ศาสนาเท่านั้นทำโลกให้เย็น
วันที่ 9 มิถุนายน 2548 เวลา 8:00 น. ความยาว 39 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

ศาสนาเท่านั้นทำโลกให้เย็น

 

ก่อนจังหัน

คืนไหนวันฝนตกเวลาพระปัดกวาดตอนเช้า ให้ปัดกวาดเฉพาะบริเวณศาลาออกไปประตูวัดเท่านั้น นอกนั้นไม่ต้องไปปัดกวาดเพราะเวลาไม่พอตอนเช้า ปัดกวาดบริเวณศาลานี้ออกไปหาหน้าศาลาแล้วออกไปประตูวัดเท่านั้นพอกับเวลาตอนนั้น นอกนั้นก็ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นจนกระทั่งถึงเวลาปัดกวาดตามปรกติ มันแห้งแล้วค่อยปัดกวาดกัน ให้จำไว้ตามนี้นะ ไปปัดกวาดทุกแห่งทุกหนไม่ทันกับเวลา

ให้พากันตั้งหน้าตั้งตาภาวนานะ หลักภาวนายังไงเราเคยสอนแล้วด้วยความแน่ใจว่าไม่ผิด ให้ตั้งใจยึดไปปฏิบัติเป็นหลักเกณฑ์ของตัวเอง แล้วจิตใจจะตั้งรากตั้งฐานได้ ทำสุ่มสี่สุ่มห้านี้ไม่ได้เรื่องนะ ต้องมีหลักยึดๆ ดังที่เคยสอนแล้วคำบริกรรม เป็นสำคัญมากสำหรับผู้ที่เริ่มต้นปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นคำบริกรรมใดที่ถูกกับจริตนิสัย นั้นเหมาะสมกับผู้ต้องการตามนิสัยของตน ยึดไว้เป็นหลักใจ และมีสติควบคุมในงานของตนคือคำบริกรรมนั้นๆ อย่าให้เผลอ อันนี้ละตั้งรากฐานได้ รับรองเลยทีเดียวก็ได้ อย่างไรตั้งได้

จิตไม่เคยสงบ มันจะผาดโผนโจนทะยานไปไหนก็ตาม บังคับให้อยู่กับคำบริกรรม คำบริกรรมนี้ให้ติดกับจิต และสติติดกับคำบริกรรม ไม่เสียดายอะไรทั้งนั้น เวลานั้นเป็นเวลาที่จะรู้เรื่องของกิเลสมันผลักดันออกมา คือความคิด ความคิดอยากคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ นี่สำคัญมาก ออกมาจากที่เราเคยพูดแล้วว่า อวิชฺชาปจฺจยา แล้วเป็น สงฺขารา ขึ้นมา สังขารอันนี้แหละที่มันออกไปเที่ยวกว้านหากินเอาไฟมาเผาเราๆ เวลาที่เราเอางานของธรรมคือคำบริกรรมมาภาวนา เช่น พุทโธๆ เป็นต้น กับสติติดแนบกันนี้เรียกว่างานของธรรม จะระงับงานอันนี้ บังคับงานนี้ไม่ให้เป็นงานของกิเลส ไม่ให้มันออกทำงาน ให้งานของธรรมออกทำงานคือคำบริกรรมติดแนบกันไปตลอด อย่างไรต้องตั้งรากตั้งฐานได้ไม่สงสัย

มันจะผาดโผนโจนทะยานไปไหนก็ช่างเถอะเรื่องกิเลส มันเหนือธรรมไปไม่ได้ กิเลสแพ้ธรรมเสมอถ้าตั้งหน้าตั้งตานำมาแก้กัน ส่วนมากมีตั้งแต่ให้กิเลสมาเหยียบย่ำทำลายธรรม ทำอะไรไปเหยาะๆ แหยะๆ อย่านะ ศาสนาของพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนสัตว์โลกให้เหยาะๆ แหยะๆ ไม่ว่าใครจะทำหน้าที่การงานใด ให้มีความจริงจัง มีสติสตังอยู่ในงานนั้นๆ เสมอ และใช้ความใคร่ครวญติดแนบกันไปด้วย นี่คือศาสนาพุทธท่านสอนอย่างนี้ ทำไปตามชอบใจๆ นั้นเป็นเรื่องของกิเลส ให้พากันยึดไปปฏิบัติ เฉพาะอย่างยิ่งนักภาวนาของเรา ขอให้ได้หลักเกณฑ์จากการภาวนาด้วยความตั้งอกตั้งใจ อย่างที่อธิบายให้ฟังมาแล้วนี้ จะไม่ผิดพลาดนะ จะเป็นพระผู้ทรงมรรคทรงผล ผู้ปฏิบัตินี้ละจะทรงมรรคทรงผลด้วยความตั้งอกตั้งใจจริงๆ

ธรรมพระพุทธเจ้าสดๆ ร้อนๆ ตลอดเวลา เรื่องมรรคผลนิพพานท้าทายอยู่กับต้นเหตุคือการบำเพ็ญของเรา เช่นอย่างเราเริ่มบำเพ็ญจิตตภาวนานี่สำคัญมากนะ ให้เน้นหนักลงไปจุดนี้ ความสงบที่มันไม่สงบก็เพราะกิเลสเขย่ามันอยู่ตลอดเวลา ลากถูไปเรื่อยที่นั่นที่นี่ พอระงับด้วยธรรม งานของธรรมคือคำบริกรรมบีบบังคับ มันอยากออกไปคิดไหนไม่ให้คิด บังคับกันเลย สุดท้ายมันก็สงบลงๆ งานของธรรมก็ก้าวขึ้นได้ๆ นี้เรียกว่าเบื้องต้นแห่งการบำเพ็ญเพื่อตั้งรากตั้งฐานได้ ต้องมีหลักมีเกณฑ์นะ จะทำสุ่มสี่สุ่มห้า คิดอะไรเหยาะๆ แหยะๆ ไม่เป็นท่า จับนี้วางนั้น ปล่อยนั้นวางนี้ เป็นคนจับจดใช้ไม่ได้นะ ให้มีจริงมีจัง

ธรรมพระพุทธเจ้านี้ไม่ว่าแง่ใดมุมใด หาที่ค้านไม่ได้เลย ให้รู้ขึ้นที่ใจซิ พอรู้ขึ้นแล้วเจ้าของยอมรับๆ แล้วไม่พ้นที่ว่า นี่ก็พระพุทธเจ้าสอนแล้วๆ พระพุทธเจ้าเห็นมาแล้วๆ เป็นอย่างนั้นนะ คือ สวากขาตธรรม สอนด้วยความถูกต้องสอนสัตว์โลก ขอให้นำไปปฏิบัติ เราจะเห็นผลจากการปฏิบัติของเราเป็นลำดับลำดา ออกจากนั้นกระจายไปหน้าที่การงานก็ละเอียดลออ ไม่ค่อยพรวดพราดๆ ตามนิสัยสุกเอาเผากิน นั่นเป็นเรื่องของกิเลส สุกเอาเผากินๆ เรื่องของธรรมละเอียดลออ พินิจพิจารณา อะไรควรไม่ควรเราอย่าเอาความอยากเข้าไปเป็นประมาณ ให้เอาเหตุผลจับเข้าไป อยากนี้อยากอะไร ควรหรือไม่ควรทำ ควรหรือไม่ควรไป ทุกอย่างให้เราพิจารณา ควรหรือไม่ควรๆ ถ้าเห็นว่าควรแล้วดันเข้าไปเลยเทียว ถ้าไม่ควรหักกันทันที

อย่าเสียดายความคิดความปรุงนะ ความเสียดายความอยากนั้นเป็นเรื่องของกิเลสลากถูไป เอาธรรมรั้งเข้ามาๆ จำให้ดีพระปฏิบัติของเราให้ได้หลักได้เกณฑ์ ผู้ที่จะทรงมรรคทรงผลคือผู้ปฏิบัติ ศีลสมบัติ ศีลสมบูรณ์แล้วในนักบวชของเรา เพราะฉะนั้นพระกรรมฐาน ครูบาอาจารย์ที่ท่านสอนท่านมักจะไม่ค่อยพูดถึงศีล เพราะท่านเชื่อแล้วว่าทุกองค์มุ่งหน้ามุ่งตามาด้วยความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ เพื่อหนุนมรรคผลนิพพานให้ปรากฏขึ้นในใจ ศีลจึงต้องบริสุทธิ์ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงไม่ค่อยสอนเรื่องศีล

ท่านจะสอนเรื่องความสงบ สมถธรรม วิปัสสนาธรรม ไปเรื่อยๆ คือความสงบใจด้วยการบริกรรมภาวนานี้ จากนั้นก็พิจารณาทางด้านปัญญา พอจิตมีความสงบบ้างแล้ว เอาปัญญาออกใช้พินิจพิจารณาสิ่งที่มันมีอยู่ในตัวของเรานี้ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ อยู่ที่ไหน ไม่อยู่กับพระเราไปอยู่ที่ไหน นี่ละพระพุทธเจ้าสอนตรงนี้ พื้นฐานละนี่ ออกจากนี้แล้วก็จะเบิกกว้างออกไปหมด พ้นจาก เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี้ไปไม่ได้ ให้เอานี้เป็นจุดพิจารณา แล้วแต่ความถนัด ใครชอบอาการใดๆ มันหากจะลุกลามของมันไปเอง ทีแรกเป็นคำบริกรรมติดเสียก่อน เกสาก็ได้ อะไรก็ได้ เพื่อความสงบ พอจิตออกทางด้านปัญญา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นี้เป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนาไปตามๆ กันเลย ละเอียดลออมาก ให้พากันตั้งใจปฏิบัติ

งานการภาวนาของพระนี้สำคัญมากนะ อย่าถืองานใดยิ่งกว่างานภาวนาสำหรับพระปฏิบัติเรา เอาให้จริงให้จัง อย่าเหลาะๆ แหละๆ ศาสนามีอยู่ในคัมภีร์ๆ ในตัวพระตัวเณรเรามีแต่เปรตแต่ผีแต่ยักษ์แต่มารใช้ไม่ได้นะ จำให้ดี เอาละเทศน์เพียงเท่านี้ ให้พร

 

หลังจังหัน

         ผู้กำกับ นสพ.พิมพ์ไทย คอลัมน์วิจารณธรรม วันพฤหัสฯ หัวข้อเรื่องว่า

ให้แผ่นดินไทยสงบบ้างไม่ได้รึ ??

ระยะนี้เห็นชาวบ้านชาวเมืองเขาบ่มกันพึมว่า หากใครวิพากษ์วิจารณ์คนของรัฐบาลทางสื่อ ใครผู้นั้นจะต้องถูกสั่งปิดปากไปทุกราย เรื่องนี้จะเท็จจะจริงอย่างไรก็ต้องมาพิจารณากันตรงที่ว่า มีนักจัดรายการวิทยุจำนวนกี่รายต่อกี่รายกันแล้วที่ต้องถูก “อำนาจมืด” สั่งปิดปาก !!

คงไม่เกี่ยวกับรัฐบาลมั๊ง ??

อย่าว่าแต่นักจัดรายการธรรมดาๆ เลย แม้แต่ “พระธรรมวิสุทธิมงคล” หรือหลวงตาพระมหาบัว แห่งวัดป่าบ้านตาดท่านก็ยังโดนเข้าแล้ว ที่โดนนี้อาจไม่ใช่ “อำนาจมืด” แต่เป็นอำนาจของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ที่มีนาม ว่า “นายดุษฎี สินเจิมศิริ” ไม่มีใครรู้ดอกว่าท่านตักเตือนหลวงตามหาบัวด้วยความคิดของตนเองหรือได้รับ “ใบสั่ง” มาจากใคร

เรื่องนี้หลวงตาท่านสงบมานานแล้ว หลังจากที่ได้ถวายฎีกาในหลวงและได้ทราบคำนมัสการจากสำนักพระราชวังว่า ในหลวงทรงพระกรุณาทราบแล้ว โดยแจ้งให้นายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธฯ พิจารณาดำเนินการ

ใครจะดำเนินการหรือไม่อย่างไร หลวงตาท่านไม่เคยจะยกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวถึงอีกเลย นี้คือ “ธรรม” แท้ๆ ของหลวงตา ใครจะจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไรประชาชนเขาย่อมรู้เอง เพราะสมัยนี้คนไทยได้รับการศึกษาเท่าเทียมกันหมดแล้ว

แผ่นดินนี้กำลังร้อนเป็นไฟ ทั้งไฟใต้ ไฟเศรษฐกิจ ไฟพระสงฆ์ ไฟจากความฟอนเฟะของสังคม และไฟจากนักการเมือง ขอแผ่นนี้เกิดความสงบบ้างไม่ได้หรือไง

ทำไมท่านอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ถึงได้รื้อเอาเรื่องเก่าๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคมมาก่อ “เชื้อปะทุ” ขึ้นอีก ถึงไม่ได้ตักเตือนหลวงตาท่านโดยตรง แต่ก็เหมือน “ตีวัวกระทบคราด” เพื่อให้กระเทือนไปถึงองค์หลวงตา เพราะเนื้อหาใจความที่ท่านตักเตือนมานั้นมันเกี่ยวข้องกับคำเทศน์หลวงตาโดยตรง ซึ่งใครจะคำตอบแทนก็ไม่ได้หนังสือจากอธิบดีกรมประชมสัมพันธ์ระบุว่า วิทยุสวนแสงธรรมได้ออกอากาศพระธรรมเทศนา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2548 ชื่อ “เล่นกับของสกปรก” มีการใช้คำพูดที่อาจเข้าข่ายเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวขัดกับกฎกระทรวงฉบับที่ 14 (พ.ศ.2547) ข้อ 16 (2) จึงขอให้ท่านระมัดระวังการออกอากาศรายการต่างๆ ของทางสถานีให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วย

เรื่องแล้วก็ควรให้มันแล้วไป เมื่อรื้อขึ้นมาแล้วก็จะทำให้ประชาชนต้องรื้อเรื่องเก่าขึ้นมาดูอีก แล้วจึงรู้ว่าในวันนั้นหลวงตาท่านเทศน์ว่า คนของรัฐบาลไปออกกฎหมายมาแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ตั้งขึ้นมาให้อำนาจทับซ้อนกับสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนา สิ่งมัวหมองมืดตื้อมันเข้ามาเป็นความสกปรกรกรุงรังจะทำลายชาติ  ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเรา เราเป็นเจ้าของต้องเป็นผู้ชะผู้ล้างผู้ซักฟอกกันไปโดยลำดับลำดา จะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ จมได้ทั้งนั้น ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ฟังให้ชัดเสียนะ มายึดเอาอำนาจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปกินไปกลืนไม่ยอมคาย ดึงไว้กลืนไว้หาเหตุหาผลไม่ได้ มายึดเอาอำนาจไปนี้เพราะเหตุผลกลไกอะไรไม่บอกเหตุบอกผล แต่กลืนแล้วไม่ยอมคาย เป็นอยู่อย่างนี้

นี้คือคำเทศนาว่าการของหลวงตาในวันนั้น มันอาจทิ่มแทงใจใครบางคนและคงเจ็บปวดทรมานมานาน จึงต้องทุรนทุรายผ่านไปทางอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผลจึงออกมาในวันนี้

หลวงตาท่านได้ฟังคำเตือนแล้ว จึงเทศน์ขึ้นว่า ความสกปรกนี้ละจะพาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ให้ล่มจมได้ อย่างอื่นไม่มี, ธรรมเป็นของสะอาดนำมาชะล้างสิ่งสกปรก แล้วสิ่งสกปรก กองขี้มันไม่ยอมให้ชะล้างมัน พูดตรงๆ อย่างนี้ละ, พูดเบาะๆ เพียงเท่านี้ พูดเผดียงเพื่อให้ทราบทั่วกัน อะไรพาชาติให้ล่มจม ไม่ใช่ของสกปรกจะคืออะไร เท่านั้นละ

“ให้พากันชำระ อย่าให้มันโลภจนเกินไป ป่าช้ามีด้วยกันทุกคน ถึงเวลาตายแล้วใครจะมีมากน้อยตายได้ด้วยกัน, มันจะพังละ ตัวของเราก็พัง เวลาพังแล้วพังไปหมดไม่มีอะไรเหลือ เอาธรรมเข้าสู่ใจแล้วไม่พัง ไปด้วยกันเลย”

อยากเห็นผู้คนเต็มถนนราชดำเนินอีกหรือไง ??

ณ. หนูแก้ว

หลวงตา เขาก็อธิบายไปหมดแล้ว ก็ไม่เห็นมีอะไรที่จะเพิ่มเติม จะแจ้งไปหมด ที่เราแสดงออกไป เขามาเตือนเราว่าให้ระวังก็เข้าใจกันแล้ว เราเตือนว่ายังไง คว้าเอาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ลงทะเลหลวงหรืออุ้มท่านล่ะ แน่ะฟังซิ ๓ พระองค์เทิดทูนสุดหัวใจเราแล้ว เราอุ้ม ให้ระวังแล้วจะให้เราทำยังไง ให้ไปอุ้มมันเหรอ จะอุ้มมันยังไงมันตัวสกปรก ธรรมของเราว่ายังไงก็ว่าเถอะ อันนี้มีแต่ความสกปรกทั้งนั้นสาดเข้ามาหาธรรมที่สะอาดสะอ้านที่องค์ศาสดาสอนโลกมานานแสนนาน ทุกพระองค์มีแต่ธรรมออกมาจากพระธรรมธาตุของท่านทั้งนั้น สอนโลกด้วยความบริสุทธิ์สุดส่วน พระทัยบริสุทธิ์ พระเมตตาสุดส่วน มีพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เป็นพื้นฐานอย่างเดียวกันหมด

ธรรมที่มาถึงทุกวันนี้ก็เป็นธรรมประเภทเดียวกัน ใครเจอธรรมประเภทนั้นเข้าไปแล้วเป็นอันเดียวกันเลยจิต ไม่ว่าจิตของพระพุทธเจ้า จิตของสาวก จะเป็นอันเดียวกันเลย เพราะฉะนั้นการแสดงออกมาจึงแสดงออกแบบเดียวกัน ให้เป็นแบบอื่นไม่ใช่ธรรม ก็มีเท่านั้นละ

เวลานี้ศาสนาเรารู้สึกว่าถูกโจมตีทุกด้านทุกทางนะ ศาสนาที่เป็นของเลิศเลอ แต่ถูกของเลวมันเข้ามาโจมตี คัดค้านต้านทานศาสนาในแง่ต่างๆ ดังที่เห็นกันนี้แหละ พี่น้องทั้งหลายฟังให้ดี นี่เราก็พูดเป็นธรรม เราอยู่ในท่ามกลางพุทธศาสนา เราฟังทุกแง่ทุกมุม ตำหนิติชมฟังหมดทุกอย่างเพื่อเอาเหตุเอาผล ไม่ได้ฟังเพื่อเข้าตัวๆ เราไม่มีอย่างนั้น เราจะฟังเพื่อความเป็นธรรม ยึดมาเป็นหลัก เก็บ แล้วจะควรแสดงต่อผู้ใดให้เป็นประโยชน์ต่อไป เราก็แสดงอย่างนั้นตลอดมา

สำหรับเราตัวเท่าหนูก็ตาม เราก็เปิดอกอย่างแจ่มแจ้งอย่างนี้เรื่อยมา ยิ่งเข้ามาสู่วงใหญ่ที่สุดคือการช่วยชาติบ้านเมืองนี้เป็นต้นเหตุ จึงกระจายออก ธรรมเหล่านี้จะกระจายออกมาเรื่อยๆ แล้วไม่หยุดนะ ถ้าเหตุผลกลไกยังพอเป็นไปได้ในเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ และเหตุผลกลไกอย่างอื่นเข้าประกอบกันแล้วซึ่งควรจะแสดงออก ต้องแสดงออกอย่างนั้นตลอดไปโดยความเป็นธรรมเสมอไปด้วย

ศาสนาพุทธเรานี้เวลานี้กำลัง เรียกว่าล่อแหลมก็ไม่ผิด ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ที่ไหนประหนึ่งว่าเป็นมหาโจร เป็นผู้ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่ผู้ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่กำลังเที่ยวโจมตีศาสนาอยู่ทุกวันนี้ กลายเป็นผู้ร่ำลือขึ้นมาแล้ว ร่ำลือกองขี้นั่นละจะร่ำลืออะไร ย้อนกันตรงนี้ละซิ ยกขึ้นไปไหนก็เอาเถอะน่ะกองขี้นั่นน่ะ อยู่ในส้วมในถานมันก็เหม็นคลุ้งอยู่ในนั้นแล้ว แต่ไม่มีจมูกไปสัมผัสก็ไม่รู้เรื่องของมัน พอจมูกไปสัมผัสมันก็แสดงออกมา อันนี้ความเหม็นคลุ้งมันแสดงออกมาทั่วประเทศไทยเราเวลานี้ ให้ฟังเอาทุกคนๆ

เสียงธรรมกับเสียงกิเลสเสียงมูตรเสียงคูถต่างกันยังไงบ้าง เสียงธรรมสอนคนให้เป็นคนดิบคนดี ประพฤติตัวดี เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน มีความเมตตาสงสารซึ่งกันและกัน เพราะคำว่า สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายนี้เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น อย่ามองตนว่าสูงกว่าเขา ให้มองตนเหมือนสัตว์ทั้งหลายทั่วๆ ไป และต่างคนต่างรีบเร่งขวนขวายในความดีงามเอามาประดับกัน ชาติไทยของเราจะเป็นชาติที่สงบร่มเย็น เพราะความเห็นอกเห็นใจกันนี้สำคัญมากนะ ไม่เย่อหยิ่งจองหอง คนเราเมื่อเห็นอกเห็นใจกันแล้วจะไปเย่อหยิ่งจองหองได้ยังไง

เมื่อคืนนี้เดินไป พอพูดนี้ก็ไปสัมผัส หอยทากมาอีกแล้วเมื่อคืนนี้ อู๊ย เดินไปทางจงกรมนี้ห้าตัวหกตัว แล้วไปเหยียบเอาเสียตัวหนึ่ง นั่นละตัวเป็นเหตุ ได้ดูหอยทากตามทางเข้าไปทางจงกรม เกลื่อนไปหมด ออกอีกแล้วนะหอยทากเวลานี้ เต็มไปหมด ไปเหยียบหอยทากตัวเดียวเกิดความสลดสังเวช โถ กูก็ไม่รู้ว่ามึงอยู่ที่นี่ เหยียบตายเลยนะ จากนั้นมาไฟฉายก็ถือไปด้วย จ่อไฟฉายละที่นี่ ห้าหกตัวจากกุฏิไปหาทางจงกรม นู่นน่ะดูซิ ออกแล้วนะหอยทาก ให้พากันระมัดระวังพระเณรเรา เวลานี้ออกแล้ว นี่ละเรื่องความสงสาร เหยียบหอยทากเกิดความสลดสังเวช โอ๋ย กูก็ไม่รู้เรื่อง เดินมืดๆ ไปนี้แกร้บ อ้าว ยังไงกัน พอแกร้บเท่านั้นส่องไฟฉาย ตายแล้วแหลกแล้ว โอ๊ย สงสารนะ

ตั้งแต่หอยทาก สัตว์ทั้งหลายเราก็สงสาร เขามีชีวิต เขารักสงวนชีวิตของเขาเต็มเหนี่ยว เราไม่เรียกร้องเราให้ไปรักชีวิตช่วยเขานะ เขารักของเขาเต็มเหนี่ยว แล้วเรายังไปทำลายเขานี้มีอย่างเหรอ พิจารณาซิ นี่ละให้เห็นใจกันนะมนุษย์ ธรรมท่านสอนให้เห็นใจกัน อย่าเย่อหยิ่งจองหองพองตัว นี้ละคือคนขวางโลกขวางธรรม ขวางทุกอย่าง เป็นข้าศึกต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างยิ่งคนประเภทนี้นะ เย่อหยิ่งจองหองพองตัว ว่าดิบว่าดี เลวขนาดไหนเหมือนกองขี้ก็ว่าดีๆ ยกไปไหนก็ยกซิกองขี้ อยู่ในส้วมในถานมันก็เหม็น เอาออกมาข้างนอกมากเท่าไรก็คือขี้ มันก็เหม็นทั่วไปหมด จะประกาศตัวว่าเป็นคนดีไม่มีใครเชื่อ ถ้าเป็นคนดีประกาศไม่ประกาศก็รู้กันเองๆ เพราะหัวใจมีทุกคน ขอให้พากันพิจารณาดูหัวใจกัน

หัวใจเขาหัวใจเรา เป็นความรับผิดชอบในตัวเองเต็มสัดเต็มส่วนด้วยกันทุกคน อย่าไปดูถูกเหยียดหยามกัน ใช้ไม่ได้นะ เกิดมานี้ใครไม่ได้ตบแต่งมาเกิดตามความต้องการได้นะ เกิดมาตามบุญตามกรรม ใครมีบุญมีกรรมมากน้อยเพียงไรก็เกิดมาตามกรรมของตน ท่านจึงสอนว่า กมฺมํ สตฺเต วิภชติ ยทิทํ หีนปฺปณีตํ กรรมย่อมจำแนกแจกสัตว์ให้มีความประณีตเลวทรามต่างกัน ท่านว่าอย่างนี้นะ ขึ้นอยู่กับกรรม กรรมดีกรรมชั่วอยู่ที่ใจ เวลาเกิดขึ้นมาก็ออกมาจากใจนั่นละ เพราะกรรมอยู่ที่นั่นผลิตขึ้นมา ดีชั่ว ประณีตบรรจงอะไรก็อยู่ที่ใจ

เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็สุดวิสัยเป็นกรรมของตัวเราเองจะไปตำหนิใคร เป็นรูปร่างกลางตัว ความโง่ความฉลาดอะไรก็อยู่กับตัวของเราทุกคน ให้พยายามแก้ไขดัดแปลงตัวเองให้ดีขึ้นเท่านั้น และมองเห็นใจคนอื่นด้วย เขาก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกับเรา อย่าไปดูถูกเหยียดหยามซึ่งกันและกันไม่ถูกไม่ดี ถ้าเห็นว่าไม่ดีก็เตือนกันเสียถ้าพอจะเตือนได้ ไม่พอเตือนก็ปลงธรรมสังเวชไปหรือสงสารกันไป อย่าไปดูถูกเหยียดหยามซ้ำเติมเข้าอีก ซึ่งจะเป็นความชั่วติดตัวของเราอีก ไม่ดี พากันพิจารณาให้ดี

นักธรรมะต้องเป็นนักวิพากษ์วิจารณ์ดูเขาดูเรา ดูจิตใจ จนกระทั่งถึงสัตว์ มาหามนุษย์ด้วยกัน มีจิตใจด้วยกันนั่นแหละ ต่างคนต่างรักษาจิตใจด้วยกัน ชีวิตจิตใจนี้เขารักษาของเขาเองเต็มเม็ดเต็มหน่วย เขาไม่เรียกร้องใครให้มารักษาเขาแหละ ดูซิสัตว์ในป่า เฉพาะอย่างยิ่งวัดป่าบ้านตาด สัตวเต็มไปหมดเลย นี่เขาแสดงความอิสระให้เราเห็นชัดเจนมากทีเดียว สัตว์ในวัดนี้ไม่กลัวคน ไม่ว่าสัตว์ประเภทใดไม่กลัว คือมันชินกับคน ไม่ระมัดระวัง

พวกกระรอก กระแต พวกไก่พวกอะไรเยอะในวัดนี้ ไปที่ไหนกับคนนี้เป็นอันเดียวกันเลย ไม่สนใจกับคน เฉย นี่ละธรรมทำความตายใจให้แก่สัตว์ สัตว์ก็เย็น สัตว์กับคนอยู่ด้วยกันได้สบายๆ ธรรมมีที่ไหน อยู่ที่ใดไปที่ใด ทำความร่มเย็นให้สัตว์ทั้งหลายผู้เกี่ยวข้องได้มากน้อยเพียงนั้นแหละ นี่แหละเรียกว่าธรรม ถ้าเป็นยักษ์เป็นผีไปที่ไหน เกิดความเดือดร้อนเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันทั่วโลกดินแดน มีแต่เรื่องของกิเลส ความเย่อหยิ่งจองหองพองตัวนั่นแหละ มันเที่ยวเผาเที่ยวไหม้เที่ยวเหยียบย่ำทำลายคนอื่นให้บอบช้ำไปตามๆ กัน ให้พากันนำธรรมไปปฏิบัติ

เมื่อนำธรรมไปปฏิบัติแล้วจะรู้กับเจ้าของ กระเพื่อมปั๊บรู้ทันทีเลย เจ้าของจะออกทางแบบไหนรู้ทันที นั่นละธรรมแท้เป็นอย่างนั้น รู้ตัวก่อน จะไปยกโทษยกกรณ์ใครก็ตาม มันจะรู้ตัวของมันก่อน แย็บปั๊บรู้ทันทีเลย เครื่องเคลือบแฝงมันแฝงขึ้นมาปั๊บ ดับไปพร้อมๆ มันสู้ธรรมไม่ได้ เพราะธรรมเป็นความเมตตาล้วนๆ อ่อนนิ่มไปหมดทั่วโลก กิเลสตัวเป็นฟืนเป็นไฟแฝงขึ้นมาแป๊บมันดับพุบทันทีเลย เกิดไม่ได้ นั่นเรื่องธรรมเป็นอย่างนั้น ทีนี้เวลากิเลสมากๆ แล้วธรรมเกิดไม่ได้นะ ไปที่ไหนต้องอิจฉาบังเบียด คดโกงรีดไถทุกแบบทุกฉบับ ไม่ทำอย่างนั้นเสียลวดลายกิเลส เสียนิสัยอันเลวทรามของจิตใจดวงนั้นตลอดไปเลย นี่ต่างกันนะ

จิตใจที่มีธรรมกับจิตใจไม่มีธรรมต่างกันมาก จิตใจมีธรรมอยู่ที่ไหนตัวเองก็ไม่เป็นภัยแก่ตัวเอง คิดออกไปทางไหนเป็นคุณเป็นประโยชน์ทั้งนั้นๆ กิริยาอาการที่แสดงออกก็เป็นคุณทั้งหมดไม่ได้เป็นภัย ออกจากใจดวงเป็นมหาคุณอย่างเดียวนี้เท่านั้น ถ้าใจนี้เป็นภัยเสียอย่างเดียว ที่อื่นที่ไหนก็เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ไปได้หมด อยู่ที่ใจดวงเดียว เพราะฉะนั้นจึงให้เอาธรรมเข้าไปเป็นน้ำดับไฟที่มีอยู่ในหัวใจ ไฟกิเลสตัณหานี่ละ ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา ความโลภเป็นไฟ ความโกรธเป็นไฟ ความหลงเป็นไฟ ราคะตัณหาเป็นไฟ ให้เอาน้ำดับไฟลงไปนี้ อย่าให้ผาดโผนโจนทะยาน แม้ยังละไม่ได้ก็ให้ระงับกันไปๆ ถ้าระงับได้หมดแล้ว อย่างพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านนั้น เลิศเลอแล้ว สุดยอด คือผู้ละฟืนไฟ ๓ กองใหญ่ๆ นี้ได้หมดโดยสิ้นเชิง ทั้งปลีกทั้งย่อยหมดโดยสิ้นเชิง นั้นเป็นผู้บรมสุข ไปที่ไหนความเมตตาอ่อนนิ่มไปหมดทั่วโลกดินแดน ไม่เป็นภัยต่อผู้ใด ไม่มีที่จะเป็นภัยต่อสัตว์โลกทั้งหลาย ด้วยจิตยิบแย็บออกมาในทางเป็นภัยไม่มี มีแต่ความเป็นคุณล้วนๆ หนุนอยู่ตลอดเวลา เป็นพื้นฐานแห่งจิตที่บริสุทธิ์ เลยอ่อนนิ่มไปกับสัตว์โลกเป็นอันเดียวกัน

ยกตัวอย่างตะกี้นี้อย่างพวกเราก็ไม่ใช่เป็นอรหัตอรหันต์มาจากที่ไหน เป็นผู้ทรงศีลทรงธรรม มีความเมตตาสงสาร รักสัตว์ ให้อภัยสัตว์ สัตว์กับคนก็เลยเป็นอันเดียวกันอยู่ในวัดนี้ ไปที่ไหนไปเถอะในบริเวณวัดนี้ สัตว์กับคนนี้ไม่ได้กลัวกันแหละ ไปที่ไหนเป็นที่สนิทสนมกลมกลืนกันไปหมด นี่คือเราให้อภัยเขา เขาก็เลยไม่สนใจกับเราว่าจะเป็นภัยต่อเขา เขาก็อยู่ของเขาตามภาษีภาษาอย่างนั้นละ นี่ละอำนาจของธรรม อยู่ที่ไหนเย็นไปหมด แม้แต่สัตว์ก็ยังเย็นกับคน เพราะคนเป็นผู้ไม่มีภัยแล้ว นี่ละผู้มีธรรมเป็นอย่างนี้ ถ้าลงจิตใจนี้เป็นไฟดูซิ ไปที่ไหนเผาไหม้ไปหมดเลย ให้พากันตั้งใจปฏิบัติตัวเอง

ศาสนาเท่านั้นที่จะทำโลกให้เย็น นอกนั้นใครจะโฆษณาว่ากล่าวจรดเมฆก็ตามเถอะ มีตั้งแต่กองฟืนกองไฟเผาไหม้โลกทั้งนั้น ด้วยคำโฆษณาอันไพเราะเพราะพริ้งหยดย้อยที่สุดนั้นแหละ ตัวเสนียดจัญไรมันออกมาตามความไพเราะเพราะพริ้งนั่นละ มันเป็นพิษเป็นภัยแฝงมานั้น แต่ธรรมแล้วไม่มี ถึงจะกระแทกแดกดันขนาดไหนก็ตาม เป็นรสแห่งธรรม เป็นเรื่องของธรรมทั้งนั้นๆ ออกมา เป็นคุณทั้งหมดไม่มีภัยต่อผู้ใด เพราะหัวใจไม่มีภัย หัวใจเป็นคุณทั้งนั้น ขอให้ทำใจของเราที่เคยเป็นพิษเป็นภัยเผาเจ้าของ เผาทั้งผู้อื่นนั้นน่ะ ให้กลับมาเป็นความร่มเย็นแก่เจ้าของ แล้วจะเป็นความร่มเย็นแก่ผู้อื่นทั่วหน้ากันไป พากันจดกันจำเอานะ

ถ้าไม่มีธรรมแล้วจะอยู่ไม่ได้นะโลกอันนี้ ใครอย่าอวดดีว่า กองมูตรกองคูถจะทำบุญทำคุณทำประโยชน์ให้แก่โลกสงสาร นอกจากธรรมที่เป็นของเลิศเลอแล้วเท่านั้นจะทำประโยชน์ให้แก่โลกสงสารได้ ตามกำลังของผู้บำเพ็ญและผู้สนใจนำมาปฏิบัติแก่ตัวเอง พากันตั้งอกตั้งใจบ้างนะ

เราก็แก่เข้ามาทุกวันๆ การแนะนำสั่งสอนก็ยังดีอยู่เวลานี้ เพราะการเทศนาว่าการเสียงยังดีอยู่ ถ้าลองเทศน์ไม่ได้แล้วก็หมดเลย เวลานี้เสียงยังพอเทศน์ได้ อย่างเวลานี้เทศน์ก็ออกทั่วประเทศไทยแล้วนี่ นี่ออกทั่วโลกแล้ว ยังดีอยู่ เสียงยังดียังใช้ได้อยู่ แล้วธาตุขันธ์มันก็อ่อนลงทุกวันๆ นี่เราก็นำมาใช้เพื่อโลกเท่านั้น เราพูดจริงๆ เราไม่ได้เพื่อเรา เราหมดโดยสิ้นเชิงทุกอย่างแล้ว หมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรจะเพื่อตนเอง หมด มีแต่เพื่อโลก เอะอะก็เพื่อโลกๆ ตื่นขึ้นมาปั๊บ คิดปั๊บนี้ออกเพื่อโลกทั้งนั้น ไม่ได้ออกเพื่อเรา เราไม่มีอะไรออก พอทุกอย่างแล้ว เอามาหาอะไรอีก นั่น ไม่มีอะไรที่จะมาเพิ่มมาเติม ไม่มีอะไรที่จะหยิบออกว่ามันเกินไป ไม่มี มีแต่ความพอดีอย่างเลิศเลอเท่านั้นในหัวใจ

นี่ละธรรมที่เลิศเลออยู่ในหัวใจแล้วพอดีตลอด พอดีแบบเลิศเลอด้วยนะ หาที่ตำหนิติเตียนไม่ได้ ขอให้ปฏิบัติตัวเองจนหาที่ตำหนิไม่ได้แล้ว โลกอันนี้จะสงบร่มเย็นไปตามจิตใจของบุคคลผู้ที่หาที่ตำหนิตนไม่ได้ เพราะมีแต่ความดีล้วนๆ เลิศเลอเต็มหัวใจ ออกไปไหนกระจายไปด้วยความชุ่มเย็นเป็นสุขไปหมดนั่นแหละ ฟังเอาจำเอา วันนี้ก็เทศน์เพียงเท่านี้แหละ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก