มีธรรมเป็นยศถาบรรดาศักดิ์
วันที่ 22 พฤษภาคม 2548 เวลา 8:30 น. ความยาว 57.25 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

มีธรรมเป็นยศถาบรรดาศักดิ์

 

วันนี้จากนี้ตอน ๕ โมงเย็นก็จะไปเทศน์ที่ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุดรธานี ไปเทศน์งาน วิสาขบูชา ทางกรุงเทพเขาก็เทศน์สนามหลวง ทางอุดรเราก็เทศน์ทางนี้ หน้าตาของโลกเขาต้องเป็นอย่างนั้น เขาว่าเทศน์แข่งกัน เอ้า แข่งก็แข่ง ออกจากนี้ก็ไปชนลงกรุงเทพโน่น ถ้ากรุงเทพไม่เป็นท่าให้มันตกทะเล ทางนี้ไม่เป็นท่าให้ตกแม่น้ำโขง ใครเก่งก็รู้กันวันนี้ หลวงตาบัวจะขึ้นเทศน์ละบอกตรงๆ เลย ถ้าลงได้ขึ้นเวทีแล้วโบกมือๆ เลย พูดจริงๆ ถ้าไม่เทศน์ไม่เทศน์ ลงว่า เอา ตูมเลยเชียวไม่รอ

         จะเริ่มเทศน์ละ ผู้ถวายถวายเงียบๆ นะเราจะเทศน์ ผู้ที่มาถวายก็ถวายเงียบๆ เราจะเริ่มเทศน์ละที่นี่ ผู้ฟังก็ฟังเงียบๆ เปิดหูไว้ ปิดตา อย่ามองโน้นมองนี้ยุ่งเหยิงวุ่นวายเหมือนลิง ให้ดูใจสงบใจ ธรรมจะเข้าสู่ใจ ไหลเข้าสู่ใจ จะกล่อมใจให้มีความสงบเย็น วันนี้เป็นวันสำคัญทั่วแดนโลกธาตุ เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมถือเป็นความสำคัญทั้งนั้นในวันนี้ เป็นวันครบทั้งสามมหามงคลของพระพุทธเจ้าที่มีต่อโลก วันประสูติหนึ่ง ประสูติก็ประสูติในป่า ไปประสูติอยู่ที่ป่ากลางทาง ตรัสรู้ก็ตรัสรู้ในป่า เพราะบำเพ็ญอยู่ในป่าตั้งแต่วันเสด็จออกทรงผนวช ทรงบำเพ็ญอยู่ในป่าทั้งนั้น ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม รัฐมคธ เป็นเวลา ๖ ปีเต็ม ที่ฝึกทรมานอย่างเข้มงวดกวดขัน เวลาตรัสรู้ก็ตรัสรู้ในป่า เวลาจะปรินิพพานก็ไปปรินิพพานในป่า

ฟังซิป่านี่ประจำองค์ศาสดา ประจำพุทธศาสนาเรา ลบล้างได้อย่างไร ป่าเป็นธรรมชาติที่ประดับพุทธศาสนาให้สงบร่มเย็น ดังพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญในป่าตั้งแต่วันเริ่มแรกเสด็จออกทรงผนวช จนกระทั่ง ๖ ปี อยู่ในป่าล้วนๆ เลย แล้วก็ตรัสรู้อยู่ในป่า บำเพ็ญในป่า เวลาจะปรินิพพานก็เสด็จไปกรุงกุสินารา สวนมัลลกษัตริย์ ขอสถานที่นั้นจากมัลลกษัตริย์ ปรินิพพานในนางรังทั้งคู่(ระหว่างไม้สาละคู่หนึ่ง) ในป่า ป่าจึงเด่นมากทีเดียวในวงพุทธศาสนา ถ้าไม่มีป่ามีเขาลำเนาไพรสำหรับการบำเพ็ญของพระแล้ว พระพุทธเจ้าก็จะไม่ได้ตรัสรู้ พระสงฆ์สาวกก็ไม่ได้บำเพ็ญและได้ตรัสรู้ในป่าเป็นสรณะของพวกเรา เพราะท่านอยู่ในป่าทั้งนั้น ธรรมปรากฏขึ้นในป่า ป่าจึงเป็นของสำคัญ

วันนี้แสดงถึงเรื่องความเป็นมาแห่งความอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า ที่ทรงบำเพ็ญในป่า ทรงอยู่ในความมืดบอดมาเป็นเวลากี่กัปกี่กัลป์ ทรงปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อจะรื้อขนสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์ บำเพ็ญมา ๔ อสงไขยแสนมหากัป สำหรับพระพุทธเจ้าของเรานี้ เรียกว่าน้อยกว่าบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย บรรดาพระพุทธเจ้าท่านมี ๓ ประเภท

ประเภทที่หนึ่ง ทรงสร้างบารมีอยู่ ๑๖ อสงไขย อสงไขยแปลว่านับไม่ได้ ถึง ๑๖ ครั้ง ถ้าเทียบเป็นเงินทุกวันนี้ก็เรียกว่านับไม่ได้ เอาล้านเข้านับ เท่านั้นล้าน ร้อยล้าน พันล้าน อยู่ในล้านๆ อันนี้เรียกว่าอสงไขย นับไม่ได้ถึง ๑๖ ครั้ง ยังแสนมหากัปอีก นานแสนนาน นี่ประเภทที่หนึ่ง เวลาตรัสรู้แล้วทรงกว้างขวางมากมาย สั่งสอนสัตว์โลก ขนสัตว์โลก รื้อสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์ได้เป็นจำนวนมากอันดับหนึ่งแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายในสามวงศ์สกุลของศาสดา

ประเภทที่สอง ทรงสร้างพระบารมีอยู่ ๘ อสงไขย แสนมหากัป นี่เป็นอันดับกลาง

ประเภทที่สาม พระพุทธเจ้าของเรา ทรงสร้างพระบารมี ๔ อสงไขย แสนมหากัป ได้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา

ผลแห่งการเป็นพระพุทธเจ้าในทั้งสามประเภทนี้นั้น พระพุทธเจ้าที่ประเภท ๑๖ อสงไขยเป็นประเภทที่หนึ่ง ถ้าว่าเรือก็เรือลำใหญ่มากทีเดียว รื้อขนสัตว์โลกให้หลุดพ้นจากทุกข์เป็นจำนวนมากมาย อันดับที่สองก็รองกันลงมา อันดับที่สามก็คือประเภท ๔ อสงไขย แสนมหากัป ตรัสรู้แล้วสั่งสอนสัตว์โลกมาโดยลำดับลำดา ในภัทรกัปนี้ก็มีพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ กกุสันโธ โกนาคมโน กัสสโป โคตโม อริยเมตไตรโย สุดท้ายก็เป็นพระอริยเมตไตรยจะมาตรัสรู้ถ่ายทอดต่อจากพระพุทธเจ้าของเราลงไป แต่พระองค์สุดท้ายนี้รู้สึกว่าท่านไม่ลำบากลำบน เสด็จออกทรงผนวชเพียง ๗ วันเท่านั้น ท่านได้ตรัสรู้ขึ้นมา เป็นศาสดาสอนโลกอยู่ ๔ หมื่นปี ท่านครองราชสมบัติอยู่ ๔ หมื่นปี นี่คือพระอริยเมตไตรย ท่านเป็นกษัตริย์ เสด็จออกทรงผนวช ๗ วันได้บรรลุธรรมเป็นศาสดาขึ้นมา สอนโลกอยู่ถึง ๔ หมื่นปี เสร็จแล้วก็เสด็จนิพพาน ธรรมะคำสั่งสอนก็รื้อพร้อมไปเลยกับพระองค์ปรินิพพาน

ส่วนพระพุทธเจ้าของเรานี้พระชนม์ของท่านมีเพียง ๘๐ ปี ถึงอายุขัยแล้วพระองค์จึงประทานโอวาท เหมือนว่าเป็นบันไดสำหรับไต่เต้าของสัตว์ทั้งหลายขึ้นสู่แดนพ้นทุกข์โดยลำดับลำดามา เป็นเวลาประมาณ ๕ พันปีที่ประทานพระโอวาทเอาไว้แทนศาสดาของเรา ให้ผู้ที่มุ่งบุญมุ่งกุศลมุ่งมรรคผลนิพพาน และมุ่งเพื่อความพ้นทุกข์ ได้พยายามอุตส่าห์ตะเกียกตะกายตามสายทางที่ทรงประทานไว้แล้วนี้ เพื่อจะได้เป็นสิริมงคลในภพในชาติของตน เพราะการเกิดการตายนี้จะถ่ายทอดตัวเองตลอดเวลา ถ่ายทอดภพนี้ถ่ายทอดภพนั้น ไปสู่ภพนั้นภพนี้ นี่เรียกว่าถ่ายทอดตัวเอง แล้วจะได้สร้างคุณงามความดีนี้สืบต่อไป ได้อาศัยพระโอวาทคำสั่งสอนคือทางเดินอันราบรื่นดีงามเพื่อความพ้นทุกข์ ให้สัตว์ทั้งหลายได้หลุดพ้นเป็นลำดับลำดา เพราะการดำเนินตามพระพุทธเจ้า

นี่ละศาสนาพุทธของเราจะยุติลงที่ ๕ พันปี พระองค์ทรงวางตาข่ายครอบไว้หมดแล้ว พอถึง ๕ พันปีนั้นแล้ว ความระลึกถึงบาปถึงบุญนี้จะไม่มี จะมีแต่ราคะตัณหากิเลสประเภทใหญ่ๆ แสดงฤทธิ์แสดงเดชขึ้นมา ลบล้างบาปบุญนรกสวรรค์ไม่ให้มีเหลือภายในใจ แต่สิ่งที่เป็นภัยต่อสัตว์โลกนั้นแสดงฤทธิ์แสดงเดชขึ้นมาเป็นลำดับลำดา ความโลภก็มาก ความโกรธก็มาก ราคะตัณหาก็มาก ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะให้เกิดฟืนเกิดไฟแตกกระจายออกไปจากกิเลสกองใหญ่ๆ นี้ กิ่งแขนงใดมีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้กัน

มองเห็นกันทักทายกันด้วยหอกด้วยดาบ ด้วยศาสตราอาวุธ ไม่ได้ทักทายกันด้วยความสวัสดีมีโชคมีชัยเป็นมงคลอะไรเหมือนผู้มีธรรมในใจเลย นี่เรียกว่าศาสนาเข้าควบคุมหมดแล้ว พุทธศาสนาเป็นน้ำดับไฟได้ดับลงโดยสิ้นเชิง เหลือตั้งแต่พวกฟืนพวกไฟเผาไหม้หัวใจสัตว์ทั้งหลายโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ท่านเรียกว่าหมดศาสนา ทีนี้เวลาหมดศาสนานี้สัตว์ทั้งหลายไม่มีความหมายเลย มีแต่ความทุกข์ความทรมานอย่างเดียว เพราะไม่มีน้ำดับไฟคือธรรม ระงับดับความชั่วช้าลามกทั้งหลาย เพื่อเป็นความสงบร่มเย็นขึ้นมาอย่างนี้ไม่มี จึงมีตั้งแต่ความทุกข์ความเดือดร้อน

นี่ก็นานแสนนานกว่าจะได้พุทธศาสนาโผล่ขึ้นมาอีก เช่น จากพระพุทธเจ้าของเราไปถึงพระอริยเมตไตรยนี้ ระหว่างนี้ท่านเรียกว่าพุทธันดร พุทธันดรคือระหว่างพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ที่จะมาตรัสรู้ ในพุทธันดรนี้เรียกว่าเป็นสุญญกัปในตัวของมันเสร็จ คือสูญเปล่าว่างเปล่าจากความดีงาม ความคิดความปรุงอันเป็นอรรถเป็นธรรมเป็นสิริมงคล ดังที่ผู้มีศาสนานับถือศาสนาปฏิบัติกันบรรเทาทุกข์ไปโดยลำดับนั้น อยากว่าไม่มี มีตั้งแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้กันตลอดไป จนกระทั่งพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมานั่นละที่นี่

ที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมาก็ทรงเล็งญาณดูก่อน ก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้าก็ทรงทราบด้วยญาณ เพราะพระญาณแก่กล้าแล้วสมควรที่จะมาตรัสรู้ เช่น พระอริยเมตไตรยของเรา ในระยะที่จะเสด็จมานั้นบรรดาสัตว์ทั้งหลายทำลายซึ่งกันและกันอย่างชอกช้ำ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีชิ้นดี เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันมาตั้งแต่หมดศาสนาของพระพุทธเจ้า จนจะมาปรากฏศาสนาของพระอริยเมตไตรยขึ้นมานี้เป็นเวลานาน สัตว์ทั้งหลายทำลายกันมากต่อมากแล้ว เลยมาเห็นโทษแห่งการทำลายกันว่าไม่มีประโยชน์อะไร มีแต่โทษล้วนๆ ภัยล้วนๆ มหาภัยล้วนๆ เรื่อยมา และรู้สึกโทษของตัวเอง ต่างคนต่างรู้สึกโทษเพราะการทำลายกัน จนไม่มีมนุษย์ที่ไหนจะเหลือแหละ ฆ่ากันทำลายกันเหมือนว่าเป็นปูเป็นปลาไปอย่างนั้น แล้วก็กลับมาเห็นโทษกัน

ชีวิตของมนุษย์ที่มีความทุกข์ความทรมานนั้นก็หดย่นลงมาๆ แต่นี้จะแสดงเพียงย่อๆ ให้พอเหมาะสมกับเวล่ำเวลา ทีนี้พอมีความเมตตา ความเห็นโทษแห่งความทุกข์ความทรมานอันเกิดจากกิเลสให้เป็นไฟเผาไหม้กันนี้ขึ้นมาแล้ว ก็เกิดความเมตตากันขึ้นมา เห็นโทษแห่งการทำลายกันแล้วเรียกว่ามาจับมือกันเสียทีหนึ่ง มาเป็นมิตรเป็นสหายกัน ต่างคนต่างระลึกถึงคุณค่าแห่งความสงบร่มเย็นของธรรม เห็นโทษแห่งความฉิบหายวายปวงของกิเลสที่มันพาสร้างให้เผาไหม้กันทั้งเป็นทั้งตาย เผาไหม้ในนรก เผาไหม้ในเมืองมนุษย์ไม่หยุดไม่ถอย เมื่อเห็นโทษเต็มหัวใจแล้วก็พยายามละความชั่ว แล้วสร้างความดีขึ้นมา จิตใจเปิดอ้าสำหรับรับธรรมทั้งหลาย เจริญเมตตาธรรมเป็นลำดับลำดามาโดยลำดับ บารมีก็สูงส่งขึ้นมาๆ

ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้นั้น บรรดาสัตว์ทั้งหลายได้สร้างบารมีมา ผู้มีอุปนิสัยปัจจัยจะบรรลุถึงมรรคผลนิพพานจึงมีจำนวนมาก และรองลำดับกันลงมาๆ ตั้งแต่ผู้ที่ยิ้มแย้มแจ่มใสที่จะรอรับอรรถรับธรรมอยู่แล้ว พอท่านตรัสรู้ขึ้นมาเท่านั้น การแนะนำสั่งสอนสัตว์โลก การแนะนำสั่งสอนจึงมีมาก บรรดาสัตว์โลกทั้งหลายที่ได้ยินได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ๆ เช่น พระอริยเมตไตรยที่จะมาสั่งสอนข้างหน้านี้ก็เหมือนกัน พอประทานพระโอวาทเท่านั้น สัตว์ทั้งหลายได้บรรลุธรรมถึงมรรคผลนิพพานมีจำนวนมากๆ เป็นลำดับลำดามา นี่ละผู้ที่จะมาบรรลุธรรมต้องเป็นผู้มีอุปนิสัยปัจจัยสั่งสมมารอรับพระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้แต่ละพระองค์ พอประทานพระโอวาทลงมานั้นทางนี้น้อมรับอยู่แล้ว รับกันได้ง่าย ปฏิบัติกันได้สะดวกสบาย พ้นทุกข์กันไปได้อย่างง่ายดายๆ เพราะบารมีสมบูรณ์แล้ว

นี่ละการที่จะอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ เป็นความลำบากลำบนอย่างนี้ พระพุทธเจ้าของเรานี้ก็จะไปถึง ๕ พันปี การแสดงออกของพระพุทธเจ้าที่ประทานไว้นี้ ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วทั้งนั้น ไม่มีคำว่าผิดว่าพลาด แสดงไว้โดยถูกต้อง พอหมด ๕ พันปีแล้วก็จะเข้าเป็นสุญญกัป ศาสนาไม่มี ว่างเปล่าจากศาสนา มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้โลกเป็นเวลานานแสนนาน ท่านเรียกว่าพุทธันดร ระหว่างพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ตรัสรู้ เรียกว่าพุทธันดร แล้วก็เป็นสุญญกัปเผาไหม้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง มรรคผลนิพพานไม่มี เรื่องความดีทั้งหลายถูกลบล้าง มีแต่ฟืนแต่ไฟขึ้นเผาไหม้โลกแหลกเหลวไปหมด

จึงลำบากสำหรับสัตว์โลกที่เกิดมา ไม่ทราบว่าจะมาเจอเอายุคไหนละซิ เวลานี้เป็นยุคที่กึ่งกลางของพระพุทธศาสนา ศาสนาของพระพุทธเจ้านี้เคยให้ความร่มเย็นแก่โลก ตั้งแต่เริ่มแรกที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่อยมา บรรดาสัตว์ทั้งหลายที่รับพระโอวาทของพระองค์ที่ทรงสั่งสอนมา ได้รอดพ้นจากทุกข์ไปเป็นลำดับลำดา นับตั้งแต่ประเภทอรหันต์ อนาคา สกิทาคา พระโสดา พระอริยะและปุถุชน ได้รับความดีงามตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ นี่เรียกว่าผลประโยชน์ที่ได้จากพระพุทธเจ้า

การเทศน์ก็ต้องขออภัยนะ หลงลืม สับสนปนเปกัน ความจำไม่ค่อยดีแล้ว ทีนี้มาถึงกึ่งกลางพุทธกาลนี้เป็นยังไงพุทธศาสนาของเรา ตั้งแต่ก่อนเมืองไทยของเรานี้ก็ถือพุทธศาสนามานมนาน บ้านเมืองก็มีความสงบร่มเย็นเป็นสุข เรื่องฟืนเรื่องไฟไม่ค่อยมี เรื่องราวต่างๆ ไม่ค่อยมี มีแต่เรื่องศีลเรื่องธรรม พบกันเป็นญาติเป็นมิตรเป็นสหาย เป็นคู่พึ่งเป็นพึ่งตายกันได้ตลอดมา ครั้นต่อมาๆ นี้กิเลสตัณหามันก็แตกกระจายออกไปจากหัวใจ แผ่พังพานออกมาทำลายพวกเรา กลับตาลปัตรความรู้ของแต่ละคนๆ ให้เห็นชั่วเป็นดี เห็นดีเป็นชั่วไป พลิกแพลงเปลี่ยนแปลง เลยกลายเป็นเห็นชั่วเป็นดีไป เห็นดีเป็นชั่วไปหมดเลย คำว่าบาปว่าบุญว่ามรรคผลนิพพานค่อยร่อยหรอจากหัวใจ ไม่ค่อยเชื่อและไม่เชื่อ

ทั้งๆ ที่ธรรมชาติเหล่านี้เป็นความมีความจริงมาตลอดกาลไหนๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ลดราวาศอกแต่อย่างใด แต่ความรู้ความเห็นของสัตว์ก็เข้าไปลบล้างในสิ่งเหล่านี้ให้ลดน้อยถอยลงไป จนกระทั่งถึงว่าบาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี แล้วก็สร้างตั้งแต่บาปแต่กรรมหนาแน่นขึ้นเป็นลำดับลำดาในแดนพุทธศาสนาของเรา เราพูดเฉพาะที่เรายังเป็นเด็ก ตั้งแต่เป็นเด็กมานี้จนกระทั่งถึงได้มาบวชนี้เป็นเวลานาน เฉพาะมาบวชนี้ก็ได้ ๗๒ ปีเต็มเลย บวชมาทีแรกมองดูพระเจ้าพระสงฆ์ก็น่าเคารพเลื่อมใสน่าบูชา แล้วเข้าไปปฏิบัติเกิดความสงบร่มเย็นเป็นสุขเรื่อยมา

ครั้นนานมาๆ พระเจ้าพระสงฆ์เราก็ค่อยเปลี่ยนแปลงความรู้สึกภายในจากธรรมกลายเป็นกิเลสไปเสีย และแปรสภาพแห่งธรรมคือความดีงามภายในใจ กลายเป็นพิษเป็นภัย ออกมาจากตัวเองกระทบกระเทือนผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อนระส่ำระสายทั่วประเทศไทยเวลานี้ พอจะทราบได้ไม่ใช่เหรอ นี่ละคือความต่ำทรามของจิตใจ มันหมุนเข้าไปสู่ฟืนสู่ไฟ แล้วออกมากระทบกระเทือนกัน ประหนึ่งว่าศาสนาที่เป็นน้ำดับไฟนี้ไม่มีอยู่ในแดนพุทธศาสนานี้เลย ทั้งๆ ที่น้ำมีอยู่แต่ไม่นำมาดับไฟ ปล่อยให้ไฟส่งเสริมไฟให้ลุกลามขึ้น เปลวจรดเมฆนู่น เปลวฟืนเปลวไฟ โลกทั้งหลายจึงมีตั้งแต่ความทุกข์ความเดือดร้อน

เพราะธรรมมีอยู่เหมือนว่าน้ำมี แต่ไม่มีใครนำมาดับ ไม่มีใครนำมาแก้ไขความผิดพลาดของตัวเอง ซึ่งเป็นเหมือนกิริยาแห่งไฟเผาตัวและส่วนรวมบ้างเลย แล้วก็ปล่อยให้โลกนี้หมุนติ้วไปด้วยฟืนด้วยไฟ ความคิดความเห็นที่ถูกต้องดีงามอันเป็นอรรถเป็นธรรม ซึ่งเคยใช้กันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ กลับกลายเป็นความผิดพลาดไปหมด ความผิดพลาดที่กิเลสมันแสดงฤทธิ์แสดงเดชขึ้นมานั้น กลายเป็นเรื่องมงคลไปหมด เป็นของดิบของดี ยกยอปอปั้นขึ้นไป จอมปลอมๆ ขึ้นมา

เช่นยกเทวทัตขึ้นมาเป็นเทวดาอย่างนี้เคยมีหรือ เดี๋ยวนี้กำลังนะ ยกคนที่ชั่วช้าลามก สังคมเขารังเกียจจะตายไป เอาขึ้นมาเป็นผู้ปกครองชาติบ้านเมือง นี่ละมันพลิกขึ้นมาอย่างนี้ ทีนี้บ้านเมืองเราก็หาความสงบร่มเย็นไม่ได้ ถ้าว่าเจ้านายก็เป็นเจ้านายเพชฌฆาต เจ้านายอำนาจบาตรหลวงป่าๆ เถื่อนๆ ไปเสีย ไม่ปฏิบัติโดยทำนองคลองธรรมกฎหมายบ้านเมืองและศีลธรรมบ้างเลย เลยมีตั้งแต่เรื่องจอมปลอมมาครอบงำชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สุดท้ายก็จะจมไปด้วยกัน เพราะอำนาจของกิเลสที่มันมีกำลังมาก ซึ่งต่างคนต่างสั่งสมขึ้นมานั้นแล เลยเกิดความเดือดร้อนทั่วหน้ากัน ขอให้พี่น้องทั้งหลายทราบตั้งแต่บัดนี้

หลวงตาบัวยังไม่ตาย บวชมาสังเกต ปฏิบัติมาโดยลำดับลำดา มาถึงระยะนี้แล้วรู้สึกว่า ศาสนาเรานี้ได้รับความกระทบกระเทือนมากทีเดียวจากกิเลส ที่จะทำศาสนาให้ฉิบหายวายปวง ให้โลกทั้งหลายเป็นสัตว์เดรัจฉานกันไปหมด หรือเป็นสัตว์นรกทั้งเป็นไปหมดได้โดยไม่ต้องสงสัย เพราะหัวหน้าเป็นอำนาจบาตรหลวงป่าๆ เถื่อนๆ นำมาปกครองชาติบ้านเมือง ทำให้ผู้มีสมบัติผู้ดีทั้งหลายกลายเป็นคนต่ำช้าเลวทราม เป็นบ๋อยของกิเลสไปเสียหมด มีแต่กิเลสเป็นเจ้าอำนาจบาตรหลวงครองบ้านครองเมือง ก็เรียกว่ามหาโจรครองบ้านครองเมือง ก็หาความสงบไม่ได้ นี่ละเวลานี้กำลังเข้ายุค ในเมืองไทยเรานี้แหละมองเห็นได้อย่างชัดๆ

ถ้าวงศาสนาก็ใครจะทำความสงบร่มเย็นได้ยิ่งกว่าพระ พระเป็นแนวทาง พระเป็นน้ำดับไฟ พระเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร วัดวาเป็นสถานที่อยู่แห่งผู้เดือดร้อนเข้ามาพึ่งร่มพึ่งเงามาโดยลำดับ บรรดาประชาชนพอมองเห็นพระ เขามีจิตใจอ่อนน้อมถ่อมตน กราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจเป็นระยะๆ ไป นี่ก็เป็นน้ำดับไฟประเภทหนึ่ง เป็นประเพณีของผู้รักศีลรักธรรม ต่างคนต่างปฏิบัติตามศีลตามธรรม เห็นกันสนิทติดใจด้วยกัน ไม่ได้เลือกชาติชั้นวรรณะเป็นยังไง เป็นความไว้ใจกัน ตายใจกัน เพราะอำนาจแห่งธรรมประสานให้แน่นหนามั่นคงนี้กระชับแน่น เข้าไปหากันแล้วหากเป็นมิตรเป็นสหายพึ่งเป็นพึ่งตายกันได้โดยไม่ต้องเสกสรร นี่ละธรรมประสานเข้าที่ตรงไหน

แต่เวลานี้กิเลสกำลังเข้าไปตีไปแยก ไปยุไปแหย่ก่อกวนเผาโน้นเผานี้ คัดค้านที่นั่น คัดค้านที่นี่เรื่อยมาอย่างนี้ ทีนี้ในวงพระของเราซึ่งเป็นวงที่ตายใจได้สำหรับชาวพุทธทั้งหลายก็กลายเป็นวงผีไปแล้ว เรียนมาเท่าไรคัมภีร์เดียวกัน จิตใจเปลี่ยนแปลงไปเสียอย่างเดียวคัมภีร์นั้นก็ไม่มีความหมายอะไรเลย มีแต่กิเลสสร้างความหมายขึ้นมาอย่างจอมปลอม ยกยอปอปั้นตัวเองขึ้นว่าเป็นชั้นนั้นชั้นนี้ เรียนจบชั้นนั้นชั้นนี้ เป็นเจ้าสมณศักดิ์ เจ้าคณะนั้นเจ้าคณะนี้

เริ่มต้นตั้งแต่บวชมาแล้วก็จับพัดยศให้กัน เป็นสมุห์ ใบฎีกา เป็นพระครูพระคัน จากนั้นก็เป็นเจ้าฟ้าเจ้าคุณ สมเด็จ มันก็มีตั้งแต่ชื่อเปล่าๆ เพราะเจ้าของไม่สนใจ แต่เอาชื่อเอานามที่ไพเราะเพราะพริ้งมาประดับ ก็เท่ากับเอาดอกไม้ไปประดับโลงผีนั้นเอง หรือจะเอาทองคำไปประดับโลงผี ทองคำเป็นทองคำ แต่โลงผีต้องเป็นโลงผีอยู่นั้นแล ใครจะไปกราบไหว้โลงผีว่าเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์วิเศษที่ไหน ศักดิ์สิทธิ์วิเศษที่ดีงามก็มีแต่เครื่องประดับอยู่ภายนอก เช่น ทองคำ ดอกไม้ เขาเอามาประดับโลงผีเท่านั้นเอง ส่วนผีก็อยู่ในหีบในศพผีนั้นแหละ ก็เป็นผีตลอดไปนั่นแล อันนี้คนที่ทำตัวให้เป็นผีตายทั้งเป็น พระทำตัวให้เป็นพระตายทั้งเป็น เน่าเฟะทั่วแดนไทยเราแล้ว ใครจะเอาอะไรมายกยอปอปั้น เอาชั้นนั้นชั้นนี้ เรียนจบชั้นนั้นชั้นนี้ เอามาประดับตกแต่ง เอาสมณศักดิ์เข้ามา เจ้าฟ้าเจ้าคุณกระทั่งสมเด็จ เอามาก็มีแต่ชื่อแต่นามที่ประดับอยู่ภายนอก

เหมือนเขาเอาสิ่งดีงามทั้งหลายมาประดับโลงผีนั้นเอง แต่ตัวผีจริงๆ มันก็เป็นผี ตัวคนที่มีจิตเลวร้ายก็เป็นจิตเลวร้าย เลวทรามอยู่ภายในตัวของมันเอง แล้วก็ก่อความเดือดร้อนให้ผู้มีสมบัติผู้ดีทั้งหลายได้รับความกระทบกระเทือน แม้ที่สุดผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ในป่าในเขาก็ได้รับความกระทบกระเทือนทั่วหน้ากัน นี่ก็เพราะพวกเสกสรรปั้นยอ เห็นชื่อเห็นนามดีกว่าตัวของเรานั่นเอง ดีกว่าความจริงคือธรรม ไม่ได้ปฏิบัติตามธรรม ถ้าปฏิบัติตามธรรมแล้ว ยศอันใดน่ะที่จะสูงส่งยิ่งกว่ายศของธรรมไม่มีเลย ท่านจึงเรียกว่า โลกุตรธรรม แปลว่า ธรรมเหนือโลก

เราสมาทานปฏิบัติธรรมนี้เข้าไปเถอะ ไม่ต้องหาเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ที่ไหน ไม่ต้องไปหา ยศถาบรรดาศักดิ์ที่สูงเลิศเลอเป็นลำดับอยู่ในการปฏิบัติของเราแล้ว ผลงานคือธรรมที่ได้มาครองใจเป็นความสงบร่มเย็น เป็นความสง่างามสว่างไสวภายในจิตใจ นี่คือยศของพระ นี่คือสมณศักดิ์ของพระ ธรรมเป็นยศถาบรรดาศักดิ์เสียเองประดับคนผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้นั้นงามไปหมด ไม่ต้องตั้งชื่อตั้งนามให้เป็นชั้นนั้นชั้นนี้ก็ตาม อันนั้นเป็นเครื่องประดับเฉยๆ แต่ตัวเป็นโลงผีก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

ตัวที่เป็นๆ อยู่นี้ปฏิบัติตัวให้เป็นคนดีนี้เป็นผู้มีคุณค่ามาก ไปที่ไหนเจ้าของก็อบอุ่นเย็นใจ ใครได้พบได้เห็นที่ไหนเขาอยากกราบอยากไหว้บูชา เพื่อเป็นขวัญตาขวัญใจตลอดไป นี่คือพระให้ความร่มเย็นแก่โลกจากความร่มเย็นของตัวเองที่ได้ปฏิบัติมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว ย่อมเป็นที่ตายใจของผู้นับถือพระ มองเห็นพระกราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจอย่างสนิทใจตลอดมา นี่ละพระแท้เป็นอย่างนั้น ธรรมแท้เป็นอย่างนั้น เดี๋ยวนี้งานนี้มันแปลกมันปลอม เอาแต่ของปลอมขึ้นมาเป็นของแท้ของจริง มันก็เลอะไปหมด

ธนบัตรจริงที่ใช้กันทั่วโลกดินแดนปัดออกหมด เอาแต่ธนบัตรปลอมของปลอมออกมาใช้ ก็ทำโลกให้เดือดร้อนวุ่นวาย ของปลอมออกไปที่ไหนอย่าเข้าใจว่าจะมีความสงบร่มเย็นนะ ต้องเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ไปตามจำนวนของปลอมที่มีมากมีน้อยอยู่โดยดี ถ้าเป็นของจริงมีมากมีน้อยสงบร่มเย็น มีคุณค่าตลอดไป อยู่ภายในตัวก็ดี อยู่ในตู้ในหีบในร้านค้าใดก็ดี เป็นความสงบร่มเย็น สง่างามแก่เจ้าของผู้ได้ครองในสมบัติเหล่านั้น และสง่างามแก่ลูกค้าที่เข้าไปชมเป็นขวัญตาขวัญใจ แม้ไม่มีเงินจะซื้อก็ตาม ได้ชมขณะหนึ่งก็ดี เหมือนอย่างเราไปชมห้างร้านทองคำต่างๆ ที่ไหนๆ ก็ตาม สง่างามตานะ นี่ละอรรถธรรมเป็นอย่างนี้ จึงไม่จำเป็นจะต้องไปหายศถาบรรดาศักดิ์ที่ไหนเอามาเหยียบย่ำทำลายธรรมให้เสียหายเปล่าๆ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นความสกปรกจากคำเสกสรรปั้นยอของกิเลส ที่มันแสดงขึ้นมาว่าเป็นของจริง ทั้งๆ ที่มันเป็นของปลอม เอามาโปะเข้าตรงไหนๆ ก็เลยเป็นของปลอมไปหมด ธรรมแท้อยู่ภายในใจ ไม่ต้องหาอะไรมาประดับ

ท่านอยู่ไหนก็อย่างนั้น พระพุทธเจ้า สาวกทั้งหลาย ธรรมเต็มหัวใจแล้วท่านเป็นสรณะของโลกได้โดยสมบูรณ์ เรานี้เรียนมากี่ชั้นกี่ภูมิยศถาบรรดาศักดิ์ สมณศักดิ์ได้มากี่ชั้นกี่ภูมิ เป็นสรณะของใครได้ไหม มองดูแล้วไม่เห็นมี นอกจากตัวเองก็เดือดร้อนหาที่พึ่งไม่ได้ แต่ประกาศตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ แต่ไม่มีใครเคารพนับถือก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นจึงขอให้ทุกๆ ท่านปฏิบัติศีลธรรมให้เป็นยศถาบรรดาศักดิ์ ให้เป็นคุณค่าหลักธรรมชาติขึ้นสู่ใจ อยู่ที่ไหนท่านจะเย็นสบายๆ ไปหมด ให้ต่างคนต่างปฏิบัติอย่างนี้

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมาก็เพื่อจะชะล้าง ความสกปรกมอมแมมดังที่กล่าวถึงอยู่เวลานี้ ให้หมดไปๆ จางไป โลกจะได้มีความร่มเย็นเป็นสุขบ้าง แต่ก่อนทำไมไม่เป็นสุข ก็เพราะความสกปรกมอมแมมเป็นตัวฟืนตัวไฟเผาไหม้ที่หัวใจ แล้วก็กระจายออกไปทางมารยาทให้ผิดพลาดไปหมดไม่มีอะไรดี ผลที่ได้รับก็มีแต่เคราะห์แต่กรรม ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน ใครอยู่ที่ไหนก็เดือดร้อนวุ่นวายเต็มไปหมดด้วยกัน เพราะไม่มีธรรม แต่เรียกหาธรรม เรียกร้องหาธรรม หากไม่ปฏิบัติธรรมมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เราไม่ต้องเรียกร้องแบบนั้น แบบลมๆ แล้งๆ ให้เรียกร้องด้วยความเป็นธรรม ระลึกถึงพระพุทธเจ้า แล้วให้ปฏิบัติตนตามกำลังความสามารถของตน นี้เป็นมงคลแก่เราแล้ว แล้วก็เป็นมงคลแก่จิตใจของเราประจำตัวเราไปด้วย อันนี้ไม่ต้องไปหาอะไรมาประดับประดาตกแต่งละ เลิศเลอไปตามๆ กัน

นี่ละศาสนาอยู่ในย่านกลางนี้ กำลังฟัดกำลังตีกัน ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติงาม ผู้มีสมบัติผู้ดีส่วนมากมักได้รับความเดือดร้อนจากพวกที่เลวทรามต่ำช้าด้วยจิตใจ คอยทำลายผู้อื่นให้เอนให้เอียงให้แตกกระจัดกระจาย ยุแหย่ก่อกวนแบบนั้นแบบนี้หลายสันพันคม พวกนี้คือพวกอยู่ไม่เป็นสุข ถ้าได้ก่อกวนคนอื่นแล้วถือว่าเป็นสุข ทั้งๆ ที่ตัวของมันเองเป็นทุกข์ ไฟนรกอเวจีสู้ไม่ได้ มันก็บอกว่ามันเป็นคนดี สำคัญว่าเป็นคนดี ก็สั่งสมอันนี้มากขึ้น จนเผาโลกให้พินาศสาดกระจายไปได้นะ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะพังลงได้ด้วยอำนาจแห่งความชั่วช้าลามก ที่ต่างคนต่างส่งเสริมขึ้นแบบจอมปลอมนี้ จะไม่มีอะไรชิ้นดีเหลืออยู่เลย

เพราะฉะนั้นเพื่อแก้อันนี้ จึงให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแก่ตัวเอง ตลอดวงคณะพรรคพวก ให้ต่างคนต่างสอดส่องมองดูสิ่งที่จะเป็นของเลวร้ายเข้ามาทำลาย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเรา ให้ต่างคนต่างสำรวมระวัง อย่าสักแต่ว่าหลับหูหลับตาอยู่ไปกินไป พวกโจรมันชอบทำลายคนนอนหลับนะ ถ้าเวลาเขาอยู่สดๆ ร้อนๆ โจรมารมันไม่ค่อยเข้าบ้านละ ไม่ค่อยไปขโมยอะไร แต่พอเจ้าของหลับนอนหรือดึกสงัดนี้โจรจะด้อมออกไปแง่นั้นแง่นี้ แล้วขโมยของจนไม่มีตับปอดเหลืออยู่ภายในตัวเลย นี่โจรจะเอาเวลาเผลอ ไอ้พวกเรามีแต่ความเผลอเนื้อเผลอตัวว่าตัวทำดีไม่มีอะไรๆ ผู้มันทำชั่วมันมีอยู่นั่น มันจะคอยทำชั่วในเวลาคนดีเผลอตัวนั่นแหละ เพราะฉะนั้นคนดีจึงเผลอตัวไม่ได้ เผลอตัวเมื่อไรเป็นเสียเปรียบๆ ให้พากันตั้งอกตั้งใจสำรวมระวัง

ต่างคนต่างมีชาติเป็นของตนด้วยกันหมด ชาติไทยเราร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน เป็นคนชาติไทยด้วยกัน เป็นสมบัติของชาติ เมื่อเป็นสมบัติของชาติ เราต่างคนต่างเป็นเจ้าของของชาติด้วย ให้ต่างคนต่างระมัดระวังรักษาด้วยความเข้มงวดกวดขัน ใครที่ไม่แน่ใจในกิริยามารยาทการแสดงออกอย่าไปเชื่อถือมัน เชื่อถือมันเท่ากับมันได้กำลังวังชาแล้วกลับมาตีหัวเราอีก เอาเรานั้นละไปเป็นเครื่องมือให้มาทำลาย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเรา พากันจดจำเอานะ

วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เราจะไม่แสดงอะไรมากมายนักนะ เพราะการตรัสรู้นี้แสดงมาตลอดอยู่แล้ว วันนี้เอาคติอันดีงามจากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า นำธรรมมาเป็นน้ำดับไฟแก่โลก ให้เรานำน้ำนี้คือธรรมไปปฏิบัติแก่ตนเอง เพื่อความสงบร่มเย็น ให้ต่างคนต่างรักษาตน นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ ความรักอื่นเสมอรักตนไม่มี นั่นท่านบอกไว้แล้ว รักสิ่งใดก็ตาม แต่ไม่มีอันใดที่จะเสมอด้วยความรักตน เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วเราต้องถือตัวของเราเป็นประกัน ในการรักษาด้วยความเข้มงวดกวดขัน อย่าเผลอเนื้อเผลอตัว อย่าลืมเนื้อลืมตัว ให้ต่างคนต่างปฏิบัติ

สิ่งใดที่ไม่ดีงาม คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นคำสอนของจอมปราชญ์ ให้นำมาปฏิบัติเป็นแนวทางที่ชี้บอก ให้แก้ไขดัดแปลงไปตามธรรมของพระพุทธเจ้า เราทั้งหลายจะค่อยดีวันดีคืน ใจดวงนี้จะมีความสงบร่มเย็นต่อไป อยู่ในภพชาตินี้ก็สงบร่มเย็น ออกจากภพชาตินี้ได้ธรรมสมบัติมาครองใจแล้ว ไปภพชาติใดไม่จนตรอกจนมุมคนเรา เมื่อมีธรรมเป็นสมบัติของใจไปที่ไหนไม่จนตรอกจนมุม เบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใสสุคติโลกสวรรค์เป็นสมบัติของผู้มีธรรมสมบัติครองใจนั้นแล พากันจำ วันนี้เทศน์เพียงเท่านี้แหละ

ตอนบ่าย ๕ โมงนี้ก็จะได้ไปเทศน์ที่ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุดรธานี นี่ก็จะได้ไปเทศน์ให้บ้านเกิดเมืองนอนของหลวงตาบัว สอนทางอื่นทางใดก็สอนมามากต่อมากแล้ว ทีนี้ก็ย้อนเข้ามาสอนบ้านเมืองของตน บ้านเมืองของตนมันมีแต่มูตรแต่คูถ หลวงตาบัวไปหาสอนแต่บ้านเขาเมืองเขา บ้านตัวมีแต่มูตรแต่คูถไม่สอนบ้างเลย วันนี้พอจะระลึกตัวได้บ้าง จึงรับนิมนต์เขา ว่าตอนเย็นวันนี้จะไปเทศน์ที่ทุ่งศรีเมือง ชำระล้างพวกมูตรพวกคูถ ที่เต็มบ้านเต็มเมืองทั้งเขาทั้งเรานั้น ให้ค่อยจางไป ความสะอาดสะอ้านคืออรรถธรรมก็จะได้ปรากฏขึ้นที่ใจได้รู้บุญรู้บาปบ้างนะ สร้างความดี ละบาปละไปเรื่อยๆ นี่เพราะอำนาจแห่งการเชื่ออรรถเชื่อธรรม จะได้เป็นมงคล

เอาละการแสดงธรรมก็เห็นว่าสมควรแก่กาลเวลา หากจะต้องการฟังอีก ตอนบ่าย ๕ โมงครึ่ง ก็ค่อยไปทุ่งศรีเมือง วันนี้ก็ขอยุติเพียงเท่านี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก