จิตขั้นเห็นภัยเต็มที่
วันที่ 12 มิถุนายน 2548 เวลา 8:05 น. ความยาว 63.13 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

จิตขั้นเห็นภัยเต็มที่

 

ก่อนจังหัน

วันเสาร์ วันอาทิตย์ วันพระ วันโกนอย่างนี้ เห็นพวกชาวพุทธเราเข้าวัดเข้าวาฟังธรรมจำศีล เรารู้สึกปลื้มปีติเป็นอย่างมาก มากยิ่งกว่าท่านทั้งหลายจะเอาเงินมาให้เราเป็นล้านๆ เงินก็เป็นกระดาษเฉยๆ มันเป็นบ้ากับไอ้หลังลายทุกวันนี้ พอสมมุติขึ้นว่าใบเท่านั้นบาทเท่านี้บาท ฟังเสียง โถ ทั้งร้องทั้งครางกลัวไม่ได้ มันเป็นบ้า เรื่องศีลธรรมที่เป็นของเลิศเลอกว่าสิ่งเหล่านี้ เลิศเลอขนาดไหนมันไม่ได้เห็นมันไม่ได้สนใจ ชวนเข้าวัดเข้าวาเหมือนจะเอาไปฆ่านะ ชวนเข้าวัด ฟังซิ เหมือนจะเอาไปฆ่า หาที่หลบที่ซ่อนหลีกภัยใหญ่ คือภัยเข้าวัด ถ้าเข้าโรงลิเก สุรายาเมาเป็นบ้ากันแล้ว ไหลกันไปทั้งลูกทั้งแม่ทั้งพ่อ หมูหมาเป็ดไก่ไล่เข้าไปด้วยกันหมดเลย ให้ไปหมดครั้นไปสถานที่เช่นนั้น ถ้าจะไปวัดไปวานี้ โหย เหมือนจะจูงไปฆ่านั่นละ หรือเหมือนจูงหมาใส่ฝน เคยเห็นไหมจูงหมาใส่ฝน มันร้องแง็กๆ ไม่อยากตากฝน

ให้พากันคิดให้มากนะ เรื่องศีลเรื่องธรรม บุญกุศลนี้เลิศเลอสุดยอด ให้กิเลสตัวตระหนี่ถี่เหนียว ตัวเห็นแก่ตัว เห็นแก่ความโลภโลเลนี้เหยียบเอาๆ มันออกหน้าออกตา มูตรคูถออกหน้าออกตาแทนทองคำทั้งแท่งคือธรรมเวลานี้ เราจวนจะตายแล้วรีบเร่งสอนพี่น้องทั้งหลาย มันจะตายทิ้งเปล่าๆ พวกนี้ก็จะตายทิ้งเปล่าๆ เราก็จะตายทิ้งเปล่าๆ ไม่ได้สอนเท่าที่ควร นี่อายุก็จวนแล้ว มารวมอยู่ที่ลมหายใจ ลมหายใจเป็นผู้พิพากษาตัดสินชีวิตของคนทุกคนๆ ใครจะใหญ่โตขนาดไหนก็โตเถอะ ไม่เหนือลมหายใจไปได้ พอลมหายใจขาดขาดสะบั้นไปตามๆ กันหมด

อย่าพากันเป็นบ้ากับโลกกับสงสารจนเกินไป เราพูดให้มันเด็ดๆ นี่น่ะ เพราะกิเลสมันเด็ดหัวสัตว์โลกนี้เด็ดมานานแล้ว มันคันฟันเหลือเกิน มองไปที่ไหนๆ มันขวางไปหมดๆ แม้ที่สุดคนเข้ามาในวัดนี่ก็เหมือนกัน มาเก้งๆ ก้างๆ เถ่อๆ ดูนั้นดูนี้ ชมนั้นชมนี้ ที่จะเข้าไปเพื่อศีลเพื่อธรรม เพื่อคติเครื่องเตือนใจในเวลามาวัดไม่ค่อยมี มันมักจะเลอะเทอะไปอย่างนี้ ให้พากันจำเอานะ

เราเกิดมาเจอพระพุทธศาสนานี้นับว่าวาสนาล้นพ้นแล้ว อย่าให้ผ่านไปเปล่าๆ เอาแต่กิเลสตัณหามาพอกหัว ตายไปก็จมลงในนรกๆ นรก สวรรค์ พรหมโลก นิพพาน ท่านทั้งหลายเห็นว่ายังไง ไอ้พวกตาบอดปฏิเสธกันทั้งนั้นว่า บาป บุญ นรก สวรรค์ ไม่มี จอมปราชญ์ทั้งหลายพระพุทธเจ้าทุกพระองค์และสาวกทุกองค์ ท่านยอมรับเทิดทูนสุดยอดเลยว่าเป็นความจริงล้วนๆ จึงเรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว ว่าบาปมี มีจริงๆ บุญมี มีจริงๆ มีมาตั้งกัปตั้งกัลป์พร้อมพระพุทธเจ้าองค์ไหนๆ และก่อนหน้า พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ก็มาเห็นสิ่งเหล่านี้แหละ สิ่งเหล่านี้มีอยู่ก่อนแล้ว

บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลกมี นิพพานมี ฟังให้ดีนะ นี้มีแต่จอมปราชญ์สอนมา ไอ้ผู้ที่มาลบล้างจอมปราชญ์ก็คือตัวพวกเราๆ ท่านๆ นี้ละ ตาบอดๆ หูหนวกๆ นี้ละ ว่าบาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี นิพพานไม่มี มีแต่พวกสุรายาเมาระบำรำโป๊ ออกหนังสือพิมพ์หน้าไหนๆ มันสลดสังเวช ดังที่เขาเขียนการ์ตูน วันหนึ่งๆ เขาเขียนการ์ตูนออกมานี่ ได้ทั้งคติ ให้มีความขบขันด้วย นั่นละเขาสอนโลก เข้าใจไหม เอาการ์ตูนมาเขียน เราอย่าไปตำหนิการ์ตูนถือว่าเป็นความสนุกเฉยๆ การ์ตูนเป็นของสำคัญนะ เป็นคติเครื่องเตือนใจ เอาเรื่องความเคลื่อนไหวของโลกออกมาเป็นการ์ตูนให้พวกเราอ่านๆ

นี่มันอ่านสนุกไปเฉยๆ ไม่ได้อ่านเป็นคติ นี้ฟังด้วยความเป็นธรรมทุกอย่าง การ์ตูนไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เขาเอาเรื่องความเคลื่อนไหวของโลกสกปรกนี้ออกมา ส่วนความดีไม่ค่อยเห็นมีในการ์ตูน เพราะเหตุไร เพราะไม่ค่อยมีคนทำดีพอที่การ์ตูนเขาจะได้ลงบ้าง มีตั้งแต่เลอะๆ เทอะๆ ให้ลงทุกวันๆ พวกเรามีแต่พวกการ์ตูน ให้เขาเอาการ์ตูนไปลงๆ จะทำดิบทำดีให้การ์ตูนได้นอนหลับหูหลับตา หรือได้เอาสิ่งไพเราะเพราะพริ้งมาให้โลกทั้งหลายได้เห็นเรื่องศีลเรื่องธรรม เรื่องคนปฏิบัติความดีงามทั้งหลาย ไม่เห็นมีวะในการ์ตูน เห็นแต่เรื่องเลอะๆ เทอะๆ

ก็เขาไปจดเอามาจากเรื่องความเลอะๆ เทอะๆ ของมนุษย์เรานี้แหละ เต็มบ้านเต็มเมืองเต็มโลกเต็มสงสาร มารวมในการ์ตูน อ่านแล้วแฮะๆ ดีนะๆ นี่เขาหักมุมๆ ว่าไปอย่างนั้นนะ เป็นแต่อย่างนั้น อ่านดูซิน่ะการ์ตูน มันไม่ค่อยจะมีใครอ่านจะพิจารณานะ มีแต่อ่านแบบเพลิดแบบเพลินไป พวกเราทั้งหลายนี้พวกแผ่นกระดานของการ์ตูน การ์ตูนเขาไปเอาตามนี้แหละมา ให้ลบการ์ตูนเสียบ้างให้เขียนเรื่องใหม่ คือทำตัวเป็นคนดี แล้วการ์ตูนจะได้ออกดี

ถ้าเราทำดีทุกถ้วนหน้ากันแล้ว แต่การ์ตูนเอาความเลวๆ มาลงอย่างเดียว เราจะพาพี่น้องทั้งหลายไปโจมตีการ์ตูนให้มันแหลกหมด ตีทั้งโรงพิมพ์การ์ตูน คนทำดีทั้งโลก มันไปไหนการ์ตูน แต่เวลาเขาทำเลอะๆ เทอะๆ ตลกขบขันนั้นมันเอามาจากไหน มันทำไมหูดีตาดีนักการ์ตูนนี่ เราจะเป็นหัวหน้านำไปตีการ์ตูน ลบการ์ตูน อันนี้เขาเขียนอย่างนั้นจะไปลบเขายังไงเขาเขียนตามความจริง พวกเรามันพวกเลอะๆ เทอะๆ  อย่าให้เป็นพวกการ์ตูนได้เขียน เขาจะตายแล้วนะ วันนี้พูดเพียงการ์ตูนเสียก่อน พวกเรานี่พวกการ์ตูน การ์ตูนจะไม่ได้หลับได้นอน

เอาเรื่องศีลเรื่องธรรมลงบ้างซิ ให้การ์ตูนได้เขียนบ้าง นี่เขียนอะไรก็ตามหนังสือพิมพ์ ข่าวสารต่างๆ มีแต่เรื่องสกปรกโสมม เพราะอะไรถึงเป็นอย่างนั้น ก็มันมีแต่อย่างนั้นในโลกอันนี้ ความสะอาดสะอ้านไม่เห็นมี มีแต่ความสกปรกโสมม ให้พากันอ่านแล้วเอาไปคิดอ่านไตร่ตรอง ฟังแล้วเอาไปคิดอ่านไตร่ตรองเพื่อแก้ตัวเองนะ เรื่องศีลเรื่องธรรมแก้ไขมนุษย์ไม่ได้แล้วหมดนะมนุษย์เรา ยิ่งมนุษย์ชาวพุทธ ศาสนาพุทธ พระศาสดาองค์เอกด้วยซ้ำ แล้วลูกศิษย์ตถาคตมีแต่คนเลวๆ มันเข้ากันไม่ได้นะ ฟังให้ดี เอาละให้พร

 

หลังจังหัน

         แต่ก่อนเขาถือพวกวัณโรคนะ ถือกันมาก กลัวกันมาก พอได้ยินว่าเป็นวัณโรคเท่านั้น โอ๋ย เพื่อนสนิทสนมกันก็ตีตัวห่างออกไป เขากลัวตาย กลัวโรคของเพื่อนติด พอพูดถึงเรื่องนี้ก็มาเกี่ยวโยงกับเรื่องพ่อแม่ครูจารย์ม่นของเรา ท่านก็เป็นวัณโรคเหมือนกัน จะว่าบุญกรรมหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ใครจะพิจารณา หลวงปู่มั่นนี้ตอนท่านเป็นหนักๆ นั่นละวัณโรคกำเริบรุนแรง ไอ กลางคืนไอ เสมหะติด ต้องมีกะละมังเอาสำลีมาวางนี้เต็ม เอาไว้ในมุ้ง เราเป็นคนอยู่ในมุ้งกับท่าน กะละมัง-สำลีเอาไว้ข้างในมุ้งด้วย เป็นวัณโรคถ้าธรรมดาไม่มีใครเข้าใกล้แหละ เพราะเขากลัวกันมาก สมัยนั้นกลัวมากจริงๆ กลัววัณโรค บางคืนไม่ได้นอนตลอดรุ่งก็มี ไอ คือเวลาหนาวจัดแล้วไอก็เร่ง ขากเสลดไม่ออก นี่ซิสำคัญ เราต้องเป็นผู้ปฏิบัติต่อเสมหะของท่าน เอาสำลีนี่ห่อกว้านๆๆ

         เราสงสารท่าน ท่านไม่พูดไม่อะไรเลยนะ เฉย เรานี้เรียกว่าคลอเคลียอยู่กับท่านตลอดเลย เรื่องวัณโรคนะเรกเราไม่เคยสนใจ ธรรมดาแล้วก็เรียกว่าร้อยทั้งร้อยเรานี้ติดเลย เพราะคลอเคลียกับท่านตลอดเวลา ยิ่งวันไหนที่โรคท่านกำเริบ ไอ หนาวมากแล้วก็ไอ วันนั้นจะไอทั้งคืน ขากเสลด โถ เต็มหมดนะสำลี เอามาห่อๆ ปลายนิ้วมือเรากว้านๆ ออก ก็มีแต่เรา มันหากเป็นโดยหลักธรรมชาติ ไม่มีใครบังคับใคร โรคเวลาจำเป็นจริงๆ แล้วก็มีแต่ท่านกับเรา ท่านกับเราอยู่นั้นเลย องค์ไหนเราก็ไม่ไว้ใจ แน่ะเป็นอย่างนั้นนะ แต่เราไม่ได้บอกว่าไม่ไว้ใจ มันเป็นอยู่ในจิต แล้วท่านเหล่านั้นท่านก็ไม่กล้าที่จะเข้ามา เพราะท่านเห็นเราทำหน้าที่อยู่แล้วด้วยความสนอกสนใจ เจตนาเทิดทูนพ่อแม่ครูจารย์ องค์ไหนที่จะมามันก็รู้ด้วยกันทุกคนนั่นแหละ สมควรไม่สมควร เพราะฉะนั้นพระจึงอยู่นอกมุ้งทั้งหมด  เราอยู่ในมุ้งองค์เดียว

         ก็มีแปลกอันหนึ่ง เวลากลางคืนไม่ได้นอนทั้งคืนนี้ ท่านจะพูดว่า เอ้อท่านมหาไม่ได้พักทั้งคืน กลางวี่กลางวันบางวันก็ไม่มีเวลาเลยที่จะพักผ่อน ให้ไปพักเสียบ้าง ให้คนอื่นมาเปลี่ยน ท่านไม่เคยพูด เราก็ไม่เคยสนใจจะเอาใครมาเปลี่ยนว่างั้นเถอะ เป็นอย่างนี้ละ เพราะฉะนั้นคำว่าวัณโรคกับเรานี้เรียกว่าติดกันร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ธรรมดานะ ไม่สนใจ แล้วไม่ติดเลยนะ แปลกอยู่ วัณโรคเขาถือกันมากแต่ก่อน แก้ไม่ตก ถ้าใครเป็นแล้วมีหวังตายท่าเดียว วัณโรคของท่านก็แบบเดียวกัน แต่สำหรับท่านเองก็ครูบาอาจารย์ถึงขนาดนั้นองค์ไหนท่านก็ไม่สนใจเรื่องเป็นเรื่องตาย แต่ความเหมาะสมก็มาเกี่ยวข้องกับเราโดยเฉพาะ

         เราเองก็ด้วยความเคารพเลื่อมใส ความรักความเทิดทูนทำอะไรๆ นี้จะให้คนอื่นทำมันไม่สนิทใจ โง่กับฉลาดเรามอบตัวถวายแล้ว เป็นตายมอบท่านแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาจำเป็นจึงพันกันอยู่ตลอดเวลา พระท่านจะอยู่นอกมุ้งๆ เราไปนี้ท่านจะหลีกให้เลย เพราะท่านรออยู่แล้ว ความเหมาะสมพระก็รู้เองที่ให้เราอยู่ข้างในโดยเฉพาะ พระทั้งหลายท่านก็รู้เอง เพราะท่านรู้เรากับท่านเกี่ยวข้องกันมาตั้งแต่เดิม ตั้งแต่ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่แล้ว อันนี้เวลาจำเป็นๆ มันยิ่งติดพันตลอดเวลาแหละ วันไหนท่านไม่ได้นอนเราก็ไม่นอน

         ไม่เป็นนะ คือธรรมดาเรียกว่าร้อยทั้งร้อยผ่านไปไม่ได้ ต้องติดวัณโรค เฉพาะอย่างยิ่งปากเรากับปากท่านมันคลอเคลียกันอยู่ กวาดนี้ อยู่อย่างนั้นตลอด ไม่มีนะ พอท่านล่วงไปแล้วอันนี้ก็ไม่ปรากฏ หายเงียบเลยไม่ปรากฏ ไม่มีใครกล้าถาม ทั้งๆ ที่ใครๆ ก็กลัว ฆราวาสหรือพระกลัวกันทั้งนั้นกลัวอันนี้ แต่ไม่มีใครกล้าถามเกี่ยวกับเรากับพ่อแม่ครูจารย์มั่น ไม่มีใครถาม เราก็ไม่เคยถามถึง ไม่เคยสนใจกับวัณโณคนะแรกอะไร เพราะความรักความเคารพความเทิดทูนมันสุดหัวใจแล้ว ไอ้วัณโรคนะเรกมันยกโคตรมาก็มาเถอะน่ะ ว่างั้นเลย ไม่ได้สนใจจะไปกลัวมัน

         จากนั้นมาเดี๋ยวนี้ก็มาอยู่มะเร็งนะ แก้ไม่ตกมะเร็ง ตอนนั้นเป็นวัณโรคแก้ตกไปแล้ว ทีนี้เป็นมะเร็ง พูดถึงเรื่องวัณโรค สมัยนั้นคนกลัวกันมากเช่นเดียวกับกลัวโรคมะเร็ง ไม่ผิดกันเลย นี่ก็แก้ตกไป อันนี้ก็มาเป็นเรื่องมะเร็งนะ เดี๋ยวนี้ดูว่าแก้ยังไม่ตกมัง แก้ตกร้อยเปอร์เซ็นต์ดูไม่มีนะ

         พูดถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่ท่านพิจารณาไว้เรียบร้อยหมดแล้ว ท่านสั่งเสียไว้หมดเลย ไม่คลาดไม่เคลื่อน ถูกต้องตามที่สั่งไว้ๆ ทุกอย่างเลย นั่นเห็นไหมล่ะความรู้ภายในจิต ถ้าได้ลงทะลุถึงไหนแล้วแม่นยำๆ เลย เรายังมีสงสัยอยู่หน่อย คือค้นหาตอนท่านป่วยหนัก ท่านพูดเองนะ “ระยะเราตาย” ท่านว่างั้นนะ “ในระยะที่เราตายแล้ว ไม่ห่างไกลกันแหละ” โอ๊ยฟังอย่างนั้นมันฟังถึงหัวตับนู่นน่ะ ก็ท่านพ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านพูดเอง ท่านไม่ได้พูดสุ่มสี่สุ่มห้านะ พูดอะไรแม่นยำๆ นี่ละคำพูดนี้ที่ติดในหัวใจเรา

         “เอ้อ เวลาเราจะตายคราวนี้ก็ไม่เสียประโยชน์มากนัก ยังจะมีพระหนุ่มรู้ธรรมเห็นธรรมตามเราอยู่สององค์” ไล่เลี่ยกันไปนี้ละ ท่านว่า โอ๊ย จับติดเลยเชียว จนกระทั่งป่านนี้ยังหาพระหนุ่มพระแก่ไม่เจอเลยสององค์ ในช่วงที่ท่านมรณภาพ ท่านบอก “ตายคราวนี้ก็ไม่ขาดทุนไปอย่างมากมายนัก ยังจะมีพระหนุ่มรู้ธรรมเห็นธรรมตามเราอยู่อีกสององค์ใกล้ชิดกันนี้” ท่านว่า โอ๊ย นี่ยิ่งฝังลึก ฝังลึกมากทีเดียว เราไม่ลืมนะ ถ้าลงพ่อแม่ครูจารย์พูดคำไหนนี้จะจับติดๆ เลย ท่านพูดคำไหนแม่นยำมาก เพราะท่านพูดออกด้วยความรู้ของท่านจริงๆ อันนี้เราก็ไม่ลืม แต่ยังหาพระหนุ่มยังไม่ได้ จนกระทั่งป่านนี้พระหนุ่มในระยะนั้น

         เวลาได้เข้าไปหาท่านแล้วอำนาจของธรรมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ และต่างองค์ก็ต่างมุ่งอรรถมุ่งธรรมอยู่แล้ว คอยที่จะฟังโอวาทคำสั่งสอน คำพูดของท่านพูดออกมาคำใดๆ นี้เหมือนว่าเฉียบขาดๆ ไปเลย ไม่มีคลาดเคลื่อน แม่นยำๆ ตลอด อย่างที่ท่านว่ามีพระหนุ่มรู้ตามเราอยู่สององค์ไล่เลี่ยกันนี่ละ ท่านว่า เราก็ไม่ลืมเป็นแต่เพียงว่าหายังไม่เจอ หาไปที่ไหนคนไหนก็มีแต่แก่เข้าไปๆ หาพระหนุ่มเลยไม่ได้ เข้าใจไหม มันแก่ลงไปทุกวันๆ เลยไม่ทราบว่าองค์ไหนเป็นพระหนุ่ม

         ความรู้ของท่านละเอียดลออมาก คือคำพูดทั้งหลายนี่ท่านไม่ได้พูดสุ่มสี่สุ่มห้านะ จะรู้เรื่องของท่าน ใกล้ชิดติดพันเฉพาะองค์สององค์อยู่กับท่านเท่านั้นละ ทีนี้หาอุบายวิธีการซอกแซกซิกแซ็ก เรียนถามเรื่อยแง่นี้ ท่านจะแย็บออกมาเรื่อยๆ ที่จะให้ท่านพูดธรรมดาไม่พูด ไม่พูดเลย อย่างพวกเทวบุตรเทวดาที่เข้ามาหาท่านนี่ นี่จะได้ทราบเวลาเฉพาะนะ ถ้าธรรมดาท่านไม่เคยพูด มีแต่ยายแก่คนนั้น ยายกั้งคนนั้นละแกปากเปราะปากโป้ง เวลาแกมาทีไรพระเณรนี้รีบล้างบาตรเช็ดบาตรปุบปับๆ พอท่านเสร็จแล้ว แกนั่งข้างล่าง พอแกขึ้นพระเณรก็รุมมาข้างหลังศาลา ศาลาโรงฉันเต็มไปหมดนะ เต็มหมดเลย

         แกก็ขึ้นไป แกเป็นนิสัยตรงไปตรงมา ชื่อยายกั้ง อาจหาญมาก ความรู้ภายในนี่สำคัญมาก สำคัญที่ไม่เคยเห็นพ่อแม่ครูจารย์มั่นค้านเลย ไม่มีค้าน แกพูดตามความรู้ของแก เวลาเทวดาเข้ามาเฝ้าฟังธรรมท่าน อยู่หนองผือนะ แกอยู่ในบ้านนู่น แกออกมาแกถามผางๆ เลยนะ เหมือนเราไปเจอใครต่อใครเขาผ่านไปยังไงแกก็พูดอย่างนั้นเหมือนกัน พอออกมาแล้วแกบอกว่า “โอ๊ย เป็นอะไรมนุษย์หรือเทวดาประเภทใดก็ไม่รู้ละท่านพ่อ” เวลาเป็นของอัศจรรย์กลางคืน ตอนเช้าแกจะมา

         “เมื่อคืนนี้ โถ พวกอะไรมาทางอากาศ” ว่างั้นนะ แกไม่รู้เรื่องนี่ แกหากรู้เห็นในจิตของแก “นั่งกำหนดดูอยู่ ชมพวกอะไรสัตว์ มนุษย์อะไร เทวดาหรืออะไรก็ไม่รู้ละ” แกว่างั้นนะ “เหาะลอยมาบนอากาศ การแต่งเนื้อแต่งตัว ลำดับลำดาละเอียดๆ ต่างกัน มาเป็นคณะๆๆ เหาะลอยมา ลงหนองผือ ลงวัดหนองผือ พวกนี้แต่งเนื้อแต่งตัวอย่างนี้ ความหยาบความละเอียดอย่างนี้ พวกที่สองการแต่งเนื้อแต่งตัว” แกบรรยายได้หมดนะ เพราะแกดูอยู่ “การแต่งเนื้อแต่งตัวไม่ได้เหมือนกัน ละเอียดลออทั้งรูปทั้งร่าง ทั้งการแต่งเนื้อแต่งตัวต่างกันโดยลำดับ เข้ามาหาหลวงพ่อ” ว่างั้น“เข้ามาแล้วก็ดู มาลงนั้นหมดเลย”

         ทีนี้ตอนสุดท้ายที่แกพูด “ที่น่าอัศจรรย์ตอนสุดท้ายนี้คณะใหญ่อีกคณะหนึ่ง สุดท้ายมาเหลืองอร่ามไปหมดเลย พูดไม่ได้ แปลกประหลาดอัศจรรย์ยิ่งกว่าบรรดาที่มา” แกไม่รู้ว่าเป็นเทวบุตรเทวดาอะไร บรรดาพวกที่มา “พวกสุดท้ายมานี้เหลืองอร่ามหมดทั้งตัว อันนี้ อู๊ย น่าอัศจรรย์มากยิ่งกว่าทุกพวก” มาถามเอาจุดนี้ละ “แล้วพวกนี้มันพวกไหนล่ะท่านพ่อ” ท่านไม่ตอบมากนะ ท่านบอก “พวกพรหม” ท่านพูดเท่านั้นละ ท่านไม่พูดมาก พวกเทวดาทั้งหลายถ้าแกถามมาท่านตอบเลย ท่านไม่ปฏิเสธนะว่าไม่ใช่ พวกนั้นๆ ก็ท่านเป็นผู้รับแขกเหล่านั้นเอง แกมาเล่าให้ฟัง “มาถึงท้าวมหาพรหมเหลืองอร่าม โอ๊ย อัศจรรย์เหลือเกิน เหลืองอร่ามหมดทั้งตัวเลย นี่มันพวกไหนล่ะท่านพ่อ” แกไม่รู้ “ทำไมถึงอัศจรรย์เอานักเหลืองอร่าม สุดท้ายนี่น่ะ” “พวกพรหม” ท่านพูดเท่านั้นไม่มาก

         พระนี่จ่อ แกก็พูดเรื่องภาวนาของแก เป็นยังไงๆ แกก็เล่าละ ตรงไหนที่ควรแก้ ท่านก็อธิบายปั๊บๆ แก้อย่างนั้น ยายแก่คนนี้เรื่องความรู้ภายนอกเก่งมากนะ แกบอกว่าแกมองไปวัดหนองผือ มองเข้ามาในวัดหนองผือนี่ โอ้โหย เป็นของอัศจรรย์ในวัดหนองผือนี่ เหมือนเดือนเหมือนดาว อยู่ในวัดหนองผือดาวดวงใหญ่จ้าครอบหมด คือหลวงพ่อเอง แกพูดอย่างนี้นะ แกไม่ได้ขยาดครั่นคร้าม ดาวดวงใหญ่คือหลวงพ่อเองครอบหมดเลย แล้วดาวดวงเล็กสว่างไสวครอบวัดหนองผือ ก็วัดกรรมฐาน ท่านนิ่งท่านไม่ค้านนะ ว่าดาวดวงใหญ่คือหลวงพ่อเอง แกบอกงั้นเลย นอกนั้นก็ครอบไปหมด ดาวดวงเล็กดวงน้อยสว่างไสวทั้งนั้น ในวัดหนองผือนี้สว่างจ้าไปหมดเลย แกพูดอย่างอาจหาญ ไม่ได้พูดด้วยความสะทกสะท้าน เพราะแกนิสัยอย่างนั้น ตรงไปตรงมา แกเสียแล้ว ตอนพ่อแม่ครูจารย์มั่นมรณภาพไป เราย้อนกลับมาจำพรรษาวัดหนองผือ แกก็ออกไปหาอยู่นะ แต่แกไม่ได้พูดแบบพูดกับหลวงปู่มั่น เพราะภูมิธรรมมันต่างกัน เข้าใจไหม แกก็พูดธรรมดา

ทำไมจึงมาได้ ก็มันอยากมา แล้วจากบ้านมานี้พักกี่หน ๕ หน แกว่า แกมีไม้เท้ามา พอไปนิดหน่อยเหนื่อยแกพัก บ้านแกไม่ได้ไกลนะ แกมาอยู่เรื่อยๆ มาหาเรา แต่ไม่ได้พูดธรรมะอย่างพูดกับหลวงปู่มั่นนะ มาหาธรรมดา มันคิดถึง แกว่างั้น คิดถึงก็มาละซิ นี่ก็คนหนึ่ง ฟังว่าอัฐิของแกกลายเป็นพระธาตุ ยอมรับทันทีเรา เพราะจิตแกเก่งอยู่แล้วตั้งแต่หลวงปู่มั่นยังอยู่ แกเดินจงกรมเฒ่าแก่ขนาดนั้นได้เอาไม้เท้านะ ลูกหลานมาเล่าให้ฟัง อู๊ย ทำไมแกแก่ขนาดนั้นน่าจะนั่งจะอะไรอยู่ ไม่ยอมนั่งนะ กลางวี่กลางวันก็ตาม กลางคืนก็ตาม แกจะมีไม้เท้าเดินสักเท้าเดินจงกรมบนกุฏิแก แกไม่สนใจกับใคร ทั้งวันทั้งคืนแกจะทำของแกอยู่อย่างนั้น

นั่นหมายถึงว่าจิตแกเป็นอัตโนมัติ มันหมุนติ้วๆ ที่จะพุ่งแล้วนะ มันจะพุ่งแล้ว เพราะฉะนั้นความเพียรจึงรอไม่ได้ ความเพียรมีทุกอิริยาบถ แม้นอนอยู่ก็มี เว้นแต่ขณะหลับ นี่เรียกว่าความเพียรเป็นอัตโนมัติ หมุนตัวไปเอง หมุนไปเองเรื่อย ความเพียรประเภทนี้จะเป็นตั้งแต่ขั้นอนาคามีไป ขั้นพระอนาคามีเริ่มความเพียรเป็นอัตโนมัติ แล้วเร็วเข้าๆ ละเอียดเข้าเรื่อยๆ จนพุ่งถึงนิพพาน

นี่ละธรรมะพระพุทธเจ้าที่สอนว่ายังไง ให้เป็นกับผู้ขึ้นเวทีซิจะค้านท่านได้ยังไง จึงว่าธรรมะสดๆ ร้อนๆ สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว พระองค์ตรัสไว้ยังไง พอขึ้นเวทีรับกันปั๊บมันเข้ากันได้ทันทีๆ ยอมรับๆ ของอันเดียวกัน ดังที่เราพูดเมื่อวานนี้ว่าพระโสณะ เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก จะเอาอะไรไปวัด ใครจะไปคาด อย่างเรานี้เราก็บอกเราไม่เชื่อ อยู่ๆ บังคับบัญชาตัวเองให้เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตกนี้เป็นไปไม่ได้ ลงแค่นั้นละนะ ตอนเวลามาเป็นในตัวของเราเองนี่ เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตกเป็นยังไง ก็เคยเล่าให้ฟังแล้วนั่นละ คือมันหมุนตลอด ถ้าลงได้ลงทางจงกรมลืมวันลืมคืนปีเดือน มีแต่กิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่เป็นวงในตลอด ความเพียรตลอด นี่เรียกว่าความเพียรอัตโนมัติ

ขั้นอนาคาความเพียรเป็นอัตโนมัติ ท่านเหล่านี้จะไม่ลง ขึ้นเรื่อย ทีนี้ธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ พวกอนาคามีนี้จะไปอยู่ชั้นสุทธาวาส ชั้นสุทธาวาสมี ๕ ชั้น อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา นี่เป็นพรหมโลก ๕ ชั้น เป็นที่อยู่ของพระอนาคามี ๕ ชั้นนี้ นอกนั้นยังกลับมาเกิดนะ ส่วน ๕ ชั้นนี้ไม่เกิด พุ่งเลย เคลื่อนจากอวิหาก็อตัปปา สุทัสสา เคลื่อนเข้าสุทัสสี ถึงอกนิฏฐาผ่านนิพพานเลย เวลาขึ้นเวทีแล้วมันสดๆ ร้อนๆ นะที่ท่านแสดงไว้นี้ มันจืดมันชืดตั้งแต่ที่เรามีแต่เรียนเป็นหนอนแทะกระดาษ ไม่ได้สนใจมาปฏิบัติ ผลก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อผลไม่เกิดแล้วจะเอาอะไรเป็นเครื่องเทียบเคียงกัน

พระพุทธเจ้าท่านทรงปฏิบัติรู้ ผลมันก็รับกันทันทีๆ นี่ละขั้นอนาคามีเป็นขั้นที่ไม่กลับมา หากเป็นเองอยู่ในนั้น สดๆ ร้อนๆ นะพอเข้านี้ปั๊บมันเข้ากันได้เลย นี่พระพุทธเจ้าแสดงไว้แล้วทั้งนั้น แน่ะเห็นไหมล่ะ เราไม่รู้แต่ก่อน เวลามันรู้เข้าไปปั๊บยอมรับๆ เรื่อยไปเลย อนาคามีเป็นความเพียรที่อัตโนมัติ มีแต่หมุนขึ้นเรื่อยๆ หมุนเข้าไป ละเอียดเข้าไปๆ เรื่อยๆ ถ้าหากว่าภูมิยังอยู่นี้ตายเสียก็อยู่ภูมินี้ แล้วก็เลื่อนขึ้นสู่ภูมินั้นๆ แต่อยู่ในภูมิจิตของพระอนาคามีนั้นแหละ จะไม่อยู่เหมือนอัตภาพเราตายแล้วไปเกิดที่นั่นอยู่ที่นั่นเสียก่อนเท่านั้นปีแล้วค่อยกลับมาอีก ไม่เป็น

ภูมิจิตนี้ไปอยู่ในอัตภาพนี้แตกลงไปแล้ว จิตนี้จะอยู่ในอันนี้ อยู่ในนั้นก็ตามจิตนี้จะหมุนตัวเองตลอดเวลาแล้วเคลื่อนเรื่อยขึ้นไป อัตภาพร่างกายที่เป็นส่วนหยาบทิ้งมันเสีย ว่าไปเกิดสุทธาวาส ๕ ชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่งไม่พูด บอกว่าสุทธาวาส แต่เวลาความจริงแล้วผู้ได้อนาคามีชั้นที่หนึ่ง เรียกว่าอันดับแรกก่อน เช่นสอบได้ ๕๐% พอได้ ๕๐% ตายแล้วไปอยู่สุทธาวาส ๕๐% นี้เสียก่อน แล้วจากสุทธาวาสจิตนี้จะไม่อยู่ในอัตภาพนะ จิตนี้จะเลื่อนเจ้าของเรื่อย หมุนขึ้นเรื่อยๆ  สุทธาวาสก็มี อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี หมุนเรื่อยๆ เป็นอัตโนมัติจนกระทั่งถึงอกนิฏฐาสุดท้าย แล้วก้าวเข้าสู่นิพพานสดๆ ร้อนๆ ธรรมะพระพุทธเจ้า

เราพูดตามตำรับตำรา ท่านพูดจริงขนาดไหนก็ตามเถอะ หัวใจปลอมเสียอย่างเดียวทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความหมายในหัวใจนี้ เพราะใจดวงนี้ไม่มีความหมาย พอจิตรับกัน เฉพาะอย่างยิ่งภาคปฏิบัตินี้รับกันได้ทันทีๆ สดๆ ร้อนๆ  อย่างที่ว่าอนาคามี เป็นไปอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่น หมุนเรื่อย นี่จิตขั้นพระอนาคามี อย่างยายกั้งที่ว่าแกเดินจงกรมทั้งวันทั้งคืน นั่นละขั้นจิตแกหมุนทำงานเองอยู่อย่างนั้น นี่ก็ได้ยินว่าแกตายไปแล้ว อัฐิแกกลายเป็นพระธาตุแล้ว เรายอมรับทันที เพราะก้าวแรกตั้งแต่นู้นก็บอกอยู่แล้วว่าความเพียรเป็นอัตโนมัติแล้ว อัตโนมัตินี้ต้องเป็นขั้นอนาคา จากอนาคาก็อรหันต์เท่านั้นเอง ให้ลงไม่มี

ธรรมเหล่านี้ใครมาพูดที่ไหน ก็มีแต่เรียนแบกคัมภีร์หลังหัก มันไม่ได้สนใจปฏิบัติ คัมภีร์ก็เป็นคัมภีร์ หนังสือเป็นหนังสือ คัมภีร์อะไรก็ตาม สุตตันตปิฎก พระวินัยปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ก็ให้ชื่อ ปิฎกๆ แปลว่า ภาชนะ สุตตันตปิฎก ภาชนะสำหรับรับรองพระสูตร วินัยปิฎก ภาชนะสำหรับรับรองพระวินัย อภิธรรมปิฎก ภาชนะสำหรับรับรองพระอภิธรรมซึ่งเป็นธรรมสูงสุด ท่านว่าปิฎก ๓  พระไตรปิฎก  สุตตันตปิฎก วินัยปิฎก พระอภิธรรมปิฎก รับอันนี้ไว้ รับอันไหนไว้ก็เป็นกระดาษเหมือนกันหมด ถ้าเจ้าของไม่สนใจมาปฏิบัติ จะเป็นธรรมขั้นใดๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์ แต่เมื่อได้ดึงธรรมที่จำได้แล้วออกมาปฏิบัติ เริ่มละที่นี่ผล ขั้นใดภูมิใดจะปรากฏขึ้นจากการปฏิบัติของตัวเอง ผลงานจะขึ้นที่นี่

ท่านว่าปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ปฏิเวธคือความรู้แจ้งในผลงานของตนเป็นลำดับลำดาไป ถ้าปฏิบัติแล้วสดๆ ร้อนๆ อย่างนี้ ถ้าไม่ปฏิบัติก็เป็นหนอนแทะกระดาษ ไม่ว่าท่านว่าเราเป็นแบบเดียวกันหมด ฟังซิอย่างที่ว่าพระโสณะท่านประกอบความเพียร เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก เราฟังแล้วเราเฉยๆ นะ ใจดวงนี้ละมันเฉยๆ จะว่าเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่เห็นมันหนักไปทางไหน แต่เวลาปฏิบัติมันเข้าถึงนี่ปั๊บยอมหมอบเลย เห็นไหมล่ะ นี่ความจริงเข้าถึงกันแล้ว ฝ่าเท้าแตกคือเดินจงกรมไม่มีเวล่ำเวลา นั่งก็ดีอะไรก็ดี จิตหมุนอยู่นี้ กิเลสกับธรรมฟัดกัน ฟัดกันบนหัวใจ กลางคืนนอนไม่หลับ นอนก็ฟัดกันอยู่นั้น มาเดินจงกรมก็ฟัดกัน นั่งก็ฟัดกัน นอนก็ฟัดกัน สุดท้ายแจ้ง ไม่หลับเลย คืองานของจิต กิเลสกับธรรมฟัดกันเป็นอัตโนมัติ จึงต้องได้รั้งเอาไว้

คำว่ารั้งเอาไว้มีใครบอกล่ะ ก็พ่อแม่ครูจารย์มั่น เราเคยได้ยินเมื่อไรรั้งเอาไว้ พัก ท่านว่างั้นนะ นี่ท่านก็ฟาดเรานั่นเองไม่ใช่อะไร คือเวลาไปเล่าให้ท่านฟังถึงการไม่หลับไม่นอน กลางคืนก็ไม่หลับ กลางวันมันยังไม่หลับอีก มันหมุนติ้วๆ อยู่ข้างใน ท่านก็ใส่ปั๊วะเข้าไปเลย ให้พักให้รั้ง บำเพ็ญตามเวลา พักตามเวลา ท่านว่างั้นนะ งานการจะได้ก็จริงแต่ทำไม่หยุดไม่ถอยมันตายได้ ต้องมีการพักการทำงาน พักผ่อนหย่อนตัวนอนหลับรับประทานอาหาร แล้วไปประกอบหน้าที่การงานได้ต่อไปอีก ผลก็ได้ถึงจุดสุดท้าย ถ้ามีแต่จะทำอย่างเดียว เห็นแต่ว่ารายได้เป็นของดีๆ พักงานรายได้ไม่มี มันตายได้ท่านว่า นี่ละที่ว่าให้พัก ใครพูดได้อย่างนี้น่ะ ให้พักให้รั้งเอาไว้ ท่านผ่านมาหมดแล้ว นี่ก็ปฏิบัติตามท่าน มันก็เป็นอย่างนั้น

คือจิตขั้นที่จะหมุนออกจากโลกที่มันเห็นภัยเต็มที่แล้ว คือขั้นของพระอนาคามี ขั้นพระอนาคามีนี้มีแต่จะไปถ่ายเดียว ให้ลงไม่มี หมุนติ้วๆ แล้วหมุนละเอียดด้วย ละเอียดเข้าไปๆ พุ่ง ที่จะให้ถอยไม่มีพระอนาคามี นี่เราพูดทางภาคปฏิบัติ สดๆ ร้อนๆ อยู่อย่างนี้ เอาซิปฏิบัติซิ พระพุทธเจ้าเป็นกระดาษเศษเหรอ เป็นตุ๊กตาเหรอ พระไตรปิฎกที่จดจารึกมาจากพระทัยคือใจพระพุทธเจ้าออกมาเป็นคัมภีร์ๆ นี้เป็นตุ๊กตาเหรอ คนผู้ไปศึกษาเล่าเรียนมาไม่สนใจในธรรมต่างหากพวกเป็นตุ๊กตา พวกเป็นหนอนแทะกระดาษ

ถ้านำมาปฏิบัติอันไหนก็เถอะน่ะ ลงว่าสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้วไม่มีบกพร่องเลย สมบูรณ์ทุกแบบๆ ตั้งแต่บาปบุญ นรกสวรรค์ พรหมโลก นิพพาน ละเอียดลออสุดยอดอยู่ในสวากขาตธรรมหมด เพราะทรงทราบครอบไปหมดแล้ว แต่เรามันไม่รู้ หูหนวกตาบอด แล้วไม่ยอมรับว่าตัวตาบอด ไปว่าแต่สิ่งนั้นไม่มีๆ หัวชนต้นไม้จนแตกยังอวดดีอยู่นะคนตาบอด ถ้าคนตาดีเขาไม่ชน เขาหลีกไปเสีย แต่คนตาบอดมักโดน อันนี้คนที่กิเลสเต็มหัวใจชอบอวดชอบโอ้ มีแต่ความโอ้ความอวด อยากให้เขาว่าดิบว่าดี ก็ตัวมันไม่ดี โอ้อวดขนาดไหนก็เหมือนอวดกองขี้นั่นแหละ ก็ขี้จะเอาไปอวดแข่งทองคำได้ยังไง

ทองคำเป็นทองคำ ขี้เป็นขี้ ไปอวดกันได้ยังไง ต้องยอมรับว่าขี้เป็นขี้ ทองคำเป็นทองคำ ธรรมเป็นธรรม โลกเป็นโลก กิเลสเป็นกิเลส ถูกต้อง เรื่องกิเลสแล้วต้องต่ำต้องสกปรกเสมอ ธรรมนี้สะอาดๆ สะอาดสุดยอดเสมอ ต่างกันอย่างนั้น อันนี้ต้องเข้าภาคปฏิบัติซิ ดูจิตใจเจ้าของตั้งแต่เวลามันมืดตื้อๆ อยู่นี้ ตะเกียกตะกายล้มลุกคลุกคลาน สู้กิเลสไม่ได้ๆ สู้ไม่หยุดไม่ถอยก็ก้าวขึ้นได้ๆ สุดท้ายเหยียบหัวกิเลสไปได้ นั่นเห็นไหมล่ะความอุตส่าห์พยายามความบึกความบึน

ให้ฟังเสียงพระพุทธเจ้านะ เสียงพระพุทธเจ้าเป็นเสียงผู้สิ้นกิเลสแล้ว เสียงไตรภพอันนี้ โลกธาตุอันนี้เสียงคลังกิเลสทั้งนั้น จะเอาอะไรมาเป็นน้ำหนักพอเชื่อถือได้ พระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเป็นน้ำหนักเต็มตัวแล้วครอบโลกธาตุ เป็นองค์ศาสดาสอนได้ทั้งสามโลกธาตุ คือเป็นจิตผู้สิ้นกิเลส โลกวิทู รู้แจ้งโลกหมดเรียบร้อย อาโลโก อุทปาทิ สว่างจ้าตลอดเวลา เอาธรรมนี้มาสอนโลก ไม่ใช่หูหนวกตาบอดมาสอนโลกนะ โดนนั้นชนนี้ สอนให้เขาไปสวรรค์แล้วพาเขาทำบาป ก็ลงแต่นรกน่ะซิ คนตาบอดหูหนวกเป็นอย่างนั้นละ ถ้าคนตาดีๆ สอนตรงแน่วไปเลย ให้พากันจำเอานะธรรมพระพุทธเจ้า

เรายิ่งจวนตายเท่าไรยิ่งเผ็ดยิ่งร้อน เป็นห่วงนะไม่ใช่อะไร กิริยาท่าทางที่แสดงออกมาเหล่านี้นั้น โลกทั้งหลายเขาถือว่าดุด่าว่ากล่าว เด็ด เผ็ดร้อน เหมือนเป็นฟืนเป็นไฟจะกัดจะฉีก แต่กิริยานี้เข้มข้นออกมาจากธรรม ทำด้วยความเมตตาสงสารมีกำลังมากเท่าไรกิริยานี้ยิ่งเข้มข้นๆ และเป็นธรรมไปล้วนๆ ไม่ได้เป็นกิเลสแบบแสดงมากๆ แล้วเผากันเป็นเถ้าเป็นถ่านไปได้ อันนี้ไม่มี เผากิเลสเป็นเถ้าเป็นถ่านต่างหาก เข้าใจเหรอ นี่ละธรรมเมื่อถึงขั้นแล้วจะเป็นอย่างนั้น ถึงขั้นอ่อนเปียกอ่อนเปียก เมื่อได้รับการบำรุงรักษาอยู่เสมอ คือใจดวงนี้พร้อมที่จะเจริญ พร้อมที่จะเสื่อม แตกฉิบหายไม่มี คือจิตฉิบหายไม่มี พร้อมที่จะเสื่อม พร้อมที่จะเจริญ

เอา พยุงเข้า ปัดออกอะไรที่จะทำให้จิตเสื่อมให้เสีย บำรุงเข้าอะไรที่เป็นความดีงาม ศีลธรรมความดีงามทั้งหลาย ให้ทาน รักษาศีล ภาวนา นี่ละเป็นเครื่องพยุงจิตใจที่ไม่เคยตายให้ขึ้น กิเลสความชั่วช้าลามกกดจิตลง ความกดจิตลงกับทรมานจิตมันเข้ากันได้สนิทๆ ให้พากันพิจารณานะ ไม่มีคำใดแล้วที่จะเป็นสอง ชื่อว่าพระพุทธเจ้าตรัสแล้ว ให้จำคำนี้ไว้นะ ทั่วโลกทั่วสงสารใครพูดมาก็เชื่อไปหมด ก็มีแต่ปากกิเลส หัวใจกิเลส คลังกิเลส พูดออกมามันก็หลอกกันวันยังค่ำ ตื่นบ้ากันวันยังค่ำ

คำพูดพระพุทธเจ้านี้ผางมาคำเดียวแม่นยำ ไม่มีเคลื่อนคลาด

เอกนามกึ หนึ่งไม่มีสอง คือพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นแต่ละครั้งๆ ไม่มีสองเป็นคู่แข่งเลย นี่ข้อหนึ่ง

เอกนามกึ พระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้านี้ไม่มีสอง ทรงทำนายว่าอะไรแล้วเป็นอย่างนั้นโดยถ่ายเดียว

สาม สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วทุกแง่ทุกมุมไม่มีผิดเพี้ยนไปเลย นี่พระพุทธเจ้าท่านทรงธรรม เอกนามกึ ไว้อย่างนี้

ร้อยสันพันคมคือกิเลส พระพุทธเจ้าใส่เปรี้ยงเดียวหมอบ พากันจำเอานะ เอาละพอ พูดไปพูดมาก็สายแล้ว ให้พร

         หลวงปู่ลีวัดถ้ำผาแดงถวายทองคำน้ำหนัก ๓ บาท เงินสด ๒๓,๑๒๐ บาท เช็ค ๑,๕๐๐ บาท สาธุนะ ธรรมลี เราเรียกแต่ธรรมลี นี่เศรษฐีธรรมองค์นี้องค์หนึ่ง เราไม่ค่อยพูดละ ออกมาก็มีธรรมลีนี้ออก ออกปากมาหลายปีแล้วนะ ธรรมลีนี่เศรษฐีธรรมองค์หนึ่ง ใครไม่ทราบให้ทราบเสีย เศรษฐีธรรมครองสมบัติอยู่เงียบๆ ไม่มีกระโตกกระตาก เศรษฐีธรรมองค์นี้ ผ่านไปนานแล้ว อยู่กับเราห้วยทราย จิตแกหมุนติ้วๆ ตั้งแต่นู้นแล้ว จากนั้นมาก็เป็นเศรษฐีธรรม องค์นี้องค์หนึ่ง ลูกศิษย์ที่บวชวันเผาศพพ่อแม่ครูจารย์มั่น วันนั้นละบวชธรรมลี พอบวชแล้วก็ติดตามเราเลยตลอด อย่างที่ว่าไปอยู่ในป่าช้า ถ้าทราบว่าธรรมลีกลัวผีเราจะไล่เข้าไปอยู่กลางป่าช้า เราเปิดหนีเลย อันนี้เราไม่รู้ ให้แกอยู่ข้างนอก เราไปอยู่กลางป่าช้าเสีย ออกมา “โอ๊ย บุญช่วยๆ เหลือเกิน”

(ถวายช่วยโรงพยาบาลเครื่องมือตา ๕,๐๐๐ บาทเจ้าค่ะ) เออ เมื่อเร็วๆ นี้ทางโรงพยาบาลเขาก็มาขอเครื่องมือตา คือเราปวารณาไว้แล้วเครื่องมือตานี้เราจะช่วยให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเลย ไม่ให้บกพร่อง อะไรขาดเท่าไรให้เอามาให้หมด เราว่างั้น ตั้งแต่ต้นเลย เราก็ช่วยเหลือโรงพยาบาลนี้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เรียกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์เครื่องมือ ไม่ให้บกพร่องตลอดมา เมื่อสักอาทิตย์หนึ่งมั้ง ทางโรงพยาบาลเขาก็มาแจ้งให้ทราบ เขาไม่ได้มาขอแหละ เขามาแจ้งให้เราทราบว่าเครื่องไม้เครื่องมือมันหลายชนิดนะ รวมแล้วเป็นเงิน ๗,๒๐๐,๐๐๐ บาท เครื่องมือตาที่เขามาบอกเรา เขาไม่ได้มาขอ เพราะเราปวารณาไว้แล้ว

         เขามาบอกเครื่องมือตาที่จำเป็นมีเครื่องนั้นๆ รวมแล้วเป็นเงิน ๗,๒๐๐,๐๐๐ บาท เขาบอกมาหาเรา เราก็ตอบรับเลย เอาให้เลยสั่งได้เลย คนทั้งหลายคงจะตื่นตกใจละนะ ทำไมเงินตั้งเจ็ดล้านแปดล้านยังให้เลยทันที ก็เพราะว่าคำตกลงแล้ว เราบอกเราให้เลย ความจริงเราไม่มีเงินก้อนอะไรมาให้แหละ แต่เราเคยผ่านสนามอันนี้มาแล้ว อันนั้นได้แล้ว ทีนี้เวลาได้แล้วเก็บหอมรอมริบๆ รวมกันทยอย ทางนั้นมาทางนี้ทยอยให้ ทางนั้นมาทยอยให้ แล้วผ่านได้ เข้าใจไหม อันนี้เจ็ดล้านนี่ก็แบบเดียวกัน เราไม่มีเงินก้อน อันนี้ตกมาระยะนั้น อันนั้นตกมาระยะนั้น จากนี้ถึงวาระสุดท้ายมันก็ต้องเป็นเวลานาน เราก็พยายามหาเงินมาได้ เข้าใจไหม นี่ต่างหากนะ

         ไม่ได้มีเงินก้อนตูมให้นะ คนส่วนมากจะเข้าใจอย่างนั้น เรามันเคยผ่านเวทีนี้มาแล้ว เวทีที่ว่าเอาๆ ให้เลย แล้วค่อยทยอยให้อย่างนี้เรื่อย ๗,๒๐๐,๐๐๐ ให้ไปแล้ว ตกมาเมื่อไรๆ ก็จ่ายตามวาระของของที่ตกมาเป็นระยะๆๆ มันไม่ได้ตูมทีเดียวนะ คือเรามันเคยผ่านเวทีมาแล้ว มันรู้ เท่านั้นเอ้าให้เลย อันใหญ่ก็บอกให้ ทีนี้ค่อยตกมาๆ ก็ทยอยจ่ายๆ เรื่อย อย่างนี้เรื่อยมา ไม่ใช่น้อยๆ 

         ศพอาจารย์เหรียญจะมาจากกรุงเทพฯวันที่ ๑๓ แต่จะมาเวลาใดแล้วแต่ทางนู้น สะดวกเมื่อไรเขาก็ออกเองวันที่ ๑๓ เขาเขียนจดหมายมานิมนต์เราเป็นประธาน เราก็บอกว่าประธานนี้ประธานยังไง เพราะเรื่องเหล่านี้จะมาเมื่อไร จะรวมกันเมื่อไร มีงานเมื่อไรทางนู้นจะมาบอกอีก นิมนต์มาขอให้เป็นประธาน เราก็ทราบเอาไว้ เวลามาแล้วเขาก็จะมาบอกอีกทีหนึ่งเท่านั้นละ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก