ศรัทธาใหญ่
วันที่ 21 พฤษภาคม 2548 เวลา 8:00 น. ความยาว 65.06 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

ศรัทธาใหญ่

 

วันพรุ่งนี้วันวิสาขบูชา ตอนเช้าคนจะมาก ตกลงก็ต้องออกไปฉันศาลาใหญ่วันพรุ่งนี้เช้า ฉันที่ศาลาใหญ่ ที่นี่ไม่พอคน เอาศาลาใหญ่ ศาลาหลังนี้ปลูกทีแรกก็ว่ามันใหญ่นะ ก็เรานั่นละกะให้เอง ศรัทธาใหญ่ คุณเฉลียว คุณภาวนา กระทิงแดงมาขอสร้างศาลาหลังนี้ สั่งซื้อไม้มาจากเวียงจันทน์มาได้สองปี จะสร้างศาลาก็ไม่กล้ามาขอกลัวโดนดุ สุดท้ายสองปีล่วงไปแล้ว คนตอนนั้นเป็นเวลาที่กำลังช่วยชาติอยู่ด้วย ดูคนเปียกปอนเวลาฝนตกหาที่พักที่อยู่ไม่ได้เลย ทนไม่ไหว เป็นยังไงก็เป็นกัน ตัดสินใจมาเลยมาขออนุญาตสร้างศาลา ให้เหตุผลเรียบร้อยทุกอย่าง จะไปสร้างที่มุมวัดนู่นที่คนมองไม่เห็น ก็เจ้าของพูดเอง คนฉลาดพูด หยั่งเสียงไปนู้น เราก็ลากกลับมานี้ ไปสร้างอะไรนู้น ก็มีแต่หนูมันอยู่

เมื่อเหตุผลลงกันเรียบร้อยแล้วเราก็อนุญาต เป็นอันว่าอนุญาต แล้วความกว้างแคบล่ะจะเอาขนาดไหน ที่กำหนดไว้กำหนดยังไง บอกว่าความกว้าง ๑๕ เมตร ความยาว ๕๕ เมตร เราบอกว่าเอาอย่างนี้ดีกว่า เอาความกว้าง ๓๐ เมตร ความยาว ๖๐ เมตร แทนที่จะเป็นอย่างอื่น สาธุเสียงลั่นไปเลย นึกว่าท่านจะดุกลับไม่ดุ นั่นละสร้างแล้วก็ว่าใหญ่ แต่เวลามีงานทีไร โอ้โห ไม่มีความหมายเลย แน่นอยู่ตลอดเวลา มีงานทีไรไม่เคยบกบาง แน่นทุกทีแน่นตลอด แม้งานช่วยชาติผ่านไปแล้ว เวลามีงานธรรมดาก็เต็มไปหมดๆ อย่างนั้นละคนมากจริงๆ จึงว่าเอาตรงนี้เลย

ทีแรกมาหยั่งเสียงลองดู นู่นจะไปสร้างมุมวัดนู้น เอาใบไม้ไปปิดไว้ศาลาหลังนู้น เราก็ลากมาหน้าวัดนี้ เอ้า ขนคนขึ้นที่นี่ จึงได้สะดวกตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ที่นอกกำแพงนี้เป็นสมบัติของคุณเฉลียวและคุณภาวนา กระทิงแดงทั้งนั้นเลย บอกว่าทั้งนั้น สักกี่ร้อยล้านก็ไม่ทราบแหละที่สร้าง ตั้งแต่ซื้อที่ แล้วก็ยอมรับกันทั้งสองด้าน ไม่ให้มีอะไรกระทบกระเทือน เช่นเจ้าของนา เจ้าของทรัพย์ที่จะซื้อที่เหล่านี้ถวายให้เป็นวัด ก็ถามเหตุถามผลเรียบร้อยก็ลงใจกัน ถามจุดไหนก็พอเหมาะพอดี ตั้งแต่นี้ถึงนู้น จนเราเองก็ไม่ทราบว่าที่ซื้อใหม่นั้นเป็นที่ใดบ้าง พอซื้อเสร็จเรียบร้อยแล้วถมดินตลอด เรายังไม่รู้ว่าถมดินไปโน้นเขาจะปลูกอะไรกัน เห็นรอยถมดิน ไม่รู้ขนาดนั้นนะ

สุดท้ายแปลงนี้อยู่ตรงจุดกลาง อยู่จุดศูนย์กลาง เมื่อยังไม่สะดวกเราก็ยังไม่ให้ซื้อ เราบอกยังไม่ให้ซื้อ ครั้นต่อมาเป็นความสะดวก เขาสมัครใจเองมาเสนอขาย ตกลงเราก็รับ นี่เรารับปากเองนะ ยังเหลืออยู่เกาะเดียวนี้ เรารับปากเอง ก็ไปเล่าให้คุณเฉลียว คุณภาวนา ฟัง ทางนั้นรับปุ๊บเลย ตกลงหมดเลย มันเท่าไรล้านอันนี้นะ ทุกสิ่งทุกอย่างในนั้นเป็นสมบัติของคุณเฉลียวทั้งนั้น คุณเฉลียวคุณภาวนาสร้างทั้งหมดอย่างเงียบๆ นะ ไม่มีกระโตกกระตาก อย่างเงียบๆ

ตั้งแต่ซื้อที่ ถมดิน เรื่องซื้อที่นี้สำคัญมากนะ เราจึงต้องย้ำกัน ซักกันไปซักกันมา กลัวจะบอบช้ำฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะเคยมี ทั้งหลายมักมีเสมอการซื้อ ท่านผู้ใหญ่อำนาจเงินมากไปบีบบังคับให้เขาขายอย่างนี้มีเยอะ อันนี้ไม่ให้มี ทางนี้ก็ไม่มี เราถามไปก็บอกไม่มี เป็นความสมัครใจทั้งสองฝ่าย เขามาเสนอขาย แล้วเขาจะไปอยู่ยังไงเมื่อขายแล้ว เขาตกลงกันว่าเขาจะไปดูที่ใหม่ เขาชอบที่ไหนตกลงที่นั่นแล้วก็ให้ทางนี้ไปจ่ายเงินให้หมด ทีนี้ก็ขายที่นี่ให้ เออ มีเหตุผล พอมีเหตุผลเราก็ปล่อย ทุกเจ้านี้ไม่ให้มีอะไรเป็นการบอบช้ำซึ่งกันและกัน เพราะเราสร้างวัดนี้สร้างเพื่อความเป็นธรรมแก่โลก ให้ความร่มเย็นแก่โลก จะเอาเรื่องฟืนเรื่องไฟมาเผามันก็เป็นเชื้ออยู่ในนี้ เราไม่ให้มี

ตกลงที่บริเวณใหม่นี้เป็นที่ของคุณเฉลียว คุณภาวนา บริษัทกระทิงแดงนี้ทั้งนั้นเลย ถมดินก็ใช่ เอาหินมาใส่เหล่านี้ที่มองเห็นเหล่านี้ทั้งหมดเลย ตลอด แล้วยังมีคนมาปลูกมาสร้างมาทำอะไรอีก คงจะมีอะไรตกลงกัน บางทีอาจจะเป็นคุณธเนศร์ก็ได้ คุณธเนศร์เป็นผู้คอยฟังเสียงทางโน้น เกี่ยวข้องกับทางบริษัทกระทิงแดง แล้วมีคนมาทำอะไรๆ อยู่นั้นเสมอนะ เช่น ปลูกต้นไม้ อะไรที่ไม่ดีทั้งหลายทำขึ้นๆ  แล้วก็เหมาะกับพระ พอมีต้นไม้ตรงไหนพระก็ไปปลูกกระต๊อบที่นั่น เดี๋ยวนี้กระต๊อบเต็มหมดแล้วนะอยู่ทางด้านโน้น เห็นว่าทางด้านนี้เหมาะสมในการภาวนา กุฏินั้นมีหลายหลังแล้ว เริ่มไปเรื่อย กุฏิเริ่มเข้าเรื่อยๆ

นี่พูดถึงเรื่องศรัทธา ขึ้นต้นก็ศาลาเสียก่อนเรื่อยมา ที่ใหม่นี้เป็นที่ของคุณเฉลียวกับคุณภาวนา บริษัทกระทิงแดงเรานี้ซื้อให้ทั้งหมดอย่างเงียบๆ  ใครทราบได้ง่ายๆ เมื่อไรเพราะเจ้าของไม่เคยพูดอะไร เงียบๆ อย่างนั้นไม่ค่อยรู้นะ อย่างนั้นละคนฉลาดทำอะไร ไม่ผาดโผนโจนทะยาน เต็มไปด้วยเหตุด้วยผล ซึ่งเป็นเรื่องอรรถเรื่องธรรมล้วนๆ  แล้วดูอะไรราบรื่นๆ นี่ละถ้าเป็นธรรมอยู่ในที่ไหนมองดูน่าดูทั้งนั้น ถ้าเป็นเรื่องของกิเลสมันจะแย็บออกมา บางทีผาดโผนโจนทะยานก็มี กระเทือนแล้วนั่น กระเทือนใจ กระเทือนตา ถ้าเป็นธรรมแล้วจะชุ่มตาชุ่มใจ

ท่านทั้งสองนี้เป็นลูกศิษย์มานานสักเท่าไร ตั้งแต่สร้างเจดีย์หลวงปู่ฝั้น พ.ศ.เท่าไร นั่นละเริ่มสนิทสนมเป็นลูกศิษย์ลูกหากันมา ปวารณานี้ปวารณาสุดขีดเลยนะ เราพูดให้มันเปิดอกด้วยความเป็นธรรมเหมือนกันนะ ท่านเหล่านี้ปวารณาเป็นพักๆ สุดท้ายปวารณาหมด ออกหมดทุกเรื่องไม่มีเว้น ขอให้บอกให้ขออะไรเถอะ ขอปวารณาจัดถวายเต็มกำลังความสามารถทุกเรื่องไปเลย จนกระทั่งป่านนี้ละ บางทีก็มาต่อว่า ขบขันดีนะ ก็ปวารณาท่านแล้วไม่รู้กี่ครั้งกี่หน ก็ไม่เห็นท่านมาบอกมาขออะไรเลย ท่านไม่มีอะไรบกพร่องบ้างเหรอ ว่างั้นนะ ใส่ปัญหาเข้ามา ขบขันดีนะเรา

เออ การมาปวารณาก็ด้วยความเป็นธรรม ผู้รับคำปวารณาก็ควรเป็นธรรมด้วยกัน ธรรมต่อธรรมบวกกันแล้วเลิศ เราก็บอกอย่างนี้ เวลานี้ทางวัดทางวาพอเป็นไปทุกสิ่งทุกอย่าง จึงไม่ได้เข้าไปรบกวน หากว่ามีความจำเป็นมากน้อย ก็จะเข้าไปรบกวนลูกศิษย์นั้นแหละ ไปขอคนอื่นเขาจะเอาไม้ไล่ตีเอา เราต้องขอลูกศิษย์เราเท่านั้นแหละ ให้อยู่เย็นใจนะ หากมีความจำเป็นมากน้อย จะขอเป็นลำดับลำดาตามความจำเป็นที่เจ้าของพิจารณาแล้วว่าเป็นธรรม ว่างั้นเถอะ ขอมากขอน้อยขอด้วยความเป็นธรรม ไม่ให้กิเลสเข้ามาแฝงเลย เวลานี้ก็พอเป็นพอไป ให้อยู่เย็นใจนะ หากจำเป็นเมื่อไรก็จะขอที่นี่แหละ ไม่ขอที่อื่น ตั้งแต่นั้นเรื่อยมาละ

นี่พูดถึงเรื่องศรัทธา เจ้าของไม่รู้นะ คือตัวเองไม่รู้ แปลงสุดท้ายนี่ละที่เขามาเสนอขายให้ เราก็เลยรับคำ เอา เราจะซื้อให้เลย พอดีลงไปกรุงเทพ ไปพูดเรื่องมันไปสัมผัสอะไร ก็เลยเล่าเรื่องที่ให้คุณเฉลียว คุณภาวนา ฟัง เท่าไร ว่าเท่านั้น รับปุ๊บเลย เอาหมด ตกลงจากนู้นไปนู้นหมดเลยไม่มีใครมาแทรก เป็นศรัทธาของคนเดียวทะลุหมดเลย นอกจากนั้นยังจะซื้อขยายที่ให้อีก ไม่เอา เท่านี้พอแล้ว เหมาะสมทุกอย่าง สถานที่ที่สมควรเป็นวัดเป็นวาก็เป็นเรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นไม่ควร เราก็ว่างั้น จึงเอาแค่นี้ ไม่งั้นยังจะซื้อให้อีกนะ

วัดนี้มันจะเป็น ๓๐๐ ไร่กว่ามั้ง ที่เดิมนี่ ๑๖๓ ไร่ อันนั้นที่นาของเขา เขาก็เอาโฉนดที่นาของเขาบอกเท่านั้นไร่เท่านี้ไร่ แต่โฉนดของเขาเขาจะบอกไว้จุดจำเป็นที่จะทำนา อันที่อยู่เขาพิเศษเขาไม่ได้บอก อันนี้ก็ไม่วัดไม่ตวง แล้วเวลาขายเขายกหมดเลย มันก็ได้กว้างกว่านั้นใช่ไหมล่ะ นั่นละมันจึงไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ ไร่ รวมแล้วจะ ๓๐๐ กว่าละมั้ง รวมทั้งสองแห่ง แล้วก็สะดวกสบาย เวลานี้กำลังปลูกต้นม้งต้นไม้ ที่เขาเอาดินมาถมมันเป็นดินไม่มีปุ๋ยไม่มีมันอะไรเลย เราจึงต้องได้เอาปุ๋ยมา พวกแกลบพวกรำพวกอะไรมาเทๆ ข้างหน้าๆ เวลาปลูกอะไรมันก็มีอาหารกินต้นไม้นะ  กำลังเวลานี้เทพวกปุ๋ยพวกอะไรเรื่อยๆ แหละ

เออ พูดอะไรมาถึงพูดมาถึงอันนี้ อ๋อ วันวิสาขะฉันข้างนอกนะ จากนั้นก็ลุกลามไปถึงฉันข้างนอก ศาลานี้ไม่พอต้องเอาศาลาใหญ่ ศาลาใหญ่เป็นเหตุ ที่นี้ก็ไล่ตลอดลุกลามหมดเลย

วันนี้อาการดีขึ้น การฉันรู้สึกว่ามีกำลังมากขึ้น ฉันจังหันได้เพิ่ม วันนี้เพิ่ม ไม่ขัดไม่ขวางมากนัก วันแรกขวางจนกระทั่งฉันไม่ได้เลย ไม่ยอมให้ฉัน วันหลังนี้ฝืนเอานิดๆ จากนั้นมาก็ค่อยดีขึ้น

วันวิสาขะก็ไปเทศน์เอานู้นเลย ทางนี้เราก็เทศน์ธรรมดา วิสาขะวันพรุ่งนี้นะ ตอนเช้าก็เทศน์ที่นี่ธรรมดาๆ  ตอนเย็นถึงจะไปเทศน์ที่อุดร บ่าย ๕ โมงครึ่ง ว่างั้นนะเป็นเวลาเทศน์ เรากะว่า ๕ โมงออกพอดี จากนี้ไปถึงทุ่งศรีเมืองก็ราว ๒๐ นาที ไม่เลย ๒๕ คนคงจะมามาก ผู้ว่ามาเมื่อเช้านี้ ไปกรุงเทพประชุมอะไรๆ พึ่งมา หายหน้าไปหลายวัน พึ่งกลับมาจากกรุงเทพมาเล่าให้ฟัง ไปประชุม นายกรัฐมนตรีสั่งให้ผู้ว่าไปทุกจังหวัดไปประชุมเรื่องอะไรๆ พึ่งกลับมานี้ เวลาก็กำหนดตามเดิม วิสาขบูชา เทศน์ ๕ โมงเย็น ข้อตกลงตกลงกันเรียบร้อยแล้วด้วยการซักถามเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียเจือปนอยู่ในนั้น

เราก็ได้ซักถามผู้ว่าตั้งแต่เบื้องต้นแล้ว ว่าไม่มีอะไร ที่ซักถามนี้ก็เพราะว่า นี่ละเรื่องกิเลสกับเรื่องธรรมมันเป็นอยู่อย่างนี้จะว่าไง พอเอ่ยปากขึ้นว่าเรื่องธรรม กิเลสไม่พูดพล่ามทำเพลงนะ เข้ามากลืนเอาๆ ธรรมเลยมีแต่ชื่อ เนื้อหนังกิเลสเอาไปกินหมด นี่เราก็ทราบมาทางกรุงเทพ ปีนี้ทางนี้จะให้เป็นวิสาขะโลก ความหมายคำว่าวิสาขะโลก คือว่าจะทำวิสาขะนี้ให้เป็นที่ร่ำลือของโลก ความหมายว่างั้น แต่นี้พลิกกลับมาตามกิเลสมันพาพลิกนะ เพราะเรื่องมันมาแล้วนี่ ให้เป็นวิสาขะโลก ความมุ่งหมายก็ให้ดังทั่วโลกวิสาขะของเมืองไทยคราวนี้นะ

แต่นี้กิเลสมันพลิกออกมาไม่ให้รู้ตัว กองทัพนั้นเข้ามา กองทัพนี้เข้ามา มาประดังกัน ล้วนแล้วแต่กองทัพกิเลสตัวเป้งๆ ตัวสกปรกรกรุงรังจนจะฟังไม่ได้ดูไม่ได้ จะเข้ามารบกันอยู่ที่นั่น คำว่าวิสาขะ ให้โลกทั้งหลายได้รับความกระเทือนไปทั่วโลก โลกจะได้ปีติยินดีจะไม่มี จะมีแต่เรื่องกิเลสทำงานกลืนกินๆ อรรถธรรมไปหมด พวกนี้พวกตัวเป้งๆ  กลืนตั้งแต่อรรถแต่ธรรม กินแล้วถ่ายออกไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เรื่องมันก็ดังเข้ามาถึงเรา เพราะฉะนั้นเราจึงได้บอกว่า วิสาขะโลกมันจะเป็น.. ฟังเรื่องราวมันเริ่มแล้วนะ วิสาขะโลกจะเป็นวิสาขะหมากัดกันนะ ว่างั้นละเรา ไม่ใช่วิสาขะเคารพบูชาพระพุทธเจ้าให้โลกกระเทือนด้วยความปีติยินดีทั่วหน้ากันนะ มันจะเป็นวิสาขะหมากัดกัน เราพูดมันก็ดังจากนี้ละออกแล้ว ทีนี้ทางนี้ก็จะมานิมนต์เรา เรื่องราวเป็นอย่างนั้น นิมนต์ไปเทศนาในงานวิสาขะจังหวัดอุดรธานี ได้เรื่องมาแล้วก็ไล่เบี้ยเอาซิ บอกว่าทางนี้ไม่มี สงบธรรมดา เออ ถ้าไม่มีแล้วเราจะไปและเทศน์ให้ด้วย เราบอก จึงได้รับกัน ว่าเราจะไปเป็นประธานในงานนี้ด้วย และเทศน์ให้ด้วย นี่เรียกว่าขึ้นเวทีแล้วนั่น ถ้าได้ลั่นปากแล้วจะไม่มีสอง ผางเลยเทียว

สามโลกธาตุนี้ไม่มีอะไรที่จะมาขวางธรรมได้เลย เราพูดให้เต็มหัวใจเรา เพราะฉะนั้นเราจึงกล้าพูดทุกอย่างที่มีแง่ได้แง่เสียเข้ามา ในวิสาขะของเราที่สนามหลวง กรุงเทพ เราก็อยู่ในหัวใจของเมืองไทยนี้ว่าไง กระทบกระเทือนกระเทือนถึงกันหมด ได้เสียถึงกันหมด อะไรควรเตือนต้องเตือนกันซิ ธรรมเตือนโลกต้องเตือนอย่างนั้น ไม่ได้เตือนเพื่อความเสียหาย เรื่องก็มานิมนต์เรา เราจึงซักทุกอย่างเรียบร้อยแล้วว่าไม่มีอะไร พระก็จะมามากมาวิสาขบูชา ด้วยความเคารพ ประชาชนก็จะมาก คงจะประกาศไปทั่วหมดเขตจังหวัดอุดร น่าจะประกาศไปหมดละท่า เราจึงไปให้นะ นี่ก็คงประกาศออกไปแล้วแหละ เราก็ออกอยู่แล้วนี่ ว่าหลวงตาบัวจะไปเทศน์

เทศน์เอาแน่นอนไม่ได้สำหรับการเทศนาธรรม เป็นธรรมะป่าของศาสดาเรานั้นแหละ ตรัสรู้ในป่าว่าไง เอาธรรมะป่าออกล้วนๆ  คิดดูซิเรียนหนังสือจนเป็นมหาเปรียญกับเขา แต่เวลาออกแล้วไม่ได้เทศน์เท่านั้นเอง เรียนหนังสือก็ไม่สนใจกับการเทศนาว่าการ พอเรียนจบแล้วก็ไม่สนใจ ขึ้นเวทีเลย สอนเจ้าของๆ เกิดความรู้อรรถธรรมภายในจิตใจขึ้นมาก็นำมาแก้เจ้าของสอนเจ้าของ ไม่เคยสอนใคร นี่ก็เป็นข้อน่าคิดอยู่ เราพิจารณาการดำเนินของเรามา เวลาเรียนก็เรียนจริงๆ ไม่สนใจกับอะไร เวลาออกปฏิบัติก็จริงๆ ออกปฏิบัตินี้เป็นเหมือนกับผ้าขี้ริ้วห่อมูตรคูถนั่นแหละ เราเป็นมูตรคูถ มีแต่ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ขี้หลับขี้นอน ขี้เกียจขี้คร้าน เต็มอยู่นี่ เอาผ้าขี้ริ้วที่โลกเขาไม่ปรารถนา สีกรักนั่นละ มาห่อมูตรคูถเข้าไป ฟัดกันเข้าไปๆ

ธรรมเกิดละซิ พูดให้ฟังชัดๆ เสียนะ นี่ละธรรมเกิดเป็นอย่างนั้น เกิดจากการภาวนาไม่เหมือนเกิดกับอะไรนะ ไปศึกษาที่ไหนศึกษาเถอะน่ะ ไม่มีความหายสงสัย กิเลสตัวเดียวไม่หลุดลอย ศึกษาทางด้านธรรมะเพื่อปฏิบัติ แล้วนำมาปฏิบัติด้วยความเป็นอรรถเป็นธรรมเพื่อมรรคเพื่อผลจริงๆ แล้วธรรมจะเกิดไม่สงสัย เกิดแน่ๆ เลย ถ้าทำตามพระประสงค์ของพระพุทธเจ้าแล้วเกิดแน่ๆ เราก็มุ่งต่อมรรคผลนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น เราบอกตั้งแต่ขึ้นเวทีทีแรก เราจะให้ได้เป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ จะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว หลังจากได้รับโอวาทของหลวงปู่มั่นแล้ว ทีแรกเราก็มุ่งอยู่แล้ว แต่มันมีข้อบกพร่องยังสงสัยเรื่องมรรคผลนิพพาน นั่นละเรียนถึงนิพพานมันยังไปตั้งเวทีตีกับนิพพาน นิพพานมีจริงๆ เหรอ ถ้ามีจริงๆ แล้วมีผู้ใดผู้หนึ่งมาชี้แจงบอกเล่าว่าเป็นความแน่ใจเรา แล้วเราจะตัดหัวเลย แล้วก็บูชาครูบาอาจารย์องค์นั้นตลอดไปเลย ก็ไปได้รับธรรมจากหลวงปู่มั่นนี่

ก็ท่านมีเรดาร์นี่นะ ไปจับใส่เปรี้ยงๆ เด็ดเสียด้วยนะ เริ่มเด็ดตั้งแต่ผมๆ เริ่มเด็ดตั้งแต่นู้นแล้วละ พอเข้าไปก็เจอเลยเชียว เพราะเราบอกว่านี้ละอาจารย์ของเรา เพราะได้ทราบว่าท่านดุ ดุมากท่านอาจารย์มั่น พอดีมาเจอตัวจริงที่อยู่กับท่านอาจารย์มั่นมาแล้ว ท่านสีนวลนะ พอว่ามาจากวัดนามน ทางนี้ เหอๆ ขึ้นเลย ถาม ทางนั้นก็เล่าให้ฟังมีแต่เด็ดๆ อย่าว่าธรรมดาเลย อย่าว่าดุว่าด่า พอขับหนีท่านขับเลย นี่แทนที่จะเป็นผลลบนะ ท้อแท้อ่อนแอกลัวท่านอะไรไม่เป็นเลยนะ ชี้นิ้วเลยในหัวใจ นี่ละอาจารย์ของเราเป็นองค์นี้แน่นอน ท่านอาจารย์มั่นนี้มีคนเคารพนับถือ ปรากฏชื่อลือนามมาตั้งแต่สมัยท่านจำพรรษาหนองผือ  เราเป็นเด็ก ชื่อเสียงท่านโด่งดังมาตั้งแต่นู้นแล้ว ท่านจะมาขับไล่ไสส่งผู้ใดหรือดุด่าว่ากล่าวโดยไม่มีเหตุมีผลนี้เป็นไปไม่ได้ นี่เราจับจุดนี้นะ ครูบาอาจารย์ลงขนาดนี้แล้วต้องเหตุผลเต็มตัว ไม่เป็นอย่างอื่น

         ยังไงเราก็จะเอาตัวของเราไปทดลองเอง นั่นละเรื่องราวมัน สามวันเท่านั้นเตรียมของไปเลย พอได้ความชัดเจนแล้ว ทีแรกก็จะไปแต่ยังไม่ได้กำหนดวันเวลา หากจะไม่เลยเดือนพฤษภา พอทราบอย่างนั้นสามวันเตรียมตัวเลยเชียว ไปก็ใส่เด็ดๆ นี่ละอาจารย์ของเรา เราหาองค์นี้ละ เอา เป็นยังไงให้เราเป็นตัวพยานเอง ท่านดุด่าว่ากล่าว ดุด่าว่ากล่าวยังไงเราจะฟังให้เต็มหูเต็มใจ ท่านขับไล่เอาให้ขับไล่เรา ท่านขับไล่เพราะเหตุผลกลไกอะไร มันยิ่งหมุนเข้านะจิต พอไปก็ไปเจออย่างว่า โอ๊ย จังนะ แปลกอยู่ พอไปก็ใส่เปรี้ยงเลย เริ่มแรกตั้งแต่หัวล้าน หัวล้านมีผมๆ นั่นละ

         โอ๊ย ทำไมมันถึงใจนักหนา มันน่าจะเป็นผลลบกลัวท่านตัวหมอบ ไม่เป็นนะ ท่านพูดเหตุผลตรงเป๋งเลย “ใครมานี่น่ะ” ท่านเดินจงกรมอยู่นี้ เราไปกลางคืนเงียบๆ “กระผม” เราว่างั้น พอว่ากระผมก็ไม่ระบุชื่อซิ “อันผมๆ” นี่ขึ้นเลยนะ เงียบๆ นะ พระเดินจงกรมอยู่ตามป่าเงียบ “อันผมๆ นี่ตั้งแต่คนหัวล้านมันก็มีผมตรงที่มันไม่ล้าน” เอาแย้งซิน่ะ ตรงที่มันไม่ล้านมันก็มีผมซิ ทางนี้ก็พลิกใหม่ปุ๊บเลย “กระผมชื่อพระมหาบัว” “เออ ก็ว่าอย่างนั้นซี นี่ผมๆๆ” ท่านแหย่เอานะ “ตั้งแต่เด็กมันก็มีผม” ว่าอย่างนี้นะ แล้วว่าตรงไหนถูกตรงนั้น เอ๊ ทำไมท่านพูดถูกต้องเอานักหนา

         พอได้ยินเสียงท่านลั่นพระเณรก็แตกมา ท่านก็จุดตะเกียงโป๊ะเล็กๆ เริ่มใส่เลยให้สมเจตนาของเราที่มุ่งต่อมรรคผลนิพพาน แต่หาเครื่องพยานยืนยันแน่นอน เราจะสละชีวิตเข้าเลย เป็นตายไม่ว่าทั้งนั้นขอให้ได้อย่างเดียว เราไม่ได้ลืมนะสดๆ ร้อนๆ “ท่านมาหาอะไร” ขึ้น “ท่านมาหามรรคผลนิพพานเหรอ ต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศ ฟ้าแดดดินลมที่ไหนๆ ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่กิเลส กิเลสแท้ มรรคผลนิพพานแท้อยู่ที่หัวใจ” นี่ท่านลงตรงนี้นะ “นอกนั้นไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่ธรรม กิเลสแท้ ธรรมแท้อยู่ที่หัวใจ เอาให้ท่านเร่งทางด้านจิตตภาวนาเข้าให้ดี มรรคผลนิพพานท่านไม่ต้องถามใคร ให้ท่านดำเนินจิตตภาวนาจะเป็นเครื่องบุกเบิกออกให้ได้รู้เองๆ ไปโดยลำดับ” ท่านว่าอย่างนั้น โอ๊ย ใส่เปรี้ยงเลยนะ

         ฟังแล้วรู้สึก แหม มันหยั่งลงๆ ถึงเรื่องมรรคผลนิพพาน  มรรคผลนิพพานอยู่ที่ไหน ดินฟ้าอากาศไม่ใช่มรรคผลนิพพาน คือไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่ธรรม อยู่นี้ก็ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ท่านตีไว้หมดเลยไม่ให้เข้าไปยุ่ง ดูที่ตรงนี้ มรรคผลนิพพานก็ดี กิเลสก็ดีอยู่ที่ใจ ให้ส่องเข้าไปดูที่ใจนี้ด้วยจิตตภาวนา ท่านจะเห็นทั้งกิเลสและธรรมเต็มหัวใจท่านนั่นแหละ อย่าปล่อยวางนะ เอาให้ดีภาวนา พูดอย่างเด็ดเสียด้วย เราไปอย่างเด็ดมันก็รับกันอย่างเด็ดละซิ

         บทสุดท้ายเป็นลักษณะปลอบหรืออะไรก็ไม่รู้ละ เออ “ท่านมหาก็นับว่าเรียนมามากพอสมควรถึงขั้นเป็นมหา อย่าเข้าใจว่าผมตำหนิทางปริยัตินะ เวลานี้ปริยัติที่เรียนมามากน้อยยังไม่เกิดประโยชน์ ให้ท่านเก็บบูชาไว้เสียก่อน ท่านอย่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับปริยัติที่ท่านเรียนมามากน้อย ปริยัติที่เรียนมาด้วยความจดจำนั้นมันจะเข้ามาเตะมาถีบมายันภาคปฏิบัติ ให้ทำความสงบใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงให้ตัดออกให้หมด เรื่องปริยัติเรียนมามากน้อย ให้เอาแต่จิตตภาวนาอย่างเดียว เอาอันนี้เป็นอารมณ์  อย่าไปกังวลกับการเรียนมากน้อย เพราะเราเรียนมาแล้ว มันไม่ไปไหนละ เวลานี้ให้เร่งจิตใจของเราให้ได้รากฐานเสียก่อน”

         ท่านบอกชัดเจน คือไม่ให้ไปเป็นกังวลเทียบนั้นเทียบนี้ เอาปริยัติมาเทียบภาคปฏิบัตินี้มันจะเป็นกังวล จิตใจจะหาความสงบไม่ได้ ให้ปล่อยให้หมด ท่านบอกอย่างนี้เลยปริยัตินะ ให้เอาตั้งแต่จิตตภาวนาอย่างเดียว เอาเน้นหนักลงตรงนี้ เวลาจิตตภาวนามีกำลังมากแล้ว สมควรที่จะเข้าประสานกันระหว่างปริยัติกับปฏิบัตินี้ เอาไว้ไม่อยู่ อันนี้เราก็ไม่ลืม เอาไว้ไม่อยู่ จะวิ่งถึงกัน ประสานกันทันทีๆ จับไว้หมดเลย เวลามาปฏิบัติก็เป็นอย่างนั้น พอฟังอย่างถึงใจมาแล้ว แหม มันถึงใจจริงๆ นะ เอาละที่นี่เรา ชีวิตของเราอยู่กับอรหันต์เท่านั้น ไม่อยู่ตายก็ตายไปเลย เราจะไม่มีคำว่าถอย

         นั่นละตั้งแต่บัดนั้นมาความเพียรจึงเป็นแบบพูดไม่ถูกนะ ไม่ค่อยเหมือนใครง่ายๆ ละความเพียรเรา เพราะเป็นนิสัยผาดโผนโจนทะยานมาก มีเหตุมีผลควรจะลงยังไงแล้วมันจะผึงของมันเลย ถ้าเหตุผลยังไม่ลง ไม่ลงนะ นี่อันหนึ่งก็ดีอยู่ คือหาเหตุผล ถ้าสมควรจะลงแล้วไม่ต้องบอก ลงเลย ไปฟังเทศน์ของท่านอาจารย์มั่นนี้ลงตูมเลยเชียว เอาละที่นี่เหมือนว่านิพพานอยู่นี่น่ะๆ อยู่งั้น จากนั้นมาก็ขึ้นเวทีฟัดใหญ่ ไม่รู้จักเป็นจักตายเลย ดังที่เคยพูดนั่นแหละ

         ไปอยู่บ้านบางบ้านเขาจนตีเกราะประชุมกัน ให้ลูกบ้านมาแล้วก็ประกาศให้ลูกบ้านฟัง “ดูซิพระองค์นี้น่ะ ตั้งแต่เราสร้างบ้านมานี้เราก็ไม่เคยเห็นพระแบบนี้ นี่มาอยู่กับเราจนกระทั่งป่านนี้นานเท่าไรแล้ว หกวันเจ็ดวันด้อมๆ มาบิณฑบาตเสียวันหนึ่งหายเงียบๆ มาตลอดอย่างนี้ ท่านทั้งหลายเคยเห็นไหม นี่ก็หายไปหลายวันแล้ว ท่านไม่ตายแล้วเหรอ มันแปลกประหลาดอยู่นะพระองค์นี้” เขาประกาศกัน “ให้ไปดูซิท่านตายหรือยัง ถ้าท่านไม่ตายท่านไม่โมโหโทโสอยู่เหรอ ให้ไปถามดูซิ เรานี้ไม่ไป” ผู้ใหญ่บ้านไม่ไป

         พอไป “ให้ระวังด้วยนะ พระองค์นี้ไม่ใช่พระธรรมดา เป็นมหาด้วย ไปเดี๋ยวท่านจะเขกเอานี้หงายกลับบ้านมานะ ให้ระวังตัว” เขาก็แตกมาดูจริงๆ มาก็ไล่เบี้ยกันปุ๊บปั๊บสองสามประโยค ไม่ถึงสิบนาทีละไล่กลับเลย นั่นละเอาถึงขนาดนั้น บ้านอื่นเขาไม่ตีเกราะเราก็บอกไม่ตีเกราะ แต่เราทำอย่างนั้นตลอดไปของเรา บ้านใดที่ไหนก็ตาม เขาไม่ตีเกราะเราก็บอกว่าไม่ตีเกราะ แต่การทำของเราไม่มีลดละ ไปที่ไหนแบบเดียวกันหมด

         นี่ละหนักเข้าๆ เรื่องการภาวนา เพราะกำลังของจิต มันจะทุกข์ยากลำบากขนาดไหนสำคัญอยู่ที่พลังของจิต มุ่งต่อแดนพ้นทุกข์นี่แข็งแกร่งไม่มีลด ถึงร่างกายจะไปไม่ได้อ่อนเปียก บิณฑบาตไม่ถึงหมู่บ้านเขา ไปพักอยู่ที่กลางทางเสียก่อนก็มี ทั้งๆ ที่เราคำนึงคำนวณแล้วว่า วันพรุ่งนี้ไปจะพอถึงบ้านเขา ถ้าเลยจากนี้แล้วจะเดินบิณฑบาตไม่ถึงบ้านเขา แล้วไปขนาดนั้นมันยังไม่ถึงบ้านนะ ไปพักกลางทางเสียก่อน นี่เรื่องความทุกข์ ในระยะ ๙ ปีนี้เรียกว่าตกนรกทั้งเป็นเลยนะเรา คือไม่มีลดหย่อนอ่อนข้อกันเลยกับกิเลส จึงไปแต่องค์เดียวๆ พ่อแม่ครูจารย์มั่นก็ส่งเสริมด้วย ไปองค์เดียว

         ที่พระลาจากท่านไปนี่เราก็เห็นอยู่รู้อยู่ ไปกี่องค์ ถ้าว่าไปองค์เดียว ไปทำไม นั่น “ตั้งแต่อยู่นี้มันก็ผิดๆ พลาดๆ ล้มลุกคลุกคลานให้เห็นอยู่ ออกไปแล้วมันจะไปนอนตายขวางโลกเขาอยู่นั่นน่ะ” ท่านว่าอย่างนั้นนะ ท่านว่า ไปทำไม เท่านั้นพอ บางทีไปสององค์ท่านก็ “ไปหาอะไร” แน่ะท่านมีเหตุผลท่านพร้อม แต่สาธุสำหรับเรื่องของเราไม่เคยมี ว่าจะไปที่นั่นที่นี่ตกลงกันเรียบร้อยแล้วกับท่าน เพราะการที่จะไปเที่ยวต้องกราบลาด้วยความเคารพ ด้วยเหตุด้วยผลทุกอย่าง เป็นข้อปรึกษากับท่านก่อนแล้ว เมื่อท่านเห็นดีด้วยแล้ว พอเราพูดอย่างนั้นแล้วท่านก็นิ่ง เราก็นิ่งมาแล้วจนกว่าจะคอยฟังเสียงแย็บออกมาอีก เมื่อท่านลงใจของท่านทุกอย่างแล้ว “เอ้อ ท่านมหาจะไปก็ไปได้แล้วละ” ท่านว่านะ

         นี่เราก็ทราบเรื่องที่ว่า ถ้าเราจะไปไหนนี่ดูอัธยาศัยของท่าน ท่านไม่อยากให้เราไป คือเกี่ยวกับหมู่กับคณะที่อยู่นี้เรามันเป็นเหมือนบ๋อยกลางวัดนะ แต่ลูกศิษย์พวกพระเณรทั้งหลายเคารพมากสำหรับเรานะ แต่เรานี้เหมือนว่าเป็นบ๋อยกลางวัด คือตื่นมาอะไรๆ นี่เราจะออกหน้าทั้งนั้นๆ นำตลอดเลย หูไว ตาไว สอดส่อง อะไรไม่ดีอะไรเตือนๆ เพื่อพ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านจะอยู่ผาสุกร่มเย็น เพราะเรามาหาท่าน ท่านไม่ได้นิมนต์มา เรามาเอง อย่าให้ท่านมีความชอกช้ำในใจ รำคาญใจเพราะพวกเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะแก้ได้อยู่ เตือนเรื่อยๆ ทีนี้เวลาพระเณรอยู่ในนั้นก็เรียบๆ ท่านก็อยู่ร่มเย็นเป็นสุข

         เวลามีโอกาสกราบเรียนปรึกษาท่านอยากจะลาไปเที่ยว ปรึกษาหารือมีการมีงานอะไรๆ บ้างในวัดนี้ ถ้าไม่มีแล้วก็จะกราบลาพ่อแม่ครูจารย์ไปบำเพ็ญเพียรสักชั่วระยะ เราบอกชั่วระยะนะ ถ้าท่านยังไม่ลงใจแล้วท่านก็นิ่งของท่าน แต่ดูอาการท่านไม่อยากให้ไปแล้วแหละ เพราะท่านคงเห็นเรื่องพระเณรเวลาเราจากไปแล้วเป็นยังไง กับเราที่อยู่ด้วยเวลานั้นพระเณรเป็นยังไง ท่านคงจับได้หมด ความระเกะระกะของพระเณรจะแปลกต่างกันกับเวลาที่เราอยู่ พอท่านลงใจแล้ว “เออ เอ้าท่านมหาจะไปก็ไปได้แหละ แล้วจะไปทางไหนละ” ท่านถามละเอียดลออมาก คราวนี้ก็จะไปทางนั้นๆ คราวนี้ก็จะไปทางนั้นๆ ทางไหนก็ท่านไปอยู่หมดแล้ว “เอ้อ ที่นั่นดีนะที่นี่ดีนะ”  

         แล้วก็ย้อนมาหา “จะไปกี่องค์ล่ะ” นี่ละสำคัญมาก พอเราว่าไปองค์เดียว ท่านขึ้นทันทีเลยนะ “เอ้อท่านมหาต้องไปองค์เดียว ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ” ชี้นิ้วเลย ส่าย ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ ไอ้เราก็ไม่สนใจกับใคร แล้วเวลานั้นพระเณรร่มโพธิ์ร่มไทรก็มีอยู่แล้ว ท่านจะไปอะไรกับเรา ท่านยังขู่ดักเอาไว้กลัวจะไปรบกวนเรา “ให้ท่านมหาไปองค์เดียว” เพราะฉะนั้นเราไปที่ไหนเราจึงสะดวกมากนะ ไปองค์เดียวๆ นั่นละความเป็นองค์เดียวรับผิดชอบในตัวคนเดียว อยากกินก็กิน ไม่อยากกินกี่วันก็ตาม เพราะไม่ใช่เป็นน้ำไหลบ่าพอที่จะคิดเกรงอกเกรงใจ เป็นกังวลต่อกันและกันที่ไปด้วยกัน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบด้วยกัน สัญชาตญาณต่อกันอยู่นั้นแหละ

         ทีนี้เมื่อไปสององค์ ถ้าเราอดองค์นี้เป็นยังไง แน่ะเอาแล้วนะ สรุปความลงเลยว่า ไปองค์เดียวไม่ต้องเป็นกังวลกับใคร ออกจากวัดปั๊บเป็นเดินจงกรมตลอดทางเลย ไม่มีคำว่าเผลอไผลไปไหน ทำความเพียรตลอดจนกระทั่งถึงที่พัก ไม่ได้มีความวิตกวิจารณ์ว่าเราไปนี้เสียเวล่ำเวลาด้วยการเดินทาง ไม่ได้ทำความเพียรไม่มี นั่นละไปองค์เดียวเป็นอย่างนั้น อยู่ที่ไหนอยู่ของคนๆ เดียว จิตก็เป็นเอกจิต เอกธรรม พุ่งๆ ต่อธรรมอย่างเดียวเท่านั้น นี่ละคำว่าหนัก หนักขนาดนั้นละ เอาจนกระทั่งถึงเข้าขั้นสลบไสลเหมือนกัน  อันนี้บ่อยมาก แต่จิตนี่สำคัญมากนะ มันไม่อ่อนเลย พุ่งๆ ตลอดต่อมรรคผลนิพพาน คือแดนพ้นทุกข์โดยถ่ายเดียว อะไรๆ ก็ตามจะไม่ปล่อยวางอันนี้เลย นี่ละความทุกข์ลำบากในการประกอบความพากเพียร

         ถึงจะทุกข์ขนาดไหนก็ไม่ถือว่าเป็นความลำบากลำบน เพราะจิตพุ่งต่อแดนพ้นทุกข์ ซึ่งเป็นธรรมที่เลิศเลอกว่านี้เป็นไหนๆ ถึงได้เอากันเต็มเหนี่ยว จนกระทั่งจิตตั้งขึ้นได้เรื่อยๆ เพราะความมุ่งมั่นต่ออรรถต่อธรรม มีพ่อแม่ครูจารย์เป็นหินลับสติปัญญา ทุกสิ่งทุกอย่างท่านเป็นหินลับ แม้จะอยู่กับท่านนี้ก็อบอุ่นไปหมดเลย ทุกด้านเรียกว่ารอบตัวท่าน เป็นมหาคุณต่อลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายทั้งนั้นเลย ท่านไม่แสดงอาการอะไรก็ตาม กระแสธรรมความบริสุทธิ์นี้กระจายทั่วครอบไปหมดเลย จะว่าไง

         เอาจนถึงขีดถึงแดนเลยนะ ดังที่เคยพูดแล้ว นี้ออกจากพ่อแม่ครูจารย์มั่น ที่ตั้งเข็มให้ทีแรก เอา มรรคผลนิพพาน ไม่ได้อยู่ต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศ ฟ้าแดดดินลม กิเลสก็ไม่ได้อยู่ในสิ่งเหล่านี้ อยู่หัวใจอันเดียวกัน เอาให้ดีนะ แล้วท่านพูดถึงว่าไม่ให้เกี่ยวข้องกับปริยัติมันจะมาคละเคล้าเตะถีบยันกัน หาความสงบไม่ได้ก็ไม่ลืม แต่เวลาจิตมีหลักมีเกณฑ์ที่จะวิ่งออกทางด้านปัญญาแล้ว ปริยัติกับปฏิบัตินี้จะวิ่งถึงกัน เอาไว้ไม่อยู่ ห้ามไม่อยู่ ถูกแล้ว มันเดินตามนี้มันก็เป็นตามที่ท่านว่า

         พอถึงขั้นปัญญาออกก้าวเดินนี้ ทางปริยัติกับทางภาคปฏิบัติมันจะวิ่งรับกันปุ๊บๆ ประสานกันเป็นข้อเทียบเคียง เป็นข้อยืนยันซึ่งกันและกันไปเรื่อยๆ อย่างนั้น ก้าวเรื่อยๆ นี่ธรรมะของพ่อแม่ครูจารย์มั่นมันสดๆ ร้อนๆ อยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ท่านชี้บอกว่า มรรคผลนิพพานแท้กับกิเลสแท้อยู่ที่จิต เอา ฟาดนี้ลงไป อยู่ตรงนี้อย่าไปถามหาที่ไหนให้เสียเวล่ำเวลา ท่านว่าอย่างนั้น มันเหนื่อยเปล่าๆ เอาตรงนี้ มันก็ลงถึงจิตเลย เพราะฉะนั้นการเสียสละจึงเสียเต็มเหนี่ยวเลย ไม่ได้รอ เราได้ภาคภูมิใจในการปฏิบัติตัวของเรา

         เวลาออกปฏิบัติก็ไม่เกี่ยวข้องกับใครเลย ไปคนเดียวๆ เหมือนหนึ่งว่าจะไม่ได้เป็นผู้สั่งสอนโลกอยู่เวลานี้เลยนะ มันพลิกกันคนละโลกไป เวลาออกปฏิบัติก็ตัวคนเดียวๆ จนกระทั่งลงเวทีก็ได้จะว่าไง ฟัดกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วจะต่อยกับอะไร แน่ะ จากนั้นเพื่อนฝูงก็รุมๆ แต่ก่อนเพื่อนฝูงก็รุมอยู่แล้วตอนพ่อแม่ครูจารย์มรณภาพใหม่ๆ ตอนนั้นเรากำลังชุลมุน หลบหลีกนี้เหมือนผู้ร้ายชายโจรหลบเจ้าหน้าที่นั่นแหละ ไปนี้อยู่นี้แค่นั้นปั๊บ ปั๊บแค่นั้น ไปอยู่อย่างนั้น เพราะอยู่กับใครไม่ได้ เวลานั้นต้องอยู่คนเดียว ความพากเพียรนี้เป็นความพากเพียรของคนๆ เดียว เอกจิตเอกธรรมไม่มีอะไรมายุ่ง มีแต่ความพากเพียร ตื่นนอนพับฟาดจนกระทั่งหลับ ซัดกัน นี่เป็นเวลา ๙ ปี หนักไหมกิเลส เก่งไหม

         เราก็ทำด้วยความสละเป็นสละตายของเรา ถึงเวลา ๙ ปี เราพูดถึงเรื่องนิสัยวาสนาเรามันหยาบ ผู้ที่ท่านรู้เร็วก็อย่าง ขิปปาภิญญา บรรลุธรรมได้เร็วมี สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิบัติธรรมด้วยความสะดวกและรู้ได้เร็วก็มี ปฏิบัติด้วยความลำบากแต่รู้ได้เร็วก็มี ปฏิบัติสะดวกรู้ได้ช้า ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้าก็มี แต่เรามันประเภทที่ว่า ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ก็ได้นะ หมุนติ้วๆ อยู่อย่างนั้น ถึงเวลามันหมุนแล้วทีนี้เข้าขั้นอยู่กับใครไม่ได้ ชัดเจนในเจ้าของเอง วันหนึ่งๆ ไม่ให้มีเรื่องเข้ามายุ่งอันนี้เลย ในหัวใจระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่บนหัวใจนี้ เหมือนนักมวยเข้าวงในกันเลย กรรมการก็มายุ่งไม่ได้เวลานักมวยกำลังพัวพันกันอยู่นั้น กรรมการต้องอยู่ข้างนอก มาใกล้ชิดติดพันกับนักมวยไม่ได้ ศอกมันงัดเอาซิ

         อันนี้ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกัน ไม่ได้ดูดินฟ้าอากาศ ฟ้าแดดดินลม วันเดือนปีอะไรเลย มีแต่หมุนติ้วๆ เวลาไม่มี มีเท่านี้ นั่นละถึงเวลาขั้นมันเอาของมัน ธรรมมีกำลังมากเท่าไรนี้ยิ่งเห็นภัยของกิเลสหนักเข้าๆ ยิ่งเห็นคุณของธรรมมากเข้าๆ มันก็ถีบยันกันใหญ่เลย จนถึงแดนที่ว่าหายสงสัย นิพพานคืออะไรไม่สงสัยแล้ว ศาสดาคือใครไม่สงสัย ธรรมแท้คืออะไร พระสงฆ์แท้คืออะไร ไม่สงสัย รวมแล้วเป็นอันเดียวกัน น้ำมหาสมุทรจ่อลงตรงไหนเป็นมหาสมุทรเหมือนกันหมด ธรรมแท่งเดียวกัน ธรรมที่บริสุทธิ์เต็มส่วนของหัวใจของท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วนี้เป็นอันเดียวกัน เป็นมหาวิมุตติมหานิพพานอันเดียวกันหมดเลย ถามที่ไหน

         นั่นละมันชัดอย่างนี้ ถ้ามันลงเป็นอย่างใจแล้วจะไปถามใคร สนฺทิฏฺฐิโก ชั้นเอกประกาศป้างขึ้นมา อ๋อพระพุทธเจ้ามีมากน้อยเพียงไร ให้มองดูข้อเทียบเคียง เพียงย่อยๆ นะ เพียงมหาสมุทร นั่นน้ำกว้างขนาดไหนเป็นมหาสมุทรด้วยกันหมด มากไหมน้ำนั่น ทีนี้มหาวิมุตติมหานิพพานท่านผู้บรรลุธรรมมากี่กัปกี่กัลป์นานเท่าไรๆ จนกลายเป็นมหาวิมุตติมหานิพพาน กว้างขนาดไหน หยั่งปั๊บเข้าไปนี้ถึงกันหมดเลย ไม่ต้องไปถามหาใครที่ไหนละ หยั่งถึงกันเลย

         แล้วทีนี้ธรรมะพระพุทธเจ้าจะจืดจางที่ไหน เมื่อมันเป็นอยู่ในหัวใจของผู้ทรงไว้แล้ว ไม่มีคำว่าจืดจาง คำว่าจืดจางคือกิเลสลากออกไป ลากออกไปให้จืดจางทางธรรม มีรสชาติไปทางกิเลสหมุนไปลงนรกอเวจีได้ นั่น ถ้าจิตใจได้หมุนทางธรรมแล้วรสชาติมีตลอดๆ เลย เอาจนหมดเหตุหมดปัจจัยทุกอย่าง จ้าอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืนยืนเดินนั่งนอน อนันตกาล นั่นละนิพพานเที่ยง ธรรมชาตินี้ถามหาอะไร ประจักษ์อยู่นี้แล้ว นั่น

         นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้าประกาศแจ้งอยู่นี้ พวกเราทั้งหลายมีจิตมีใจที่สมควรแก่มรรคผลนิพพานด้วยกันทั้งหญิงทั้งชาย เพราะใจไม่มีเพศ สมควรที่จะรับอย่างนี้จากความเพียรของตนด้วยกันทั้งนั้น อย่าพากันประมาทนอนใจ ใครที่จะมาพูดอย่างนี้ให้ท่านทั้งหลายฟัง เราอยากจะพูด ไม่ใช่เราอวด เราอยากจะพูดว่าแทบจะไม่มีผู้ที่จะมาพูดอย่างนี้ ส่วนธรรมชาติที่บริสุทธิ์ท่านมีอยู่เยอะนะ อันนี้ต่างนิสัยวาสนาบารมีของแต่ละท่านละองค์ที่จะนำมาสอนโลกได้มากน้อยเพียงไร ต่างกันอันนี้นะ บางองค์ท่านสำเร็จแล้วท่านก็อยู่สบายๆ

         อย่างพระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นสาวกอรหันต์ เป็นปฐมสาวก ทีนี้เวลาท่านบรรลุธรรมแล้วท่านสนใจสอนใคร ท่านไปอยู่ในฉัททันตสระ กับช้าง ๑๒ ปี ช้างเป็นช้างโพธิสัตว์ ดูแลอุปถัมภ์อุปัฏฐากอยู่นั้นตลอด แต่พอถึงกาลเวลาแล้วท่านก็มาทูลลาพระพุทธเจ้าไปนิพพาน ท่านสนใจกับใคร ก็มีพระปุณณมันตานีบุตร เป็นหลานของท่านองค์เดียวเท่านั้น เป็นพระอรหันต์ เป็นพระธรรมกถึกเอก มีเท่านั้น จากนั้นก็มาลาท่านไปนิพพาน จนกระทั่งเณรน้อยไม่รู้ภาษีภาษา ตาใสเหมือนตาแมว ท่านครองผ้ามาไม่ได้เป็นสีแก่นขนุนเหมือนนี้นะ ท่านเอาหินแดงมาทุบ แล้วย้อมด้วยหินแดง ท่านออกจากฉัททันตสระมาทูลลาพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน

พระองค์ก็ทรงต้อนรับขับสู้เป็นวาระสุดท้าย เป็นอันว่าอนุญาตแหละ พอพระอัญญาโกณฑัญญะลงไปจากท่าน พวกเณรมันนั่งจ้ออยู่เหมือนตาแมวตาใส พอพระอัญญาโกณฑัญญะลงไปแล้ว พวกเณรก็รุมเข้ามา นี่หลวงตามาจากไหน แก่มาก สีผ้าเหมือนสียักษ์ สีแดงโร่ พระองค์ว่าอย่าพูดอย่างนั้นๆ เธอรู้ไหม นี่พี่ชายใหญ่สุดของเธอ คือพระอัญญาโกณฑัญญะ ตรัสรู้ธรรมเป็นองค์แรกตั้งแต่เราเริ่มเทศนาว่าการธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ไม่ใช่หลวงตาแก่มาจากที่ไหน นี่คือพี่ชายใหญ่ของเธอทั้งหลาย ท่านมาลาเราจะปลงอายุสังขารแล้ว พากันเข้าใจเสีย พวกเณรตัวสั่น จนป่านนี้มันหายสั่นหรือยังไม่รู้นะ บทเวลากลัวมันก็กลัวมาก เวลากล้ากล้ามาก หลวงตามาจากที่ไหนนี่ ดูสีผ้าเหมือนสียักษ์ ทางพระองค์ก็ว่า อย่าๆ อย่าพูดอย่างนั้น ถ้าเป็นเราไม่พูดอย่างนั้นนะ พอพูดอย่างนั้นแล้วตีปากปุ๊บ อย่าพูดอย่างนั้น ตีปากปุ๊บแล้วไปเลยเรา เข้าใจไหมมันต่างกันวิธีสอนคน

มรรคผลท่านทั้งหลายอย่าไปดูที่ไหนนะ ให้ดูที่หัวใจที่กิเลสรุมล้อมอยู่นั้น มรรคผลอยู่ภายใน แสดงตัวออกไม่ได้ กิเลสหุ้มห่อ กิเลสขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ขี้หลับขี้นอน ขี้เกียจขี้คร้านไม่เอาไหนมันคลุมอยู่นั้นไม่ให้ประกอบความพากเพียร เพื่อขัดเกลาจิตใจให้ผ่องใส เมื่อขัดเกลาจิตนี้จะค่อยสง่างามขึ้นมา จ้าขึ้นมา อันนั้นก็ค่อยจางไปๆ จิตใจสง่างามขึ้นมา พอสง่างามเต็มที่แล้ว เรียกได้คำเดียวว่าเลิศเลอสุดยอด นี่ละคุณค่าแห่งการปฏิบัติตามคำสอนพระพุทธเจ้า

ท่านทั้งหลายจะไปหาคำสอนใดที่จะถูกต้องแม่นยำยิ่งกว่าคำสอนพระพุทธเจ้า เราพูดได้อย่างเต็มปากว่าไม่มี ว่าอย่างนั้นเลย อันนี้มีเต็มสัดเต็มส่วน เกิดมาอย่าปล่อยวางให้จมดินไปเปล่าๆ นะ ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ก็คือความรู้ของคนมีกิเลส คลังกิเลส รู้มากเท่าไรยิ่งทิฐิมานะสูงมาก เพิ่มกิเลสเข้าไปโดยลำดับ ตายแล้วจม ความรู้มากละได้มากๆ ละโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือแล้ว ตายแล้วผึงเลย นั่น เอาละเท่านี้พอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก