ปฏิบัติแล้วจะค้านพระพุทธเจ้าได้ที่ตรงไหน
วันที่ 13 มิถุนายน 2548 เวลา 7:55 น. ความยาว 34.55 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

ปฏิบัติแล้วจะค้านพระพุทธเจ้าได้ที่ตรงไหน

 

พระเราดีไม่ดีสู้วัดอื่นไม่ได้ พระจำนวนมาก เช่น ภูสังโฆ ผาแดง ยังมากกว่าวัดเรานะ อันนี้ไม่ให้มาก คือบังคับไว้ให้อยู่ในระดับพอดี แต่ก่อน ๑๘ องค์เป็นอย่างมาก รับแค่นั้น ไม่ให้มากกว่า ๑๘ องค์ ตั้งแต่เริ่มมาสร้างวัดใหม่ๆ ประมาณ ๑๕ องค์ รับเท่านั้น เขยิบขึ้นไป ๑๘ แล้วอยู่นั้นประจำ จนกระทั่งครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านล่วงลับไปๆ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาไม่มีที่เกาะที่ยึด ทีนี้เราก็เลยแย้มประตูออกหน่อย มันพังประตูออกไปเลย ตั้งแต่นั้นมาเลอะเทอะไปหมดนั่นแหละ เป็นอย่างนั้นนะ

แต่ก่อนมาอยู่ทีแรก ๑๕ องค์ ขยับขึ้นมา ๑๘ องค์อยู่นั้นไม่รับเพิ่ม ครูบาอาจารย์ทั้งหลายยังมีมากอยู่ บรรดาพระเณรทั้งหลายก็ไปสำนักครูบาอาจารย์นั้นนี้ ทีนี้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายล่วงลับไปๆ หดย่นเข้ามา ทีนี้หาที่พึ่งละที่นี่ ยุ่งใหญ่ เราจึงแย้มประตูออกรับ พรึบเลยเทียว พังประตู ไม่ใช่ธรรมดา ทีนี้ก็เลยเลอะเทอะไปหมดจนกระทั่งทุกวันนี้ เลอะเทอะหมด เลอะเทอะจนกระทั่งถึงไอ้ปุ๊กกี้ ไอ้หยอง ไม่เลอะเทอะยังไงก็กำลังเทศนาว่าการมันมาจุ้นจ้าน จนเราจะจับเอาหมาสองตัวนี้มาต้มยำ มันเลอะเทอะซิถึงต้องได้ต้มยำมัน มันเลอะเทอะไปหมด

อย่างคนที่เข้ามาในวัดนี่ก็เหมือนกัน ไม่ทราบว่ามาแบบไหนต่อแบบไหน มองไม่ทัน จุ้นจ้านๆ มาเสาะแสวงหาอรรถหาธรรม มาดูอะไรจริงๆ มีน้อยมาก ที่มาเลอะๆ เทอะๆ มีจำนวนมากนะ จุ้นจ้านๆ ทั้งวันเลย เรานั่งอยู่กุฏิมองมานี้ยั้วเยี้ยๆ ตลอด ไม่มีวันเสาร์ วันอาทิตย์ จนกระท่งค่ำแล้วยังไหลเข้ามา มองดูกิริยาท่าทางที่มานี้ไม่ได้มาหาความสัตย์ความจริงอะไร มาตามนิสัยนั่นแหละ มาเที่ยวเตร็ดเตร่เร่ร่อนดูนั้นดูนี้เพลินไป ไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าออกมาทีไรได้ว่าทุกทีแหละ คือเราจะออกมาตอนค่ำๆ ไม่มีคน เราถึงจะด้อมๆ ออก ออกมาจะไปดูนั้นดูนี้ ออกตอนคนไม่มี ตอนเหล่านั้นไม่ได้นะ ต้องมาเวลาสงบๆ

เมื่อวานตอนเย็นๆ ก็มาจะออกไปดูนู้น นี่ก็ได้พูดจนได้มันยั้วเยี้ยๆ ตลอดเวลาไม่ทราบเป็นยังไง ในวัดก็จะทำให้เสีย เจ้าของเสียแล้ว ออกมาจุ้นจ้านในวัดจะทำให้วัดเสียไปอีก พวกจุ้นจ้านนี่ ผู้รักษารักษาอยู่แทบเป็นแทบตายนะ ผู้มาจุ้นจ้านๆ มันเป็นนิสัย ไม่รู้ว่ามาจุ้นจ้านมาเป็นความเสียหายอย่างไร ทั้งๆ ที่เป็นความเสียหายด้วยความผิดพลาดของตัวเองตามนิสัยนั้นแหละ เจ้าของยังเพลินอยู่นะมาวัดมาวา ยั้วเยี้ยๆ มันอะไรก็ไม่ทราบ ทุกวันนี้ยิ่งมากเข้านะ เฉพาะวัดป่าบ้านตาดยิ่งมาก มากแต่เรื่องจุ้นจ้านนะ ไม่ได้มากด้วยความเสาะแสวงหาศีลหาธรรมอย่างแท้จริงอะไร

         มันจุ้นจ้านๆ เรารำคาญจะตายแหละ ว่าเรารำคาญจะตายนี่เขาก็ให้ระวังปากนะหลวงตาบัวรำคาญอยู่เดี๋ยวนี้น่ะ พวกนี้เขาให้ระวังปาก ปากเขามันปากอมขี้ เห่าได้ทุกอย่างพวกนี้ เห่าอรรถเห่าธรรมก็ได้ปากอมขี้ นี่ละพวกเลอะเทอะที่ออกมาเตือนอย่างที่ว่านั้น โห การสอนโลกสอนด้วยอรรถด้วยธรรมพร้อมทุกอย่าง สมบูรณ์ทุกอย่างออกทุกลำดับๆ เราไม่เคยได้ตำหนิข้ออรรถข้อธรรมที่เราสั่งสอนโลก ไม่ว่าจะหนักเบามากน้อยเพียงไรจะพอดีๆ ไปตามเหตุการณ์นั้นๆ อันนี้มันจุ้นจ้านไม่ได้เรื่องราวอะไร

ว่าให้ระวัง มันสลดสังเวชนะเรา กองขี้หมามาว่าให้ทองคำทั้งแท่งระวัง มันจะมาเปื้อน ก็มันมาเปื้อนแล้วนี่น่ะ มันเลอะเทอะขนาดนั้นนะ เวลานี้เมืองไทยเรารู้สึกว่าเลอะเทอะมาก ท่านทั้งหลายให้ฟังนะลูกชาวพุทธ เวลานี้มันกลายเป็นเทวทัตไปหมด ไม่ว่าในบ้านในเมืองในวัดในวา กลายเป็นเทวทัตทำลายศาสนาไปหมดละ พระพุทธเจ้านิพพานแล้วไม่มีใครทำลายได้ มันก็ทำลายศาสนาของพระพุทธเจ้านั่นละ

ให้ใช้ความระวังสำรวมตนบ้าง ความเป็นผู้มีศีลมีธรรม พุทธศาสนานี้เป็นเอกนะไม่มีที่ต้องติ เพราะเป็นศาสนาของผู้สิ้นกิเลสเรียบร้อยแล้ว ศาสนาเหล่านั้นเราไม่ได้ตำหนิ ศาสนาใดก็ตามเป็นศาสนาของคนมีกิเลส คลังกิเลสเป็นเจ้าของศาสนา จะเอาความถูกต้องดีงามอย่างแท้จริงมาจากที่ไหน เหมือนพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้สิ้นกิเลสแล้ว เมื่อสิ้นกิเลสแล้วสอนออกมาคำใดๆ เป็นสวากขาตธรรมๆ ตรัสไว้ชอบแล้วๆ ทั้งนั้น จึงหาที่ต้องติไม่ได้ มาต้องติเจ้าของซิ ธรรมท่านตำหนิตรงไหนนั่นละผิด ความผิดนั้นละเป็นฟืนเป็นไฟแก่ตัวเองและส่วนรวม ดูเราซิ

มันเลอะเทอะไปมากนะเวลานี้ เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธมองดูมันไม่เห็น แม้ที่สุดมองเข้าไปในวัด ไม่ว่าวัดเขาวัดเรามันก็เลอะเทอะแบบเดียวกัน มันเข้าไปทำลายศาสนาอยู่ในวัด อยู่ในตัวเองของพระเณรเรา มันเลอะเทอะไปหมด น่าทุเรศจริงๆ ยังหยิ่งอยู่นะ กิเลสไม่ถอย หยิ่งตลอดกิเลส เรื่องกิเลสจะไม่ถอยใครแหละ ดีตลอด แม้ไปติดคุกติดตะราง เวลาไปถาม ทำไมจึงต้องมาติดคุกติดตะราง เขาหาว่า ดูซิน่ะ แล้วความจริงเป็นยังไงล่ะ เป็นจริงๆ นั่นแหละ คือไปขโมยของเขา ไปทำเสียหายมา เขาจับยัดใส่คุกแล้วว่าเขาหาว่า นั่นมันลงเมื่อไรกิเลส

นี่เทศน์เดี๋ยวนี้ก็ออกทั่วประเทศไทยและออกทั่วโลกทุกเช้านะ เทศน์สำหรับอยู่วัดป่าบ้านตาดเรานี้มีเฉพาะตอนเช้า ตอนเย็น ตอนกลางคืนไม่มี ส่วนไปสวนแสงธรรมมีสองพัก ตอนเช้าพอฉันเสร็จแล้วก็พูด ตอนกลางคืนเขาก็หลั่งไหลมาฟัง อันนั้นที่เทศน์เป็นแถวเป็นแนวละตอนกลางคืน ฟังสองกัณฑ์ๆ อันนี้พูดอะไรๆ ก็ได้ฟังตอนเช้าตอนเดียว ตอนเช้าเท่านั้นเอง

การฝึกตนไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ ใครยังไม่เคยฝึกตนเสียก่อน เห็นว่าศาสนาเป็นของไม่สำคัญ ไม่มีอะไรฝึกตนได้ยิ่งกว่าพุทธศาสนา ฝึกตั้งแต่หยาบๆ จนกระทั่งสุดยอด เลิศเลอสุดยอดคือพุทธศาสนา เพราะพระพุทธเจ้าเป็นองค์ศาสดาที่สิ้นกิเลสเรียบร้อยแล้ว สะอาดเต็มที่ สอนธรรมข้อใดบทใดมาเป็นความถูกต้องแม่นยำ สะอาดไปหมดเลย กับพวกเรานี้มีแต่พวกเลอะๆ เทอะๆ นั่นซิเลยเข้ากันไม่ได้ คือไม่เคยฝึกหัดตน นำศาสนาเข้ามาฝึกหัดตนก็เหมือนติดคุกติดตะราง มันไม่ไปตามอัธยาศัยของความคึกคะนอง ดีดดิ้นไปตามภาษีภาษาคนไม่มีขอบเขต ไม่มีเครื่องบังคับบัญชา มันก็ไปแบบนั้น

พอเอาศาสนาคำสอนของพระพุทธเจ้าเข้ามาบังคับเท่านั้น มันดิ้นมันดีดนะ พูดเหล่านี้ก็พูดถึงเรื่องพระ ตั้งแต่เราเป็นฆราวาสเป็นยังไงนิสัยใจคอ มีอะไรระมัดระวังรักษาไม่เห็นมี เป็นไปตามนิสัยๆ ทีนี้พอบวชเข้ามาปั๊บ เช่นอย่างบวชเป็นพระ พระผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมนะ ไม่ใช่บวชมาแบบโกโรโกโส บวชมาเพื่อความเย่อหยิ่งจองหองพองตัว อาศัยศาสนาเป็นแหล่งหากิน แสวงหายศหาลาภหาความเยินเยอสรรเสริญอย่างนั้นนะ บวชหาธรรมจริงๆ แล้ว กิริยาทุกอย่างไม่ให้ผิดไปตามนิสัยนะ มัดหมด หลักธรรมหลักวินัยห้ามไว้ๆ เหมือนว่าถูกบีบ บีบนี่เพื่อเป็นคนดีนะ เพื่อเข้าสู่กฎระเบียบอันดีงาม ก็เหมือนติดคุกเหมือนกัน

บวชทีแรกอันนั้นก็ผิดอันนี้ก็ผิด คือท่านบอกว่าผิดไว้แล้ว ตัวมันเซ่อมันไปโดนเองๆ ก็มีแต่เราไปทำผิด ทีนี้คอยบังคับตลอดๆ มันก็ชิน ชินต่อการบังคับ บวชแล้วระมัดระวังตั้งแต่บัดนั้น ศีล ๒๒๗ รักษาให้แม่นยำให้ถูกต้อง บังคับตนใส่ศีล ศีลสมบูรณ์ สมบูรณ์ไปเรื่อยๆ รักษาเรื่อยๆ สมบูรณ์ไปเรื่อยๆ นิสัยของเราที่เคยดื้อด้านแต่ก่อนถูกธรรมวินัยตีเข้ามาๆ ให้อยู่ในความสวยงามน่าดู เจ้าของก็อบอุ่น

การฝึกตนไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพียงศีลเท่านี้ก็ว่ายากนะ ฝึกตนในศีลซึ่งเป็นเรื่องหยาบๆ ก็ว่ายาก ยิ่งให้ฝึกใจเข้าสู่ธรรม อันนี้ยิ่งละเอียดลออ ยิ่งทุกข์ยากลำบากมากทีเดียว ให้ขึ้นเวทีเสียก่อนจะได้รู้เอง ถ้าไม่ขึ้นเวทีจะไม่เห็นพุทธศาสนาเป็นของอัศจรรย์ ไม่เห็นพระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวก พระธรรมนี้เป็นของอัศจรรย์ ให้ขึ้นเวทีดำเนินตามแบบอย่างของพระพุทธเจ้าแล้วจะได้เห็นทุกแง่ทุกมุม ความรู้ความเห็นแปลกประหลาดอัศจรรย์ที่ไม่เคยรู้เคยเห็นจะรู้ขึ้นมาๆ เป็นของอัศจรรย์ขึ้นมา แล้วหมอบกราบพระพุทธเจ้าตลอดๆ  เพราะทรงแสดงด้วยความรู้แจ้งเห็นจริงไว้แล้ว

ฝึกอะไรก็สู้ฝึกตนไม่ได้ คืออะไรๆ ก็ดีๆ แต่สู้ฝึกตนไม่ได้ ชนะอะไรๆ ก็ดีแต่สู้ชนะตนไม่ได้ ดังที่ท่านแสดงไว้ในธรรมว่า โย สหสฺสํ สหสฺเสน สงฺคาเม มานุเส ชิเน, เอกญฺจ เชยฺยมตฺตานํ, ส เว สงฺคามชุตฺตโม.การชนะคนอื่นนั้น คูณไปด้วยความทุกข์ความทรมาน ความก่อกรรมก่อเวร จะชนะเป็นล้านๆ ก็เท่ากับก่อกรรมก่อเวรไปตามๆ กัน เป็นเงาเทียมตัว ไม่มีอะไรวิเศษ ผู้ชนะก็เป็นผู้ก่อกรรมก่อเวร ผู้แพ้ก็ผูกกรรมผูกเวรเคียดแค้นภายในใจ มันแพ้ภายในร่างกายแต่ใจมันไม่ยอมแพ้ อาฆาตบาดหมางกันไปตลอดๆ  นั่นเห็นไหมล่ะเรื่องของจิต

เอ้า เราสรุปเอาเนื้อความ แปลอรรถแปลธรรมเพื่อแก้กิเลสต้องแปลโดยอรรถ ไม่ได้แปลโดยพยัญชนะ แปลโดยพยัญชนะนี้ยกธาตุ วิภัตติ ปัจจัย วาจกอะไรเข้ามาประกอบกันแล้วเป็นเอกพจน์ พหูพจน์ รวมมาแล้วจึงมาเป็นคำหนึ่ง มันก็ไปเล่นอยู่กับหนังสือไม่ได้เล่นอยู่กับกิเลส ไม่ได้ฟัดกิเลส ถ้าแปลโดยอรรถ กิเลสอยู่ตรงไหนพังเข้าไปเลย มีแปลอยู่สองอย่าง แปลโดยพยัญชนะต้องแปลให้ได้ศัพท์ได้แสง ให้ถูกธาตุ วิภัตติ ปัจจัย จึงจะออกมาเป็นคำได้ มันก็เป็นตัวหนังสือเสียหมดไม่ได้เป็นกิเลส กิเลสไม่ได้ถลอกปอกเปิก ถึงจะแปลถูกขนาดไหนกิเลสไม่ถลอก

การแปลมีอยู่สองอย่างตามหลักวิชาของการเรียนทางด้านปริยัติ แปลโดยพยัญชนะต้องให้ถูกศัพท์ถูกแสง ถูกธาตุ วิภัตติ ปัจจัย วาจกอะไร เอกพจน์ พหูพจน์ ให้ถูกต้องตามนั้น มันก็ได้เพียงหนังสือเท่านั้น มาประกอบกันเข้าแปลว่านั้น ว่าถูกๆ หนังสือ เราผิดไปแค่ไหนกี่ทวีปไม่รู้นะ แปลโดยอรรถนี้กิเลสอยู่ตรงไหนพังเข้าไปเลย นั่น นี่แปลโดยอรรถ เอาเนื้อความ เอากิเลสให้พังไปเลย นั่น แปลสองอย่าง แปลโดยพยัญชนะ แปลโดยอรรถ กรรมฐานท่านมักจะแปลโดยอรรถทั้งนั้นแหละ

อย่างเราเรียนมานี้ก็เหมือนกัน เราก็เรียนจนเป็นมหาว่าไง คุยสักหน่อยเถอะน่ะ มหาบัวนี่น่ะ พัดก็ติดอยู่เก้าอี้เห็นไหมล่ะ แปลโดยอรรถโดยพยัญชนะเข้าใจทั้งหมด แต่เวลามาแปลทางภาคปฏิบัติแปลโดยอรรถทั้งนั้นนะ ไม่ได้ไปพยัญชนะนะ ธาตุ วิภัตติ ปัจจัย ไม่สนใจ แปลโดยอรรถเอาความ กิเลสอยู่ตรงไหนพังเข้าตรงนั้นๆ พอพูดอย่างนี้ก็สัมผัส ก็มีครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านเป็นเปรียญ ๙ ประโยค เราไปเทศน์อยู่ในกรุงเทพท่านไปฟัง ก็พระผู้ใหญ่นิมนต์เราไปเทศน์ในงานครบรอบปีของท่านนั่นแหละ

เราเทศน์เราก็เทศน์แบบป่าละซิ เป็นมหาก็ตาม ธรรมะเป็นธรรมะป่า  เอามาจากป่านี่วะ เทศน์แล้วแปลไปเรื่อย แปลก็แปลอย่างว่าแปลโดยอรรถ พุ่งๆ  พอออกมาแล้ว ท่านก็พูดว่า มหาบัวแปลผิดศัพท์ แทนที่เราจะมาพิจารณาว่าเราแปลผิดศัพท์ ได้มาแก้ไขเราในการแปลผิดศัพท์ให้แปลถูกศัพท์ไม่นะ เกิดความสลดสังเวช โห ท่านติดปริยัติติดขนาดนี้เชียวนา นู่นน่ะ ไปอย่างนั้นนะ ท่านไม่ได้มุ่งอรรถมุ่งธรรมอะไรยิ่งกว่าตัวหนังสือ นั่น ขนาดนี้แล้วท่านไม่มีหลักมีเกณฑ์ภายในจิตใจเลย เห็นไหมล่ะ มันไม่ได้มาว่าเราแปลผิดศัพท์ ตัวนั้นละตัวแปลผิดศัพท์ กิเลสมันสับหัวอยู่นั่นไม่แปล ตีให้มันแหลกซิ ว่ามหาบัวแปลผิดศัพท์ นี่ถึงเวลามาพูดก็พูดเฉยๆ

แทนที่เราจะคิดถึงเรื่องเราแปลผิดศัพท์ผิดแสงไม่เลยนะ พุ่งใส่กิเลส คือแปลโดยอรรถ แปลเอาความ พุ่งๆ เข้าหาตัวจริงๆ ท่านไปลูบคลำอยู่ตามธาตุ วิภัตติ ปัจจัย วาจกอะไร กว่าจะยกมาเป็นศัพท์เป็นแสงแปลออกมาได้ โถ มันผ่านธาตุ วิภัตติใหญ่มาขนาดไหน ก็เรียนมาหมดแล้วมันรู้ด้วยกันหมด ทีนี้เวลาแปลเอาความไม่ยุ่ง ใส่ปั๊วะเข้าไปเลย กิเลสอยู่ตรงไหนใส่ปั๊วะเข้าไปเลย ทีนี้ท่านไม่เคยปฏิบัติท่านก็ไม่รู้ซิ เลยมาว่าเราว่าแปลผิดศัพท์

เราเกิดความสลดสังเวช เลยฝากธรรมะไปหาท่านกับพระที่สนิทสนมกัน เราวิตกวิจารณ์กับเจ้าคุณปู่ คือท่านแก่มากแล้ว อยากให้ท่านหนักทางด้านภาวนาสักหน่อย ท่านจัดเจนทางปริยัติมาก แต่ทางปฏิบัติรู้สึกท่านจะด้อยอยู่มากนะ ว่างี้ ท่านยอมรับนะ นี่ละที่หาว่าเราแปลผิดศัพท์นี่มันกลับคืนไปสอนท่าน เข้าใจไหม ท่านยอมรับ โอ๊ย ใช่แล้ว ยอมรับๆ อ่อนแอมากทางจิตตภาวนา ท่านก็มาเยี่ยมเราเหมือนกัน ท่านยอมรับ ว่าท่านอ่อนแอมากทางด้านจิตตภาวนา นั่นเห็นไหมล่ะ

เวลาฆ่ากิเลสเราจะไปเอาพยัญชนะ เอาศัพท์เอาแสงมายุ่งไม่ได้นะ ยุ่งไม่ได้เลย เข้าหาตัวๆ ผึงๆ เลย นั่นเรียกว่าแปลโดยอรรถๆ แปลโดยพยัญชนะไม่ยุ่งเลย นี่ท่านติดอยู่ในปริยัติเสียพอแล้ว พอแย็บออกไปหาอรรถ แปลผิดศัพท์ท่านว่า ผิดศัพท์ไหนน่ะ สับหัวกิเลสอยู่จังๆ นี้ยังผิดศัพท์อยู่เหรอ ไอ้ผู้ที่ว่าผิดศัพท์กิเลสสับอยู่นั้น ยังเข้าใจว่าแปลถูกศัพท์อยู่เหรอ ถูกศัพท์ก็ถูกสับจากกิเลสนั่นละ มันสับมันยำเอานั้น นี่ก็แปลโดยอรรถเหมือนกัน ใส่ปึ๋งเข้าไปอย่างนั้น เรียกว่าแปลโดยอรรถ ให้ได้สติเครื่องเตือนใจในเวลาฟัง

ภาคปริยัติกับภาคปฏิบัติต่างกันมากนะ เมื่อได้ผ่านทางปริยัติด้วย ผ่านทางปฏิบัติด้วยแล้ว พูดได้อย่างเต็มเหนี่ยวทั้งสองด้านเลย ปริยัติเดินยังไง เดินไปตามแถวตามแนว เรื่องราวก็ไปธรรมดาลอยๆ ไม่ปักลงๆ เหมือนปฏิบัตินะ เวลาออกทางภาคปริยัติเข้ามาปฏิบัตินี้มันปักลงซิ ไม่ได้ไปลอยๆ อย่างนั้น ลอยๆ เราก็เรียนมาแล้ว เราก็ลอยมาแล้ว เวลามาปฏิบัติเราก็ปักลงไปแล้วๆ มันก็รู้กันทั้งสองอย่างละซิ ทีนี้ความรู้ทางภาคปฏิบัตินี้อย่าเอามาเปรียบนะ เรื่องความรู้เรียนปริยัติจบพระไตรปิฎกไหนก็เถอะว่างั้นเลย พระไตรปิฎกเดียวที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมาจากพระไตรปิฎกอันใหญ่หลวงนั้น พระสงฆ์สาวกท่านตรัสรู้ขึ้นมา บรรลุธรรมขึ้นมาจากพระไตรปิฎกใหญ่ของท่าน จึงแยกออกมาเป็นพระไตรปิฎกนั้นพระไตรปิฎกนี้ เป็นกิ่งแขนงต่างหาก ต้นลำอันใหญ่โตอยู่ในพระไตรปิฎกใหญ่คือหัวใจของท่าน ท่านบรรจุไว้หมดเลยธรรม เพราะฉะนั้นธรรมในหัวใจนี้จึงกว้างขวางมากทีเดียว ปริยัติเราจะเรียนมากน้อยเพียงไรได้แต่ความจำๆ

แม้หนังสือเล่มเดียวถ้าอ่านไม่จบ ตอนที่ไม่ได้อ่านมันก็ไม่รู้ ภาคปฏิบัตินี้มันเหมือนไฟได้เชื้อ เชื้อไฟมีอยู่ที่ไหน คือสภาวธรรมเป็นความจริงต่างๆ เป็นเหมือนเชื้อไฟ ความรู้ความเห็นภายในจิตใจในธรรมทั้งหลายนี้มันเหมือนไฟ มันจะลุกลามไปหมดแหละ อยู่ที่ไหนๆ มันจะลุกลามไปตามกันไปหมด เชื้อไฟขนาดไหนมันตามไปหมด มันตามรู้ตามเห็นไปหมดนั่นแหละ นี่ภาคปฏิบัติมันผิดกันอย่างนี้นะ ผิดกันมาก เราเป็นผู้เรียนมาด้วย เป็นผู้ปฏิบัติด้วย เราพูดตามความผ่านมาของเรา ว่าภาคปริยัติกับภาคปฏิบัตินี้ต่างกันมากทีเดียว

ภาคปริยัติเรียนมาถ้าไม่สนใจแก้กิเลส เรียนเท่าไรก็ไม่มีทางแก้กิเลส มีแต่พอกพูนกิเลสขึ้น สำคัญมั่นหมายว่าตนได้ชั้นนั้นภูมินี้ ได้ยศถาบรรดาศักดิ์ ขึ้นเป็นเจ้าฟ้าเจ้าคุณเป็นสมเด็จแล้ว เลยเป็นบ้าสมเด็จไปเยอะนะทุกวันนี้ เราอยากจะพูดว่าบ้าสมเด็จนั่นแหละ ถ้าผู้เป็นสมเด็จท่านไม่เป็นบ้าเราไม่ว่านะ เราว่าไอ้ผู้ที่เป็นสมเด็จบ้านั่นแหละ ดินเหนียวติดหัวว่าเป็นสมเด็จแล้วเป็นบ้าไปเลย

นี่ละทางด้านปริยัติ ยศถาบรรดาศักดิ์มันเสริมกิเลสได้ดีอย่างนี้แหละ ถ้าทางด้านปฏิบัติอย่าเอามา ปัดทีเดียวขาดสะบั้นไปเลยตกห้าทวีปนู่น ไม่มีอะไรเข้ามายุ่งได้เลย ไม่ว่าคำนินทาสรรเสริญ เหมือนกันทั้งนั้น ตกลงไปหมดเลยไม่รับ ไม่มีอะไรเลิศเลอเท่ากับคำว่าพอแล้ว พอแล้วนี่พอหมด ไม่เอา เหล่านั้นเป็นส่วนเศษส่วนเลย ที่ว่าคำเยินยอคำสรรเสริญติฉินนินทา ไปเอามาโปะๆ ธรรมชาติเป็นของจริงไม่รับซิ ตกออกหมดๆ นี่ภาคปฏิบัติ

ลงปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนแล้วจะไปไหน ไม่ไปตรงที่ว่านี้จะไปไหน ก็ปฏิบัติเพื่อแก้กิเลส กิเลสตัวไหนเป็นภัยแก้ออกๆ ก็มีแต่ความถูกต้องดีงามไหลเข้าสู่ใจ ทีนี้ความรู้เวลาใจกับธรรมเข้าเป็นอันเดียวกันมันจ้าไปหมดเสีย ปริยัติเรียนมากี่พระไตรปิฎกเอามาซิ เข้ามากับหัวใจดวงที่ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันนี้ มันจ้าไปหมดครอบไปหมดเลย พูดตรงไหนออกปั๊บๆ มันมีอยู่เต็มหัวใจแล้วจะอัดจะอั้นที่ตรงไหน พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้นนะ พระสาวกท่านผู้ที่เชี่ยวชาญท่านเป็นอย่างนั้นจะว่าไง ท่านอัดอั้นที่ไหน

พูดออกมาปั๊บรับกันแล้วๆ สมควรที่จะตอบหรือไม่ตอบเท่านั้นเอง ตอบหนักเบามากน้อยออกทันทีๆ ช่องทางเข้ามานี่ปั๊บ ช่องทางที่ตอบรับกันออกไปช่องเดียวกัน หนามยอกเอาหนามบ่งไปเลยเชียว นั่น นี่ละภาคปฏิบัติเป็นอย่างนั้น ไม่งั้นแก้กิเลสไม่ทัน ถึงขั้นแก้กิเลสไม่ได้หลับได้นอนทั้งวันทั้งคืน มีแต่แบบเดียวกันนี้ มีแต่แบบฟัดกันแบบที่ว่าสวนหมัดกันๆ ตลอด ลืมวันลืมคืน บางคืนนอนไม่หลับตลอดรุ่ง ฟัดกันตลอด กลางวันก็ยังไม่ยอมนอนอีก นี่ถึงขั้นของกิเลสกับธรรมะที่เกรียงไกรแล้วฟัดกับกิเลส เห็นกันอย่างชัดๆ อย่างนี้ กิเลสพังลงๆ จิตใจสว่างจ้าขึ้นมา จ้าขึ้นมาเท่าไรยิ่งมีความคล่องแคล่วว่องไว เฉียบขาดเฉียบแหลมทุกอย่างขึ้นในจิตใจที่มีธรรมครองใจแล้ว ต่างกันนะ

นี่เราพูดถึงภาคปริยัติกับภาคปฏิบัติที่เราก็เรียนมาเหมือนกัน เวลาออกมาภาคปฏิบัตินี้ ความรู้ในภาคปฏิบัติไม่ได้เหมือนความรู้ปริยัติ มันซ่านไปหมดเลยเหมือนไฟได้เชื้อ เชื้อไฟคือสภาวธรรมที่มีอยู่ในที่ต่างๆ ความรู้คือธรรมนี้จะกระจายออกไปตามรู้ตามเห็นไปหมดจะว่าไง ไม่งั้นพระพุทธเจ้าท่านจะรับสั่งมาหรือทุกพระองค์ องค์ไหนที่ท่านปฏิเสธนรก พวกเปรต อสุรกาย บาป บุญ ตลอดถึงพรหมโลก นิพพาน องค์ไหนท่านปฏิเสธ รับรองยืนยันเป็นแบบเดียวกันหมด ก็รู้อย่างเดียวกันนี่ ท่านจะไปค้านกันได้ยังไง ถ้าลงรู้แล้วเป็นความจริงอันเดียวกัน ไม่มีใครคัดค้านกัน เป็นของอันเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน จะแยกไปคัดค้านกันได้ที่ไหน เป็นอย่างนั้นนะความรู้ภายในใจ

ถ้าความรู้จำมา ก็จำมาแบบงมๆ เดาๆ ไปอย่างนั้นแหละ ผิดบ้างถูกบ้าง เทศน์ก็เทศน์ไป มองเห็นกล้วยหอมกล้วยไข่ก็เทศน์ไปอย่างนั้นแหละ หลวงตาบัวเคยเทศน์เอากล้วยหอมกล้วยไข่มากินมากแล้วนะ เพราะฉะนั้นถึงพูดได้เต็มปากละซิ เทศน์หากล้วยหอมกล้วยไข่ก็มี เทศน์ไม่สนใจกับสิ่งเหล่านี้ ทั้งหมดอามิสในโลกไม่สนใจเลยก็มี อย่างทุกวันนี้ไม่สนใจกับอะไร สนใจแต่หัวใจคนเท่านั้น ถ้าหัวใจใดดีพอที่จะรับได้ เอา ควรหนักหนัก ควรเบาเบา ใส่ผางๆ เลย เป็นธรรมล้วนๆ ออก สิ่งเหล่านั้นไม่เคยสนใจ

อย่างที่ว่าช่วยโลกช่วยสงสาร ก็ช่วยไปตามกิริยาเท่านั้น ส่วนหัวใจไม่มีสิ่งเหล่านี้ เราปล่อยหมดแล้วเราไม่มี มีแต่เพื่อโลกทั้งนั้น ได้มาเท่าไรเพื่อโลกๆ เราไม่เอา เราพอทุกอย่างแล้ว เราจึงพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจบริสุทธิ์ปากของเราด้วย เราพูดตามหลักความจริงจริงๆ เราไม่มีอะไรกับโลก ช่วยโลกมาขนาดไหนไม่มีที่จะเป็นมลทิน เพราะการสั่งสมสิ่งเหล่านี้ที่โลกเอามาถวายเรา เราไม่มี เปิดโล่งไปหมดเลย นั่นเห็นไหมล่ะจิตถ้าลงบริสุทธิ์แล้วเปิดเผยอยู่ตลอดเวลา

หากจิตมัวหมอง อะไรเข้ามาก็มาหาความมัวหมองแหละ ถ้าเป็นธรรมแล้วไม่เอาอะไร ไม่มีอะไรเลิศยิ่งกว่าธรรม พูดให้ชัดเจน ลงธรรมได้เข้าถึงใจ ปล่อยออกๆ โดยลำดับลำดา ถึงใจเต็มที่แล้วปล่อยหมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเลิศยิ่งกว่าธรรม กว่าใจกับธรรมเป็นอันเดียวกัน เวลามีชีวิตอยู่ท่านก็ให้นามท่านตามขั้นตามภูมิ เช่น พระพุทธเจ้าบ้าง พระอรหันต์บ้าง พอนิพพานไปแล้วเป็นธรรมธาตุเหมือนกันหมด ไม่ว่าพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ เป็นแบบเดียวกัน มันเป็นอยู่ในหัวใจท่านรู้แล้วท่านจะไปถามกันหาอะไร แบบนี้แบบเดียวกัน นี่ละภาคปฏิบัติไม่มีเถียงกัน ถ้าภาคปริยัติเถียงกันวันยังค่ำ

ขอให้ปฏิบัติตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า ถ้าลงปฏิบัติแล้วจะค้านพระพุทธเจ้าที่ตรงไหน ไม่มีที่ค้าน มีแต่ขึ้นไปแล้วหมอบราบๆ ปฏิบัติตรงไหนรู้ตรงไหนพระพุทธเจ้ารู้แล้วเห็นแล้วๆ แล้วหมอบเรื่อยเลย ยอมรับเรื่อยไปๆ ตั้งแต่นรก สวรรค์ ขึ้นมาถึงนิพพาน เอา ค้านตรงไหน นั่นเห็นไหมล่ะ ก็ท่านรู้ก่อนเราแล้วสอนไว้แล้วนี่ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์สอนอย่างเดียวกัน ท่านไม่ได้ค้านกัน ถ้าค้านก็มีแต่คนตาบอดหูหนวกอย่างพวกเรา ว่าบาป บุญ นรก สวรรค์ ไม่มี อะไรไม่มีๆ ไม่มีหมด ถ้าอะไรๆ ที่มันจะกว้านฟืนกว้านไฟเข้ามาหาเจ้าของเป็นมีไม่พอ มีเมียคนหนึ่งอยากได้ร้อยเมีย มีผัวคนหนึ่งอยากได้ร้อยผัว นั่นมันไม่พอนะถ้าเป็นเรื่องของกิเลส นี่ละคนตาบอดอย่างพวกเราชนดะไปเลย หัวแตกแตกไปชนดะเรื่อยไปอย่างนั้น พากันจำหรือยังล่ะ เอาละพอ เหนื่อยแล้ว ให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก