มันสะอาดที่ไหน...โลก
วันที่ 5 มิถุนายน 2548 เวลา 8:05 น. ความยาว 50.23 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

มันสะอาดที่ไหน...โลก

 

ก่อนจังหัน

ใจนี้เป็นตัวประกันสำคัญมากโลกมองไม่เห็น ใจดวงนี้มีบุญกับบาปสำคัญมาก บาปคอยกด บุญดึงขึ้น แต่โลกดูตั้งแต่ภายนอกคือกิเลสพาให้ดู ดูอย่างนี้ๆ  ถ้าธรรมพาดูดูเข้าตรงนี้ พระพุทธเจ้าสอนให้ดูตรงนี้ ไม่ให้ดูสิ่งนั้นๆ ไม่มีในธรรมทั้งหลาย ให้จี้ลงตรงนี้ๆ ตัวนี้ตัวเหตุ จะพาแบกทุกข์มากน้อยเป็นตัวนี้ๆ จะพาไปถึงบรมสุขก็ตัวนี้ ท่านสอน อู๊ย สอนแม่นยำมาก พุทธศาสนาท่านสอนแม่นยำมาก เราหาที่ค้านไม่ได้เลย คำว่าค้านนี่ พระพุทธเจ้าขึ้นเวทีฟัดกับกิเลส รู้แจ้งทั้งกิเลส รู้แจ้งทั้งธรรม ขึ้นเวทีมันก็รู้เต็มภูมิของตัวเองๆ ถ้าไม่ขึ้นนี้ไม่ค่อยรู้ คือคาดโน้นคาดนี้ ผิดบ้างถูกบ้าง ถ้าลงขึ้นเวทีแล้วเปรี้ยงๆ แม่นยำๆ

ธรรมพระพุทธเจ้ามาสอนโลกสอนด้วยความแม่นยำ จึงไม่ผิดพลาด ให้พากันกำหนดกฎเกณฑ์นะ ระวังกิเลสมันจะมาแผ่อำนาจนะ มันจะแผ่ในวงราชการ แผ่ในหน่วยนั้นหน่วยนี้ กรมนั้นกรมนี้ มันจะไปแผ่อำนาจอยู่ในนั้นพวกอำนาจป่าเถื่อนนี่ มันจะเข้าไปแผ่อำนาจอยู่ในกรมนั้นกองนี้ แล้วเบ่งรัศมีออกมาให้กลัว ให้ธรรมกลัวกิเลส ธรรมไม่เคยกลัวกิเลสแต่ไหนแต่ไรมา มีแต่กิเลสกลัวธรรม พังทลายมีแต่กิเลสพัง ธรรมไม่พัง นั่น ธรรมจะไปกลัวกิเลสได้ยังไง สอนให้รู้เรื่อง ธรรมะไปอย่างนี้ กิเลสคอยแทรกคอยแซงคอยกีดคอยขวาง คอยเป็นก้างขวางคอ ไม่มีที่อ้างก็อ้างกรมนั้นกรมนี้ สถาบันนั้นสถาบันนี้ ฟาดถึงรัฐบาลเอามาอ้าง หลอก เขียนรูปเสือให้วัวกลัว

มันไม่ใช่วัวนี่ มันเหนือเสืออีก เหนือเสือคืออะไร ราชสีห์ นั่น อย่ามาหลอกนะ ไม่มีอะไรที่จะฉลาดแหลมคมเหนือธรรมไปได้ กิเลสจะแหลมคมขนาดไหนก็แหลมคมแบบกิเลสนั่นละ นี่มันคอยแทรกคอยแซงนะ ศาสนาจะสร้างความดีให้แก่บุคคลนี้มันจะเข้าแทรกเข้าแซง คอยกีดคอยขวาง คอยขู่คอยเข็ญแบบนั้นแบบนี้ พี่น้องทั้งหลายเป็นนักฟังฟังให้ดีนะ หลวงตาพูดให้ฟังตามอรรถตามธรรม มันแทรกนั้นแทรกนี้ อวดนั้นอวดนี้เข้ามา เอาอำนาจบาตรหลวงทางกรมนั้นกองนี้เข้ามาอวด เพื่อจะเหยียบธรรม

ตัวกองขี้มันเป็นยังไง เขาให้ระวังอย่าพูดเรื่องหยาบ ว่างั้น ก็ความหยาบมันมีเต็มโลกจะไม่ให้พูดความหยาบได้ยังไง ความสะอาดไม่ค่อยมี พระพุทธเจ้าสะอาดสุดยอดแล้วมาสอนโลกที่สกปรก ความสกปรกความสะอาดเป็นของคู่กันมา ไม่ให้พูดอันนี้ไม่มีศาสนา ศาสนาไม่มีโลกไม่มีความหมาย ทุกคนให้พิจารณาให้ดี มันแทรกอยู่หมดทุกแห่งทุกหน ความชั่วช้าลามกที่จะคอยกีดกันและทำลายความดี

แม้ที่สุดในหัวใจของเราก็เหมือนกัน เวลาเราจะมาทำความดีงามนี้ สิ่งที่ชั่วช้าลามกมันอยู่ในใจของเรามันแทรกเข้ามา กีดขวางเข้ามา หาเรื่องหาราวใส่เราเรื่อยๆ  สุดท้ายล้มให้มัน มันเหยียบหัวไปเลย กิเลสมักจะเหยียบหัวคน พากันจำเอานะ ให้พร

 

หลังจังหัน

หมอโรงพยาบาลอุดรเป็นหมอที่เกี่ยวข้องกับทางวัดพอประมาณ เฉพาะอย่างยิ่งผู้อำนวยการก็เป็นลูกศิษย์ หมอเจริญเป็นลูกศิษย์ของวัดนี้ คือถ้าเป็นหมอทางโลกล้วนๆ เวลาพระเข้าไปตรวจไปรักษานี้ หมอกับพระก็ไม่ทราบจะปฏิบัติกันยังไง ก็ลำบากเหมือนกัน คือถ้าหมอไม่เคยกับอรรถธรรมของพระแล้ว หมอก็จะทำหน้าที่ไปตามหลักวิชาของหมอ ซึ่งบางอย่างขัดต่อหลักธรรมหลักวินัยของพระ พระท่านก็ทำหน้าที่ไปตามหลักธรรมวินัยของพระนี่ซิ  แล้วไปขัดไปแย้งกันอยู่ในโรงพยาบาลก็มี คือหมอเขาก็จะให้ทำตามหลักวิชาของเขา พระก็ทำตามหลักของพระนั่นซิ มันขัดกัน การประพฤติมันไม่เหมือนกันพระกับโยมใช่ไหมล่ะ เวลาเข้าไปไม่รู้เรื่องกันแล้วก็จะปฏิบัติต่อกันยากนะ หมอจะปฏิบัติต่อพระที่เป็นคนไข้ก็ลำบาก พระที่จะอนุโลมตามนั้นก็ลำบาก ถ้าหมอรู้เรื่องรู้ราวของพระเจ้าพระสงฆ์แล้วก็สะดวกๆ

มันเคยมีเสมออุดรนี่ ตั้งแต่ก่อนโน้น สุดท้ายเลยมาหมอบขอถวายตัวเป็นลูกศิษย์นะ หมอเกษม แต่ก่อนน่ะ ลูกพระยาอุดรฯ เป็นนิสัยตรงไปตรงมา เวลาพระไปรักษาจะให้พระปฏิบัติตามกฎของหมอทุกอย่าง พระก็มีกฎของพระนี่ จะมาลบล้างให้เป็นกฎของหมอยังไง ไม่ได้นะ เราก็ว่าอย่างนี้ หมอก็มาถกกับเรา ผู้อำนวยการ เออๆ ถกมา ซัดเสียหมอผู้อำนวยการเลยหมอบ แน่ะเห็นไหมล่ะ ว่าท่านจะมาเคร่งครัดอยู่ในโรงพยาบาลไม่ได้ ท่านเคร่งครัดมาตั้งแต่วันบวชแล้วจะมาว่าอะไรเพียงโรงพยาบาลนี่น่ะ

เพียงมาอาศัยโรงพยาบาลสองสามวันอาศัยไม่ได้ พระก็จะกลับวัดท่านได้นี่นะ เอาเป็นไงว่าซิ ซัดหมอบเลย ไม่ใช่จะมาเคร่งครัดเฉพาะอยู่ในโรงพยาบาลนะ ท่านเคร่งครัดมาตั้งแต่วันบวชโน่นน่ะ นี่ท่านมาอาศัยโรงพยาบาลพอเห็นจะแบ่งหนักแบ่งเบากันบ้าง อะไรที่ไม่ขัดข้องต่อหลักธรรมวินัยท่านก็มา เราก็จะปฏิบัติตามแบบของแพทย์ของหมอทุกอย่าง โดยไม่คำนึงถึงหลักธรรมวินัยของพระที่ท่านปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมาตั้งแต่วันบวชนี้ไม่ได้ เข้ากันไม่ได้ ถ้าไม่ควรอยู่พระก็กลับวัดได้นี่ ที่ไหนก็เป็นป่าช้าของพระได้ของคนได้ทั้งนั้น ซัดกับหมอผู้อำนวยการ ก็พอดีมาโดนกันกับเรา ลูกศิษย์เราเราไปฝากไว้นั้นน่ะ

ที่พูดนี้เราไม่ได้ตำหนิหมอนะ คือหมอก็ไม่รู้เรื่องของพระ หมอก็จะปฏิบัติตามแบบหมอ พระท่านมีธรรมวินัย ขัดกันๆ ทีนี้เวลาพระท่านพูดเหตุผลให้ฟัง โอ๊ย ท่านจะมาเคร่งครัดในโรงพยาบาลอย่างนี้ไม่ได้ โห ท่านเคร่งครัดมาตั้งแต่วันบวช เอาไปเอามาสุดท้ายเลยขอถวายตัวเป็นลูกศิษย์ หมอเกษม เป็นคนนิสัยตรงไปตรงมาดี แต่ไปเสียอยู่ที่ท่าพระ รถลงคลองท่าพระ รถมาจากสารคามพุ่งมานั่น รถทางนี้ก็ไปทางนี้ หลีกรถคันที่ออกมา เขามาเขาก็ไม่ได้มาชน ทางนี้ไปเร็วเลยลงคลอง ที่ทางแยกไปมหาสารคาม ทางนี้ทางตรงไปกรุงเทพ เขามานี้ ทางนี้หลีกอะไรไม่รู้ มันก็คงถึงวันอย่างว่าละ นั่นละไปเสียที่ตรงนั้นน่าเสียดาย หมอเกษมเป็นลูกพระยาอุดร

ตั้งแต่นั้นมาก็ค่อยรู้เรื่องของพระของเณรมาเรื่อยหมอนะ เฉพาะโรงพยาบาลอุดรรู้เรื่องได้ดีแล้วเดี๋ยวนี้ ก็อาจารย์ของโรงพยาบาลอุดร อาจารย์ของหมอก็หลวงตาว่าไง ไม่รู้เรื่องได้ยังไง เอากันอย่างนั้นละ เดี๋ยวนี้รู้เรื่องได้ดีเรื่องของพระของอะไร หน้าที่ของหมอจะควรปฏิบัติยังไงจึงจะไม่ขัดข้องกับหลักธรรมวินัยของพระ เขาก็ปฏิบัติตามนั้น อะไรขัดข้องเขาก็เปลี่ยนคนใหม่ เปลี่ยนเรื่องราวไป เปลี่ยนหน้าที่ไป ไม่ขัดข้องกันละ อย่างนั้นถึงถูกต้อง จะให้เป็นแบบหลักวิชาของหมอเสียทีเดียวไม่ได้ เพราะพระท่านก็มีหลักวิชามีข้อปฏิบัติของท่านประจำตัว ต่างคนต่างรักษาด้วยกัน

ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ค่อยไปละ ทางวัดไม่ค่อยไปโรงพยาบาล หากจำเป็นจริงๆ ก็ไป ไปหมอเขาก็รู้เรื่องได้ดี ยิ่งว่าเป็นพระวัดป่าบ้านตาดด้วยแล้ว โอ๊ย เขาเข้มงวดกวดขันมาก เพราะเกี่ยวกับเรา หรือเขาอาจจะรู้มาตั้งแต่ไปฟัดกันกับหมอเกษมกับเรานั้นก็ได้ คือมันเป็นเชื้อมาตั้งแต่โน้นก็อาจเป็นได้อยู่ เพราะเอากันอย่างหนักนะกับเรา ทางนั้นก็ยกเหตุยกผลของหมอมา ทางนี้ก็ยกหลักธรรมหลักวินัยของพระของศาสนามาละซิ สุดท้ายต้องเอาศาสนาเป็นหลักใหญ่ ถูกต้อง ก็เลยยอม แล้วยอมจริงๆ นะ ขอกราบไหว้ว่างั้นเลย ผมยอมรับท่าน พูดไม่มีที่แย้งเลย ที่ทำไปผมไม่รู้ นั่น พอยอมแล้วเขาก็หลบไปว่าเขาไม่รู้ ออกได้นั่นก็ดี ตั้งแต่นั้นมาก็เป็นลูกศิษย์กับอาจารย์มา

เราช่วยเยอะนะตั้งแต่หมอเกษมแหละมา โรงพยาบาลอุดรนะ ช่วยมาตั้งแต่โน้นละ ช่วยนั้นช่วยนี้มาเรื่อยจนกระทั่งมาปัจจุบัน โรงพยาบาลอุดรเรียกว่าช่วยมากที่สุดในบรรดาโรงพยาบาลทั้งหลาย ดูว่าโรงพยาบาลอุดรจะช่วยมากที่สุดเลย หามาทั้งนั้นละเครื่องมือดีๆ เฉพาะตานี้สมบูรณ์แบบ พูดชี้นิ้วได้เลย เฉพาะแผนกตาโรงพยาบาลอุดร คือเราให้ครบหมดเลยตา ไม่ว่าเครื่องไหนๆ ให้หมดเลย หมอเป็นเรื่องของหมอ เชิญผู้อำนวยการและพยาบาลมาประชุมกัน พวกหมอมาประชุมกันเกี่ยวกับเรื่องที่จะช่วยเครื่องมือตานี่

เพราะเราไปผ่าตัด เหตุมันนะ ไปผ่าตัดที่หมออุทัย นั่นก็ลูกศิษย์ ไปผ่าตัดมาหูแจ้งตาสว่างขึ้นมา มาอยู่ได้  ๓ วันบึ่งเข้าไปโรงพยาบาลอุดร เชิญหมอเชิญพยาบาลมาคุยกัน ตกลงเราจะให้เครื่องมือตา ทางนั้นก็ตกลง อะไรที่ไม่ครบไม่ครัน เช่นอย่างหมอไม่ครบอะไรไม่ครบเพราะเครื่องมือไม่ครบ เขาบอก เมื่อเครื่องมือครบหมอก็รับรองว่าจะครบ เอาๆ กันเลย เหมากันใหญ่เลยนะไม่ใช่เล่นๆ เอามาหมดโน่นน่ะฟังซิ สั่งมาให้หมดเครื่องตา ถ้าหมอรับรองว่าจะมาให้ครบ เอาให้ครบ หมอก็บอกครบ ทางนี้ก็ครบ ซัดกันครบเลย นั่นละเรื่องราว

โรงพยาบาลอุดรจึงสมบูรณ์เกี่ยวกับเรื่องตามาตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งป่านนี้ เราเปิดไว้เลย เครื่องมือตานี้มอบให้หมอทั้งหมดเป็นผู้พินิจพิจารณา สมควรไม่สมควร ถ้าควรซ่อมให้รีบซ่อม ถ้าไม่ควรซ่อมรีบสั่งใหม่โดยไม่ต้องมาขออนุญาตจากเรา เราเปิดไว้เลยนะ เครื่องตาทุกเครื่อง สำหรับตานะไม่ต้องมาขออนุญาตจากเรา ให้หมอสั่งเลย สั่งมาถึงแล้ว รับรองคุณภาพเรียบร้อยแล้วค่อยส่งบิลมาหาเรา เราก็จ่ายเลย คือจ่ายไปตามบริษัท มันไม่ยากนะ พอบิลเข้ามานี่ เป็นบริษัทนั้นมีมา ราคาเท่านั้น เราก็จ่ายเช็คปึ๋ง ถึงเลยๆ ตลอดไม่ได้ขัดข้อง ทางหมอก็รับเครื่องมือไปเลย ส่งบิลมาแล้วทางนี้ก็จ่ายเงินไปเลย

เวลานั้นไปถามหมออีกนะ ทั้งๆ ที่ให้เครื่องมือทำตามาแล้ว ไปทีไรห้องตานี้แน่นๆ  อ้าว ห้องอื่นๆ ก็เป็นห้องคนไข้เหมือนกัน ที่อื่นไม่เห็นมีคนไข้มาก แต่ตานี้ทำไม มาเวลาไหนไม่ว่าเช้าสายบ่ายเย็นเห็นแน่นตลอดเวลา เพราะเหตุไร เราว่างั้น อู๊ย ตานี้ไม่ใช่คนแถวนี้เท่านั้น มาหมดแถวนี้ เขาว่างั้นนะ สำหรับคนไข้ธรรมดาเขาก็มา ระยะใกล้ระยะไกล เพราะเขาถือว่าโรงพยาบาลมีทั่วไป แต่เครื่องมือตาไม่มีทั่วไป เลยมาหมดแถวนี้ ก็มีแต่ศรีนครินทร์เท่านั้นละแบ่งกัน

แม้ศรีนครินทร์ก็มายอมรับว่าเครื่องมือทำตายกให้โรงพยาบาลศูนย์ ว่างั้นเลย เขายกให้แล้วเขาก็มาให้เรารับใช้เขาอีก เอาคนไข้มาโยนให้เรา อู๋ย ชนะแบบนี้เราไม่เอาแบบคน เขาเอามาเรื่อยละ คือเครื่องมือของเขาเรียกว่าสู้เราไม่ได้ เขาก็บอกว่าสู้ไม่ได้ เพราะเราเอาจริงนี่นะ เอาให้ได้ทุกสัดทุกส่วนไม่ให้ขาด เรื่องตานี่บอกตรงๆ เลย เราสั่งเลย เปิดอกกับหมอเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นหมอจึงไม่วิตกวิจารณ์เรื่องเครื่องมือทำตา ขาดอะไรให้สั่งมาเลยเราบอกงั้น ไม่ต้องมาขออนุญาตจากเรา สั่งมาเรียบร้อยแล้วรับรองคุณภาพของเครื่องมือนี้แล้ว ส่งบิลมาหาเราเท่านั้นๆ ผ่านมาตลอด เดี๋ยวนี้ก็ผ่านเรื่อยอยู่ เราก็จ่ายไปเรื่อยอย่างนั้นเพราะเปิดทางไว้แล้ว

โห ตานี่สำคัญมากนะ หูหนวกตายังดีอยู่ยังค่อยยังชั่ว ตานี่สำคัญมาก ปั๊บตื่นขึ้นมานี่มันจะต้องมองดูนั้นดูนี้ใช่ไหมล่ะ ตาดีค่อยยังชั่ว หูหนักบ้างไม่เป็นไร แต่ตาบอดนี่มันสิ้นท่านะคนเรา จะอยู่ไปทำไม มืดดำตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ จนกระทั่งวันตาย อยู่อย่างนั้น เราเห็นคุณค่านี่ละ เพราะฉะนั้นจึงถามเขาที่พวกคนไข้ทางตานี้มาเต็มหมดทุกวันนะ ที่เราไปทีไรแน่นทุกวัน จึงได้ถามเขา แล้วเครื่องมือตรวจนี้พอไหม พอ เขาว่า ถ้าไม่พอจะฟัดหมออีกนะนั่น ก็สั่งไว้แล้วทุกอย่าง พอ เขาบอกงั้น เขาบอกพอก็หมดปัญหาไป คือให้พอทุกอย่างเราบอกงั้น ไม่ให้บกพร่อง สำหรับตาเราให้สมบูรณ์เราบอก จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ถึงวันตาย เราปวารณาไว้เลยถึงวันเราตายนั่นแหละ วันคำปวารณานี้สิ้นสุดลง

พระท่านรับไม่ได้ ไม่ใช่เราใช่ไหมล่ะ พอเราตายแล้วคำปวารณาก็สิ้นสุด เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ เอ้า สั่งมาเลย สิ่งที่เราเปิดไว้แล้วเช่นตานี้เปิดหมดเลยนะไม่มีขัดข้อง ส่วนเครื่องมืออื่นๆ ที่สำคัญๆ ในโรงพยาบาลอุดรเรามีแต่นี้ให้ทั้งนั้นนะ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ อุลตราซาวด์ สองเครื่องใหญ่ๆ เครื่องละ ๓ ล้านเราสั่งมาให้ เครื่องมือผ่าตัดสมองที่สำคัญๆ ขอมาให้เลยๆ เป็นอย่างนั้นละ เราช่วยมากโรงพยาบาล บรรดาโรงพยาบาลในกรุงสยามเรานี้รู้สึกโรงพยาบาลศูนย์จะมากกว่าเพื่อน เท่าที่เราได้ช่วยเหลือมานะเพราะมันจำเป็น เขามาติดต่อเรื่อย มาติดต่อเรื่อยก็ให้ไปเรื่อยอย่างนั้นละ

บางทีเราไปนี้รุมเข้ามาแล้ว ห้องไหนๆ บกพร่องทั้งนั้น ครั้นเวลาเราไปห้องนั้นก็บกพร่องห้องนี้ก็บกพร่อง โอ๋ย โกยให้เขาจนจะไม่มีเงินเหลือ ไปทีไรเป็นอย่างนั้น เห็นเราไปนี้รุมมาเลย เพราะเราไปด้วยความเมตตานี่ ไม่ได้ไปแบบกำไม่มี เราแบตลอด ควรจะช่วยได้เท่าไรๆ เอาเลยๆ เราช่วยจริงๆ เรื่องช่วยโลก ช่วยเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ว่าจะคำพูดดุด่าว่ากล่าวประเภทใด มีแต่คำพูดที่ออกด้วยความเมตตาทั้งนั้นคำพูดของเรา เราไม่ได้มีพิษมีภัยออกไปจากหัวใจ หัวใจนี้หมดแล้วพิษภัยไม่มีอะไรเหลือเลย

เพราะฉะนั้นกิริยาท่าทางที่แสดงออกไปนี้ เราบอกไว้เลยว่าอย่ามาถือสีถือสากิริยานี้นะ ให้ถือเหตุถือผลจากกิริยาที่แสดงออกไปนั้นเป็นธรรมตรงนั้น ให้เอานั้นไปปฏิบัติ กิริยานี้ควรเด็ดเด็ด ควรดุดุ ควรอะไรอะไรไปตามกำลังของธรรม กำลังของความจำเป็นที่จะออกหนักเบามากน้อยออกได้ เราบอกงั้น อย่ามาถืออันนี้ ให้ถือเหตุผลที่แสดงออกนั้น จะเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดขนาดไหนให้ดูเหตุผลอันนั้น ให้ปฏิบัติตามนั้น เพราะเป็นธรรมทั้งนั้น เราบอกอย่างนี้ เราตายใจขนาดนั้นละกับโลกสงสาร เรียกว่าเราไม่เป็นภัยต่อผู้ใดในสามแดนโลกธาตุนี้ หมดโดยประการทั้งปวง

กิเลสตัวเดียวเท่านั้นฝังอยู่ในใจที่เป็นภัยๆ ในหัวใจของสัตว์โลก พอกิเลสนี้พังลงไปแล้วไม่มีภัย พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ไม่มีภัยต่อโลก ไปไหนสงบร่มเย็นไปหมด ถึงจะแสดงออกอะไรมีแต่เรื่องธรรมล้วนๆ ท่านไม่เป็นภัยต่อผู้ใด นั่นละเรื่องธรรม ไปที่ไหนมีแต่คุณทั้งนั้นไม่เป็นภัย

         พอพูดนี้เราก็ระลึกได้ที่ว่า เขาเตือนเรามาให้ระวังคำพูดเมื่อสองวันนี้หรือว่าไง โห มันมาสอนสังฆราชหรือนี่เราว่างั้นละ มันเคยดูอรรถดูธรรมหรือเปล่า เราเอาธรรมมาสอนนี่นะสอนโลก สอนด้วยความเมตตาสงสารล้วนๆ เต็มหัวใจเรานี่น่ะ ให้ระวังคำพูดทุกคำพูด พูดว่าอะไร เบื่อโลกสกปรก ก็มันสะอาดที่ไหนโลก เข้าใจไหมล่ะพอจะไม่ตำหนิมัน ธรรมพระพุทธเจ้าตำหนิทุกพระองค์มาโดยลำดับ เราจะแหวกแนวพระพุทธเจ้าไปไหนว่าของสกปรกนี่ แหม มันสะอาดนะ อย่างนี้มีได้หรือใช่ไหม สกปรกก็บอกสกปรก เบื่อก็บอกว่าเบื่อ พระพุทธเจ้าเบื่อก็เบื่อชำระของสกปรกออก นำของสะอาดเข้ามาใช้ นั่นว่าอย่างนั้นต่างหาก

         อย่างนั้นมันก็มาสอน มาพูด ขายตัวเองนะคำพูดเหล่านี้ เราพูดจริงๆ มาพูดกับเราบอกว่าขายตัวเองเลย เพราะเราไม่มีเรื่องที่จะเป็นพิษเป็นภัยต่อโลก บอกว่าเราไม่มี จะว่าคำไหนๆ ก็ตามเป็นคุณเป็นประโยชน์ตามขั้นตามตอนของธรรมนั้นๆ เท่านั้นละ เช่นว่าเบื่อความสกปรก ก็ความสกปรกมันเป็นของน่ารักน่าชอบใจที่ไหน เด็กหัวเท่ากำปั้นมันก็รู้ความสกปรก แม้แต่ขี้ติดมือมันมันยังไปล้างใช่ไหมล่ะ ความสกปรกทางความประพฤติ หน้าที่การงานทำความเดือดร้อนแก่กัน เผาไหม้กันตลอดนี้มันสกปรกขนาดไหน ทำความฉิบหายให้โลกขนาดไหน ตำหนิอันนี้ผิดไปไหน เข้าใจไหมล่ะ

         แล้วมาสอนให้ระวังปาก ถ้ามาพูดใกล้ๆ เราเราจะตีปากมันเลยละ อ้าวจริงๆ อันนี้มันพูดอยู่ไกลๆ เอาหนังสือมาหาเรา เราอ่านก็อ่านไปอย่างนั้นแหละ เราไม่สนใจ ตัวหัวมันไม่เคยฟังอรรถฟังธรรม ดูอรรถดูธรรม แล้วมันมาสอนธรรมแก่ศาสดาองค์เอกได้ยังไง ธรรมนี้เป็นธรรมศาสดาองค์เอก มันขายตัวทั้งนั้นละ แล้วเข้าไปเครือข่าย ของพิษของภัย ถึงรัฐบงรัฐบาล รัฐไหนน่า ว่าอย่างนั้นเลยเรา มันคึกคักขึ้นนะ รัฐไหนถ้ามันสกปรก มันก็ทำความเดือดร้อนให้แก่โลก ควรตำหนิทั้งนั้น รัฐไหนก็ตามถ้าเป็นความสะอาดให้แก่โลกได้รับความสงบร่มเย็นชมทั้งนั้น แน่ะ ธรรมเป็นอย่างนั้น

         จะเอาอะไรมาขู่เราอย่ามาขู่นะ มาขู่หลวงตาพูดจริงๆ หลวงตาคือธรรมนั่นเอง จะเป็นอะไรไป เราไม่เคยกล้าเราไม่เคยกลัวกับใครในสามแดนโลกธาตุ เราบอกเราไม่มี จะทำให้กล้าก็ไม่กล้า จะทำให้กลัวก็ไม่กลัว ผ่านไปหมดแล้ว เรื่องกล้าเรื่องกลัวเป็นเรื่องสกปรกของโลกทั้งนั้นที่ตำหนิมันอยู่ทุกวันนี้ ถึงขนาดเขาให้ระวังปาก ถ้าข้าวต้มขนมมาจะให้ระวังไหมล่ะ เราไม่ได้ถามดู ถ้างั้นให้เอามาลองปากของเราซี ข้าวต้มขนมมามันจะระวังไหมปากหลวงตานี่น่ะ มีน้อยไป เข้าใจไหม ฟาดหมดเลย แต่มันไม่เห็นเอามาให้กิน ให้ระวังปาก ปากมันเป็นอะไรถึงต้องระวัง

         ปากนี่สอนโลกมาได้รับความร่มเย็นมาขนาดไหน ปากพระพุทธเจ้า-ปากพระอรหันต์ท่านได้สอนโลกให้มีความสงบร่มเย็นมามากขนาดไหน ปากเราเวลานี้แสดงออกทั่วโลกแล้วนะ เข้าใจหรือ ปากหลวงตาบัวนี่ ออกมาจากหัวใจที่บริสุทธิ์อย่างเดียวกัน พูดให้มันชัดเจน เราไม่มีสะทกสะท้าน หัวใจเรานี้มันจวนจะตายแล้ว เปิดให้บรรดาพี่น้องลูกหลานทั้งหลายฟังเสียว่า ธรรมสดๆ ร้อนๆ เห็นไหมอยากว่าอย่างนั้นนะ นี่ทรงอยู่นี่น่ะ เราว่างั้นนะ เราจึงแสดงออกมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย อะไรมาแสดงต่อเรา อย่ามายุ่ง ว่างั้นเลย ขี้หมานี่ว่างั้นเลย เราจะเอาเครื่องประดับอันดีงามสอนโลกด้วยอรรถด้วยธรรมให้มีความสงบร่มเย็นต่างหาก มาว่าอะไรให้ระวังปากอย่างนั้นระวังปากอย่างนี้ มันขายตัวเองพวกนี้

         พูดถึงเรื่องอรรถเรื่องธรรมเราพูดจริงๆ เราไม่มีอะไรในโลกนี้ เราบอกว่าเราเรียนจบแล้วจบโลก ปล่อยโดยประการทั้งปวงไม่มีอะไรเหลือเลย แม้เม็ดหินเม็ดทรายไม่มีในหัวใจ นี่เรียกว่าเรียนโลกจบ เรียนธรรมจบสมบูรณ์แบบเต็มที่แล้วไม่มีอะไรหามาอีกว่าจะเพิ่มเข้าอีกไม่มี เอาลดลงก็ไม่มี พอ พอดีไม่มีอะไรเกินจิตที่บริสุทธิ์หรือเป็นธรรมธาตุ นี่พอ เราเรียนจบทั้งทางโลกทางธรรม แนะนำสั่งสอนโลกด้วยความเมตตาล้วนๆ ทั้งนั้น พิษภัยแม้เม็ดหินเม็ดทรายไม่มีในกิริยาของเราที่แสดงออก

         จะดุด่าว่ากล่าวขนาดไหน เช่นอย่างตอนเย็นๆ พวกผู้พวกคน เด็กเล็กเพ่นพ่านๆ เข้ามา เลยเวลาแล้วนะ ก็วัดนี้ท่านมีข้อวัตรปฏิบัติ มีขอบมีเขต พวกนี้มันไม่ขอบมีเขต อยากมาเมื่อไรก็มา เล่นเตร็ดเตร่เร่ร่อนอยู่ตามนี้ พอดีมาเจอเรา ถ้าเจอเราแล้วเหมาะ ถ้าเจอเราเป็นเหมาะทุกรายละ นี่มันไม่เจอ เราก็ไม่ค่อยออกมา เราเบื่อพวกนี้ เป็นยังไงได้ระวังไหมคำว่าเบื่อพวกนี้ ถ้าออกมามันเพ่นพ่านๆ ถึงเวลาพระท่าน คือท่านรักษาธรรมวินัยข้อวัตรปฏิบัติของท่านมีกฎมีระเบียบ ทีนี้พวกนี้เข้ามาเพ่นพ่านๆ ไม่มีเวล่ำเวลา อยากมาเมื่อไรก็มา ก็มาโดนกับหลวงตา มาเจอเข้า มาจากไหน ไปไหน ไล่เข้าไป ไล่ๆ ไม่มีเหตุผลขนาบไล่กลับเดี๋ยวนั้นเลย นั่นอย่างนั้นแล้วจะว่าไง

         ไปแล้วเขาก็เงียบ เขาไม่เห็นมาต่อว่าให้ระวังปาก พวกนี้เขาไม่ระวัง เขาดีกว่าพวกนี้อีก เข้าใจไหม พวกให้ระวังปากนี้พวกใช้ไม่ได้เลย ปากมันใช้ไม่ได้ มันบอกให้ระวังปาก ระวังปากมันนั้นเป็นไร ปากเรามาระวังหาอะไร เรารับผิดชอบเราเองปากของเรา ผิดไหมพูดอย่างนี้ เวลาสนุกสนุกบ้าง เวลามันออกเหมือนฟืนเหมือนไฟแต่ใจไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นเราถึงกล้าปฏิบัติต่อโลก สอนโลก กล้าเด็ดกล้าเดี่ยว กล้าเฉียบกล้าขาด ทุกอย่างด้วยคุณธรรมของเรา ไม่มีพิษมีภัยจะไปทำโลกให้เดือดร้อนเสียหายไม่มี เราบอกไม่มี หมดโดยสิ้นเชิง เราสอนโลกทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความหายสงสัย ธรรมทุกขั้นไม่มีผิด ว่างั้นเลย วันนี้ก็มีเท่านั้นละ

         ผู้กำกับ        ปัญหาของสันติครับ ข้อที่ ๑ เวลาหนูเดินจงกรม ทีแรกหนูรู้สึกธรรมดา ประมาณ ๑๕ นาทีความรู้สึกของหนูจะเปลี่ยนไปทันที คือที่หูเหมือนออกไปรับเสียงข้างนอก เหมือนหูมันเปิดกว้างออก ความรู้สึกเหมือนอยู่บนภูเขา ที่ดวงตาของหนูก็เช่นกันเหมือนใส่ดวงตาใหม่ จู่ๆ ก็มีสิ่งปรากฏเหมือนดวงตาของหนูเปิดกว้างออก หนูเห็นแสงจากเทียนเปลี่ยนรูปเป็นสีสายรุ้ง แล้วก็เปลี่ยนเป็นรูปวงกลมบ้าง เป็นครึ่งเสี้ยวบ้าง เป็นอยู่ตลอดเวลา ที่หนูเห็นนี้หนูเห็นในขณะลืมตาสดๆ ชัดเจนแล้วก็ดับไป เกิดดับๆ อยู่อย่างนี้ แต่ที่หูเมื่อเลิกเดินจงกรมแล้วก็มีอาการยังค้างอยู่ เหมือนหูเปิดกว้างออกไม่ยอมปิดเสียที แต่ที่ดวงตากลับเป็นปรกติเมื่อเลิกเดินจงกรม อันนี้จบข้อที่ ๑ ครับ

         หลวงตา       ให้ระงับอย่าไปยุ่งกับมัน ถอยจิตเข้ามาเรื่องเหล่านั้นมันก็สงบไป เข้าใจไหม มันออกไปจากจิตไปวาดภาพต่างๆ ออกไปจากจิต ที่ควรจะรู้เรื่องของมันแล้วก็ให้ถอยเข้ามาเสีย ถ้าไม่รู้หลงไปตามเรื่อย เพลินไปตาม เป็นไปได้นักภาวนา อันนี้เราพอรู้เรื่องของมันแล้ว พอถอยจิตปั๊บเรื่องทั้งหลายจะสงบของมันไป มันออกไปจากจิต เอาว่าต่อไป

         ผู้กำกับ        ข้อที่ ๒ ครับ เวลาหนูนั่งสมาธิ หรือนอนภาวนาหนูรู้สึกว่าที่ตัวหนูมีพลัง โดยเริ่มที่กลางอกแล้วก็ค่อยๆ เคลื่อนหมุนขึ้นไปที่บนศีรษะ เคลื่อนลงมาข้างล่างปลายเท้า แล้วก็เคลื่อนไปทั่วกายหนู ที่สุดแล้วพลังนี้จะเคลื่อนไปค้างอยู่ที่ศีรษะ เป็นยอดปลายแหลมเหมือนเขาควาย แต่มีอันเดียวอยู่ตรงกลาง หนูรู้สึกพลังที่สัมผัสนี้รุนแรงมาก โดยเฉพาะที่หน้าอกและที่ศีรษะ มันเหมือนจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ แต่หนูก็ตามดูเป็นผู้รู้ว่าพลังนี้มาจากทางไหน แล้วจะออกไปทางไหน หนูเหมือนเป็นผู้รู้เฝ้าประตูอยู่อย่างนั้น หนูทำอย่างนี้ถูกต้องไหมคะ

         หลวงตา       ถูก ให้ดูหลักความรู้นะ ถ้ามันออกไปอะไรมากนัก ถอยความรู้ออกมาจากสิ่งนั้น ถอยเข้ามาสิ่งเหล่านั้นจะค่อยหายไปๆ แล้วให้ดูความเกิดความดับในจิตนะ ความเกิดความดับในจิตนี้เป็นกิเลสโดยตรง อันนั้นถ้าหลงมันก็เป็นกิเลส ถ้าไม่หลงก็ไม่เป็นกิเลส แต่ความเกิดความดับในจิตเรานี้มันเป็นกิเลส ให้ดูความเกิดความดับเกิดมาจากอะไร ดีเกิดขึ้นมาแล้วดับ ชั่วเกิดขึ้นแล้วดับ มันเกิดขึ้นมาจากอะไร รากฐานของมันคืออะไร ตรงนี้สำคัญมากนะ ให้ดูเข้ามานี้มากกว่าภายนอก อันนั้นเป็นอาการของมัน เป็นเงาไปอย่างนั้นละ เท่านั้นละไม่เอามาก

         ผู้กำกับ        ข้อที่ ๓ บางครั้งหนูภาวนาหนูรู้สึกว่ามันไม่ปรากฏอะไรเลย จนหนูสงสัยว่าผิดปรกติ จึงเปลี่ยนอิริยาบถมันก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก หนูมีแต่ตัวผู้รู้อยู่ แต่ไม่มีอะไรรู้ คล้ายๆ ว่าเหมือนเปิดทีวี แต่ไม่มีภาพอะไรปรากฏที่ทีวี ทั้งๆ ที่ทีวียังเปิดอยู่เช่นนั้น สุดท้ายก็ไม่มีอะไร คือตัวผู้รู้ก็ดับไปด้วย หนูจึงเปลี่ยนความรู้สึกอันนี้ แล้วก็เลิกภาวนาและหลับไป หนูอยากขอกราบเรียนว่าทำอย่างนี้ถูกต้องไหมคะ สมควรไหมคะ แล้วจะทำอย่างไรต่อไปเจ้าค่ะ

         หลวงตา       โอ๊ยตอบอยากนะ ถูกต้องไม่ถูกต้อง มันมีผิดมีพลาดอยู่ในนั้นแหละ ขี้เกียจตอบ บางทีเขาเปิดทีวีไว้ ทีวีถึงจะมีรูปมีร่างก็ตาม แต่เจ้าของนอนหลับก็ไม่มีความหมายอะไร เปิดทีวีด้วยเจ้าของดูด้วยก็มีความหมาย อันนี้เปิดทีวีไว้ เจ้าของหลับอยู่ภายใน สติ-ปัญญาไม่รอบตัว อันนี้เขาก็เป็นของเขาอยู่อย่างนั้น อย่าไปตื่นกับเขามากนัก มันควรจะเข้ามาสู่ภายในได้แล้ว อาการเหล่านี้เป็นอาการของจิตทั้งนั้นละ ถ้ารู้มันแล้วก็ดับ รู้แล้วมันก็ดับ ออกจากจิต รากฐานอยู่ที่จิต ตัวหลงอยู่ที่จิต กิเลสอยู่ที่จิต รู้รู้ที่นี่ กิเลสดับที่นี่ เข้าใจ เอาเท่านั้นละไม่เอามาก

         โยมสันติ       รู้อยู่ว่าไม่มีอะไร แต่ว่าผู้รู้ยังอยู่

         หลวงตา       นั่นแล้วไม่มีอะไรก็คือผู้รู้มันรู้ว่าไม่มีอะไร

         โยมสันติ       ผู้รู้ดับไปเอง

         หลวงตา       มันดับก็ดับอาการของผู้รู้ ผู้รู้จริงๆ ไม่ดับ ให้ดับยังไงก็ไม่ดับผู้รู้นี่

         โยมสันติ       รู้ไม่มีอะไร รู้ดับไปด้วย แต่ไม่รู้ดับเมื่อไร

         หลวงตา       ผู้รู้ก็ผู้รู้ที่มันแฝงนั่นละมันดับไป ผู้รู้แท้ไม่ดับไม่เกิด ให้พากันเข้าใจนะ ผู้รู้แท้ไม่มีคำว่าเกิดว่าดับ ผู้แฝงผู้รู้นั้นเป็นเงาของผู้รู้ ที่ว่าผู้รู้มันดับคือผู้รู้อันนี้แหละดับ เข้าใจเหรอ เรียนให้มันทันทั้งตัวทั้งเงามันซิ ไปตื่นแต่เงามัน

         โยมสันติ       เข้าใจแล้วค่ะ

         หลวงตา       เข้าใจแล้วเหรอ เอาละพอ อยู่ไปนานตบคนนะ รำคาญน่ะเรา มันเหนื่อย ผู้นั่งนั่งอยู่จะตาย คนนั้นมาพูดให้ฟังคนนี้พูดให้ฟัง ฟังไปฟังมาเราเลยก็จะหงายของเรา เอาละพอ

         ผู้กำกับ        สมเด็จพระสังฆราชครับไปที่วัดที่ผมกราบเรียนครับ ดูแล้วพระพลานามัยแข็งแรงขึ้นครับ เลยอยากให้หลวงตาได้เห็นด้วยละครับ

         หลวงตา       เออเห็นแล้ว สมเด็จสังฆราชกับเราสนิทกันมากนะ ท่านเคยมาภาวนาอยู่นี้เป็นอาทิตย์ๆ มาอยู่ที่นี่ ท่านภาวนาอยู่ลึกๆ นู้น ท่านภาวนาจริงๆ มาอยู่นี้บ่อยๆ พอท่านได้เป็นสังฆราชแล้วท่านก็ไม่ได้มา เราเองก็ไม่ได้ไปกราบเยี่ยมท่านเลย ท่านมานี่หนหนึ่งเป็นสมเด็จสังฆราชแล้ว แต่เราไม่เคยได้ไปเลย เลยเป็นฝ่ายเราถือเนื้อถือตัวทั้งๆ ที่เราไม่ได้ถือ เราไม่ไปรบกวนท่านละ สนิทสนมกันมากตั้งแต่เป็นพระหนุ่ม ท่านไม่ค่อยชอบพูดมีแต่ยิ้มๆ ท่านเทศน์ตามนิสัย ท่านเทศน์ช้า ค่อยว่าไปเป็นคำๆ ไป เรานี่พรวดทีเดียวไปเลย เลยขัดกัน นิสัยท่านเทศน์ช้า เวลาเราไปกรุงเทพนี้เหมือนว่าภาระของท่านขาดลอยไปหมดจากองค์ท่าน มารวมอยู่ตัวของเรา พอเราไปกรุงเทพทีไร ถึงวันพระวันเจ้าวันอบรมกรรมฐาน ท่านมอบให้เราหมดเลย ก็เพราะว่าท่านหนักมาก พอเห็นเราไปท่านก็แบ่งเบามาเลย เป็นอย่างนั้นประจำแต่ก่อน เทศน์สอนพวกฆราวาสที่ไปอบรมธรรมะในวัดบวรฯ พอท่านเป็นสังฆราชแล้ว พอดีเราก็ได้ไปสำนักใหม่ที่สวนแสงธรรม เลยไม่ได้เข้ามาหาท่าน จากนั้นมาไม่ได้มาวัดบวรฯ อีกเลย

         โยม            ผมเป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาลสระใคร หนองคาย เป็นโรงพยาบาลเปิดใหม่ ขาดเครื่องมือแพทย์ตั้งหลายอย่างครับ

         หลวงตา       ขาดอะไรบ้างล่ะ

         โยม             คือมันยังไม่มีอะไรเลยครับ

         หลวงตา       ฟัง จะตอบให้ ยังไม่มีอะไรเลย ลบล้างโรงพยาบาลนี้เสีย โยนลงทะเลเสีย ทำไมมันตั้งขึ้นมาไม่มีอะไรเลย ทั้งหลายเขามี ก็แก้กันอย่างนั้นซิ ให้ล้มลงไปเลยโรงพยาบาลนี้ไม่มีอะไร อย่าเอาไว้มันหนักแผ่นดินไทย จะพูดคำไหนก็พูดไม่ได้เรา ไม่มีอะไรเลย (มีเฉพาะตัวตึกอย่างเดียว) เอาตัวตึกเสียก่อน แต่ก่อนมันไม่เคยมีตัวตึกมันก็มี ต่อไปเครื่องไม้เครื่องมือมันอาจจะยังไม่มีมันก็จะมีทำนองเดียวกันนั้นแหละ ผู้ถามไม่ได้ศัพท์ได้แสง ขาดหมดเลย เดี๋ยวเราจะยกวัดให้ทั้งหมดจะรับได้ไหมล่ะ ขาดหมดแล้วยกวัดให้ทั้งหมดจะรับได้ไหม ก็รับไม่ได้อีกเหมือนกัน มันลำบากนะ เอาละพอ

        

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก