ชีวิตของเราที่ไม่ลืมเลย
วันที่ 19 มิถุนายน 2548 เวลา 7:40 น. ความยาว 62.27 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

ชีวิตของเราที่ไม่ลืมเลย

 

ก่อนจังหัน

เราอยากเห็นพี่น้องลูกหลานเรา เข้าวัดเข้าวาฟังธรรมจำศีล ทำบุญให้ทาน นี่เป็นมงคลอย่างยิ่ง กิเลสมันไม่ให้มองมันอยากข้ามๆ เรื่องใดเป็นเรื่องของกิเลสนี้เร็วยิ่งกว่าลิง เคยเห็นลิงไหม ลิงมันเร็วไหม กิเลสมันเร็วยิ่งกว่าลิง ถ้าเป็นเรื่องของกิเลสแล้วปั๊บๆ ถ้าเรื่องศีลเรื่องธรรมอืดอาดๆ เราจึงได้อ่อนใจ พระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัย มาเข้าในหัวใจนี้มันเป็นอันเดียวกัน ไม่ต้องบอกมันก็รู้กันทันทีเลย ให้พากันสนใจปฏิบัติศีลธรรม

เมืองไทยเรานี้เป็นเมืองพุทธโดยแท้ ทำไมจึงกลายเป็นเมืองผีขึ้นได้ว่ะ เวลานี้ผีมันกำลังแทรกแซงอยู่ตามวัดตามวาตามศาสนา แม้ในวงราชการก็เหมือนกันไอ้ผีนี่ ตัวเป็นข้าศึกต่อศาสนา ตัวใหญ่ๆ เป้งๆ มีนะในวงรัฐบาลเรานี้ ตัวใหญ่ๆ เป้งๆ เป็นข้าศึกศัตรู เป็นมหาภัยต่อศาสนา เดี๋ยวตั้งกฎนั้นตั้งกฎนี้ออกมา เราฟังตลอด ท่านทั้งหลายมีหูมีตาฟังให้ดีนะ อำนาจป่าๆ เถื่อนๆ โดยอาศัยอำนาจว่าเป็นรัฐบาลๆ มันเอาอันนั้นละออกมาเป็นอำนาจป่าเถื่อน ให้คอยดู คนก็รู้ หมาก็รู้ กฎป่าเถื่อนก็รู้ กฎเป็นศีลเป็นธรรมก็รู้ ดูให้ดีนะ มันแทรกเข้ามาอย่างนี้ละเวลานี้ น่าทุเรศจริงๆ

พากันตั้งใจปฏิบัติเรื่องศีลเรื่องธรรมนี้สำคัญมาก ถ้าลงมีศีลธรรมไม่ว่าบ้านใดเมืองใดจะมีความสงบเย็นใจๆ  ถ้ากิเลสเข้าไปที่ไหนเหมือนเอาไฟจ่อเข้าไปเผาแหลกๆ ตึกรามบ้านช่องใหญ่โตขนาดไหน ไม้ขีดไฟก้านเดียวเท่านั้นใส่พุ่งหมดเลย กิเลสมีอำนาจมากทำลายได้หมด เพราะฉะนั้นจึงต้องสร้างความดีไว้ ปัดกิเลสออก ฟืนไฟนั่นละคือกิเลส อย่าให้เข้ามาย่งกวน ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ

เป็นผู้ใหญ่ในวงราชการ ควรจะเป็นคติตัวอย่างอันดีแก่ผู้น้อยๆ นี้สมชื่อสมนามว่าเป็นผู้ใหญ่ เป็นวงราชการปกครองบ้านเมือง ตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ ผู้ว่าราชการ ขึ้นเรื่อยๆ ต้องมีธรรมเป็นเครื่องกำกับๆ ให้มีความสง่างาม ผู้น้อยดูผู้ใหญ่ที่มีศีลมีธรรมแล้วดูด้วยความเคารพ ด้วยความรักบูชา ถ้าเป็นเปรตเป็นผีอำนาจป่าๆ เถื่อนๆ เขาไม่อยากดูแหละ สู้ดูหมาไม่ได้ หมาตัวดีๆ มันเก่งกว่าคนดีกว่าคนที่เลวๆ นั่นน่ะ เวลานี้คนแย่งเป็นหมาก็มี ยกหมาขึ้นเหยียบหัวมัน คนกลายเป็นเขียงเหยียบขึ้นของหมา สู้หมาไม่ได้ ความประพฤติเลวทราม ใหญ่เท่าไรยิ่งประพฤติตัวเลวทรามๆ น่าสลดสังเวชนะ

เป็นยังไงหูมีตามีทุกคน หลวงตาพูดว้อๆ นี้เอามาจากศีลจากธรรม สิ่งเหล่านี้สัมผัสสัมพันธ์อยู่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทุกคนๆ รู้ด้วยกันทุกคนเป็นแต่เพียงว่าไม่พูด ปล่อยให้มันเผาอยู่ตลอดเวลาทั้งเขาทั้งเราเผาด้วยกัน ถ้าเอาธรรมส่องเข้าไป อยู่ในตัวของเรานี้ปัดออกก่อนเลยอันไหนไม่ดีๆ มองออกไปข้างนอกเห็นตรงไหนก็หลีกก็เว้น ใครอยู่ที่ไหนก็ให้ปัดออกสิ่งไม่ดี ไม่ใช่เป็นคุณเป็นประโยชน์นะสิ่งไม่ดี ต้องเป็นภัยทั้งนั้น ให้พากันระวัง

ธรรมนี้จับรู้หมด กิเลสตาฝ้าๆ ฟางๆ มันไม่ได้เห็นอะไร เห็นแต่มูตรแต่คูถ อะไรที่เป็นความชั่วช้าลามกซึ่งเป็นเหมือนมูตรเหมือนคูถแล้วกิเลสชอบมาก กิเลสมันชอบมูตรชอบคูถ หัวใจที่มีกิเลสชอบแต่ความสกปรกโสมม พอเราว่าเบื่อความสกปรกนี้มันก็เห่าวากๆ ขึ้นมาแล้ว เดี๋ยวจะเข้าข่ายนั้นจะเข้าข่ายนี้ เอ้า เข้ามาว่างั้นเลยเรา ข่ายไหนน่ะ มันวิเศษวิโสกว่าธรรมพระพุทธเจ้ามาจากไหนมันจึงมาเห่าว้อๆ เป็นอย่างนั้นนะเดี๋ยวนี้ เลวมาก

ผู้ใหญ่ในวงราชการนี้ตัวสำคัญ เลว ในวงราชการก็กินกันๆ เอารัดเอาเปรียบกัน ยื้อแย่งแข่งชั่วกันตลอด ว่าแข่งดี มันเอาที่ไหนมาแข่ง มันมีแต่ความชั่วทั้งนั้น มันก็มีแต่แข่งชั่วกันเรื่อย เลอะเทอะ ประชาชนเขาดูแล้วเขาอิดหนาระอาใจ ครั้นเวลาอยากเป็นผู้ใหญ่ก็มาไหว้มาวอนเขาให้ไปหย่อนบัตรๆ คนทั้งประเทศหย่อนบัตรให้ พอหย่อนบัตรให้แล้วมันร้ายกว่ายักษ์ ในวงราชการก็ขัดกัน ออกมาภายนอกก็เหยียบย่ำทำลายไปหมด นี่คือความไม่มีศีลธรรม ถ้ามีศีลธรรม ใครๆ ก็คนเหมือนกัน แบ่งเสมอภาคแห่งความเป็นคน ผู้ใหญ่ผู้น้อยให้เป็นอรรถเป็นธรรมด้วยกัน อยู่ด้วยกันได้เหมือนเด็กกับผู้ใหญ่อยู่ด้วยกัน

พ่อแม่กับลูกเป็นยังไง ลูกมีกี่คนพ่อแม่เลี้ยงดูได้หมด แล้วเด็กรักพ่อรักแม่ทั้งนั้น มีเด็กกี่คนลูกกี่คนรักพ่อรักแม่ของตน ใครเป็นคนเลี้ยงดูเขาเขาถึงรัก เขาก็รู้นี่นะ อันนี้เราก็เหมือนกัน วงราชการงานเมืองเป็นผู้ใหญ่เท่าไรเป็นเหมือนพ่อเหมือนแม่ของประชาชนราษฎรทั้งประเทศ ทำตัวให้ดี เอ้า มันจะอดเพราะเป็นวงราชการเป็นเจ้าเป็นนาย มีอำนาจวาสนามาก แล้วมีแต่ความเฉลี่ยเผื่อแผ่จนกระทั่งเจ้าของอดอยากขาดแคลนไม่มีอะไรกิน ยื่นให้ลูกให้หลานให้ประชาชนราษฎรไปกิน ตัวเองเป็นผู้ใหญ่ไม่กิน ท้องแห้ง

ข้าราชการคนไหนที่ท้องแห้งๆ ไม่ได้กิน เพราะความดีที่เฉลี่ยเผื่อแผ่แก่บรรดาประชาชนราษฎรจนกระทั่งอดอยาก ให้บอกมาหลวงตาบัว หลวงตาบัวจะตีเกราะประชุมทันทีเลย ฟาดมันไปทั้งผู้ทั้งคนทั้งหมูทั้งหมาไปช่วยข้าราชการผู้นี้ ข้าราชการผู้นี้เป็นคนดีหาได้ยาก เอ้าช่วย คนช่วยได้หมาช่วยได้ วิ่งตามเจ้าของเข้าใจไหม ให้พากันจำเอานะ พูดนี้พูดให้ฟังชัดเจน มันเป็นอย่างนั้นนะเดี๋ยวนี้ คนเรารักกันด้วยความเสียสละนะ ไม่ได้รักกันด้วยความตระหนี่ถี่เหนียว ด้วยอำนาจบาตรหลวงป่าๆ เถื่อนๆ เขาเคารพ เช่นอย่างเขาไม่อาจที่จะทำได้ในกิริยาอาการส่วนร่างกาย เขาก็หมอบเสีย ทำท่ายกมือไหว้ พอผ่านไปแล้วเขาเอากำปั้นตีตามหลัง เข้าใจไหมล่ะ เขาเบื่อ นี่ละคนไม่มีธรรม ถ้าคนมีธรรมไปที่ไหนเขายกยอสรรเสริญ จำให้ดี

อย่าลืมศีลธรรมนะ ศีลธรรมนี้เด็ดขาด การชำระความชั่วนะ ใครมีความชั่วมากน้อยเท่าไร เอาธรรมเข้าไปเด็ดมันขาดสะบั้นไปเลย อย่างอื่นกิเลสไม่กลัว กลัวแต่ธรรมเท่านั้น ให้พากันตั้งใจปฏิบัติ เมืองไทยเรานี้เป็นเมืองพุทธโดยแท้ ทำไมกลายเป็นเมืองเปรตเมืองผี ทั้งในวัดในวา นอกวัดนอกวา ในวัดนั่นเป็นสถานที่ควรอย่างยิ่งที่บรรจุอรรถธรรมคือความสงบร่มเย็นไว้กับพระกับเณรในวัดในวา เฉลี่ยออกไปที่ตรงไหน คนมองเห็นพระเจ้าพระสงฆ์มีความเคารพนับถือกราบไหว้บูชา ให้เป็นอย่างนั้นซิวัด อย่าให้มีแต่เป็นส้วมเป็นถานไปหมด

ส้วมถานคือยังไง สิ่งที่บรรจุเต็มอยู่ในวัดนั้นมีแต่เรื่องส้วมเรื่องถาน เรื่องอรรถเรื่องธรรมไม่มี มีแต่เรื่องความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม บำรุงบำเรอทุกสิ่งทุกอย่าง เรื่องของฆราวาสญาติโยม เรื่องของกิเลสไปเต็มอยู่ในวัดนั้นหมด นี่เรียกว่าส้วมว่าถานบรรจุอยู่ที่สกปรกทั้งหลายนี่ในวัด ทีนี้พระเณรปฏิบัติตัวเหลวแหลกแหวกแนว เป็นเหมือนมูตรเหมือนคูถ หาความที่น่าเคารพนับถือไม่มีในกิริยาอาการของพระ ผ้าเหลืองก็ห่มไว้อย่างนั้นแหละ โกนก็โกนไปอย่างนั้นโกนผม แต่ตัวเป็นอีกอย่างหนึ่ง ใครจะกราบไหว้ได้ลงคอ ตัวนี้เปรียบเหมือนมูตรเหมือนคูถ อยู่ในวัดวัดนั้นก็เป็นส้วมเป็นถาน มูตรคูถก็อยู่ในส้วมในถานไปหมด ไปที่ไหนก็เป็นอย่างนั้น

อย่าทำตัวให้เป็นมูตรเป็นคูถ นี้แยกออกภายนอก แยกเข้ามาภายใน ในตัวของเรา ในบ้านในเรือนของเรา อย่าให้เป็นส้วมเป็นถาน ตัวของเราอย่าเป็นมูตรเป็นคูถในบ้านในเรือนจะเน่าเฟะไปหมด อยู่ที่ไหนทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกัน นี่ความเห็นแก่ตัว จำเอานะ ส้วมถานมีอยู่ทุกแห่ง แยกเข้ามาหาตัวของเราเอง ความดีมีอยู่ทุกแห่งทุกหน จำเอา เอาละที่นี่ให้พร

 

หลังจังหัน

ศาสนาพุทธเรานี้รู้สึกจะกระจายออกประเทศนอกเยอะนะเวลานี้ เวลาที่เราช่วยชาติเทศน์นี้ออกทางอินเตอร์เน็ต ออกทั่วโลก นี่จะเป็นข้อคิดได้คติมากอยู่จากที่เทศน์นี้ ออกทั่วประเทศไทยแล้วก็ออกทางอินเตอร์เน็ตทั่วโลกเลย ได้ฟังทุกวันๆ พุทธศาสนาแต่ก่อนก็มีอยู่ตามคัมภีร์ใบลานไม่ได้แสดงออกมา อันนี้แสดงออกทางเสียงทางอะไร เช่น อินเตอร์เน็ต เท่าที่ทราบมานี้หลายประเทศนะ ที่ออกจากเมืองไทยเราไป คนไทยเรามีอยู่ทุกประเทศ ได้ยินได้ฟังอรรถธรรมนี้ทั่วทุกแห่งทุกหน เมืองนอกเขาก็มีหูมีตานี่ ดีชั่วเขาก็รู้ เห็นไหมนี่ฝรั่งมาเต็มอยู่ในศาลาเรา มาจากประเทศไหนๆ บ้าง มาทำไม อยู่ที่หัวใจ หัวใจเชื่อหัวใจฝังลึกในสิ่งใดแล้วย่อมติดพันในสิ่งนั้น นี่เขาเชื่อพุทธศาสนา

ถ้าพูดถึงเรื่องศาสนาแล้วศาสนาพุทธเรานี้มีแบบมีฉบับ มีกฎมีเกณฑ์เป็นลำดับลำดามา รากฐานของพุทธศาสนาที่แสดงออกให้ประชาชนทั่วๆ ไปทราบก็คือพระ พระเจ้าพระสงฆ์ที่เป็นเครื่องหมายของพุทธศาสนา ศากยบุตรลูกศิษย์ตถาคต ออกมาเป็นแบบเป็นฉบับ นอกนั้นเขาไม่มี อะไรเขาก็ไม่มี ของเรายังมี มีแบบมีฉบับเป็นวรรคเป็นตอนๆ ไปเลย แล้วก็ปฏิบัติตามนั้นๆ ผลก็เข้าสู่ความพ้นทุกข์อย่างเดียวกัน พุทธศาสนาเราจึงมีแบบมีฉบับทุกอย่าง

เช่นอย่างบวชเป็นพระ พระก็มีหลักธรรมหลักวินัย เฉพาะอย่างยิ่งพระวินัย พระวินัยขีดเส้นตายไว้เลย ผู้มาบวชเป็นพระถ้าต้องการเป็นพระโดยสมบูรณ์แล้ว ให้ปฏิบัติตามพระวินัยข้อนั้นๆ อย่างที่ท่านแสดงไว้ ๒๒๗ ที่นำมาแสดงออกมาสวดในปาฏิโมกข์ต่างหากนะ ๒๒๗ ข้อนั่น ที่ไม่ได้เข้ามาสู่ ๒๒๗ นี้มากต่อมากพระวินัย ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องเหมือนกันหมด นี่ละพระสมบูรณ์แบบอยู่ที่พระวินัย นี่ก็เป็นกฎอันหนึ่งของพระลูกศิษย์ตถาคต มีอะไรเป็นเครื่องประกัน มีพระและหลักธรรมวินัยเป็นเครื่องประกัน

ดูซิอย่างมาอยู่ในศาลานี้ มาจากชาติชั้นวรรณะใดพระที่มาบวช ต้องเป็นแบบเดียวกัน คือหลักธรรมหลักวินัยเป็นหลักเป็นแบบเดียวกัน ต้องปฏิบัติแบบเดียวกัน เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาจึงมีแบบมีฉบับเป็นระยะๆ มีวรรคมีตอน ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้านะทำอะไร พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติลงตรงไหนๆ แน่นอนๆ เรียกว่าถูกต้องๆ ไม่ผิดพลาด พุทธศาสนาจึงมีแปลกๆ เขาอยู่ ไม่ได้เหมือนศาสนาทั้งหลาย กฎของพระของเณรปฏิบัติยังไง ตามหลักธรรมหลักวินัย ให้ปฏิบัติอย่างนั้นๆ เรื่อยมา

จากนั้นการปฏิบัติบำเพ็ญธรรม ธรรมก็จิตตภาวนา อันนี้ไม่ค่อยจะมีในศาสนาใด แต่ที่เด่นที่สุดคือพุทธศาสนาของเรา สอนให้ภาวนา ก็เข้ากันได้กับพระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยการภาวนา จึงได้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาเป็นพระองค์แรก ก็เป็นขึ้นมาด้วยการภาวนา ท่านเจริญอานาปานสติ นี่ละที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ขึ้นมาด้วยการบำเพ็ญภาวนาอานาปานสติ กำหนดดูลมหายใจเข้าออก ปฐมยามก็ได้บรรลุ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือร่องรอยของพระพุทธเจ้าเรานี้เป็นมาจากไหนๆ ปุพเพ คือชาติก่อนๆ เคยเกิดเป็นอะไรๆ บ้าง ตกนรกหมกไหม้ ขึ้นสวรรค์ชั้นพรหม เป็นเปรตเป็นผี พระพุทธเจ้าเหมือนกับโลกทั่วๆ ไปตอนที่ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ได้ท่องเที่ยวอย่างนี้ ทำบาปทำบุญ ความชั่วช้าลามกหนักเบาเหมือนโลกทั้งหลาย การที่จะต้องเสวยกรรมของตนในภพนั้นๆ จึงเป็นไปตามบุญตามกรรมอย่างนั้นเรื่อยมา นี่เรายกตัวอย่างที่ว่าปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงระลึกชาติย้อนหลังได้ พระองค์เองเคยเกิดเป็นอะไรๆ บ้างมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ นี่เรียกว่าระลึกชาติย้อนหลังของตัวเองได้ ตามดูรอยของตัวเองที่เกิดในภพชาตินั้นๆ มา นี่เกิดขึ้นจากการภาวนาอานาปานสติเป็นสำคัญ

พอมัชฌิมยาม เที่ยงคืนก็ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ คือทรงรู้เรื่องความเกิดความตายของสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายเกิดตายๆ ท่องเที่ยวในวัฏสงสารเช่นเดียวกับพระองค์ที่เป็นมาแล้ว ทรงรู้ด้วยบุพเพนิวาสของพระองค์ จากนี้ทรงเล็งดูสัตว์ทั้งหลายเป็นยังไงเหมือนเราไหม โอ๋ย ยั้วเยี้ย สัตว์ตัวหนึ่งๆ เป็นขนาดไหน แล้วเต็มโลกเต็มสงสาร โอ้โห น่าสลดสังเวชการเกิดการตายคือจิตดวงนี้ไม่เคยตายไม่เคยฉิบหาย สกลกายที่เกิดดับๆ ตายเฉพาะพวกนี้ ส่วนจิตพอร่างนี้ใช้ไม่ได้แล้วปล่อย เข้าร่างนั้นๆ ภพนั้นๆ ภพดีภพชั่ว สูงต่ำตามแต่กรรมดีกรรมชั่วที่ตนได้สร้างเอาไว้ ก็กรรมดีกรรมชั่วนั่นแหละไสลงไปให้ไปเกิดสูงบ้างต่ำบ้าง พระองค์เล็งดูสัตวโลกที่เกิดตายๆ เรียกว่ามันเหลือประมาณ พระองค์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้นเกิดมารู้หมดว่ามากขนาดไหน แล้วยังมาดูสัตวโลกมีจำนวนมากมาย

จุตูปปาตญาณ ทรงรู้เรื่องความเกิดความตาย ตายจากภพนี้แล้วไปเกิดเป็นอะไรๆ ตามรู้หมด นี่เรียกว่าจุตูปปาตญาณ พระองค์ก็ทรงนำเรื่องทั้งสองนี่แหละประมวลเข้ามาสู่ต้นเหตุมัน คืออะไรจึงทำให้สัตว์ทั้งหลายได้เกิดตายๆ ไม่หยุดไม่ถอย ไม่มีต้นมีปลาย เหมือนมดแดงไต่ขอบด้ง สัตว์ทั้งหลายเกิดในวัฏจักรนี้เหมือนมดแดงไต่ขอบด้ง ไม่รู้ของเก่าของใหม่มดแดงมันก็ไต่ของมันไปวนไปวนมา ของเก่าของใหม่ไม่รู้ อันนี้เราภพเก่าภพใหม่สูงต่ำก็ไม่รู้เหมือนกัน แล้วทั้งเขาทั้งเรามีอะไรเป็นสาเหตุถึงได้หมุนเกิดหมุนตายอยู่อย่างนี้ พิจารณาลงในปัจจยาการ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ต้นตอมันอยู่ที่นี่ พิจารณาค้นลงไปๆ จึงไปถึงอวิชชา ต้นตอแห่งกิเลสทั้งหลายอยู่ตรงนั้น บ่อแห่งภพแห่งชาติอยู่กับกิเลสก็อยู่ตรงนั้นนั่นแหละ จึงได้ถอนพรวดขึ้นมาหมด

อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา นี้ พออวิชชาดับแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ดับ ภพชาติทั้งหลายดับหมดโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือเลย นี่เกิดขึ้นจากการภาวนานะ แบบฉบับจริงๆ พระพุทธเจ้า ต้นฉบับพระพุทธเจ้าเป็นนักภาวนาพระองค์แรก พระสงฆ์สาวกก็โดยลำดับมา ภาวนาจึงเป็นรากแก้วแห่งพุทธศาสนา ท่านมีแบบมีฉบับมาอย่างนั้น เวลาตรัสรู้แล้วสอนบรรดาสัตว์ทั้งหลายมีเบญจวัคคีย์เป็นต้น ได้บรรลุธรรมๆ อยู่ในป่าๆ เพราะพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญธรรมอยู่ในป่า ตรัสรู้ธรรมก็อยู่ในป่าตำบลอุรุเวลาเสนานิคม รัฐมคธ ตำรามีอยู่ ทรงบำเพ็ญอยู่ ๖ ปี หาวิธีนั้นหาวิธีนี้ วิธีนี้ไม่ถูกปล่อย เอาวิธีนี้เอาวิธีนั้น เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำก็ต้องบึกบึน

จนกระทั่งวาระสุดท้ายคืนสุดท้าย จึงได้ระลึกถึงอานาปานสติที่พระองค์ทรงบำเพ็ญตั้งแต่คราวเป็นพระราชกุมาร พระราชบิดาพาเสด็จไปแรกนาขวัญ ทรงประทับอยู่ที่ใต้ร่มหว้าใหญ่ ผู้ใหญ่ไม่อยู่ ท่านอยู่ของท่าน ท่านเป็นเด็ก ทรงเจริญอานาปานสติ เกิดความกระจ่างแจ้งขึ้นในนั้น นั้นละเวลาบำเพ็ญแบบนั้นแบบนี้ไป แบบไหนก็หลุดไม้หลุดมือไม่ถูกต้องๆ จึงปล่อย มาระลึกถึงอานาปานสติในคราวทรงพระเยาว์อยู่ จึงยึดอันนั้นมาอานาปานสติ ในคืนวันจะตรัสรู้นั้น ก็ได้ตรัสรู้ขึ้นมา นี่ละแบบฉบับของพุทธศาสนาของเรามีแบบมีฉบับทุกอย่าง ไม่ใช่ทำแบบลอยๆ มีแบบมีฉบับเป็นขั้นๆ เป็นตอนๆ

อย่างพระนี่ก็เหมือนกัน แบบของพระคืออะไร อะไรเป็นแบบของพระแท้ ธรรมวินัย นั่น เป็นแบบของพระ ชีวิตของพระอยู่กับธรรมกับวินัย ธรรมวินัยนี้เป็นเครื่องกั้นอันตราย พระวินัยเครื่องกั้นสองฟากทางไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง เดี๋ยวจะตกเหวตกบ่อไป ส่วนธรรมเครื่องแก้กิเลส ทำใจให้สงบเรียกว่าธรรม เดินศูนย์กลางไปนี้ สติธรรม ปัญญาธรรม วิริยธรรม ขันติธรรม อุตส่าห์พยายามบำเพ็ญ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา อยู่ในท่ามกลางแห่งธรรมและวินัย นี่เรียกว่าธรรม พระวินัยเป็นรั้วกั้นสองฟากทาง ไม่ให้เถลไถลออกไป ถ้าออกไปแล้วตกเหวตกบ่อ ถ้าผิดจากพระวินัยแล้วไม่มีหวัง ตกเหวตกบ่อโดยถ่ายเดียว ใครข้ามเกินพระวินัยแล้วได้ถึงมรรคผลนิพพานไม่เคยมี

ผู้ดำเนินตามธรรมและวินัยนั้นแล คือผู้ตามเสด็จพระพุทธเจ้าทันๆ ตลอด ท่านว่าอย่างนั้น เพราะฉะนั้นธรรมและวินัยจึงเป็นศาสดาของสัตว์โลกทั้งหลายแทนพระพุทธเจ้าเวลาพระองค์ผ่านไปแล้ว เราจึงต้องยึดเอาหลักธรรมหลักวินัยมาเป็นข้อปฏิบัติและบำเพ็ญ นี่พูดถึงพุทธศาสนาเราเป็นศาสนาที่มีแบบมีฉบับทุกอย่าง ไม่ได้ทำอย่างเลื่อนลอยๆ

เช่นอย่างว่าบวชเป็นพระ ใครจะมาจากชาติชั้นวรรณะใดก็ตามมาบวชเป็นพระ เป็นพระเสมอกันหมดด้วยการปฏิบัติธรรมวินัยแบบเดียวกัน บวชแบบเดียวกัน บำเพ็ญแบบเดียวกัน เป็นลูกศิษย์ตถาคตแบบเดียวกัน อยู่ด้วยกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุขอย่างที่เห็นอยู่นี่แหละ ท่านถามชาติชั้นวรรณะกันที่ไหน หลักธรรมหลักวินัยตีตราลงไปว่าเป็นอันเดียวกัน ปฏิบัติแบบเดียวกัน ลูกศิษย์ตถาคตด้วยกัน การปฏิบัติก็ปฏิบัติตามแบบฉบับของธรรมวินัยที่ท่านแสดงไว้แล้ว ท่านมีแบบมีฉบับนะ พุทธศาสนานี่มีแบบมีฉบับตายตัวๆ ไม่ได้เป็นแบบลอยๆ สมชื่อสมนามว่าพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์เอก เป็นแบบฉบับได้ทุกอย่างๆ เลย พุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่มีแบบมีฉบับอย่างสมบูรณ์ทุกอย่าง

พวกเราทั้งหลายก็ควรจะมีแบบมีฉบับไว้ประจำตน ใครควรที่จะปฏิบัติตนในศีลในธรรมข้อใดๆ ควรมีแบบมีฉบับไว้ประจำตัวเอง ต้องมีการบังคับ คนอยากดีต้องบังคับ ศาสนาท่านไม่บังคับ อย่างพุทธศาสนานี้ไม่บังคับใคร ใครอยากนับถือก็ได้ไม่นับถือก็ได้ แต่เมื่อนำศาสนาเข้ามาเป็นสมบัติของตนแล้ว ต้องเอาศาสนาบังคับตน เพราะศาสนาเป็นความถูกต้องดีงาม เราไม่ถูก เอาศาสนามาบีบบังคับให้ปฏิบัติตามหลักศาสนา ก็ดีไปตามศาสนานั้นละ ที่ว่าบังคับๆ บังคับให้คนดี ไม่ใช่บังคับให้คนเลว

พุทธศาสนานี้เลิศเลอ เราพูดอย่างเต็มปากของเรา สามแดนโลกธาตุเราไม่เคยหวั่นกับสิ่งใดเลย เราไม่มี ตั้งแต่ที่ว่ามาแล้ว พ.ศ.๒๔๙๓ มาผางทีเดียวเท่านั้นมันจ้าไปหมดเลย ไม่มีอดีตอนาคต อะไรๆ ที่เป็นยังไง พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็เป็นแบบเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน ถามกันหาอะไร เท่านั้นเอง เราจึงไม่สงสัยเรื่องพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาเช่นไร ศาสนาชั้นเอก นำสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์โดยถ่ายเดียวเท่านั้น ไม่พาสัตว์โลกให้ลงนรก ศาสนานี้ไม่ได้หลอก

เช่นอย่างฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ถ้าฆ่าสัตว์ตัดชีวิตธรรมดาเป็นบาป ถ้าฆ่าเพื่อตัวเองกินแล้วไม่เป็นบาป ลำเอียงอย่างนี้ไม่มี ใครก็ตามว่างั้นเลย ห้ามทั้งนั้น ให้สิทธิ์เสมอภาคกันหมด นี่เรียกว่าไม่ลำเอียง พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่แน่วแน่ต่อหลักความจริงล้วนๆ ขอให้นำไปปฏิบัติทุกๆ คนนะ เวลานี้ที่เราแสดงอยู่นี้ก็ออกทั่วประเทศไทยนะ ออกไปหมด นอกจากนั้นก็ออกทางอินเตอร์เน็ตออกทั่วโลกอีก รู้สึกจะเป็นประโยชน์แก่โลกทั่วๆ ไปอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน การแสดงธรรมจากการนำชาติคราวนี้นั้น เราคิดว่าจะได้เป็นประโยชน์แก่ชาวโลกเราอยู่ไม่น้อย เพราะแสดงอยู่ตลอด และหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ออกกว้างขวางมากมาย

แต่ก่อนที่ยังไม่ได้ช่วยโลกก็เทศน์อยู่ธรรมดาๆ เวลาออกช่วยโลกมันก็ออกกว้างขวาง จนกระทั่งมาทุกวันนี้หยุดช่วยโลกแล้วก็เทศน์ไม่หยุด ไม่ทราบว่าเทศน์ช่วยใคร ออกจากช่วยโลกแล้วก็ช่วยคนเท่านั้นใช่ไหม คนมันจนตรอก เราก็ได้พยายามเทศน์ให้พี่น้องทั้งหลายทราบ การเทศนาว่าการเราพูดอย่างตรงไปตรงมาตามภาษาธรรม ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมหลายสันพันคม หลอกนั้นหลอกนี้เราไม่มี ธรรมไม่เคยมีอย่างนั้น จิตอะไรที่สัมผัสเข้าไปในธรรมเป็นแบบธรรมหมด กิริยาท่าทางคำพูดคำจาจะต้องเข้าสู่แบบธรรมๆ แบบอื่นไม่เอา ไม่ถูก นั่น ให้ถูกธรรมทั้งนั้นแหละ

เวลาปฏิบัติไป พูดให้ฟังเพื่อเป็นคติ ไม่ใช่เพื่อเหยียบย่ำทำลาย ไม่ใช่เพื่อยกยอ ชีวิตของเราในความเป็นพระนี้ ชีวิตของเราที่ไม่ลืมเลย ฝังลึก เราก็เคยพูดให้ฟังแล้ว บ้านหนองแวงนี่น่ะ บวชใหม่ๆ ได้พรรษาเดียว พอออกพรรษาแล้วท่านให้เป็นหัวหน้าพระไปสวดมนต์ เขาทำบุญลานข้าวเขา ไปสวดมนต์ก็ได้พรรษาเดียว ทำไมจึงเป็นหัวหน้า องค์ไหนท่านไม่ได้แก่กว่าเรา พรรษาเดียวกันแต่อ่อนวันอ่อนเดือนกัน เราแก่กว่าเพื่อนก็ต้องได้ไป นี่ที่ว่าไปติดเทศน์ เข้าใจไหม โถ คับหัวอกไม่ลืมเลยนะ ฉันขนมนางเล็ดแผ่นหนึ่งนี้ครึ่งแผ่นก็ไม่หมด กลืนไม่ลง เราจะเอาอะไรเทศน์ให้เขาฟังๆ มันจะตายจริงๆ จำเป็นก็เป็นเราเสียด้วย นั่นละที่ว่าทุกข์แสนสาหัส จะเอาอะไรเทศน์ให้เขาฟังๆ มันไม่มีสิ่งจะมาเทศน์จึงอั้นตู้ เข้าใจไหม ถึงได้เกิดความเดือดร้อนขนาดนั้น

ต่อมาๆ ได้ศึกษาเล่าเรียนมากเข้าช่วยกันเข้าไปแล้วออกภาคปฏิบัติ ออกภาคปฏิบัตินี้เอาละนะที่นี่ ภาคศึกษาเล่าเรียนเป็นภาคความจำ เหมือนเราเหมือนท่านจำได้มากน้อยก็เป็นสัญญาความจำ ยังไม่ได้เป็นสมบัติของตน ศึกษาเล่าเรียนมามากน้อยเป็นเพียงความจำๆ ยังไม่เป็นสมบัติของตน เมื่อออกปฏิบัติ ปฏิบัติตัวเองละที่นี่ บำเพ็ญภาวนาผลปรากฏขึ้นแล้ว ออกปฏิบัติผลปรากฏขึ้นเป็นของเราแล้ว จิตเริ่มสงบนี่ก็จิตเราสงบ สมบัติแห่งความสงบสมถธรรมนี้ก็เป็นสมบัติของเรา เริ่มแล้วนะ เริ่มๆๆ เพราะเราไม่มีเป็นวรรคเป็นตอนลุ่มๆ ดอนๆ พอออกปฏิบัติออกจริงๆ ไม่มีอะไรมายุ่งเลย ในระยะ ๙ ปีไม่มีอะไรมายุ่งเลย

พอว่าหยุดแล้วการเรียน ได้สมมักสมหมายตามที่ได้ตั้งความปรารถนาไว้ว่า เราจะเรียนให้ได้ถึงชั้นมหาเปรียญ ๓ ประโยคแล้วพออยู่พอกิน การก้าวเดินในการปฏิบัติธรรมไม่จนตรอกลงถึงขั้นมหาแล้ว นี่ละพอจบนั้นปั๊บออกเลย ออกคราวนี้ไม่มีเยื่อใย ขึ้นเวทีปฏิบัติ ความจดความจำมีมากมีน้อยไม่สนใจมีแต่ภาคปฏิบัติ ทีนี้ผลแห่งการปฏิบัตินี่ซิมันสำคัญ ปริยัติเราก็เรียนมา ได้รู้ได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างหายสงสัย ทีนี้ภาคปฏิบัติปฏิบัติมานี้มันก็รู้ขึ้นทุกสิ่งทุกอย่างตามกำลังของตน อันนี้ก็หายสงสัยไปโดยลำดับๆ จนกระทั่งปัจจุบันนี้หายสงสัยโดยประการทั้งปวง เรียกว่าภาคปฏิบัติมีผลโดยสมบูรณ์เต็มหัวใจ

ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ปริยัติได้แก่การศึกษาเล่าเรียน เป็นแบบแปลนแผนผัง ปฏิบัติ นำแบบแปลนนั้นออกมาปฏิบัติ เหมือนเรามาปลูกบ้านปลูกเรือนตามแปลน เราก็รู้เห็นผลงานที่เราเริ่มสร้าง เริ่มขุดดิน เทคงเทคานไป เห็นผลมาโดยลำดับ จนกระทั่งสำเร็จเป็นตึกรามบ้านช่องโดยสมบูรณ์ ปฏิเวธๆ คือความรู้ผลงานของตนเป็นลำดับประจำตนตลอดมาเช่นเดียวกัน ทีนี้จิตเป็นสมถะคือความสงบใจ จิตเป็นสมาธิ สมาธิขั้นใด นี่จากการปฏิบัติ ผลคือความรู้แจ้ง ปฏิเวธๆ มันก็รู้จิตของตัวเอง รู้ว่าจิตเรามีความสงบมากน้อยๆ จนกระทั่งมีความสว่างกระจ่างแจ้งขึ้น ปฏิเวธๆ คือความรู้แจ้งในผลงานของตนมันก็รู้ตามโดยลำดับลำดา

เบิกกว้างออกเท่าไรเพราะผลงานมีมากๆ ก็รู้ละซิ เอาให้ทะลุเลย งานนี้ไม่มีอะไรมาตัดให้ขาดวรรคขาดตอน งานของเราก็รู้สึกจะเป็นวาสนาอยู่นะ ตั้งแต่วันก้าวออกปฏิบัติ ไม่มีอะไรที่จะมายุ่งเราได้เลย ออกปฏิบัติออกคนเดียวเสียด้วยตลอดไปเลย พ่อแม่ครูจารย์มั่นส่งเสริมตลอด องค์อื่นไม่ได้นะ มันต่างกันอยู่อันนี้ บางทีลาท่านไปเที่ยว ว่าไปองค์เดียว ไปทำไม เท่านั้นพอแล้ว บางทีว่าไปสององค์ ไปหาอะไร แน่ะมักจะมีอย่างนั้น ถ้าท่านนิ่งๆ ก็ไปได้

สำหรับเราจะไปทางไหน คิดว่าจะไปทางนั้น ไปกี่องค์ ไปองค์เดียว ท่านขึ้นเลยนะพ่อแม่ครูจารย์มั่น พอว่าไปองค์เดียว เออ ท่านมหาไปองค์เดียวนะ ใครไปยุ่งท่านไม่ได้นะ ชี้ส่ายนิ้วไปตามพระตามเณร ให้ท่านไปองค์เดียว ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ นั่นละเรื่องมันจึงไม่ขาดวรรคขาดตอน ออกก็พุ่งเลยๆ กลับมาหาท่านทีไรมีแต่หนังห่อกระดูกๆ ทั้งๆ ที่ยังหนุ่มน้อยนะ ระยะนั้นอายุ ๓๐ สามสิบกว่า อายุยังหนุ่มน้อย เป็นเหมือนคนอายุ ๘๐-๙๐ ปี คือเป็นหนังห่อกระดูกมา ไม่มีเนื้อ ดัดเจ้าของ การกินนี่สำคัญดัดมากนะ มาหาท่านทีไหนก็เป็นอย่างนี้ ออกไปก็ฟัดกันเลยไม่ขาดวรรคขาดตอน คือไม่มีงานอะไรๆ เข้ามากีดมาขวางให้ขาดวรรคขาดตอน มีแต่งานภาวนาอบรมจิตใจล้วนๆ เรื่อย ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายเป็นเวลา ๙ ปี

หลัง ๙ ปีที่ได้ตัดสินกันก็พูดให้ฟังแล้ว หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ นั่นละเดินตั้งแต่นี้ตลอดๆ ผลทางภาคปฏิบัตินี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ ธรรมเกิดที่นี่นะ แต่ก่อนกิเลสเกิด เอะอะกิเลสเกิด ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสสัมพันธ์อะไรกิเลสเกิดทั้งนั้นๆ เวลาธรรมมีกำลังแล้ว ตา หู จมูก ลิ้น กาย ซึ่งเป็นเครื่องใช้นี้แหละ พอสัมผัสสัมพันธ์ธรรมเกิดๆ สติธรรม ปัญญาธรรม จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งทะลุไปเลย นี่เรียกว่าธรรมเกิด เราพูดสรุปความนะ นี่ภาคปฏิบัติ ธรรมเกิดจากภาคปฏิบัติเกิดอย่างนี้ ไม่เคยรู้เคยเห็น รู้ขึ้นมาเห็นขึ้นมา หายสงสัยๆ เรื่อยๆ จนกระทั่งทะลุผางหมด หายสงสัยทั่วแดนโลกธาตุ ก็ประกาศขึ้นในจิตดวงเดียวนี้แหละ นี่เรียกว่าเป็นปฏิเวธโดยสมบูรณ์

นี่เราก็ปฏิบัติมา จิตดวงนี้เวลาล้มลุกคลุกคลานก็เคยพูดแล้ว เวลามันมีกำลังแข็งมันก็แข็งขึ้นมาๆ แต่ธรรมเกิด เกิดมากเกิดน้อยที่จะไปสนใจสอนใครไม่มี สอนเจ้าของทั้งนั้น ธรรมเกิด เกิดเพื่อแก้เจ้าของ ปัญญาเกิดก็เพื่อแก้เจ้าของๆ เรื่อยๆ จนทะลุพุ่งไปเลย ทีนี้จะแก้ใครต่อใครก็เป็นมาเองอย่างที่ว่านี่แหละ ให้พากันตั้งใจปฏิบัตินะ ธรรมพระพุทธเจ้านี่เลิศเลอ มรรคผลนิพพานสดๆ ร้อนๆ อยู่ที่หัวใจของผู้ปฏิบัติธรรม รักใคร่ใฝ่ใจในธรรม เฉพาะอย่างยิ่งภาวนาสำคัญมาก มันจะดีดดิ้นขนาดไหนก็ตามเถอะ ไม่เหนือสติเป็นเครื่องบังคับไปได้แหละ

สตินี้เราเชื่อสุดยอดเลย เพราะเรานำมาใช้แล้ว กิเลสจะหนาแน่นขนาดไหนก็ตาม สติบังคับไว้นี้ออกไม่ได้ๆ ให้พากันตั้งใจปฏิบัติ ศาสนาพระพุทธเจ้านี้เป็นศาสนาที่เลิศเลอ เป็นยังไงเราเป็นลูกชาวพุทธมีแต่ผู้เลวๆ ใช้ไม่ได้นะ ให้เลิศเลอในเจ้าของ อย่างน้อยอย่าให้ตำหนิเจ้าของได้ อยู่ในบ้านในเรือน หน้าที่การงาน งานใดเป็นภัยต่อเรา งานใดเป็นคุณต่อเรา ให้คัดเลือกเสียก่อนแล้วค่อยทำลงไปๆ อย่าเห็นแก่ได้แก่ทำด้วยความอยากความทะเยอทะยาน เสียคนได้ ไม่ได้ใช้ความพินิจพิจารณา ต้องใช้ความพินิจพิจารณาเสียก่อน ดีชั่วในกิจการต่างๆ ผิดถูกประการใดให้ดูเสียก่อนแล้วค่อยทำๆ คัดเลือกไปอย่างนั้นนะ พากันจำเอานะ วันนี้เอาแค่นี้

       ผู้กำกับ        หนังสือเกี่ยวกับวิทยุกระจายเสียงครับ

         หลวงตา       เอาฟัง นี่จะอ่านหนังสือเรื่องราวทางวิทยุให้พี่น้องชาวไทยได้ทราบทั่วหน้ากัน วิทยุนี้หมายถึงวิทยุเสียงธรรม

         ผู้กำกับ        หนังสือมีดังต่อไปนี้นะครับ

         หนังสือด่วนที่สุด                                ที่ทช๓๓๐๐(ว/๒๑๖๗)

                                                            สำนักงานคณะกรรมการกิจการ                                                           โทรคมนาคมแห่งชาติ

                                                            ถ.พหลโยธิน กรุงเทพมหานคร

                                           วันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ ๒๕๔๘

         เรื่อง ขอให้ระงับการออกอากาศ และแพร่กระจายคลื่นแปลกปลอม

         เรียน หัวหน้าสถานีวิทยุชุมชนสวนแสงธรรม

                 ด้วยศูนย์ตรวจสอบการใช้ความถี่วิทยุเขต ๑ (นนทบุรี) สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติตรวจสอบพบว่า การส่งกระจายเสียงของสถานีวิทยุชุมชนสวนแสงธรรม ได้กระทำการให้เกิดการรบกวนข่ายสื่อสารในกิจการวิทยุเคลื่อนที่ทางการบินและกิจการนำทางทางการบิน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่อการจราจรทางอากาศได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม ๒๔๙๘ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการแทนคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

จึงขอให้สถานีวิทยุชุมชนสวนแสงธรรม ระงับการออกอากาศโดยทันที จนกว่าจะดำเนินการแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องส่งกระจายเสียง หรืออุปกรณ์อื่นใดที่ใช้ในการออกอากาศ มิให้แพร่กระจายคลื่นแปลกปลอมออกมารบกวนข่ายสื่อสารของผู้อื่นอีก หากฝ่าฝืนไม่ดำเนินการดังกล่าวจะมีความผิดตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม (ฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๓๕) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิด ๔๐,๐๐๐ บาท หรือจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และถือว่าสถานีวิทยุชุมชนสวนแสงธรรมจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนต่อกิจการวิทยุโทรคมนาคม ซึ่งมีความผิดตามมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มโดยพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม (ฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๓๕) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือจำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

         จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และดำเนินการโดยพลัน มิเช่นนั้นสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

                                                   ขอแสดงความนับถือ

                                                  นาย สุรนันท์ วงศ์วิทยากำจร

         เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

                                                    พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการแทน

                                           คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

 

         หลวงตา       สรุปความลงแล้วได้ยังไงบ้าง ที่ของเราออกนี้ขัดกับเขาหรือว่าไง

         ผู้กำกับ        เขาว่าวิทยุเสียงธรรมไปรบกวนเกี่ยวกับวิทยุการบิน อาจจะเกิดอุบัติเหตุต่อการจราจรทางอากาศได้ แต่ลูกศิษย์ของหลวงตาที่กรุงเทพฯ เขาก็มีความรู้ทางด้านข่ายการสื่อสารเกี่ยวกับวิทยุ เขาไปตรวจสอบแล้วเขาบอกไม่เกิน คลื่นของเราไม่ไปรบกวน ยกเว้นแต่มีคลื่นที่มากลั่นแกล้งตั้งคลื่นข่ายเดียวกัน มาแกล้งไม่ให้เราออกอากาศรับฟังได้ ถ้าสองคลื่นนี้มาเหมือนที่หลวงตาเทศน์แบบหมากัดกัน นี่อาจจะเป็นได้ อาจจะครับ

         หลวงตา       เออ อาจจะ ถ้ามันเป็นไปแล้วก็มีเหรอ (ยังไม่เป็นครับ) อาจจะเป็นไปได้ ไม่ใช่มันเป็นไปแล้วก็มีเหรอ มันมีแง่น่าถาม ยังไงก็จะทราบกัน ในเรื่องอย่างนี้นะ ในเรื่องที่มาห้ามอะไรนี้ก็ไม่เคยมีมาก่อนใช่ไหมล่ะ (ไม่เคยมีครับ) อันนี้เรายังไม่พูดอะไรละ มันยังไม่ถึงกาลเวลา เปิดก็ไม่ออก เมื่อถึงกาลเวลาแล้วผางเลย ก็ฟังเหตุผลเท่านั้นแหละ อันนี้เราคอยฟังเสียก่อน เพราะพวกที่เกี่ยวข้องนี้มีทั้งที่ฝ่ายมาคัดค้าน ทั้งที่ฝ่ายที่จะยอมรับหรือไม่ยอมรับ หรือจะสวนหมัดกันยังไงมันก็เป็นอีกฝ่ายหนึ่ง ใช่ไหมล่ะ เราก็รอฟังอันนี้ก่อน เรื่องราวทั้งหลายก็จะมาหาเรานี้ละ เท่าที่ทราบมานี้เรายังไม่ลงใจเลย จึงยังไม่พูดอะไร คอยฟังเรื่องราวที่มันชัดเจนกว่านี้ก่อน ไม่บอกก็ตาม มันจะออกของมันเอง มีเท่านี้ก่อน ระงับไว้ก่อน

         ผู้กำกับ        มีปัญหาธรรมะครับ ปัญหาธรรมะจากอินเตอร์เน็ตของหลวงตา คนที่ ๑ หลานเจริญสติควบคุมไม่ให้เผลออยู่ทุกอิริยาบถ เมื่อถึงระยะที่พิจารณาทางปัญญา หลานพิจารณามาถึงอสุภะภายใน-ภายนอก ตามหลวงตาสอนเป็นขั้น ๆ หลานยิ่งพิจารณาอสุภะ ตัวราคะตัณหามันยิ่งรุนแรงเข้ามาในจิตมากขึ้นทุกที หลานพิจารณาทุกอิริยาบถไม่ให้เคลื่อนจากอสุภะ หลังจากชำนาญอสุภะภายนอกมาแล้ว จิตมันก็เหมือนดึงหดเข้ามาให้พิจารณาอสุภะภายใน จุดระหว่างพิจารณาอสุภะชำนาญในระดับหนึ่ง จิตก็แว็บๆ เข้ามาเหมือนตั้งใจจะให้พิจารณาสุภะไล่เข้าหาความจริง ผลก็คือจิตยังมีกามราคะอยู่ มันอยู่ในขั้นสู้และพิจารณา จิตดูรื่นเริง แต่บางครั้งเหนื่อยหนักมากเจ้าค่ะ ขณะนี้ลูกเดินไปไหนในชีวิตประจำวัน จิตมันเหมือนเป็นอัตโนมัติเดินอสุภะกลับไปกลับมา ย้อนหน้าย้อนหลัง โดยไม่ต้องบังคับให้พิจารณา ลูกดำเนินมานี้ถูกหรือไม่เจ้าคะ และควรพิจารณาอย่างไรต่อไปเจ้าคะ 

         หลวงตา       ไม่ได้บอกว่าผลเป็นยังไง เอะอะก็มาถามผิดหรือถูก ผลของตัวเองที่ได้รับเป็นยังไงบ้างล่ะ

         ผู้กำกับ        ในนี้เขาบอกว่าเขาพิจารณาอสุภะชำนาญในระดับหนึ่ง

         หลวงตา       พิจารณาอสุภะภายนอกราคะมันยิ่งกำเริบ ว่างั้นใช่ไหม นั่นไม่ใช่พิจารณาอสุภะ มันพิจารณาสุภะ คนนี้ก็สวยคนนั้นก็งาม มันก็กำเริบละซี ถ้าพิจารณาเป็นอสุภะแล้วเหมือนป่าช้าผีดิบผีตายมันถอยทันที ถ้าพิจารณาอย่างนั้นมันไม่ได้ ก็ให้เข้ามาพิจาณาภายในตัวเสียก่อน เช่นอย่างท่านสอนให้ไปเยี่ยมป่าช้า ก็พิจารณาอสุภะนั่นละ ไปเยี่ยมป่าช้าท่านก็บอกวิธี ธุดงค์ข้อเยี่ยมป่าช้า ให้ไปเยี่ยมศพ ในครั้งนั้นปรากฏว่าเป็นศพที่ตายเกลื่อน ไม่ได้ฝังไม่เผากันนะ ให้ไปเยี่ยมศพแล้วให้ไปดูตั้งแต่ที่ตายเก่าๆ จนเป็นกระดูกอะไรๆ ขยับเข้าไปๆ ไปหาตายใหม่ แล้วอย่าไปทางใต้ลม ให้ไปทางเหนือลม ท่านบอกวิธี จนกระทั่งเข้าใจอสุภะเรียบร้อยแล้ว กลับมาก็เอาอสุภะนั้นเข้ามาหาตัวเอง ก็เอาตัวเองนี้เป็นอสุภะเป็นป่าช้าผีดิบผีตายอยู่ในนี้หมดเลย

         ที่พิจารณาภายนอกก็พิจารณาแบบนั้นละเราว่า พอไปเห็นคนนี้สวยนะ คนนั้นสวย มันก็ยิ่งกำเริบ ถ้าพิจารณาอย่างนั้นกำเริบทั้งนั้นแหละ มันไม่ใช่พิจารณาอสุภะ มันพิจารณาสุภะคือความสวยงาม ถ้าพิจารณาเจ้าของให้เป็นอสุภะ พิจารณาภายนอกเป็นอสุภะ ถ้าพิจารณาภายนอกกำลังยังไม่พอ ให้พิจารณาภายในเสียก่อน ท่านบอก ซ้ำๆ ซากๆ เรื่องเหล่านี้แก้ได้ เรื่องราคะตัณหามันจะเหนือเมฆมาก็ตาม ไม่พ้นอสุภะนี้ไปได้ อันนี้ฟาดขาดสะบั้นลงไปเลย

         อสุภะเวลามันชำนาญจริงๆ ของง่ายเมื่อไร เราจึงเรียกว่าขั้นชุลมุน นี่ถึงขั้นที่พูดถึงเรื่องอสุภะที่เขาถามปัญหามานะ เราพิจารณาอย่างนั้นเสียก่อน ถอยหน้าถอยหลัง ถอยหาผลบวกของเรา อันไหนที่เป็นผลลบให้ถอยห่างออกมา มาหาผลบวก พิจารณา แล้วก็ได้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมองไปที่ไหนเป็นซากอสุภะไปหมดเลย นั่น เวลามันชำนาญนะจิต มองดูร่างไหนไม่มีคำว่าสวยงาม มีแต่ซากอสุภะอสุภังเกลื่อนไปหมดเลย พอมองเห็นพับผึงขาดสะบั้นๆ ไปหมด นี่เรียกว่าอสุภะมีกำลังแก่กล้า มองไปที่ไหนเป็นอันเดียวๆ กันหมด นี่เรียกว่าขั้นชุลมุนของสติปัญญาที่ทำงานเกี่ยวกับอสุภะ เรียกว่าชุลมุน ยังไม่เรียกว่าอัตโนมัติ

         อันนี้เป็นขั้นที่รุนแรงเป็นขั้นที่ชุลมุนวุ่นวายมากทีเดียว พอผ่านจากนี้อันนี้ขาดลงไปปุ๊บลงไปเรียบร้อยแล้ว ทีนี้สติปัญญาอัตโนมัติจะนำอันนี้ไปฝึกซ้อมเรื่อยๆ ก้าวเรื่อยๆ  ท่านบอกว่าสำเร็จพระอนาคามี ราคะขาดแล้ว แต่อะไรที่เป็นสิวเป็นฝอยเป็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ ยังติดอยู่ ท่านชำระอันนั้นเรื่อยๆ ขึ้นเรื่อยๆ อันใหญ่ก็นี่ละ ตัวชุลมุนวุ่นวาย จึงไม่เรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติ จนผ่านชุลมุนนี้ไปแล้วจึงเป็นสติปัญญาอัตโนมัติด้วยการนำอันนี้ไปฝึกซ้อมให้ชำนาญๆ ขึ้นไป เข้าใจแล้วนะที่พูดนี้ เพราะพูดนี้ถูกหรือผิดอะไรยังไม่ได้ มาถามถูกหรือผิด ผลเป็นยังไงไม่เห็นบอกมา แล้วมีอะไรอีก

         ผู้กำกับ        คนที่ ๒ ผมฝึกสมาธิจนมีอาการต่างๆ เช่น อาการเหมือนตัวหมุนจากช้าแล้วเร็วจนต้องออกจากสมาธิเพราะมันน่ากลัว อาการอีกอย่างหนึ่งก็คือกระผมทำความรู้สึกแยกเป็นสองส่วนได้ จนเห็นร่างกายของตนเองนอนอยู่ ส่วนตัวที่ลอยขึ้นจะมีความรู้สึกมากกว่าและมีแสงสว่างออกจากตัวเอง แต่เดี๋ยวนี้เสื่อมแล้ว ต่อมาก็ฝึกกำหนดลมหายใจเข้าออก ฝึกไปทุกวัน วันละ ๕ นาทีและเพิ่มไปเรื่อยๆ ในวันหนึ่งก็รู้สึกมีลมหมุนที่ปลายจมูก และนั่งสมาธิทุกทีก็จะมีอาการอย่างนี้ทุกครั้ง อยากให้หลวงปู่ช่วยชี้ทางสอนเกล้ากระผมด้วยครับ

         หลวงตา       โอ๊ย ไม่อยากพูด มันทำจับจด เดี๋ยวจับนู้นจับนี้ไม่ได้ศัพท์ได้แสง เราไม่อยากอธิบายละอย่างนี้ ทำอะไรให้มันจริงจังบ้างซิ เดี๋ยวมาลมหายใจ เดี๋ยวไปอย่างนั้นไปอย่างนี้ ยุ่ง จับอะไรจับให้มันเห็นชัดเจน จะเปลี่ยนก็เปลี่ยนด้วยเจตนาหาเหตุหาผลจริงๆ อย่าสักแต่ว่าทำสักแต่ว่าเปลี่ยน อย่างนั้นใช้ไม่ได้ ไม่ดี นี่ก็แก้แล้วนี่

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก