อย่าเอาอะไรมาเป็นใหญ่ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
วันที่ 10 กรกฎาคม. 2548 เวลา 19:10 น.
สถานที่ : กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เทศน์อบรมฆราวาส ณ กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

อย่าเอาอะไรมาเป็นใหญ่ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

 

          (รวมเวลาแสดงธรรม ๕๐ นาที)

 

          อัธยาศัยของท่าน(หลวงพ่อสังวาลย์) เป็นพระผู้มีจิตใจกว้างขวางกับบารมี จิตใจกว้างขวางกับบารมีมากนี่มันเข้ากันได้ ถ้าจิตใจคับแคบตีบตันเรียกว่าอาภัพวาสนา อย่างนี้ก็ไม่ผิด แต่หลวงพ่อสังวาลย์ท่านมีนิสัยวาสนากว้างขวางทุกสิ่งทุกอย่าง ลูกศิษย์ลูกหาบริษัทบริวารท่านถึงมาก ด้วยเหตุนี้เองเวลาช่วยชาติท่านถึงได้นำสมบัติที่มีคุณค่า เช่นทองคำเป็นต้นมามอบเข้าคลังหลวง สมทบกันทั่วประเทศ ท่านไม่ใช่น้อยเหมือนกัน เรียกว่าแขนซ้ายๆ ผู้หนึ่งละ ได้อุตส่าห์พยายามช่วยเรื่อยมา เพราะฉะนั้นเวลาท่านล่วงไปแล้ว ระหว่างบุญคุณที่มีต่อกันกับท่าน ท่านกับเรานี้จึงไม่เคยเสื่อมคลายไปไหนเลย ไม่มี ฝังลึกๆ ตลอดเวลา นี่คุณ เรียกว่าไม่ตาย

          ร่างกายจะล่วงลับไป แต่ทางด้านจิตใจที่มีต่อกันด้วยการสร้างคุณงามความดีร่วมกันนี้ไม่ได้มีเบาบางลงไปเลยนะ ด้วยเหตุนี้เวลาผมมีโอกาสมากรุงเทพฯ เมื่อไร ผมจึงต้องตั้งหน้าตั้งตาไปเยี่ยมท่านที่ศพของท่านทุกครั้งๆ นี่มาคราวนี้ผมก็ไปแล้ว ไปเยี่ยมเมตตา แผ่ส่วนบุญส่วนกุศล เจริญเมตตาแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลที่ได้สร้างมาร่วมกันๆ แล้วรวมอุทิศถวายท่าน ที่ผมไปนะมีความหมายอย่างนั้น เพราะบุญคุณของท่านเป็นเรื่องสำคัญมากนะ

          ท่านล่วงมาแล้วกี่ปี (๑ ปีเศษครับ วิสาขะปีที่แล้วครับ) ปีเศษเหรอ นั่นละเราลืม ความจำผมไม่เป็นท่าทุกวันนี้ ความจำหลงลืมได้ง่ายๆ นะกำหนดกันยังไงว่าจะอยู่ที่นู่นแล้วย้ายมาที่นี่มีกำหนดกันยังไงบ้าง ทางศาลเขาตัดสินว่าไง (ยังรอตัดสินครับ ในพรรษานี้ครับ) เราก็อยากตำหนิพวกพระเราเสียเอง นี่ตำหนิด้วยหลักธรรมหลักวินัย ถ้าธรรมดาแล้วฆราวาสญาติโยมจะมายุ่งเกี่ยวกับพระไม่ได้ เช่นศพ อย่างศพหลวงพ่อสังวาลย์ พระนี่มีความเกี่ยวโยงกันระหว่างพระกับพระเท่านั้น ตามหลักพระวินัย ท่านจะล่วงลับไป ท่านสั่งมอบพินัยกรรมให้ใคร ๆ สั่งเสียใคร อันนี้เป็นหลักพระวินัยโดยตรง เด็ดขาดๆ  อยู่กับคำสั่งเสียเรียบร้อย

          ท่านสั่งให้ผู้ใดมอบพินัยกรรมให้ใคร เช่นมอบให้พระ พระองค์นั้นก็มีสิทธิมีอำนาจเต็มที่จะจัดการบริขารหรือศพของท่าน ที่ท่านมอบให้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าท่านไมได้สั่งไว้แต่อย่างใดเลย เรื่องพินัยกรรมไม่มีก็มอบให้สงฆ์ มีแต่ผู้รับพินัยกรรม พินัยกรรมก็คือพระนะ ถ้าไม่มีพินัยกรรมก็มอบให้สงฆ์ หลักธรรมชาติอยู่กับสงฆ์เป็นที่รวบรวม ถ้ามีพินัยกรรมเลยก็เป็นเรื่องของสงฆ์ล้วนๆ ไปเลย นี่ระหว่างพระกับพระปฏิบัติต่อกันตามหลักธรรมวินัย ฆราวาสญาติโยมใครจะใกล้ชิดติดพันขนาดไหนก็ตาม นั้นเป็นฆราวาสเป็นคนละฝั่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับหลักธรรมวินัยของพระไม่ได้ นี่พูดตามหลักพระวินัย

          แต่นี้เมื่อได้ยินอย่างนั้นผมก็สงสัยผมก็เลยถามดู ได้ยินว่ามีอะไรต้องศาลมาตัดสงตัดสินอะไร เหมือนพระวินัยของเราศาสดาองค์เอกของเราไม่มีฤทธิ์ไม่มีเดช ไม่มีน้ำยา จึงต้องไปรบกวนทางโลกเขา คำว่าโลกก็คือนั่นน่ะ เช่นอย่างทางผู้พิพากษาก็เรียกว่าโลก ตามธรรมดาทางนู้นจะไม่มาเกี่ยวข้อง กับงานเช่นนี้อย่างที่ว่านี้เลย เป็นงานของพระล้วนๆ สมบูรณ์แบบตามหลักธรรมหลักวินัย ไม่ไปรบกวนทางศาล เพราะสมบูรณ์แบบแล้ว

          แต่นี้มันมีเรื่องอะไรๆ จึงต้องไปเกี่ยวข้องกับศาล ถึงขนาดศาลตัดสินหรือว่าวินิจฉัยใคร่ครวญให้ นี่แสดงว่าพวกเรานี้เหลวออกไป หรือข้ามเกินธรรมวินัยไป เลยไปให้บ้านเมืองเขาช่วย เหมือนหนึ่งว่าบ้านเมืองเขาใหญ่กว่าธรรมวินัย ใหญ่กว่าศาสนา ใหญ่กว่าพระพุทธเจ้าไป อันนี้ผมพูดตามหลักความจริง ผมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ความถูกต้องดีงามซึ่งจะทำให้สงบเรียบร้อยแล้วไม่มีอะไรเกินธรรมเกินวินัย ถ้าทำตามนี้แล้วเรียบๆ ๆ เลย เป็นมาอย่างนี้ดั้งเดิม

          นี่เราพูดถึงเรื่องศพท่าน ผมก็พูดไปเฉยๆ ผมไม่ได้ไปพูดว่าคัดค้านต้านทาน เอาไปแล้วให้เอากลับมา หรือไปขัดแย้งอะไร กีดขวางกับศาลกับอะไรผมไม่เกี่ยว นี่ผมพูดตามเรื่องที่ทางหลักธรรมวินัยมียังไง แล้วการดำเนินที่ถูกตามหลักธรรมวินัยดำเนินยังไง ขัดกับหลักธรรมวินัยขัดยังไงเท่านั้นเอง ผมเล่าให้ฟังนะ มีเท่านั้น ผมไม่ไปต้องติไม่ไปคัดค้านต้านทาน พูดตามเหตุการณ์ที่หลักธรรมวินัยบ่งบอกไว้อย่างไรให้ฟังเท่านั้น

          วัดสังฆทานทั้งนั้นเหรอนี่ (ครับ) มีหลายองค์ไหมพระวัดสังฆทาน (มีหลายองค์ครับ) เวลานี้จำนวนเท่าไร (...) ก็ดี สถานที่นั่นสงบสงัดดี ผมได้เข้าไปแล้ว ดูเหมือนไปเทศน์ที่นั่นสองครั้งหรือครั้งหนึ่งหรืออะไร เข้าออกอยู่ที่นั่นจึงเห็นชอบ สถานที่นั่นเหมาะสมกับการบำเพ็ญธรรมของพระเรา ผมไปเห็นแล้วผมชอบใจอยู่ มันมีน้ำมีท่าหรือมีอะไรอยู่ในนั้นนะใช่ไหม มีตรอกมีซอยน้ำท่าอะไรมีในนั้น ผมไม่เชื่อความจำของผมนะ ไปออกมาแล้วหยกๆ มันก็ลืมอย่างสบายๆ เหมือนว่าเป็นโลกใหม่ขึ้นมาต้องถามกันใหม่ อย่างนั้นความจำเดี๋ยวนี้ไม่ดีเลย

          มันลดลงๆ ความจำเสื่อม แต่สังขารความคิดความปรุงไม่ปรากฏว่าเสื่อมนะ ความคิดความปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นสังขารไม่ลด แต่สัญญาความจำนี่เสื่อมมากทีเดียว ที่ใช้เด่นในขันธ์ห้านี่ก็คือสัญญา-สังขาร ใช้อยู่เงียบๆ สัญญาก็จำนั้นจำนี้ สังขารความคิดความปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้เรียกว่าสังขาร อันนี้ใช้อยู่เงียบๆ ตาหูจมูกลิ้นกายนี่ก็ใช้ออกภายนอกอย่างเปิดเผย มองเห็นเรียกว่าตา ได้ยินเรียกว่าหู ใช้อย่างเปิดเผยแต่ส่วนสัญญญา-สังขารในขันธ์ห้านี้ สัญญากับสังขารนี้เด่นอยู่ภายใน แต่สัญญาลดๆๆ เสื่อมได้ๆ สังขารไม่เสื่อม คิดปรุงได้ธรรมดา

          ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัตินะ ศาสดาองค์เอกของเรารับรองมรรคผลนิพพาน ไว้เรียบร้อยแล้วสมบูรณ์แบบ คือพุทธศาสนาของเรา ไม่มีอะไรบกบาง แม้พระพุทธเจ้า จะปรินิพพานไปแล้วกี่วันกี่เดือนก็ตาม หลักธรรมและวินัยนั้นแลเป็นศาสดาเอกของพวกเราทั้งหลายที่ปฏิบัติตามนั้นแล้วก็เหมือนกับตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกๆระยะ เราถือหลักธรรมหลักวินัยเป็นทางเดิน เป็นที่เกาะที่ยึด อย่าได้ข้ามหลักเกณฑ์คือธรรมวินัย มันจะออกไปโดนขวากโดนหนาม รับบาปรับกรรมความทุกข์ความทรมาน หามรรคผลนิพพานไม่เจอ

          ถ้าก้าวเดินตามพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนไว้เรียบร้อยแล้วนี้ มรรคผลนิพพานคงเส้นคงวาหนาแน่นอยู่กับพระธรรมวินัยที่ทรงแสดงไว้แล้วโดยถูกต้องนั้นแล ท่านจึงเรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว ไม่มีเอนมีเอียง พลิกแพลงไปทางผิดทางพลาด มีแต่ตรงแน่วต่อความสุขความเจริญ ตรงแน่วต่อมรรคผลนิพพานไปตลอด ให้พากันยึดนี้เป็นหลัก อย่าพากันเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว อะไรก็กุดๆ ด้วนๆ ไปตาม อย่างนี้ผิด พอว่าอะไรเป็นความสำคัญว่าอะไรก็กุดๆ ด้วนๆ ไปตามสิ่งที่เป็นภัยต่อเรามันจะงอกเงยขึ้นมาทันที คือกิเลส คืออยากทำอะไรก็ได้

          แต่ก่อนเรามีศาสดา มีพระพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ ธรรมวินัยท่านสอนไว้อยู่แล้วเราก็มีความระอา หรือระอาต่อบาปต่อกรรม พอพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วขนมรรคผลนิพพานไปหมด พวกเราไม่มีอะไรเหลือ เหลือตั้งแต่ฟืนแต่ไฟคือกิเลสตัณหา เผาโลกให้เดือดร้อนวุ่นวาย นี่ถ้าคิดผิดมันเป็นอย่างนั้นนะ ให้คิดถูกตามที่พระองค์ทรงประธานพระเมตตาไว้แล้วว่า ธรรมและวินัยนั้นแลจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย แทนเราตถาคต นั่นฟังซิแทนเราตถาคต เมื่อเราล่วงไปแล้ว

          เพราะงั้นจงให้ยึดหลักธรรมหลักวินัยนี้ไว้ ก็เท่ากับเราตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกอิริยาบถและความเคลื่อนไหวของเรา ไม่นอกเหนือจากธรรมวินัย มรรคผลนิพพานอย่าไปถามทางนู้นทางนี้ผิด ให้ดูหลักธรรมหลักวินัยนี้ เข็มทิศที่ชี้เข้าสู่มรรคผลนิพพานอยู่เข็มนี้นะ เข็มธรรมเข็มวินัย ชี้เข้าตรงนั้น ถ้าเราปฏิบัติตามนี้ก็เรียกว่าก้าวเข้าสู่จุดนั้นๆ พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วก็เข้าถึงมรรคผลนิพพานได้เช่นเดียวกัน เพราะทางที่ประธานไว้แล้วนี้เป็นความถูกต้องแม่นยำแล้ว เรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว

          ให้เรายึดหลักธรรมหลักวินัย อย่าเอากาลสถานที่เวล่ำเวลามายึดมาเกาะ ให้เอาหลักธรรมหลักวินัยเป็นที่ยึดที่เกาะของกายวาจาใจ ความประพฤติหน้าที่การงานของเราให้เป็นไปตามหลักธรรมหลักวินัย เราจะเป็นผู้ทรงมรรคทรงผล ฝ่ายฆราวาสก็จะสงบร่มเย็น หน้าที่การงานอะไรก็ไม่เป็นฟืนเป็นไฟมาเผาตัวเองเพราะความผิดพลาด ก็จะมีแต่การงานที่ดีที่ชอบตามหลักคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ พระเราก็ดำเนินตามหลักธรรมหลักวินัยตามแบบของพระ ก้าวเดินตามแบบของพระ และเข้าสู่จุดเดียวกัน คือก้าวเดินตามธรรมวินัยซึ่งชี้บอกมรรคผลนิพพานอันเดียวกัน ก็ก้าวเดินไปถึงจุดเดียวกัน

          อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงปลอบโยนพระอานนท์ พระอานนท์ร้องห่มร้องไห้ พระองค์ทรงรับสั่งให้เข้ามาเฝ้า ถามว่าพระอานนท์ไปไหน ร้องไห้อยู่ประตูนู้น รับสั่งให้เข้ามาหา “อานนท์จะร้องห่มร้องไห้ทำไม เรื่องกฎอนิจจังนี้มีอยู่ประจำโลกทั้งเขาทั้งเรา แม้ตถาคตก็อยู่ในกฎสมมุติคือมีรูปร่างเหมือนกัน ก็จะต้องพลัดพรากจากกันไปเช่นเดียวกันนี้หมดในโลกอันนี้ ขอให้อานนท์จงเป็นผู้ตั้งอกตั้งใจตามที่สั่งสอนไว้แล้วทุกแบบทุกฉบับนะ อานนท์จะได้สมมักสมหมายและจดจ่อเข้ามาจุดที่หมายเลยทีเดียว

          นี่อานนท์ หลังจากเรานิพพานไปแล้วสามเดือน อานนท์จะเป็นผู้สิ้นกิเลสในวันทำสังคยนานั้นแล” พระองค์นิพพานไปแล้วก็จะทำสังคยนา พระองค์ทรงทำนายไว้แล้ว สังคยนาใครแต่งใครตั้ง ใครกำหนดไว้แต่เมื่อไร ใครไม่มีกำหนด ต้องอาศัยพระพุทธเจ้าเป็นต้นเหตุ เช่นอย่างพระแก่องค์หนึ่ง พูดเอาพระแก่เลยละนะ ได้ยินเสียงพระเจ้าพระสงฆ์ร้องห่มร้องไห้เสียอกเสียใจ พระแก่เป็นคู่เคียงกันกับเทวทัตท่า คงจะเป็นสหายกัน

          “มาเอ้อพวกท่านจะไปร้องห่มร้องไห้หาอะไร เวลาพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่แล้วชี้นั้นชี้นี้ ดุด่าว่ากล่าว พระองค์นิพพานแล้วจะไม่มีใครดุด่าว่ากล่าว ทำอะไรได้ตามสบายๆ” พระกัสสปะได้ยินเท่านั้น พระกัสสปะเป็นพระอรหันต์ นี่พระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานเพียง ๗ วันเท่านั้น เสี้ยนหนามเริ่มเกิดขึ้นแล้ว เสี้ยนหนามคือคำพูดอันนี้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว พระองค์ปรินิพพานเพียง ๗ วันเท่านั้น เลยจับอันนี้เอาไว้เลย พอพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้สามเดือนก็สังคยนาร้อยกรองธรรมวินัยขึ้นในวันนั้น แล้วพระอานนท์ที่พระพุทธเจ้าทรงทำนายไว้ว่า จะสำเร็จวันทำสังคยนา และสังคยนานี้พระองค์มีใครมาบอกมาเล่าพระองค์ ทรงทราบไว้ล่วงหน้า นี้ละเรียกว่าอนาคตังสญาณ แปลว่าญาณที่ทราบล่วงหน้า

          ต้นเหตุเป็นไปจากใครพระองค์ไม่บอก บอกแต่ว่าเรานิพพานไปแล้วสามเดือน จะได้ทำสังคยนา ต้นเหตุไปจากพระแก่องค์นี้ พระองค์ทราบไว้เรียบร้อยหมดตลอด หากพูดเอาฉพาะจำเป็น แล้วเธอจะเป็นผู้สิ้นกิเลส สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในวันทำสังคยนานั้นแล พระอานนท์ก็รู้สึกปลื้มอกปลื้มใจดีใจ ตอนนั้นเป็นพระโสดาอยู่ มุ่งหวังนั้นละ เป็นวันที่จะสมหวังสุดยอดของเรา สรุปลงเลยว่าพอถึงวันตื่นเช้าขึ้นมาก็จะทำสังคยนากัน จะครบสามเดือนแล้ว ในคืนวันนั้นพระอานนท์ทำความเพียรทั้งคืนเลยเชียว มุ่งจะสำเร็จมรรคผลนิพพาน แต่เป็นสัญญาความคาดความหมายไปเสีย ไม่ใช่ความเพียรแก้กิเลสเพื่อความเป็นอรหันต์ ตามพระพุทธเจ้ารับสั่งนะ

          หากสำคัญมั่นหมายว่ามีแต่ความดีใจ มีแต่ความหวังว่าจะสำเร็จวันนั้นๆ ลืมแก้กิเลสตัวมันผูกมัดอยู่นี้เสีย นั่น คิดเป็นสัญญาอารมณ์ไป มันไม่ใช่ธรรม มันเป็นกิเลส พอจวนจะสว่างแล้วเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทำความเพียรตลอดคืน “โอ้นี่จะสว่างเป็นวันสังคยนาขึ้นมาแล้ว ถึงขนาดนี้เรายังไม่สำเร็จพระอรหันต์เลย แต่กำลังสังขารร่างกายเพลียมากแล้ว เราจะพักสักหน่อย” ทีนี้ความคาดความหมายสัญญาอารมณ์ที่หวังจะเป็นพระอรหันต์ๆ นั้นถอนตัวเข้ามาจากสัญญาอารมณ์ เข้ามาสู่ปัจจุบันเข้าใจไหม

          พอถอดอาลัยทุกอย่างจิตก็รวมตัวเข้ามาเป็นปัจจุบัน นี่ปัจจุบันนี้ที่จะบรรลุธรรมนะ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าพระอานนท์สำเร็จในอิริยาบถสี่ จะว่านั่งก็ไม่ใช่ จะว่านอนก็ไม่ใช่ ยืนเดินก็ไม่ใช่ อยู่ในอิริยาบถสี่ คือเอนกายลงไป พอจะถึงหมอนเท่านั้นบรรลุธรรมปึ๋งขึ้นมานั้นเลย นั่นเวลาทอดธุระ สัญญาอารมณ์ทั้งหลายที่คาดเอาไว้ถอนเข้ามามาเป็นปัจจุบัน พอปัจจุบันสมควรแก่กาลเวลาที่จะบรรลุแล้วก็ผางขึ้นมาเลย สำเร็จเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา นี่พระพุทธเจ้าทรงทำนายไว้อย่างนั้น ผิดไหมละ พิจารณาซิพวกเราทั้งหลาย

          คำพูดของพระพุทธเจ้านั้นให้ถือเป็นศาสดาองค์เอกๆ ทุกพระวาจาที่ลั่นออกมานะ ไม่ผิดเพี้ยนไปไหนเลย จึงเรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบทุกแง่ทุกมุม พูดคำไหนถูกคำนั้นๆ อย่างยกตัวอย่างอย่างพระอานนท์นี่ สามเดือนละ วันสังคยนาเธอจะได้เป็นพระอรหันต์ขึ้นมา บรรดาพระ ๕๐๐ องค์จัดไว้ ๔๙๙ องค์ องค์ที่ ๕๐๐ คือพระอานนท์จะได้บรรลุธรรมตามที่พระองค์รับสั่งไว้เรียบร้อยแล้ว ทีนี้จะทำยังไงให้บรรดาพระสงฆ์ ๔๙๙ องค์ได้ทราบว่าพระอานนท์สำเร็จอรหันต์แล้วหรือยัง พอได้สำเร็จแล้วถึงกาลเวลาที่จะประชุมสงฆ์ พระอานนท์ก็แสดงฤทธิ์ภายในนี้ไปโผล่ขึ้นท่ามกลางสงฆ์เลย ไม่สงสัย องค์ไหนหายสงสัยสิ้นแล้ว

          พระอานนท์ไม่ได้มาธรรมดา มาแบบอัศจรรย์ ผุดขึ้นในท่ามกลางสงฆ์ด้วยอิทธิฤทธิ์ของใจท่าน สงฆ์ทั้งหลาย ๔๙๙ องค์หายสงสัยในทันทีทันใดเลยว่า สำเร็จตามที่พระองค์ทรงทำนายไว้เรียบร้อยแล้ว นั่นเห็นไหมละถูกไหมพิจารณาซิ นี่ละเรื่องพระพุทธเจ้าทรงทำนายอะไรรับสั่งอะไรแล้วเป็นอย่างนั้น นี่เพราะพระองค์ก็เห็นแล้วว่าพวกสัตว์ทั้งหลายนี้ยังมีอุปนิสัยปัจจัยต่อบุญต่อกุศลคุณงามความดีทั้งหลาย จนกระทั่งมรรคผลนิพพานอยู่ จึงต้องได้วางศาสนาเอาไว้ คือบันได หรือทางก้าวเดิน ให้ก้าวเดินตามศาสนธรรมที่เรียกว่าตรัสไว้ชอบแล้วนี้เถิด แล้วจะถึงจุดหมายปลายทาง นี้ทางเพื่อมรรคผลนิพพาน ดังพระพุทธเจ้าสอนไว้แล้วก็เบิกทางให้อย่างนี้เหมือนกัน เวลานิพพานแล้วก็เบิกทางเอาไว้ เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าไม่นิพพาน สอนไว้อย่างนั้นเรียบร้อย

          ให้พากันปฏิบัติตามศาสนธรรมนี้นะ คำพูดของพระพุทธเจ้าเป็นคำพูดที่เด็ดขาด ไม่มีคำพูดใดในสามแดนโลกธาตุนี้จะเป็นคำพูดถูกต้องแม่นยำ เหมือนคำพูดพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นศาสนาของพระพุทธเจ้าจึงเป็นศาสนาชั้นเอก เอกอุทีเดียว มีศาสนาเดียว ท่านรับสั่งแล้วให้เชื่อท่าน ว่าบาปมีอย่ากล้าหาญต่อบาปนะ พระพุทธเจ้าบอกนะว่าบาปมี บุญมี นรกมี เปรตผีประเภทต่างๆ มี สวรรค์มี นิพพานมี ล้วนแล้วตั้งแต่สมบูรณ์แบบจากพระญาณหยั่งทราบหมดเรียบร้อยแล้ว มาสั่งสอนสัตว์โลกด้วยสวากขาตธรรม คือตรัสไว้ชอบทุกอย่างๆ  

          เพราะงั้นท่านสั่งไว้อะไร เราอย่าพากันฝ่าฝืนนะ อย่าดื้อด้านหาญทำ กิเลสนี้เป็นตัวดื้อด้านมากนะ มันอยู่ในหัวใจใดมันจะแสดงความดื้อด้านต่ออรรถต่อธรรม ต่อคุณงามความดีไปโดยลำดับ ให้เราระมัดระวัง สิ่งเหล่านี้มันจะอยู่ในหัวใจของทุกคน นั่งอยู่นี้ก็อยู่นี้ ผู้ใดอยู่ที่ไหนมันอยู่กับหัวใจของทุกคน ให้ระวังอันนี้ไว้ให้ดีก็เท่ากับเราเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่ คือระวังความไม่ดีให้ปัดออก ความดีให้พากันดำเนินไปโดยลำดับลำดานะ เราจะได้ก้าวหน้าต่อไป

          นี่พระองค์ทรงเล็งญาณทราบหมดแล้วว่า อุปนิสัยของสัตว์โลกนี้ยังมีอยู่ จนกระทั่งถึง ๕,๐๐๐ พระพรรษา นี่พระญาณครอบไว้หมดแล้ว ในย่านนี้บรรดาสัตว์ ทั้งหลายยังมีอุปนิสัยใจคอ สามารถที่จะบำเพ็ญคุณงามความดีได้โดยลำดับลำดาไป จนกระทั่งถึงกาลเวลาที่สุดสิ้นลงไป คือ ๕,๐๐๐ ปี ถึง ๕,๐๐๐ ปีแล้วความระลึกนึกคิดอะไรที่เคยเป็นบุญเป็นบาปมาแต่ก่อนนั้น จะถูกกิเลสความหนาแน่นแห่งความมืดดำของกิเลสนั้นจะปิดบังไว้หมด จะไม่มีใครระลึกถึงบุญถึงบาป จะมีตั้งแต่ความอยากความทะเยอทะยานดิ้นดีดกัดฉีกกัน เหมือนหมากัดกัน

          นั่นหมดแล้วนั่นศาสนาหมด เรื่องบาปเรื่องบุญในความคิดของสัตว์ไม่มี สวรรค์-นิพพาน-นรกไม่มี มีแต่ความอยากความทะเยอทะยานดีดดิ้นตลอดเวลา ไม่คำนึงถึงดีถึงชั่วผิดถูกประการใดเลย เวลานี้เรายังรู้บุญรู้บาป ให้พากันระมัดระวัง สังเกตดูตัวเอง ใจนี้เป็นของสำคัญ จึงต้องมาฟังเทศน์เพื่ออบรมใจของเรา ไปแนะนำสั่งสอนตักเตือนเรา สิ่งใดที่ท่านว่าผิดนี่คือองค์ศาสดาว่าผิดผิดจริงๆ อย่าฝืน ให้ว่าอย่างนั้นเลยนะ ถ้าถูกถูกจริงๆ ให้อุตส่าห์พยายาม ทุกข์ยากลำบากก็ให้ทนเอานะ ทนตามพระพุทธเจ้านี้ไปทางที่ดีตลอด ถ้าฝืนพระพุทธเจ้าเดินไปตามกิเลสนี้ไหลลงเรื่อยๆ ให้พากันจำข้อนี้ให้ดีนะ

          พระพุทธเจ้าสดๆ ร้อนๆ อยู่ในคำสอนนี้ละ ศาสดาของเธอทั้งหลายก็คือธรรมคือวินัย ที่สอนไว้เรียบร้อยนี้คือศาสดา ให้ยึดนี้เป็นหลักเอาไว้ สดๆ ร้อนๆ นะ เหมือนเราตามเสด็จพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัย ถ้าห่างเหินจากธรรมวินัยแล้วแม้จะจับชายจีวรพระพุทธเจ้าอยู่ก็ไม่มีหวัง มีหวังอยู่กับการปฏิบัติตามคำแนะนำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้องตามที่ท่านสั่งสอนไว้แล้ว นั้นละ เป็นผู้เจริญรุ่งเรืองนะ ให้พากันจำให้ดี

        เราก็ยิ่งจะตายมาแล้ว เราก็เป็นห่วงเป็นใยบรรดาพี่น้องลูกหลานทั้งหลายมากขึ้นทุกวันๆ นะ ส่วนที่จะห่วงใยมาสงสารเจ้าของคิดในแง่ใดๆ เราหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่จะคิดเป็นความห่วงใยตัวเอง แม้เม็ดหินเม็ดทรายเราไม่มี ถ้าพูดถึงเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ความเป็นอยู่ปูวายนี้ พี่น้องทั้งหลายเห็นไหมบิณฑบาตแต่ละบาตร เมื่อเช้านี้ได้ ๑๕๒ บาตรของหลวงตาลูกเดียวนี่รับแล้วเทๆ ๑๕๒ บาท เมื่อเช้านี้ ทีนี้พระที่ติดตามจะได้สักกี่บาตร มาเทแล้วกองเท่าภูเขา ศาลานี้ถ้ามันมีขามันวิ่งมันเผ่นเข้าป่าแล้ว มันสู้กองทานของพี่น้องทั้งหลายไม่ได้ เข้าใจไหม มันถึงอยู่นั้นได้เอาของเขาใส่ในศาลาหลังนั้น มากขนาดนั้น แล้วเราจะเป็นห่วงอะไรกับเราเป็นตาย

          ที่อยู่เห็นไหมนี่เลื่อมพั่บ ๆ สวยงามมาก ใครก็มาบำรุงบำเรอปรนปรือธาตุขันธ์ อันเป็นซากผีดิบนี่ ให้สวยให้งาม มันจะสวยงามอะไรซากอันนี้ มันก็เหมือนเราเหมือนท่าน ทำอะไรก็ปลูกสร้างดัดแปลงแก้ไขส่งเสริมตั้งแต่สิ่งภายนอก อันนั้นให้ดี อันนี้ให้ดี มันไม่ดี ลงกิเลสแล้วไม่มีอะไรดี มันจะคืบคลานไปเรื่อย ส่วนใจของเราไม่ได้เคยถูกดัดแปลงแก้ไขมันเสียตรงนี้นะ ให้แก้ไขภายในนี่สำคัญมาก นักบวชเราบวชมาแก้ไขภายในล้วนๆ เลย จิตใจเราไม่ดีที่ตรงไหน คิดในทางที่ตรงไหนผิดให้แก้ไขๆ ประพฤติตัวให้ถูกต้องตามหลักธรรมหลักวินัยก็ก้าวเดินตามเสด็จพระพุทธเจ้าตลอดไป

          นี่ให้ดัดแปลงภายในใจกายวาจาของเรา อย่าไปดัดแปลงตั้งแต่ภายนอก  ตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง ที่อยู่ที่กิน เครื่องใช้ไม้สอย รถยนต์กลไกเต็มไปหมด บ้านใดๆ ก็ดี บ้านหนึ่งมันมีถึง ๑๐ คันละมังนี่ ฟังซิน่ะ นี่รุ่นนั้น ๆ ๆ ราคาเท่านั้นๆ ซื้อสดไม่ทันฟาดซื้อผ่อนติดหนี้ติดสินเขาพะรุงพะรัง นี่ละกิเลสจัดแจงตั้งแต่ภายนอก ตกแต่งแต่ภายนอก ไม่ตกแต่งภายใน มันสร้างความยุ่งยากให้เรา ถ้าตกแต่งภายในแล้วรู้จักประมาณเองคนเรา มีพออยู่พอกินพอใช้พอสอยแล้วเอาอยู่ไปกินไปใช้ไป แต่สำหรับความดีงามนี้สร้างขึ้นมาภายในจิตใจ ให้ใจมีทรัพย์สมบัติภายในคือธรรมสมบัติ บุญน่ะละเป็นธรรมสมบัติเข้าสู่ใจ

          ใจเมื่อได้รับการบำรุงรักษาแล้วจะเจริญรุ่งเรือง ภายนอกอาศัยไปเป็นวันๆ  จิตใจเมื่อมีธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงแล้วจะสงบร่มเย็นตลอด สม่ำเสมอนะ ไม่ว่าบุญกุศลจะตกไปทางนั้น ไม่ว่าบุญกุศลจะตกไปทางนี้ ไม่มี รักษาไปเท่าไรยิ่งชุ่มยิ่งเย็น รักษามากเท่าไรก็ยิ่งรื่นเริงบันเทิง ชาตินี้ก็แน่ใจ เรามีหลักแล้วภายในใจ ชาติหน้าไม่สงสัยออกไปจากใจดวงเดียวที่ได้ปรับปรุงแก้ไข หรือบำรุงรักษาให้เต็มที่แล้วสมบูรณ์ แบบแล้วผึงเลยพอตาย ไม่จำเป็นจะต้องนิมนต์มากุสลา ธมฺมา กุสลา ธมฺมา วัดสังฆทานมากี่องค์ วัดป่าบ้านตาดมากี่องค์ กุสลา ธมฺมา คนนี้ตายแล้วไปไหนนา ถ้าหลวงตาบัวพูดแทนวัดสังฆทานเลยนะ หลวงตาบัววัดป่าบ้านตาดจะว่ามันจะไปไหน สูเป็นบ้าเวลาสูยังมีชีวิตอยู่ สูไม่หาทำบุญให้ทาน ตายไปแล้วจึงนิมนต์พระมา กุสลา ธมฺมา ถ้าอย่างนั้นเราก็เอาหลวงตาองค์หนึ่งบวชไว้ในกรุงเทพฯเรานี้องค์หนึ่งหรือสององค์ตายแล้วกุสลาส่งไปสวรรค์-นิพพาน ไม่ต้องยุ่งกับบุญกับกุศลให้ยากลำบาก

          นี่มันไม่เป็นอย่างนั้นนะซี จึงต้องได้สร้างตัวเองกุสลา ธมฺมา แปลว่าความฉลาด ให้มีความเฉลียวฉลาด สร้างบุญสร้างกุศลตั้งแต่บัดนี้กุสลา ธมฺมาไม่กุสลา ธมฺมาก็ไมมีปัญหาอะไร ให้พากันจำเอานะ เราพูดย่นๆ ตัดเข้ามานี้เลย ว่าหลวงตาบัวตายนี้ไม่ต้องนิมนต์พระมากุสลา บอกตรงๆ เลย เราแน่ของเราขนาดนั้น การสอนโลกเราสอนด้วยความแน่นอนทุกอย่าง หัวใจบริสุทธิ์พุทโธ เป็นธรรมทั้งแท่ง เรียกว่าธรรมธาตุเต็มในหัวใจมาแล้วได้ ๕๖ ปีนี้แล้ว

          เราจึงกล้าหาญชาญชัยที่จะพูดต่อโลกทั้งสาม โลกทั้งสามต่ำทั้งนั้น ธรรมนี้สูง เรียกว่าโลกุตรธรรม ธรรมเหนือโลก ตั้งแต่โสดาสกิทาคาขึ้นไปถึงอรหัตอรหันต์เป็นโลกุตรธรรม ธรรมเหนือโลกทั้งนั้น นี่เราจึงไม่สงสัย เพราะฉะนั้นการแนะนำสั่งสอนโลกทั้งหลายจึงสอนด้วยความแม่นยำ เราไม่มีสงสัยว่าสั่งสอนตรงนั้นว่าจะผิดไปพลาดไป ไม่มี ถอดออกจากหัวใจที่ถูกต้องแล้วโดยสมบูรณ์ สอนธรรมะขั้นใดภูมิใดแน่นอนๆ ไปเลย ให้พากันจำเอานะ ให้ไปปฏิบัติ

          เชื่อพระ พระที่ไหนที่ควรเชื่อได้เอาเชื่อ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เชื่อให้เป็นศาสดาองค์เอก ธรรมอันเอก พระสงฆ์องค์เอก เข้าในหัวใจเราเลย อย่าเอาอะไรมาเป็นใหญ่ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ถ้ากิเลสมาเป็นใหญ่มันจะฟาดเราลงนรกอเวจีนะ ถ้าเอาธรรมเป็นใหญ่ดึงขึ้นเลยถึงนิพพาน ให้พากันจำให้ดีทุกคนๆ  นะ นี่เราพูดถึงเรื่องการแนะนำสั่งสอนบรรดาประชาชนทั้งหลาย เราก็ไม่เคยได้คิดได้คาด มันหากเป็นขึ้นมาในหัวใจนี้เอง

          เวลาเทศน์ก็ตั้งแต่ต้นเราก็เลยเล่านิทานให้ฟัง นิทานตัวเองสดๆ ร้อนๆ เราลืมเมื่อไร นี้เป็นทุกข์ที่สุดในชีวิตแห่งพระของเรานะ เราไม่ลืม เอายกมาเป็นนิทานสดๆ ให้ท่านทั้งหลายฟังเสียว่า หลวงตาบัวนี้บวชทีแรกได้พรรษาหนึ่ง ในพรรษานั้นก็ได้ตั้งแต่สวดมนต์เจ็ดตำนานสิบสองตำนาน แล้วเรียนปาฏิโมกข์จบ ได้พรรษาเดียว พอออกพรรษาแล้วเขานิมนต์ไปทำบุญลานข้าวละซิ ทีนี้พระก็ไม่มี คนนั้นเขาก็นิมนต์ไปลานข้าวนู้นลานข้าวนี้ ทำบุญลานข้าว เขาถือเป็นประเพณีก่อนที่จะยกขนข้าวขึ้นยุ้งขึ้นฉาง เขานิมนต์พระไปทำบุญเสียก่อน นี้เราก็ถูกนิมนต์ไป แล้วเป็นหัวหน้าพรรษาเดียว ไปแล้วก็ถือเหมือนว่ากัณฑ์เทศน์พกไปกัณฑ์หนึ่ง นี่ละแก้เป็นแก้ตาย กินข้าวต้มขนมเขาจากหนังสือเล่มนี้ละ

          พอไปเขานิมนต์เทศน์ ตามธรรมดาเขาถือเป็นประเพณี ในงานต้องมีเทศน์นะ เราก็เอากัณฑ์เทศน์พกละติดย่ามไปเลย พอถึงเวลาแล้วเขาก็นิมนต์เทศน์ งัดหนังสือนั้นออกมาให้เขาฟัง กินกล้วยหอมไปได้พักหนึ่ง พอเทศน์จบลงแล้วบ้านอีกสองสามบ้านรวมกันมาอีกแล้วนี่ ยกขบวนใหญ่มา กระหืดกระหอบมา “นี่ท่านเทศน์จบแล้วเหรอ มาไม่ทันท่านเทศน์จบแล้วเหรอ” คนหนึ่งยังตามฆ่ามันอยู่เดี๋ยวนี้ มันตายหรือยังก็ไม่รู้ละ คนนี้ละคนมันพูดให้เราเจ็บใจมากนะ “ท่านเทศน์จบแล้วจะไปยากอะไร ให้ท่านฉันเพลเสียก่อน แล้วค่อยให้ท่านเทศน์ให้ฟัง จะไปยากอะไร” ก็ไม่ยากซิก็มันไม่ได้เทศน์ ไอ้เราผู้เทศน์มันจะตาย โธ่อยากฆ่าอีตานี่ โมโห เดี๋ยวนี้แกตายแล้วละ ไม่ตายเราจะตามฆ่า มันโมโห

          นี่คือความทุกข์จะเอาอะไรเทศน์ให้เขาฟัง บวชได้พรรษาเดียว ภาษิตอะไรก็ยังไม่ได้เลย ฉันเพลเขาจัดเอาขนมนางเล็ดมาแผ่นหนึ่ง ครึ่งแผ่นก็ไม่หมด กลืนไม่ลง มันคับมันแค้นหัวอก มีแต่จะเอาอะไรเทศน์ให้เขาฟัง จะเอาอะไรเทศน์ให้ฟังอยู่นั่น อกจะแตก นี่ความทุกข์ของเรา ในเพศนักบวชมีหนนี้เราไม่ลืมเลยนะ แล้วจำเป็นถึงเวลาเทศน์นะ ตอนนั้นก็เดือนพฤศจิกากำลังหนาวด้วยนะ ไปเทศน์นั้นเหงื่อแตกหมดทั้งตัว มันไม่ได้หนาวนะ มันเหงื่อแตกออกจะตาย บืนเทศน์ได้อยู่นะ บืนไป ก็ไม่ได้เท่าไรละ ก็จบลงมา

          จากนั้นมาไปถึงวัดไปค้นหาหนังสือท่านเจ้าคุณอุบาลี กัณฑ์ไหนที่ชอบใจ เราจะเอากัณฑ์นี้ท่องกัณฑ์นี้ให้คล่องแคล่วยิ่งกว่าปาฏิโมกข์ ยิ่งกว่าท่องสวดมนต์เสียอีกนะ มาก็ท่องจริงๆ เลย จบกัณฑ์นี้ โอ๋ยรื่นไปเลย เหมือนท่องปาฏิโมกข์ เอาละทีนี้ไปไหนเทศน์กัณฑ์นี้อยู่กับกูแล้วกูไม่ตาย ว่าอย่างนั้นนะ เลยไม่ได้เทศน์กัณฑ์นั้นอีกเลยนะ เดี๋ยวนี้ภาษิตของเทศน์กัณฑ์นั้นก็เลยไม่ลืมนะ นี่เราพูดถึงเรื่องความอัดอั้นตันใจ ในชีวิตของพระเรามีคราวนี้ที่ว่าเป็นที่หนักที่สุดเลย อกจะแตกจริงๆ นะ ก็มันเป็นหน้าที่ของเรา เราเป็นหัวหน้า อะไรก็มาอยู่กับเรา ไอ้พวกที่ไปด้วยกันก็พรรษาเดียวด้วยกันนั่นแหละ แต่เราบวชก่อนนะซีเป็นหัวหน้า

          จากนั้นมาแล้วเรื่องเทศน์อย่างนั้นก็ไม่มีอีกละ อกจะแตกมีหนเดียวเท่านั้น ก็พอเป็นพอไป พอเรียนไปๆ มันก็เข้าอกเข้าใจ เวลาจำเป็นเทศน์ก็งัดปริยัติออกมาเทศน์ กินขนมเขาเรื่อยไปได้นะ ต่อจากนั้นก็ออกปฏิบัติ ออกปฏิบัติเมื่อยังไม่ได้เห็นผลทางด้านปฏิบัติก็งัดปริยัติออกมากินข้าวต้มขนมเขาเรื่อยไป เข้าใจไหม ทีนี้ออกมาทางด้านปฏิบัติพอรู้พอเห็นภายในๆ แล้วปริยัติค่อยจางไปนะ ค่อยจางไปๆ ความรู้ภายในมันค่อยรู้ขึ้นๆ แตกฉานออกไปเรื่อยซิ พูดให้มันชัดเสียนะ

          ทีนี้เรื่องปริยัติมันก็ไม่มี เวลาเทศน์ก็ขึ้นจากนี้เรื่อยๆ ภาคปฏิบัติเต็มภูมิ ที่ว่า ๒๔๙๓ได้เป็น ๕๖ ปี อันนั้นเปิดโล่งหมดเลย พูดให้ชัด เอาฟังเสียเปิดโล่ง ที่มันตีบตันอั้นตู้ ฉันขนมนางเล็ดครึ่งแผ่นไม่จบนั้นเปิดออกหมด ขนมนางเล็ดขยี้แหลกไปเลย โล่งไปหมด ตั้งแต่บัดนั้นมาทีนี้ไม่เคยคิดว่าเทศน์จะเป็นยังไง ไม่เป็นยังไง ไม่มี หมด เพราะมันโล่งไปหมดแล้ว นี่กับจิต ตีบตันอั้นตู้ ขนมนางเล็ดครึ่งแผ่นไม่จบ กับจิตที่มันเปิดจ้าออกมาแล้ว มันเป็นอย่างนี้

          นี่ผลเกิดขึ้นจากภาคปฏิบัติ ไม่ไปหาเรียนที่ไหน พระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นภายใน พระไตรปิฎกอยู่ในนั้นแล้ว ที่ออกไปเป็นพระไตรปิฎกจารึกนั้นออกไปจากพระทัยพระพุทธเจ้าต่างหากนะ จากพระสาวกทั้งหลายต่างหาก ส่วนพระไตรปิฎกแท้อยู่ในหัวใจของท่านทั้งหมด นี้เวลามันได้เข้าถึงพระไตรปิฎกมันจะได้อันเดียวก็ตามนะ มันก็เต็มอยู่ในหัวใจแล้ว พระวินัยปิฎก พระอภิธรรมปิฎก พระสุตตันตปิฎก เราก็เรียนมาแล้ว รวมกันแล้วทั้งสามมันก็มาอยู่ที่นี่หมดแล้ว

          เวลาจะเทศนาว่าการเราไม่เคยคิด เหมือนคราวจะตายอกจะแตกนะ เวลาจะเทศน์มองดูปั๊บนี่เป็นยังไงจะเทศน์ยังไงมันบอกในตัวเสร็จ เอาเปิดให้ชัดเจนวันนี้นะ บริษัทบริวารคนที่มาฟังเทศน์กว้างแคบลึกตื้นหยาบละเอียดขนาดไหน คนชั้นใดๆ มันจะไม่สนใจกับคนชั้นนั้นชั้นนี้ เพราะธรรมนี้เหนือหมดแล้ว เข้าใจไหม มองดูว่านี่สมควรจะเทศน์ธรรมะประเภทใดนี้มันจะบอกในตัวของมันเสร็จ ไม่ว่าชั้นสูงชั้นต่ำก็ตามมันจะออกของมันตามประเภทของคน สังคมของคนนั้นแหละ ออกเลยเชียว ไม่ได้ว่าวันนี้จะเทศน์อะไรให้เขาฟัง ตีบตันอั้นตู้ ขนมนางเล็ดไปไหนน้าไปเอาขนมนางเล็ดมาช่วยหน่อย ไม่เห็นมีนี่วะ มันเปิดของมัน

          นี่ถึงเวลาจะพูดนะ เรื่องธรรมที่เกิดขึ้นภายในใจนี้มันโล่งครอบมหาสมุทรทะเลหลวง ครอบโลกธาตุ นั่นหัวใจอันนี้ พูดให้ฟังชัด ๆ ที่ว่าจะติดจะคานั้นนี้ เราไม่ติดตัวของเราเสียอย่างเดียวไม่ติดอะไรทั้งหมด ถ้าเราติดเราเสียอย่างเดียวติดหมดนะ ติดก็คือกิเลสมันมัดหัวใจเรา ติดเราแล้วก็ติดหมด กิเลสพังลงไปแล้วไม่ติดเราไม่ติดอะไรทั้งนั้น โล่งไปหมด นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้า  ปฏิบัติเวลาได้เกิดขึ้นภายในใจ นี่เกิดขึ้นจากภาคปฏิบัติ ภาคปริยัติเราเรียนมาจดจำเป็นความจำของเรา ไม่ใช่มรรค ไม่ใช่ผลเป็นความจำเฉยๆ เวลาเอามาปฏิบัติแล้วเป็นมรรคเป็นขึ้นทันที เป็นผลเป็นขึ้นทันทีๆ  ขึ้นจากนี้ๆ สุดท้ายธรรมทั้งหลายเข้ามาอยู่ในนี้หมด

          อย่างเทศนว่าการทุกวันนี้พูดจริงๆ เราไม่เคยไปสนใจกับพระไตรปิฎกใดนะ พอจะเริ่มเทศน์นี่ขึ้นปัจจุบัน มีอะไรเอาขึ้นเทศน์เลย กลัวจะหมดจะยังไม่เคยคิดนะ นอกจากธาตุขันธ์เท่านั้น ธาตุขันธ์เป็นประมาณ ธาตุขันธ์มีอำนาจทุกวันนี้ เทศน์ไปๆ  ธาตุขันธ์มันอ่อนลงแล้วรู้ พอรู้แล้วก็เหยียบเบรกห้ามล้อ ลดธรรมะๆ ลง หยุด นั่น ถ้าหากว่าธาตุขันธ์ไม่อำนวย จะเอาความเป็นประมาณ รู้จักเองจบเอง มันเป็นอย่างนั้นละ เรื่องธรรมะจะหมดหรือไม่หมดไม่เคยคิด เข้าใจเหรอ

          ท่านทั้งหลายให้ทราบ ธรรมะพระพุทธเจ้าปฏิบัติมาอย่างนี้ รู้เห็นอย่างนี้จะให้ว่าไง หรือว่าหลวงตาบัวนี่โอ้อวดเหรอ เราโอ้อวดอะไร เราปฏิบัติไม่ได้ปฏิบัติเพื่อโอ้อวด ไม่ปฏิบัติเพื่อโกหกหลอกลวงใครทั้งเขาทั้งเรา ปฏิบัติเพื่อเอาจริงเอาจังต่อธรรมทั้งหลาย เมื่อมันปรากฏขึ้นก็ดังที่เล่าให้ฟังนี้แหละ เวลาปรากฏขึ้นมานี้มันโล่งไปหมดเลย สุญฺญโต โลกํ โลกนี้ว่างไปหมด ไม่มีอะไรมาผ่าน มีกิเลสเท่านั้นผ่าน กิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วไม่มีอะไรผ่านใจ โล่งไปหมดเลย

          การเทศนาว่าการจะเอาหนักเบามากน้อยเพียงไรไม่ต้องบอก มันจะขึ้น เทศน์มันมีหลายประเภท ประเภทแกงหม้อใหญ่ แกงหม้อเล็ก แกงหม้อจิ๋ว แกงหม้อใหญ่สังคมทั่วๆ ไป ให้ได้ผลประโยชน์ทั่วถึงกัน แกงหม้อเล็กเกี่ยวกับเรื่องสมาธิ-ปัญญา แกงหม้อเล็กขึ้นปัญญา ปัญญาล้วนๆ จนมหาสติ-มหาปัญญานี่แกงหม้อเล็ก-แกงหม้อจิ๋วพุ่งเลยนะ ถ้าลงเทศน์ถึงขั้นที่สองหม้อเล็กหม้อจิ๋วนี้จนเจ้าของหายใจไม่ทัน เพราะอำนาจแห่งธรรมที่มันพุ่งๆ ออก เป็นธรรมทั้งนั้น นี่ฟังซิท่านทั้งหลายฟังเสียนะ มันกำลังจะตายแล้วเวลานี้

          นี่เทศน์มากี่ปีแล้วนี่ ตั้งแต่ช่วยชาตินี้ก็ ๗ ปีแล้ว เทศน์มาตั้งแต่ทีแรกจนกระทั่งถึงป่านนี้ มันกี่กัณฑ์ ไม่เคยคิดว่าธรรมะนี้อัดอั้นมาอะไร ไม่มี มันโล่งอยู่ตลอดเวลา เทศน์ไม่เทศน์มันก็โล่งอยู่อย่างนั้น พอจะเทศน์ก็ผางออก สมควรจะธรรมขั้นใดที่จะออกไม่ต้องถามมันพุ่งๆ ของมันเอาเอง ยิ่งเทศน์ธรรมะขั้นสูงเท่าไรละเอียดลออ จวนจะถึงมรรคผลนิพพานเท่าไรมันยิ่งพุ่งใหญ่เลย เทศน์นี่เหมือนไม่มีลมหายใจนะ นี่ละอำนาจของธรรม ที่ออกเหล่านี้มีอำนาจของธรรมทั้งนั้นนะ จะพุ่งตลอดเลย

          อำนาจของกิเลสตัณหาถ้าลงได้เป็นขนาดนั้นเป็นเถ้าเป็นถ่าน ฟาดกันแหลกไปหมดเลยนะอำนาจของกิเลสตัณหา อำนาจของธรรมลงขนาดนี้เหมือนกับว่าฝนตกชะล้างให้เย็นไปหมดเลย รุนแรงเท่าไรตกเท่าไรยิ่งเย็นยิ่งฉ่ำยิ่งสบาย ๆ ฟ้าร้องเปรี้ยงๆ อ้าวันนี้ฝนจะตกแล้วนะนี่นะหาโอ่งมารองน้ำ พอได้ยินเสียงธรรมครูบาอาจารย์ที่ท่านเทศน์อรรถเทศน์ธรรมด้วยความเป็นธรรมอย่างแท้จริง ผู้ฟังก็ฟังเพื่อความเป็นธรรมอย่างแท้จริง พอได้ยินท่านโป้งป้าง เอาแล้วนะนี่ฝนจะตกแล้วนะ มันไปอย่างนั้นนะ มันไม่ได้กลัวนะกลัวครูบาอาจารย์จะดุจะด่าไม่มีนะ

          กิริยาของท่านออกมาเป็นธรรมทั้งหมด ไม่ว่ากิริยาใดของท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วจะไม่มีกิริยาใดเป็นข้าศึกต่อโลก ไม่ว่าจะดุจะด่าว่ากล่าว กิริยาความเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตามจะไม่เป็นข้าศึกต่อโลกเลย เป็นธรรมล้วน ๆ เด็ดขาดขนาดไหนเด็ดขาดประเภทของธรรมทั้งหมด นี่ละเราพูดให้ฟัง จวนจะตายแล้วพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง นี่ภาคปฏิบัติ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ นี้เรียกว่าศาสนาสมบูรณ์แบบ ถ้ามีแต่เรียนเฉยๆ ศาสนาขาดบาทขาดตาเต็ง ต้องมีภาคปฏิบัติ แล้วถ้าปฏิบัติลุ่มๆดอนๆก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรนักนะ และไม่เกิดประโยชน์

          ถ้าปฏิบัติเพื่อมรรคเพื่อผลจริงๆ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ความรู้แจ้งเห็นจริงในผลงานของตนจะปรากฏขึ้นโดยลำดับ จนกระทั่งทะลุถึงมรรคผลนิพพาน ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า ธรรมะทั้งสามสมบูรณ์แบบแล้ว ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธจะสมบูรณ์แบบสำหรับผู้ปฏิบัติเต็มภูมิ อยู่ในหัวใจนั้นหมด เข้าใจไหม สนฺทิฏฺฐิโกๆ  วันนี้เทศน์ไปอะไรก็ไม่รู้ละ แว้ๆ ๆ เลยไปใหญ่เลย ให้ลูกหลานทั้งหลานได้ยินได้ฟังจดจำ

          ศาสนาเดี๋ยวนี้มันมีแต่กระดาษ มีแต่ใบลาน ไปอ่านในใบลานมาแล้วก็เอาความรู้ความจำที่มาจากใบลานมาโอ้มาอวด ว่าเรียนได้ชั้นนั้นชั้นนี้ หลวงตาบัวฟาดเสียมหาบัว กิเลสไม่ได้ถลอกปอกเปิกสักตัวเดียวนะ เรียนตั้งแต่นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก ฟาดถึงมหาเปรียญ กิเลสยังไม่ถลอกสักตัวเดียว พูดให้ชัด มีแต่จำมาเฉยๆ ต้องเป็นภาคปฏิบัติ นำภาคปฏิบัตินี้ออก นั้นละทีนี้กิเลสร้อนตัวแล้วนะ ค่อยร้อนไปๆ ๆ เรื่อย ฟาดจนขาดสะบั้นไปหมดเลย จ้าหมดเลย นี่ปฏิเวธธรรมเต็มภูมิขึ้นมาแล้ว ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า

          ธรรมะประเภทนี้มีอยู่กับทุกคน ธรรมะเป็นธรรมะสดๆร้อนๆ มรรคผลนิพพานสดๆร้อนๆ ขอให้ตั้งใจปฏิบัตินะ เราอย่าให้กิเลสหลอกลวงๆ นะ พระพุทธเจ้านิพพานเท่านั้นปีเท่านั้นปี มรรคผลนิพพานไม่มี ทำบุญไม่ได้บุญ ทำบาปไม่ได้บาป นั้นละกิเลสหลอก มันจะลากลงนรกนะ ให้พากันจำเอาไว้นะ ใครจะพูดเด็ดขาดแม่นยำยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า จำให้ดี เอาละพอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 

         


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก