กิเลสอยู่ใต้อำนาจของธรรมทั้งนั้น
วันที่ 8 ธันวาคม 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

 

                                                                                                     เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

กิเลสอยู่ใต้อำนาจของธรรมทั้งนั้น

          (เทศน์ที่ทำเนียบรัฐบาลดีมาก) อ๋อ นั่นเทศน์ย่อ ๆ มันจามมันไอเสียก่อนยุ่งไปหมด แล้วพอดีเขามีวาระ ๆ แต่วาระเทศน์เขาไม่ได้กำหนดวัน คือเขาไม่ได้กำหนดเวลา เขามีเวลาไปนั้น ๆ ไปถึงเทศน์เขาไม่บอกเวลา หลังจากเทศน์แล้วเขาก็ต่อไปเลย เราก็รู้เองก็เราผ่านมาสักเท่าไรแล้ว เขาไม่บอกก็เพราะเขาเกรงใจนั่นเอง เลยเทศน์ตามอัธยาศัย เราก็เทศน์อย่างมากไม่เลย ๓๐ นาที เท่านั้นแหละ ทั้งไอทั้งจาม เทศน์ย่อ ๆ นิดเดียวไม่มากแต่เป็นคติดี (ฟังดีมากครับ เป็นธรรมชาติที่สุด ฟังไป ๆ พอบอก เอ๊ะ ถึงไหนแล้วก็บอกใหม่ได้ คือว่าลืมก็ถามว่าถึงไหนแล้ว แล้วคนบอกก็ตอบไม่ได้ อย่างนี้เป็นธรรมชาติมาก) ก็อย่างนั้นแล้ว เรียกว่าธรรม

ฟังเอานะ ธรรมนี้จะตรงไปตรงมา ไม่มีเหลื่อมล้ำต่ำสูงอันนั้นอันนี้ไม่มี ธรรมจะตรงไปเลยเรื่อย ฟังเอานะ ภาษาธรรมเวลาหลวงตาเทศน์ให้ฟังให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย นี้เป็นเทศน์ภาษาธรรมล้วน ๆ เราไม่เคยคำนึงไม่คิดว่าดุว่าด่าว่าเด็ดว่าขาดว่าสกปรกโสมมอะไร ไม่เคยคิด ข้อเปรียบเทียบเข้าไป ๆ กับสายธรรมที่เดินเท่านั้นเอง ไอ้เรื่องที่จะคิดอย่างที่โลกเขาเอามาขยี้ขยำ ท่านเทศน์ดุท่านเทศน์ด่า ท่านเทศน์อย่างนั้นอย่างนี้ เขามาขยี้แล้วก็ดมกัน จมูกเขานั่นแหละดมไม่ใช่จมูกเรา ช่างหัวเขาซี เราเทศน์ไปแล้วเราก็ผ่านไปเรื่อย ประกอบกับเรื่องธรรม ๆ ไปเรื่อย ๆ เราไม่เคยคิดว่าดุว่าด่า หรือว่าเด็ดว่าขาด ว่าสกปรกอะไร ไม่มี เรื่องธรรมไม่มี จะมีแต่ความจริงล้วน ๆ มีข้อเปรียบเทียบมีน้ำหนักเทียบกับอะไร ๆ มันจะมาทันที ๆ ไปพร้อมกันเลย นี่เรียกว่าภาษาธรรม

วันนั้นก็แย็บออกบ้างไม่ใช่เหรอ ภาษาป่า ภาษาธรรม ตรงไปตรงมา เรียกว่าภาษาเซ่อภาษาป่าเข้าใจไหม แต่เราไม่บอกว่าเราเซ่อ เพราะเขาทราบแล้วว่าเราเซ่ออยู่แล้ว เข้าใจหรือเปล่า วันนั้นคนก็มาก ที่สนามหลวงแน่นหมดเลยแหละ แต่เรามาคิดนิดหนึ่งไม่คิดมากแหละว่า คนมากอย่างนี้ ธรรมดางานต่าง ๆ ทั้งหลายทั่ว ๆ ไป ไม่ได้หมายถึงเราไปเทศน์นะ ทั่ว ๆ ไปทั้งหลายเสียงมันมีจอแจเป็นธรรมดา แม้ตั้งแต่ในงานศพ สองคนไปส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ๆ ใส่เสียเปรี้ยงหลงทิศไปเลย นั่นเห็นไหมล่ะ มันมาคุยกันเหรอไม่ได้มาฟังเทศน์เหรอ

กำลังเทศน์อยู่นั้นเปรี้ยง ๆ หันทีเดียวก็ใส่เปรี้ยง ๆ กลับมาก็เทศน์ใหม่ไปเรื่อย พวกนี้มันมาคุยมาโม้กันอะไร มันเอาทุกข์มาระบายกันนี่ มันไม่ได้มาฟังเทศน์ฟังธรรมนะ ใครมีกองทุกข์ที่ไหนหอบกันมา ๆ ระบายต่อกัน คนนั้นทุกข์แง่นั้น คนนี้ทุกข์แง่นี้ เอาสุขมาอวดกันมันไม่มีพวกนี้น่ะ จะเทศน์เรื่องธรรมเรื่องความสุขให้ฟังมันไม่ยอมฟัง ซัดเปรี้ยง ๆ เสร็จแล้วก็หันไปเรื่องธรรมไปอีก ไปเรื่อยเลยอย่างนั้นแหละ เป็นกรุงเทพแหละจะเป็นที่ไหน วัดธาตุทองวัดเก่ง ๆ นั่นแหละ ซัดเสียเปรี้ยงหลงทิศไปเลย อย่ามาเล่นกับพระป่านะ เอาจริง ๆ เปรี้ยงคอขาด-ขาดไปเลย จะไปสนใจกับใคร เรื่องธรรมนี้เหนือทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว มันมาเล่นกับธรรมเห็นเป็นขี้หมูราขี้หมาแห้งไปได้เหรอ เอาเสียบ้างซิ

(ไปเทศน์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ดี คนก็มากมาย) ไม่ว่าที่ไหนแหละเทศน์ คนมากทุกแห่งนั่นแหละ นั่นเขาก็มาถามปัญหาข้อหนึ่ง อย่างนั้นละถ้ามีคนถามปัญหามันได้คตินะ แต่เราเทศน์ทั่วประเทศไทยนี้เรียกว่าบกพร่องทางการถามปัญหา คือการเทศน์มันไปกลาง ๆ การถามปัญหามันซอกแซกตามความรู้ความเห็นของเจ้าของปัญหา ใครคิดอย่างไรถามมาก็ตอบกันแบบนั้น ๆ วันนั้นยังจำได้อยู่ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เทศน์จบลงแล้วเขาถามว่า เอ๊ เผาศพกิเลสเผายังไง ก็นั่นละซีไม่ใช่ผู้ตั้งใจภาวนาเผาศพกิเลส ท่านภาวนาท่านเผาศพกิเลสท่านก็รู้เรื่องเผาศพกิเลสละซี เราไปที่ไหนเห็นแต่กิเลสเผาศพคน ซัดเรื่องกิเลสเผาศพคน ทั่วโลกดินแดนมีแต่กิเลสเผาศพคน ไปใหญ่เลยอย่างนั้นแล้ว

(คุณ..ฝากมากราบถามปัญหาฝ่ายภรรยาครับผม ว่ามีหลานไปอยู่ด้วย หลานคนนี้ไม่ค่อยยิ้ม เวลากลับมาจากโรงเรียน สวัสดี พูดด้วยแล้วหน้ามันตึงไปเลย แกก็เลยหน้าตึงไปด้วย โกรธไปด้วย ฝากกระผมมาถามว่า จะทำอย่างไรไม่ให้ตึงไปด้วย กระผมบอกกระผมจะไม่กล้าถามถ้าไม่อยู่ใกล้ท่าน เดี๋ยวท่านจะดุเอา) ถ้างั้นก็เอาละ พอดีกัน ทางนี้ก็ไม่กล้าตอบ เหมาะกันแล้ว ไม่ตอบเพราะทางนั้นไม่กล้าถาม ทางนี้ก็ไม่กล้าตอบ หลานหน้าบึ้ง ย่าก็หน้าบึ้ง หลานกับย่าก็พอ ๆ กัน บอกท่านตอบมาแล้วว่า หลานกับย่านั้นพอ ๆ กัน แล้วทีนี้ย่าก็จะถามมาพอ ๆ กันยังไง หลานก็หน้าบึ้ง ย่าก็หน้าบึ้ง พอ ๆ กันเข้าใจไหม ธรรมดาที่เหมาะสม เราเป็นขนาดย่า หลานหน้าบึ้ง เราหน้ายิ้มถึงถูก ว่ายังไงหลานอย่างนั้นหลานอย่างนี้เข้าไป สักเดี๋ยวหลานก็มาหาย่าเท่านั้น วิชาสอนหลานยากอะไร แต่วิชาสอนผัวกับเมียมันสอนยากนะ ไปนี้อย่าไปทะเลาะกันนะ เอ้า ทะเลาะกันแล้ว อะไรก็ไม่รู้

เราพูดจริง ๆ ใครฟังเทศน์เราให้ฟังให้จริง คือเราไม่มีอะไรปลอมแปลงสำหรับสามโลกธาตุนี้ เราพูดจริง ๆ เปิดหมด ปล่อยหมดไม่มีอะไรเหลือเลย เหลือแต่ธรรมล้วน ๆ จะพูดไปตามอรรถตามธรรมตรงเป๋ง ๆ ไปเลย เรื่องว่าพูดดุพูดด่าพูดเด็ดพูดดุเดือดหรือพูดสกปรกโสมมอย่ามายุ่ง สายของธรรมก้าวเดินไปเรื่อย ๆ อย่างเท้าเราถ้าลงได้ก้าวเดินนี้เหยียบไปหมดแม้แต่กองขี้ ใครไม่กลัวเท้าเปื้อนก็เหยียบเลย ไม่ว่าอะไรมันหมอบอยู่แล้ว อะไรมันก็ไม่สูงกว่าฝ่าเท้า ฝ่าเท้ามันอยู่เตี้ย ๆ อยู่ต่ำ ๆ แต่เวลาไปไม่มีอะไรสูงยิ่งกว่าฝ่าเท้า ภูเขาทั้งลูกมันก็ขึ้นเหยียบได้เลย ฝ่าเท้ามันสูงกว่าภูเขา ฝ่าเท้าเราไปไหนมันเหยียบได้หมด กี่ชั้นมันก็เหยียบได้หมด

เรื่องธรรมะตั้งแต่ธรรมะพื้น ๆ เหยียบไปหมด สามแดนโลกธาตุไม่มีอะไรเหนือธรรม เพราะฉะนั้นธรรมจึงตรงไปตรงมา ไปแบบฉบับของธรรม การเทศนาว่าการจึงไปแบบของธรรมล้วน ๆ ไม่มีโลกเป็นอารมณ์เลย ไปเรื่อย ๆ ใครจะตำหนิติเตียน ชมเชยสรรเสริญ เป็นเรื่องของเขาต่างหาก เรื่องของธรรมแสดงกลาง ๆ ไปเรื่อย หลักใหญ่ของธรรมก็คือข้อเปรียบเทียบ และน้ำหนักอะไรที่จะเข้ามาเปรียบเทียบกัน เป็นน้ำหนัก จะเป็นทางเดินของธรรมเรื่อย ๆ ไป อย่างนั้นเรียกว่าธรรม ธรรมจะไม่มีสูงมีต่ำ ตรงไปตรงมา เราก็ปฏิบัติมาถึงขนาดนี้ละ

(กระผมไม่เคยนั่งสมาธิลึก แต่จิตของกระผมก็วนเวียนที่จะพิจารณา อย่างพระพุทธเจ้าสมัยที่ท่านไปเทศน์แล้วพระและคฤหัสถ์พอฟังแล้วบรรลุได้เลย แสดงว่าไม่เคยเรียนสมาธิมาก็บรรลุได้หรือเปล่า หรือว่าต้องเรียนสมาธิมาก่อน)

มันพร้อมในขณะนั้นนั่นแหละ คือมันเร็ว ช้าก็เป็นลำดับ ๆ ไป ถ้าเร็วก็พรึบผ่านปึ๋งเลย เหมือนอย่างเครื่องบินไปนี้กับรถยนต์ไป เราก้าวเดินไป เราก็เดินบนแผ่นดิน รถยนต์ไปเร็วกว่าเราเดิน ทีนี้เครื่องบินไปมันเร็วกว่ารถยนต์อะไร ๆ แต่มันก็ผ่านนี้ไปมันหากเร็วปุ๊บไปอย่างนั้น (แล้วแต่กำลังของมันและเส้นทาง) แล้วแต่กำลัง ดังที่ท่านแสดงไว้แล้ว พวกขิปปาภิญญา ทันธาภิญญา ผู้ที่รู้เร็วก็พร้อมพรึบ ๆ ไปเลย ผู้ช้าก็ค่อยเรียงลำดับลำดาไปเรื่อย ถ้าผู้เร็วก็ปั๊บพุ่งถึงเลย อย่างคำ “ท่าน” เราเขียน ท สระอา น แล้วไม้เอก เราฝึกหัดทีแรกตัว ท.ก็นึกเสียพอเต็มที่ แล้วก็มาสระอา แล้วก็มา น.แล้วก็มาไม้เอก กว่าจะอ่านได้ ๓ ชั่วโมงเข้าใจไหมล่ะกว่าจะจบ ทีนี้เวลาเราชำนาญแล้วพอว่า ท่าน มาพร้อมกันหมดเลย จะว่าขาดอะไรไม่ขาด มาพร้อม ๆ กัน ความรวดเร็วเข้าใจไหมล่ะ ว่า ท่าน คำเดียวมันมาพร้อม ๆ กันเลย มาด้วยความรวดเร็ว

อันนี้จิตของท่านผู้ที่จะสำเร็จมรรคผลนิพพานอย่างรวดเร็วก็แบบเดียวกัน พรึบ ๆ พุ่งเลยถึงที่ เหมือนเครื่องบินปั๊บพุ่งถึงโน่น อันนี้ก็ปั๊บถึงโน่น มันก็ผ่านไปนั้นละแต่มันเร็วเข้าใจหรือเปล่า ความเร็วต่างกัน ในครั้งพุทธกาลก็อย่างเห็นในตำราแล้ว ท่านเทศนาว่าการ เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมบรรลุธรรมเต็มไปหมดทั่วแดนโลกธาตุ ก็เพราะคนมีอุปนิสัยปัจจัย ในระยะที่พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้นั้นมีมาก เพราะฉะนั้นผู้บรรลุธรรมในช่วงนั้นจึงมีมาก ๆ เหมือนผลไม้รุ่นแรก รุ่นสอง รุ่นสาม ก็อย่างนั้นแหละ ต้นไม้ต้นเดียวก็ตาม รุ่นแรกดีกว่าเพื่อนใช่ไหมล่ะ รุ่นสองรุ่นสามมันก็เป็นของมันไป อันนี้คนก็เป็นรุ่น ๆ เหมือนกัน ผู้รุ่นแรกรอที่จะออกอยู่แล้ว อย่างพระเบญจวัคคีย์ทั้งห้านั่น ก็ปฏิบัติรออยู่แล้ว พอเปิดประตูปั๊บก็พุ่งออกเลย

แสดง เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเท่านั้น พอจบลงพระอัญญาโกณฑัญญะออกอุทานเลย นั่นเปิดประตูแล้ว พอลำดับที่สองเทศน์อนัตตลักขณสูตร เบญจวัคคีย์ทั้งห้าบรรลุธรรม เป็นอรหัตบุคคลพร้อมกันหมดเลย ท่านรวดเร็วอย่างนั้น มันต่างกัน ต่างกันก็ตามเถอะขอให้ตั้งใจภาวนา มันจะไปไหนไม่พ้นกิเลส มันจะอยู่ใต้อำนาจของธรรมทั้งนั้น ธรรมบีบลงไป ๆ สุดท้ายมันก็อยู่ ถ้ามีแต่มันบีบเราไม่ได้เรื่องนะ ไปที่ไหนเห็นแต่กิเลสบีบหัวคนเราเบื่ออันนี้นะ อย่างที่ว่าไปที่ไหนเห็นแต่กิเลสเผาศพคน คนไม่ได้เผาศพกิเลส มันก็แบบนั้นแหละ

สรุปทองคำเมื่อวานนี้ ทองคำได้ ๗๓ บาท ๕๐ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๔๐ ดอลล์ ทองคำที่ได้หลังจากการมอบที่ทำเนียบรัฐบาลที่ผ่านมานั้นเวลานี้ได้ ๑๐๗ กิโล ๓๐ บาท ๖๔ สตางค์

 

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก