ภาคปฏิบัติไม่เกี่ยวกับสมอง
วันที่ 4 กรกฎาคม. 2548 เวลา 19:10 น.
สถานที่ : กุฏิหลวงตาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

ภาคปฏิบัติไม่เกี่ยวกับสมอง

 

โรงร่ำโรงเรียนที่ไหนเอาหลวงตาไปเทศน์ทั้งนั้น มันจะไปรู้เรื่องอะไรกับเด็ก เทศน์สอนเด็ก ตั้งแต่สอนผู้ใหญ่ไม่เห็นได้เรื่องได้ราวอะไร จะไปสอนเด็กอีก โอ้ มันพิลึกกึกกือ อยู่ที่ไหนโรงเรียนไหนนิมนต์ทั้งนั้นละ ไม่ว่าโรงเรียนเด็กโรงเรียนเล็ก โรงเรียนผู้ใหญ่ ฟาดขึ้นไปถึงประถม มัธยม อุดมศึกษา ไปหมดเลย ไปเทศน์ให้หมด ทั้งๆ ที่เรานี้สำเร็จ ป.๓ หลวงตาบัวนี่เรียนจบ ป.๓ แล้วไปเทศน์ดอกเตอร์ดอกแต้อะไรนี้เทศน์มาพอแล้วใช่ไหม ทั้งๆ ที่จบ ป.๓ คือแต่ก่อนไม่มี ป.๔ มีแค่ ป.๓ พอจบ ป.๓ แล้วออกเลย อายุครบไม่ครบไม่สำคัญถ้าใครได้ ป.๓ ออกเลย เราก็ได้ ป.๓ ออกเลย อายุยังไม่ถึงละ แต่ก็ดีนะสอบ ป.๑ ได้ที่ ๒ ป.๒ ได้ที่ ๑ ป.๓ ได้ที่ ๑ ประถม ๓ ได้ที่ ๑ จากนั้นมาแล้วไม่ทราบว่าเรียนอะไรต่ออะไรนะ สับสนปนเปกันไปหมดเลย เรียนหนังสือ ทั้งโลกทั้งธรรมไปด้วยกันเลย จาก ป.๓ ไปแล้วนะ เรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้

พอพูดถึงเรื่องเรียนนี่ก็ถึงได้เห็นชัดเจนในหัวใจ เวลาเรียนนี้ความจำมันขึ้นสมอง เวลาเราเรียนหนังสือ ไม่ว่าเรียนทางโลกทางธรรมความจำมันทำงานอยู่ที่สมอง เรียนมากๆ เข้าไปนี่สมองทื่อเลย บังคับให้จำมันก็ไม่จำ เหลือแต่ใจ ใจมีแต่จะเอาท่าเดียว บังคับให้มันจำมันไม่จำเลย ทื่อไปหมด ต้องหยุดเสียก่อน ทั้งๆ ที่จิตมันหมุนติ้วที่จะเรียนจะจำให้ได้ มันไม่จำนะ สมองทื่อ จึงรู้ว่าการเรียนนี้ความจดจำมันอยู่สมอง

ทีนี้เวลามาทางภาคปฏิบัติถึงได้รู้โดยไม่ต้องศึกษากับใคร หากรู้อยู่ในตัวเอง เวลามาภาคปฏิบัติ คือเรียนทั้งทางโลกและทางธรรมมันจะมาจำกันอยู่ที่สมอง ทำให้สมองทื่อได้ ชัดเจนมาก คือเราบังคับให้มันจำมันไม่ยอมจำ เลยต้องหยุดเอาเฉยๆ ทีนี้เวลามาภาคปฏิบัติ นี่ละมันเห็นได้ชัดเจนนะ พอภาคปฏิบัติเราภาวนาเข้าไปนี่ จิตสงบเข้าไปอยู่นี้นะ ไม่ขึ้นสมอง จิตสงบเข้าไปเท่าไร ก็เด่นอยู่ที่ทรวงอกนี้เลย ตรงนี้เลย นี่แหละที่จุดของความรู้แท้อยู่ตรงนี้นะ มันไม่ออกไปสัญญาอารมณ์อะไร ไม่ออก มันเข้า ตีเข้ามาๆ พอจิตสงบเข้าไปเท่าไร จิตนี้ยิ่งมีความสว่างไสวอยู่ภายในๆ ไม่ขึ้นสมอง ไม่ขึ้นเลย ภาคภาวนานี้ไม่ขึ้นเลย

เริ่มต้นตั้งแต่จิตใจสงบจะเริ่มรู้ที่นี่ แล้วสงบเป็นพื้นไปเลยในขั้นของจิตที่มีความสงบเป็นพื้นฐาน ก็เป็นพื้นอยู่ในนี้เลย ไม่ออก ไม่ขึ้นนะ สงบมากผ่องใสมากเท่าไรมันก็ชัดเจนๆ อยู่ในนี้ ไม่เคยขึ้นเลย นี่เรียกว่า ภาคปฏิบัติ ไม่ใช้ความจำ ความจำมันขึ้นทางสมอง ภาคปฏิบัตินี้เป็นความสงบ และปัญญาก็ไม่ขึ้น สงบมากเท่าไรๆ สว่างไสวขนาดไหนก็อยู่ในนี้ๆ ทั้งนั้นเลย มันออกถึงขั้นปัญญา นี่ละภาคปฏิบัติ เป็นหลักธรรมชาติของจิตที่จะขยายตัวออกด้วยอำนาจแห่งธรรมคือจิตตภาวนา ขยายตัวออกอย่างนี้นะ ขยายก็ขยายเบิกกิเลสออก กิเลสปิดบังหุ้มห่อมืดมิดปิดตา

เพราะฉะนั้นใครจะเรียนมากน้อยเพียงไรก็ตาม ถ้าเรียนด้วยความจำนี้ เทียบกับทางภาคปฏิบัติจิตตภาวนานี้ ความเรียนมาความจำมานั้นไม่ได้มีความหมายนะ ไม่มีน้ำหนัก ต่างกันอย่างนี้นะ ทางภาคภาวนานี้มีความสงบร่มเย็นเท่าไรยิ่งสร้างความแน่นหนามั่นคง หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ภายในใจ แล้วความสว่างไสวก็ขยายตัวออกเรื่อยๆ ภายในหัวอก ท่านทั้งหลายฟังเสียนะ เอาออกมาจากเวทีนะนี่ ไม่ได้ไปหาคว้านู้นคว้านี้มาพูด พูดแล้วสาธุ เราไม่ได้ไปเอาตำรงตำรานู้นมาพูด เอาตำราในหลักธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าพาดำเนินมาแล้ว รู้มาแล้ว เห็นมาแล้วนี้มาพูด

เวลาจิตใจมีความสงบผ่องใสเท่าไร มันขึ้นอยู่ตรงกลางๆ สุดท้ายร่างกายของเรานี้มันเหมือนตะเกียงเจ้าพายุ แก้วครอบเหมือนร่างกาย ไส้ตะเกียงที่เป็นดวงไฟสว่างนั่น คือใจ มันอยู่ตรงกลาง ไส้ตะเกียงคือใจที่สว่างอยู่ตรงกลาง มันแทงทะลุออกมา ร่างกายเลยกลายเป็นแก้วครอบไปเลย มันก็ใสไปตามๆ กันเลย แล้วไม่ขึ้น เรื่องขึ้นสมองไม่มีเลยจิตตภาวนา หมุนอยู่นี้ จ้าขึ้นเท่าไร แต่มันทะลุไปหมดนะ ความสว่างไสวมันทะลุถึงกันหมด ในส่วนร่างกายทั้งหมดนี้ ความสว่างไสวมันจะทะลุออกหมดเลยเชียว นั่น นี่มันเห็นชัดๆ

จนกระทั่งถึงอัศจรรย์ตัวเอง นี่หมายถึงขั้นที่มันสว่างไสวจริงๆ นะ ถึงขั้นอัศจรรย์ตัวเองมี มันก็สว่างไสวอย่างนี้แหละ สว่างไสวไปเรื่อยๆ การบำรุงรักษาบำรุงตลอดเวลา ไม่มีการทำลาย มีแต่การบำรุงรักษา สิ่งที่จะมาทำลายมาแตะไม่ได้ มาแตะปัดปุ๊บๆ เลย มันหากเป็นของมันเอง มีแต่การบำรุงรักษา ที่นี้เวลามันสว่างไสวมากขึ้นๆๆ มันค่อยว่างออกๆ ทีแรกพิจารณาทางด้านวัตถุ ด้านวัตถุหมดความหมาย จิตใจผ่านไปเลย เลยกลายเป็นนามธรรม มีแต่ความรู้ล้วนๆ ทีนี้ความรู้ล้วนๆ นี้เวลาทรงตัวอยู่ภายในจิตใจ นี่เรียกว่าความรู้ล้วนๆ ทรงตัวอยู่นี้ มันกระจายร่างกายออกไปเป็นใสไปหมด ใสไปตามๆ กันหมด ด้วยเหตุนี้เอง อย่างพระอรหันต์ท่านนิพพาน อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ ไม่เป็นได้อย่างไร ก็ใสแจ้งอยู่แล้วตั้งแต่ท่านยังไม่ตาย กระจ่างแจ้งไปหมดแล้ว

ทีนี้เวลามันขนาดนั้นแล้ว เลยกว่านั้นไปอีกร่างกายเหมือนไม่มี จิตเวลามันว่างนะ ว่างไปหมดเลย นี่ละอำนาจแห่งการชำระจิตใจ อำนาจของจิตจึงเป็นสิ่งที่อัศจรรย์มากทีเดียว เกินคาดเกินหมาย ใครมาคาดไม่ถูก ต้องเป็นกับตัวเองถึงจะรู้ พอถึงขั้น มันสว่างเต็มที่นี้ ร่างกายเหมือนไม่มี ทั้งๆ ที่เดินไปเดินมา ความรู้มันครอบไปหมด ความว่างครอบไปหมดเลย แล้วสุดท้ายโลกธาตุเดินหยกๆ ไปตามแผ่นดินนี้นะ ความว่างของจิตอันนี้มันมีอำนาจมาก เดินไปตามแผ่นดิน แผ่นดินเหมือนไม่มีนะ ว่างไปหมด ทั้งๆ ที่เราเดินไปอยู่บนแผ่นดิน นี่ละที่ว่าจิตว่างๆ สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โลกนี้มันสูญ มันสูญด้วยอำนาจของจิต สูญไปหมด สิ่งทั้งหลายเขาก็มีอยู่อย่างนั้นแหละ แต่อำนาจของจิตนี้มันสูญครอบไปหมดเลย สูญไปหมด นั่นอำนาจของจิตมันสว่างไสวครอบไปหมดเลย

นี่เราพูดถึงเรื่องจิตที่ว่า มันไม่ได้ขึ้นสมองนะ ทางด้านจิตตภาวนา มันสว่างไสวกระจายไป เลยรอบตัวสว่างซ่านไปหมดทั้งตัว ไม่ขึ้น ทะลุไปหมดเลย จากนั้นก็สว่างไสว จนกระทั่งได้อัศจรรย์ตัวเอง นี้ก็เคยได้พูดให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายฟังแล้ว มันอดอัศจรรย์ตัวเองไม่ได้ กำหนดดูที่ไหนมันว่างไปหมด สว่างไสวแล้วยังไม่แล้ว ยังอัศจรรย์ตัวจิตนี้อีก อัศจรรย์ นอกจากว่างแล้วความอัศจรรย์นี่ซึ่งเป็นรากฐานของความว่างทั้งหลายมันอยู่ในตัวของเรา มันก็ออกอุทานขึ้นมา เอ้อ จิตเรานี้ทำไมถึงได้ว่างได้อัศจรรย์เอานักหนาน้า มันน่าอัศจรรย์มันถึงอัศจรรย์ ใครจะไปเคยอัศจรรย์เจ้าของสักทีมันก็ไม่เคยมี เราตั้งแต่เกิดมาก็เหมือนกันเราก็ไม่เคยมี ที่มีขึ้นก็จากการบำเพ็ญจิตใจ ชำระจิตใจ เมื่อจิตใจมีความสว่างกระจ่างแจ้งผ่องใสขึ้นมาๆ แสดงความอัศจรรย์ขึ้นมา จนเจ้าของได้ชมว่า ทำไมจิตเราถึงอัศจรรย์นักหนา นี่เห็นไหมล่ะ เวลาเราบำรุงมากๆ บำเพ็ญมากๆ ทีนี้มันเลยว่างไปหมดเลย ถึงขั้นว่าง ว่างหมดจิตนี้

คำว่าว่างไม่ว่างเราก็เคยอธิบายแล้วในเทศน์บางกัณฑ์มี คำว่าว่างมันว่างเป็นขั้นๆ เราก็ชี้แจงให้ทราบหมด เช่น ว่างในสมาธิ จิตมีความสงบแน่วลงไปแล้วมันก็ว่างของมัน พอจิตถอนขึ้นมามันก็ไม่ว่าง พอว่างหนักเข้าๆ ถึงขั้นว่างที่นี่ จิตถึงขั้นว่างอยู่ที่ไหนมันก็ว่างหมด เรียกว่า ฐานของจิตว่าง ว่างไปหมด แต่ภายในจิตนี้ยังมีอุปาทาน ไม่รู้นะ ตอนนั้นไม่รู้  จึงต้องอัศจรรย์ตัวเองซึ่งเป็นความว่างนั้น ธรรมชาติที่อัศจรรย์ที่แท้จริงยังไม่แสดงตัว เพราะถูกความว่างประเภทนี้ครอบอยู่ พอจิตทำลายความว่างอันนี้ขาดสะบั้นไปหมด ความว่างโดยหลักธรรมชาติของตัวเองขึ้นมานี่ ทีนี้ความว่างที่เราอัศจรรย์แต่ก่อนมันเทียบกับกองขี้ควาย เป็นยังไงกองขี้ควาย มันดีไหมล่ะ

นี่ละที่เราว่าอัศจรรย์แต่ก่อน ในความว่างอันนี้ พอความว่างอันหลังที่เป็นว่างในหลักธรรมชาติปรากฏขึ้น ความว่างอันนี้หายไป ความว่างอันนั้นปรากฏขึ้นแล้วเลยมาตำหนิว่า ความว่างที่ว่าอัศจรรย์ๆ นี้มันกลายเป็นกองขี้ควายไป ว่างอันนั้นเป็นอะไรที่นี่ พูดไม่ถูกเลย พูดอะไรก็ไม่ถูก แต่ไม่สงสัย จ้าอยู่ภายในจิตใจ นั่นละจิตที่เป็นธรรมชาติแท้เป็นอย่างนั้น เวลานี้ถูกหุ้มห่อปิดบังอยู่ด้วยกิเลสตัณหาเหมือนมูตรเหมือนคูถ ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ปกคลุมอยู่นั้นในจิตใจของเรา มันจึงแสดงความแปลกประหลาดอะไรๆ ไม่ได้ในหัวใจเรา

ตั้งแต่เกิดมาได้แสดงชมเชยในจิตใจของเราว่ามีความสุขความสบายไม่มี สามโลกธาตุนี้ใครจะมาแข่งธรรมแข่งไม่ได้เลย ถ้าได้ปฏิบัติธรรมแล้วมันจะเป็นขึ้นเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง เหนือไปหมด ทั้งๆ ที่เราไม่เคยรู้เคยเห็น มันก็เป็นขึ้นจากเจ้าของเองเพราะใจเป็นนักรู้ เวลามันรู้ไปโดยลำดับ กระจายไปโดยลำดับ ละเอียดไปโดยลำดับ จนกระทั่งละเอียดสุดขีด กลายเป็นจิตธรรมธาตุไปเลยแล้ว นั่นละที่นี่ ท่านว่า สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ คือโลกนี้สูญเปล่า ว่างเปล่า

ดังที่พระพุทธเจ้าสอนพระโมฆราช คือมีพวกมาณพ ๑๖ คน ไปทูลถามพระพุทธเจ้า ทูลถามปัญหา พระโมฆราชเป็นคนที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ผู้นี้จะบรรลุธรรมได้อย่างรวดเร็ว พระองค์ก็สอนยกคนนี้ขึ้นเลย

สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต

อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา

เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ

ดูก่อนโมฆราช เธอจงมีสติทุกเมื่อ นั่นฟังซิ มีสติทุกเมื่อ ไม่ขาดวรรคขาดตอน พิจารณาโลกให้เป็นของสูญเปล่า ว่างเปล่าไปหมด ถอนอัตตานุทิฏฐิ ที่สำคัญว่าเป็นเราเป็นเขาออกเสีย จะพึงข้ามพ้นพญามัจจุราชเสียได้ พญามัจจุราชจะตามไม่ทัน มองไม่เห็นผู้พิจารณาโลกเป็นของสูญเปล่าว่างเปล่าอยู่อย่างนี้ นี่ละถึงขั้นว่างมันว่างอย่างนั้น ทีนี้เวลาท่านสอนนี้เหมือนว่าท่านสอนพระโมฆราชคนเดียวนะ เวลาผู้ปฏิบัติปฏิบัติด้วยกัน เหมือนพระโมฆราชปฏิบัติมา เมื่อถึงขั้นว่างแล้ว ไม่ว่าแต่พระโมฆราช ถึงขั้นของใครที่จะว่างอย่างนั้นเป็นพระโมฆราชด้วยกันหมดเลย

ธรรมเป็นของกลาง เข้าเป็นสมบัติของผู้ใดผู้นั้นก็ออกโชว์ได้เลย อย่างที่ว่าว่างๆ นี่ ท่านยกตัวอย่างท่านเทศน์ให้พระโมฆราชฟังเท่านั้น ผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อถึงขั้นนั้นแล้ว ว่างด้วยกันทุกคน ไม่มีตั้งแต่พระโมฆราช สุญฺญโต โลกํ โลกว่างเปล่า สูญเปล่าไปหมดเลย เป็นในหลักธรรมชาติของจิต ทีนี้เวลาเราจะใช้กิริยาอาการเกี่ยวกับโลกสมมุติ แย็บออกไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ หนักเบาผิดถูกมากน้อยเพียงไรๆ ดังกิริยาของโลก ความเคลื่อนไหวของโลก มันเป็นไปด้วยความหมุนเวียนของมัน ทั้งผิดทั้งถูก ส่วนมากมีแต่ผิด มีแต่กองทุกข์ ทีนี้เวลาจิตออกไปดูนั้น มันก็เห็นอย่างนั้นๆ พอถอยปั๊บเข้ามานี้โลกว่างหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือ แน่ะมันก็เป็นอย่างนั้น

นี่ละจิตดวงนี้เป็นของอัศจรรย์มากนะ ไม่มีอะไรจะอัศจรรย์เท่าจิต จิตตภาวนาจากพระพุทธศาสนาเท่านั้นจะขุดค้นจิตดวงนี้ขึ้นมา ประกาศป้างๆ ได้ดังพระพุทธเจ้าประกาศ และสาวกทั้งหลายประกาศธรรมสอนโลกเรื่อยมานี้ออกจากอันนี้เอง นอกนั้นไม่มีใครสามารถที่จะนำธรรมอัศจรรย์นี้ออกมาประกาศได้ เพราะกิเลสมันครอบไปหมดแล้ว จะเป็นศาสนาใดก็ตาม ศาสนกิเลสกับศาสนธรรมมันต่างกัน ศาสนกิเลสผู้ที่มาเป็นเจ้าของศาสนาเป็นคลังกิเลส การแสดงออกมาต้องเป็นกิริยาอาการของกิเลสไหวตัวทั้งนั้น ผู้รับฟังไปก็ฟังไปตามกิ่งก้านสาขาของกิเลส ก็เป็นกิเลสไปตามๆ กัน ไม่เป็นธรรม

เจ้าของศาสนาเป็นคนมีกิเลส สอนออกไปทีไรก็เป็นเรื่องของกิเลส ผู้ฟังก็รับฟังไปตามกิเลส เป็นกิเลสไปตามๆ กันเลย นี่ละศาสนกิเลส ศาสนธรรมคือคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ เป็นธรรมโดยแท้จากจิตที่บริสุทธิ์ จิตที่บริสุทธิ์กับที่กิเลสเต็มหัวใจต่างกันนะ จิตที่บริสุทธิ์เป็น อาโลโก อุทปาทิ สว่างจ้าครอบโลกธาตุอยู่แล้วในจิตของท่าน เวลานำมาแสดงจึงไม่มีผิดพลาด เรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วๆ คือชอบอยู่ในหัวใจนี้เต็มสัดเต็มส่วนแล้ว กิริยาอาการออกไปในอาการใดก็ชอบด้วยกันหมดเลย นี่ละเป็นศาสนธรรม เป็นธรรมของผู้สิ้นกิเลส มันต่างกัน

เราพูดอย่างกลางๆ ไม่ได้พูดเหยียบย่ำทำลายผู้ใดศาสนาใด แต่พูดตามหลักความจริงเป็นอย่างนี้ เอา ปฏิบัติไปก็จะรู้อย่างเดียวกันนี้ รู้เห็นอย่างนี้ ผู้สิ้นกิเลสกับผู้มีกิเลสความรู้ความเห็นจะต่างกันราวฟ้ากับดิน ไม่ได้ผิดกันเลย เป็นแบบนี้เอง คลังกิเลสสอนโลกก็ต้องสอนไปตามอำนาจของกิเลส จะสอนตามอำนาจของธรรมไม่มี เพราะไม่มีธรรมในใจ ส่วนพระพุทธเจ้าธรรมทั้งแท่งอยู่ในหัวใจ สอนโลกสอนออกด้วยอรรถด้วยธรรมเต็มเม็ดเต็มหน่วย กิ่งก้านสาขาดอกใบเป็นธรรมทั้งนั้นๆ ไม่มีผิด จึงเรียกว่า สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว

คำว่าศาสนาต่างกันอย่างนี้นะ ศาสนาของผู้สิ้นกิเลสกับศาสนาของผู้มีกิเลสหรือคลังกิเลสมันต่างกัน ก็เหมือนเราๆ ท่านๆ นี่เอง เป็นแต่เพียงยกตนขึ้นเป็นเจ้าของศาสนาเฉยๆ ทั้งๆ ที่กิเลสมีเหมือนกับโลกทั่วๆ ไป เมื่อเขายอมรับแล้วก็สอนเขาไปอย่างนั้น ก็สอนไปแบบกิเลส ไม่มีธรรมจะเอาธรรมอะไรไปสอน ก็มีแต่กิเลสออกสอน ผู้มารับก็รับเอากิเลสออกไปๆ เท่านั้น ส่วนธรรมออกจากพระพุทธเจ้า แตกกระจายออกไปอะไรผู้รับก็รับเป็นธรรมไปเรื่อยๆ ก็เป็นธรรมตั้งแต่ธรรมขั้นหยาบ ขั้นกลาง ขั้นละเอียดสูงสุด รับไปโดยลำดับ จนถึงพระนิพพาน นี่คือศาสนธรรม สอนโลกให้หลุดพ้นจากทุกข์ บรรเทาทุกข์ไปตั้งแต่ต้นๆ จนกระทั่งพ้นจากทุกข์ได้ด้วยศาสนธรรม ไม่ใช่ด้วยศาสนกิเลสนะ

กิเลสสอนกันนี้ ก็สอนไปแบบกิเลส เขาก็งม เราก็งม ผู้เป็นเจ้าของกิเลสก็งม แต่เขาเชื่อถือก็สอนไปอย่างนั้นแหละ ตัวเองก็งมอยู่ในกิเลสของตัวเองนั่นแหละ ไปสอนคนอื่นจะเอาความสว่างกระจ่างแจ้งมาจากไหน ส่วนพระพุทธเจ้านี้จ้าขึ้นแล้วไม่มีอะไรปิดบัง รู้เห็นไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง สอนแล้วจะผิดไปไหนล่ะ นี่ละธรรมต่างกันอย่างนี้ การพูดทั้งนี้เราไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามศาสนาใดหรือผู้ใด แต่พูดตามความจริง ว่าศาสนาของคนมีกิเลสกับศาสนาของผู้สิ้นกิเลสนี้ต่างกัน ไม่ได้เหมือนกัน เป็นอย่างนี้ นี่เราเอาความจริงมาพูด

ศาสนาพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เป็นศาสนาที่รื้อขนสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์เป็นลำดับลำดา สอนมรรคเป็นมรรค สอนผลเป็นผลเป็นลำดับลำดา การทำบุญให้ทานถูกต้องๆ เป็นลำดับ การให้ทานรักษาศีลภาวนานี้ถูกต้องไปหมดเลยไม่มีผิด บุญกุศลก็เป็นไปตามที่พระองค์ทรงสอนแล้วนั้น นี่เป็นอย่างนั้น ทีนี้ผู้ที่สอนด้วยอำนาจของกิเลสไม่ได้ว่าอย่างนั้นนะ เช่น ฆ่าเพื่ออยู่เพื่อกินนี้ไม่เป็นบาป ฆ่าสัตว์ทั้งหลายเป็นบาป แต่ฆ่าเพื่อเป็นอาหารไม่เป็นบาป ฟังซิน่ะ เป็นยังไงมันฟังได้ไหม

ถ้าเขามาฆ่าเราเพื่อเป็นอาหารจะว่าอย่างไร ฆ่าใครต่อใครไม่เป็นบาป ถ้าฆ่าเพื่อเป็นอาหารแล้วไม่เป็นบาป ถ้าฆ่าธรรมดาแล้วเป็นบาป ใครจะไปฆ่าถ้าธรรมดา มันก็ต้องฆ่าเป็นอาหารถ้าว่าสัตว์ นี่เขาจะฆ่าคนนี้ไปเป็นอาหารมันก็ไม่ยอมใช่ไหมล่ะ นี่ความไม่ยอมมันขัดกับหลักธรรมชาติ หลักธรรมชาติถ้าว่าชีวิตก็เสมอกันหมด ฆ่ากันได้ลงคอหรือ จะฆ่าเพื่ออาหารไม่เพื่ออาหารก็ตาม ไม่ควรทั้งนั้น คิดดูซิ สัตว์แม้อยู่ในครรภ์ พระพุทธเจ้ายังไม่ให้แตะ ให้สิทธิ์เสมอกันหมดเลย

เรื่องศาสนาเราพูดมาตั้งแต่ต้นถึงเรื่องจิตตภาวนา เรื่องความจำความจริงภาคปฏิบัติ เข้ามาสู่ภายในนี้แล้ว อย่างที่ว่า เรียนทั้งหลายมันจำอยู่บนสมอง สมองทื่อหมด แต่เวลาเข้ามาปฏิบัติ มันเข้ามานี้ไม่เกี่ยวกับสมอง จนกระทั่งทะลุพุ่งเลย ไม่เกี่ยวกับสมอง เป็นจิตใจล้วนๆ สว่างไสวจ้ากันอยู่นี่ เวลาพ้นก็จ้าไปหมดเลย ออกจากอันเดียวนี้ ธรรมท่านเป็นอย่างนั้น ท่านทั้งหลายให้ฟังเสียนะ พุทธศาสนาของเรากระเทือนโลกมานานแล้วนะ ๒๕๐๐ กว่าปีนี้แล้ว เฉพาะพระพุทธเจ้าสมณโคดมเรานะ พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็แบบเดียวกันนี้ไม่ผิดกัน พระพุทธเจ้าสอนโลก ธรรมเป็นแบบเดียวกัน

สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำบาปทั้งปวง หนึ่ง กุสลสฺสูปสมฺปทา การยังกุศลคือความฉลาดเพื่อปลดเปลื้องตนเองออกจากบาปกรรมทั้งหลาย หนึ่ง สจิตฺตปริโยทปนํ ทำจิตของตนให้ผ่องใสจนกระทั่งถึงความบริสุทธิ์ หนึ่ง ทั้งสามนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ไม่ผิดกัน ท่านสอนไว้อย่างนี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงสอนแบบเดียวกัน สอนแบบอื่นไม่ได้ เพราะความจริงมีอย่างนี้ ท่านจะสอนไปตามหลักความจริง ไม่มีสูงมีต่ำ โมกโขโลกนะ เห็นแก่หน้าแก่ตา อย่างนี้ไม่มี ตรงไปตรงมาเลย

พุทธศาสนาของเรานี้กระเทือนโลกมานานแล้วนะ ให้มากระเทือนหัวใจเราบ้างซิ ก็ศาสนาท่านสอนลงที่หัวใจสัตว์โลกทั้งนั้น ไม่ได้สอนต้นไม้ภูเขาที่ไหนนี่นะ ดินฟ้าอากาศกว้างแคบขนาดไหน ศาสนธรรมนี้ไม่สนใจที่จะไปสอน สอนที่หัวใจของสัตว์โลก ท่านเรียกว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา สิ่งทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน สำเร็จแล้วด้วยใจ ดีชั่วอยู่ที่ใจ จึงให้ดูที่ใจตัวเอง ปรับปรุงแก้ไขใจตัวเอง ที่ไม่ดีตรงไหนให้แก้ไข มันคิดไม่ดีให้แก้ไขให้ไปทางคิดดี พูดไม่ดีอย่าพูด แก้ไขให้พูดไปในทางที่ดี ทำไม่ดีอย่าทำ สิ่งใดไม่ดีอย่าทำ ให้แก้ไขดัดแปลงไปทำในทางที่ถูกที่ดี ท่านสอนว่าอย่างนั้น

เรามันมีแต่ปีนเกลียว ฝืนศาสดา เหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปตลอดเวลาด้วยการข้ามเกินคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นแหละถึงได้รับความทุกข์ การข้ามเกินหรือเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปอย่าเข้าใจว่าจะไปสวรรค์-นิพพานนะ จมทั้งนั้นละ ใครเกินพระพุทธเจ้า ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า เฉลียวฉลาดยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า ผู้นั้นคือคนบัดซบ บอกตรงๆ เลย สุดขีดแล้ว บัดซบ หมดราค่ำราคา ให้พากันระมัดระวัง เราเป็นลูกศิษย์ตถาคตอย่าไปเหยียบหัวตถาคตนะ คำว่าเหยียบหัวกับตีนของเรามันเข้ากันได้ ถ้าธรรมดาก็เรียกว่าพระเศียร เข้าใจไหม นั้นท่านสูง ทีนี้ตีนเรามันเก่งนัก มันก็ไปเหยียบหัวพระพุทธเจ้า ก็เลยเอาหัวพระพุทธเจ้าลงมาเหยียบเสีย จึงเรียกว่าหัวพระพุทธเจ้า เข้าใจไหม มันเป็นขั้นเป็นตอนการยกมาพูด พระเศียรๆ สูงขนาดไหน แต่เวลาความชั่วมันเข้าถึงกันให้เหมาะกันมันก็บอกว่าหัวไปเสีย นี่ละให้พากันตั้งใจปฏิบัติ

เรื่องโลกนี่มันวุ่นวายอยู่อย่างนี้ ถ้าเอาตามกิเลส ใครจะเก่งขนาดไหน เท่าฟ้าเท่าแผ่นดินก็ตามเถอะ มันก็อยู่ใต้อำนาจของกิเลสให้กิเลสเหยียบย่ำทำลาย ตัวนั้นละตัวเป็นทุกข์มากที่สุด คือที่อวดเก่งกล้าสามารถนั่นละ ตัวนี้ตัวทุกข์มากที่สุด อวดอำนาจบาตรหลวง อวดความดีความเด่น หรืออวดความรู้ความฉลาดด้วยความสำคัญๆ เฉยๆ ไม่ใช่เรื่องของธรรม จมทั้งนั้นละ ให้ดูตัวเอง กิเลสตัวอวดอยู่ในหัวใจเราทุกคน มันไม่ยอมนะกิเลส มันต้องสูงเสมอ ชอบยกยอตัวเองไม่มีอะไรเกินกิเลส ถ้าเอาเทียบกันปั๊บแล้วธรรมท่านไม่สนใจ จะยกยอปอปั้นสรรเสริญนินทาหรืออะไร ท่านไม่สนใจ เพราะคำว่าธรรมนี้เหนือสิ่งเหล่านี้หมดแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนมูตรเหมือนคูถ ไม่ได้เป็นสิ่งดีงามอะไรพอที่ท่านจะสนใจไปติดกับมัน พันกับมัน เรื่องลาภยศสรรเสริญเยินยออันนี้ เป็นส่วนเกินทั้งนั้น ส่วนเกินก็สกปรก ถ้าจิตใจมุ่งต่อธรรมที่สะอาดถึงความพ้นทุกข์ สิ่งเหล่านี้สกปรกทั้งนั้น แต่ธรรมดามันก็ติดของมันจิตใจ เมื่อไปยังไม่ได้มันก็ต้องเกาะ อะไรก็เกาะเสียก่อน พอไปได้หมดปัดทีเดียว หายเลย ไม่มีเหลือ

พุทธศาสนานี้เป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว ท่านทั้งหลายจะไปหาที่ไหน จับให้ติดนะ อย่าลูบๆ คลำๆ เห็นอะไรมาคว้ามับๆ ใช้ไม่ได้นะ คว้ามับๆ คือคนไม่มีหลัก เรียกว่าคนหลักลอย ตายไปก็ลอยอย่างนั้น ลอยลงเสียด้วยนะ ไม่ใช่ลอยขึ้น ผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติได้ของจริงที่ตรงไหน กำลังวังชาของเราขนาดไหนจับให้ติด จับให้ติด อย่าปล่อยอย่าวาง นี่ละจะเป็นสมบัติติดตัวเรา พึ่งเป็นพึ่งตายได้กับอันนี้แหละ อย่างอื่นไม่ได้นะ ให้ทำเสียตั้งแต่บัดนี้ ตายแล้วนิมนต์พระมา กุสลา ธมฺมา ไม่อยากฟัง มันเคยฟังเกลื่อนมาแล้ว

ตายที่ไหนนิมนต์พระมากุสลา ยุ่งไปหมด เวลายังมีชีวิตอยู่ไม่สนใจปฏิบัติความดีงามอะไรเลย ครั้นเวลาตายแล้วนิมนต์พระมา กุสลา ธมฺมา แล้วพวกที่มาเผาศพด้วยกันแทนที่จะมาปลงธรรมสังเวชเรื่องตาย วันนี้เขาตายเผาศพเขา วันไหนจะเผาศพเราล่ะ เราก็จะตายแบบเดียวกันนี้ ให้ได้ธรรมสังเวชนี้กลับไปบ้านพินิจพิจารณาเตือนสติตัวเอง แล้วก็ละชั่วทำดีไปเรื่อยๆ สร้างคุณงามความดีไปโดยลำดับ อันไหนเป็นความชั่วปัดออกๆ นี่เป็นคติอันดีงามจากการไปเผาศพ

อันนี้ส่วนมากมันเป็น เราได้เคยเทศน์อยู่ในกรุงเทพฯนี้แหละ อย่างนี้ละธรรมะป่าไปไหนก็ต้องเป็นธรรมป่าอยู่งั้นตลอด ให้เป็นธรรมบ้านไม่เป็นพูดตรงๆ เขานิมนต์เราไปเทศน์ในกรุงเทพฯ เรานี่ สนามใหญ่ของเมรุนั้นแหละ เราก็ไม่เคยไปเทศน์ จำเป็นลูกศิษย์ลูกหาเขามาขอร้องนักเราก็เลยไปเทศน์ให้เรื่องราวนะ ครั้นไปแล้ว มันมาในงานศพมันไม่ได้มางานศพนะ ใครอัดอั้นตันใจเรื่องอะไรๆ ก็จะไปทุ่มกันลงที่นั่นละ ลงที่ในงานศพ มาพบกันที่นั่น โอ๋ย ไอ้ปากนี่มันแว็บๆ ๆ เร็วที่สุด อยากพูดอยากจาอยากระบายความทุกข์ แล้วต่างคนก็มีความทุกข์เต็มหัวใจ คนนั้นก็มีความทุกข์ เลยไม่ทราบว่าใครจะฟังเสียงใคร ยุ่งไปหมด นี่ไปในงานศพ มันไประบายความทุกข์ต่อกัน

พระสวดกุสลามาติกาไม่ได้สนใจนะ ไม่สนใจฟัง ยิ่งกว่าเขาสวดของเขาเอง เข้าใจไหม เขาสวดของเขาสวดได้ทุกแห่งทุกหน นั่งอยู่มุมไหนสวดหมด พวกนี้สวดกุสลามาติกากันเอง พระสวดมาติกามันไม่สนใจ ไม่สนใจจริงๆ นะ เราดูชัดเจน เราไม่ได้หาเรื่องนะเรื่องเหล่านี้น่ะ ดูเป็นธรรมหาเรื่องอะไร ผิดก็ต้องบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก เรื่องเป็นอย่างนี้จะให้พูดอย่างอื่นได้อย่างไร ก็ต้องพูดอย่างนี้ ก็พอดีเราไปเทศน์ละซี เขาเคยกุสลาเหยียบหัวพระทั้งหลายมาแล้ว วันนั้นก็จะมาเหยียบหัวเราหรือเหยียบหัวใครก็ไม่รู้ละ เราขึ้นเทศน์ เทศน์ทั้งๆ ที่กุสลาขึ้นรอบด้านละซิ กุสลาของเขาน่ะ ใครได้แบบไหนๆ กุสลาใดก็มาคุยกันเป็นบ้ากันอยู่นั่น

เราขึ้นเทศน์ มันทนไม่ไหวละที่นี่ ธรรมก็ใส่เสียเปรี้ยงทีเดียวเลย เปรี้ยงๆๆ ฟาดเสีย เวลามันเปรี้ยงธรรมะออก มันจะไม่ถอยนะ พุ่งๆ เลยละธรรมะ เงียบหมดเลยนะ เราก็เห็นกรุงเทพฯเงียบในการฟังเทศน์มีคราวนี้แหละ ไม่ใช่ยกตัวหลวงตาบัวนะ หลวงตาบัวไปเห็นเอง หลวงตาบัวเป็นผู้ขนาบเองเข้าใจไหม เงียบเลยนะ ซัดกันอย่างมีเหตุมีผล มีเหตุมีผล มันก็ฟังเหตุผลล่ะซิ แล้วก็เงียบเลย ก็มีเท่านั้น ต่อจากนั้นเราก็ไม่ได้ไปเทศน์ในเมรุกรุงเทพฯอีกนะ จะเป็นยังไงก็ไม่ทราบ

นี่พูดให้ฟัง มันไปปลงธรรมสังเวชเมื่อไรตายน่ะ มันไปเปิดอย่างนี้ออกมา อย่างแบบที่ฟังไม่ได้แหละออกมา มันไม่ได้มีเป็นคติตัวอย่างอะไรเลยเวลาไปเผาศพ แทนที่จะไปปลงธรรมสังเวช เอ้อ วันนี้เขาตายแล้ววันหน้าเราก็ตายอีกตอนต่อไปตาย ใครๆ ทั่วโลกนี้ตายด้วยกัน ไม่ควรจะประมาท ให้สร้างคุณงามความดี ตายลงไปแล้วใจดวงนี้มันเป็นนักสมบุกสมบัน เป็นนักท่องเที่ยว มันจะต้องซอกแซกไปตามบุญตามกรรมของมันที่สร้างไว้มากน้อย ดีชั่วมากน้อยเพียงไรบุญกรรมอันนี้ละจะพาไป นี่เรียกว่าใจเป็นนักท่องเที่ยว เป็นนักสมบุกสมบัน ไปเรื่อยอย่างนี้ละ

เราสร้างความดีเพื่อจะหาความดีเข้าสู่ใจ ตายแล้วจะไม่ซอกแซกซิกแซ็กไปหาเกิดเป็นเปรตเป็นผี สัตว์นรกอเวจีเหมือนคนชั่วลืมตัวทั้งหลาย คนมีสติสตังจะได้รู้ตัวเอง ทีนี้ก็สร้างไปๆ จนเป็นความภูมิใจในตัวเอง ผู้สร้างความดีงามหนักเข้าๆ อยู่ที่ไหนชุ่มเย็นนะ ไม่ว่าคนมีคนจนคนโง่คนฉลาด ถ้ามีธรรมในใจเย็นไปด้วยกันทั้งนั้น และเย็นไปเรื่อยๆ มันเห็นอยู่ชัดๆ ธรรมประกาศก้องอยู่ในหัวใจ เราอย่าไปหาดูคัมภีร์ว่าความเจริญอยู่ที่นั่นที่นี่ คัมภีร์นั้นท่านสอนเข้ามาหัวใจคนนะ สอนเข้ามาให้แก้ไขจิตใจที่ไม่ดีให้แก้ไข กายวาจาตรงไหนความประพฤติอะไรไม่ดี ให้แก้ตรงนี้ๆ ต่างหาก มันก็รวมอยู่ที่ใจนี้หมดเป็นผู้แก้ไข ทีนี้ใจของเราเมื่อได้รับการแก้ไขดัดแปลงแล้วก็ค่อยดีขึ้นๆ อบอุ่น ไปอยู่ที่ไหนอบอุ่นๆ สบาย นั่น

เฉพาะอย่างยิ่งอย่างพระกรรมฐานท่านอยู่ในป่า ท่านเป็นอย่างนั้นนะ ท่านไม่ได้สนใจกับอะไร ท่านดูตั้งแต่อริยสัจ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ อยู่ที่กาย ท่านดูอันนี้ ซักฟอกความทุกข์ความทรมานในร่างกายอันเกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วย เจ็บท้องปวดศีรษะก็ตาม ท่านจะเอานั้นเป็นหินลับปัญญา ท่านจะนำอันนี้มาพิจารณา แล้วปัญญาก็เบิกกว้างออกๆ นั่นผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรม ท่านไม่ได้วิ่งจามฟิกไปหาหมอนะ ถ้าหมอมาไม่ทันวิ่งไปหาหมอ เป็นบ้าหมอพวกนี้น่ะ จามไม่ได้นะ ถ้าจามแล้ววิ่งไปหาหมอ พึ่งแต่ผู้อื่นไม่สนใจจะพึ่งตัวเองเลย ใช้ไม่ได้นะชาวพุทธเรา ให้ดูตัวเองบ้างซิ เอ้า พูดเข้ามาหานักภาวนา นักภาวนาไม่ต้อง ไม่จำเป็น มันแน่อยู่ในใจนี้แล้ว

พูดจังๆ เอ้า ยกหลวงตาบัวขึ้นเลย ได้บอกกับพระกับเณร เราพูดอย่างชัดๆ หากว่าจำเป็นจริงๆ เราไม่ได้ประมาทโรงพยาบาลประมาทหมอนะ เราหมายถึงว่าให้ช่วยตัวเอง อันนั้นผู้อื่นช่วย แต่ธรรมะให้ช่วยตัวเอง ผู้อื่นควรจะช่วยอะไรให้ช่วย ท่านไม่ปฏิเสธเหมือนกัน อะไรที่ควรจะไปเกี่ยวข้องกับหมอก็ไป ท่านไม่ว่า แต่เอะอะจามฟิก หมอๆ ท่านไม่ได้เป็นอย่างนั้นนี่นะ เข้าใจไหม พวกเรานี้หมอๆ จนกลายเป็นหมา ไปแล้ว เข้าใจหรือ พวกนี้

นี่ละการช่วยตัวเอง ได้บอกอย่างชัดเจนเลยนะ บอกชัดมานานแล้ว การเจ็บไข้ได้ป่วยของเรา หากว่าถึงขั้นจะเป็นอะไรๆ ไปอย่างนี้ ถ้าเราไม่อนุญาตเสียก่อนจะลากเราไปหาหมออย่าเป็นอันขาดนะ ถ้าเราลงใจด้วยเหตุใดเราจะมีเหตุผลของเราเอง สั่งเอง ถ้าไม่ลงใจไม่อนุญาตอย่าฝืนนะ บอกอย่างนี้เลย ก็มันแน่อยู่ในหัวใจนี้แล้ว การอาศัยภายนอกก็อาศัย เมื่อมันจำเป็นจริงๆ แล้วมันจะหมุนเข้ามาสู่ภายใน หัวใจนี้เป็นที่พึ่งของตัวเอง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน มารู้จักชัดในหัวใจของเรา ที่ทุกสิ่งทุกอย่างธาตุขันธ์นี้มันเพียบแล้วๆ มันจะไปไม่ไหวแล้ว จิตหมุนติ้วเข้ามา สลัดปั๊วะแล้วไปเลย นั่น ไปอย่างมีสง่าราศี ไม่เสียท่าเสียที

นี่เอะอะจามฟิกก็ไม่ได้ ไม่ใช่คนตายมันก็จามใช่ไหม หมอเลยจะตายวิ่งหาคนไข้ที่จามเต็มบ้านเต็มเมือง โรงพยาบาลสร้างมาน้อยไปไม่ทันกับความจามของคน หมาจามก็จะไล่ส่งโรงพยาบาล สุดท้ายหมูก็จามเป็นเหรอ ถ้าหมูจามก็ไล่เข้าโรงพยาบาล หมาจามไล่เข้าโรงพยาบาล พวกจิ้งเหลนอยู่ตามนี้จามก็จะไล่เข้าโรงพยาบาล สุดท้ายหมอตายนะ ให้เห็นใจหมอบ้าง พวกนี้มันเป็นบ้า มัน ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ให้พิจารณาที่พูดนี้จริงไหม เอะอะก็พึ่งแต่ผู้อื่นๆ ไม่หวังพึ่งตัวเองเลย ใช้ไม่ได้นะ ต้องใช้หัวคิดปัญญาบ้างซิ

ธรรมท่านให้ใช้ปัญญา ปัญญานี้ออกหน้า มรรค ๘ ท่านก็บอกสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปโป นี่คือองค์ปัญญาออกหน้าเลยเชียว เราก็ควรนำมาใช้ของตัวเอง การอบรมจิตใจให้มีความสงบร่มเย็น ควรจะอบรมด้วยกันทุกคนเราเป็นชาวพุทธ เพราะใจยุ่งเหยิงวุ่นวายเดือดร้อนตลอดทั่วถึงกันหมด ยาที่จะมาระงับจิตใจให้มีความสงบต้องจิตตภาวนา นี้ระงับได้ไม่สงสัย มันไม่ได้ยุ่งเหยิงวุ่นวายไปกับสิ่งภายนอก ส่ายแส่ไปกับสิ่งภายนอกมากนักนะ จิตที่มีจิตตภาวนา มันจะหมุนเข้ามาๆ สุดท้ายมาแก้ตัวเอง แก้ได้ๆ เลย

นี้เดินมาแล้วผ่านมาแล้วเวทีเหล่านี้ ที่มาสอนเวลานี้สอนอย่างอาจหาญเสียด้วย เพราะเราเคยผ่านมาแล้วทุกอย่าง เห็นผลประจักษ์ๆ ไม่ได้แพ้ เป็นผลมาด้วยการพิจารณาเวลาจนตรอกจนมุมได้มา เพราะฉะนั้นจึงได้กล้าพูดเลยว่าคนเราไม่ได้โง่อยู่ตลอดเวลานะ ถึงเวลาจนตรอกจนมุมมันจะมีความฉลาดช่วยตัวเองโดยลำดับ ไม่ถอยหลัง คนเราจะรอดพ้นอันตรายไปในเวลาจนตรอกจนมุมนั่นแหละ จิตเวลามีความทุกข์ความทรมานด้วยร่างกายสังขารมันเจ็บไข้ได้ป่วย มันหนักเข้าไปๆ สติปัญญาหมุนเข้าๆ พิจารณาแยกแยะๆ ปัดออกๆ จิตสง่างาม พุ่ง นั่นเป็นอย่างนั้นนะ ให้พากันพินิจพิจารณา

นี่ก็สอนทุกวัน เทศน์ทุกวัน แล้วจะให้เทศน์ว่าไงอีก มันก็หมดพุงแล้ว ถ้าว่าทางโลกก็หลวงตา ป.๓ ทางธรรมหลวงตาก็ ป. ๓ เหมือนกัน เป็นมหา ๓ ประโยค แต่กิเลสมันมีกี่ประโยคไม่เห็นถามถึงมันเลย กิเลสมันกี่ประโยค เราเรียนธรรมมา เราได้เท่านั้นประโยคเท่านี้ประโยค แล้วกิเลสมันกี่ประโยค มันเหยียบหัวเราอยู่เวลานี้รู้ไหม ฟาดกิเลสให้มันขาดสะบั้นลงไป ปอไหนก็ช่างชั้นไหนก็เฉย สบาย เหมือนหมาปล่อยหำ เข้าใจไหมหมาปล่อยหำ ถ้าใครยังไม่เคยเห็นหมาปล่อยหำให้ไปดู เพราะหมามันไม่นุ่งผ้า มันจะปล่อยตลอดเวลา เห็นได้ทันตาทันใจ ไปเดี๋ยวนี้ก็เห็น ไอ้หางกุดสองตัวอยู่ในห้องเหมือนกัน มันปล่อยหำตลอดเวลา ถ้าอยากดูไม่ยาก นั่นละเฉยแบบนั้น หมา เราจะไปเฉยแบบหมาไม่ได้นะ คนทั้งคนให้ดูตัวเองผิดถูกชั่วดี พากันจำเอานะ เอาละวันนี้เทศน์เท่านั้นละพอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก