ความสุขแท้อยู่ที่ครอบครัวมีศีลธรรมสมบูรณ์
วันที่ 9 กรกฎาคม. 2548 เวลา 14:00 น.
สถานที่ : โรงเรียนเอกบูรพาวิเทศศึกษา เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ

เทศน์อบรมฆราวาส

ณ โรงเรียนเอกบูรพาวิเทศศึกษา ถ.สามวา เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ

เมื่อบ่ายวันที่ ๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

ความสุขแท้อยู่ที่ครอบครัวมีศีลธรรมสมบูรณ์

 

(รวมเวลาแสดงธรรม ๓๙ นาที)

 

          วันนี้นับว่าเป็นวันโอกาสวาสนาอำนวย เราพูดย่อๆเลยว่าทางผู้อำนวยการโรงเรียนเอกบูรพาวิเทศศึกษาได้นิมนต์หลวงตามาแสดงธรรมในสถานที่นี่ เพื่อจะได้ยินเสียงอรรถเสียงธรรมบ้าง สมกับเราเป็นชาวพุทธ คำว่าชาวพุทธคือท่านผู้เลิศเลอได้แก่พระพุทธเจ้าของเรา เป็นผู้เลิศเลอมาตั้งแต่วันตรัสรู้เรียบร้อยแล้วมาสั่งสอนโลกด้วยธรรมที่สะอาดสุดยอด ให้โลกทั้งหลายได้ยินได้ฟังตลอดมา เป็นเวลา ๒,๕๐๐ กว่าปีนี้แล้ว วันนี้เป็นโอกาสที่เราจะได้น้อมกายวาจาใจของเราเข้ามาสู่อรรถธรรม สดับธรรมไปเป็นคติเครื่องเตือนใจ

          นอกจากบุญความดีงามสำเร็จขึ้นมาจากการฟังเทศนาว่าการแล้ว เรายังจะได้คติตัวอย่างอันดีงามจากธรรมนี้ไปประดับกายวาจาใจของเรา จะได้เป็นกายวาจาใจที่สนิทสนมกับธรรม การแสดงออกเคลื่อนไหวไปมา หน้าที่การงานหรือการประพฤติตัวจะได้มีความเรียบร้อยสวยงาม ถ้าธรรมเข้าแทรกในที่ตรงไหนจะมีความสวยงามน่าดูกันทั้งนั้น นอกจากกิเลสแทรกเข้าตรงไหนเป็นเหมือนลิงเหมือนค่างบ่างชะนี คนทั้งคนก็ไม่เป็นท่าเป็นทางละ เลยกลายเป็นนายเหมไปหมด เข้าใจไหมนายเหม

          คือนายเหมเขาเป็นนายอำเภอ วันนั้นเขาเป็นผู้ไปเล่นลิเกละคร อยู่ที่จังหวัดนครราชสีมานั่นแหละ พอถึงที่แล้วเขาก็ปลดเครื่องแบบของเขาออกหมด เครื่องแบบของนายอำเภอห้อยไว้หมดเลย นี่เครื่องแบบนายอำเภออะไรๆ ให้อยู่ที่นี่นะ นายเหมจะเล่นละคร นายเหมก็ฟาดเล่นละครเป็นแบบลิงกันไปหมดเลยนะ นายอำเภอก็เป็นเสื้อเครื่องแบบห้อยดูนายเหมเขาออกเล่นละคร อันนี้เราพูดเรื่องอะไรมาถึงเรื่องเล่นละคร ลืมแล้วนะ ลืมแล้วก็ผ่านไป เพราะนี่เป็นคติหรือเรียกว่าปฐมเทศนาให้พี่น้องทั้งหลายคิด อย่างนี้ละหลวงตาพูดที่ไหนเวลานี้หลงลืมไป เราพูดเรื่องนายเหมมาเป็นคติตัวอย่างอันหนึ่ง เป็นข้อเปรียบเทียบในธรรมที่เราจะแสดงไป แต่ธรรมที่แสดงไปเลยลืมแล้วนะ คือจะแสดงว่ายังไง แสดงก็เลยเป็นเรื่องนายเหมไปหมด

          นี่ให้พากันตั้งอกตั้งใจ บรรดาพี่น้องทั้งหลายของเราที่เป็นชาวพุทธ สถานที่นี่เป็นสถานที่ศึกษาหาความรู้วิชาทั้งทางโลกและทางธรรมเจือปนกันไป ถ้ามีแต่ทางโลกล้วนๆ ก็เหมือนวิชาประดับลิง ถ้ามีธรรมแทรกเข้าก็มีความสวยงามไปตามๆ กัน ท่านทั้งหลายอย่ามองข้ามธรรม วันนี้มาศึกษาก็เพื่อเอาธรรมเข้าแทรกในหลักวิชาการของเราที่เรียนเพื่อการครองชีพ ทุกอย่างๆ นั้นละต้องจำเป็นในการศึกษาเล่าเรียน คนโง่ไปทำงานทำการอะไรไม่ทันเขา ต้องเป็นคนฉลาด

          วิชาทางโลกก็ให้ฉลาด วิชาทางธรรมก็ติดแนบกันไป ฉลาดด้วย มีความดีงามผสมกันไปด้วย ไม่แต่ฉลาดแบบทำตัวให้เสียโดยถ่ายเดียว ความรู้ถ้ามีตั้งแต่โลกล้วนๆ  ทำคนให้เสียได้ เพราะความทะนงตัวว่าเรียนมาได้ชั้นนั้นชั้นนี้แล้วก็มาลืมตัว กิเลสแทรกเข้าไปเลยลืมตัว หน้าที่การงานอะไรเลยกลายเป็นเรื่องของคนรู้มาก ใครว่าเขาเคารพ เขาไม่ได้เคารพนะ เขาเคารพความประพฤติดีงามต่างหาก เพราะงั้นเราวันนี้ได้ฟังเสียงอรรถเสียงธรรมแล้วให้พากันไปประดับกายวาจาใจของตน

          เสียงธรรมนี้จะได้ยินน้อยมากทีเดียว ส่วนเสียงโลกเสียงสงสารตื่นมาได้ยินแล้ว จนกระทั่งถึงค่ำหลับ เสียงโลกเสียงสงสารถึงจะดับไป แต่เรื่องฝันละเมอเพ้อไปต่างๆ นั้น หลับแล้วก็ยังไม่ถอย ฝันเป็นแบบโลกแบบสงสารไปอย่างนั้นแหละ เรื่องเป็นอรรถเป็นธรรมนี้มีน้อยมาก เพราะฉะนั้นวันนี้เป็นวันมีโอกาสวาสนาอำนวย ท่านทั้งหลายได้ยินได้ฟังให้นำเสียงอรรถเสียงธรรมนี้ไปปฏิบัติกายวาจาใจของตน การฟังธรรมก็เป็นบุญเป็นกุศลมากทีเดียว นอกจากได้ยินได้ฟังเป็นบุญเป็นกุศลในส่วนนี้แล้วก็ขอให้นำธรรมนี้ไปประพฤติปฏิบัติตน

          เด็กเรียนรู้นี่เพื่อความเป็นผู้ใหญ่ปกครองบ้านเมือง จึงต้องให้มีธรรม ธรรมเป็นของสำคัญมากทีเดียว ถ้าขาดธรรมเสียอย่างเดียวอะไรๆ ก็ไม่มีความหมาย แม้จะสรรเสริญเยินยอกันว่าดิบว่าดีขนาดไหนก็ดีตั้งแต่ชื่อแต่นาม ดีแต่ลมปาก แต่ตัวของคน ความเคลื่อนไหวของคนออกมาจากกายวาจาใจนี้จะไม่ดีเลย ถ้ามีธรรมประดับแล้วจะดีทุกอย่าง จะคิดอ่านไตร่ตรองหน้าที่การงาน ความประพฤติทุกอย่างต้องมีธรรมติดแนบไปเลยว่าผิดหรือถูก ชั่วดีประการใด ก็ดีไปอย่างนี้ ให้พากันปฏิบัติให้ดี

          เราอยากเห็นเด็กนักเรียนมีขอบเขตมีอรรถมีธรรม ครูก็ให้มีศาสนาประจำ ศาสนาอื่นๆ เขามีศาสนาประจำ ปฏิบัติตามศาสนาของเขาอย่างเคร่งครัด แต่พุทธศาสนาของเราไม่ค่อยมีกฎมีเกณฑ์อะไร เรียกว่าตามความชอบใจเลยเลอะเทอะไปหมด พุทธศาสนาเลยสู้ศาสนาอื่นไม่ได้ ศาสนาอื่นเขามีข้อบังคับ ถึงวันเวลาจะไหว้พระสวดมนต์ จะทำกิจการงานอะไร ศาสนาบ่งบอกอย่างไรเขาทำตามนั้น ตามกฎเกณฑ์นั้นก็ดีไปตามขั้นตอนของเขา ส่วนพุทธศาสนาสำหรับชาวไทยเรานี้ก็ควรที่จะนำพุทธศาสนาเข้ามาดัดกายวาจาใจของตน ตลอดถึงวันพระวันโกนหรือวันอะไรที่ควรจะมีการกราบไหว้บูชาพระเจ้าพระสงฆ์ก็ควรให้มีในโรงร่ำโรงเรียน

          อย่าปล่อยเลยตามเลย ตั้งแต่โบรมโบราณ ตั้งแต่หลวงตาบัวได้เรียนหนังสืออยู่จนจบเป็นชั้นประถม ๓ ออกมาครูพาไหว้พระสวดมนต์ แล้ววันที่จะหยุดวันอาทิตย์นะ  วันเสาร์หยุดครึ่งวันแต่ก่อน วันอาทิตย์หยุดทั้งวัน นี่ครูพาไหว้พระสวดมนต์เรียบร้อย ๆ ก่อนจะเลิกกันไป นี่ครูพาดำเนินกิจการทางพุทธศาสนา เราก็ควรจะมีพุทธศาสนาแทรกสมกับเราเป็นลูกชาวพุทธมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก พ่อแม่พาเป็นพุทธ ก็เป็นพุทธไปตามพ่อแม่

          จึงควรนำคติตัวอย่างของพุทธนี้ไปปฏิบัติตน จะได้มีความสดสวยงดงาม และชุ่มเย็นตาเย็นใจ การประพฤติตัวขอให้มีธรรมเป็นเครื่องกำกับรักษาอยู่เสมอ อย่าเอาแต่ความคึกความคะนองเข้ามายุ่งเหยิงวุ่นวายมันจะเสียคนทั้งคน เสียคนก็คือเสียเรานั่นแหละ คนนี้ก็เสีย คนนั้นก็เสีย คนนี้ก็ปล่อย คนนั้นก็ปล่อยตัว ต่างคนต่างปล่อยตัวบ้านเมืองของเราเลยเลอะเทอะไปหมด มีแต่คนปล่อยตัว หาหลักเกณฑ์ยึดเป็นความสัตย์ความจริงที่จะให้ความสงบร่มเย็นแก่บ้านแก่เมืองเลยไม่มี

          นี่ละถ้ามีแต่โลกล้วนๆ เป็นไปได้อย่างนี้ ถ้ามีธรรมแล้วมีขอบเขต ตั้งแต่ผู้น้อยขึ้นไปหาผู้ใหญ่ เช่นโรงเรียนอย่างนี้ครูก็เป็นตัวอย่างอันดีงามของนักเรียน การประพฤติตัวของครูก็เป็นแบบฉบับของนักเรียนได้โดยลำดับลำดา เป็นครูเป็นอาจารย์ก็เป็นแบบฉบับของเด็กไปได้โดยลำดับลำดา แล้วเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาเท่าไรยิ่งเป็นแบบเป็นฉบับของผู้น้อยไปได้โดยลำดับ ถ้ามีธรรมภายในจะชุ่มเย็นไปหมดในเมืองไทยของเรา ที่มันเลอะๆ เทอะ ๆ อย่างนี้ก็คือไม่มีศาสนาเข้าเจือปน มีตั้งแต่เรื่องความโลภความโกรธ ราคะตัณหา  ความประพฤติตัวแบบเหลวแหลกแหวกแนว ปล่อยเนื้อปล่อยตัวตั้งแต่ผู้ใหญ่ลงมา การปล่อยเนื้อปล่อยตัวทำตามอัธยาศัยของความเป็นผู้ใหญ่ เลยลืมตัวว่าตัวเป็นผู้ใหญ่ ทำอะไรก็ได้ไปเสีย ทีนี้เสียไปหมด

          เพราะฉะนั้นคนเราจึงควรมีธรรมภายในใจ ถ้ามีธรรมแล้วใหญ่เท่าไรยิ่งระมัดระวังตัวให้ดี อย่างพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอก ความเคลื่อนไหวของพระพุทธเจ้าจะทรงเคลื่อนไหวไปที่ใดไม่ละความเป็นศาสดาของโลกเลย ความเคลื่อนไหวไปมา การยืน การเดิน การนั่ง การนอน ภาษาของเราว่าอย่างนั้น เป็นศาสดาประจำองค์ตลอด ไม่เคลื่อนคลาดจากความเป็นศาสดาคือเป็นความตัวอย่างของโลกเลย อันนี้ถัดลงมาเป็นสาวกทั้งหลายก็เหมือนกัน ท่านประพฤติตัวเป็นความดิบความดี สง่าผ่าเผย เป็นที่พึ่งที่อาศัยของโลกทั้งสาม กามโลก รูปโลก อรูปโลก ได้โดยสมบูรณ์ มาถึงสาวกทั้งหลายก็เป็นผู้ปฏิบัติตน เป็นผู้มีศีลมีธรรม ก็เป็นศีลสมบัติ สมาธิสมบัติ ปัญญาสมบัติ วิมุตติสมบัติ เต็มหัวใจของท่านผู้เป็นอรหันต์ ไปที่ไหนมีความร่มเย็นเป็นสุขแก่ไพร่ฟ้าประชาชนทั้งหลายที่เป็นชาวพุทธด้วยกันตลอดมา

          พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ได้ห่างไกลจากตัวของเราที่เป็นชาวพุทธนะ ให้นำธรรมพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติต่อตนเอง พระพุทธเจ้านิพพานไปก็จริงแต่ธรรมติดแนบอยู่กับเรา ใครมีความรักชอบเคารพนับถือธรรม ผู้นั้นจะเหมือนกับมีศาสดาติดตัวไปเรื่อยๆ  นะ พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ จะคิดจะพูดจะทำอะไรควรมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เฉพาะอย่างยิ่งมีธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ว่าผิดหรือถูกประการใด ถ้าเห็นว่าไม่ถูกไม่ดีแล้วให้ระงับสิ่งนั้น แม้จะอยากทำอยากพูดขนาดไหนก็ตามไม่ทำ ทำตามพระพุทธเจ้าเลิศเลอยิ่งกว่าความอยากของตน ซึ่งทำแล้วทำตัวให้เสีย นี่ให้เราคิดอย่างนี้

          เราเป็นลูกชาวพุทธ นี่จะทำลงไปมีแต่ชื่อแต่นามว่าเราเป็นชาวพุทธเฉยๆ ไม่ถูกไม่ดี ขอให้พี่น้องลูกหลานทั้งหลายปฏิบัติตัวสมเป็นชาวพุทธบ้างนะ อย่างน้อยเวลาจะหลับจะนอนขอให้ไหว้พระเสียก่อน อิติปิโส สฺวากฺขาโต สุปฏิปนฺโน ได้ตามกำลังของเราที่เรียนมา ไหว้พระ กราบพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้พากันนั่งสงบจิต ความสงบจิตนี้สำคัญมากนะ พระพุทธศาสนาสอนลงที่จิตใจตัววอกแวกคลอนแคลนตั้งแต่ตื่นนอนถึงหลับ ไม่มีอะไรเกินจิตที่วอกแวกคลอนแคลนเลย ลิงร้อยตัวสู้ไม่ได้ จิตดวงนี้วอกแวกคลอนแคลนตลอด

          เพราะฉะนั้นเวลาจะหลับนอนควรจะมีการนั่งสงบจิตบ้างนะ นั่งสงบจิตคือจิตนี้มันคิดมันปรุงตลอดเวลา ทีนี้ให้หยุดความคิดปรุงทั้งหลายที่จิตเคยคิดมาตามภาษาของกิเลสลากถูไปนั้นน่ะ ให้ย้อนเข้ามาสู่ธรรม นำธรรมเข้ามายึดมาเกาะ เช่นเป็นคำบริกรรมในขณะที่ทำความสงบใจ ใครจะนึกพุทโธก็ได้ ธัมโมก็ได้ สังโฆก็ได้ หรือคำบริกรรมใดที่เหมาะสมกับจริตนิสัยของตน ให้นำคำบริกรรมนั้นเข้ามากำกับใจ ให้ใจทำงานกับคำบริกรรม คือพุทโธ ๆ เป็นต้นนี้ตลอด โดยมีสติเป็นเครื่องควบคุมใจไม่ให้เผลอ คิดไปนอกลู่นอกทาง อันเป็นเรื่องของกิเลสเสียมากต่อมาก

          ให้คิดอยู่กับพุทโธ งานของใจทำงานอยู่กับพุทโธแล้วใจของเราจะสงบร่มเย็น ผิดกันกับงานวิ่งไปตามกิเลส คิดนู้นคิดนี้ คิดไปเท่าไรยุ่งเหยิงวุ่นวาย สร้างฟืนสร้างไฟเผาไหม้ตนเอง บางรายนอนไม่หลับก็มี เพราะความคิดมากๆ แล้วเลยจากนั้นไปเป็นบ้าไปก็มี นี่เพราะความคิดมาก ทีนี้ให้เอาความคิดในเวลาภาวนานั้นเข้ามาเป็นธรรม เช่นเราคิดอย่างไรให้หยุดหมด แล้วนึกพุทโธก็ได้ ธัมโม หรือสังโฆก็ได้ หรือคำบริกรรมใดก็ได้ เอาสติบังคับจิตให้ทำงานอยู่กับธรรม กับธรรมที่เรานำมาบริกรรมติดแนบ อยู่นั้นไม่ให้คิด

          เวลานี้เราจะห้ามความคิดทั้งหมด ที่ไม่เป็นสาระนั้นเข้ามาสู่งานคือคำบริกรรม ซึ่งเป็นงานมีสาระสำคัญแก่ตัวของเรา เรียกว่างานของธรรม ทีนี้เอางานของธรรมเข้ามาทำ พุทโธๆ เป็นต้น นี่เรียกว่างานของธรรม มีสติควบคุมอยู่ในงานธรรมนี้จิตใจจะเริ่มสงบเข้ามา เริ่มสงบเข้ามา บางรายจะสงบเป็นของอัศจรรย์ขึ้นมา ใจเป็นของสำคัญมากนะ ไม่มีหญิงมีชาย ไม่มีคำว่านักบวชฆราวาส ใจไม่มีเพศ ขอให้นำธรรมเข้าไป ธรรมเข้าได้ทุกเพศทุกวัย เพราะใจเป็นนักรู้ ธรรมก็เป็นธรรมชาติที่แทรกเข้าไปในจิตใจ แล้วจะมีความสงบเย็น

          นี่ละเราทำงานในเวลาภาวนา เรียกว่าทำงานเพื่อธรรม ทำงานเพื่อธรรมเราจะเห็นผลคือความสงบเย็นใจขึ้นมาที่ใจของเรา ถ้าเราบังคับทำอย่างนี้ ไม่เอามาก เอา ทีแรกไม่มากละนะ เอาแค่ห้านาทีก่อน ต่อจากนั้นเขยิบถึงสิบนาทีขึ้นไป บังคับไว้เสียก่อน เพราะเวลานี้จิตใจของเรามันวอกแวกคลอนแคลน คอยจะฉุดจะลากไปทางไม่ดีตลอดเวลา ให้เอาทางที่ดีที่ถูก งานของธรรมเข้าบังคับ เช่นพุทโธ ๆ มีสติติดแนบกับนั้น ใจเมื่อได้รับความเหลียวแลหรือได้รับการบำรุงรักษา เช่นคำภาวนาเป็นต้นแล้วใจจะมีความสงบเย็นเข้ามา บางรายสงบย็นจนกระทั่งเกิดความอัศจรรย์ในตัวเอง ทั้งๆ ที่ไม่เคยปรากฏ แต่จะปรากฏขึ้นจากงานของธรรมที่เราภาวนานั้นแล

          นี่เรียกว่างานของธรรมทำใจให้สงบเย็น งานของกิเลสทำใจให้ส่ายแส่ วุ่นวี่วุ่นวายทั้งวันทั้งคืน นั้นเป็นงานของกิเลสทั้งนั้น เราเคยทำงานเหล่านี้มาจนช่ำชองด้วยกันแล้ว ทีนี้ขอให้หมุนใจเข้ามาทำงานเพื่อธรรมทั้งหลายบ้างเป็นบางกาลเวลา เช่นนั่งภาวนาประมาณ ๕ นาที เอาแค่ ๕ นาทีไม่ให้เผลอไปไหน เรานึกคำบริกรรมไว้ มีสติติดแนบอยู่กับคำบริกรรมของเรา คำบริกรรมติดกับใจ แล้วใจเมื่อไม่มีสิ่งภายนอกเข้ามารบกวน เช่นกิเลสคิดปรุงในทางไม่ดีแล้ว จิตจะสงบ

          ถ้าคิดเรื่องธรรมแล้วจิตสงบ ไม่ต้องสงสัย คิดเรื่องธรรมคือคำบริกรรม นี่เรียกว่างานของธรรม มีสติบังคับไว้เสมอ แล้วจิตใจของเราจะมีความสงบเย็น เย็นขึ้นมาภายในใจ บางรายเกิดความอัศจรรย์ตัวเอง ทีนี้จากนั้นแล้วไม่ต้องพูด ถึงเวล่ำเวลาจะนั่งภาวนาเท่านั้นนาทีเท่านี้นาทีไม่ต้องบอก หากเป็นไปเอง ความรู้ความเห็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์นี้เป็นผลสำคัญ ที่จะสร้างศรัทธาความเชื่อความเลื่อมใส จนกระทั่งถึงอจลศรัทธา มีความเชื่อความเลื่อมใสอย่างฝังลึกๆ หากพยายามไปเอง  เวลานาทีไม่เข้ามายุ่งกวน มีแต่มุ่งต่ออรรถต่อธรรม นั่งเพลินไปๆ สองสามชั่วโมงเพลินไปเรื่อยๆ

          นี่ละจิตถ้าเข้าสู่ธรรมแล้วเพลิน ลืมเวล่ำเวลาไปหมด มีแต่ความสงบเย็นใจ อัศจรรย์ใจจากงานของธรรมที่เรานำมาบริกรรมโดยความมีสติบังคับบัญชาเสมอ ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้นำอันนี้ให้สมนามกับว่าเราเป็นลูกชาวพุทธ ลูกชาวพุทธต้องมีการภาวนา การทำบุญ-การให้ทานก็เป็นเรื่องของพุทธ แต่แก่นของพุทธแท้ๆ คือให้มีการภาวนา เมื่อเรามีการภาวนาจิตใจเราได้รับความสงบบ้างจากการบังคับบัญชาทีแรก ต่อไปผลปรากฏขึ้นมาแล้วการบังคับบัญชาจะไม่มี มีตั้งแต่ความอยากทำอยู่ตลอดเวลา

          จิตใจมีความเพลิดเพลินในอรรถในธรรมเป็นจิตใจที่ชุ่มเย็น ทีนี้ยิ่งได้รับความแปลกประหลาด ในเวลาภาวนาเกิดความอัศจรรย์ขึ้นมาแล้ว เราออกจากที่ภาวนาแล้ว ทำการทำงานที่ไหนๆ จิตจะป้วนเปี้ยนๆ อยู่กับภาวนา ไม่ได้ออกไปตามโลกตามสงสารดังที่กิเลสเคยฉุดลากไปแต่ก่อนนะ จิตใจจะพัวพันอยู่กับคำภาวนา ยิ่งภาวนาเท่าไรจิตใจเกิดความแปลกประหลาดอัศจรรย์เท่าไรยิ่งเพิ่มความสงบร่มเย็น ความกระหยิ่มยิ้มย่อง อจลศรัทธาฝังในภาวนาหนักเข้าๆ นี่ละทีนี้เราดีวันดีคืนขึ้นมาที่ตรงนี้นะ ดีวันดีคืนขึ้นมาที่ใจของเรา ได้รับความสงบร่มเย็นจากธรรมทั้งหลายนี้ละ

          เราอยากให้บรรดาพี่น้องทั้งหลาย ได้ปฏิบัติธรรมให้ถูกต้องตามหลักของพุทธศาสนาและลูกของชาวพุทธ ให้มีการภาวนาบ้าง การภาวนาเป็นสำคัญมาก พระพุทธเจ้าปรากฏขึ้นจากการภาวนา พระสงฆ์สาวกทั้งหลายจนเป็นสรณะของพวกเรา เรียกว่าสงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ปรากฏขึ้นจากการภาวนา เราเป็นลูกของชาวพุทธก็ควรให้มีภาวนา ให้มีความสงบเย็นภายในจิตใจของตนเป็นบางกาลเวลาบ้าง อันนี้ไม่มีนะ พอตื่นนอนขึ้นมากิเลสมันไม่ได้บอกว่าติดเครื่องไม่ติดเครื่อง น้ำมันหมด ราคาน้ำมันแพงอย่างนี้ไม่มี

          กิเลสมันคิดของมันได้วันยังค่ำ ติดเครื่องไปได้วันยังค่ำ ทีนี้พอหักความคิดอันนั้นเข้ามาสู่ธรรม เรียกว่าพักเครื่องจากกิเลส ติดเครื่องด้วยธรรม คือการภาวนาให้มีความสงบเย็น ทีนี้พอจิตได้ปรากฏเป็นความสงบขึ้นมาแล้วเรื่องเวล่ำเวลา เรื่องตะเกียกตะกายบังคับตัวเองไม่ต้องพูด มันหากอยากทำเอง อยากทำเอง นี่ละการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างนี้ การสอนพี่น้องทั้งหลายลูกหลานทั้งหลายเวลานี้เราสอนด้วยความแน่ใจของเราทุกอย่าง ขึ้นเวทีมาแล้วแทบเป็นแทบตายรอดตายถึงได้มาทำประโยชน์ให้โลก นี่เป็นเวลา ๗ ปีที่เราเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลายให้ขึ้นจากหล่มลึก คือความทุกข์จนข้นแค้นตลอดถึงศีลธรรมที่ไม่เคยมีในใจ ก็ได้สอนให้รู้จักศีลจักธรรมมาโดยลำดับลำดานี้ เรารอดตายมาขอให้พี่น้องทั้งหลายทราบนะ

          ภาวนานี้ละเป็นสำคัญ ได้ความแปลกประหลาดอัศจรรย์จากการภาวนานี้มาโดยลำดับลำดา จนกระทั่งถึงอารมณ์ของโลกเข้ามาแตะไม่ได้เลย มีแต่อารมณ์ของธรรมพุ่งๆ หนุนจิตใจ จิตใจมีความสง่างาม มีความแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นเป็นลำดับลำดา จนถึงกับอัศจรรย์ตัวเอง จิตเราตั้งแต่วันเกิดมาเราไม่เคยเห็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์ บัดนี้ได้เห็นเสียแล้วภายในใจของเราจากการภาวนา แล้วเริ่มมาเป็นลำดับลำดา จนได้มาเป็นครูเป็นอาจารย์ของพี่น้องทั้งหลาย เวลานี้ก็แก่มากแล้ว นี้เป็นห่วงพี่น้องทั้งหลายแทนที่จะเป็นห่วงตัวเองไม่ห่วง เราไม่เคยห่วงเรา

          การบำเพ็ญศีลธรรมตามหลักพุทธศาสนา เราได้บำเพ็ญมาโดยสมบูรณ์ทุกอย่าง เริ่มต้นตั้งแต่บวชมาจนกระทั่งป่านนี้เป็นเวลา ๗๒ ปีหรือ ๗๓ ปีนี้ก็ไม่ทราบแหละ บวชจนลืมพรรษาเจ้าของว่าบวชได้กี่พรรษา นี่ล้วนแล้วตั้งแต่การปฏิบัติตามศีลตามธรรมมา ชีวิตของพระติดมาตั้งแต่บัดนั้น อย่างอื่นเข้ามายุ่งไม่ได้ ให้เดินตามขอบเขตของศีลของธรรมนี้เท่านั้น ปฏิบัติมาจนกระทั่งอายุ ๗๒ ปีนี้แล้ว การบำเพ็ญมาโดยลำดับทุกอย่างเมื่อมีการพอกพูนแล้วสิ่งที่ดีก็ต้องดีขึ้น ถ้าหากว่าเป็นสิ่งที่ชั่วก็ยิ่งชั่วมากขึ้น

          นี่เราบำเพ็ญคุณงามความดีของเราตั้งแต่วันบวชมา บังคับบัญชาจิตใจ มันอยากทำอะไรก็ตาม ถ้าไม่ใช่วิสัยของพระไม่ให้ทำ บังคับตลอดๆ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ จะว่าบังคับหรือไม่บังคับก็ตาม คุณค่าแห่งการปฏิบัติตนได้เป็นความวางใจตัวเองเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้มีจะคิดว่าจิตของเรากายของเราจะไปทำอะไรเป็นบาปเป็นกรรม หมดโดยสิ้นเชิง พอจิตหมดจากข้าศึกคือกิเลสภายในจิตใจโดยสิ้นเชิงแล้วเท่านั้น ใจเป็นธรรมทั้งแท่ง ไม่ต้องระมัดระวัง เป็นธรรมชาติที่เลิศเลออยู่ภายในจิตใจ บาปบุญนรกสวรรค์มันจ้าอยู่ภายในใจแล้วเราจะไปถามใคร

          พระพุทธเจ้าที่มาเป็นศาสดาของเราทั้งหลาย สอนเรื่องบาปเรื่องบุญนรก-สวรรค์-พรหมโลก-นิพพานท่านมาโกหกเราที่ไหน ท่านสอนตามความสัตย์ความจริงที่ทรงรู้ทรงเห็นทุกอย่าง แต่พวกเราเป็นคนตาบอดมักจะดื้อด้านหาญทำในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม กีดกันไว้เท่าไรมันก็ยิ่งปีนออกนอกลู่นอกทาง จึงมีตั้งแต่ความทุกข์ความลำบากลำบน ขอให้นำธรรมนี้มาปฏิบัติตัวเองเถอะจะมีความสุขความเจริญ

          ภายในใจนี่ที่จะเจริญด้วยศีลด้วยธรรมนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก เหนือสมบัติเงินทองข้าวของใดๆ ทั้งสิ้นนะ ยศถาบรรดาศักดิ์สูงต่ำอะไรก็ตาม สมบัติเงินทองข้าวของมีมากมีน้อยหมดความหมายไปโดยลำดับๆ มาเป็นความหมายในธรรมสมบัติครองอยู่ในหัวใจนี้แล้ว เต็มอยู่ในนี้แล้วสบายเลย จะเป็นความทุกข์ความจนก็อยู่ไปกับโลกเขาธรรมดา ถึงวันตายก็ตายด้วยกัน แต่ใจนี้ไม่ตาย กับธรรมประเภทที่อยู่กับใจนี้ก็ไม่ตายด้วยกัน อยู่ที่ไหนรื่นเริงบันเทิง อยู่ในโลกนี้ก็รื่นเริงบันเทิง ไปโลกหน้าก็รื่นเริงบันเทิง เพราะคนมีคุณงามความดีด้วยการรักษาตน ปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามอรรถตามธรรม เป็นความดีงามมาโดยลำดับอย่างนี้แล ให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้

          ธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนใครให้ล่มจมเสียหายไปไหน แต่กิเลสนั้นล่มจมทั้งนั้น สอนให้ล่มจมทั้งหมด ไม่ว่าตัวกิเลสโคตรแซ่กิเลส หลานเหลนของกิเลสสอนโลกให้จม ออกมานี่มายาของการหลอกลวงสัตว์โลกให้ล่มจมไปตามมันออกมาพร้อมกันหมด ตั้งแต่โคตรแต่แซ่ของกิเลสเป็นโคตรแซ่ที่จอมปลอมหลอกลวงโลกทั้งนั้น แต่ธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ตรัสรู้ออกมาสอนโลกด้วยความแน่พระทัย จนสัตว์โลกทั้งหลายได้หลุดพ้นจากทุกข์ไป เพราะพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มีน้อยเมื่อไร นี่เพราะเราเป็นลูกชาวพุทธ

          อย่ามีแต่ความสำคัญว่าเป็นลูกชาวพุทธ ขอให้มีประพฤติปฏิบัติตัวให้ปรากฏเป็นผลขึ้นมาสมกับชื่อกับนามว่าเราเป็นชาวพุทธบ้างนะ เช่นอย่างภาวนาดังที่พูดนี้นะ ให้พากันทำบ้างภาวนา ถ้ามีภาวนาแล้วการเชื่อพุทธศาสนานี่จะเชื่อลึกซึ้งกันไปโดยลำดับนะ ถ้ามีแต่เป็นตามนิสัยของเราเป็นลูกชาวพุทธ พ่อแม่พาถือพุทธศาสนาเราก็ถือไปตามจารีตประเพณีเฉยๆ มันจืดมันชืดนะ แล้วใครว่าอะไรมันก็คว้าไปตามเขาได้หลงไปตามเขาได้ ปล่อยทิ้งศาสนาของตน ไปหาสิ่งจอมปลอมมาเป็นสาระ มันเป็นสาระได้ยังไงก็ของจอมปลอม มันก็ปลอมวันยังค่ำ มาอยู่ในใจของเราใจของเราก็ปลอมวันยังค่ำ ตัวของเราทั้งหมดปลอมวันยังค่ำ ความเป็นอยู่ของเราตั้งแต่วันเกิดถึงวันตายปลอมไปตามๆ กันหมด ตายแล้วก็ไปปลอมอยู่นรกเปรต นู่นน่ะเป็นยังไง

          พระพุทธเจ้าสอนไว้ถูกต้องทุกสิ่งทุกอย่าง ขอให้พากันนำมาปฏิบัตินะ เรานี้จวนจะตายแล้วเกิดความห่วงใยบรรดาพี่น้องลูกหลานทั้งหลายมากขึ้นทุกวันๆ แทนที่จะห่วงใยตัวเองไม่มี เราบอกเราไม่มี เราพอทุกอย่างแล้วจากการปฏิบัติตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนไว้แล้วตั้งแต่วันบวชมา จนกระทั่งบัดนี้หาที่ต้องติในหัวใจดวงนี้ไม่ได้เลย เรียกว่าพอทุกอย่าง เราสอนโลกด้วยความพอ ไม่ได้สอนโลกด้วยความหิวโรยแรงอะไรนะ สอนโลกด้วยความอิ่มพอภายในใจ

          จึงอยากให้โลก ถึงไม่อิ่มพอนั้นก็ตามขอให้ดื่มธรรมๆ เข้าเป็นเครื่องชโลมใจ เราก็จะมีความสุขความเจริญ ความเป็นอยู่ของเราเฉพาะอย่างยิ่งใจของเรา ถ้ามีความดีแล้วจะไม่หลักลอย ถ้าไม่มีความดีเอาภายนอกมาเป็นเครื่องประดับ เอาสมบัติเงินทองข้าวของมาจำนวนมากน้อยเพียงไรก็ดี ยศถาบรรดาศักดิ์สูงต่ำเพียงไรก็ดีมาประดับ เหลวไหลทั้งนั้น เวลาจะเป็นจะตายคิดถึงสิ่งเหล่านั้นจะมาเป็นสาระไม่มีในใจ เมื่อคิดถึงบุญถึงกุศลที่เราบำเพ็ญมานี้เกิดทันที เบาหัวใจทันที

          นี่ละธรรมะเป็นเครื่องประกันชีวิตจิตใจของเรา ให้มีความเป็นอยู่ด้วยความผาสุกร่มเย็นคือธรรม อย่าพากันปล่อยธรรมนะ จะวิ่งหาตั้งแต่สิ่งภายนอกนั้นอาศัยชั่วกาลชั่วเวลา ถึงเวลาตายทั้งเขาทั้งเรา เศรษฐีตายแล้วสมบัติเงินทองข้าวของยศถาบรรดาศักดิ์เหล่านั้นไม่ได้ไปเผาศพนะ ไม่ได้เผาศพเรา มีมนุษย์ด้วยกันนั้นละไปเผาศพกัน แล้วเวลาเผาศพมนุษย์ด้วยกันตัวของเราเองที่ไปเผาศพเราในเมืองผีนี่ยิ่งหนักกว่านั้นนะ มนุษย์ทั้งหลายเขาก็ตามไปเผาศพที่ป่าช้า

          ส่วนบาปกรรมทั้งหลายนี้ตามเผาศพเราจนกระทั่งถึงนรกอเวจีได้นะ ถ้าเรามีความดีทั้งหลายนี้ตายแล้วใครจะมากุสลาไม่กุสลา สมบัติเงินทองมีมากน้อยเพียงไรก็ตาม บุญกุศลเต็มหัวใจเราแล้วเราไปได้อย่างสะดวกสบาย สะดวกสบาย ให้ท่านทั้งหลายเอาธรรมนี้เป็นเครื่องประกันตัวด้วยการประพฤติปฏิบัติ อย่าเห็นแก่ได้แก่ธรรมอย่างเดียวไม่ดี มนุษย์เรามีคุณค่าตั้งแต่วันเกิดมา เวลาเกิดมาแล้วอะไรที่จะมีคุณค่าสมกับนามมนุษย์นี้ให้นำมาปฏิบัติ อย่าเอาสิ่งที่ไร้คุณค่าและเป็นข้าศึกต่อตัวของเรามาปฏิบัติมันจะเป็นเปรตเป็นผีในร่างมนุษย์โดยไม่รู้สึกตัวนะ ตายแล้วก็จะจมๆ

          นี่ละธรรมะพระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้ ให้พากันจดจำเอาทุกคนๆ ลูกหลานได้มาพบพุทธศาสนาเรียกว่าเลิศเลอแล้วนะ เลิศสุดยอดแล้ว ให้นำไปประพฤติปฏิบัติ ชี้นิ้วได้เลยพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าของเรา ให้นำไปปฏิบัติ ได้แค่ไหนให้เอาตามกำลังของเรา แต่ฝืนกิเลสเสมอนะ เรื่องกิเลสจะฝืนธรรมตลอด ถ้าเราอยู่อย่างคุยกันนั่งกันอยู่นี้กี่ชั่วก็ตาม โม้กันกี่ชั่วโมง หมดน้ำลาย กินน้ำกึ๊กๆ เข้าไป มีน้ำลายอีกโม้กันไปอีกก็ไม่สนใจกับเวล่ำเวลา แต่เวลาจะไปทำความดีงาม เช่นอย่างถึงเวลาจะนอนแล้วจะไหว้พระความขี้เกียจมาแล้ว ความอ่อนแอท้อแท้มาแล้ว เวลาคุยกันโม้กันไม่มี สิ่งเหล่านี้ไม่มี แต่พอจะสร้างความดีงามทั้งหลายสิ่งเหล่านี้มาขัดขวางแล้ว

          นี่ละกิเลสมันอยู่กับหัวใจของเรา จึงฝืนมันตลอด ถึงเวลาเอาทำลงไป กิเลสมีแต่มาทำลายเรา ไม่ได้มาส่งเสริมเราให้ดิบให้ดีอะไร ส่วนธรรมเป็นของดิบของดี แม้เราจะฝืนขนาดไหนทุกข์ก็ตาม ทุกข์ในระดับนี้เป็นสุขในกาลต่อไปก็คือการบำเพ็ญธรรม เรื่องของกิเลสทุกข์ในกาลนี้ด้วยทุกในกาลต่อไปด้วย นั่น มันต่างกันนะ หรือเพลิดเพลินในเวลานี้ก็เป็นทุกข์ในกาลต่อไปอีก นี่เรื่องของกิเลส แต่ธรรมนั้นถึงจะทุกข์ก็ทุกข์เพราะการบำเพ็ญความดีงามต้องทุกข์บ้าง แต่จะมีความสุขในกาลต่อไป ให้พยายามเอาอย่างนี้นะ

          เราอย่าอยู่ไปเฉยๆ นะ วันหนึ่งๆ ตื่นขึ้นมาก็ว่าเขาเสกสรรให้ชื่อให้นามว่าเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์กับเขา ก็เป็นมนุษย์แต่ร่าง แต่จิตใจมันเป็นเปรตเป็นผีไปตามยักษ์ตามมารคือกิเลสเสียทั้งหมด แสดงว่าเรานี้หมดคุณค่าไปโดยลำดับตั้งแต่วันเกิดถึงวันตาย ไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย จงสร้างคุณค่าให้แก่ตนด้วยอรรถด้วยธรรมสมกับเราเป็นชาวพุทธ ตื่นขึ้นมานี่ถ้าควรจะทำบุญทำทานใส่บาตรอย่าตระหนี่ถี่เหนียว ความตระหนี่ถี่เหนียวทำคนให้คับแคบตีบตันและตกนรกไปโดยลำดับ ความตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เคยพาใครให้เป็นคนกว้างขวาง มีบริษัทบริวารมาก และพาไปสวรรค์นิพพานเลย มีแต่พาจมๆ ทั้งนั้น เอ้ามีเท่าไรมีมากมีน้อยอยากทำบุญให้ทานให้ทำไปตามกำลังของเรา  อย่าตระหนี่ถี่เหนียว นี่อันหนึ่ง

          การรักษาศีลรักษาธรรมก็เหมือนกัน รักษาศีลก็รักษาตัวของเรานั่นแหละ จะไปรักษาใคร รักษาตัวของเราให้ดี แล้วเราก็ดีไปโดยลำดับ ศีลที่สำคัญที่สุดที่คละเคล้ากันอยู่ตลอดเวลาข้อกาเมสุมิจฉาจาร การล่วงล้ำเขตแดนของชายอื่นหญิงอื่น ซึ่งไม่ใช่สามีภรรยาของตนนี้เป็นบาปกรรมอันหนักนะ ท่านแสดงไว้ในธรรมว่ากรรมหนักมากทีเดียว อันนี้ขอให้พากันระมัดระวัง เด็ดขาดด้วยเมียคนนี้ ด้วยผัวคนเดียวเท่านี้เป็นเครื่องเด็ดขาด ฟาดกิเลสตัวกาเมสุมิจฉาจารให้ขาดสะบั้นลงไป มีแต่แม่อีหนูกับพ่ออีหนูอยู่กันสบาย ให้พากันจำเอานะ

          นี่ละเรามีศีลเด็ดขาดลงไปนี้เราผาสุกสบาย แม่อีหนูก็สบาย พ่ออีหนูก็สบาย ไปที่ไหนไม่ต้องระแวงแคลงใจซึ่งกันและกัน เพราะต่างคนต่างรักษาศีลมั่นคง ศีลนี่เป็นเพชฌฆาตสังหารตัวกาเมฯได้เป็นอย่างดี ให้ท่านทั้งหลายรักษา ศีลข้อนี้สำคัญมากนะ เวลานี้กำลังกำเริบเสิบสานในเรื่องกามกิเลส ไปที่ไหนมีแต่กามกิเลสออกหน้าออกตา การแต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนยักษ์เหมือนผี นุ่งซิ่นนุ่งผ้าอะไรนี้ปิดไว้ทางหนึ่งวับๆ แวม ๆ  หลอกกันด้วยกิเลสหลอกกันทั้งนั้น

          นี่เรื่องของกิเลสเป็นอย่างนี้นะ ไม่ทำคนให้ดี ทำคนให้ตื่นใจ ตื่นอะไรตื่นไปทางกิเลส เป็นบ้าไปกับกิเลส ให้รู้เนื้อรู้ตัว เอากาเมสุมิจฉาจารเอาเมียมาเป็นตัวประกัน ทางผู้ชายก็เอากาเมสุมิจฉาจารเป็นตัวประกัน ผัวเมียคู่นี้จะอยู่ด้วยกันเป็นผาสุกร่มเย็น มีเงินทองข้าวของ ใครมีก็ตามไอ้พวกล่วงเกินศีลธรรมสังหารศีลธรรมมีเป็นหมื่นเป็นแสนล้านก็ตามคนนี้จม ไม่มีเป็นที่รับรองได้ เราเป็นทุกข์คนจนหาเช้ากินเย็นนี้ก็ตามแต่ศีลธรรมมีในใจ แม่อีหนูกับพ่ออีหนูตายใจกันแล้วอยู่กันได้ทั้งนั้นแหละ นี่ความสุขแท้ๆ อยู่ที่ครอบครัวที่มีศีลธรรมสมบูรณ์ด้วยกัน ตายใจกันได้ นี่คือความสุข ให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้

          อย่าไปคว้าหาตั้งแต่เงินหมื่นเงินแสนเงินล้าน โดยที่สองผัวเมียภรรยาไว้ใจกันไม่ได้ นี่เอาไฟมาเผาหัวอกกัน อะไรจะหนักยิ่งกว่าผัวเมียกระทบกระเทือนกัน ใครจะรักยิ่งกว่าเมียรักผัว ใครจะรักยิ่งกว่าผัวรักเมีย ให้เราเห็นใจของเขาของเรา ไม่ว่าผู้หญิงใดชายใดก็ตามของใครก็ของเรา เป็นผู้รักผู้ชอบผู้สงวนที่สุดก็คือรักคู่ครองของตน อะไรๆ ก็ตามไม่ได้ระเวียงระวังเหมือนคู่ครองของตน จะไปแบ่งจิตแบ่งใจให้ผู้หนึ่งผู้ใดเอาไฟมาเผาตน เอากาเมสุมิจฉาจารตีมันลงไปให้ขาดสะบั้นลงไปเลย ท่านทั้งหลายจะผาสุกร่มเย็น งานการเป็นงานการคบค้าสมาคมต่อกันมากน้อยเพียไร เอาคบค้าสมาคมได้ แต่เรื่องศีลธรรมให้เป็นสมบัติอันตายตัวของเรา อย่าให้ด่างพร้อย นี่ผาสุกร่มเย็น พากันจำเอานะ

          นี่ละเรื่องศีล ศีลมีข้อนี้เป็นสำคัญ โลกนี้เวลานี้กำลังกำเริบเสิบสานด้วยกาเมสุมิจฉาจารคือราคะตัณหา เป็นบ้ากันหมด ไม่ว่าแต่ผู้ใหญ่ผู้น้อย ใหญ่เท่าไรยิ่งกิเลสตัณหาตัวนี้ยิ่งใหญ่ยิ่งมาก โอ๋ยลืมเนื้อลืมตัวไปเลยนะ นี่ละอำนาจของกิเลสมันทำคนให้เสียได้อย่างนี้ ผู้ใหญ่เท่าไรผู้มีศีลธรรมไม่เคารพนับถือ อิดหนาระอาใจ เอือมระอาไปสำหรับผู้ใหญ่คนเช่นนั้น ถ้าผู้ใหญ่ผู้ใดมีศีลมีธรรมเขาเคารพนับถือ เชื่อฟัง สั่งอะไรๆ เขาทำตามๆ นี่ความเป็นผู้มีศีลธรรม ให้ท่านทั้งหลายเอาจำเอาไว้

          ขอฝากไว้ในศีลข้อที่สาม อย่าทำลายจิตใจซึ่งกันและกัน ใจหญิงก็เป็นใจ ใจชายก็เป็นใจ มีความรักสงวนเหมือนกันหมด ขอให้เห็นใจซึ่งกันและกัน นี่ละเป็นอาวุธที่ปราบกิเลสตัวนี้ให้อยู่ราบคาบ และอยู่กันด้วยความสงบใจ นี่เป็นข้อสำคัญ อย่าปล่อยตัวนะ อย่าปล่อยให้เป็นกิเลสตัณหามาแทรกมาแซง มันเหยียบหัวไปเลยนะ กิเลสนี้คำพอมันไม่มี ได้เท่าไรยิ่งได้ โลภเท่าไรยิ่งโลภ เป็นบ้าไปเลย คือกิเลส ความพอในกิเลสไม่มี มีตั้งแต่ความหิวโหยตลอดเวลา ส่วนธรรมนั้นพออปฺปิจฺฉตา ผัวเดียวเมียเดียวพอแล้ว นั่นธรรม ไปหาที่ไหนมา

          ผู้หญิงทั่วโลกสงสารก็เหมือนผู้หญิงเมียของเรา มันแปลกต่างกันที่ตรงไหน อวัยวะทุกสัดทุกส่วนของผู้หญิงทั่วโลกกับผู้หญิงเมียเรามันต่างกันตรงไหน แล้วผู้ชายทั่วโลกกับผู้ชายผัวของเรามันต่างกันยังไง ผู้ชายคนนี้มันมีสิบอันเหรอ เหอ ถามตัวเองซิ ถ้ามันผาดโผนโจนทะยานมันอยากดีดอยากดิ้นนัก ไปหาผู้ชายก็ผู้ชายคนนั้นมันมีกี่อัน ผัวของเราก็มีอันเดียว แล้วผู้ชายคนนั้นมันมีสิบอันเหรอ แยกมาหาผู้หญิงอีก ถ้ามันเป็นบ้ากับผู้หญิงก็ถามว่าผู้หญิงคนนี้กับผู้หญิงทั่วโลกมันต่างกันยังไงบ้าง ผู้หญิงทั่วโลกเขามีพิเศษอะไรจึงเป็นบ้ากับเขา เมียเราบกพร่องอะไร ขาดเขินอะไร จึงต้องเป็นบ้า

          ให้ตีเจ้าของอย่างนี้เข้าใจไหม มันมีเท่ากัน มันเป็นบ้าแต่จิตใจที่ไม่มีความเพียงพอ อะไรดีหมดๆ ๆ จมลงไปเท่าไรก็ดีหมด ไฟเผาหัวอกกันจนแตกกระจัดกระจายตกนรกทั้งเป็นก็อันนี้แหละ ก็ดีหมด เรื่องกิเลสดีทั้งนั้นละ ถ้าเรื่องธรรมแล้วท่านปัดออกๆ ไม่มีอะไรเลิศเลอยิ่งกว่าธรรม ขอให้นำธรรมเข้ามายึดมาปฏิบัติ ท่านทั้งหลายจะมีความสงบร่มเย็นภายในจิตใจของตน ถ้าให้กิเลสเข้ามาแล้วแตกกระจัดกระจาย กิเลสไม่เคยสร้างสรรค์ ไม่เคยประสานให้ดีงาม มันมีแต่คอยแหย่คอยก่อกวนทำลาย เรื่องธรรมเป็นเครื่องประสานให้นำธรรมนี้ไปปฏิบัติ

          วันหนึ่งคืนหนึ่งดังที่พูดแล้วนี้การภาวนาอย่าปล่อยอย่าวางนะ ให้ท่านทั้งหลายฝึกหัดตั้งแต่บัดนี้ ถ้าใครยังไม่เคยภาวนาก็แสดงว่าเกิดมานี้เราไม่เต็มบาทเต็มเต็ง เราขาดภาวนา คนทั้งคนเป็นเศรษฐีก็ขาดภาวนา เป็นอะไรก็ตาม ยศถาบรรดาศักดิ์สูงขนาดไหนก็ตาม คนนี้ไม่เต็มบาทเต็มเต็ง ขาดภาวนา ขาดธรรมภายในใจ ให้ส่งเสริมจิตใจขึ้นด้วยการให้ทาน การรักษาศีล การภาวนา เราจะเป็นคนเต็มบาทเต็มเต็งเต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าเต็มตัว ไม่ได้เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าเพียงหนึ่งสลึงสองสลึง หรือสามสลึง ว่าเต็มบาทเราไม่อยากพูดแหละ

          แม้แต่พระมันก็ไม่เต็มบาททุกวันนี้ พระขาดบาทขาดตาเต็งมีน้อยเมื่อไร นี่ละพูดตามธรรมพูดอย่างนี้เอง ไม่เข้าข้างนั้นข้างนี้ พูดตามหลักความจริง ถ้าลงศีลได้ขาด ธรรมได้ขาดแล้วเป็นพระก็พระขาดบาทขาดตาเต็ง เป็นฆราวาสก็ฆราวาสขาดบาทขาดตาเต็ง เป็นข้าราชการงานเมืองชั้นไหนๆ พวกนี้พวกขาดบาทขาดตาเต็ง ไม่มีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองแล้วหาความสงบร่มเย็นแก่ตนและส่วนรวมไม่ได้ จึงต้องให้ปฏิบัติ นำธรรมอันนี้ไปบำเพ็ญตัวเอง เพื่อเป็นคติตัวอย่างแก่ตัวเองเรียบร้อยด้วยความชุ่มเย็น ไปที่ไหนคนเขาเคารพนับถือเอง ไม่ต้องบอกละ ไอ้เรื่องเคารพนับถือ เขามีหูมีตาเขามีใจ เขามีความเคารพได้เคารพได้ทั้งนั้นแหละถ้าเป็นคนดี ถ้าเป็นคนชั่วไม่อยากมองนะ

          ให้พากันตั้งใจปฏิบัติ เราอย่าไปตำหนิคนอื่นคนใดมากยิ่งกว่าการตำหนิติชมตนเองนะ ให้ดูตัวเอง ถ้าดูเขาไม่ดีเราเป็นยังไงให้ดูเรา โอปนยิโก น้อมเข้ามาสู่ภายในจิตใจของเรา ให้ดูเรามันเป็นยังไง ถ้าเราไม่ดีให้รีบแก้ไข เหมือนกับว่าเราเป็นผู้คุ้มครองรักษาตัว รับผิดชอบตัวเอง ไม่ดีตรงไหนบกพร่องตรงไหนเรานั่นแหละบกพร่อง ความทุกข์ก็จะมาหาเรา ให้แก้ไขดัดแปลงทันทีๆ นั่นละเรียกว่าเป็นผู้มีศีลมีธรรม อยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุขนะ ให้ท่านทั้งหลายนำไปปฏิบัติ

          วันนี้ก็ไม่ได้พูดอะไรมากยิ่งกว่าการภาวนา เพราะเราเห็นความเลิศเลอจากการภาวนา และหลักใจของเราจะเกิดขึ้นจากภาวนานี้เป็นส่วนใหญ่นะ อย่างอื่นอย่างใดไม่เป็นหลักใหญ่ยิ่งกว่าการภาวนา การภาวนานี้เมื่อได้ปรากฏขึ้นภายในใจ แต่ทีแรกต้องบังคับเสียก่อนนะ มันขี้เกียจขนาดไหนเอามันลงไป ความขี้เกียจมากขนาดไหน ความขยันหมั่นเพียรซัดกันลงไป เอานั่งภาวนาให้ได้อย่างน้อย ๕ นาที เรายืนเดินนั่งนอนมานี้ตั้งแต่วันเกิดกี่เวลาเราทำไมอยู่มาได้ เราจะบังคับให้ภาวนาเพื่อหาความดีงามใส่ตัวของเรา ทำไมมันภาวนาไม่ได้เพียง ๕ นาที เอาไปฆ่าเสีย ให้เอาเจ้าของไปฆ่า เอาความขี้เกียจขี้คร้านไปฆ่าเสีย เอาความขยันหมั่นเพียรเกิดแทนขึ้นมาใหม่ เป็นนักภาวนา  นักศีลนักธรรม ท่านทั้งหลายจะมีความสงบร่มเย็นเป็นลำดับลำดา

          วันนี้ก็พูดธรรมะให้ท่านทั้งหลายได้เป็นข้อคิด ตามที่ได้นิมนต์หลวงตามาก็เป็นโอกาสอันดีงามที่ได้มาอบรมสั่งสอนทางด้านศีลด้านธรรม เด็กก็ให้อบรม พ่อแม่เป็นผู้ปกครอง ให้พ่อแม่มีศีลมีธรรมก็เป็นตัวอย่างของเด็กได้เป็นอย่างดี เด็กก็เอาพ่อแม่แป็นตัวอย่างแล้วก็จะเป็นเด็กดีขึ้นมา จนกระทั่งกลายเป็นผู้ใหญ่ปกครองบ้านเมืองด้วยความสงบร่มเย็น

          นี่การแสดงธรรมวันนี้ก็เห็นว่าสมควรแก่ธาตุแก่ขันธ์ แก่เวล่ำเวลา จึงขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก