละ

พวกพระเราก็ขอให้พากันตั้งอกตั้งใจ อยู่ในป่าในเขานั้นเป็นสถานที่เหมาะสมแล้ว พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในอนุศาสน์ ขึ้นต้นก็บอกว่ารุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย บรรพชาอุปสมบทแล้วให้เธอทั้งหลายไปอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ ในป่าในเขา ตามถ้ำเงื้อมผา ป่าช้าป่ารกชัฏ อันเป็นสถานที่เหมาะสมในการประกอบความเพียร ปราศจากสิ่งรบกวนต่างๆ ขอเธอทั้งหลายอยู่และบำเพ็ญในสถานที่เช่นนั้นตลอดชีวิตเถิด พระพุทธเจ้าไล่เข้าป่านะ บวชแล้วไล่เข้าป่า

นี่ละสกุลของพระพุทธเจ้า ศาสนาของพระพุทธเจ้าเป็นสถาบันแห่งป่าทั้งนั้นทีเดียว เป็นแกนเลยป่า ที่ออกมากระจัดกระจายข้างนอกกลายเป็นบ้านขึ้นมา แล้วสุดท้ายบ้านหนาแน่นยิ่งกว่าป่า ป่าเลยกลายเป็นของปลอมไปด้วยกิเลสตัวจอมปลอมมันเข้าไปเหยียบย่ำทำลาย มิหนำซ้ำยังว่าพระอยู่ในป่าเป็นพระวิกลจริต อย่างนี้ก็มี พระหัวโล้นๆ ด้วยกัน พวกนี้ยศของมันเป็นเจ้าฟ้าเจ้าคุณด้วยนะ มาตำหนิติเตียนพระกรรมฐาน พวกนี้เป็นพวกข้าศึกมันก็ต้องโจมตีแบบนั้น

พอดีมาโจมตีถูกหลวงตาบัวเข้าไป หลวงตาบัวก็ฟัดใหญ่นั่นซี พระพุทธเจ้าเป็นกรรมฐาน พระพุทธเจ้าบำเพ็ญอยู่ในป่า ตรัสรู้อยู่ในป่าเรื่อยๆ มา จนกระทั่งสาวกพุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ นี้เกิดจากป่าแทบทั้งนั้น ในบ้านไม่เห็นปรากฏ ซัดกันตรงนี้ ถ้าหากว่าพระอยู่ในป่าเป็นวิกลจริตก็พระพุทธเจ้าวิกลจริต สาวกทั้งหลายวิกลจริต ศาสนาเราเป็นวิกลจริต ไอ้พวกมันแบกกระดูกหมูกระดูกวัวอยู่ในตลาดมันเป็นจริตอะไร ถ้ามันไม่เลยวิกลจริตไปแล้วมันก็เป็นบ้าเท่านั้นเอง นั่น เราตอบเองออกเอง มาโดนเอาจังๆ กับหลวงตาเข้าซี มันก็ใส่เปรี้ยง

หลวงตาไม่เคยสะทกสะท้านกับสิ่งใดในโลกอันนี้ ถ้าขัดตรงไหนใส่ตรงนั้น กลัวก็ไม่มี กล้าก็ไม่มี มีแต่ธรรมล้วนๆ จึงออกได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยตามหลักความจริง ดังที่ว่าพระอยู่ในป่านี้คือหลักความจริงของพุทธศาสนาเรานี้ ป่าเป็นแกนเป็นแก่นอยู่ในนั้นเลยทีเดียว อันนั้นปลีกย่อยไปเฉยๆ ท่านเลยอนุโลมตั้งไปว่า คามวาสี อรัญวาสี อรัญวาสีคืออยู่ในป่าในเขาเป็นประจำเป็นนิตย์ คามวาสีก็อยู่แดนบ้านเข้ามา ก็เลยตั้งอนุโลมมาเป็นแดนบ้าน แดนบ้านมันก็ยกทัพขึ้นไปว่าตัวเก่งตัวดีซิ แบกกระดูกหมูกระดูกวัวอยู่ในตลาดอยู่ในแดนบ้าน

เราที่อยู่ในป่าในเขาให้พากันตั้งอกตั้งใจภาวนา ตั้งหน้าตั้งตา หลักของการภาวนาเราได้ประกาศยืนยันตลอดมา สติเป็นสำคัญนะการภาวนา อิริยาบถทั้งสี่มีธรรมประจำหัวใจตลอด เช่นผู้ที่ริเริ่มเพื่อความสงบร่มเย็นให้ใช้คำบริกรรมติดกับหัวใจนะ ให้ใจทำงานกับธรรมคือคำบริกรรม แล้วมีสติควบคุมอยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเดิน จะยืน จะนั่ง จะนอน คำบริกรรมกับจิต เช่นว่าพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ หรือธรรมบทใดก็ตามตามแต่จริตนิสัยของเราชอบ ให้นำธรรมบทนั้นมาบริกรรมเพื่อจิตจะได้เกาะกับธรรมบทนั้นไว้ สติเป็นผู้ควบคุม

งานการของเราภายในจิตใจนี้เรียกว่างานสร้างธรรมภายในใจ ต้องสร้างด้วยสติ สร้างด้วยคำบริกรรมเป็นเบื้องต้น แล้วอุตส่าห์พยายามความพากเพียรติดต่อสืบเนื่องกันไปเป็นลำดับ ผู้นี้จะตั้งรากตั้งฐานได้ตั้งแต่ความสงบขึ้นไป เรียกว่าสมถธรรม วิปัสสนาธรรม สมถะคือความสงบร่มเย็นก้าวเข้าสู่สมาธิ วิปัสสนาธรรมก็คือการแยกธาตุแยกขันธ์พิจารณาเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นี้คืองานของพระเรา ถ้าได้คลี่คลายงานอันนี้ให้แตกกระจัดกระจายทั้งตัวเขาตัวเราทั่วโลกดินแดนแล้ว มันจะปล่อยวางได้โดยสิ้นเชิง ผ่านไปได้ ให้พากันจำ

พอจิตสงบบ้างแล้วออกทางด้านปัญญา พิจารณาเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ มีเกสา โลมา เป็นต้น นี่เป็นสนามรบกับกิเลสตัณหาตัวผูกมัด ตัวพัวพัน ตัวรักตัวชอบ ตัวยินดียินร้ายอยู่ในนี้หมด ให้เอางานอันนี้ใส่เข้าไป นี่ทางด้านปัญญา เวลาปัญญาก้าวเดินมีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าให้ถอยเข้ามาสู่สมาธิ ปัดเรื่องปัญญาวิปัสสนาออก ให้มีแต่สมาธิเพื่อความสงบใจ เรียกว่าพักงานโดยถ่ายเดียว เมื่อมีกำลังแล้ว จิตใจมีกำลังวังชาออกอีก ออกทางด้านปัญญา พิจารณาอย่างนี้เป็นประจำ

อย่าถืองานอื่นงานใดในโลกอันนี้ว่าเป็นงานสำคัญยิ่งกว่างานภูเขาภูเรา ที่เต็มหัวใจของท่านของเราด้วยกันทุกคน ถอนออกจากหัวใจเรา ภูเขาภูเราหมดไปแล้วไม่มีทุกข์อะไรในหัวใจเลย นี่เพราะอำนาจแห่งการภาวนา ขอให้พากันตั้งอกตั้งใจให้ดี ภาวนาให้ดี อย่าทำเหลาะแหละทำอะไร ให้จริงให้จังทุกอย่าง นี่ผู้ตั้งรากฐานเบื้องต้นตั้งอย่างนี้ ตั้งได้ไม่สงสัย

จากนั้นสมมุติว่าจิตเข้าสู่ความสงบ ตั้งสติเข้าอยู่กับความสงบอันนั้น ทำงานแทนคำบริกรรม แล้วเข้าสู่สมาธิแน่นหนามั่นคงเท่าไรจิตก็อยู่กับสมาธิแน่นหนามั่นคง แล้วสติควบคุมอยู่นั้น เรียกว่าทำงานด้วยสติ สตินี้เป็นพื้นฐานสำคัญ ไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย ตั้งแต่สติล้มลุกคลุกคลานฟัดจนกระทั่งถึงสติปัญญาอัตโนมัติ ก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญาไปจากสติที่ล้มลุกคลุกคลานนี้ทั้งนั้น ขอให้ตั้งให้ดีนะ มรรคผลนิพพาน ท้าทายอยู่ในตัวของเราทุกคน ไม่จืดไม่ชืดไปไหน ถ้าเราไม่เป็นคนหมดคุณค่าหมดราคาทำความจืดชืดแก่ตัวเองในอรรถในธรรม แล้วไปเข้มข้นในกิเลสตัณหา นั้นละเอาฟืนเอาไฟมาเผาไหม้ตนเอง

ไปอยู่ในป่าในเขา สัตว์ก็อยู่ในป่าเขาไม่เห็นมรรคผลนิพพาน เพราะเขาไม่มีธรรมในใจ แต่เราไปอยู่ในป่าไม่มีธรรมในใจอยู่เหมือนสัตว์ เลวกว่าสัตว์นะ สัตว์เขาไม่ตั้งใจภาวนา เรานี้ตั้งใจภาวนาแต่ไปเลวอยู่ในนั้นไม่สนใจการภาวนา เสีย ให้พากันตั้งอกตั้งใจให้ดีนะ ให้เร่งทางด้านภาวนา มรรคผลนิพพานจ้าอยู่ในหัวใจเรา ซึ่งกำลังกิเลสปกคลุมหุ้มห่อมืดมิดปิดตาอยู่เวลานี้ เอาเปิดออก เปิดออกด้วยจิตตภาวนาจะเบิกกว้างออกไป จิตใจนี้จะสว่างไสวออกไป สว่างไสวเต็มที่กิเลสขาดสะบั้นออกไปจ้าหมดครอบโลกธาตุคือใจดวงนี้เอง จำเอานะ เอาละเอาแค่นั้น

เออพากันกลับได้ ไปตั้งหน้าตั้งตาทำประโยชน์ให้ตัวเองและส่วนรวมด้วยธรรม ถ้าลงด้วยธรรมเป็นมงคลทั้งนั้นละ


รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก