พระพุทธเจ้าท้อพระทัย
วันที่ 11 พฤษภาคม 2548 เวลา 8:05 น. ความยาว 63.41 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

พระพุทธเจ้าท้อพระทัย

 

ก่อนจังหัน

พระหาจับแมวเมื่อคืนนี้ได้ไหม ดูว่าฟัดกันมาหลายคืนแล้ว ยกขบวน ยังไม่ได้ตีระฆังประชุมจับแมว แมวตัวนี้เก่งมากนะ ควรเป็นคติตัวอย่างได้ดีมาก ถ้าเป็นโจรก็เป็นมหาโจร ฉลาดมาก จับตัวไม่ได้ แมวตัวนี้เป็นมหาโจร เจ้าหน้าที่เหล่านี้เอาไปขังให้หมด ใช้ไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่จับแมว พระทั้งวัดจับแมวไม่ได้ ตัวเดียวก็ไม่ได้ ไล่กันอึกทึกเมื่อคืนนี้ เราขบขันจะตาย พระไล่จับแมวตอนกลางคืน ที่จับออกคือว่ามันอยู่ข้างในนี้มันกัดหนูกินหนูแหลก สัตว์ต่างๆ นี้กินหมด ถ้าได้เข้า(วัด)แล้วไล่ไม่ออก ตัวไหนก็ตามเข้าแล้วไล่ไม่ออก เพราะฉะนั้นจึงต้องได้พยายามจับเพื่อรักษาชีวิตสัตว์ที่อยู่ในนี้ให้แคล้วคลาดปลอดภัย

เพราะฉะนั้นจึงได้ถามพระ ยังไม่ได้เรื่องเหรอ ยังไม่ได้ไปตีระฆังประชุมกันทั้งวัด เอาแมวตัวนี้ เป็นยังไงพระทั้งวัดจับแมวตัวเดียวนี้ไม่ได้ก็ควรจะติดคุกทั้งหมดเลยพวกนี้ สู้แมวไม่ได้ ถือเป็นผู้ต้องหาของแมว เอาเข้าติดคุกทั้งหมด ยกเว้นก็ยกเว้นหลวงตาบัวคนเดียว นอกนั้นเข้าคุกทั้งหมดเลย สู้แมวไม่ได้ อู๊ย ขบขันดีนะ เอามาคิดทั้งนั้นเรา เรื่องแมวเหล่านี้เอามาคิดหมด ความฉลาดของมัน เอาจริงเอาจัง ไล่กันทั้งคืน ทุกคืนระยะนี้ ยังไม่ได้นะ ถามเมื่อเช้านี้ก็ยังไม่ได้ พระ ๓๓ องค์ไล่จับแมวตัวเดียวก็ไม่ได้ แสดงว่าใช้ไม่ได้เลย พระตั้ง ๓๓ องค์ไล่จับแมวตัวเดียวก็ไม่ได้ เรานี่โม้เฉยๆ ไม่เคยไปไล่กับเขา ๓๔ องค์กับองค์นี้ละมั้ง ไล่แมวขบขันดี

ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัตินะพระเรา เข้มงวดกวดขันนะ ทนดูความเลอะเทอะของพระของเณรเรานี้ไม่ได้นะเวลานี้ ตาก็ตาคนเหมือนกัน เอาธรรมวินัยเข้ามาจับๆ  แล้วไปจับดูการปฏิบัติของพระของเณรเรา เวลานี้เลอะเทอะมาก เราพูดแล้วพูดเล่า คือมันเลอะเทอะเป็นประจำ จะไม่พูดซ้ำๆ ซากๆ ได้ยังไง มันดูไม่ได้นะเวลานี้ เลอะเทอะมากทีเดียว ไปที่ไหนๆ อะไรเลอะเทอะค่อยยังชั่ว ไอ้เจดีย์ของโลกกลับกลายมาเป็นมูตรเป็นคูถเลอะเทอะเสียเองนี้มันดูไม่ได้นะ

พระสงฆ์เรานี้เป็นเจดีย์ของชาติไทยทั้งประเทศ แทบทั้งประเทศ เพราะถือพุทธศาสนา เอาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นหลักเป็นเกณฑ์ทีเดียว หลักเกณฑ์เป็นยังไง พระสงฆ์ปัจจุบันนี้เป็นยังไง การปฏิบัติตัวต้องเอาให้จริงให้จัง เคยพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า สติเป็นสำคัญนะ ท่านทั้งหลายจับให้ดีสติ เอาไปปฏิบัติดูซิ ที่ผมสอนนี้สอนอย่างเข้มข้น เพราะผมปฏิบัติต่อสติ กับกิเลสตัวคลื่นใหญ่ เรียกว่าคลื่นทะเลหลวงละ กิเลสมันดัน พ้นสติไปไม่ได้นะ สติเอาอยู่หมัดเลยเทียว นี่ละที่ได้เอามาสอนบรรดาท่านทั้งหลาย มันจะใหญ่ขนาดไหนก็เถอะกิเลสน่ะ ดันขึ้นมาๆ

คำว่ากิเลสดันขึ้นมา คือตัวสังขารนั่นแหละ อยากคิดอยากปรุง ออกมาจากอวิชชาหนุนให้เป็นสังขารสมุทัย อวิชชาเป็นสมุทัยอยู่แล้ว หนุนให้สังขารเป็นเครื่องมือของกิเลสของสมุทัย ดันออกๆ สติตีเข้าไปๆ คำบริกรรมติดเข้าไป สติติดเข้าไป สุดท้ายกิเลสอ่อนๆ ลงนะ ทีนี้ตั้งตัวได้ ตรงนี้ตรงที่จะตั้งตัวได้ ใครสติไม่ดีอย่าหวังเลยนะ ไปภาวนาที่ดงนั้นป่านั้นป่านี้ ไปหาครูอาจารย์องค์นั้นองค์นี้ ตัวเหลวไหลตลอดไปใช้ไม่ได้ ไปที่ไหนก็เอาตัวเหลวไหลไป ไปหาครูอาจารย์เอาตัวเหลวไหลไป อยู่ในป่าในเขาเอาตัวเหลวไหลไป มีแต่ความเหลวไหลเต็มตัว กลับมาก็มีแต่ความเหลวไหลเต็มวัด เต็มพระเต็มเณร พากันพิจารณาให้ดีนะเรื่องอันนี้

ผมสอนอย่างเข้มข้น เพราะผมปฏิบัติมาแบบเข้มข้น ทุกอย่างที่นำมาสอนโลกผมไม่ได้มาสอนเล่นๆ เหลาะๆ แหละๆ นะ  เพราะพูดจริงๆ เราจริงจังมากทุกอย่างเลย อะไรถ้าว่าถูกเอาจริงเอาจัง คอขาดขาดใส่กันเลย ถ้าว่าถูกยอมเสียสละทุกอย่าง เอ้า ผิดปัดทันทีเลย ต้องตัดสินเจ้าของซิ กิเลสกับธรรมมันขัดมันแย้งกันอยู่ มันรบกันอยู่ภายในจิตใจ จึงเรียกว่ามหาเหตุ คือใจเป็นสนามของมหาเหตุ กิเลสกับธรรมอยู่ด้วยกัน ฟัดกันๆ ส่วนมากมีแต่ธรรมแหละราบๆ ถ้ามีบ้างนะ มีแต่กิเลสเหยียบเอาๆ  เพราะฉะนั้นจึง เอา รื้อถอนตัวขึ้นมาให้เป็นอิสระเป็นลำดับๆ ได้ด้วยสติกับคำบริกรรม ตั้งฐานให้ได้เบื้องต้น คำบริกรรมติดกับจิตนะ

คำบริกรรมใดก็ตาม จะเป็นพุทโธก็ได้ ธัมโม หรือสังโฆก็ได้ ตามแต่จริตนิสัยชอบ เอามาติดกับจิต เอาสติบังคับไว้ให้ดี เหมือนว่าถูกเขาเอาไปฆ่านั่นแหละ จะเอาตัวรอดวิธีไหนปัญญาของเราจะไม่ให้ถูกฆ่า อันนี้กิเลสมันจะเอาเราไปฆ่า เอาสติปัญญาซัดเข้าไปๆ ท่านทั้งหลายจะตั้งได้เลยเชียว ผู้ที่เริ่มตั้งรากฐานก็เอานี้ตั้งได้ ตั้งรากฐานแล้วจะตั้งได้โดยลำดับ สติปัญญาเป็นพื้นฐานจนกระทั่งถึงมหาสติมหาปัญญา ไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย ดังที่ท่านสอนว่า สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา สติจำต้องปรารถนาในที่ทั้งปวง คือไม่มียกเว้นเลยทีเดียวที่เรื่องสติจะไม่เข้าไปติดแนบ นี่ละจับให้ดี

การภาวนาให้พากันพยายามเอาให้ดีทีเดียว นักภาวนานี้ละที่จะรื้อถอนตนให้พ้นจากทุกข์ได้แล้วสั่งสอนใครเขาก็เชื่อ เมื่อเราเชื่อเราแล้วคนอื่นไม่ต้องบอก เขาเชื่อเอง ไอ้เราไม่เชื่อเรา เหมือนลิงเหมือนค่าง ไปสอนเขาให้เป็นคนดิบคนดีจะไปสอนได้ยังไง ลิงไปสอนคนใช้ได้ยังไง อันนี้สำคัญมาก วันไหนสอนทุกวันๆ ผมไม่มีเวลาที่จะสอนเป็นกรณีพิเศษดังที่เคยปฏิบัติมา ตอนค่ำถ้าวันไหนจะประชุมก็บอกพระ วันนี้ประชุม รวมประชุมกัน เอาจริงเอาจังๆ เป็นกัณฑ์ๆ จริงๆ แต่เวลานี้จะทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว ธาตุขันธ์ก็ไม่อำนวย ทุกสิ่งทุกอย่างในสกลกายนี้อ่อนเปียกไปหมด ธรรมก็ออกลำบาก แล้วธาตุขันธ์อ่อนนี่สำคัญมาก เกี่ยวข้องกับประชาชน ดีไม่ดีอยากจะว่าทั้งประเทศก็ได้มาเกี่ยวโยงกับเราเรื่องนั้นเรื่องนี้ จึงไม่ค่อยมีเวลาที่จะมาอบรมแนะนำสั่งสอนพระเรา ให้ได้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะเราไม่ได้สอนเอาจริงเอาจังตามเวล่ำเวลาเหมือนแต่ก่อน ส่วนธรรมนั้นจริงตลอด แต่เวล่ำเวลาเอาแน่ไม่ได้ ว่างบ้างไม่ว่างบ้าง ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติตัวให้ดี

อยู่ที่ไหนให้มีสติ ท่านทั้งหลายจะเป็นผู้มีคุณค่าตลอดเวลาถ้ามีสติ มีสติแล้วปัญญาจะแทรกเข้าไป สติจ่อรู้ๆ แล้วปัญญาจะค่อยกระจายออกไปหาเหตุหาผล ถ้าสติไม่มีตายทิ้งเปล่าๆ นะ จำให้ดี เอาละพอ ให้พร

 

หลังจังหัน

ถ้าคิดตามส่วนสำหรับมนุษย์ที่อยู่ทั่วโลก พูดถึงเรื่องมนุษย์นะ ที่เป็นแบบสัตว์ๆ มีมากต่อมาก คือไม่มีศาสนา มันก็ลัทธิสัตว์ สัตว์จะหาอยู่หากินไม่มีขอบเขต เอาตามความอยาก คนที่ไม่มีศาสนาก็ไม่มีที่เกรงที่ละอายบาป ทำชั่วได้ตลอดเป็นนิสัย เช่นอย่างเมืองไทยเรานี้ เกิดมาท่ามกลางพุทธศาสนา ซึ่งไม่มีใครจะเกิดพบได้ง่ายๆ นะ พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว หนึ่งไม่มีสอง ในโลกนี้ไม่มีศาสนาใดเสมอ คือมาด้วยเหตุด้วยผลด้วยหลักด้วยเกณฑ์ มาตามสายทางที่ถูกต้องมาโดยลำดับ คือพุทธศาสนา นี่เป็นสายทางมาตลอด และจะเป็นไปตลอดอย่างนี้ มีผู้สืบทอดไปด้วยจอมปราชญ์ๆ คือเป็นพระพุทธเจ้า

พอตรัสรู้ปั๊บทรงเล็งญาณดู ย้อนหน้าย้อนหลัง ไม่มีใครจะแม่นยำยิ่งกว่าพระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ๆ เวลาตรัสรู้แล้วท่านเล็งญาณดูพระพุทธเจ้าในอดีตเป็นยังไงๆ เปิดโล่งหมดรู้หมด ท่านดำเนินยังไง ทรงดำเนินตามนั้นๆ เพราะมันเหมือนกัน เป็นความรู้ที่ถูกต้อง สิ่งที่มีอยู่นั้นก็ถูกต้อง ยึดเป็นหลักเป็นเกณฑ์นำมาสอนโลกได้ ท่านว่าปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงระลึกชาติย้อนหลัง อย่างพระพุทธเจ้าของเรานี้ ปฐมญาณบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงพิจารณาการเกิดการตายของพระองค์ย้อนหลัง รู้ไปตลอดสาย

มัชฌิมยามบรรลุ จุตูปปาตญาณ คือทรงทราบเรื่องความเกิดความตายของสัตว์ทั้งหลายเช่นเดียวกับพระองค์ อันนี้แหม ท่านว่า กับเรื่องความเกิดความตายของพระองค์ก็พอแล้ว มากพอ เพราะเกิดตายๆ ไม่หยุดไม่ถอย สั่งสมมาเท่าไร จนกระทั่งถึงวันตรัสรู้ถึงได้มาประมวลชาติของพระองค์ มากขนาดไหน เป็นทุกประเภทของสัตว์ นรกอเวจีไปได้ทั้งนั้น เพราะไปด้วยความมืดบอด จนกระทั่งมาได้เป็นพระพุทธเจ้า สว่างด้วยความดีงามทั้งหลาย จึงประมวลมาด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงย้อนหลังทราบหมดเลย เป็นที่สลดสังเวชในภพชาติของพระองค์เพียงพระองค์เดียว เพราะเกิดมามากต่อมากนานแสนนาน พระญาณหยั่งทราบเก็บไว้หมดๆ ไม่มีตกมีขาดตกหายไปไหนเลย นับได้ทุกภพทุกชาติของพระองค์ที่เกิดมา เป็นสัตว์ต่ำช้าเลวทรามอะไรตามจับได้หมดเลย ถึงว่ามากต่อมาก

มัชฌิมยามบรรลุจุตูปปาตญาณ ทรงเล็งญาณทราบความเกิดความตายของสัตว์ อันนี้แหม ท่านว่า แต่เราเพียงคนเดียวเท่านี้ขนาดไหน แล้วสัตว์โลกมากขนาดไหน พูดได้เพียงว่ายั้วเยี้ยเท่านั้นละ คือมันมากต่อมาก แล้วใครจะปฏิเสธพระพุทธเจ้าของตนได้ยังไง ก็เมื่อมีร่องรอยมาอยู่ ร่องรอยก็คือจิตนี้ไปเหยียบร่องรอยเอาไว้ เกิดนั้นเกิดนี้ แล้วตามร่องรอยของจิต ความเป็นมาของเจ้าของด้วยพระญาณหยั่งทราบ ทรงรู้ได้หมด มองดูสัตว์ทั้งหลายที่เกิดตายๆ นี้พิลึกพิลั่นเหลือประมาณ ท่านประมวลออกมาเลย ทั้งเขาทั้งเราที่เกิดตายๆ อยู่นี้ไม่หยุดไม่ถอยนับประมาณไม่ได้นี้ สาเหตุเป็นมาจากอะไร นั่นค้นหาสาเหตุ

ท่านจึงได้พิจารณาไปถึงปัจจยาการ ปฏิจจสมุปบาท คือ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา อวิชชาหนุนให้เกิดสังขาร สังขารหนุนให้เกิดวิญญาณ นามรูป เรื่อย เกิดตายๆ อยู่อย่างนี้ ต่ออย่างนี้ หมุนกันอยู่อย่างนี้อวิชชา ท่านมาพิจารณาปฏิจจสมุปบาทคือต้นเหตุของความเกิดตายตรงนั้น รังใหญ่ของวัฏจักรอยู่ที่อวิชชา แล้วอวิชชาก็อยู่ที่ใจ พอทราบเข้าไปถึงรากเหง้ามันแล้วถอนพรวดขึ้นมาเลย อวิชชาดับ อวิชฺชายเตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรธา พออวิชชาดับเท่านั้นดับหมด

ท่านเรียงไปเฉยๆ นะว่า อวิชชาดับ อันนั้นดับๆ ก็คือต้นไม้นี่ละ ตัดต้นถอนพรวดขึ้นมาเท่านี้ ไม่ว่ากิ่งว่าก้านมันดับๆ ท่านพรรณนาไปเฉยๆ มันดับพร้อมกันไปเลยทีเดียวนั้นละ ท่านพรรณนาไปตามที่มันมีสิ่งเกี่ยวข้อง ก็ว่าไปเฉยๆ  ความจริงพอถอนรากขึ้นมาเท่านั้น ต้นไม้กิ่งก้านสาขาดอกใบสดเขียวขนาดไหน มันก็ขาดสะบั้นไปพร้อมกัน อันนี้ก็เหมือนกัน อวิชชาดับเสียอย่างเดียวทุกสิ่งทุกอย่างดับพร้อมกันหมดเลย ทีนี้เวลาอวิชชาดับแล้ว ขาดไปหมดแล้วที่นี่ ยังเหลือแต่หลักธรรมชาติล้วนๆ นี่ละที่เรียกว่าปัจจุบัน อดีตลบหมดเลย ทุกอย่างลบหมด ขาดสะบั้นไปหมด ปัจจุบันก็จ้าเป็นธรรมทั้งแท่ง เลยไม่มีอดีตอนาคต ปัจจุบัน เลยไปแล้วทั้งสามเลย ท่านว่าวิมุตติ พ้นแล้วจากสมมุติทั้งมวล ดับ นั่น

นี่ละทางของท่านจนถึงที่สุดได้อย่างนี้ เพราะการสร้างความดีทั้งหลาย สร้างไม่หยุดไม่ถอย วันละเล็กละน้อยประสมนั้นประสมนี้มากเข้าๆ ก็พ้นได้ เราเหยียบบันไดขึ้นทีละขั้นสองขั้นก็ถึงศาลาได้ บนเรือนได้ นี่ก็เหยียบไปเรื่อยๆ มันก็ขึ้นได้ แต่อย่าถอยหลังลงมา มันก็ขึ้นถึง แต่เวลากิเลสหนานี้แหม พอจิตแย็บออกไปถึงความดีงามที่จะสร้างนี้ มันจะมาทันทีเลยนะ เหมือนภูเขาทั้งลูกกั้นเลยๆ จะไม่ให้มีทางออกไปได้เลย นี่เวลากิเลสมันหนามันหนาอย่างนั้น ครั้นต่อไปๆ ชำระไม่ถอย บุกเบิกไม่ถอย ก็มีทางไปได้เรื่อยๆ ต่อไปก็ราบรื่น แน่ะการปฏิบัติ

ทีนี้มาย่นกันเรื่องภาวนานี่ เป็นที่สรุปแห่งภพชาติทั้งหลายกี่กัปกี่กัลป์ ก็เหมือนกันกับพระพุทธเจ้า มาสรุปลงที่จุดภาวนา นี้เป็นจุดที่จะเข้าหารากเหง้ามัน เวลาจะภาวนาเบื้องต้น แบบว่า ดังที่เคยพูดให้ฟัง เณรผองอยู่ห้วยทราย นั่งที่ไหนก็ง่วงๆ มันเป็นยังไงมันถึงง่วงนักหนา ปุ๊บปั๊บออกจากกุฏิ กุฏิก็ไม่สูงแหละ กุฏิกระต๊อบ ออกจากกุฏิมานั่งเฉลียง นั่งหมิ่นๆ หันหน้าออก เอ้า ถ้ามันง่วงให้มันตก เณรว่างั้น นั่งไปๆ มันง่วงก็ตกไปเลยเสียงตุ๊บ เราก็นั่งอยู่เงียบๆ นะ ตอนประมาณสัก ๓ ทุ่มมั้ง คือเงียบๆ เสียงดังตุ๊บ เอ๊ะเสียงอะไรดังผิดปรกติเหมือนอะไรตกน้า เราว่า ไม่นานก็ได้ยินเสียงพุมพิมๆ เราก็เลยออกจากที่ กำลังจะเดินออกไป เห็นพระมา อะไร เณรผองตกกุฏิ นั่นเห็นไหม ทรมานอย่างนั้นมันก็ยังเอาอยู่อย่างนั้นละ มาอยู่ข้างนอก ถ้ามันง่วงให้มันตก มันง่วงจริงๆ ก็ตกจริงๆ  นั่นเห็นไหมล่ะกิเลสเวลามันหนาแน่น

เอ้า ย่นเข้ามาหาเราก็แบบเดียวกัน มีแต่ง่วงเหงาหาวนอน ความอ่อนเปียกด้วยอำนาจกิเลสบีบเข้าๆ มีกำลังเท่าไรหมดเลย ที่จะดีดดิ้นหาความพากความเพียร โอ๊ย ลำบากมากนะ เราเอาตั้งแต่เบื้องต้นนั่นเลย เราพิจารณามาตั้งแต่ต้นภาวนานี่แหละไม่ใช่อะไร ฝึกหัดเบื้องต้นล้มลุกคลุกคลาน จะเป็นจะตาย ไปร้องไห้บนภูเขาก็มี เคยเล่าให้ฟังแล้ว ก็คือสู้กิเลสไม่ได้นั่นแหละ โถ เราก็ตั้งใจขึ้นมาบนภูเขาจะฟัดกับกิเลส ที่ไหนได้กิเลสมันเอาเสียหงายลงๆ นี่ตอนสู้มันไม่ได้เลย เรียกว่าสู้ไม่ได้เลย เอาท่าไหนมันต่อยทีเดียวๆ กำลังของสติปัญญาไม่มี สู้กำลังกิเลสไม่ได้ ปั๊บเดียวหมดเลย

พยายามเอาหลายครั้งหลายหน ต่อไปก็ค่อยขยับๆ เพราะไม่ถอยนี่ มันก็ค่อยขยับๆ ต่อไปเข้าถึงขั้นสงบได้ มีกำลังใจ พอจิตมีความสงบแล้วมันเย็นมันสบาย ความวุ่นวายทั้งหลายแต่ก่อนไม่เคยเห็นโทษของมัน พอความสงบเข้าเทียบปั๊บมันเทียบกันได้ทันที อันนั้นความวุ่นวาย อันนี้ไม่วุ่นวาย สงบเย็น เป็นอย่างนั้นนะ ทีนี้เห็นคุณค่าอันนี้ก็เห็นโทษอันนั้นไปด้วยกัน กำลังของใจก็มีขึ้น จิตเมื่อได้รับหนุนขึ้นเรื่อยๆ ก็ขึ้นเรื่อยละที่นี่ กำลังใจของเราก็ได้ไปทุกวันๆ เรื่องความรู้ความเห็นเกิดขึ้นจากการภาวนาไปทุกวัน วันนี้รู้อย่างนี้ วันนั้นรู้อย่างนี้ รู้ภายในตัวเองแล้วยังรู้ภายนอกอีก เกี่ยวโยงกัน แต่ภายนอกไม่ถือเป็นสำคัญยิ่งกว่าภายในคือกิเลสแท้ๆ อันนั้นเป็นเงาของกิเลสมันแสดงออกไปนั้น ก็ปล่อยไว้ๆ ยังไม่เอา

ซัดตรงนี้เข้าไปเรื่อยๆ จิตค่อยจางไปๆ จิตใจค่อยสว่างไสวขึ้นมาๆ สรุปความลงมาแล้วก็จนถึงขั้นอัศจรรย์ตัวเอง เคยเล่าให้ฟังแล้วนี่ นั่นเห็นไหมล่ะ ตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลานมาแทบเป็นแทบตาย ไปถึงขั้นนั้นแล้วมองดูที่ไหน โถ มันทำไมจิต ตอนนี้จิตปล่อยเรื่องรูปธรรมหมดแล้วนะ ไม่มีเหลือแล้วรูปธรรม จะพิจารณา อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อสุภะอสุภังไม่มีเลย หมด ผ่านแล้ว ก็มีแต่เรื่องรูปธรรมมาเทียบกันเพื่อนามธรรม พอกำหนดปั๊บเป็นรูปขึ้นมาปั๊บดับพร้อมๆ รูปธรรมดับเหลือแต่นามธรรม ฝึกซ้อมกันไปเรื่อยๆ สุดท้ายจิตว่างหมดเลย จะกำหนดพิจารณาอะไรไม่ได้มันว่างไปหมดเลย

ว่างไปหมดก็อัศจรรย์ตัวเองละซิ อยู่ที่ไหนมันก็สง่าจ้า ว่างไปหมดเลย เอ๊อ จิตเราทำไมถึงได้อัศจรรย์ถึงขนาดนี้เชียวนา ขึ้นรำพึงนะ รำพึงในใจ อัศจรรย์จริงๆ มันว่างไปหมด ทั้งๆ ที่จุดศูนย์กลางคือใจแท้ยังไม่ว่างนะ เพียงว่างภายนอกมันก็อัศจรรย์แล้ว นั่นละท่านถึงไล่เข้ามาหาภายใน ที่ว่า ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ คือตัวนี้มันยังไม่ว่าง จุดนี้ต่อมนี้ มันใสก็ใสเป็นจุดเป็นต่อมที่จะเกิดตายอีกอยู่นั้น จึงไล่เข้ามาที่นี่อีก มันก็ไม่เข้าใจตอนนั้น แบกไปแบกมา กลับมา ที่ว่าอัศจรรย์ตัวเองก็หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ มันแปลกอยู่ เวลากลับมาปลงปัญหาอันนี้ก็มาปลงที่นั่นแหละ

ทีนี้ที่ว่าอัศจรรย์นี้ มันสว่างไสว แต่จุดนั้นมันไม่รู้ มันมารู้ตรงนั้นอันนี้ก็ขาดไปหมด จุดให้เกิดความสว่างนั้นขาดไปหมด พอขาดคราวนี้มันไม่ขาดเหมือนแต่ก่อนละซิ ขาดคราวนี้มันจ้าโดยไม่ต้องถามใครเลย ทีนี้ความสว่างที่เราเคยอัศจรรย์แต่ก่อนนั้น เลยกลายเป็นกองขี้ควายกองหนึ่งๆ ได้ เพราะความสว่างอันหลังนี้อันสุดท้ายนี้มันเหนือเหลือประมาณที่จะมาเทียบกันได้ จึงเทียบได้เพียงว่า ความสว่างที่เราอัศจรรย์แต่ก่อนเป็นเหมือนกองขี้ควาย กองขี้ควายมีค่าอะไร พิจารณาซิ กับความสว่างอันนี้ เทียบกันอย่างนั้น

นี่ละจิตเวลาเราฝึกไปๆ มันถึงขั้นสว่างอันนี้อัศจรรย์ ก็ยอมรับว่าอัศจรรย์ แต่ติดความอัศจรรย์ตัวเองก็เป็นโมหะอันหนึ่ง ไม่ทันกัน มันยังไม่ถึงที่มัน พอดับอันนี้ลงไปแล้วความสว่างอันไหนๆ ไม่มีที่จะเป็นภพเป็นชาติอีกต่อไป จ้าขึ้นทีหลังนี้มันหมดเลย ทั้งสว่างภายนอก ทั้งสว่างภายใน ทั้งรู้ภายนอก ทั้งรู้ภายใน ปล่อยภายนอก ปล่อยภายใน ปล่อยโดยสิ้นเชิง หมด นั่นมันถึงได้เห็นความแปลกประหลาดของจิตดวงนี้ พอถึงขั้นนี้แล้วมองไปที่ไหนนี้ไม่ได้เหมือนจิตดวงก่อนนะ กิเลสเท่านั้นปิดไว้ไม่ให้รู้ให้เห็น รู้แคบรู้กว้างอะไรๆ กิเลสเบิกไปขนาดไหนรู้กว้างไปขนาดนั้น กิเลสหมดโดยสิ้นเชิงมันจ้าของมันเลย ไม่ต้องมีใครมาบอก หรือไปถามใครละ ถามใครไม่ถาม

จ้าขึ้นมันพอทุกอย่างแล้ว ที่จะไม่ให้เกิดความสงสัยอีกแล้ว เป็นอย่างนั้น เราจึงได้นำมาสอนพี่น้องทั้งหลาย มันบืนมาอย่างนี้ ทีแรกมันก็บืนของมันแทบเป็นแทบตาย ครั้นต่อมาพอมีกำลังวังชามันขยับทางด้านธรรมะนะ ตอนขยับเราไม่ได้พูดตะกี้นี้ เวลาธรรมะมีกำลังมาก กิเลสน้อยลงๆ แล้ว กำลังของธรรมนี้จะผาดโผนมากนะ จนจะไม่มีเวลาหลับเวลานอน เพลินไปเลย เพลินกับความเพียรเพื่อฆ่ากิเลสตลอด บางคืนตลอดรุ่งไม่หลับเลย กลางวันยังจะไม่หลับอีก ยังจะฟัดกันอีก มันบุกจะเอาให้ผ่าน ผ่านเดี๋ยวนี้ยิ่งดี พ้นเดี๋ยวนี้ยิ่งดีๆ นั่นซิ ขยับใหญ่ เรียกว่าความเพียรกล้าละที่นี่

นี่ละที่ท่านแสดงไว้เรื่องว่า พระโสณะท่านประกอบความเพียรจนฝ่าเท้าแตก แต่ก่อนเราก็อ่านในตำรา มีในตำรา ว่าพระโสณะท่านประกอบความเพียรจนฝ่าเท้าแตก เราก็จำได้ธรรมดา แต่พอมาเจอนี้เข้าไปปั๊บวิ่งเข้าถึงกันไม่ต้องถามใคร ฝ่าเท้าแตกได้ไง ก็ความเพียรมันไม่หยุดไม่ถอย ถ้าลงได้เดินจงกรมทั้งวันมันก็เดินได้สบาย มันไม่มีเวล่ำเวลา มีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่ไหนจะมากวน ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันนี้มีน้ำหนักมากทีเดียว ไม่คิดถึงอะไรแหละ ซัดกันเลย แล้ววันนี้ก็เดิน วันไหนก็เดิน กลางคืนกลางวันเดิน เดินไม่หยุดไม่ถอยมันจะไม่แตกได้ยังไง

คำว่าแตกมันไม่ได้แตกอย่างนี้นะ คือมันบางเข้าไปๆ ฝ่าเท้าของเราหนาๆ นี่ เดินไม่หยุดไม่ถอยมันค่อยบางเข้าไปๆ เราเห็นได้ชัด เวลาออกมาจากทางจงกรม ออกร้อนฝ่าเท้าเหมือนไฟลนเทียวนะ เอ๊ เท้าเรานี่มันแตกเหรอ นี่ละเทียบชัดเจนนะ ก็มาดู เอ๊ ฝ่าเท้านี่มันแตกหรือไงน้า ดูก็ไม่เห็นแตกนะ แต่เวลาเอามือไปจับๆ เสียว นี่กำลังจะถึงเนื้อแล้วนะนั่น พอจับมันเสียว นี่จวนแล้ว ถ้ากิเลสยังไม่ขาดต้องแตก เข้ากันได้เลย พระโสณะท่านฝ่าเท้าแตกก็ความเพียรอันนี้ละ

คือมันหมุนจริงๆ ตลอดเวลา ไม่มีคำว่าว่างเลย จึงว่ามหาสติมหาปัญญา ติดต่อสืบเนื่อง ไม่ต้องตั้ง เป็นเองตั้งแต่สติปัญญาอัตโนมัติ จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญานี้ซึมเลยเชียว มันเห็นประจักษ์ในใจจะถามใครล่ะ อันนี้ละความเพียรเป็นอัตโนมัติ ฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบังคับ ไม่มีเจตนาละมันเป็นของมันเองถึงกาลฆ่า เวลากิเลสมีกำลังมันก็ทำลายสัตว์โลกโดยอัตโนมัติของมัน ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสสัมพันธ์อะไรเกิดกิเลสโดยอัตโนมัติๆ ไปเรื่อยๆ เวลาแก้เข้ามาๆ ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสสัมพันธ์อะไรเป็นธรรมแก้กิเลสๆ เป็นอัตโนมัติเหมือนกันหมด เป็นอย่างนั้นนะ

พอถึงขั้นสติปัญญาธรรมอัตโนมัติ มหาสติมหาปัญญาเป็นอัตโนมัติแล้ว ทีนี้กิเลสนี้เหมือนพระอรหันต์น้อยๆ องค์หนึ่งนะ มันไม่มีขึ้นมาแล้ว แย็บนิดขาดสะบั้นไปทันที มันเป็นคู่ปรับกัน พอธรรมกล้าแล้วกิเลสขาดสะบั้นๆ ไม่ใช่เจตนาจะฆ่ามันโดยถ่ายเดียวเหมือนเวลาหยาบๆ นะ เวลาละเอียดแล้วเป็นเอง ท่านทั้งหลายฟัง ถอดออกมาจากหัวใจนะ มันเป็นเองทั้งนั้นละ ท่านจึงเรียกว่าความเพียรกล้า ก้าวไม่หยุดไม่ถอย ผาดโผนโจนทะยานมากทีเดียว เวลานั่งลูบดูฝ่าเท้ามันออกร้อนเหลือประมาณ เอ๊ มันแตกเหรอฝ่าเท้าเรา มาดู เอ๊ะ ก็ไม่เห็นแตก เอามือลูบๆ โอ้โหย เสียวๆ ถ้าเลยไปนี้ไม่นานแตก ทะลุ คำว่าแตกนี่คือมันบางเข้าไปๆ ทะลุถึงเนื้อในนั่นเอง ท่านเรียกว่าฝ่าเท้าแตก คือฝ่าเท้ามันบางเข้าไป กัดเข้าไปบางเข้าไป แล้วก็ไปทะลุถึงเนื้อ ท่านเรียกว่าฝ่าเท้าแตก คือมันกัดเข้าไปทะลุถึงเนื้อนั่นเอง เรียกว่าฝ่าเท้าแตกเหมือนกันไม่ใช่เหรอ เราเทียบได้อย่างนี้

ของเราฝ่าเท้ายังไม่แตก กิเลสแตกเสียก่อน ถ้ากิเลสไม่แตกฝ่าเท้าแตกแน่นอนไม่เป็นอื่น เพราะถ้าลงได้เดินจงกรมนี้ ก็เดินทั้งวันทั้งคืนเดินอยู่ตลอดเวลา มันจะหนามาจากไหนฝ่าเท้า เดินไม่หยุด ถ้าลงได้เดินจงกรมแล้วไม่มีเวล่ำเวลาไหนที่จะมากีดมาขวางได้นะ มันจะพุ่งๆ ของมันตลอดเลย ถ้ามันหนักเข้าจริงๆ เกี่ยวกับเรื่องธาตุเรื่องขันธ์เหมือนว่ามาเตือน นั่นละพักเสีย ถึงงานของเราจะคืบหน้าตลอดก็ตาม พัก เรียกว่าเหยียบเบรก พักเสีย นั่นละก็มารู้เรื่องของตัวเอง นี่เวลามันกล้ากล้าอย่างนั้น เรานี้มันปฏิบัติช้านะ เพราะฉะนั้นมันถึง จะว่าละเอียดลออก็ละเอียดลออ ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันนี้รู้ไปเป็นระยะๆ เพราะมันไม่ได้หยั่งผึงในทันที พวกขิปปาภิญญาท่านผึงเลยนะ พวกทันธาภิญญานี้ไปได้ช้า เราก็แบบทันธาภิญญา ถ้าว่าจะรู้ก็รู้อย่างนั้นแหละ ค่อยเป็นค่อยไปค่อยรู้ ค่อยละเอียดลออในความเป็นของเจ้าของไปเรื่อยๆ จึงลำดับได้สะดวกสบาย พอถึงขั้นมันผึงแล้วก็อันเดียวกันนั่นละ ผึงเดียวหมดเลยไม่มีเหลือ เวลาลำดับไปนี้มันค่อยไปของมัน ค่อยไปๆ

เวลามันจ้าขึ้นมานี้ อันนี้อีกอันหนึ่งนะ ก็เราไม่เคยคาดเคยคิดว่ามันจะรู้จะเห็นจะเป็นอย่างนี้ใจดวงนี้ ครองกันมาตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งป่านนี้ แล้วมาเจออันนี้ขึ้นมาจากใจดวงเดียวกันนี้ละ จะไม่แปลกประหลาดอัศจรรย์ได้ยังไง ก็ไม่เคยรู้เคยคิดเคยเห็นเคยเป็น แต่มันเป็นขึ้นมาอย่างจังๆ จากปฏิปทาเครื่องดำเนินของเรานั้นแหละหนุนเข้าๆ พอถึงที่แล้วมันก็เป็นของมันเอง ทีนี้เวลามันจ้าขึ้นมาแล้วมันวิ่งถึงกันเลยนะ ที่พระพุทธเจ้าทรงทำความขวนขวายน้อยน่ะ ทั้งๆ ที่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าจะสั่งสอนสัตว์โลก พระองค์ยังทรงคาดอีกว่า เป็นพระพุทธเจ้าแล้วจะสั่งสอนสัตว์โลกด้วยความสะดวกสบาย พอเป็นพระพุทธเจ้าผางขึ้นมาเท่านั้น ฐานะแห่งความเลิศของพระพุทธเจ้ากับฐานะของสัตว์โลกมันต่างกันยังไง นี่ละมันจะเข้ากันไม่ได้ จึงท้อพระทัย

ทางนี้จ้าขึ้นมา ทางนั้นมืดแปดทิศแปดด้าน มองไปที่ไหนมืดแปดทิศแปดด้าน ทางนี้จ้าตลอด เอ๊อ จะสั่งสอนไปยังไง นั่นเห็นไหมล่ะท้อพระทัย โอ๊ย อยู่ไปเฉยๆ วันหนึ่งๆ ดีกว่า นั่นเอาแล้วนะ นี้มันเป็นเราพูดจริงๆ เราเป็นจริงๆ เวลามันจ้าขึ้นมานี้แล้วมันไม่ได้เหมือนจิตดวงเก่านะ มันเป็นดวงใหม่เหนือความคาดความฝันของเราทุกอย่าง มันจ้าขึ้นมาแล้วมองดูสภาพโลกทั้งเขาทั้งเราที่เป็นมายังไงๆ  แต่ก่อนมันไม่รู้ตัว แต่เวลารู้ตัวแล้วเรื่องทั้งเขาทั้งเรามันเป็นอันเดียวกันหมด โอ๊ย จะสอนไปทำไม ใครจะรู้ได้ลงขนาดนี้แล้ว เหมือนว่าโลกอันนี้ไม่มีใครรู้ได้เลยรู้อย่างนี้นะ สอนไปจะเกิดประโยชน์อะไร ไปพูดไปเทศนาว่าการเขาก็จะหาว่าบ้ากันทั้งโลก นั่นเห็นไหมล่ะ เพราะโลกนี้มันมืดบอดสุดขีดแล้ว อยากว่าอย่างนั้นนะ กับธรรมชาตินี้มันเข้ากันไม่ได้ แล้วจะสอนไปหาอะไร อยู่ไปกินไปวันหนึ่งๆ พอยังชีวิตให้เป็นไปวันหนึ่งเท่านั้นพอแล้ว

คำว่ายังชีวิตให้เป็นไปวันหนึ่ง คือจะไม่ออกมาเกี่ยวกับคน จะอยู่ในป่าในเขา ครองชีวิตไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น พอเสร็จแล้วทิ้งปั๊วะไปเลย หายกังวล ความหมายว่าอย่างนั้น นี่ที่ว่าธรรมเกิด พอจิตทอดธุระว่าจะไม่สอนใครอีกแล้ว ลงถึงขนาดนี้แล้วไม่มีใครจะรู้ได้อย่างนี้ ความหมาย เรารู้อย่างนี้เหมือนว่าโลกทั้งหลายจะไม่มีใครรู้ได้เลยๆ รู้ได้แต่เราองค์เดียว ลักษณะจะเป็นอย่างนั้น แต่มันไม่ได้บอกอย่างนั้นชัดเจน เป็นลักษณะความอ่อนใจไปอย่างนั้น โอ้โห ถึงขนาดนี้แล้วใครจะไปรู้ได้เห็นได้ สอนไปที่ไหนเขาก็จะหาว่าบ้าว่าบอไปหมด อยู่ไปกินไปวันหนึ่งพอ เขาก็ไม่ว่าบ้า เราก็อยู่ของเราสบาย ถึงวันแล้วดีดผึงไปเลย สะดวกสบายยิ่งกว่าที่จะมามั่วสุมกับสิ่งที่กดถ่วงลวงใจ ให้เกิดความกระทบกระเทือนอยู่ตลอดนี้ ปล่อยเสียดีกว่า

สักเดี๋ยวธรรมขึ้นมาอย่างเด็ดขาดนะไม่ใช่ธรรมดา นี่ละธรรมเกิด ฟังเอาซิ เราเคยคาดเคยคิดที่ไหนล่ะ พออย่างนั้นแล้ว เอา ถ้าว่าโลกอันนี้ไม่มีใครรู้ได้เห็นได้ รู้ได้แต่เราคนเดียวนี้ เราเป็นเทวดามาจากไหน เราก็เป็นมนุษย์เหมือนโลกเขาทั่วๆ ไป ทำไมรู้ได้ เขาก็มนุษย์เหมือนกัน เราก็มนุษย์เหมือนกัน ทำไมเรารู้ได้ เราเป็นเทวดามาจากไหนถึงปฏิเสธว่าคนอื่นจะรู้ไม่ได้ รู้ได้เพราะเหตุใด นี่ละตรงสำคัญนะ เพราะเหตุใด คือสายทางแห่งบารมีที่สร้างมานี้มันต่อเป็นสายยาวเหยียดมาเรื่อยๆ เพราะเหตุใดก็คือ เพราะสายทาง พอเรารู้นี้ปั๊บมันวิ่งถึงสายทางมาซิ นี่ที่ยอมทันทีเลย เบื้องต้นทอดธุระว่าจะไม่สอนใคร พอธรรมะผางขึ้นมานี่ ถ้าว่าเป็นธรรมที่สุดวิสัยของโลกแล้ว เราอยู่โลกไหน เราเป็นเทวบุตรเทวดามาจากไหนทำไมถึงรู้ได้ ทำไมเขาจะรู้ไม่ได้ รู้ได้เพราะเหตุใด นั่น เพราะเหตุใดก็สายทาง

คือบารมีนี้ไม่ว่าหญิงว่าชาย มีสายทางมาด้วยกัน สร้างมาด้วยกันๆ เมื่อถึงกาลแล้วออกได้ด้วยกันความหมายว่างั้น พออันนี้ผึงขึ้นมาเท่านั้นรู้ได้เพราะเหตุใด ยอมรับ อ๋อ รู้ได้ นั่นยอมรับเลยนะ รู้ได้ แม้ไม่มากก็ได้ นั่นเอาละนะที่นี่ นั่นละถึงคลี่คลายออกมาเรื่องจิตใจที่จะปล่อยไปหมด จะไม่เล่นกับอะไรกับใครเลย อยู่ไปพอถึงวันแล้วดีดผึงเดียวไปเลย หายห่วงว่างั้นเลย แต่นี้พอว่ารู้ได้เพราะเหตุใด มันมีผู้ที่จวนเข้ามาก็มี เข้ามาๆ ก็มีเรื่อยๆ เหมือนเราที่มานี่ ถึงยอมรับกัน ทีนี้สอนมันก็เลยเตลิดเปิดเปิงอีตาบัวนี่นะ ไม่สอนธรรมดาๆ ทีแรกก็ธรรมดาสอนพระอยู่ในวัดในวาอยู่ศาลานี่ ธรรมเด็ดขาดอยู่ข้างบนนี่นะ แกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วๆ หม้อใหญ่ไม่มี ฟาดแต่หม้อเล็กหม้อจิ๋วพุ่งๆ อยู่บนศาลา เทศน์ทีแรกเทศน์เงียบๆ แต่เทปอัดไว้ล่ะซิ กระจายออกไปทั่วประเทศไทยในวงกรรมฐาน ไม่ว่าอยู่ภาคใดๆ มาติดต่อเอาเทปจากนี้ๆ ไปทั่วประเทศไทย โดยประชาชนเขาไม่ค่อยทราบกัน หากจะทราบก็ผู้ที่ใกล้ชิดติดพันกับวัดป่าๆ อาจจะทราบจากพระบ้างอะไรทำนองนั้น

จนกระทั่งมาถึงวาระที่จะช่วยชาติบ้านเมือง มันถึงขึ้นมาเองของมันยังไงก็ไม่ทราบ ก็อย่างนี้แหละ เราก็ไม่เคยคิดว่าจะทำอย่างนี้ แต่เวลาจำเป็นเข้ามามันโดนหัวใจแรงซิ โดนผางเข้ามาจนร้องโก้กเลย นั่นบทเวลามันจะออก ต้นเหตุที่มันจะออกร้องโก้ก ชาติไทยของเรา ๖๒ ล้านคนคำนวณแล้ว หมูหมาเป็ดไก่สัตว์เต็มประเทศไทยนี้ พร้อมหน้ากันที่จะจมลงทะเลหลวงด้วยกันหมด แล้วใครจะฟื้นขึ้นมาได้ล่ะ แต่ก่อนปู่ย่าตายายของเรา ท่านยังอุตส่าห์พยายามฟื้นมาเรื่อยๆ พาถ่อพาพายมาเรื่อย ยังพอสงบร่มเย็น มาถึงลูกหลานไทยถึง ๖๒ ล้านคนเอาตัวไปไม่รอด จะล่มจมกันหมดทั้งโคตรทั้งแซ่ของปู่ย่าตายาย จะมาจมด้วยกันนี้หมดมีอย่างเหรอ นี่ละเรื่องราวมัน

แล้วก็ย้อนเข้าไปถามถึงเรื่องคลังหลวง ไม่ใช่ธรรมดานะเรา ติดหนี้ติดสินเขาเท่าไรๆ เราให้ไปสืบก่อนที่จะออก สืบทราบชัดเจนว่าอะไรๆ ร่อยหรอ.เรียกว่าหายใจแขม่วๆ โถ ตาย ทำยังไง ทำให้อ่อนใจเหมือนกันนะ แล้วก็พลิกอีกทีหนึ่ง ไอ้ที่จะล่มจมอยู่เวลานี้ใครมาทำให้ล่มจม ประเทศชาติบ้านเมืองไหนที่เขาเป็นเมืองใหญ่เมืองโต เขามารบราฆ่าฟัน ให้เราได้รับความเดือดร้อนหรือล่มจมอย่างนี้ หรือใครมาทำ มองดูแล้วก็มีแต่คนไทยเราเป็นผู้ทำเอง ด้วยความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมลืมเนื้อลืมตัว จับจ่ายใช้สอยไม่มีประมาณ หมดไปสิ้นไป เปลืองไปทุกวันๆ สุดท้ายก็จมได้ นั่น

จากนี้ก็เอา เรื่องที่ว่าล่มจมนี้ไม่มีใครทำให้ล่มจมนะ ประเทศไทยเราเองจะไปตำหนิใคร พาให้ล่มจม เพราะความลืมเนื้อลืมตัว เอ้าแต่นี้ต่อไปพลิกใหม่ ให้ประหยัดมัธยัสถ์ อย่าลืมเนื้อลืมตัว ขยันหมั่นเพียร อุตส่าห์ขวนขวาย เอ้าพลิกใหม่นี้ละเป็นการที่จะฟื้นชาติของเราขึ้นได้ เราเป็นคนที่ทำชาติของเราให้จม ทำไมเราเป็นผู้ที่ทำให้ชาติไทยของเราจม จะฟื้นชาติไทยของเราไม่ได้มีอย่างหรือ เอ้าที่นี่ หลวงตาจะเป็นหัวหน้า นั่นละถึงได้ออกนะ พอออกมันก็ออกจริงๆ เพราะนิสัยนี้ไม่เหมือนใคร อันนี้ลงมาหมดแล้วนี่พิจารณาประมวลมาหมด เงินในคลังหลวงๆ ที่จะถูกเขารวมบัญชงบัญชีอะไร ที่จะรวมยอดชาติไทยเราให้จมด้วยกัน อยู่ที่รวมบัญชี

ก็มีเรานี่เข้าไปซัดกันตรงนั้น เอาไม้ค้ำคางเอาไว้ไม่งั้นมันจะกลืน ก็จะมีใคร เรานี่ เราลืมเมื่อไร เงินทองข้าวของเหล่านี้มาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย อุตส่าห์พยายามหามาเป็นเงินหัวใจของชาติ แล้วจะมากอบโกยเอาไปทำไม ถ้ามีปัญญาหามาใส่ แต่เรื่องที่จะมากอบโกยอย่าแตะ นั่นเอาละนะที่นี่ ขึ้นถึงขั้นอย่าแตะ ถ้ามีปัญญาให้หามาใหม่ นั่นละที่นี่ออกเลย เรื่อย จนกระทั่งทุกวันนี้เป็นยังไง ฟังเอาซิพิจารณาดูเอา มันก็เป็นอยู่ในคนๆ เดียวนี้ละ หากเป็นไปตามระยะๆ ที่มันจะออกรับกันหนักเบามากน้อย มันจะเป็นของมันเอง จนกระทั่งบัดนี้แหละ

นี่พูดถึงเรื่องที่บึกบึนมาแต่ก่อน ตั้งแต่จะเอาตัวคนเดียวก็ยังไปไม่รอด ฟังซิไปร้องไห้อยู่บนภูเขาลืมเมื่อไร เราไม่ลืมนะ ฟิตตลอดๆ โรงงานใหญ่ก็คือพ่อแม่ครูจารย์มั่น ที่สถานที่อบรมไปท่านปลุกใจ กลับมาอีกเอาอีกอยู่อย่างงั้น ต่อไปมันก็บืนได้ จนกระทั่งทุกวันนี้ พอมาถึงทุกวันนี้แล้วตั้งแต่วันมันจ้าขึ้นมาเท่านั้นหมดปัญหาโดยประการทั้งปวง ไม่มีอะไรแล้ว โลกเหล่านี้หมดโดยสิ้นเชิง จะว่าเรียนโลกจบแล้ว เรียนธรรมจบแล้วในเวลาเดียวกันก็ไม่ผิด เพราะมันหายสงสัยหมด ปล่อยหมดโดยสิ้นเชิง ทั้งทางโลกทางธรรมไม่ได้ยึดไว้ทั้งนั้นแหละ เราถึงกล้าพูดได้ว่า เราเรียนจบแล้วทั้งทางโลกทางธรรม เราไม่มีอะไรติดข้องในหัวใจเรา หมดโดยสิ้นเชิง เราจึงบอกเราเรียนจบทั้งทางโลกทางธรรม หายห่วงทุกอย่าง

ที่ยังเหลือชีวิตอยู่นี้ก็เพื่อพี่น้องชาวไทยลูกหลานไทยเราได้อุตส่าห์พยายาม ไปที่ไหนเราก็อนุโมทนาสาธุการกับบรรดาพี่น้องทั้งหลายทั่วหน้ากันตลอดมา ตั้งแต่เอานะ หลวงตาจะเป็นผู้นำ ตั้งแต่นั้นเงินทองข้าวของใครจะไม่เสียดาย ใครจะไม่รักเงิน ก็เหมือนตับปอดในตัวของเรานั่นเอง คว้าเอาไปได้ออกไปสละเพื่อนั้นเพื่อนี้ตามคำแนะนำสั่งสอนของครูอาจารย์ซึ่งเป็นผู้นำ ต่างคนต่างบืน เห็นไหมล่ะทองคำเราเวลานี้ ๑๑ ตันกว่า เราเคยคาดคิดเมื่อไร มันก็ยังได้มาจากน้ำมือของพี่น้องชาวไทยเรา ที่ว่าจะจมๆ แต่ก่อนนั้นแล พลิกขึ้นมาฟื้นฟูขึ้นมาได้เห็นไหมล่ะ ดอลลาร์ก็ ๑๐ ล้านกว่าที่เข้าคลังหลวงแล้ว ส่วนที่กระจายออกไปนอกโลกนั่นก็เคยพูดมาแล้ว นี่ก็ฟื้นขึ้นมาได้อย่างนี้ๆ

เราจึงขอขอบคุณอนุโมทนากับบรรดาพี่น้องทั้งหลาย ว่าอะไรเป็นอย่างนั้น มันก็แปลกอยู่นะ เอานะๆ ได้ทันทีๆ ผึงๆ เลยเรื่อยมาอย่างนี้ เรายังไม่เคยที่ข้อตำหนิพี่น้องชาวไทยเราว่าท้อแท้อ่อนแอ ไม่สนใจไม่ฟังเสียงครูเสียงอาจารย์ไม่เคยมี มีแต่เอาๆ บืนกันตลอดมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ เราก็พอหายใจได้ จึงขอขอบคุณกับบรรดาพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทยเรา ทั้งทางประเทศนอกด้วยเขาส่งเข้ามาโดยทั่วถึงกัน ต่อไปนี้จะให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก