สุขเพราะบำเพ็ญศีลธรรม
วันที่ 3 กรกฎาคม. 2548 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : ศาลา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส  ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อเช้าวันที่ ๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

สุขเพราะบำเพ็ญศีลธรรม

 

         สังคมมนุษย์นิยมกันเป็นวันเสาร์วันอาทิตย์ทั่วไป วันเช่นนี้เขาถือเป็นวันว่าง ศาสนาต่างๆ เขาก็ถือว่าเป็นวันว่างที่เขาจะบำเพ็ญตามหลักศาสนาของเขา ทางเมืองไทยเราซึ่งถือพุทธศาสนา ก็ถือวันว่างเช่นนี้เป็นวันบำเพ็ญเพื่อกุศลผลบุญเข้าสู่ตน เช่นวันนี้พี่น้องทั้งหลายมาจากที่ต่างๆ ต่างจังหวัดมีมากที่มารวมที่นี่ กรุงเทพฯเป็นที่หนึ่ง จังหวัดต่างๆ ใกล้เคียงมานี้หมดมาบำเพ็ญกุศล จิตใจพร้อมด้วยการเสียสละ วัตถุสิ่งของเงินทองมากน้อยวันนี้ตั้งใจมาเสียสละ ตามเจตนาและกำลังวังชาศรัทธา วัตถุไทยทานของตน แล้วผลที่จะแสดงออกจากการให้ทานนี้ก็คือคนทุกข์คนจน มีอยู่ทุกแห่งทุกหนทั่วโลกดินแดน เรื่องความทุกข์ความจน คนทุกข์คนจนมีทั่วไป

         นี่เราพูดเฉพาะมนุษย์เรา สำหรับสัตว์ที่เขามีความทุกข์ความจนมากน้อยเพียงไร ยิ่งกว่ามนุษย์เรานี้มีมากมาย แต่ไม่ได้ถามไม่ได้คิดถึงเขา สำหรับธรรมแล้วกระจายไปทั่วถึงกันหมด เต็มตามอำนาจแห่งกรรมของตน สัตว์อยู่ในน้ำก็ทุกข์อยู่ในน้ำ บนบกก็ทุกข์อยู่บนบก อยู่บนฟ้าอากาศก็ทุกข์อยู่บนฟ้าอากาศ แม้ที่สุดขึ้นจรวดดาวเทียมไปก็ไปทุกข์อยู่บนจรวดดาวเทียม ตายอยู่บนนู้นก็มี อยู่ใต้ดินเหนือดินไม่พ้นความตายไปได้ ให้พากันจำ ความตายนี้เป็นเครื่องกระตุกใจเราไม่ให้ลืมเนื้อลืมตัว

         คนเราที่ลืมเนื้อลืมตัวจนเตลิดเปิดเปิงทำให้เสียผู้เสียคน และเสียเพื่อนฝูงตลอดสังคมทั่วๆ ไป กระทั่งถึงประเทศชาติบ้านเมืองก็เพราะความลืมเนื้อลืมตัว ความลืมเนื้อลืมตัวทำตัวเองให้เสียและทำส่วนใหญ่ให้เสียเป็นลำดับลำดาไป การรู้เนื้อรู้ตัวเสมอท่านบอกว่าสติ สติธรรม ปัญญาธรรม ประจำพุทธศาสนาของเรา ไม่ควรที่จะให้ห่างไกลจากธรรมทั้งสองประเภทนี้ ผู้ปฏิบัติหน้าที่การงานเป็นส่วนตัว หรือส่วนรวมก็ตาม เป็นผู้น้อยผู้ใหญ่ก็ตามเรื่องสติธรรมปัญญาธรรมควรพินิจพิจารณาให้ทั่วถึงกัน ธรรมนี้จะกระจายออกไปให้สม่ำเสมอ ถ้าไม่มีอันนี้แล้วมันจะมีแต่ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้เห็นแก่เอา เห็นแก่ยศแก่ลาภ เห็นแก่ความสรรเสริญเยินยอ จนกระทั่งลืมความตาย

         ความตายอยู่กับตัวไม่มองเห็น เห็นแต่ความสรรเสริญเยินยอเหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า ไม่ตายกับโลกเขาเลย ทั้งๆ ที่ตัวเองนั้นละก็เบอร์หนึ่งเหมือนกันกับโลกเขา เป็นเบอร์หนึ่งด้วยกันในเรื่องการตาย ไม่มีใครพ้นไปได้ ไม่มีใครเป็นเบอร์สองเบอร์สามละ ตายด้วยกัน เบอร์หนึ่งเหมือนกันหมด นี่เสมอหน้ากัน เราควรที่จะนำเรื่องเหล่านี้เข้ามากระตุกหัวใจของเราให้ยับยั้งชั่งตัวในสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย และพยายามฉวยโอกาสบำเพ็ญความดีเข้าสู่ตนๆ เวลาเราบำเพ็ญอย่างนั้นแล้วจิตใจเราจะมีความสงบร่มเย็นๆ

         ความยุ่งความวุ่นทั้งหลายวุ่นอยู่ที่ใจ ความสงบสุขก็มาอยู่ที่ใจ ถ้าดำเนินถูกทางก็เป็นความสงบสุขเย็นใจ ถ้าดำเนินผิดทางไปตามเรื่องของสิ่งชั่วช้าลามก ท่านให้ชื่อว่ากิเลสตัวมหาภัยอยู่ภายในจิตใจของเรา ถ้าเดินตามนี้ให้ทางนี้ฉุดลากไปแล้วหาความสุขไม่ได้จนกระทั่งวันตาย ภพนี้ก็เป็นทุกข์ขนาดนี้ เพราะกิเลสลากถูไป ภพหน้าอีกก็เป็นทุกข์ในภพนั้นๆ เพราะอำนาจของกิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรมชั่ว แล้วลากถูไปให้ตกลงในสิ่งที่ชั่วช้าลามกที่ไม่พึงปรารถนา

         เวลานี้เราอยู่ในจุดศูนย์กลาง จะไปเกิดได้มนุษย์เราคนนี้แหละ ให้ไปเกิดเป็นผี เป็นสัตว์นรกอเวจีก็ได้ จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ผู้มีบุญญาศักดานุภาพมากก็ได้ ผู้อาภัพวาสนาก็มี ไปเกิดเป็นเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมมี ได้ทั้งนั้นจากมนุษย์ของเรา เป็นทางสี่แพร่งละ ไปทางไหนก็ให้คัดเลือกตัวเอง มันมีอยู่ในจิตของเรา ทางเส้นไหนที่มันเป็นเส้นใหญ่ที่สุด คือทางที่จะลากเข็นสัตว์โลกให้ลงนรก ความอยากความทะเยอทะยาน ความดีดความดิ้น ลืมเนื้อลืมตัว ไม่สนใจในอรรถในธรรมพอได้ยับยั้งตัวเอง นี่เรียกว่าทางชั่ว ทางสายนี้จะพาเราให้จม มันอยู่ในหัวใจของเรานั่นแหละ

มันคิดทางไหนมาก จิตใจจะต้องไปตามนั้น ความเคลื่อนไหวแห่งการกระทำของเราจะเป็นไปในความดำริคิดอ่านหรือความอยากอันนั้นแหละ เป็นตัวชักจูงให้ไปแล้วก็ไป ส่วนมากจะไปทางต่ำนะ ไปทางสูงนี้ไม่ค่อยไปในเบื้องต้น เราไม่ได้หมายถึงว่าทางธรรมนี้ไปยากโดยถ่ายเดียว ทางธรรมในเบื้องต้นก็อืดอาด เวลาพยายามฝึกฝนอบรมตน เหมือนนักมวยเขาฝึกฝนอบรม ฝึกฝนอบรมมีความชำนิชำนาญแล้วก็ขึ้นเวทีได้ เป็นแชมเปี้ยนได้ เราฝึกฝนในทางความดีงามก็เหมือนกัน แต่ความชั่วนั้นมันชำนิชำนาญอยู่ภายในจิตใจของเรา ไม่ว่าจะคิดจะรู้จะเห็นจะสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งใด กิเลสจะออกหน้าๆ เพื่อความชั่วช้าลามกไปโดยลำดับ ทางที่จะให้เป็นอรรถเป็นธรรมน้อมเข้ามาสู่จิตใจเพื่อเป็นผลเป็นประโยชน์จากการได้เห็นได้ยินได้ฟังนี้มีน้อยมาก ให้พากันพิจารณา

นี่ละธรรมเวลาเราฝึกหัดอบรมทีแรกฝืด ทุกอย่างฝืดทั้งนั้น จะทำบุญให้ทานแต่ละบาทแต่ละสตางค์จับแล้วจับเล่าอยู่นั้นละ พลิกไปพลิกมา ทางหนึ่งจะลากเอาไปหาสิ่งต่ำทราม ถ้าไปทางชั่วแล้วมันไหลไปเลย เงินมีเท่าไรทุ่มไปหมดๆ  ถ้าไปทางที่ดีแล้วมันอืดอาดเนือยนาย ดีไม่ดีไปไม่ได้ เงินสมัยทุกวันนี้เป็นเงินกระดาษ จับไปพลิกไปพลิกมาจนเหงื่อแตก ครั้นเหงื่อแตกก็มาติดอยู่กับกระดาษที่เรากำนั้น กระดาษเงินนั่นน่ะ ถือไปถือมา กำไปกำมา กระดาษนั้นเลยเปื่อย สุดท้ายเลยไม่ได้ไปทำบุญให้ทาน นี่เห็นไหมกิเลสมันดึงไปดึงมา สุดท้ายเงินของเราที่เป็นเงินกระดาษเปียกทิ้งเปล่าๆ นี่สมใจกิเลสที่มันไม่อยากให้ทาน ทิ้งไปเถอะ ถ้าได้กระดาษดีๆ เงินดีๆ มาจะเป็นของกิเลสทั้งนั้นแหละ ของธรรมไม่มีหวัง มันคิดไว้แล้วอย่างนั้นนะกิเลส

นี่ละเวลาเราบำเพ็ญความดีงามทีแรกเป็นอย่างนี้ด้วยกันทุกคนนั่นแหละ ไม่ว่าจะการทำบุญให้ทานส่วนหยาบ วิ่งเต้นขวนขวายในทางด้านวัตถุเอามาทำบุญให้ทาน มันฝืดมันเคืองมันขัดมันแย้งกันอยู่ตลอดเวลาถ้าจะไปทางดี ถ้าจะไปทางชั่วไหลเลยๆ มีห้าอยากให้สิบ ติดหนี้เขา ไปก็ติด กลับมาค่อยใช้หนี้เขา ครั้นเวลาติดหนี้เขาแล้วไม่สนใจที่จะใช้หนี้ กู้ยืมดะไปเลยนี่ซิพาให้ลืมเนื้อลืมตัว ลืมบุญลืมคุณเขา สุดท้ายผู้เป็นเจ้าหนี้กับผู้เป็นลูกหนี้ก็เลยทะเลาะกัน เกิดทะเลาะเบาะแว้งผูกอาฆาตมาดร้ายต่อกันมีจำนวนไม่น้อย เพราะกู้ยืมเขาแล้วไม่ส่งคืนเขา แล้วกู้ไปข้างหน้า ยืมไปข้างหน้าดะไปเลยๆ จนก่อกรรมก่อเวรใส่กันระหว่างลูกหนี้กับนายหนี้ เลยเป็นข้าศึกต่อกันได้ ให้พี่น้องทั้งหลายจำเอา เรื่องกิเลสมันใช้ดะนะ ไม่พอ เจ้าของไม่มีมันก็ยืมเอามาได้ แทนที่จะไปทำบุญให้ทาน เราไม่มีไปกู้ยืมเขามานี้มีน้อยมาก ไม่ค่อยมี ไม่กล้าไปกู้ไปยืมเขา เรามีเท่านี้ก็ใช้เท่านี้แหละ

สำหรับการทำบุญให้ทาน เอ้า เบื้องต้นยากเสียก่อน ค่อยฝึกฝนอบรมไปมันจะค่อยราบรื่นไปๆ ทีนี้ก้าวเข้าสู่นักภาวนา การทำบุญให้ทานทั่วๆ ไปประการหนึ่ง การภาวนานี้เป็นส่วนสำคัญมาก เป็นประการหนึ่งที่หนักมากทีเดียว นี่ก็ยาก ที่ยากที่สุดคือการภาวนา การทำบุญให้ทาน ไปวัดไปวาฟังธรรมจำศีลธรรมดานี้ไปได้สบายๆ ทีนี้พอจะจับเข้าทางจงกรมนั่งสมาธิภาวนา บังคับจิตใจด้วยสติและด้วยปัญญา บริกรรม จิตใจให้อยู่กับคำว่าพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ มันไม่อยากอยู่ ดีดใส่นู้นดิ้นใส่นี้ เห็นไหมล่ะจิตมันดิ้นเวลาเราฝึกหัดอบรมเบื้องต้น มันดิ้นมันดีดหารูปหาเสียงหากลิ่นหารส อันเป็นฟืนเป็นไฟที่จะมาเผาไหม้หัวใจต่อไปนั้นแล นี่มันฝืน

ทีนี้เราฝึกเอาๆ ฝึกไปฝึกมาหลายครั้งหลายหน ความดื้อด้านของจิตที่มันเคยคิดเคยคึกเคยคะนองจนราบรื่นไปนั้น มันจะค่อยอ่อนตัวลงๆ ด้วยการฝึกฝนอบรมของเราไม่หยุดไม่ถอย ทีนี้จิตก็ได้รับความสงบเย็น พอจิตมีความสงบเย็นเป็นผลจากการภาวนาแล้วคนเราย่อมมีแก่ใจ เกิดความอุตส่าห์พยายาม ความเชื่อก็หยั่งลงลึกจากจิตที่มีความสงบเย็นใจ ที่มีความแปลกประหลาดอัศจรรย์นี้เป็นเชื้ออันสำคัญ ที่จะดึงดูดจิตใจเราให้เชื่อฝังลึกลงไป ท่านเรียกว่าอจลศรัทธา ความเชื่อมั่นไม่หวั่นไหว คือเราเห็นผลจากการภาวนา เชื่อธรรมดาอย่างอื่นนี้มีหวั่นมีไหว แต่เชื่อทางด้านจิตตภาวนาปรากฏภายในจิตใจตัวเองแล้วไม่ค่อยหวั่นและไม่หวั่น เบื้องต้นไม่ค่อยหวั่น ต่อไปก็ไม่หวั่น ไม่หวั่นเรื่อยไป ทีนี้จิตใจก็ราบรื่นในทางความดีงาม เขาจะชวนไปทางอื่นทางกิเลสตัณหาไม่ไปเลย หมุนไปทางอรรถทางธรรมโดยถ่ายเดียวๆ

ทีนี้จิตที่เคยคิดวุ่นวายไปทางโลกทางสงสาร หมุนตัวกลับมาคิดด้านอรรถด้านธรรม สุดท้ายคิดไปด้านอรรถด้านธรรมจนหมด นั่น นี่ละการฝึกฝนอบรม แต่ก่อนคิดไปทางกิเลสจนหมดเนื้อหมดตัว ลากเจ้าของไปเสียด้วยจากความคิดอย่างนั้น ความคิดที่ทำความเสียหายแก่เรา ทีนี้หมุนเข้ามาทางจิตใจ คิดอะไรก็มีแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรม ที่นี่ค่อยราบรื่นละนะผู้บำเพ็ญธรรม จากนั้นมาตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ก่อนเป็นเครื่องมือของกิเลสพาไปใช้มายำเจ้าของนั่นแหละ ตาเห็นสิ่งใดก็มายำเจ้าของ หูได้ยิน จมูกสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งใดก็เป็นพิษเป็นภัยมายำเจ้าของๆ

นั่นเวลากิเลสมีอำนาจ มันพาทำงานมาสับมายำเจ้าของให้เป็นกองทุกข์ขึ้นมาจากการเห็นการได้ยินได้ฟัง ทีนี้เวลาเราฝึกฝนอบรมภาวนาเข้ามากๆ ภาวนาสำคัญมากเราจะเห็นประจักษ์ภายในจิตใจของเรา จิตใจมีความสงบเย็นหยั่งลึกลงไปเท่าไรๆ ทีนี้ความราบรื่นแห่งอรรถแห่งธรรมในจิตตภาวนายิ่งราบรื่นลงไป จิตใจดูดดื่มๆ เรื่อยไป ทีนี้ธรรมมีกำลังแล้วนะ เมื่อธรรมมีกำลังแล้วกิเลสค่อยหมอบไปๆ เหยียบหัวกิเลสไป แต่ก่อนกิเลสเหยียบหัวเรา อยู่ที่ไหนมันก็เหยียบ เรานอนอยู่บนหมอนเราก็ว่าสูง หนุนหมอน กิเลสเหยียบหัวเราบนหมอนอีก มันเหยียบเป็นชั้นๆ ไปนะ

ทีนี้เราเหยียบกิเลสละที่นี่ พอจิตใจมีหลักเกณฑ์ภายในใจด้วยจิตตภาวนาแล้ว อยู่ที่ไหนเป็นธรรมหมด นั่งอยู่ก็เป็นธรรม นอนอยู่ก็เป็นธรรม ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสสัมพันธ์อะไรๆ ธรรมหากตีความหมายมาเพื่อตัวเองทั้งนั้น เป็นธรรมไปหมดๆ นั่งอยู่นอนอยู่พิจารณาเรื่องอะไรเป็นธรรมไปหมดเพื่อแก้กิเลสทั้งนั้นๆ สุดท้ายกิเลสก็ค่อยมุดมอดลงไปๆ ธรรมมีกำลังกล้าสามารถชะล้างกิเลสให้ขาดสะบั้นลงไปจากจิตใจ หมดทุกข์ ไม่มีอะไรเหลือเลย นี่ละอำนาจแห่งการสร้างความดีให้แก่จิตใจ เวลานี้จิตใจกำลังเรียกร้องหาความช่วยเหลือจากเราผู้เป็นเจ้าของอยู่ตลอดเวลาทั่วหน้ากัน ให้พากันดูจิตใจตัวเองที่เรียกร้องหาความช่วยเหลือ เพื่อความสุขความสบายภายในจิตใจอันเป็นการถูกทาง ความสุขเพราะการดื่มสุรามันสุขเพื่อเป็นบ้า ความสุขเพราะบำเพ็ญศีลธรรม เป็นสุขเพื่อความเป็นคนดีหนาแน่นมั่นคงขึ้นไป

ให้พากันพิจารณาบังคับบัญชาตนเองบ้างนะ ปล่อยไว้เฉยๆ นี้เหมือนสัตว์ไม่มีเจ้าของ เป็นอันตรายก็ง่าย ตายก็ง่าย คนที่ไม่มีเจ้าของสติปัญญาเครื่องกำกับรักษาแล้วเสียหายง่าย เสียคนก็ง่าย ดีไม่ดีหมดค่าหมดราคาทั้งๆ ที่มีลมหายใจอยู่นี้แหละ ได้ชื่อว่าเป็นคนเฉยๆ มันไม่มีคุณค่าในตัวของคน คนนั้นเรียกว่าปทปรมะ เป็นเศษคน เป็นคนบัดซบ หมดความหมายทุกสิ่งทุกอย่างแล้วในคนๆ นี้ เรียกว่าคนบัดซบ ปทปรมะ หมดคุณค่าหมดราคา อย่าให้เป็นอย่างนั้นสำหรับเราทุกคน ให้มีคุณค่า

เกิดมาโลกเขาก็สมมุติให้แล้วว่าเป็นมนุษย์ นี่ให้คุณค่าแล้วนะเป็นมนุษย์ เป็นหญิงเป็นชาย เป็นผู้มีคุณค่าด้วยกัน แล้วพยายามอบรมฝึกฝนตนเองตามแบบตามฉบับของครูของอาจารย์ของพ่อของแม่ที่เป็นคนดีแนะนำสั่งสอน ก็กลายเป็นเด็กดี หญิงดีชายดี เด็กหญิงเด็กชายดีไปด้วยกัน เป็นผู้ใหญ่ก็เป็นผู้ใหญ่ที่ดี ปกครองบ้านเมืองก็ให้ความสงบร่มเย็นเป็นสุขทั่วหน้ากันไป สม่ำเสมอ นี่เรียกว่าธรรม

วันนี้พูดเพียงเท่านี้ ให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้ วันนี้เป็นวันว่าง เป็นวันที่เสาะแสวงหาความดีเข้าสู่ใจ สำหรับธาตุขันธ์อาหารการบริโภคต้องบำรุงมันตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งค่ำ หลับแล้วถึงจะหยุดการอยู่การกินใช้สอยต่างๆ เพื่อร่างกาย แต่ส่วนจิตใจความดีงามที่จะเข้าสู่ใจนั้นมีน้อยมากๆ วันหนึ่งๆ ไม่ค่อยมีก็มีเยอะ บางรายไม่มีเลยก็มี มีตั้งแต่ฟืนแต่ไฟของกิเลสเผาไหม้ตลอดเวลา ชื่อนาม ฐานะอะไรเหล่านี้ โอ๋ย สูงจรวดสู้ไม่ได้ แต่จิตใจอยู่ใต้ก้นนรกอเวจีนู่น เพราะใจมันร้อน

สูงตั้งแต่ความให้ชื่อให้นามยกยอสรรเสริญกันเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์ ให้มันเป็นอยู่ในหัวใจ เขาจะให้ชื่อว่าไอ้หมูก็ตาม ไอ้หมาก็ตาม อันนั้นเป็นลมปาก เป็นชื่อเป็นนาม หัวใจเราทรงความสุขอัศจรรย์อยู่ภายในจิตใจ อยู่ไหนอยู่ได้หมด จะเป็นหมูเป็นหมาเป็นม้าเป็นลาเป็นอะไรเป็นไปเถอะ เป็นความสุขอยู่ในใจนี้แล้วพอ เราสร้างความดีให้เรา พากันจำทุกคน วันนี้พูดเพียงเท่านี้นะ

วันนี้ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงท่านเสด็จมาบำเพ็ญพระราชกุศล สำหรับท่านสำหรับเราด้วยกัน ก็เป็นมงคลมหามงคลแก่เราสำหรับวันนี้ มีท่านผู้ใหญ่ผู้สูงได้มาพาบำเพ็ญกองการกุศล ต่อไปนี้ก็จะหยุดธรรมเทศนาเพียงเท่านี้ วันนี้ก็รู้สึกว่าเหนื่อยแล้ว ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ ทีนี้จะให้พรย่อๆ นะ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก