หลักธรรมหลักวินัยของพระผู้ล่วงลับ
วันที่ 5 กรกฎาคม. 2548 เวลา 19:10 น.
สถานที่ : กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เทศน์อบรมพระสงฆ์และฆราวาส

ณ กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

หลักธรรมหลักวินัยของพระผู้ล่วงลับ

 

          หลวงตา        อยู่วัดไหน

          พระ             มาจากวัดสังฆทานครับ

          หลวงตา        เมื่อวานนี้ผมก็ไปเยี่ยมศพหลวงพ่อสังวาลย์ที่วัดทุ่งสามัคคี ไปเยี่ยมแผ่เมตาจิต อุทิศส่วนกุศลถึงท่านเมื่อวาน

          พระ              จะได้ท่านกลับมาไว้ที่วัดสังฆทานหรือเปล่าครับ

          หลวงตา        กลับมาไว้ก็เป็นเรื่องของท่านทั้งหลายที่เป็นผู้รับผิดชอบในสิ่งเหล่านี้จะปรึกษาหารือกันด้วยความเป็นธรรม ให้สมกับว่าหลวงพ่อสังวาลย์ท่านเป็นธรรม ลูกศิษย์ของท่านจะเป็นผีแย่งกันใช้ไม่ได้นะ ต้องพิจารณาตามเหตุตามผล ถือท่านเป็นเกณฑ์ ท่านสั่งเสียว่าอย่างไรๆ เรื่องราวอยู่กับท่าน เหมือนหนึ่งว่าเป็นพินัยกรรมที่ท่านสั่งมา ก็ควรปฏิบัติตามนั้นเท่านั้นเอง ผมเป็นคนภายนอก แต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมผมเข้าใจ คนภายนอกที่จะไปชี้แจงบอกอย่างนั้นอย่างนี้ผมบอกไม่ได้ละ เรื่องหลักธรรมหลักวินัยผมรู้ที่จะควรปฏิบัติอย่างไร แต่ผู้รับผิดชอบที่อยู่ร่วมกัน  ตกลงกันอย่างไร ขัดแย้งกันอย่างไร นี่มันเป็นเรื่องของพวกนั้นต่างหาก ผมจึงไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าใจแล้วเหรอ

          พระ             ครับ

          หลวงตา        หลวงพ่อสังวาลย์ท่านเป็นพระที่หายากมากอยู่นะ เพราะงั้นผมถึงได้ติดตามถึงท่านอยู่เสมอ แม้ท่านล่วงไปแล้วผมก็ไปเยี่ยมศพท่าน แผ่เมตตาจิตอุทิศส่วนกุศลถึงท่านๆ ตลอดเวลา ไปคราวใดก็เป็นอย่างนั้น เพราะท่านเป็นผู้มีจิตใจกว้างขวางมากทีเดียว เมื่อเวลาท่านล่วงลับไปแล้วเราก็เห็นบุญเห็นคุณของท่าน ที่ท่านช่วยชาติบ้านเมืองนี้เป็นของเล่นเมื่อไร ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะช่วย ประหนึ่งว่าเป็นแขนซ้ายแขนขวากับผมละ ท่านช่วยผมเต็มเหนี่ยวขนาดนั้นละ ประหนึ่งว่าผมเป็นแขนขวาพาก้าวเดิน ท่านเป็นแขนซ้ายก้าวเคียงข้างกันไป ที่ช่วยชาตินี่

          เรื่องทองคำนี่ท่านถวายไม่รู้กี่ครั้งกี่หน นับไม่ได้เลยนะ นี่หมายถึงทองคำ เงินสด-ดอลลาร์เราไม่พูดละ เราพูดถึงเรื่องทองคำซึ่งเป็นสมบัติอันสำคัญในการช่วยชาติคราวนี้ และท่านช่วยมาตลอดนะ ผมไม่ได้ลืมคุณท่านนะ เพราะงั้นท่านล่วงไปแล้ว คุณของท่านยังเต็มอยู่ในประเทศไทย อุ้มประเทศไทยอยู่ตลอดเวลา ล่วงแต่สังขารร่างกายซึ่งใครๆ ก็จะต้องตายได้ด้วยกัน แต่ความดีนี้ให้ทำให้เป็นที่ระลึกของคนรุ่นหลัง และจะได้รับความอบอุ่นเย็นใจ นี่เป็นสิ่งสำคัญมากทีเดียว หลวงพ่อสังวาลย์ ท่านก็ทำประโยชน์เพื่อช่วยชาติบ้านเมืองเรามาไม่น้อย ศพของท่านไปนานแล้วเหรอ

          พระ             เกือบปีแล้วครับผม

          หลวงตา         แล้วตกลงกันยังไงๆ

          พระ             รอศาลตัดสิน

          หลวงตา         ทำไมเราเป็นพระเป็นเณรอยู่ในวัดในวา ใหญ่กว่าศาล ทำไมไปยอมให้ศาลมาตัดสิน ถ้าเราไม่ลดตัวของเราต่ำลงเป็นหมากัดกัน ให้ศาลเข้ามาตีทางนั้นทางนี้ไล่หมากัดกันออกเท่านั้น ก็ไม่เห็นเป็นอย่างอื่น นี่อย่างนี้ผมพูดได้ เข้าใจไหม เพราะมันเป็นอย่างนั้น ธรรมะนี้สูง พระเณรที่ปฏิบัตินั้นสูงกว่าศาล หลักธรรมหลักวินัยมีเรียบร้อยแล้ว พระธรรมวินัยสั่งว่ายังไงสอนว่าอย่างไรปฏิบัติตามนั้นๆ ศาลท่านไม่เข้ามาเกี่ยวข้องนะ นี่เราไปยุ่งกับท่านต่างหาก ถ้าเป็นเรื่องของอรรถของธรรม ตามเรื่องของพระของเณรแล้วก็ต้องเป็นอย่างนี้

          ท่านสั่งเสียว่าอย่างไร นั่นเป็นคำพูดเด็ดขาด คำพูดของหลวงพ่อสังวาลย์ท่านสั่งว่าอย่างไร นั่นเป็นพินัยกรรม หลักพุทธศาสนาถือเป็นเยี่ยมทีเดียว เด็ดขาด ใครมายุ่งไม่ได้ ท่านสั่งว่าอย่างไรๆ เอาพินัยกรรมมากางปุ๊บท่านว่าอย่างนั้นๆ ไม่มีใครค้านได้เลย นี่ตามหลักพระวินัย ใครจะมาค้านไม่ได้ ต้องปฏิบัติตามนั้น นี่ละธรรมวินัย นี่ก็ต้องไปเถียงกันละ ผมไม่ได้ยินด้วยแต่ผมเดาไม่ผิด มันจะต้องเถียงกัน ลงกันไม่ได้ ต้องไปขอให้ศาลท่านมาตัดสินให้ เข้าใจไหมล่ะ แสดงว่าธรรมนี้เราดึงลงมาต่ำกว่าศาล ศาลกราบไหว้บูชาธรรม เราเลยต่ำกว่าศาล ให้ศาลมาตัดสิน ใช้ไม่ได้นะพวกเรา เหลวไหล ให้ไปพิจารณานะ

          สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะตกลงกันได้ด้วยความชอบธรรม ไม่เป็นอย่างอื่น ตามหลักธรรมวินัย เรียนมาด้วยกันนี้ รู้ด้วยกัน เรื่องอย่างนี้มันไม่ใช่เรื่องของผม ผมไม่เป็นผู้ไปเป็นเจ้าการเจ้างานอยู่ในนั้น รับผิดชอบอยู่นั้น ผมก็พูดแล้วเล่าให้ฟังธรรมดา เข้าใจไหม เรื่องผู้รับผิดชอบคือพวกท่านทั้งหลายเองที่ต้องตกลงกันเองด้วยความเป็นธรรม มีธรรมวินัยเป็นเครื่องบังคับเอาไว้ เช่นอย่างวินัยก็คือ หลวงพ่อสังวาลย์ก่อนที่จะล่วงลับไปท่านสั่งว่าอย่างไร นี่สำคัญมากนะ พระพุทธเจ้ามอบให้คนนี้นะ ท่านสั่งว่าให้ปฏิบัติอย่างนั้นๆนะต้องปฏิบัติอย่างนั้น ปฏิบัติอย่างอื่นไม่ได้ ขัดต่อหลักธรรมหลักวินัย นั่น

          ถ้าว่าไม่มีพระวินัยท่านไม่ได้สั่งเสียไว้อย่างไรๆ พวกเราทั้งหลายก็ต้องวินิจฉัยกันด้วยความเป็นธรรม ถ้าลงได้สั่งไว้แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีใครคัดค้านข้ามเกินธรรมวินัยได้ เพราะพินัยกรรมนี้เป็นวินัยของพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้เป็นอำนาจของผู้สั่งเสียในวาระสุดท้าย เช่น เวลาจะตาย ผู้นี้สั่งเสียว่าอย่างไรๆ จับอันนี้ไว้เลย นี่เป็นอำนาจมากทีเดียว พอผู้นี้ล่วงไปแล้ว ต้องปฏิบัติตามนี้ๆ เป็นอื่นไปไม่ได้ นี่ตามหลักพระวินัยมีอย่างนั้น ที่มันทะเลาะกันก็คงไม่ลงรอยกัน เราอยากจะพูดว่าถ้าไม่ข้ามเกินธรรมวินัยแล้วจะไม่ทะเลาะกัน พวกนี้พวกเก่งกว่าพระพุทธเจ้า เหยียบหัวพระพุทธเจ้า กัดกันเหมือนหมาเท่านั้นเอง เข้าใจหรือเปล่าละ เอ้า พูดตรงๆ ภาษาธรรมต้องเป็นอย่างนี้น่ะ เป็นอื่นไปไม่ได้นะ

          ธรรมวินัยนี้ลงต่ำกว่านั้นแล้วมันก็เป็นอย่างนั้นได้ ดึงลงมาซิ เอาตามใจชอบ เอาตามใจของตนชอบ ของตนชอบ ไม่ได้เอาตามหลักธรรมหลักวินัย พากันเข้าใจเหรอยัง วันนี้พูดถึงหลักธรรมหลักวินัยของพระผู้ล่วงลับไปแล้ว ท่านสั่งเสียว่าอย่างไร เช่นอย่างศพหลวงพ่อสังวาลย์ เอาหลวงพ่อสังวาลย์เป็นใหญ่เลยเชียว ท่านสั่งเสียว่าอย่างไร จับไว้ให้ดีๆ สั่งเสียคำไหนๆ นั่นแลเป็นวินัยแล้ว เป็นวินัยก็คือเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ใครจะมาใหญ่กว่าไม่ได้นะ ท่านสั่งว่าไงต้องปฏิบัติอย่างนั้น นั่น เรื่องหลักมันก็เป็นอย่างนั้น

นี่เราพูดตามหลักธรรมหลักวินัย ส่วนที่จะปฏิบัติต่อกันอย่างไร เวลาถามอย่างนั้น ผมก็พูดอย่างนี้ การที่จะปฏิบัติต่อกันอย่างไรๆ ผมไม่เข้าไปยุ่ง เข้าใจไหม ไม่เข้าไปยุ่ง ถ้าไปยุ่งผมจะต้องถือฆ้อนไปด้วย อ้าวจริงๆ นะ ถือไปตีตรงนั้นตีตรงนี้ มันเป็นยังไง ธรรมวินัยไม่เห็นหรือ ตาบอดหรือ จะว่าอย่างนั้น ปั๊วะเข้านี้ เห็นไหมพระวินัย นั่น ปั๊วะเข้านี่เห็นไหมพระวินัย แต่นี้ผมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง จึงไม่ได้ถือไม้ไปด้วย ต้องให้สนุกบ้างซี พูดมีตลกขบขันสนุกบ้างซิ คึกคักๆ เหมือนจะเอาจริง ตลกเล่นเสีย มันก็เป็นอย่างนั้น พูดเหล่านี้ก็อย่างพูดว่า เราเป็นกันเอง พูดอะไรเราพูดกันได้ทั้งนั้นเราเป็นกันเอง มาถือสีถือสาอะไรกันหาอะไรใช่ไหม

อาจารย์สังวาลย์ท่านเป็นพระที่ดีมาก บริษัทบริวารก็มาก เป็นผู้มีจิตใจอันกว้างขวาง คนเราถ้ามีจิตใจคับแคบตีบตันจะไม่มีบริษัทบริวารนะ มันบอกอยู่กับตัวเอง ตัวเองเป็นผู้คับแคบตีบตันแล้วบริษัทบริวารไม่มี ทางก้าวเดินก็ตีบตันไป ผู้มีจิตใจอันกว้างขวางเบิกกว้างๆ ไปที่ไหนกว้างไปหมดเลย นั่นละมันขึ้นอยู่กับใจนะ เพราะฉะนั้นจึงได้สอนเสมอให้ทำจิตใจให้กว้างขวาง ให้มองดูหัวใจทุกๆ คนที่เสมอกันด้วยความมีจิตใจ รู้ผิดถูกชั่วดีด้วยกัน เฉลี่ยเผื่อแผ่ให้เป็นอรรถเป็นธรรมให้สม่ำเสมอกัน โลกเราก็จะอยู่ร่วมกันได้นะ ถ้าเห็นแก่ตัวเห็นแก่ใจตัวเอง เห็นแก่อำนาจตัวเองแล้วกลายเป็นดินเหนียวติดหัวว่าตัวมีหงอน บีบบังคับไปทุกแห่งหนใช้ไม่ได้เลย เลว นั่น

อวัยวะของเราเพียงคนเดียวเท่านี้นะ เวลาไม่เจ็บป่วยแสบร้อนอะไรอวัยวะสะดวกสบาย การประกอบหน้าที่การงาน การเป็นอยู่กินหลับนอนนี้สะดวกไปหมดเลย พอร่างกายนี้วิกลวิการในจุดใดจุดหนึ่งเท่านั้นจะขัดไปหมดทั้งร่าง นั่น ใจก็เลยเป็นตัวกังวลใหญ่ สำคัญอยู่ที่ว่าความพร้อมเพียง-ความสามัคคี ร่างกายสามัคคีกันดี ไม่มีเจ็บปวดตรงนั้นตรงนี้เรียกว่าร่างกายสามัคคี เจ้าของผู้รับผิดชอบก็สะดวกสบาย การไปการมาการกินอยู่หลับนอนหน้าที่การงานสะดวกไปหมด ถ้าร่างกายส่วนใดขัดข้องแล้ว มันก็ไปขวางเจ้าของผู้ปกครอง คือใจนั่นแหละ โดยไม่ต้องสงสัย

นี่เราก็ให้มองดูใจซึ่งกันและกัน คนเราอยู่ร่วมกัน มองดูหัวใจกัน อย่ามองดูแต่หัวใจตนอย่างเดียว มองดูหัวใจตนนี้อย่างเดียวไม่มองเห็นหัวใจใครนี้แสดงว่าตัวนี้มีฤทธิ์มีเดชแล้วนะนั่น เป็นตัวอำนาจบาตรหลวงอันใหญ่หลวง ยิ่งมีผู้มาส่งเสริมหรือมาตั้งอำนาจบาตรหลวงให้แล้ว ยิ่งเป็นดินเหนียวติดหัวว่าตัวมีหงอน ไปเลย ไปใหญ่เลย ไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้นๆ ฟังแต่เสียงตัวเองอันเดียว โลกทั้งหมดนี้เขาโง่กันทั้งโลกเหรอ  ฉลาดแต่เราคนเดียวเหรอ ต้องคิดอย่างนี้คนเรา ถ้าคิดอย่างนี้แล้วเฉลี่ยกันได้นะ

ถ้าคิดแต่ว่าตัวเก่งคนเดียวๆ คนนี้คือคนเลวคนเดียวในท่ามกลางแห่งโลก หรือในเมืองไทยก็เรียกท่ามกลางแห่งเมืองไทย มีคนเดียวคนที่เลวที่สุดคนนี้คนเดียว นั่น ทำให้ชาติบ้านเมืองแตกกระจัดกระจายไปก็คือคนที่เลวนี้ แต่ครองอำนาจเป็นดินเหนียวติดหัวว่าตัวมีหงอนแล้วเบ่งใหญ่เลย คนๆ นี้แหละคนที่จะทำลายชาติ ลามไปใหญ่ถึงศาสนา-พระมหากษัตริย์  ไปกับสิ่งเลวร้าย สิ่งเลวร้ายมันเหมือนไฟ มันไหม้ไปหมดนะไฟ

ถ้ามองดูใจซึ่งกันและกันว่าเป็นมนุษย์เหมือนกัน เราได้รับการยกย่องขึ้นมาให้ทำหน้าที่ใดก็ให้ทำหน้าที่ให้เหมาะสมถูกต้อง ประสานกันกับประชาชนให้มีคนเห็นชอบถูกใจดีใจเขาก็ยกยอสรรเสริญ ถ้าจะเอาแต่ใจตัวเองนี้ทำลายใจคนอื่นกันทั้งหมดเลย นั่น คือเอาใจตัวเองโดยไม่ถูกทาง มันก็เป็นการทำลายจิตใจของผู้อื่นได้ทั้งมวลเลย เพราฉะนั้นจึงต้องได้เฉลี่ยซิ เฉลี่ยใจกัน

ยังหวังกันอยู่เหรอ จึงได้ถามว่าเมื่อไรศพท่านจะได้กลับมา ยังมีหวังเหรอ เป็นยังไงกัน ให้ความหวังยังไงกันบ้าง มันเป็นปัญหานี่ที่ให้ผมถามจุดนี้น่ะ ท่านยังจะกลับมาอีกเหรอ ท่านจะไปใหญ่เหรอ เราก็อยากถามว่าอย่งนั้น ท่านจะกลับมาอีกเหรอ ท่านจะกลับมาเมื่อไร ให้มีเหตุผลซีการอยู่ด้วยกัน แล้วจะเป็นคติตัวอย่างต่อกุลบุตรสุดท้ายภายหลังทั้งพระทั้งฆราวาสต่อไป เป็นความดีงาม อย่าเอาทิฐิมานะ ถือว่าตัวใกล้ชิดติดพันกับท่านอย่างนี้ เอาอันนี้มาเป็นใหญ่ไม่ได้ ท่านเป็นอาจารย์ของคนทั่วแผ่นดินไทย นั่น เห็นไหมล่ะ ใกล้ชิดหรือไม่ใกล้ชิด มาหาว่าเราคนเดียวใกล้ชิดติดพันกับท่านอย่างนี้ไม่ถูก คนเขาใจถึงท่านด้วยกันทั้งนั้นแหละ เขาถือเป็นครูเป็นอาจารย์ ใจถึงกัน ใกล้ชิดติดพันเหมือนกันหมด

เพราะฉะนั้นจึงต้องเฉลี่ยให้ได้ทุกหัวใจถึงถูก  สมควรประการใด ควรจะอยู่จะไปพิจารณากันด้วยความเป็นธรรม อย่างนี้ถูกต้อง มีขัดมีแย้งอ้างเหตุนั้นเหตุนี้โดยหาหลักความจริงที่สมบูรณ์ไม่ได้ ใครก็ไม่ยอมเชื่อซิ ถ้าควรเชื่อแล้วไม่บอกมันก็เชื่อเองคนเรา ถ้าไม่ควรเชื่ออย่างไรเอาเทวดามาพูดก็ไม่เชื่อ แล้วย้อนเข้าไปอีกว่า ยิ่งเอาเทวทัตมาพูดแล้วใครจะเชื่อ ถ้าไม่ใช่หมา หมามันก็ไม่เชื่ออีก เห็นไหมล่ะ ลงไม่เชื่อขนาดหมาแล้ว คนๆ นี้เลวที่สุด พูดอะไรๆ ใครฟัง คนทั้งโลกเขาไม่ยอมฟัง หมาก็ไม่ยอมฟัง แสดงว่าคนๆ นี้เลวที่สุด ไม่มีใครฟังได้เลย เข้าใจหรือเปล่า ที่พูดนี้ผิดไหม ที่หลวงตาพูดเวลานี้น่ะ

พูดอะไรให้มีความสัตย์ความจริง ให้ฟังกันได้ด้วยเหตุด้วยผล มนุษย์เราอยู่ด้วยกันด้วยเหตุด้วยผลนะ ถ้าขัดกับเหตุกับผล ผิดก็บอกว่าถูก ถูกก็บอกว่าผิดไปอย่างนี้ อยู่ไม่ได้ร้าวราน แตก นั่น ผมรักท่าน สนิทสนมท่านมากทีเดียวภายในจิตใจ  ประสานกันตลอดเวลา ยิ่งเห็นท่านมาช่วยชาติบ้านเมืองเรา ช่วยกันกับเรานี่เรายิ่งสนิทท่านมากนะ เพราะฉะนั้นเวลาท่านมีชีวิตอยู่ก็สนิท เวลาท่านตายไปแล้วคุณงามความดีที่ท่านฝังในหัวใจเราไม่มีถอน มีแต่ร่างของท่านเท่านั้นล่วงไป ความดีทั้งหลายที่ท่านประสานกับเราไม่มีถอนนะ หลวงพ่อสังวาลย์

ผมชมเชยท่านมาตลอด ตั้งแต่มีชีวิตอยู่ก็ชมเชย องค์ท่านเองท่านก็ได้ยิน ก็ผมอดไม่ได้ต้องพูดตามหลักความจริง ใครๆ ก็ต้องได้ยินเหมือนกันหมด พระอย่างหลวงพ่อสังวาลย์หาได้ง่ายๆ เหรอ ไม่ได้ง่ายนะ ท่านได้ทองคำมาเข้าคลังหลวงเรานี้น้อยเมื่อไร ไม่รู้กี่ครั้งกี่หน เราจำไม่ได้ คือมากต่อมาก ท่านอุตส่าห์พยายาม นิมนต์ไปรับทองทางนู้นบ้าง รับทองทางนี้บ้าง รับทองนี้บ้าง แม้ที่สุดอยู่โคราช ท่านไปโคราช ท่านก็นิมนต์เรามารับทองที่โคราช เราก็ไม่ลืม ทองเป็นกิโลๆ นู่นนะ เราก็อุตส่าห์มาจากอุดรมาถึงโคราช ทางมัน ๔๐๐ กิโลละมัง มาถึงเขาใหญ่ ท่านพักอยู่ที่เขาใหญ่ตอนนั้น ลูกศิษย์ลูกหาท่านมีเยอะ เขาบริจาคถวายท่าน ท่านก็นิมนต์เรามารับ เราก็มารับไป ขนาดนั้นท่านก็ยังอุตส่าห์พยายาม อยู่ที่ไหนๆ ท่านนิมนต์เราไปรับเรื่อยๆ นี่ทองคำ เรื่อยมา

เป็นอย่างไรละพูดตะกี้นี้พอฟังได้ไหม ขัดเหตุขัดผลขัดอรรถขัดธรรมไหมที่ผมพูดอยู่เวลานี้ ถ้าขัดอะไรก็ว่ามาซิ เราเป็นลูกพ่อเดียวกัน ศาสดาองค์เอกเป็นพ่อของเรา ลูกๆ ก็พูดกันได้ซิ ขัดข้องตรงไหนให้พ่อเป็นผู้ตัดสิน คือความถูกต้องดีงามด้วยเหตุด้วยผลเป็นเครื่องตัดสินปุ๊บ นั่น เรียกว่าธรรม เอาธรรมตัดสิน ถ้าเอาลิ้นเอาปากเราตัดสินนี้มันไม่ลงนะ มันไม่ยอมลง ลองถามดูซินักโทษ ไปติดคุกอยู่ในนั้นน่ะ เป็นอย่างไร ทำอะไรถึงต้องมาติดคุกอยู่อย่างนี้ละ เขาหาว่า นั่น เห็นไหมละ มันยอมรับเมื่อไร เขาหาว่า นั่นมันไม่ลงนะตัวของมันเอง แล้วความจริงเป็นอย่างไรล่ะ ทำจริงๆ นั่นละครับ มันก็เป็นอย่างนั้น

ในเรือนจำอาจจะมีนายหมูนายหมาด้วยอยู่ในนั้น ไม่ใช่จะมีแต่นายบุญ นางสวรรค์อะไรอยู่ในนั้นละนะ นายบุญไปบุญมาอยู่ในนั้นละนะ นายหมูนายหมาก็อาจมีอยู่ในนั้น สับปนกันไป ไม่มีใครยอมรับนะ เมื่อเวลาเขาถามว่าเป็นยังไงจึงต้องมาเป็นอย่างนี้ เขาหาว่าด้วยกันหมดเลย พวกนี้มันคอเดียวกัน เข้าใจไหม มันไม่ยอมลงใครง่ายๆ กิเลสต้องสูงเสมอ ไม่ยอมรับผิดชอบกับใครง่ายๆ ละนะ นี่โลกมันถึงได้ร้อน ถ้าหากว่าฟังเหตุฟังผลอรรถธรรมแล้วโลกนี้จะชุ่มเย็น ไม่มีอะไรเหนือธรรมครอบโลก แล้วไม่มีอะไรร้อนยิ่งกว่ากิเลสเหยียบหัวธรรม แล้วเหยียบหัวคนลงไป ร้อนหมด เป็นผู้น้อยก็เป็นแบบนี้ไปเป็นไฟอยู่นี้ เป็นผู้ใหญ่เท่าไรยิ่งเป็นฟืนไฟ เป็นผู้ใหญ่ที่สุดแล้วยิ่งเผากันไปทั้งชาติไปหมด ดีไม่ดีศาสนา-พระกษัตริย์ถูกเผาไปด้วยกัน แหลกก็ได้ ถ้าลงกิเลสไปไหน มันไม่ฟังใครละ เหมือนกับไฟเผาไปเลย

ก็ดี วันนี้ตั้งใจมาเยี่ยมเฉยๆ ไม่ใช่เหรอ ก็ดีแล้วมาเยี่ยมวัดสังฆทาน ผมเคยไปหลายครั้งแล้วนะ ไปเทศนาว่าการเอาเงินสมบัติมาเข้าคลังหลวงไม่น้อย นี่ผมก็ไม่ลืมบุญลืมคุณนะ หลวงพ่อสังวาลย์ครอบไปหมดเลย ไปเทศน์หลายหนแล้วมั้ง ธรรมนั้นแหละเป็นเครื่องประสาน เป็นเครื่องเยียวยา ถ้ากิเลสเป็นเครื่องยุแหย่ก่อกวนเป็นเครื่องทำลาย กิเลสไปที่ไหนจะมีรอยร้าวไปเรื่อยๆ ละ กิเลสมีรอยร้าวคอยเผาคอยจุดคอยยุแหย่ก่อกวนไปเรื่อย เรื่องของกิเลสเป็นอย่างนั้น ถ้าเรื่องของธรรมมีเหตุมีผลทุกอย่าง เก็บความรู้สึกได้ดีผู้มีธรรม ไม่เหมือนผู้มีกิเลส ไม่เก็บละความรู้สึก โป้งป้างๆ ออกไปเลย ให้สมใจเจ้าของแล้วพอ นี่คือกิเลส ถ้าธรรมแล้วท่านพิจารณาเสียก่อน เหตุผลกลไกอะไรที่ควรอย่างไร ไม่ควรอย่างไร แล้วควรพูดอย่างไร แล้วค่อยพูดออกมาระบายออกมาเป็นประโยชน์ต่อไป นั่นเป็นอย่างนั้น

เราอยากให้พี่น้องชาวไทยเรามองดูธรรมบ้างนะ ตั้งแต่ผู้ใหญ่ลงมา มองดูธรรมแต่ผู้น้อย ผู้ใหญ่ไม่ดูธรรมไม่มีธรรมผู้น้อยก็เดือดร้อน ให้ผู้ใหญ่มีธรรมแหละสำคัญมากที่สุด ใหญ่เท่าไรต้องมีธรรมติดตัวแนบไปเลย อาการเคลื่อนไหวไปมาอย่างไรให้มีความชุ่มเย็น ผู้น้อยได้เคารพนับถือกราบไหว้บูชา และเชื่อฟังนะ ถ้าตัวทำไม่ดีเสียอย่างนี้ ไปที่ไหนเขาเห็นหน้าแล้วเขาก็หน้าไหว้ หลังหลอก เขาตีข้างหลัง เอาไม้ตี เอากำปั้นฟัดเอาข้างหลัง เขาเบื่อจะตายไป เข้าใจไหม เห็นหน้าก็ดีสวัสดี นาย ประจบข้างหน้า เข้าใจไหม พอเห็นข้างหลังกำปั้นมันอยากได้ห้ากำปั้นฟัดเอาเลย หัวคะมำไปนู้น เข้าใจไหม

นั่นละ หัวใจเขาไม่ลง เขาลงแต่กิริยามารยาทเพียงเท่านั้น หัวใจคนมันไม่ลง ถ้าอยากให้หัวใจคนลงต้องเอาธรรมเข้าประสานกัน ลง ไม่ต้องบอกก็ลง เรื่องกิเลสให้ลงกันไม่ลง ไม่ลงง่ายๆ ละ ยังไงก็ไม่ลง แตกกระจัดกระจายไปเรื่อยๆ ละ ใครจะมีอำนาจบาตรหลวงใหญ่โตขนาดไหนก็ตาม ไม่ได้พ้นจากอำนาจแห่งกรรมชั่วนี้ไปได้ กรรมชั่วครอบไว้หมด จมได้คนๆ นี้น่ะ ถ้ามีธรรมแล้วไปที่ไหนประสานกันได้หมดคนเรา อย่างที่เรามาหากันนี้ใครชักชวนใครมา ใครบีบบังคับใครมา มาด้วยน้ำใจ มาเพื่ออะไร มาเพื่อธรรม นั่น ธรรมเป็นที่ตายใจด้วยกันทั่วหน้า เข้ามาหาธรรมสนิทกันเลย นี้ใครมีชาติชั้นวรรณะฐานะสูงต่ำขนาดไหนใกล้ไกลขนาดไหนไม่ถามกัน หัวใจเป็นอย่างเดียวกัน มุ่งต่อความดีงามด้วยกันเข้ากันได้สนิท นั่น ธรรมเป็นอย่างนั้น

ถ้าเป็นกิเลสน่ะเย่อหยิ่งจองหอง คนนี้ฐานะนั้นคนนี้ฐานะนี้ คนนี้คนจนคนนี้คนมีอะไร คนนี้ชั้นนั้นวรรณะนี้เอามาเหยียบกันๆ นี่กิเลสมักจะหาเหยียบคนอื่น ยกตัวขึ้น ยกขึ้นสูงเท่าไรยิ่งเลวลง กิเลสเป็นอย่างนั้นนะ ถ้าเรื่องธรรมไม่ได้ดูกันเรื่องเหล่านี้ สพฺเพ สตฺตา อันว่าสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น เท่านั้นพอ เห็นใจซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างเกิดมาด้วยอำนาจแห่งกรรม ใครตกแต่งไม่ได้ กรรมเป็นเครื่องตกแต่งตัวเองมา มาได้เป็นสภาพใดก็อยู่ตามสภาพนั้น แล้วเสาะแสวงหาความดีงามเพื่อแก้ไขดัดแปลงที่ไม่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นเท่านั้น ด้วยอรรถด้วยธรรม นั่นถูกต้องแล้ว

ท่านว่าสัตว์ทั้งหลายเกิดมาด้วยกรรมทั้งนั้น ไม่ว่าสัตว์ตัวใดก็ตามในโลกธาตุนี้ไม่เหนือกรรมไปได้ กมฺมํ สตฺเต วิภชติ ยทิทํ หีนปฺปณีตํ กรรมยอมจำแนกแจกสัตว์ให้มีความประณีตเลวทรามต่างกัน ครอบไปหมดแล้ว เราจะเกิดตามอำนาจของเราคนเดียวนี้ โอ้ย ใครจะอยากได้ลูกๆ อย่างหลวงตาบัวนี้ขี้ริ้วขี้เหล่นี้ อยากฟาดให้เลยเทวดานี้ ไปที่ไหนคนรุมตาม อยากดูอยากชมหลวงตาบัวนี้สวยงามมาก ถ้าตกแต่งได้นะ แต่นี้มันก็เป็นอีตาบัวอยู่นี้ ตกแต่งยังไงมันก็เป็นอย่างนี้ ใครๆ ก็เหมือนกัน อยากสดสวยงดงามทุกสิ่งทุกอย่างให้ต้องตาต้องใจของผู้ได้สัมผัสสัมพันธ์ด้วยกันทั้งนั้นแหละ แต่กรรมไม่อำนวย เกิดมาก็มีรูปร่างอย่างนี้แล้วจากพ่อจากแม่  พ่อแม่ก็อยากให้ลูกของตัวเป็นคนสวยงาม แต่ครั้นเกิดขึ้นมามันเป็นยังไงเป็นอย่างนี้ กรรมของตัวเองที่มาอาศัยพ่อแม่มันเป็นหลักอยู่ในนั้น เกิดมาในสภาพใดก็เป็นสภาพของตัวเอง พ่อแม่อยากจะให้สวยสดงดงามเท่าไร มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะกรรมไม่อำนวย กรรมอยู่กับตัวเอง กรรมอำนวยตัวเองยังไงก็ต้องเป็นอย่างนั้นขึ้นมา

เพราะฉะนั้นรูปร่างของเราตลอดจนจริตนิสัยใจคอจึงไม่เหมือนกัน กรรมนี้สร้างมา อยู่ในนิสัยของจิตนั้นแหละ มันฝังอยู่ในจิต นิสัยคือความอาศัยธรรมชาติที่ติดอยู่กับใจนั่นแหละ ใครอยากจะเกิดมาเป็นคนขี้ริ้วขี้เหล่ อยากเกิดเป็นคนสวยคนงาม ถ้าสมมุติว่าพวกหางกุดสองสามตัวที่อยู่นี้พูดได้ ลองไปถามมันซิ แกทำไมต้องมาหางกุด แกอยากหางกุดอย่างนี้หรือ โอ๊ย ฉันไม่อยากหางกุด ฉันอยากได้ร้อยหาง มันว่า เข้าใจไหม แต่นี้มันเกิดมาเป็นอย่างนี้ ฉันก็ทนเอา ถ้ามันพูดได้นะ แต่อย่าไปถามมันใกล้ๆ นะ มันว๊ากเอาหลงทิศไปนะ เข้าใจไหม หมามันมีหัวใจเหมือนกัน ใครอยากหางกุดหางด้วน มันก็เป็นของมันตามหลักธรรมชาติของสัตว์

นี่แหละที่ว่ากรรมของสัตว์ เราไม่มีหางเราก็อยู่ตามไม่มีหาง มันมีหางก็ให้มันอยู่ตามมีหาง หางสั้นหางยาวก็ให้เป็นหางหมาเอง เราไม่มีหางเราไม่ต้องพูดว่าสั้นว่ายาว เราก็เป็นคนเหมือนกัน ไม่เหมือนหมา หมามีหาง แน่ะมันก็อยู่กันตามสภาพแล้วก็สบาย หมาก็พอจะอยู่ด้วยกันได้ เห็นไหมไอ้หางกุดสองตัวนั่น มันอยู่กับคุณหน่อยถอดเทปอยู่นั้นทั้งวันมันนอนอยู่นั่นไม่ไปไหน มันติด คือเอาอะไรให้มันกิน อะไรกินตามใจมันมันก็ติดเท่านั้นแหละหมา เหมือนพ่อแม่กับลูกนี่ละ อะไรๆ ก็ตามใจลูก ลูกก็รัก ถ้าไม่ค่อยตามใจนักลูกมันก็ไม่ค่อยรักเหมือนกันนะ ถึงจะเป็นพ่อเป็นแม่ก็ตาม ความรักของมันมันมีต่างกันอยู่ แต่ฝังลึกพ่อแม่ฝังลึกเหมือนกัน เสมอกัน แต่ที่แยกออกมาใครตามใจของเด็กมากๆ คนนั้นเด็กติด ใครไม่ค่อยตามใจนักเด็กไม่ค่อยติด ทั้งๆ ถือว่าพ่อแม่เหมือนกัน มันเป็นอย่างนั้นนะ เด็กมันก็มีหัวใจ เข้าใจไหมละ

นี่ให้พากันเชื่อกรรม หนีไม่พ้นเรื่องกรรมนี้ นตฺถิ กมฺม สมํ พลํ ไม่มีอนุภาพใดจะเหนือกรรมไปได้เลย คือกรรมดี-กรรมชั่ว เรามีอำนาจทำกรรม แต่เวลาทำลงไปแล้วกรรมมีอำนาจบังคับเรา เราทำลงไปแต่กรรมชั่ว เวลานี้เราต้องการทำอย่างนี้ทำตามใจชอบ ครั้นทำลงไปแล้วกรรมชั่วนี้ก็บีบบังคับเรา นั่นเป็นอย่างนั้น ถ้าทำกรรมดีกรรมดีนี้หนุน ไม่ต้องบอกก็หนุนเอง ให้พากันเชื่อนะเชื่อพระพุทธเจ้า คำพูดของพระพุทธเจ้าเป็นคำพูดที่ไม่มีกิเลสนะ คำพูดนอกนั้นมีกิเลสทั้งนั้น เชื่อถือไม่ค่อยได้นะ แต่คำพูดของพระพุทธเจ้าเป็นสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบทุกอย่าง รับสั่งอะไรมาแม่นยำๆ ให้พากันฟัง

คำพูดที่แม่นยำทีเดียวมีคำพูดของพระพุทธเจ้าเท่านั้น นอกจากนั้นเหลวไหลเหลวแหลกไปหมดทั่วโลกดินแดน เราจะไปเชื่อใครเชื่อไม่ได้ เพราะงั้นให้ยึดหลักธรรมพระพุทธเจ้าให้ดี เป็นคำพูดที่ตายตัว สวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบทุกอย่างๆ สอนอะไร ไม่สอนสัตว์โลกล่มจมฉิบหาย ดึงขึ้นทั้งนั้นละพระพุทธเจ้า แต่เรื่องกิเลสดึงลงๆ จำให้ดีนะ เวลานี้เราฟังเทศน์กิเลสมันแอบอยู่ในนั้นนะ มันคอยกระซิบคอยถกคอยเถียงอยู่นั่นละ ทางนี้เทศน์แทนที่ทางโน้นจะฟังกัณฑ์เทศน์ กิเลสมันคอยกระซิบ โอ๊ยไม่จริงนะ มันว่าอย่างนั้น ไปทำอย่างนั้นดีกว่า กิเลสว่าทำอย่างนั้นดีกว่าธรรม

หัวใจนี้ไปก็หงายไปตามกิเลสเลย เข้าใจไหม พวกหงายไปตามกิเลสเลย ที่จะหงายตามธรรมมีน้อยนะ ถูกกิเลสลากล้มระนาวไปหมด ไปตามแถวนี้ดูตามทางนี้นะ เห็นไหมคนล้มระนาวไปตามนั้นมีแต่พวกล้มตามกิเลสทั้งหมด ไม่มีใครล้มตามธรรม เข้าใจแล้วเหรอ เดินไปตามนี้คอยสังเกตุ ล้มระเนระนาดนะ มีแต่พวกล้มระเนระนาดตามกิเลส ให้มันลากไปๆ ถลอกปอกเปิก แขนหนึ่งขาด แขนหนึ่งยังเอ้าลากแขนนี้ แขนนี้ขาด เอ้าขายัง ลากขา ขานี้ขาดขานั้นยังๆ เอ้าๆ ลากขานี้ไป สุดท้ายก็ขาขาดทั้งหมด แขนก็ขาดทั้งหมด ถูกกิเลสลากไปๆ คอก็ขาด เอ้า ทำอย่างไรดี เอ้า กลิ้งไป กิเลสกลิ้งไปอีกแล้วนั่น มันขนาดนั้นนะ มันไม่ยอมเห็นโทษของกิเลสอย่างง่ายดาย เข้าใจไหมพูดนี่น่ะ มันเสี้ยมสอนอะไรนี้ เชื่อหมดๆ

เพราะฉะนั้นกิเลสจึงแหลมคม ยากมาก ถ้าไม่ใช่ธรรมแก้ไม่ได้ ชะล้างกิเลสตัวสกปรกโสมมกล่อมสัตว์ให้ตายมาตั้งกัปตั้งกัลป์นี้ไม่ได้ มีธรรมเท่านั้นเป็นเครื่องชะล้างซักฟอกให้พอมองเห็นผู้เห็นคน มองเห็นดีเห็นชั่ว แล้วทีนี้ก็แก้กันละ ถ้ามองไม่เห็นแก้ไม่ตกไม่สนใจจะแก้ ดีทั้งนั้นดีทั้งนั้นเรื่องของกิเลส ผลิตออกมาแล้วติดกันทั้งนั้น เมื่อธรรมเข้าเทียบปั๊บทีนี้มีเครื่องวัดกันแล้ว อ๋อ นี้ดีอันนี้ชั่ว นั่น ทีนี้พอธรรมสัมผัสใจเข้า ธรรมก็เป็นเครื่องวัดกันแล้ว เครื่องคู่แข่งกันแล้ว ทีนี้ก็ชนะกันไปเรื่อย แก้กันไปเรื่อย สุดท้ายกิเลสก็อ่อนตัวลงๆ ธรรมเหยียบหัวกิเลสไปเลย นั่น พากันเข้าใจนะ

ไม่เช่นนั้นจะนอนจมกันเฉยๆ นี่แหละหลวงตาก็จวนจะตายแล้วนี่น่ะ อยู่ไม่กี่วัน พอหมดลมหายใจนี้ ใครจะมัดขาดึงไว้ก็ไม่อยู่ ไปเลย เข้าใจไหม อยู่ก็อยู่แต่ขากับเชือกที่มัดติดไว้กับต้นเสา ตัวไปแล้ว พอลมหายใจขาดไม่อยู่ อยู่เวลานี้ก็อยู่เฉพาะที่ลมหายใจยังอยู่เท่านั้นละ ว้อๆ ๆ ให้พากันจำเอานะ ผู้เทศน์ส่วนมากท่านมักจะเจริญพร เป็นยังไงสบายดีเหรอ อาตมาคิดถึงนานแล้วนะ วันนี้เพิ่งโผล่มา เจริญพร เข้าใจไหมละ หลวงตานี้มันตายแล้วหรือมันถึงไม่เห็นหน้า นั่น มันเป็นอย่างนั้นนะ พอเห็นหน้าโผล่มา หือ นึกว่าตายแล้ว มันยังไม่ตายหรือ มันยังมาอีกหรือ มันไปอย่างนั้น มันไม่ได้เจริญพรนะ เข้าใจไหม มันผิดกันอย่างนี้แหละคำพูด ให้จำเอานะ เจริญพร เคยได้ยินไหมละคำพูดอย่างนี้ ฟังเข้าซิ

เรื่องกับกิเลสแล้วเร็วนะ เจริญพรเลยกับกิเลส ที่จะต่อสู้มันไม่มี มีแต่เจริญพรหมอบ อะไรเจริญพรตามหมดให้กับกิเลส ไม่มีท่าต่อสู้เลย คือพวกเรานี้ ธรรมท่านถึงได้อิดหนาระอาใจที่มาสอนพวกเราที่กิเลสลากไปๆ นี้ กิเลสมันเจริญพรไป ก็เจริญพรตามกิเลสด้วยซิ กับพระพุทธเจ้ามันหน้าบึ้งใส่เลย มันไม่ได้เล่นกับพระพุทธเจ้านะพวกเราพวกหน้าบึ้งใส่พระพุทธเจ้า ถ้าเป็นกับกิเลสแล้วเจริญพรๆ ขาขาดแขนขาด เอ้ากลิ้งไป ขาดไปกับกิเลส ไม่มีวันต่อสู้คัดค้านต้านทานกัน แขนขาดขาขาดไปเลย เป็นยังไงพวกนี้ดูซิแขนขามานี้มันมีติดตัวมาหรือเปล่า หรือยังไม่ขาด กลับไปนี้มันจะแขนขาด คือมันวิ่งอยากถึงบ้านอย่างรวดเร็ว ขาขาดเหรอ ถามตัวเองบ้างซิว่า

เรื่องความรวดเร็วของกิเลสมันเร็วอย่างนั้น ความเทียบนะ เรื่องความอืดอาดของธรรมเมื่อยังไม่ถึงขั้นราบรื่นแล้วจะอืดอาดเหนื่อยหน่าย จะไปทางธรรมนี้คิดแล้วคิดเล่า ไปทางด้านกิเลสไม่ต้องคิดผึงเลย แต่เวลาธรรมมีกำลังเพราะการฝืนอยู่ตลอดเวลาแล้วก็มีกำลังสู้กิเลสได้ พอถึงขั้นสู้กิเลสได้แล้วธรรมนี้ผึงเลย  กิเลสมาผ่านไม่ได้เลย  คอขาดๆ นี่เราพูดให้ท่านทั้งหลายฟังทั้งสองทางนะ  จากการอบรมของเรา เวลาล้มลุกคลุกคลานมีแต่กิเลสลากไปตลอด เอะอะกิเลสเอาแล้วๆ หงายแล้วๆ นี้ฝึกไม่ถอยๆ สุดท้ายก็ค่อยพอสู้พอฟัดพอเหวี่ยงกันไป แล้วหนักเข้าๆ กิเลสอ่อนตัวลง ต่อยเรื่อยๆ สุดท้ายกิเลสโผล่หน้ามาไม่ได้ ขาดสะบั้นไปเลยด้วยสติปัญญาอัตโนมัติ

แล้วจากนั้นมหาสติมหาปัญญาอัตโนมัติ นี้กิเลสละเอียดนะส่วนนี้ ละเอียดขนาดไหนก็ตาม พอโผล่มาขาดสะบั้นไปเลยโดยสติปัญญาอัตโนมัติสังหารเอง เราไม่ต้องตั้งใจไปสังหารหรอก เมื่อถึงธรรมสังหารกิเลสโดยลำพังตนเองแล้วสังหารเองนะ เหมือนกิเลสทำลายสัตว์โลก ไม่มีเจตนาหรอกพวกเรา เราไม่รู้ว่ากิเลสทำลายเรา มันออกแล้วทำลายแล้วๆ เป็นอัตโนมัติของมัน ทีนี้เวลาเรามีอรรถมีธรรมเต็มหัวใจนี้แล้ว ก็เป็นแบบเดียวกัน เรื่องธรรมกับกิเลสมีน้ำหนักเท่ากัน เวลากิเลสมีกำลังมากกิเลสพาให้ทำความชั่วช้าลามากโดยอัตโนมัติ ไม่รู้สึกตัวเลยว่า วันหนึ่งๆ เราทำบาปทำกรรมอะไรเราไม่เคยสนใจ ดิ้นตามกิเลสเรื่อยๆ เป็นอัตโนมัติ เข้าใจไหม

ทีนี้ทางด้านธรรมะ เวลาปฏิบัติเข้า จิตใจมีความสะอาดสะอ้านเข้าไป มันผ่องใสเข้าไป มันเห็นซิทีนี้ มันเห็นอะไรเป็นมลทินเป็นโทษเป็นกรรมมันปัดปุ๊บๆ สุดท้ายปัดตลอดเลย กิเลสมาเกาะไม่ติด พอโผล่ขึ้นมาขาดสะบั้นไปเลย นี่อำนาจแห่งการฝึกฝนอบรมจิตใจ เมื่อถึงขั้นเกรียงไกรเป็นในเจ้าของคนนั้นแหละ คนที่เคยล้มลุกคลุกคลานให้กิเลสลากไปๆ กลับมาเป็นฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ ฝึกได้จิต ฝึกไม่ได้พระพุทธเจ้า-พระสาวกเป็นพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ไม่ได้นะ เป็นคนดีไม่ได้คนเรา ต้องอาศัยการฝึก อยู่เฉยๆ จะให้ดีดีได้แต่ชื่อ ไปติดคุกติดตะรางก็เยอะขื่อนายดี นางดี นางสวรรค์ นายพรหมอะไรเต็มอยู่ในเรือนจำ แต่มันก็เป็นนักโทษพรหม นักโทษสวรรค์อยู่นั่นแหละ ชื่อมันเป็นสวรรค์แต่มันติดคุกติดตะราง มันก็เป็นนักโทษ มันมีแต่ชื่อ เข้าใจไหมละ  ทำตัวให้เป็นสวรรค์ขึ้นในตัว เป็นพรหมขึ้นในตัวในจิตใจ เป็นธรรมขึ้นในตัว แล้วไปได้สะดวกเลย พากันจำเอานะ

 

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com  หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 

                 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก