เตือนไว้ให้รู้เสีย
วันที่ 4 มิถุนายน 2548 เวลา 8:00 น. ความยาว 41.21 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

เตือนไว้ให้รู้เสีย

 

         ผู้กำกับ        หนังสือจากกรมประชาสัมพันธ์ วันที่ ๒๗ พ.ค.๒๕๔๘

เรื่อง   ขอให้ระมัดระวังการใช้คำพูดออกอากาศทางสถานีวิทยุ

เรียน   ผู้ดำเนินการสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน

สิ่งที่ส่งมาด้วย หนังสือกฎระเบียบวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ๑ เล่ม

ด้วยกรมประชาสัมพันธ์ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า สถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน คลื่น 103.25 Mhz.ออกอากาศพระธรรมเทศนา เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๘ ชื่อ เล่นกับของสกปรก มีการใช้คำพูดที่อาจเข้าข่ายเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวขัดกับกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๔ (พ.ศ.๒๕๓๗) ข้อ ๑๖ (๒) รายการที่ออกอากาศโดยส่งทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ จะต้องไม่เป็นการแสดงออกโดยจูงใจก่อให้เกิดการดูหมิ่นเหยียดหยามประเทศชาติ รัฐบาล เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือกลุ่มชนใด กรมประชาสัมพันธ์จึงขอให้ท่านระมัดระวังการออกอากาศรายการต่างๆ ของทางสถานีให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วย

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

ขอแสดงความนับถือ

                                           นายดุษฎี สินเจิมศิริ

                                            อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

หลวงตา       นี่เขาเตือนหลวงตามา ให้พี่น้องทั้งหลายทราบ ได้ยินทั่วกันแล้วนะ วันนี้ก็ได้ยินทั่วประเทศแล้ว หลวงตาว่าอะไรเขาถึงได้เตือนมา (ที่ออกอากาศว่าเล่นกับของสกปรก เป็นคำพูดที่เข้าข่ายเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามเจ้าหน้าที่ของรัฐครับ) เอามาอ่านให้พี่น้องทั้งหลายฟังเฉยๆ ในแง่หนักแง่เบาของการแสดงธรรม และแง่หนักแง่เบาดีชั่วประการใดของคำเตือนมา ให้ได้ฟังทั่วถึงกัน

ผู้กำกับ        หนังสือกราบนิมนต์ไปเทศน์ที่โรงพยาบาลราชวิถี วันจันทร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ระหว่างเวลา ๑๒.๐๐ น.ถึง ๑๔.๐๐ น. ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น ๑๒ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบพระชนมพรรษา โรงพยาบาลราชวิถี ครับ

หลวงตา       เป็นระยะเราอยู่กรุงเทพพอดี ตอบเขาว่าเราไม่ขัดข้องอะไร แล้วหนังสือที่เขามาต่อว่าหลวงตา ลองอ่านซ้ำอีกทีในจุดที่เขาว่าเทศน์ผิดไป จนกระทั่งไปทำลายชาติ ทำลายรัฐนั่นน่ะ ธรรมพระพุทธเจ้าไปหาทำลายชาติ ทำลายรัฐ จะเป็นธรรมได้ยังไง แล้วหลวงตาบัวเป็นหลวงตาบัวได้ยังไง เอ้าอ่านดูซิ เราจะหาข้อเท็จจริง เทศน์สอนโลกมานี้นานแสนนาน พยายามอุ้มทุกด้านทุกทางของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเมืองไทยเรา ไม่มีนิดหนึ่งจะไปกด มีแต่ยอตลอด นี่ผิดพลาดยังไงถึงขนาดเข้าข่ายทำลายรัฐหรืออะไร ธรรมะหลวงตาบัวนี่น่ะ มันดื้อไปยังไง เอ้า ที่เขาตำหนิเขาได้ความแยบคายมาจากไหน เราได้ความหยาบโลนมาจากไหนถึงเขาได้ตำหนิเอานักหนา คำว่าประชาชนนั้นก็เขายกตัวเองขึ้นเป็นประชาชนนั้นเองจะเป็นอะไรไป การที่จะต่อว่าคนอื่นต้องเตรียมพร้อม สิ่งที่เป็นภัยต่อผู้นั้น เตรียมพร้อมที่จะตอบโต้ ว่าประชาชนๆ ก็คนๆ เดียวนั้นเป็นประชาชนก็ได้ใช่ไหมล่ะ คำว่ารัฐอะไรๆ ก็คนนี้เป็นผู้ทำลายก็ได้ มันยากอะไร ลองว่าไปซิ เราอยากฟังให้ชัดเจน

ผู้กำกับ        ครับ (อ่านซ้ำจดหมายดังข้อความข้างต้น)

หลวงตา       ที่อ่านนี่เพื่อให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบ ธรรมะหลวงตาบัวเทศน์มาเป็นเวลา ๕๖ ปีนี้แล้ว มีจุดนี้ที่เป็นจุดที่ว่าจะทำลายทั้งชาติ ทั้งรัฐบาลที่ไหนๆ ที่ว่าเล่นกับของสกปรก ของสกปรกมันมีอยู่ไหมกับพวกเราทุกวันนี้ ในตัวของเรามีไหม ความประพฤติเหลวแหลกแหวกแนวจนจะพาให้ชาติล่มจมมันมีบ้างไหม พิจารณาซิ เล่นกับของสกปรก ก็คือของสกปรกมันจะทำชาติให้จมเวลานี้นะ แล้วเสียหายไปไหน พิจารณาซิน่ะ มีแต่ของสกปรกละทำชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้ล่มจมไปอยู่เวลานี้ ของสะอาดไม่มี ไม่ทำ ธรรมะเป็นของสะอาดจะไปทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ได้ยังไง ของสกปรกมันเป็นผู้ทำลายใช่ไหมล่ะ

เล่นกับของสกปรกก็คือเบื่อไม่อยากเล่น แต่มันก็ได้เล่น ขยี้ขยำขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง เอาเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันทั้งประเทศมีอยู่นี้จะว่าไง ของเหล่านี้ไม่สกปรกอะไรสกปรก มันมีอยู่ในผู้ใดแก้ออกซิถ้าจะฟังเป็นอรรถเป็นธรรม แก้ตัวสกปรกมันออกซิ ท่านสอนให้แก้ต่างหากนี่นะ ท่านเบื่อจะตายแล้วกับของสกปรก ธรรมสะอาดสุดยอดแล้วไม่มีอะไรที่ต้องติ ที่นำธรรมมานี้ก็นำธรรมมาตำหนิของสกปรกให้ชะล้างกัน แน่ะ ก็มีเท่านั้น ผิดตรงไหน ไปกระทบกระเทือนรัฐบาลที่ตรงไหน รัฐบาลถ้าสกปรกก็รัฐบาลพาชาติให้จมได้ นั่น ไม่ให้สกปรกจะผิดที่ตรงไหน

ความสกปรกนี้ละพาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ให้ล่มจมได้ อย่างอื่นไม่มี ความสะอาดไม่มี มีแต่ยกขึ้นโดยถ่ายเดียว นี่ชมเชยในความสะอาดนั้นเอง ธรรมเป็นของสะอาดนำมาชะล้างสิ่งสกปรก แล้วสิ่งสกปรกกองขี้มันไม่ยอมให้ชะล้างมัน พูดตรงๆ อย่างนี้ละ ก็มีเท่านั้น พูดเบาะๆ เพียงเท่านี้ พูดเผดียงเพื่อให้ทราบทั่วกัน อะไรพาชาติให้ล่มจม ไม่ใช่ของสกปรกจะคืออะไร เท่านั้นละ ถามหาตัวนี้ละ ตัวที่ว่าตำหนิอยู่นี้เราเบื่อไม่อยากเล่นกับมัน เบื่อตัวนี้เอง ในตัวของเราจริงๆ เราไม่มี เราพูดอย่างชัดเจนเลย ไม่มีในหัวใจของเราเรื่องความสกปรก ที่มาเทศน์ก็เทศน์ให้ชำระของสกปรกต่างหาก ตัวของเราไม่มี ธรรมพระพุทธเจ้าไม่มี ธรรมเข้ามาสู่ใจแล้วใจก็ไม่มี กิริยาแสดงออกทุกอย่างไม่มีที่จะเป็นภัยต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นอกจากเป็นคุณโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ถ้าจะฟังให้เป็นธรรมเพื่อชำระของสกปรกของตน ถ้าไม่รักสงวนกองขี้นั้นไว้ก็จะมาคัดค้านต้านทานหาอะไร ขายหน้าตัวเองเปล่าๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร เท่านั้นเอง เอาละพอ เบาะๆ

ธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้านี้ รื้อขนสัตว์จนกระเทือนโลกมานานแสนนาน เฉพาะพระพุทธเจ้าของเรา ๒๕๐๐ กว่าปี รื้อขนสัตว์ให้หลุดพ้นจากความสกปรกโสมมเหล่านี้ เรายังจะบืนลงความสกปรก คัดค้านการรื้อขึ้นมาจากของสกปรก มันก็หมดคุณค่าหมดราคาคนๆ นี้ อย่าเอาเป็นตัวอย่างนะ ถ้าเอาเป็นตัวอย่างบ้านเมืองนี้จะสกปรก จะจมกันทั้งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไม่สงสัย ถ้าไม่เชื่อธรรมพระพุทธเจ้าจะจมแน่นอน ถ้าเชื่อธรรมแล้วฟื้นขึ้นได้ๆ

อย่างที่เราพากันช่วยชาติบ้านเมืองทุกวันนี้ก็ฟื้นขึ้นมาได้ เห็นได้ชัดเจนทุกวันนี้ นี่ก็ฟื้นจากความสกปรกขึ้นมาสู่ความสะอาดนั่นเอง การคัดค้านเช่นนั้นมันเหมือนกับขับรถไปชนภูเขาทั้งลูก หรือเอามีดไปฟันหินนั่นเอง ธรรมะพระพุทธเจ้าคือหลักความจริง สอนโลกมานานแสนนานตั้งกัปตั้งกัลป์ นี้เป็นเหมือนภูเขาทั้งลูก เราที่ขับรถไปชนภูเขาอะไรจะพัง พิจารณาซิ ขับรถไปชนภูเขาอะไรจะพัง คำคัดค้านเหล่านี้นี่ละคือขับรถไปชนภูเขา เราเตือนไว้ให้รู้เสียถ้าไม่อยากให้พังทั้งคนทั้งรถ แล้วโลกพังไปด้วยกันกับตัวเหตุที่ขับรถไปชนภูเขา ต่างคนต่างขับรถเข้าไปชนภูเขา ภูเขาลูกนี้ตั้งตระหง่านไว้งั้นละ เอ้า ต่างคนต่างอวดว่ารถตัวดีขับเข้าไปซิ ขับไปมีแต่พังทั้งนั้นๆ แหละ

ความจริงคือธรรมของพระพุทธเจ้าเหมือนภูเขาทั้งลูก ท่านนำอันนั้นละมาสอนโลกให้ได้แก้ไขดัดแปลงตัวเอง อย่าไปหาญขับรถชนภูเขา ถ้าไม่อยากให้รถพังและตัวพัง ก็มีเท่านั้น เข้าใจหรือเปล่าล่ะ เหล่านี้เป็นคำที่คัดค้านต้านทานแบบขับรถเข้าไปชนภูเขา ธรรมท่านสอนไว้มาดั้งเดิม ท่านรังเกียจสิ่งสกปรกโสมม ท่านเบื่อสิ่งสกปรกโสมม สอนสัตว์โลกทั้งหลายให้รู้โทษของมัน และพยายามถอดถอนตัวออกมาสู่ความดีเป็นความสะอาดดีงาม นี่เป็นความถูกต้องของธรรมอยู่แล้ว แล้วผิดไปตรงไหน พิจารณาซิ ถ้าไม่อยากมาขายตัว มีเท่าไรขายตัว อ้างว่าประชาชน ก็ตัวของมันนั่นเอง ตัวเดียวนี้บอกว่าประชาชนก็ได้ ว่าประชาชนเขาไม่เห็นด้วย ประชาชนก็คือตัวแสบๆ ตัวขับรถเข้าชนภูเขาอยู่เวลานี้นั่นเอง นี่ตัวประชาชน ใครอยากเป็นประชาชน เอ้า ต่างคนต่างมีรถกี่คันขับไปชนภูเขาดูซิน่ะ ประชาชนเหล่านี้น่ะ

โรงพยาบาลราชวิถีไม่ได้ไปเทศน์นานแล้วนะ ไปกรุงเทพคราวนี้คงจะได้เทศน์อย่างว่า โห เราสงสารจริงๆ นะ เราเทศน์ด้วยความสงสารเมตตาสุดยอดแล้วละ ที่เราอ่อนกำลังเวลานี้ เรายังทนอยู่นี้ก็เพื่อโลกสงสาร สำหรับเพื่อเราแล้วเราพูดจริงๆ เปิดอกได้ตลอดเลย เราไม่มีอะไรแล้วในสามแดนโลกธาตุ บอกว่าเราเรียนจบแล้ว ปล่อยโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือภายในใจ ที่นำมานี้ก็เพื่อผู้ที่เจตนาหวังดีเพื่ออรรถเพื่อธรรมเพื่อความดีงามยังมีอยู่ เราก็สอนไปอย่างนั้นละ ถ้าเพื่อแบบกองขี้กองมูตรกองคูถอย่างเดียวกันแล้วเราปล่อยเลย เราไม่ได้สนใจกับพวกมูตรพวกคูถนี่ ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติตัวให้เป็นคนดีนะ

ไอ้เรื่องพิษเรื่องภัยมันจะแทรกเข้ามาทุกแห่งทุกหน สำหรับคนดีจะลำบากได้รับความกระทบกระเทือน เวลานี้คนชั่วความชั่วกำลังระบาดสาดกระจายไปทั่วดินแดน แห่งประเทศไทยของเรา ไปที่ไหนมีแต่ความยุ่มย่ามยุ่งตลอดเวลาหาสาระไม่ได้ ครั้นลงแล้วก็รวมในกิเลสความได้ไม่พอ ได้เท่าไรไม่พอ ได้ยศได้ลาภได้ความสรรเสริญเยินยอ ได้วัตถุสิ่งของเงินทอง ได้เท่าไรไม่พอๆ ตัวนี้ละตัวทำลายโลกทำลายตัวเอง ตายทิ้งเปล่าๆ ไม่ได้อะไรนะ มีแต่ต้องการเฉยๆ

ให้พากันชำระ อย่าให้มันโลภจนเกินไป ป่าช้ามีด้วยกันทุกคนถึงเวลาตายแล้ว ใครจะมีมากน้อยตายได้ด้วยกัน ร่างกายก็ทิ้งไม่ว่าแต่สิ่งของที่เราต้องการมากๆ ไม่มีเมืองพอ มันจะพังละ ตัวของเราก็พัง เวลาพังแล้วพังไปหมดไม่มีอะไรเหลือ เอาธรรมเข้าสู่ใจแล้วไม่พัง ไปด้วยกันเลย ความอยากได้ คนไม่ใช่คนตาย แม้แต่สัตว์เขาก็อยากได้เหมือนกัน แต่ไม่เรียกว่าความโลภ คำว่าความโลภนี่มันเกินเหตุเกินผลไปแล้วเรียกความโลภ ถ้าความอยากได้ธรรมดานี้ไม่เรียกว่าความโลภ เพราะไม่ใช่คนตายก็อยากได้นั้นได้นี้มาเพื่อเป็นผลเป็นประโยชน์ ก็ไม่เป็นความผิดในความอยากอันนี้อยากด้วยกัน แต่ความอยากที่เป็นภัยต่อตนเองและส่วนรวมนี้ เรียกว่ามหาภัยโดยแท้ ท่านสั่งสอนให้ชำระสิ่งเหล่านี้ออกจากใจ

เวลานี้ก็มีแต่ธรรมะหลวงตาบัว กำลังออกทางวิทยุ เขาก็ไปโจมตีทางวิทยุ เข้าใจไหมล่ะ จะไม่ให้ธรรมะนี้ออกได้เลย ให้มีแต่เสียงกิเลสตัณหาออก เสียงฟืนเสียงไฟออกเผาโลกให้ฉิบหาย เสียงน้ำดับไฟคือเสียงอรรถเสียงธรรมจะออกทางใดไม่อยากให้ออก อยากให้ออกตั้งแต่เสียงฟืนเสียงไฟเผาไหม้กัน นี่ละโลกเป็นอย่างนี้เดี๋ยวนี้ มันจึงลำบากนะ

วันนี้ก็เป็นวันเสาร์เป็นวันที่มีโอกาส โอกาสว่าง ว่างเพื่อหาศีลหาธรรม ไอ้เรื่องธรรมดาของกิเลสมันไม่มีวันว่างละ มันยุ่งชุลมุนตลอดเวลา ตายมันก็ไม่อยากตาย แต่ก็จำเป็นต้องตาย เรื่องกิเลสตายมันก็ไม่อยากตาย เสียเวลามันไม่อยากตาย จะทำอะไรๆ ก็เสียเวลาๆ บทเวลาจะตายแล้วได้เวลามาจากไหนมันถึงตาย ตีเข้าไปตรงนั้น เข้าใจไหมล่ะ นี้มันจะตายด้วยกันทุกคน ให้เสาะแสวงหาเสีย โอกาสอันดีงามมีอยู่กับเรานี้ยังมีชีวิตอยู่นี่ ตายไปแล้วไม่มีใครทำดีทำชั่วได้แหละ ทำดีทำชั่วได้เวลามีชีวิตอยู่ ให้ฟิตตัวใหม่อะไรที่ไม่ดีให้แก้ไขดัดแปลง เราเป็นผู้รับผิดชอบในตัวของเรา คนแต่ละคนๆ รับผิดชอบตัวเองเต็มสัดเต็มส่วน นอกจากนั้นก็ยังอาศัยคนอื่นให้ช่วยเหลือด้วย เราจึงต้องช่วยเราเต็มเหนี่ยวในเวลามีชีวิตอยู่

เช่นวันนี้เป็นวันว่างการงานของกิเลสทั้งหลายให้ว่าง เข้าสู่อรรถสู่ธรรมเพื่อเสาะแสวงหาความดีงามเข้าสู่ใจของตน จะเป็นที่ยึดที่เกาะที่พึ่งเป็นพึ่งตายได้ คือธรรม นอกนั้นจะยุ่งกับมันสักเท่าไรก็ตาม ตายแล้วไม่มีอะไรติดตัวละ สิ่งที่จะติดตัวได้คือบาปกับบุญ บาปใครขวนขวายเท่าไรได้ติดตัวไป หนักอึ้งลงจมในนรกได้ บุญใครขวนขวายได้มากน้อยเพียงไรดีดขึ้นๆ ถึงนิพพานได้ ให้พยายามเสาะแสวงหาจากคนๆ เดียวของเรานี้ละ ให้แก้ เราไม่ได้เกิดมาด้วยความบริสุทธิ์ ถ้าบริสุทธิ์แล้วไม่เกิด แต่นี้เกิดมาด้วยความสกปรกนั้นแหละ เราก็พยายามแก้สิ่งเหล่านี้ออกไป ให้มีความสะอาดสะอ้านขึ้นมาพอดูได้ในตัวของเรา พอภูมิใจ

พิจารณาภายนอกเห็นแต่ความยุ่งเหยิงวุ่นวาย เห็นแต่จะเอาอันนั้นก็จะเอา เวลาจะเอาจริงๆ ไม่ได้อะไรนะ พิจารณาเข้ามาสู่ภายในบุญกุศลนี้ได้หาหรือยัง ถ้ายังไม่ได้หาให้รีบหา ได้อันนี้แล้วจะอบอุ่น ตายไปอย่างสบายๆ พากันจำข้อนี้เอาไว้ ผู้ที่ตายสบายคือผู้มีบุญกุศลเต็มหัวใจแล้ว เช่น พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ตายอย่างสบายเลย ไม่ว่าพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์องค์ใดตายสบายทั้งนั้น ท่านตายง่ายมากเพราะท่านหมดห่วงใยทุกอย่าง ประคองธาตุขันธ์อยู่พอถึงวันเวลาของมัน เมื่อมันหมดสภาพแล้วทิ้งปั๊วะเลยไปเลย นั่น ของท่านพอเรียบร้อยแล้ว อันนี้เป็นสิ่งที่อาศัยชั่วกาลเวลา กฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ติดอยู่กับธาตุกับขันธ์ เวลามันแสดงตัวเต็มที่ก็คือตายนั้นแหละ ตายแล้วก็สลัดปั๊วะออกเลย ธรรมชาติที่พอตัวแล้วไม่ดีด สบายแสนสบาย

พอพูดอย่างนี้เราก็เคยพูดเสมอว่า ในประวัติของพระอรหันต์นิพพานหรือตายนี้ไม่ค่อยมีนะ มีก็มีแต่ท่านผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในวงพุทธกาลของเราเช่น พระสารีบุตร พระโมคคัลลาน์ พระอานนท์ เหล่านี้เป็นต้น นอกนั้นท่านตายอย่างเงียบพระอรหันต์ตาย คือท่านตายอย่างสบาย ตายแบบผู้สิ้นกิเลส ไม่กระโตกกระตากไม่ดิ้นรน แบบโลกสงสารที่ยุ่งกันตลอดเวลา ท่านตายท่านตายด้วยความเป็นธรรม เพราะยังมีชีวิตอยู่จิตใจท่านเป็นธรรมพอแล้ว ถึงกาลเวลาที่ท่านจะไปท่านก็ไปแบบความเป็นธรรม ธาตุขันธ์นี้ใช้ไม่ได้แล้วหรือสลัดปั๊วะเดียวไปเลย เข้าร่มไม้ร่มไหนภูเขาลูกไหน ที่จะสะดวกสบายสำหรับท่าน ท่านจะชอบในที่เช่นนั้น เกลื่อนกล่นวุ่นวายด้วยกระหมูกระดูกวัว ตลาดกระดูกหมูกระดูกวัวท่านไม่ค่อยเข้าไปตายละพระอรหันต์ ท่านจะไปหาตายในป่าในเขา ร่มไม้ชายคาที่ไหนสงบสงัด ท่านจะปั๊บลงตรงนั้นดีดผึงไปเลย

เพราะฉะนั้นประวัติของพระอรหันต์จึงไม่ค่อยมี ในครั้งพุทธกาลท่านไม่ได้เขียนไว้มากนักนะ มีนิดหน่อย องค์ไหนท่านถึงเวลาแล้วท่านดีดของท่านไปเลยๆ สบายๆ นี้พูดให้มันถึงพริกถึงขิงถึงเหตุถึงผลถึงตามหลักความจริง ที่เต็มอยู่ในหัวใจเวลานี้เป็นเวลา ๕๖ ปีนี้แล้วหายสงสัยทุกอย่าง เราตายเราก็ไม่ให้ยุ่งกับเรานะ แต่มันจะยุ่งมากนะหลวงตาบัวตายนี่ เรื่องภายนอกละเข้ามายุ่งเราไม่ยุ่งนะ ตายไหนตายได้เลยเรา ตายอย่างสะดวกสบายไม่มีอะไรมาข้อง เพราะสมมุติทั้งสามปัดออกหมดแล้ว เรียกว่าเรียนจบแล้วในโลกทั้งสาม ไม่มีอะไรเหลืออยู่ภายในใจพอจะกังวลวุ่นวายกับมัน ดีดผึงเดียวเท่านั้น มีแต่ธรรมล้วนๆ แล้วดีดผึงเดียวพอ

อย่าว่าแต่ครั้งไหนๆ เลยในหัวใจเราก็เป็นอย่างนั้น อยู่ไปกินไปทุกวันนี้ก็เพื่อช่วยชาติเท่านั้นเอง อุตส่าห์พยายามบึกบึน ลากโน้นลากนี้ เข็นโน้นเข็นนี้ไป ทุกข์ยากลำบากก็ทนเอาๆ ก็เพื่อชาติบ้านเมือง ถ้าลำพังเราไปนานแล้วนะไม่อยู่ หนักธาตุขันธ์นี้ก็หนัก พาอยู่พากินพาขับพาถ่ายพาหลับพานอน ยุ่งอยู่ตลอดเวลามีแต่ขันธ์ จิตหมดเรื่องราวทุกอย่างแล้วก็มองดูขันธ์ที่มันดีดดิ้นเหมือนเด็ก เหมือนผู้ใหญ่นั่งดูเด็ก เด็กมันมีกี่คน มีเด็กห้าคน ขันธ์ห้า ขันธ์ห้าคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เท่ากับเด็กห้าคน นี่ละความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ ห้าอาการนี้เรียกว่าเหมือนเด็ก ผู้ใหญ่ก็เหมือนจิตที่เป็นเจ้าของ

ผู้ใหญ่สุดยอดก็คือผู้บริสุทธิ์แล้ว ดูธาตุขันธ์มันดีดมันดิ้นของมัน ดูไปอย่างนั้นละ อันนี้ใกล้ชิดติดพันกับใจเป็นแต่เพียงว่าไม่เข้าถึงใจเท่านั้น หากรับทราบกับมันตลอดเวลา โลกสามโลกธาตุรวมมาอยู่ในขันธ์ห้านี้ ของพระอรหันต์ทั้งหลายมาอยู่ตรงนี้นะ ได้รับผิดชอบกับมันอยู่ เจ็บท้องปวดศีรษะกระเทือนเข้าไปถึงใจ แต่ไม่ซึมซาบเท่านั้นเอง รับทราบๆ ตลอดเวลา เมื่อธรรมชาติห้าอาการหรือเด็กห้าคน ออกจากบ้านไปแล้วผู้ใหญ่อยู่สบาย อันนี้ขันธ์ทั้งห้าออกจากวิมุตติไปแล้ว วิมุตติได้รับผิดชอบ ออกจากวิมุตติไปแล้วแสนสบายไปเลย ท่านจึงตายได้ง่าย

การปฏิบัติตัวเองอยากให้เห็นชัดเจนก็เอาให้ถึงจิตบริสุทธิ์ ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้าพระองค์ใด จะประกาศป้างขึ้นเต็มเม็ดเต็มหน่วยในหัวใจของผู้บริสุทธิ์นั้นแล พระพุทธเจ้าแต่ก่อนเป็นยังไงๆ มันวิ่งถึงกันหมดเลย ปัจจุบันนี้เป็นยังไง อนาคตจะเป็นยังไง วิ่งถึงกันหมดในจิตดวงเดียวนี้ซ่านถึงกันหมด ท่านจึงไม่มีอะไรสงสัย เรียกว่าเรียนธรรมจบ เรียนโลกก็จบ ไม่ไปพัวพันอะไรทั้งนั้น ตายก็ตายง่ายมาก แล้วปรากฏว่าไม่เห็นมีที่ไหนได้ออกประวัติ ว่าพระอรหันต์องค์นั้นนิพพานที่นั่นๆ ที่นี่ เอิกเกริกเฮฮายุ่งเหยิงวุ่นวายอย่างทุกวันนี้ ทุกวันนี้ โอ๋ย ว่าจะตายไม่ได้นะแห่กันเป็นบ้าไปเลย เวลาหลวงตาบัวตายนี้มันยิ่งจะแห่มากนะ เราบอกอย่านะๆ ไม่ฟังละ ไม่สนใจกับอย่าๆ ดีไม่ดีเราก็ต้องวิ่งหัวซุกหัวซุนละ สู้เขาไม่ได้ เข้าใจไหม

เราไม่อยากยุ่งกับอะไร คิดดูเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจะเอาเราเข้าไปโรงพยาบาลเราไม่ไป ไปหาอะไร นั่น เราดูของเรา เราเป็นแพทย์ผู้หนึ่งอยู่นี้ดูอันนี้ ขันธ์อยู่ในความรับผิดชอบของเรา มันพอทนได้ทนไปอยู่ได้อยู่ไป ยาอะไรที่พอรักษาได้เอ้ารักษาไป รักษาไม่ได้ปัดออกๆ ดีดผึงเลย นั่นละจิตที่เรียนจบแล้วมันเป็นอย่างนั้น ไม่กังวลกับอะไร อาศัยเพียงเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้เป็นบ้าเหมือนอย่างพวกเรา จามฟิกๆ วิ่งหาหมอๆ

เราอยากเป็นหมอ เราจะได้รีดเอาพวกนี้ให้มันหมดตับหมดปอด เพราะพวกนี้มันไม่มีอะไรเลย จามฟิกก็วิ่งหาหมอ จามฟิกวิ่งหาหมอ หลวงตาบัวอยากไปเรียนหมอว่ะ ไปรีดเอาเงินคนให้มันหมดเลยนี่พวกนี้ แต่นี้มันก็ไม่ได้เป็นหมอ เพราะเราไม่อยากเรียน เข้าใจไหม เรียนหมอแก้ตัวเองพอเท่านั้น พากันจำเอานะ นี่ล่ะพวกใจอ่อน อ่อนมากทีเดียว เอะอะวิ่งหาคนอื่น วิ่งเข้าหาตัวเองนี้สบายแสนสบาย หมดไม่ยุ่งกับอะไรเลย พากันจำเอานะ เอาละวันนี้เทศน์เพียงเท่านี้ละ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก