ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้
วันที่ 30 มิถุนายน 2548 เวลา 7:55 น. ความยาว 38.31 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้

 

ก่อนจังหัน

พระทั้งหลายให้พึงทราบว่า ศาสดาคือธรรมวินัย พระธรรมวินัยนั้นแลคือศาสดาติดแนบกับตัวของพระ อย่าเห็นแก่ครูอาจารย์ซึ่งห่างไกลมากยิ่งกว่าธรรมวินัยในหัวใจของเรา ความเคลื่อนไหวไปมาสติปัญญาจะติดแนบเพื่อธรรมวินัยเสมอไม่ให้ผิดพลาดไปไหนได้ ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ

เมื่อวานนี้ก็ได้พูดเรื่องพระโกโรโกโสที่จะไปกรุงเทพกับเรา รู้สึกว่าสะเทือนใจมากนะเมื่อวานนี้ พอได้ยินว่าพระจะไปกรุงเทพกับเรา สะเทือนใจมากทีเดียว เราบวชพระไว้ไม่ได้บวชเพื่อให้ไปกรุงเทพนะ บวชเพื่อศีลเพื่อธรรม เฉพาะอย่างยิ่งเพื่อความพากเพียรชำระจิตใจ ให้เน้นหนักลงจุดนี้แห่งเดียวเท่านั้น ไม่ให้แตกกระจายออกไปทางอื่น แล้วมาได้ยินคำอย่างนั้นเมื่อวานสะเทือนใจหนักมากนะ ถึงขนาดอ่อนใจที่จะไม่รับพระต่อไป เพราะเราสอนมาแทบเป็นแทบตายเพื่ออรรถเพื่อธรรมซึ่งเป็นของเลิศเลอ ทำไมจึงเห็นแก่โลกเป็นของดียิ่งกว่าธรรมไป แล้วสั่งไปถึงธรรมลี ผาแดง อีกด้วยนะเมื่อวานนี้ เอาขนาดนั้นนะ มันจะเลวที่สุดแล้วพระเรา เห็นแก่โลกยิ่งกว่าธรรม เลวนะ ผู้อยู่ที่นี่ให้ถือว่าศาสดาคือธรรมวินัย ครูอาจารย์จะรวมอยู่ที่นั่นหมด ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ

ความพร้อมเพรียงสามัคคีกันนี้สำคัญมาก นี้ก็คือธรรมคือวินัยเหมือนกัน ใครทำหน้าที่การงานอะไรให้ตั้งหน้าตั้งตาทำด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยความจงใจในกิจการงานนั้นๆ เพื่อสำเร็จประโยชน์เต็มกำลังที่เราต้องการ นี่ผมก็ไปนั้นไปนี้อยู่อย่างนี้จะให้ว่าไง อยู่ที่นี่ศาสดาได้แก่ธรรมวินัยนั้นแหละของเราทั้งหลายให้อยู่ตรงนั้นนะ ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เรื่องภัยภายในนี้สำคัญ ความเคารพกันก็คือเคารพธรรมวินัยนั้นแหละ เรื่องความแยกแยะหรือความร้าวราน หรือความทะเลาะเบาะแว้งนี้ เรียกว่าต่างคนต่างเอาไม้ตีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยความเลวร้ายของตน ฟังให้ดีนะคำนี้

เคารพพระพุทธเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างจะเรียบร้อยดีงามไปหมด ความพร้อมเพรียงสามัคคีดังที่ปฏิบัติมานี้เรียกว่าเรียบร้อยมาเป็นลำดับไม่มีข้อบกพร่อง นี่คือศาสดาสมบูรณ์แบบอยู่กับเราทุกๆ ท่าน ให้ตั้งใจประคับประคองศาสดาคือหลักธรรมหลักวินัยนี้ไว้ให้ดี กิจการงานทุกอย่างจะเรียบร้อยไปตามๆ กัน ใครไม่เชื่อพระพุทธเจ้าแล้วจมทั้งนั้นแหละ ใครจะอวดเก่งกล้าสามารถมาจากโลกไหนก็โลกเถอะ ไม่มีโลกใดที่จะปราศจากกิเลสเหมือนพระพุทธเจ้า เป็นคลังกิเลสด้วยกันทั้งนั้น ออกมาแง่ใดมุมใดมีผิดๆ พลาดๆ ถ้าไม่มีธรรมเข้าแทรกผิดไปตลอด จมไปตลอด ให้ยึดหลักธรรมพระพุทธศาสนาไว้เป็นหลักเกณฑ์ของเรา ยิ่งพระด้วยแล้วหายใจเป็นอรรถเป็นธรรมตลอดเวลา สติติดแนบอยู่กับตัวของตัวเสมอ

เรื่องสตินี่พูดแล้วพูดเล่า ย้ำแล้วย้ำเล่า เพราะเป็นกุญแจดอกสำคัญตั้งแต่ต้นจนถึงมรรคผลนิพพาน จะพ้นจากสตินี้ไปไม่ได้เลย สตินี้จึงเป็นสำคัญมาก ดังที่ท่านแสดงไว้ว่า สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา สติจำต้องปรารถนาในที่ทั้งปวง คือไม่มีเว้นเลย ก็มีตั้งแต่หลักครอกๆ เว้นไม่เว้นมันก็หลับ นอกจากนั้นมาให้มีสติติดแนบกับตัว และให้ฟังเสียงกัน เสียงที่ออกมาแต่ละปากๆ ของพระของเณรเราที่อยู่ร่วมกัน ให้เป็นเสียงธรรมออกมา อย่าเป็นเสียงกิเลสตัณหามากระแทกแดกดันเอาตามใจของตน อันนั้นเสียทั้งนั้นไม่ใช่เสียงธรรม ถ้าเสียงธรรมออกมาโดยเหตุโดยผล หูก็ต้องเป็นหูธรรม ฟังเสียงมันมีเหตุผลกลไกอะไร ให้ยอมรับกันตามเหตุตามผลนั้น อยู่กันได้ด้วยความสนิทพระเณรเรา จะไม่มีระแคะระคายหรือทะเลาะเบาะแว้ง แต่สำหรับวัดนี้ก็ไม่เคยมีแหละ

เรื่องกิเลสมันมีอยู่ภายในเสมอ มันออกแง่ใดก็ได้ถ้าเราเผลอ เพราะฉะนั้นจึงเตือนไว้อย่าเผลอ ให้รักษาธรรมให้ดี ความกลมกลืนสามัคคี ความเคารพกันให้เคารพโดยธรรมทั้งผู้น้อยผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็ให้ดำเนินโดยธรรม ผู้น้อยก็ปฏิบัติตามผู้ใหญ่โดยธรรม มีหลักธรรมวินัยเป็นที่ตั้ง พากันยึดอันนี้ให้ดี ศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองอยู่ในผู้เช่นที่ว่านี้แหละ ถ้าใครมีศาสดาติดตัวคือธรรมวินัย ติดกับชีวิตจิตใจ กายวาจา ความเคลื่อนไหวของเราแล้ว นั้นเรียกว่าเรามีที่พึ่งตลอดไปเลย ถ้าขาดอันนี้แล้วจะเอาอะไรมาแข่งก็มาเถอะ อย่างมากก็ดินเหนียวติดหัวเท่านั้นแหละ จะให้สวยงามเหมือนเครื่องประดับคือทองคำต่างหูเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยดินเหนียว นอกจากนั้นก็เป็นมูตรเป็นคูถไปเลย

ให้มุ่งหน้ามุ่งตาต่ออรรถต่อธรรมทุกองค์ๆ ความพร้อมเพรียง ความสามัคคี ความฟังเสียงกันโดยความเป็นธรรม ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อยให้ถือความเป็นธรรมเสมอ ใครแสดงออกมาอย่าให้คลาดเคลื่อนจากธรรม ผู้ฟังก็จะไพเราะเพราะพริ้งภายในจิตใจ ถึงจะขัดใจก็เป็นกิเลสมาขัด ตัดออกทันทีอย่าให้เข้ามากีดขวาง ให้ธรรมดำเนินทั้งผู้พูดทั้งผู้ฟัง พอใจกันฟังด้วยเหตุด้วยผลด้วยอรรถด้วยธรรม และพอใจกันปฏิบัติตาม นี่เรียกว่าธรรม พากันจำเอานะ ทุกองค์ๆ จำเอา ต่อไปนี้จะให้พร

 

หลังจังหัน

พระในวัดนี้ยืนตัวก็คือ ๕๐ เราให้ยืนตัวอยู่จุดนั้น ถ้าเข้าก็ต้ององค์นี้ออกไป องค์นั้นถึงจะเข้าได้ ถ้าไม่ออกก็เข้าไม่ได้ คือมันจำกัดจำเขี่ยสำหรับที่ภาวนา บริเวณวัดกว้างนะแต่มันแคบไป เพราะพระท่านต้องการความสงัด อยู่ที่ไหนเป็นจุดๆ เรียกว่าไม่ให้มองเห็นกันแหละดี ต่างองค์ต่างอยู่ในป่าเงียบๆ ๕๐ พระทั้งหมดอยู่ในนี้ไม่ให้เลย นอกจากเรารับเป็นกรณีพิเศษ ก่อนจะรับก็ต้องถามดูเสียก่อน ตรงไหนว่างพอที่จะรับได้ไหม ต้องพระท่านมาบอกแล้วว่ารับได้ค่อยรับ อย่างนั้นนะ รับก็ไม่รับสุ่มสี่สุ่มห้า รับก็เพื่อปฏิบัติจริงๆ

สำหรับวัดนี้เรามุ่งต่ออรรถต่อธรรมอย่างยิ่ง ไม่มีคำว่าบกบางในหัวใจ เรามุ่งตลอด แม้แต่ช่วยชาติบ้านเมืองเราก็ไม่เคยละ สำหรับวัดนี้ภาคปฏิบัติของพระไม่ลดหย่อนเลย นั่นดูซิป้ายห้าม ห้ามขาดด้วยไม่ให้เข้าไปยุ่งเลย ไม่ว่าหญิงว่าชายตั้งแต่ขอบศาลานี้ไปเข้าไปข้างในเป็นดงของพระทั้งนั้น ให้ท่านบำเพ็ญตามความสะดวกสบาย ที่ก็จำกัด แล้วเวลานี้ก็มีขยายออกไปทางกำแพงนอกอีก กำลังพระขยายออกไปทางโน้นบ้าง ทางนี้ไปไม่ได้มันเลอะเทอะด้วยผู้คนยุ่งเหยิงวุ่นวายเต็มไปหมด ก็มีว่างอยู่ทางด้านโน้นที่ขยายเขตออกไปใหม่ สำหรับที่เก่าแน่นตลอดเลย

เวลามาอยู่กับครูอาจารย์ถึงจะอัดจะแน่นบ้างก็ทนเอา พระท่านมาอยู่อบรมนี่นะ ถึงจะอัดจะแน่นจะลำบากบ้างท่านก็ทนเอาๆ จากนี้ท่านออกไปแล้วท่านก็ไปหาอยู่เป็นเอกเทศ องค์เดียวๆ หรือสององค์ในป่า ลึกเข้าไปอีก แยกไปอีก ท่านหาธรรม ธรรมอยู่ในใจ ใจเป็นบ่อแห่งความวุ่นวาย กิเลสตั้งรวงรังรากฐานไว้ที่ใจ ธรรมมีอยู่ที่นั่นก็ถูกกิเลสทับไว้ๆ ความสุขที่จะเกิดจากธรรมภายในหัวใจจึงไม่ค่อยมีและไม่มี มีแต่กิเลสออกแสดงลวดลายเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ดีดดิ้นอยู่ในนั้นแหละ เต็มอยู่ในหัวใจ ผู้ไม่ดูใจแล้วตายกี่กัปกี่กัลป์ก็มีแต่อย่างนั้นแหละ ผู้ดูหัวใจจะมีวรรคมีตอนหดย่นเข้ามา มีศาสนา

ศาสนาท่านสอนให้ชำระสิ่งที่เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้อยู่ภายในจิตใจ ได้แก่กิเลส ออกด้วยอรรถด้วยธรรม แล้วจิตใจก็จะค่อยเริ่มสงบเย็นขึ้นมาๆ ถ้าไม่ได้บำรุงรักษาใจเลย บำรุงตามอำนาจของกิเลสแล้วก็เพิ่มไฟเผาไหม้หัวใจเจ้าของตลอดไป โลกทั้งโลกมันมองไม่เห็นความสุข ทั้งๆ ที่ต่างคนต่างวิ่งหาความสุขตั้งแต่รู้จักเดียงสาภาวะ ดีดดิ้นหาความสุข แต่มันหาความสุขไปในทางที่จะให้เกิดทุกข์ คือเป็นเรื่องทางเดินของกิเลสไปเสีย ผลที่ได้มาจึงเป็นความทุกข์ความร้อนวุ่นวาย ไว้ใจไม่ได้ ได้อะไรมาก็คอยแต่จะพลัดจะตกไปเรื่อยๆ ไม่เหมือนธรรมภายในใจ ต่างกันมากนะ

นี่ก็จวนจะตายแล้ว จึงค่อยแยกออกมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ทั้งๆ ที่มันเต็มหัวใจนี้มาได้ ๕๖ ปีมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ฟังซิน่ะ ธรรมเต็มหัวใจ ความสุขเต็มหัวใจมาได้ ๕๖ ปี บอกจนกระทั่งสถานที่เวล่ำเวลาให้พี่น้องทั้งหลายได้คิดได้อ่านเพื่อเป็นคติเครื่องเตือนใจ ไม่ได้มีคำว่าโอ้ว่าอวด อวดหาอะไร ธรรมพอทุกอย่างแล้วไปอวดหาอะไร อยากอวดก็เรียกว่าบกพร่อง จึงเรียกว่าอยาก มันยังบกพร่อง อวดหาอะไร ก็มีแต่เมตตากับธรรมอันนั้นเป็นอันเดียวกัน อ่อนนิ่มไปหมดทั่วโลกดินแดน นี่ละธรรมถ้าได้เข้าสู่ใจ ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วนั้นเรียกว่าสมบูรณ์แบบ

พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ สมบูรณ์แบบเรื่องธรรมเต็มหัวใจ ความสุขเป็นบรมสุขขึ้นมา ดังที่พูดตะกี้นี้เป็นมาแล้วอย่างนี้ได้ ๕๖ ปี บอกจนกระทั่งสถานที่เวล่ำเวลา สถานที่ก็หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร เราลืมได้เมื่อไร แต่ก่อนเรายังหนุ่มอยู่นี้ พอมาปั๊บจะขึ้นไปสถานที่เจ้าของเคยเป็นนะ แต่ก่อน อยู่บนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ พอมาปั๊บก็จะขึ้นนู้นเลย มันเห็นบุญเห็นคุณกันแบบลึกซึ้งพูดไม่ถูก แล้วจะไปไหนค่อยไป ต้องไปที่นั่นเสียก่อน แต่เวลานี้มันแก่มันไปไม่ได้ เพียงไปถึงศาลาก็พอแล้วมันจะตายแล้ว นี่ละที่ว่ามันฝังลึกมาก

อย่างที่ว่าต้นโพธิ์ๆ เป็นคู่เคียงของศาสดาองค์เอกเรา ใครไม่กล้าแตะต้อง มีแต่กราบไหว้บูชา นั่นเป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ต้นโพธิ์นี้จึงเป็นคู่เคียงของพุทธศาสนาเรื่อยมาอย่างนี้เอง และบรรดาท่านผู้ที่บรรลุธรรมในสถานที่ใดๆ อันนั้นจะฝังลึกในใจของท่านอย่างลึกลับนะ ถ้าท่านไม่พูดไม่มีใครรู้ ท่านก็ไม่อยากพูด นี้ถึงกาลเวลาเข้าไปสัมผัสก็เลยพูดเสียบ้างว่า แต่ก่อนมานี่ปั๊บขึ้นหลังวัดดอยธรรมเจดีย์เลย ไปดูสถานที่ บุญคุณนะนั่นฝังลึกๆ อยู่ในนั้น เหมือนต้นโพธิ์เป็นบุญเป็นคุณต่อพระพุทธเจ้านั่นแหละ ที่ว่าทรงประทับอยู่แห่งละเจ็ดวันๆ นั้นเกี่ยวกับเรื่องต้นโพธิ์ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะฉะนั้นต้นโพธิ์จึงเป็นต้นไม้ที่สำคัญประจำสถานที่ท่านเป็นที่ไหน นั่นละสถานที่นั่นเป็นสำคัญ พอถึงที่นั่นแล้ว มันกระจ่างขึ้นที่นั่นเลยไม่มีวันลบ ตายไปด้วยกันเลย ฝังลึกมากนะบุญคุณอันนี้ อย่างต้นโพธิ์ กระทั่งทุกวันนี้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มหาคุณอยู่ตรงนั้น อยู่ต้นโพธิ์ต้นนั้น ท่านระลึกถึงบุญถึงคุณ ไปที่ไหนก็เหมือนกัน

พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็ระลึกถึงท่านอาจารย์ขาวเวลาคุยกัน คุยกันเอาถึงพริกถึงขิงแหละวันนั้น ซัดกัน ว่าอย่างนี้เลยละ พูดให้เต็มยศธรรม เพราะท่านอาจารย์ขาวหลวงปู่ขาวท่านก็เล็งใส่เรา จ้อใส่เรา ไอ้เราก็จ้อใส่ท่านอาจารย์ขาว พูดให้มันชัดเจนว่า ทางโน้นก็ชื่อเสียงดังไปทางมงคลมหามงคล ทางเรานี้ก็ตัวเท่าหนูแต่ก็ดังไปอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน เป็นมงคลมหามงคล แล้วท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ อุปัชฌาย์นี่ ท่านอยากให้ทั้งสองนี้ได้พบกัน ท่านเลยหาอุบาย ที่วัดหนองบัวลำภู ให้เอาไป ท่านจัดที่ให้ นี่ให้ท่านขาว นี่ให้มหาบัว แถวนี้อย่าให้ใครมายุ่ง ท่านจัดเอง จะให้ทั้งสองนี้ พูดภาษาโลกเรียกว่าฟัดกัน ความจริงก็คือจะได้เล่าความเป็นมาของตัวเองสู่กันฟัง

พอไปก็เอาจริงๆ นั่นแหละ ท่านปัดเลยนะ เรานี้ไม่ให้เข้าไปในงานเลย ให้อยู่เป็นเอกเทศ นั่นละเราจึงได้ไปคุยกันตั้งแต่สองทุ่มถึงหกทุ่มกับท่านอาจารย์ขาว เต็มเหนี่ยว เทกระเป๋าใส่กันเลย ต่างองค์ต่างสาธุ หาที่ตำหนิกันไม่ได้เลย ยอมรับกันเต็มที่นะวันนั้น ทีนี้ย่นเข้ามาท่านอาจารย์ขาวท่านไปเป็นในสถานที่ใด นี่ละสำคัญนะ ท่านเล่าให้ฟัง เราก็เป็นของเราอยู่แล้ว มันหากเป็นเอง พอเล่าไปถึงกระต๊อบที่อยู่ที่อำเภอแม่แตง มันไปเป็นอยู่ที่กระต๊อบนั่นละ ทีนี้เวลาจำเป็นที่จะได้จากไป ท่านเล่าให้ฟังนะ ท่านเป็นห่วงเป็นใยอะไร ท่านสิ้นทุกอย่างแล้วห่วงอะไร บุญคุณ เวลาจากไปแล้ว เดินไปแล้วยังหันหน้ากลับคืนไปอีก เดินไปๆ สองสามก้าวหันหน้าคืนไปอีกไปดูกระต๊อบ นั่นละกระต๊อบมหาคุณของท่าน นั่นเห็นไหมล่ะ บุญคุณฝังลึกๆ อย่างต้นโพธิ์ก็แบบเดียวกัน เราก็เป็นอย่างนั้น แต่ก่อนมาปั๊บขึ้นหลังวัดดอยธรรมเจดีย์เลย เดี๋ยวนี้ขึ้นไม่ได้ ไปแค่ศาลาๆ เท่านั้นก็พอ

นี่พูดถึงเรื่องเราหาความสุข โลกทั้งหลายหาความสุข หาไม่ถูกทางทุกข์ตลอดกัปตลอดกัลป์ อยากว่าทุกข์จนตายเลยละ ตายแล้วเกิดๆ ก็เป็นทุกข์ตลอดไปเลย หาไม่ถูกทาง นี่เราได้พุทธศาสนามา เป็นศาสนาชั้นเอกอุสุดยอดแล้ว ในโลกนี้เราขอพูดให้เต็มปาก ตามความรู้สึก ตามความรู้ความเห็นที่เป็นในใจซึ่งผ่านเวทีฆ่ากิเลสมาเรียบร้อยแล้ว พูดได้อย่างชัดเจนว่า พุทธศาสนาเท่านั้นไม่มีอย่างอื่น ที่เป็นศาสนาที่รื้อขนสัตว์โลกให้หลุดพ้นจากทุกข์ไปโดยลำดับ ทำบุญเป็นบุญ ทำคุณเป็นคุณ ทุกอย่างไม่ผิดไม่พลาด ใครทำคุณงามความดีเท่าไรเป็นตลอดๆ ตามสายทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ไม่ผิดพลาดนะ

พุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาชั้นเอก พระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมา ก็รื้อกองทุกข์ทั้งหลายที่แบกหามมาตั้งกัปตั้งกัลป์ออกในวันเดือนหกเพ็ญ นั่นละประกาศธรรมสอนโลกที่มุ่งที่จะให้หลุดพ้นอยู่แล้วด้วยกัน ได้หลุดพ้นเป็นลำดับลำดามา ศาสนาพุทธเราจึงเป็นศาสนาชั้นเอก เรากล้าพูดในหัวใจเรา ในสามโลกธาตุเราไม่เคยหวั่นกับอะไร เราไม่เอาอะไรมาเป็นสักขีพยาน อันเดียวนี้เท่านั้นพอ เพราะฉะนั้นจึงกล้าประกาศ กล้าพูดทุกสิ่งทุกอย่างตามหลักความจริงที่เต็มอยู่ในหัวใจ ซึ่งเราก็กำไว้แล้วในเงื้อมมือของเรา เราจึงไม่สงสัย เราสอนทุกอย่างสอนโลก ตั้งแต่ธรรมพื้นๆ จนทะลุถึงนิพพานว่างั้นเลย

เพราะธรรมเหล่านี้ครองอยู่ในหัวใจนี้หมดแล้ว สอนจึงสอนด้วยความสัตย์ความจริง ไม่เคยคิดว่าสะทกสะท้านกับผู้ใดๆ เลย เพราะเหนือเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ความจริงอันนี้เหนือหมดแล้ว นี่ละได้มาสอน นี่ได้มาจากพุทธศาสนา เข้าใจไหม พระพุทธเจ้าสอนโดยถูกต้อง ไปแก้กองทุกข์ได้ที่หัวใจนะ ฟืนไฟเผาอยู่ที่หัวใจ ธรรมอยู่ในหัวใจถูกเหยียบย่ำทำลาย มีแต่ฟืนแต่ไฟ คือกิเลสมันอยู่บนหัวใจเหยียบลงๆ ทีนี้พอได้ธรรมขึ้นมาเปิดสิ่งเลวร้ายทั้งหลายนี้ออกๆ ธรรมก็จ้าขึ้นมาๆ จนกระทั่งกิเลสพังหมด ธรรมก็เป็นบรมสุขขึ้นมา โลกอันนี้ไม่มีอะไรสุขเท่าใจที่สิ้นจากข้าศึกคือกิเลสนี้แล้วไปแล้วด้วยดี เรียกว่าสิ้นอันนี้เท่านั้นสิ้นทุกข์ กิเลสตัวนี้เป็นตัวสร้างทุกข์ ไม่มีอะไรสร้างทุกข์ในโลกนี้มีกิเลสเท่านั้น พอกิเลสพังลงไปจากใจ ทุกข์ไม่มีในหัวใจพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ตั้งแต่บัดนั้นมาและตั้งกัปตั้งกัลป์กี่กัปกี่กัลป์ เรียกว่านิพพานเที่ยง

แต่ก่อนอยู่ในกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา หาที่แน่นอนไม่ได้เพราะกิเลสเป็นตัว อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา พังลงไปหมดแล้ว ทีนี้นิพพานเที่ยงขึ้นมาเลย นั่นละพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ธรรม อยู่ที่หัวใจอย่าลืมนะใครก็ดี อย่าเป็นบ้ากับตั้งแต่ภายนอกนัก ให้รู้จักพอเหมาะพอดี เราอาศัยเขาอยู่เพียงวันนั้นๆ เท่านั้น อาศัยเขาไปๆ ภายในจิตใจของเราให้สั่งสมความดีเข้าไป อันนี้จะเป็นเครื่องพาดำเนิน เดินก้าวไปเพื่อความพ้นทุกข์ คือความดีงามทั้งหลายบุญกุศลที่สร้าง อันนั้นเพียงเป็นสิ่งประกอบ มีมากน้อยเราหมุนเข้ามาก็มาเป็นบุญเป็นกุศลหนุนใจเราได้ ถ้ามีมากน้อยไม่สนใจที่จะแยกไปทำบุญให้ทาน ตายแล้วกองกันอยู่นั้นแหละไม่เกิดประโยชน์อะไร เราก็กองศพเขาก็กองสมบัติ ต่างอันต่างกองกันอยู่แต่ไม่รู้เรื่องของกัน

ใจนี้เป็นนักสมบุกสมบัน ถ้ามีแต่บาปแต่กรรมก็จมไปเลยๆ สมบัติเงินทองกองเท่าภูเขาไม่เหลือบมองเราเลยนะ เราจะไปเสวยกองทุกข์คนเดียว ทีนี้เวลาเรามีความดี ภายในใจเราก็สร้างความดีเอาไว้ ภายนอกเราก็สร้างเอาไว้สำหรับธาตุและขันธ์สังคมต่างๆ ที่อาศัยกันอยู่ก็สร้าง ภายในจิตใจก็สร้างความดีทั้งหลายอย่าประมาท ถ้าเราไม่ประมาททั้งสองนี้ อยู่ในโลกนี้ก็รื่นเริงบันเทิง ไปโลกหน้าก็รื่นเริงบันเทิง ไม่ขาดทุนสูญดอก ทั้งสองภพสองชาติ ชาตินี้ชาติหน้า ให้พากันตั้งอกตั้งใจนะ

เราได้มาเจอแล้วในหัวใจนี้จากพุทธศาสนาเรา เราจึงพูดได้อย่างจังๆ เลย ได้เจอแล้วความทุกข์ทั้งหลาย แต่ก่อนทุกข์จะเป็นจะตายก็ไม่รู้จักว่ามันทุกข์มาจากไหนๆ ดีดดิ้นไปอย่างนั้นละ เหมือนไส้เดือนถูกไฟดิ้นไป หาทางออกก็ไม่เป็น แต่ดิ้นอยู่อย่างนั้น อันนี้จิตใจดิ้นอยู่อย่างนั้นหาทางออกไม่เป็น พอได้อรรถได้ธรรมเข้าไปชี้ทางบอก แก้ออกๆ มีทางเดินก้าวเดินๆ ทีนี้ก็ก้าวออกได้เลย ด้วยอำนาจของธรรมเท่านั้น นั่น เวลาก้าวออกแล้วก็เห็นชัดเจนทุกอย่าง นี่ละที่ได้พูดมาทุกอย่างที่ให้ท่านทั้งหลายได้ฟังนี้ ไม่ได้พูดด้วยความโอ้อวดอะไร แม้เม็ดหินเม็ดทรายเราไม่มี เราพอทุกอย่างแล้วโอ้อวดหาอะไร นอกจากความเมตตาท่วมท้นในหัวใจ ไปที่ไหนก็มีแต่ความเมตตาครอบไปหมด นี่ละสอนก็สอนด้วยความเมตตา ให้พากันตั้งอกตั้งใจ

ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้าไม่ได้แล้ว แสดงว่าเรานี้อาภัพแล้วตั้งแต่บัดนี้ รอลมหายใจเท่านั้น ขาดแล้วก็ปึ๋งลงเลยเชียว เราเป็นคนทั้งคน บรรดาท่านผู้วิเศษวิโสพ้นทุกข์ไปได้ก็เพราะเชื่อธรรม ธรรมใครเป็นคนไปค้นหามา พระพุทธเจ้าหามา เพราะฉะนั้นจึงว่าถ้าเชื่อพระพุทธเจ้าไม่ได้แล้ว เราหมดค่าหมดราคานะ ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้าได้ เอา ปฏิบัติตาม ทุกข์ยากลำบากขนาดไหนให้บืน พระพุทธเจ้าสลบสามหนไม่เรียกว่าบืนได้ยังไง เลยสลบก็ตาย อันนี้เราไม่ได้ถึงขนาดนั้น บืนของเรา เอาให้ได้นะ เราจะรอตั้งแต่ให้กิเลสอำนวยเวล่ำเวลา ตายทิ้งเปล่าๆ ไม่มีเวลา ตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งวันตายจะไม่มีเวลาว่างถ้าไปเสาะแสวงหาความดี ถ้าไปตามกิเลสเอาจนตาย จำให้ดีนะทุกคนๆ

นี่ที่เราไปกรุงเทพฯนี้ เราก็ไปเพื่อประโยชน์แก่โลก เราไม่ได้ไปเพื่อเรานะ เราไม่เอาอะไรแล้ว อยู่กับไปเท่ากันสำหรับเราเองนะ อยู่นี้กับไป ไปกับมาเท่ากัน จิตอันนี้คงเส้นคงวาหนาแน่นอยู่อย่างนั้นตลอด เคลื่อนไหวไปมาตามสมมุตินิยม ตามโลกไปอย่างงั้นละ สงเคราะห์สงหาทางโน้นทางนี้ไป สำหรับเราไม่ต้องสงเคราะห์พอแล้ว นี่ละเมื่อธรรมกับใจเข้าเป็นอันเดียวกันแล้วพอหมด ธาตุขันธ์ก็อาศัยกันไปอย่างนี้ละอย่างที่เราเห็น วันนั้นฉันได้บ้างกินได้บ้างวันนี้ไม่ได้ ก็เป็นอยู่อย่างนั้นละ พอถึงกาลแล้วมันก็พัง ธรรมชาตินั้นไม่พัง พอ นั่น พากันจำให้ดีนะ ยึดบุญกุศล เอาหลักธรรมพระพุทธเจ้านี้เป็นหัวใจเป็นทางเดิน อย่าเอาอะไรมายึดนะ พุทธศาสนาเลิศเลอสุดยอดแล้ว ค้นกันได้ในเวทีฆ่ากิเลสนี้ ไม่ได้หาได้ที่ไหนเจอที่นี่ พระพุทธเจ้าก็เจอที่นี่ สาวกทั้งหลายเจอที่นี่ ไม่ต้องไปหาที่ไหนอีกแล้ว เอาละพอ

รถก็วิ่งแค่ ๑๑๐ จากนี้ถึงกรุงเทพฯ คือเรากำหนดแล้วว่าพอดี รถมีหลายขนาดกำลังวังชา เพราะฉะนั้นจึงให้อยู่ในระดับพอดี ถ้า ๑๒๐ อยู่ๆ มันจะมีลักษณะแกว่งๆ นิดหน่อย แล้วกระทบกระเทือนก็แรงๆ ลดลงมา ๑๑๐ พอดี เลยเอา ๑๑๐ รถทุกขนาดก็วิ่งตามกันได้พอดี ถ้า ๑๒๐ นี้เร็วไปหน่อย บางคันก็ตามไม่ไหวเหมือนกัน อันนี้เราก็กะเอาว่า ๑๑๐ พอดี จากนั้นมาแล้วไปไหนก็เลยแบบเดียวกัน คนขับรถเขาจับติดดีเหมือนกัน เราบอกตั้งแต่นี้ไปให้ ๑๑๐ แล้วไปอะไรที่ไหนก็ตาม ทางดีไม่ดีเราดูเข็มไมล์ ๑๑๐ ตลอดเลย นี่รถจะตามไปนี้มันกี่คัน จะตามพ่วงไปนี้กับรถหลวงตา รถพ่วงนะนี่ มันจะยั่วเยี้ยๆ

วันที่ ๓ ฟ้าหญิงฯท่านจะมาที่สวนแสงธรรม เราไม่ได้ไปฉันให้ท่าน ท่านจะนิมนต์ให้ไปฉันในวันประสูติ วันเกิด วันที่ ๔ ปีนี้เราขอเลย ตกลงท่านก็มาวันที่ ๓ มาถวายอาหารอะไรๆ วันที่ ๔ ท่านก็ประกอบงานของท่านกับพระสงฆ์ ดูว่ามี ๙ องค์ เราก็ไม่ต้องไป คือเราทูลให้ท่านทราบทุกอย่าง ด้วยเหตุผลจำเป็นอะไรๆ นี่ละธรรมะพูดกันได้สะดวกสบาย ไม่ได้ว่าเกรงอกเกรงใจสูงต่ำไม่มี ธรรมะเหนืออยู่แล้ว เอาธรรมะมาแจงยอมรับกัน ยกตัวอย่าง เช่นคนที่มาในสวนแสงธรรมมีจำนวนน้อยเมื่อไร กี่จังหวัดที่มารวมในสวนแสงธรรม มีหัวใจทุกคนๆ ทั้งใกล้ทั้งไกลจังหวัดไหนต่อจังหวัดไหนมารวมที่นั่นหมด จดจ่อต่อครูต่ออาจารย์ มุ่งหน้ามุ่งตามาใจเป็นอันเดียวกันเลยหาครูบาอาจารย์ ทีนี้ครูบาอาจารย์ก็ดอดไปที่อื่นเสีย ไปฉันในบ้านเขาสองสามคน คนสวนแสงธรรมเป็นพันๆ หมื่นๆ คน จิตใจแห้งผากไม่สมควร เราเอาอันนี้มาเทียบนะ เทียบทุกอย่าง แล้วก็ทูลท่าน ท่านพอใจทันที อนุโลมตามเลยท่านจะมาเอง นั่นเห็นไหมล่ะเรา

ไม่งั้นหลวงตาบัวก็จะโดดไปนู้นนะ ไปฉันอยู่พระตำหนักสองสามคน แล้วทางนี้ก็จิตใจแห้งผากๆ อยู่ที่สวนแสงธรรมเป็นประมาณสักกี่คน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเฉลี่ยให้เสมอ นี่ละเราไปทำประโยชน์ให้โลก เราไปอย่างนี้ต่างหาก เราไม่ได้ไปหวังร่ำหวังรวยนั้นนี้ไม่มีในหัวใจ เรื่องอามิสสินจ้างรางวัลเหล่านี้อย่าเอามาหลอกเรา เราบอกตรงๆ เราเอาหัวใจเท่านั้นเป็นสำคัญ โลกนี้ถ้าหัวใจไม่มีค่าแล้วหมดความหมายเลยนะ ถ้าใจมีค่าแล้วบุกเข้าไปถึงกันเลย เข้าใจเหรอ หัวใจสำคัญมากนะ เราไปที่ไหนเราไปเพื่อหัวใจโลกนะ เราไม่ได้ไปเพื่อค่าจ้างรางวัลอามิสอะไรๆ ไม่มี ภายในหัวใจเราๆ บอกไม่มี มีแต่เมื่อได้มาก็ได้มาเพื่อสงเคราะห์ เราไม่ได้มาเพื่อเอา ไม่เอา นี่ล่ะเราจึงบอกว่าเราไม่มี เราช่วยโลกจริงๆ

การไปการมาหรือไม่ไปไม่มาอยู่แต่นี้ก็เป็นอันเดียวอยู่นั้น ไปหรือไม่ไปมันก็ไม่เห็นมีอะไรเคลื่อนไหว ไปก็อันนี้อยู่ก็อันนี้ เที่ยงตรงอยู่อย่างนี้ตื่นเต้นหาอะไร เข้าใจเหรอ แต่เวลาเคลื่อนไหวจะไปจะมาตามโลกสมมุติก็ต้องเป็นอย่างนี้ อย่างที่วันนี้ไปกรุงเทพฯ แน่ะ ไปมันก็อยู่อย่างนั้นแหละ ไม่เห็นไปมาที่ไหนเที่ยงตรงอยู่อย่างนั้น พากันจำเอานะ จะให้พร

รถนี้มันเป็นรถพ่วงนะรถเรา พอย้ายออกนี้เป็นแถวยาวเหยียดเลยนะ มันหากเป็นจะทำไง อันนี้เรื่องขัดต่อนิสัยขัดมาตลอด แต่เราก็ทนเอา นิสัยเราไม่ใช่นิสัยอย่างนั้น จะไปไหนก็อย่างที่เคยว่า ไปภาวนาไปกับหมู่กับเพื่อนเมื่อไร องค์เดียวคนเดียวตลอดเลย แล้วอยู่ก็อยู่อย่างงั้น ไม่ชอบยุ่งอะไรกับอะไร แต่มันก็เป็นอย่างนี้เห็นไหมล่ะ พะรุงพะรังๆ อยู่อย่างนี้ละ แต่ก่อนเป็นอย่างงั้นละเรา ไปที่ไหนอะไรมายุ่งไม่ได้ เพราะนิสัยอันนี้ว่าอะไรเป็นอันนั้นไปเลยๆ การงานที่จะมายุ่งภาคปฏิบัติเราบอกว่าไม่มี มีแต่เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาตลอดเวลา เป็นเวลา ๙ ปี ทุกข์แสนสาหัสตกนรกทั้งเป็น

เอาจริงเอาจังนะไม่มีงานอะไรมายุ่งเลย งานนิมนต์ฉันนั้นฉันนี้ไม่มี เราอยู่แต่ในป่าในเขาใครจะไปนิมนต์ นอกจากว่ามีความจำเป็นจริงๆ เขาไปนิมนต์มันหากมีนะ จะว่าไม่มีจริงๆ มันก็มีอยู่อยู่ในกลางเขา เขาตามไปนิมนต์ซอกแซกเข้าไปในเขา นิมนต์ไปฉันในบ้านให้เขา แล้วคนเคยมีบุญมีคุณต่อกัน ตกลงเราก็ลากตัวออกมา พอมาไม่มีแต่เราซิ ครูบาอาจารย์องค์นั้นก็มาองค์นี้ก็มาหลายองค์ เขาก็เห็นว่าเป็นมงคล คนนี้ก็นิมนต์ไปฉันบ้านผมวันนี้ วันนั้นบ้านผมวันนี้บ้านผม ต่อไปไม่สุดสิ้นไปเลยละ มาถึงเรานี้ก็เหมือนกันอีก เรานิ่งเฉย พอฉันออกมาเสร็จเตรียมของแล้วออกหลังวัดไปเลย เขาคงจะโมโหเต็มที่ เป็นอย่างนั้นละเราไม่เล่นกับใครง่ายๆ ถ้าไปก็ไปให้เฉพาะเท่านั้น ออกจากนั้นมาเลยไม่ยุ่ง นั่น เอาละไปละ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก