กำแพงแดนมนุษย์กับผู้สร้างบาป
วันที่ 11 ธันวาคม 2544
สถานที่ : กระทรวงต่างประเทศ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

 

เทศน์อบรมงานผ้าป่า

ณ กระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพฯ
เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ (บ่าย)

                 กำแพงแดนมนุษย์กับผู้สร้างบาป

วันนี้นับว่าเป็นมหามงคลอันยิ่งใหญ่แก่พี่น้องชาวไทยทั้งประเทศ โดยมีท่านรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ท่านมีศรัทธาริเริ่มรวมน้ำใจในการบริจาคทานเพื่อช่วยชาติของเรา ได้ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบทั่วกันในวันนี้ และนิมนต์หลวงตามาแสดงธรรมเพื่อเป็นสิริมงคลแก่งานอันยิ่งใหญ่ของเรานี้ด้วย หลวงตามีความพอใจอย่างมาก สมกับเจตนาที่อุตส่าห์พยายามช่วยชาติบ้านเมืองมาด้วยความตะเกียกตะกายทางอายุสังขารไม่อำนวย ส่วนจิตใจนั้นเรียกว่าเต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลา ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบตามหลักความจริงที่แสดงออกนี้

จากการปฏิบัติที่ตะเกียกตะกายมาในเบื้องต้นก็เพื่อตัวเอง ครั้นต่อมาก็ค่อยกระจาย ๆ ออกไปจนกระทั่งกลายเป็นช่วยชาติบ้านเมืองดังพี่น้องทั้งหลายเห็นอยู่เวลานี้ จึงอดภูมิใจไม่ได้กับท่านรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีความเห็นพ้องกันในความรักชาติและความเสียสละ และอุตส่าห์พยายามประกาศให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายทั่วแดนไทยเราได้ทราบทั่วถึงกัน ท่านผู้ใดมีศรัทธามากน้อยจะได้มาบริจาคทาน ซึ่งเป็นน้ำใจของเราแต่ละท่าน ๆ แสดงออกจากความรักชาติ กลายเป็นความเสียสละออกมาอย่างเปิดเผย ดังที่ได้เห็นมาเป็นลำดับลำดา มีวันนี้เป็นปัจจุบันวัน และโอกาสต่อไปก็อยากจะฟังอรรถฟังธรรมเพื่อเป็นน้ำดับไฟ

ธรรมนี้เป็นความชุ่มเย็นมาก เกินกว่าที่จะนำอะไรมาเทียบว่าธรรมนี้เลิศเลอขนาดไหน ธรรมในความจดความจำ ธรรมในตำราก็เป็นธรรม แต่เป็นธรรมที่ออกมาจากความเลิศเลออย่างแท้จริงของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้ธรรมขึ้นมาแล้ว เรียกว่าพระทัย คือใจเลิศเลอ ครองธรรมทั้งแท่ง แล้วสั่งสอนสัตว์โลกตลอดมาตั้งแต่วันตรัสรู้แล้วจนกระทั่งบัดนี้ ยังประทานพระโอวาท คือแนวทางไว้สำหรับบรรดาชาวพุทธเราทั้งหลายเราได้ยึดได้เกาะ ได้ศึกษาเล่าเรียน ได้ประพฤติปฏิบัติกำจัดสิ่งไม่ดีทั้งหลายที่ธรรมท่านตำหนิ แล้วส่งเสริมสิ่งดีงามที่ท่านชมเชยสรรเสริญขึ้นเป็นลำดับลำดา จากการได้ยินได้ฟังอรรถธรรมของท่าน นี่แหละเรียกว่า ธรรมเลิศเลอ คือเลิศเลอที่พระทัยของพระพุทธเจ้าที่นำมาแสดงต่อโลก

ธรรมที่เลิศเลอโดยหลักธรรมชาตินั้น ท่านเรียกว่าธรรมธาตุ ครอบโลกธาตุไปหมด นี้คือธรรมธาตุ ท่านผู้ปฏิบัติตนตามแนวทางที่จะควรรู้ควรเห็นในธรรมเหล่านี้ก็มีพระพุทธเจ้าเป็นพระองค์แรก ทุก ๆ พระองค์ที่ตรัสรู้เรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้ ได้เข้าถึงธรรมประเภทนี้แล้ว นำออกมาประกาศสอนโลก โดยพระอาการต่าง ๆ กิริยาการแสดงออก การเสด็จไปไหนมาไหน เป็นการแสดงออกจากธรรมเหล่านี้เพื่อสัตว์โลกทั้งหลายจะได้ยึดเหนี่ยวเกี่ยวเกาะแล้วเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งของตัวเองต่อไป

นี่เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ สมกันแล้วกับศาสนธรรมที่ประกาศตลอดมาให้ได้ยึดเป็นหลักเป็นเกณฑ์ เช่น ท่านสอนไว้ว่า อย่างน้อยในวันหนึ่ง ๆ ขอให้มีการไหว้พระสวดมนต์ เช่น อิติปิโส ภควาฯ สฺวากฺขาโตฯ สุปฏิปนฺโนฯ แล้วก็ทำความสงบใจ นั่งทำใจให้สงบ มีบทคำบริกรรมหรือบทสวดมนต์เป็นคำกำกับใจ ก็เรียกว่าทำความสงบใจในเวลานั้น น้อมบุญกุศลหรือคุณธรรมทั้งหลายที่พระพุทธเจ้าประทานให้แล้วเข้าสู่ใจ รวมเป็นคำบริกรรมของเรา

เช่น ผู้เคยภาวนาเป็นคำบริกรรมว่า พุทโธก็ได้ ธัมโมก็ได้ สังโฆก็ได้ หรือธรรมบทใดที่จะยังจิตใจของเราให้สงบร่มเย็น ตามอัธยาศัยของผู้ชอบธรรมบทนั้น ๆ เราก็นำมาบริกรรม มีสติกำกับรักษาใจของเราไว้กับคำบริกรรมในเวลานั้น ไม่ส่งส่ายไปที่ไหน มีแต่คำบริกรรมกับสติจดจ่อต่อเนื่องกันเป็นลำดับ ให้จิตทำงานอยู่กับคำบริกรรมนั้น ๆ เป็นลำดับไป ไม่ให้ไปทำงานคือการส่ายแส่ไปหาสิ่งนั้นสิ่งนี้ ซึ่งเราเคยคิดเคยปรุงมามากมาย ที่ส่วนมากมักมีแต่ฝ่ายที่เป็นภัยต่อจิตใจ มายุแหย่ก่อกวนใจเราให้ว้าวุ่นขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่วันตื่นนอนจนกระทั่งหลับ หาความสงบไม่ได้ก็เพราะอารมณ์ที่เป็นภัยเหล่านี้แล เพราะฉะนั้นเวลาเราต้องการคุณสมบัติ คือธรรมอันเลิศเลอ เราจึงต้องได้น้อมนึกถึงบทธรรมที่ท่านแสดงเอาไว้ แล้วนำมาบริกรรมตามถนัดใจของตนที่ชอบกับธรรมนั้น ๆ ว่า “พุทโธ” เป็นต้น แล้วนึกอยู่ภายในจิตใจ เวลานี้เป็นเวลาที่จะสั่งสมความสงบเข้าสู่ใจ

ใจที่ได้ธรรมเป็นโอชารสอันเลิศเลอเข้าสู่ใจ ย่อมจะหยั่งเข้าสู่ความสงบ ความคิดส่ายแส่วุ่นวายทั้งหลายนั้นจะค่อยสงบตัวเข้ามา ๆ เพราะนั้นเป็นกระแสแห่งความคิดที่เคยเป็นภัยต่อเราและสัตว์โลกมานาน แต่ใครไม่ทราบว่าสิ่งนี้เป็นภัย จึงต้องเพลินคิดเพลินปรุงไปกับมันเสมอ ไม่มีเข็ดหลาบอิ่มพอ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องให้มีธรรมเข้ากำกับใจ นึกภาวนาพุทโธก็ดี ธัมโมก็ดี สังโฆก็ดี หรือมรณัสสติก็ดี กำหนดอานาปานสติ คือลมหายใจเข้าออก โดยความมีสติติดแนบอยู่กับคำบริกรรมบทนั้น ๆ ตลอดไป ไม่ให้คิดไปอย่างอื่น ให้คิดกับคำบริกรรมนี้เท่านั้น ประหนึ่งว่าโลกนี้ไม่มี มีเฉพาะคำบริกรรมกับสติที่กำกับกันอยู่เท่านั้น

ใจของเราเมื่อได้ธรรมเข้าหล่อเลี้ยงจิตใจ จะค่อยเริ่มสงบตัวเข้ามาสู่คำบริกรรม เมื่อคำบริกรรมติดต่อสืบเนื่องกันอยู่โดยสม่ำเสมอแล้ว จิตใจจะแสดงความสงบขึ้นมาภายในใจของเรา ความวุ่นวายทั้งหลายเหล่านั้นจะค่อยจืดจางหายไป ๆ จะปรากฏแต่ความสงบเย็นใจขึ้นมา แล้วความสุขก็ปรากฏขึ้นมาพร้อม ๆ กัน มากกว่านั้นก็กลายเป็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์ในจิตใจของตน ที่กำลังแสดงความสงบอยู่เวลานั้นเป็นลำดับลำดาไป นี่เรียกว่าการอบรมจิตใจของเราให้สงบเย็นด้วยบทธรรม ธรรมนี้จึงเป็นเหมือนน้ำดับไฟ ไฟนั้นได้แก่ความคิดความปรุงต่าง ๆ ที่กิเลสตัณหาหาประมาณไม่ได้ ผลักดันออกไปให้คิดให้ปรุงให้แต่งเรื่องราวต่าง ๆ ไม่มีวันอิ่มพอ นี่เรียกว่าอารมณ์ที่เป็นข้าศึกต่อใจ อารมณ์ที่เป็นคุณต่อใจ ก็คือคำบริกรรม มาระงับดับกัน แล้วก็ปรากฏเป็นความสงบเย็นใจขึ้นมา ๆ

เมื่อเราอุตส่าห์พยายามทำเป็นกิจวัตรประจำวันของเราอยู่อย่างนี้ ๆ เสมอ ไม่ขาดวรรคขาดตอน ใจของเราจะค่อยมีความเคยชินกับอรรถกับธรรมมากเข้า ๆ ถึงเวล่ำเวลาที่จะประกอบความดีนี้ งานใด ๆ จะปล่อยวางไปเอง เห็นเป็นความจำเป็นเฉพาะงานภาวนานี้เท่านั้น ในเวลาเช่นนั้น ๆ เป็นความพอใจของจิตใจเอง

แล้วผลแห่งการภาวนาของเรานี้ มีแปลก ๆ ต่าง ๆ กันสำหรับผู้บำเพ็ญ จะไม่เหมือนกันหมดทุกรายไป มีแง่ต่าง ๆ ที่จะให้เกิดความรู้ความเห็นจากจิตใจที่มีความสงบร่มเย็นนั้น ๆ ความสงบร่มเย็นนั้นแล้วเป็นความรู้แปลก ๆ ต่าง ๆ แสดงตัวขึ้นมา สิ่งที่เราไม่เคยรู้ก็รู้ ไม่เคยเห็นก็เห็น ไม่เคยปรากฏก็ปรากฏขึ้นมาแปลก ๆ ต่าง ๆ จะถามใครก็ไม่สนใจจะถาม เพราะเป็นความแปลกประหลาดและอัศจรรย์ จนกระทั่งเป็นความแน่ใจในความรู้ความเห็นซึ่งเกิดขึ้นจากการภาวนาของเราเป็นลำดับลำดาไป นี่คือผลแห่งการอบรมจิตใจ

ทีนี้เมื่อมากกว่านั้นจะมีแปลกประหลาดเข้าไปโดยลำดับลำดา นอกจากมีความสว่างไสวภายในจิตใจนี้แล้ว ยังส่องแสงสว่างไสวนี้ออกไปรอบตัวของจิตใจ เมื่อแสดงออกไปก็เหมือนดังตาของเรานี้ละอยู่กับตัวของเรา เวลาเราอยู่ในห้องเราจะมองเห็นแต่สิ่งของภายในห้อง พอเปิดประตูออกไปอย่างนี้ เราจะได้เริ่มเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่นอกจากห้องนี้ออกไปกว้างขวางไม่มีประมาณ นี่จิตใจเมื่อค่อยเปิดตัวออกมาจากกิเลสที่มันปิดบังหุ้มห่อนั้นแล้ว จะค่อยเปิดออกให้รู้ให้เห็นสิ่งต่าง ๆ

ดังพระพุทธเจ้าท่านมาประทานธรรมแก่โลก ธรรมที่ท่านประทานเหล่านี้เป็นความเสมอภาคกันหมด ไม่มีธรรมใดว่าจำเป็นไม่จำเป็น เป็นความจำเป็นตามสิ่งที่มีอยู่ หรือตามธรรม หรือสภาวธรรมที่มีอยู่นั้น ๆ เสมอหน้ากันไปหมด เช่น พระพุทธเจ้าทรงเล็งญาณทราบรอบพระทัยของท่าน นับตั้งแต่บาปบุญ บาปบุญนี้เกิดขึ้นจากความกระเพื่อมของจิต ความกระเพื่อมของจิตไปทางชั่วจะเป็นบาปขึ้นมาภายในใจของเรา เป็นบุญขึ้นมาภายในใจของเราที่จิตกระเพื่อมไปในทางที่ดี เช่น คิดถึงเรื่องบุญเรื่องกุศล ศีลทานต่าง ๆ นี้เรียกว่าจิตใจสร้างบุญขึ้นมา บุญจะปรากฏอยู่ที่จิตใจ แล้วระงับดับลงไปฝังตัวอยู่ที่จิตใจทั้งบาปทั้งบุญ นี่ท่านเรียกว่า รู้บาปเห็นบาป

พระพุทธเจ้าท่านเห็นด้วยการภาวนา จึงเห็นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ไม่ต้องไปถามใครเลย บาปก็รู้ชัดขึ้นในเวลาที่กระเพื่อม ธรรมชาติที่บาปแท้ก็รู้ขึ้นในขณะเดียวกัน แล้วระงับลงไปฝังตัวอยู่ภายในใจก็ทรงรู้อย่างเดียวกัน ในขณะเดียวกันบุญคิดขึ้นมาก็แบบเดียวกัน ๆ ทีนี้เวลาได้ตรัสรู้ขึ้นมาแล้ว จากการอบรมคุณงามความดีให้มากมูน สมควรที่จะได้รู้ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ นอกไปจากใจนี้แล้ว จิตใจจึงต้องรู้เห็นไปตามสภาพแห่งสภาวธรรมทั้งหลายที่มีอยู่ดั้งเดิม เช่น บาปมีมาดั้งเดิม เพราะสัตว์โลกทำมาตลอด บุญมีมาดั้งเดิมสัตว์โลกทำมาตลอด จึงมีบาปมีบุญสืบเนื่องกันมาเต็มโลกเต็มสงสาร เต็มจักรวาล วัฏจักร ผสมผเสกันด้วยบุญด้วยบาปนี้ทั้งนั้น แต่สัตว์ทั้งหลายไม่เห็น ส่วนพระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นหมดทุกสิ่งทุกอย่าง

จากนั้นกระจายออกไปก็เป็นพวกเปรตพวกผี พวกสัตว์นรกอเวจีประเภทต่าง ๆ ทั้งอยู่ข้างนอกทั้งอยู่ข้างใน คำว่า ข้างนอกได้แก่นอกนรกอเวจี ซึ่งมีจำนวนหลายหลุมจนจะประมาณลำบากยากอยู่ ท่านแสดงไว้ในตำราแล้วจากความรู้จริงเห็นจริงของพระพุทธเจ้า ทีนี้เวลาจิตใจได้กระจ่างออกไปแล้ว พวกเปรต พวกผี สัตว์ประเภทต่าง ๆ ที่เต็มอยู่ทั่วแดนโลกธาตุนี้ทรงหยั่งทราบตลอดทั่วถึงไปหมด นี่ท่านรู้ท่านเห็นอย่างนี้ จึงนำสิ่งเหล่านี้ที่เป็นฝ่ายชั่วมาสอนสัตว์โลก ให้พากันระมัดระวัง ให้กลัวสิ่งเหล่านี้ เพราะสัตว์โลกหรือพวกเปรตพวกผีเหล่านั้น ไปจากสัตว์จากบุคคลจากเขาจากเรานี้แล ใครทำกรรมประเภทเดียวกันกับอย่างนั้นก็ไม่พ้นที่จะไปเสวยกรรมอย่างนั้นจนได้ ท่านจึงสอนให้ระมัดระวังอย่าทำความชั่วช้าลามก

คำสอนของพระพุทธเจ้านี้ สอนออกมาจากที่ทรงรู้ทรงเห็นเป็นพยานแก่พระทัยแล้วจึงนำมาสั่งสอนโลก ไม่ได้สั่งสอนแบบโมฆะ ว่าบาปไม่มีหาว่ามี บุญไม่มีหาว่ามี พวกเปรตผีประเภทต่าง ๆ ทั่วแดนโลกธาตุ มีหาว่าไม่มี หรือไม่มีก็หาว่ามี อย่างนี้ไม่มีในพระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้า จากนั้นก็แสดงถึงเรื่องพวกนรกเป็นลำดับลำดาไป จนกระทั่งถึงนรกที่เป็น มหันตทุกข์สุดยอด นี่ก็แสดงบอกเพื่อสัตว์ทั้งหลายได้ระมัดระวัง เวลามีชีวิตอยู่นี้เรามีทางที่จะปลดเปลื้องหรือแก้ไขสิ่งไม่ดีทั้งหลายซึ่งเราอาจกำลังดำเนินอยู่ หรือเรากำลังทำอยู่ก็ได้ ให้ห่างจากตัวของเราไป อย่าได้ทำสิ่งเหล่านี้ด้วยความสนุกสนานรื่นเริง โดยเห็นว่าจะไม่มีภัยอะไรมาติดกับตัว

ความจริงธรรมชาตินั้นเป็นภัยอยู่แล้ว เราเริ่มทำลงไปเราก็เริ่มเป็นภัยต่อตัวของเราเอง ทำมากน้อยก็เป็นภัยแก่ตัวมากน้อย หนักมากยิ่งกว่านั้น เวลาตัดสินใจกันจริง ๆ ก็คือเวลาตายลงไปแล้วนี้ แดนเมืองผีกับแดนเมืองมนุษย์นี้ไม่ได้เหมือนกัน แดนเมืองมนุษย์ที่มีอะไรปิดกั้นอยู่ไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ในเวลานี้ก็คือ ธาตุขันธ์ สกลกายของเรา ความรู้สึกก็อยู่ในความรู้สึกของแดนมนุษย์ ธาตุขันธ์ก็เป็นธาตุขันธ์ของแดนมนุษย์ ความรู้สึกต่าง ๆ ไม่ว่าท่านว่าเราทั่วแดนมนุษย์จะมีความรู้ความเห็นไปตามสายทางแห่งแดนมนุษย์เท่านั้น ส่วนที่จะสามารถรู้เห็นในสายทางของแดนเมืองผีนั้นยังรู้ยังเห็นไม่ได้ ตลอดถึงกรรมที่หนักมากซึ่งเราจะต้องได้รับจากการทำกรรมชั่วของเราในเมืองผี เราก็ยังไม่รู้ไม่เห็น ยังไม่เจอ

รอจังหวะ เรียกว่าจังหวะของแดนมนุษย์กับจังหวะของแดนเมืองผีต่างกันอย่างนี้ พอชีวิตหาไม่แล้วร่างกายขาดสะบั้นลงไป เขาเรียกว่าคนตาย ทีนี้แดนเมืองผีจะปรากฏเด่นชัดขึ้นในจิตวิญญาณดวงนั้น ในเวลานั้นนั่นแล นี่ละที่ว่าสัตว์ตกนรก พอจากขันธ์ของมนุษย์นี้แล้ว ก็เป็นเรื่องของเมืองผีไปหมด อะไรกลายเป็นเรื่องของเมืองผีไปทั้งนั้น นรกก็นรกเมืองผี บาปกรรมก็เป็นบาปกรรมของเมืองผี เราที่เคยเป็นมนุษย์ก็กลายเป็นผีสัตว์นรกไปเลย เสวยกรรมอยู่ในเมืองผีนั้น นี่พระพุทธเจ้าท่านทรงทราบได้อย่างชัดเจนอย่างนี้ จึงต้องทรงสอนให้สัตว์ทั้งหลายได้รู้บาปรู้กรรมเสีย ตั้งแต่เวลาที่จะแก้ไขดัดแปลงได้ในความเป็นมนุษย์ของเราอยู่นี้ ถ้าตายจากนี้แล้วจะแก้ไขไม่ได้เลย

เหมือนนักโทษที่เขาตัดสินให้เป็นนักโทษในเรือนจำแล้ว จะแก้ไขอย่างไรก็ไม่ได้ เพราะมันสายเกินไปแล้ว นักโทษจะหลบหลีกปลีกตัวตั้งแต่เจ้าหน้าที่เขาจับยังไม่ได้เท่านั้น แต่นักโทษนั้นยังมีที่ลับที่แจ้งนะ ถ้าเขาจับตัวไม่ได้ก็ถือว่าตัวบริสุทธิ์ ไปฉกไปลัก ปล้นสะดม ฆ่าคนมากี่คนก็ตาม เรียกว่าทำความชั่วช้าลามกมากมาย เวลาเขายังจับไม่ได้ก็ยังประกาศตนอยู่ในแดนมนุษย์นี้ว่าเขาบริสุทธิ์ เขาอยู่ในแดนมนุษย์นี้เขาพูดได้ว่าเขาบริสุทธิ์ แต่พอคนคนนี้แหละตายไปเท่านั้น เขาจะจับไม่ได้ก็ตาม แดนเมืองผีไม่มีทางที่จะพ้นมือแห่งกรรมของตนที่ทำไว้ไปได้เลย อันนี้เป็นของสำคัญมาก จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้พินิจพิจารณา

เราเป็นชาวพุทธ พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว ไม่มีศาสนาใดจะเสมอเหมือน เพราะศาสนาของพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาของผู้สิ้นกิเลส ทรงโลกวิทู รู้แจ้งโลก ทั้งโลกนอกโลกในไว้อย่างทั่วถึง ไม่มีที่ใดปิดบังลี้ลับได้เลย นี่คือพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์มาตรัสรู้นี้ มาตรัสรู้เป็นความบริสุทธิ์พุทโธด้วยกันทุก ๆ พระองค์ เพราะฉะนั้น การทรงรู้ทรงเห็นสิ่งต่าง ๆ จากพระจิตที่เปิดเผยจากความมัวหมอง ความมืดตื้อของกิเลสออกหมดแล้ว จึงทรงรู้ทรงเห็นเหมือน ๆ กันหมด ด้วยเหตุนี้เองพระพุทธเจ้าองค์ใดมาตรัสรู้ จึงมายอมรับกันโดยไม่มีคลาดเคลื่อนเลยและไม่มีขัดแย้งกัน ว่าบาปมี บุญมี นรกมี มีกี่หลุม สวรรค์มี พรหมโลกมี นิพพานมี เปรตผีประเภทต่าง ๆ ทั่วแดนโลกธาตุมี ยอมรับเหมือนกันหมด

เช่นเดียวกับเราที่ไปรู้ไปเห็นสิ่งต่าง ๆ ด้วยกันแล้วก็ไม่มีที่จะขัดแย้งกัน เพราะต่างคนต่างรู้ต่างเห็นอย่างเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่เป็นตาเนื้อไม่ละเอียดแหลมคมเหมือนตาญาณของพระพุทธเจ้าเลย เราก็ไม่ได้คัดค้านกัน ยอมรับกันทั่วดินแดนตลอดมา นี่ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พระพุทธเจ้าทรงเล็งญาณดูพวกสัตว์ทั้งหลายทั่วแดนโลกธาตุนี้นับตั้งแต่พวกเปรตพวกผี พวกสัตว์นรกอเวจี ขึ้นสวรรค์ชั้นพรหม เป็นความรู้แจ้งเห็นจริงไปหมดด้วยกัน เพราะฉะนั้น การนำธรรมมาแสดง จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดก็ตามมาตรัสรู้ธรรมแล้วย่อมรู้เห็นสิ่งเหล่านี้ด้วยกันหมด จึงต้องแสดงธรรมเหล่านี้เป็นแบบเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้เราซึ่งเป็นสัตว์โลก มิหนำซ้ำได้เป็นชาวพุทธ จึงขอให้พินิจพิจารณาพระวาจาของพระพุทธเจ้า เฉพาะอย่างยิ่งคือพระสมณโคดมนี้ให้ถึงใจ อย่าได้ถือพระวาจานั้นเป็นของไม่สำคัญยิ่งกว่ากิเลสตัวหลอกลวงต้มตุ๋นเรามาตลอด ซึ่งทำความทรมานให้เรามากมายที่สุด ตกนรกหมกไหม้ ธรรมไม่พาให้ตกนะ กิเลสนั้นหลอกให้สัตว์โลกทำความชั่วด้วยความเพลินตัว และไปตกนรกหมกไหม้ นี่ละเรื่องของ …… ต้องขออภัยการเทศน์ความจำหลงลืมไปนะ ตัดขาด ๆ ไม่ติดต่อกันไป จึงขออภัยในความไม่สะดวกของท่านผู้ฟังด้วย เพราะความจำหลงลืม

ตะกี้นี้ก็พูดถึงเรื่องแดนนรก ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้นี้เป็นแบบเดียวกันหมด ใครจะค้านสักเท่าไรก็ผิดไปทั้งเพ ๆ แล้วก็นำผลลบมาให้ตัวเอง ค้านเท่าไรก็ยิ่งพอใจจะทำความชั่วช้าลามก ส่วนที่จะทำพอใจในความดีไม่ค่อยมีและไม่มี มีแต่จะทำความชั่วช้าลามก ครั้นทำลงไปแล้วด้วยความเพลินใจ ผลกลับตอบแทนขึ้นมานั้นเป็นความเสียอกเสียใจผิดหวังและสายไปเสียแล้ว ๆ สัตว์ที่ตกนรกไม่มีใครอยากตก แต่ไปเจอเข้าแล้ว มันสายไปเสียแล้ว กลายเป็นเมืองผีไปแล้ว ดังที่พูดเบื้องต้นว่า เมืองมนุษย์กับเมืองผี หัวใจดวงเดียวกันก็ตามแต่ไม่เหมือนกัน

หัวใจที่ยังอยู่ในธาตุในขันธ์นี้เป็นความรู้ประเภทหนึ่ง เป็นหัวใจกับธาตุขันธ์ประเภทหนึ่ง

** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์
แชร์

<< BACK

หน้าแรก