เกียรติที่แท้จริงคือบุญกุศล
วันที่ 1 ธันวาคม 2548 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

เกียรติที่แท้จริงคือบุญกุศล

ก่อนจังหัน

เราเห็นสภาพของวัดป่าบ้านตาดที่เหลือเฟือไปด้วยจตุปัจจัยไทยทานต่างๆ เราก็เป็นนักท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย เลยอยากจะพูดว่า ไม่ใช่อวด เอาหลักความจริงมาพูด เราเที่ยวหมดทั่วประเทศไทย วัดสูงสุดเราเข้าหมด ครั้นสุดท้ายก็มาเห็นวัดป่าบ้านตาดนี้ อาหารการกินทุกอย่าง ปัจจัยไทยทานกำลังท่วมพระ พระกำลังดิ้นมันจะตาย เดี๋ยวนี้นะ คือมันท่วมมาก วัดนี้ท่วมมากจริงๆ เพราะเราเที่ยวไม่ว่าทางปริยัติ ไม่ว่าทางภาคปฏิบัติเราเข้าหมดเลย มันก็เห็นทุกสิ่งทุกอย่างซิ ทีนี้รวมมาแล้วก็มาเห็นอาหารที่วัดป่าบ้านตาดนี่ รู้สึกว่าพิลึกพิลั่น ถ้าพระองค์ไหนไม่ฉลาดมันตายอยู่นี่นะ ถ้าไม่ฉลาดอาหารท่วมหัวมันตายละพระวัดป่าบ้านตาดนี่

เห็นสภาพนี้แล้ว กับสภาพที่อยู่ในป่า สภาพที่อยู่ในป่านี้อาหารพอได้ฉัน ข้าวเป็นพื้น ฉันข้าวเปล่าๆ ละมากต่อมากอยู่ในป่าในเขา ได้อะไรบ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่สำคัญที่ท่านไม่เป็นอารมณ์กับอาหาร จิตใจของท่านดิ่งในธรรมๆ ท่านจึงไปหาอยู่ที่อดอยากขาดแคลนๆ แต่ธรรมเจริญๆ ขึ้นตลอดๆ นี่ละครูบาอาจารย์ของเรามีหลวงปู่มั่นเป็นต้น สถานที่ใดที่ลำบากลำบนนี่ พ่อแม่ครูจารย์มั่นเรานี่เข้าถึงหมดๆ เลย นั่นละท่านผู้ได้นำอรรถนำธรรมมาให้โลกได้กราบไหว้บูชาท่านเป็นอย่างนั้น ท่านไม่ได้อยู่แบบเหลือเฟือฟุ่มเฟือยทุกอย่าง กินแล้วนอนเหมือนหมู ประเภทนี้ประเภทตายจม

อย่างประเภทพ่อแม่ครูจารย์ม่น นั่นประเภท สรณํ คจฺฉามิ ของสัตว์โลกทั่วๆ ไป เราอดไม่ได้เพราะผ่านไปหมด ที่ไหนๆ ผ่านทั้งนั้นๆ ใครสติดีปัญญาดีเอาตัวรอดๆ ถ้าใครโง่เขลาเบาปัญญาก็นอนจมไปกับปัจจัยไทยทานทั้งสี่นี้แหละ อันนี้เขามาถวายเพื่อบุญเพื่อกุศล เขาเป็นบุญเป็นกุศล แต่เราจม ใครโง่ใครฉลาดพิจารณาซิ ประชาชนเขามีความเฉลียวฉลาด นำจตุปัจจัยไทยทานมาถวาย นำบุญเข้าสู่จิตใจ แต่พระที่โง่มีเท่าไรกว้านมาๆ ท่วม กินแล้วนอนเหมือนหมูไม่ภาวนาเลย กินมาก นอนมาก ขี้เกียจมาก เข้ากันได้สนิท จะเอานี้หรือเป็นสรณะ กินมาก นอนมาก ขี้เกียจมาก นี่หรือเป็น สรณํ คจฺฉามิ ของพระกรรมฐานเราน่ะ ให้เอาไปพิจารณานะ

ถ้าจะเอา พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ สติปัญญาต้องติดแนบกับตัว อะไรเป็นภัยต่อธรรม เป็นคุณต่อธาตุก็ตามแต่เป็นภัยต่อธรรม ท่านปัดๆ นะ นี่ละการปฏิบัติธรรม ครูบาอาจารย์องค์ใดที่ได้นำธรรมมาสอนโลก ยังปรากฏชื่อลือนามอยู่ทุกวันนี้ เราได้กราบได้ไหว้ท่านอยู่ มีแต่ท่านผู้สมบุกสมบันทั้งนั้น ท่านไม่ได้อยู่ด้วยความเหลือเฟือทุกอย่าง ได้ธรรมมาจากการอยู่กินหลับนอนเหลือเฟือนะ ท่านได้มาจากที่แร้นแค้นกันดาร ธรรมเจริญๆ ออกมาเป็นสรณะของโลกให้ได้กราบไหว้บูชาทุกวันนี้ ให้เรานำท่านมาเป็นสรณะ เป็นที่ระลึกในจิตใจของเรา

อย่าตื่นกับอะไร จิตให้มุ่งต่อธรรมตลอดเวลา ผู้ที่รู้จักประมาณในการขบการฉัน สติจะดี ยิ่งผู้ผ่อนผู้อดอาหารแล้ว สำหรับนิสัยที่ถูกต้องกันแล้วดี ดีมากว่างั้นเลย เพราะฉะนั้นพระวัดป่าบ้านตาดจึงไม่ค่อยมาฉันครบละ เราไม่เคยเห็นท่านมาฉันครบองค์นะ ขาดไปไม่ทราบวันหนึ่งกี่องค์ น้อยเมื่อไรอยู่ในวัดนี้ มีแต่ท่านส่งเสริมธรรมสั่งสมธรรมทั้งนั้น

สติเป็นสำคัญ อาหารเหล่านี้ถ้ามีมากทำลายสติ สติกับปัญญาถูกทำลายไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นท่านจึงมีการลดการหย่อนการผ่อนผันทุกอย่าง คอยดูตั้งแต่สติปัญญาจะก้าวหน้าหรือจะคงที่หรือจะถอยหลัง ท่านคอยสังเกตด้วยอาหารปัจจัยเหล่านี้เป็นเครื่องเสริมธาตุขันธ์ แต่เป็นเครื่องเหยียบย่ำทำลายธรรมสำหรับผู้ไม่รู้จักประมาณ ให้ท่านทั้งหลายจำเอานะ

ธรรมเหล่านี้ในประเทศไทยมีใครมาเทศน์อย่างนี้ เราอยากจะพูดอย่างนี้นะ ธรรมที่กล่าวอยู่เวลานี้ เรียนจบพระไตรปิฎกก็จบมาเถอะน่ะ กี่ประโยคๆ ใครได้พิจารณาธรรมเหล่านี้ จนถึงกับบรรจุเข้าสู่ใจและนำมาสอนโลก ในโลกปัจจุบันนี้มีใคร เราอยากว่าอย่างนั้นนะ ก็มีแต่อีตาบัวองค์เดียวนี้มาพูด รู้หรือไม่รู้ หรือเอามาด้นเดาเกาหมัดสอนเขาก็ไม่รู้แหละ ให้ท่านทั้งหลายฟังเอา ด้นเดาหรือไม่ด้นเดาฟังเอา เราเทศน์มาได้เป็นเวลา ๕๕ ปีนี้แล้ว แต่ที่ออกสนามจริงๆ ช่วยชาติบ้านเมืองก็หกเจ็ดปีมานี้แล้ว ผิดหรือถูกให้ท่านทั้งหลายเอาไปพิจารณา

ธรรมนี้เป็นธรรมสอนโลก จะต้องตรงไปตรงมา ไม่มีพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงหลายสันพันคมแบบกิเลส อะไรๆ ก็เจริญพรๆ ดังที่พ่อแม่ครูจารย์มั่นเคยเล่าเราขบขันจะหัวเราะ เราจะตายนะ ท่านพูดเฉย ท่านสอนพระเวลาจนตรอก เวลาจะฉันจังหัน นั่งเงียบเลยนะ ท่านขึ้น เรานี้อดหัวเราะไม่ได้ บังคับเอาไว้ท่านพูดขบขันนี่นะ พูดเฉย ท่านไม่มีอะไรท่านพูดเฉยว่า กรรมฐานเรานี้ ถ้าที่ไหนอาหารการกินมามากๆ หม้อใหญ่ๆ ปิ่นโตหลายเถามาแล้ว สถานที่นั่นว่า อากาศดีนะโยม อากาศดีปลอดโปร่งทุกอย่าง สะดวกสบายทุกอย่าง ถ้าไปตรงไหนขาดแคลนบ้าง อ๊ย ที่นี้อึดอัดหายใจไม่ออก อาตมาจะลาละโยม

ท่านพูดเฉยนะ แต่เรามันจะตาย ท่านสอนพระ ท่านพูดเฉยๆ ไม่มีอะไร แต่เรามันดิ้นอยู่ภายใน บังคับไว้ ไม่งั้นมันอดหัวเราะไม่ได้ อาตมาจะลาละโยม ที่นี่อากาศไม่ดี อู๊ย ท่านพูดขบขันดี มันจะตายมันไม่ได้สะแตกซิ เวลาท่านสรุปนะ มันไม่ได้สะแตกมันจะตาย มันจะไปละ ท่านพูดนี้ท่านเฉยตลอด ไอ้เราอดหัวเราะไม่ได้ มันจะตาย ตรงไหนที่ปิ่นโตมากๆ หม้อใหญ่ๆ มาแล้ว ที่นี่อากาศปลอดโปร่งโล่งดีนะโยม ท่านว่า ท่านพูดเฉย แต่ผู้ฟังจะตาย ท่านเฉยนะ ท่านไม่ได้พูดมีอะไร จำเอานะพวกอากาศโปร่งๆ มี จำให้ดีนะ วัดป่าบ้านตาดนี้อากาศปลอดโปร่งดี พากันเจริญพรให้เขาซิ มาใส่บาตร เจริญพรให้เขาอย่าฉันเฉยๆ ปลอดโปร่งๆ เอาละให้พร

หลังจังหัน

เดี๋ยวนี้อะไรๆ มารวมอยู่กับเราหมดนะ หนักมากอยู่ เช่นอย่างเจดีย์วัดอโศฯ ก็เหมือนกันมารวมอยู่นี้หมด ที่จะมารวมก็คือเราได้พิจารณาเรียบร้อยหมดแล้ว ลงตัว เราจะอาราธนาพระธาตุของครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ท่านมรณภาพไปแล้ว เรียกว่าเป็นครูบาอาจารย์ประเภทเพชรน้ำหนึ่งๆ  เราจะอาราธนาท่านมาประดิษฐานอยู่ที่เจดีย์ วัดอโศการาม ทีนี้งานเขาทำไป แต่ก่อนก็ท่านทองนั่นแหละสะเปะสะปะทำไป มันก็ไม่พ้น เมื่อไม่พ้นแล้วเราก็เข้ารับเลยทันที งานไม่ให้หยุด นั่นเอาละนะ คือไม่ให้มีหยุดชะงักว่าขาดเงินขาดทอง เอ้าทำไปเลย เราตัดคอรองเข้าไปแล้วนั่น จึงว่าหนักมาก

(รถขนน้ำมันกำลังเข้ามาในวัด) นั่นเห็นไหมเป็นถังๆ เข้าปั๊มน้ำมัน นี่ปั๊มน้ำมัน เต็ม เดี๋ยวนี้มันน่าจะถึงล้านเดือนหนึ่ง ค่าน้ำมัน คือน้ำมันโรงพยาบาลต่างๆ โรงไหนมาไม่ว่าใกล้ว่าไกล เวลาขากลับออกไปนี้เติมน้ำมันให้เต็มถังๆ เหมือนกันหมด นี่ที่น้ำมันเอามานี้

เราพูดถึงเรื่องวัดอโศการาม เวลานี้ไม่ให้หยุดบอกเลย งานให้เดินทะลุ จำเป็นจริงๆ ไม่มีอะไรเราจะยอมรับหมดทุกอย่าง ติดคุกติดตะรางเราจะติดเพื่อครูอาจารย์ทั้งหลาย เพื่อไม่ให้งานนี้หยุดชะงัก เสียไป ก็หนักอยู่กับเราอีก ที่เราส่งเงินของวัดไปจริงๆ ๑๒ ล้านแล้ว ส่งไป ๔ ชุดๆ ละ ๓ ล้าน เวลานี้จวนเข้าไปทุกทีๆ แล้ว นี่ก็เราตัดคอรองเข้าไปแล้ว จึงว่าหนักมากสำหรับเรา อะไรที่จำเป็นๆ มักจะเข้ามาที่นี่ๆ เราเป็นผู้รับๆ ไป นี่ก็กำลังรับคลังหลวงเพื่อพี่น้องลูกหลานชาวไทยเรา ให้ไหลเข้ามาๆ ในคลังหลวง คลังหลวงคือหัวใจของชาติ ที่เป็นหลักจริงๆ ก็คือทองคำ เราจึงเสาะแสวงตลอดทองคำ

เพราะเราได้เข้าไปดูเองทองคำในคลังหลวงของเรามีน้อย จึงต้องพยายาม ก็ได้สมมักสมหมายตามกำลังศรัทธาของเรานั้นแหละ ได้ทองคำถึง ๑๑ ตัน รวมทั้ง ๓๗ กิโลครึ่งนี้บวกกับประเภทที่น้ำไหลซึมก็จะเข้า ๒๐๐ กิโลแล้ว เรียกว่า ๑๑ ตันกับ ๒๐๐ กิโลไม่ผิดแหละ ยังจะมาเรื่อยๆ  นี่ก็เพราะเราเป็นห่วงในหัวใจของชาติไทยเรา ทั้งหมดมารวมอยู่จุดนี้ จึงต้องพยายามตะเกียกตะกาย รบกวนบรรดาพี่น้องทั้งหลายออดอ้อนเอาทุกแบบ ที่จะเข้าสู่หัวใจของพี่น้องชาวไทยเรา สำหรับเราไม่เอาอะไรเลย ฟังซิน่ะ ดีดดิ้นมาเท่าไรแล้ว สตางค์หนึ่งเราไม่เคยสนใจที่จะรับมาเป็นของเรา มีเท่าไรออกหมดๆ เพราะอำนาจแห่งความเมตตาสงสารนั้นแหละไม่ใช่อะไร สงสารลูกหลานไทยของเราจะไม่มีมรดกให้เป็นหลักเป็นเกณฑ์แก่ชาติของตน เราจึงต้องตะเกียกตะกาย

สำหรับเราเองเราไม่มีอะไรแล้ว เราพูดให้ชัดเจนประกาศอย่างเปิดเผยเลยจากหัวใจดวงนี้ เราไม่มีอะไรแล้วบรรดาสมมุติที่จะเข้ามาผ่านในหัวใจนี้ สมมุติก็ดังที่เราเสาะแสวงหานี่ เป็นสมมุติประเภทดี แน่ะ เราก็ขวนขวายเต็มที่เพื่อพี่น้องลูกหลานไทยเรา เราไม่ได้เพื่อเล็กๆ น้อยๆ นะ ถ้าเรามีอันนี้ไว้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ในชาติไทยของเราแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมีค่าขึ้นโดยลำดับ แข็งขึ้นเรื่อยๆ  ขอให้ได้ทองคำเข้าสู่คลังหลวง เงินของเราก็จะแข็งตัวขึ้นๆ ทุกสิ่งทุกอย่างแข็งไปตามๆ กันเพราะทองคำเป็นสำคัญ เราจึงต้องเสาะแสวงหาจุดสำคัญนี้

เราก็ยังหวังอีก หวังสุดท้ายนะ เราเขียนพินัยกรรมอย่างแบบตายตัวด้วยนะ เวลาเราตายแล้ว ให้เอาพินัยกรรมเราอ่านประกาศ เท่ากับตัวของเราเองออกประกาศเลย สมบัติเงินทองข้าวของบรรดาพี่น้องทั้งหลายที่นำมาบริจาคในงานศพของเราว่างั้นเถอะ สำหรับเงินนี้เราจะเอาเข้าคลังหลวงทั้งหมด แต่เราบอกว่าจะซื้อทองคำเข้าคลังหลวง อันนี้ก็ไม่แน่ ขอให้เข้าคลังหลวงแหละ แต่จุดใหญ่เรามุ่งซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวงเลยทีเดียว

เราไม่เอาอะไรเราบอก สำหรับเราเอาแต่ไฟมาเผาเท่านั้น สิ่งที่มีชีวิตพวกที่มีชีวิตอยู่นี้อาศัยเหล่านี้ เราจะเอานี้ทุ่มเข้าไป นี่วาระสุดท้ายของเรา เปิดให้ชัดเจนเราจวนจะตายแล้วนี่ว่าไง จะอยู่ไปกี่วันกี่คืน อาศัยลมหายใจเป็นผู้พิพากษาตัดสินอย่างใหญ่หลวงมาก โลกนี้สัตว์โลกอยู่กับลมหายใจ พอลมหายใจขาดเท่านั้นขาดไปหมด ใครจะว่ามีอะไรๆ ก็ว่ากันไปลมๆ แล้งๆ ไปอย่างนั้น แต่ที่สมบุกสมบันมากอยู่ที่ใจ อยู่ที่ตรงนั้น เพราะฉะนั้นจึงให้หาสาระสำคัญเข้าสู่ใจ สิ่งเหล่านั้นอาศัยชั่วกาลเวลา ไม่ว่าท่านว่าเรารู้กันทราบกันทั่วหน้า แต่จิตใจที่เกี่ยวกับบาปกับบุญกับศีลกับธรรมอะไรนี้ไม่ได้คิดกันนะ เราจึงได้กระตุกเข้าไปเรื่อยๆ

เมื่อมันเปิดออกไปแล้วมันเห็นหมดนี่จะว่าไง พระพุทธเจ้าสอนไว้ค้านได้ที่ตรงไหน ไม่มีที่ค้านเลย ในสามแดนโลกธาตุนี้มีศาสดาองค์เดียวที่มองโลกได้ตลอดทั่วถึงหมดในบรรดาสมมุติทั้งมวล นิพพานเป็นแดนวิมุตติ นั่นท่านอยู่นิพพานท่านดูเรื่องสมมุติทั้งหมดอย่างตลอดทั่วถึง จึงเรียกว่า โลกวิทู รู้แจ้งโลกนอกโลกในตลอดทั่วถึง คือศาสดาองค์เอกของเรา ท่านนำเหล่านี้มาสอนโลก ให้พากันพิจารณาตามท่านสอนนะ ถ้าข้ามพระพุทธเจ้าก็เท่ากับเหยียบหัวพระพุทธเจ้า แล้วก็จมลงในนรกๆ

มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นเราตายใจหมอบราบเลย เวลาเข้าถึงกันแล้ว เราเคยคิดว่าพระพุทธเจ้าองค์นั้นๆ นี้เป็นความคาดความคิดนะ คิดไว้ธรรมดา เหมือนพระพุทธเจ้าเป็นองค์ๆ อยู่ตรงนั้นๆ เป็นอย่างนั้นนะมันวาดภาพพจน์ออกไป แต่เวลาจ้าเข้าไปถึงกันแล้วมันเป็นเหมือนกับน้ำมหาสมุทรทะเลหลวง คือแม่น้ำไหลมาจากสายใดๆ คือบรรดาสัตว์โลกที่สร้างบารมีมา เป็นแม่น้ำไหลเข้ามาหามหาสมุทรทะเลหลวง ที่เรียกว่าแดนนิพพาน ใครสร้างมากน้อยจะค่อยหนุนเข้ามาใกล้เข้ามาๆ ผู้ที่กำลังสร้างความดีงามทั้งหลายก็หนุนกันเข้ามาเรื่อยๆ น้ำสายต่างๆ ที่ไหลมาพอถึงน้ำมหาสมุทรแล้ว เป็นมหาสมุทรอันเดียวกันหมด จะเรียกน้ำสายนั้นสายนี้ไม่ได้เลย

อันนี้บรรดาผู้สร้างบารมีมา เมื่อเข้าถึงแดนนิพพานผึงเท่านั้นละ เป็นเหมือนกับแม่น้ำไหลเข้าสู่มหาสมุทร เรียกมหาสมุทรคำเดียว พระพุทธเจ้าหรือท่านผู้ใดที่บริสุทธิ์วิมุตติ พอจ้าเข้าไปตรงนั้นแล้วเป็นมหาวิมุตติมหานิพพานเหมือนกันหมดเลย ไม่มีว่าองค์นั้นองค์นี้ เข้าเป็นอันเดียวกันหมด นั่นเป็นอย่างนั้น ให้มันรู้ชัดๆ ในหัวใจซิ แต่ก่อนเราก็คาดอย่างนั้นละ คาดพระพุทธเจ้าองค์นั้นองค์นี้ พอเข้าถึงนั่นแล้วเป็นอันเดียวกันหมดเลย มาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังนี้ยังว่าอวดอยู่เหรอ ผู้สอนสอนแทบเป็นแทบตายด้วยความเมตตา ผู้ที่หาบมูตรหาบคูถมายังจะมาคัดค้านต้านทานธรรมมันจะจมตลอดไป พวกนี้หาวันฟื้นไม่ได้ พวกที่จะจมตลอดไปคือค้านธรรมะพระพุทธเจ้า

ใครค้านธรรมะพระพุทธเจ้า จะเก่งขนาดไหนก็เก่งแต่ลมปาก เก่งแต่ทิฐิมานะของกิเลสที่จะเหยียบหัวเจ้าของเท่านั้นเอง ที่จะเก่งอย่างอื่นไม่มี ถ้ายอมรับพระพุทธเจ้าแล้วเรียกว่ายกตนขึ้นทันที ใครยอมรับพระพุทธเจ้า กราบไหว้พระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามทางของศาสดาแล้ว เรียกว่ายกตนๆ เทิดทูนพระพุทธเจ้าไปในตัวๆ เสร็จ ถ้าใครคัดค้านต้านทานธรรมพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นศาสดาองค์เอกนี้ เท่ากับเหยียบหัวพระพุทธเจ้า แล้วก็เหยียบหัวตนเองไปพร้อมกัน จมไม่มีวันฟื้นฟูขึ้นมาได้เลย ท่านทั้งหลายจำเอานะ

เราพยายามที่สุดแล้วสอนโลก สอนอย่างแม่นยำเสียด้วยไม่ได้สงสัย การเรียนมาตามตำรับตำรา สาธุ เราไม่ได้ประมาทนะ เรียนไปถึงไหนความสงสัยติดแนบๆ ไปตามนั้นละ แทรกไปนั้น มันไปแบ่งกินๆ  แต่พอเวลามันจ้าเข้ามาในหัวใจนี้หมดเลยนะ เรื่องที่ว่าบาปบุญ นรกสวรรค์ มีหรือไม่มี หมดโดยสิ้นเชิง กราบพระพุทธเจ้าอย่างราบเลย ขอให้เข้าถึงหัวใจอย่างเดียวกันแล้วหายสงสัย ไม่มีจะถามกันละ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลายท่านไม่ได้ถามกัน ไม่ว่าภายนอกภายใน ภายในคือความบริสุทธิ์ ท่านถามกันหาอะไร สนฺทิฏฺฐิโก สุดยอดผางเข้าไปเท่านั้นไม่ต้องไปถามใคร

ทีนี้สิ่งที่จะรู้รอบตัวนั้น แบบบาปบุญ นรกสวรรค์ พรหมโลก นิพพาน นี่รอบตัว ท่านก็รู้รอบไปหมดแบบเดียวกัน ตามภูมิของท่าน แล้วก็เป็นพยานกันได้เป็นอย่างดี แล้วท่านจะไปถามกันหาอะไร นั้นละธรรมพระพุทธเจ้าเมื่อเข้าถึงใจแล้วหายสงสัยไปหมด ไอ้เรื่องกิเลสเข้าอยู่ในใจมีแต่ความสงสัยสนเท่ห์ แบกแต่กองทุกข์เต็มหัวใจ คนที่ไม่มีธรรมนั่นละคือคนทุกข์ที่สุด เป็นมหาเศรษฐีก็มหันตทุกข์อยู่ในนั้น เราอย่าเอาวัตถุมาเป็นความสุขมาเป็นเกียรติของคนนั้น เกียรติลมๆ แล้งๆ เกียรติที่แท้จริงคือบุญกุศล ความดีงามอยู่ในใจแล้วนี้เกียรติสำคัญ ไม่ต้องไปหาใครที่ไหนแหละ

พูดนี้ก็ย่นเข้ามาหาพระเรา เวลานี้พระเรากำลังเป็นบ้าหายศหาลาภ อรรถธรรมที่เลิศเลอมันไม่ยอมมองนะ พระพุทธเจ้าสอน บวชเข้ามาไล่เข้าในป่า นั้นละเกียรติยศชื่อเสียง ความบริสุทธิ์บริบูรณ์เลิศเลออยู่ในป่านั้น รุกฺขมูลเสนาสนํ บรรพชาอุปสมบทแล้ว ให้ท่านทั้งหลายเข้าไปอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ ในป่าในเขา ตามถ้ำเงื้อมผา ป่าช้าป่ารกชัฏ ที่แจ้งลอมฟาง ที่แจ้งก็คืออัพโภกาส แล้วให้อยู่และบำเพ็ญในสถานที่เช่นนั้นตลอดชีวิตเถิด ยาวชีวํ อสฺสาโห กรณีโย ให้ทำความอุตส่าห์พยายามอย่างนั้นตลอดชีวิตเถิด นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

คำสอนของกิเลสมันไล่เข้าตลาดกระดูกหมูกระดูกวัว ทีนี้พระเราแทนที่จะเข้าป่าตามที่พระพุทธเจ้าสอนมันไม่ได้ไปนะ โดดเข้ากระดูกหมูกระดูกวัว เข้าหายศหาลาภหาชื่อหาเสียงต่างๆ นานา เป็นแบบของกิเลส แบบส้วมแบบถานไปหมด แล้วเอาแบบส้วมแบบถานมาประดับตน ว่าเป็นของสวยของงามเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปมีอย่างเหรอ ผู้ที่เสาะแสวงหาอรรถหาธรรมภายในใจ ท่านไม่ไปหาสิ่งเหล่านั้นนอกๆ ลมๆ แล้งๆ ท่านหาที่ใจนี้ เต็มอยู่ในหัวใจอยู่ไหนสบายหมด นั่นละธรรม นั่นละยศของพระเป็นอย่างนั้น ยศของพระไม่มีอะไรเกินธรรม สมบัติของพระก็คือธรรม ศีลสมบัติ สมาธิสมบัติ ปัญญาสมบัติ วิมุตติสมบัติ รวมยอดเลย วิมุตติญาณทัสสนะสมบัติ อยู่ในนั้นหมดพอ ไม่ต้องไปหาอะไร

อย่างพวกเราปัจจุบันนี้บวชเข้ามาไม่ได้หาศีลหาธรรมดังที่กล่าวนะ มันหาแต่ยศแต่ลาภแต่ชื่อเสียงอะไรต่างๆ นานา เป็นบ้าแย่งตำแหน่งแย่งอำนาจกัน เวลานี้สมเด็จพระสังฆราชเราก็กำลังถูกกินโต๊ะมาหลายปีแล้วนะ ใครก็จะแย่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชๆ แซงเข้าไปว่าทำหน้าที่แทนเท่านั้น ตัวหัวมันจริงๆ จะเป็นสมเด็จสังฆราชแทน ทั้งๆ ที่สมเด็จสังฆราชท่านยังทรงพระชนม์อยู่ หยาบไหมพระประเภทนี้ หยาบไหม ใครจะกราบไหว้บูชาได้ลงคอ

ศีลธรรมมีอยู่ดูซิ นี้ไม่ใช่ศีลธรรม มันเรื่องของความสกปรกโสมม เรื่องตะกละตะกลาม เรื่องโลภ เป็นเรื่องของกิเลสทั้งมวล เอามาติดกับพระทำไม ถ้าเป็นพระของศาสดาจริงๆ แล้วจะไม่เอาสิ่งนี้เข้ามาเกี่ยวข้องเลย เสาะแสวงหาศีลหาธรรม รักษาศีลให้เข้มงวดกวดขันไม่ให้มีด่างพร้อยตลอดไปเลย เอาชีวิตจิตใจเข้าแลก เอา ชีวิตจะขาดศีลอย่าให้ขาดอย่าให้ด่างพร้อย ให้เต็มตัวๆ ศีล จากนั้นก็สมาธิ บำเพ็ญจิตใจให้เข้าสู่ความสงบร่มเย็น เป็นที่พึ่งภายใน จิตมีความสงบ จากนั้นก้าวออกสู่ปัญญา พิจารณาโลกให้กระจ่างแจ้งไปหมด เป็น โลกวิทู ขึ้นมาภายในหัวใจดวงนั้น แล้วนั้นละยศของท่านเต็ม ท่านไม่ไปหาอะไรไม่ไปหาที่ไหน

หาอะไรภายนอก ด้นเดาเกาหมัดไป เดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างนั้น ไม่ได้สนใจในศาสนานะ อยู่ในศาสนามันขี้รดศาสนาลงมาภายในตัวของมัน ขี้รดหัวเจ้าของไม่ต้องพูดแหละ ขี้รดหัวแล้วขี้รดไปทุกสิ่งทุกอย่าง ขึ้นชื่อว่ากิเลสมันขึ้นได้หมด ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง สูงขนาดไหนถ้าลงขี้สามกองนี้เข้าไปแล้วแหลกไปด้วยกัน ความทุกข์เต็มอยู่ในกิเลสตัวเหล่านี้แหละ ใครจะขึ้นจรวดดาวเทียมก็ขึ้นไป แต่กิเลสอยู่ที่หัวใจ ขึ้นจรวดมันก็อยู่บนจรวดนั่นแหละไม่ได้ไปไหน ถ้าธรรมอยู่หัวใจแล้วอยู่ที่ไหนก็ตามจ้าไปหมด สว่างไสวไปหมด นั่นละธรรมพระพุทธเจ้า

เวลานี้ศาสนากำลังจะหมดแล้วนะ มีแต่กิเลสเหยียบย่ำทำลาย ไปที่ไหนกิริยาการแสดงออกมีแต่เรื่องกิเลสตีตลาดๆ ธรรมไม่มี ดีไม่ดีพูดเรื่องอรรถเรื่องธรรมนี่ขยะแขยงไม่อยากฟังกัน แล้วต่อไปนี้ชาวพุทธเราจะไปวัดไปวานี้ จะต้องด้อมๆ มองๆ ไปนะ ถูกกิเลสมันดูถูกเหยียดหยาม พูดเยาะเย้ยถากถางประเภทต่างๆ ไปละ นี่เขาจะไปวัด เขาจะไปสวรรค์นิพพาน เราดูซิพวกนี้เขาจะไปสวรรค์นิพพาน ดีละเขาจะไม่ได้มาแย่งหาปลาเรา หาปลาที่ไหนๆ สะดวกสบายไม่มีใครมาแย่งปลาเรา นั่น ปลาก็คือมูตรคือคูถนั่นเอง ไม่มีใครมาแย่งมูตรแย่งคูถเรา ความหมายว่าอย่างนั้น มันเลวขนาดนั้นนะจิตใจของคนทุกวันนี้

สูงก็สูงแต่ชื่อแต่นามที่ตั้งกันลมๆ แล้งๆ ความจริงไม่ได้สูงในหัวใจ มันมีแต่มูตรแต่คูถเต็มหัวใจ มันจะเอาความวิเศษวิโสมาจากไหน ว่าปกครองบ้านเมืองก็เอากิเลสไปปกครองกัน ก็บีบบี้สีไฟกันอยู่นั้นตลอดเวลา ใครก็มีแต่จะเอารัดเอาเปรียบ เรื่องไหนก็เอาพุงเข้ากางๆ ในนั้น เรื่องการงานแง่ใดๆ ออกมา เอาพุงตัวเองเข้าไปกางในนั้น เหยียบประชาชนให้แหลกเหลวไปหมดทั่วประเทศเขตแดน นี่ละกิเลสไปไหนหาความสุขความสงบร่มเย็นไม่ได้ ถ้าธรรมไปที่ไหนเย็นไปเลย เป็นอย่างนั้นละเย็น ธรรม ฟังเหตุฟังผลเพื่อความถูกต้องดีงาม อยู่กันด้วยความสงบสุข

สุขอยู่ที่นี่นะ ไม่ได้สุขอยู่ที่ความดีดความดิ้น อย่างตะกละตะกลามอยู่ทุกวันนี้ เป็นบ้าไปทั้งพระทั้งฆราวาส มันเป็นแบบเดียวกัน เขาก็เป็นเราก็เป็น แม้ที่สุดผู้พูดนี้ก็ไม่ได้ปฏิเสธตัวเองว่าไม่เป็น เป็นเหมือนโลกทั่วๆ ไป เพราะธาตุขันธ์เป็นสมมุติมันก็เป็นไปด้วยกันนั้นแหละ ส่วนจิตที่เป็นวิมุตติแล้วไม่ต้องพูด พระพุทธเจ้า สาวกทั้งหลายจะอยู่ในท่ามกลางมูตรคูถคือธาตุขันธ์ที่เป็นสมมุติ ท่านก็วิเศษวิโส เลิศเลออยู่ภายในท่ามกลางขันธ์นั้นแหละ ให้มีอย่างนั้นบ้างซิ ให้มีความเลิศเลออยู่ท่ามกลางขันธ์ อย่าให้มีตั้งแต่มูตรคูถเต็มอยู่ในส้วมในถาน มองไปมีแต่มูตรแต่คูถเต็มอยู่ในส้วมในถาน บ้านก็เป็นบ้านส้วมบ้านถาน เมืองเป็นเมืองส้วมเมืองถาน วัดเป็นวัดส้วมวัดถาน พระเณรประชาชนเป็นมูตรเป็นคูถไปหมด เลอะเทอะไปหมดใช้ไม่ได้ นี่คือไม่มีธรรมเข้าชะล้าง

มันยิ่งสกปรกรกรุงรังเข้าโดยลำดับนะทุกวันนี้ เราดูไม่ได้ เราพูดจริงๆ เราไม่ได้พูดดูถูกเหยียดหยาม เอาธรรมมากางซิ ธรรมเป็นความเสมอภาคไปหมด เอาธรรมมากางลงกันได้คนเรา ถ้าไม่เอาธรรมมากาง ให้กิเลสมากางนี้ไม่มีคำว่าลงกัน เอาแหลกไปตามๆ กันเลย กองทุกข์ไม่มีใครเกินพวกมีกิเลสหนาๆ ปัญญาหยาบๆ ดีดดิ้นด้วยลาภด้วยยศด้วยสรรเสริญเยินยอ ได้เท่าไรไม่พอๆ ไม่พอกับกิเลส มันจะพอยังไงกิเลสก็เหมือนไสเชื้อไฟเข้าสู่ไฟ เอ้า ไสเชื้อเข้าไปเท่าไรเปลวมันจดเมฆนู่นเห็นไหมล่ะ มันจะดับด้วยการไสเชื้อเข้าไปไม่มีไฟ ต้องถอยเชื้อออกมา แล้วไฟไม่มีที่ไหม้มันก็ดับของมันเอง นี่กิเลสไสเข้าไปๆ เชื้อของกิเลสไสเข้าไปเป็นเชื้อไฟมันก็ร้อนไปตามๆ กันหมดทั่วโลกทั่วดินแดน

เราน่ะวิตกวิจารณ์ คิดดูซิได้พูดเกี่ยวกับทั้งชาติ ศาสนาเวลานี้ เราพูด เพราะธรรมครอบไปหมดแล้วทำไมจะพูดไม่ได้ ธรรมสอนโลกสอนไม่ได้มีอย่างเหรอ พระพุทธเจ้าสอนโลกมากี่กัปกี่กัลป์มาแล้วทุกๆ พระองค์ นี้ธรรมก็เป็นธรรมประเภทเดียวกันทำไมจะสอนโลกที่สกปรกให้สะอาดไม่ได้ ตามกำลังของผู้ที่จะรับไปได้มากน้อย ต้องสอนกันวันยังค่ำนั่นแหละ เราพูดจริงๆ เราสอนโลกนี้เราไม่ได้สงสัยในธรรมที่เรานำไปสอนว่าจะผิดไป ไม่มีผิด เพราะฉะนั้นจึงพูดผางๆ ออกไปตามความจริงเลย ธรรมต้องเป็นแต่ความจริง พูดออกไปอย่างตรงไปตรงมา ทางกิเลสมันว่าขวานผ่าซาก ธรรมท่านตรงไปตรงมา ตัวขวานผ่าซากละตัวสร้างพิษสร้างภัยแก่โลกเวลานี้ ไม่มีที่ไหน ตัวตำหนิว่าขวานผ่าซากนั่นละตัวที่เลวที่สุดคือตัวนี้เอง ให้พากันจดจำนะ

ให้ระลึกถึงศีลถึงธรรมนะ ไม่มีอะไรเลิศยิ่งกว่าธรรมพระพุทธเจ้า อย่าเป็นบ้ากับกิเลสมันจะจมกันทั้งโลกเมืองไทยเรานี่นะ ว่าชาวพุทธๆ มันมีแต่ชื่อเฉยๆ ตัวจริงพุทธไม่มี มีแต่กิเลสเต็มหัวใจ คลังกิเลส แล้วคลังส้วมคลังถานคลังฟืนไฟอยู่ในนี้หมด พากันจำเอานะ เอาละพอ

ผู้กำกับ มี ณ.หนูแก้วครับ คอลัมน์วิจารณธรรม ประจำวันจันทร์ ชื่อเรื่องว่า

แม้แต่พระเมืองด้วยกันก็ไม่รับ

            หลังจาก “หลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน” เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ฉันจังหันเช้าแล้ว ลูกศิษย์เข้าไปกราบเรียนว่า “พระธรรมทูตจากออสเตรเลียมากราบเยี่ยม มารับพัดครับ เขาให้เป็นชั้นราชครับ” หลวงตาจึงเทศนาว่าการเอาว่า อย่าเป็นบ้านะ ได้พัดแล้วเป็นบ้า ถ้าอยู่ธรรมดาไม่เป็นไร พอได้พัดเข้ามาเป็นบ้าเลยนะเรา หลวงตาบัวจึงเอาไว้ข้างบน ถ้าอยู่ด้วยกันมันจะเป็นบ้า ต้องแยกกันอยู่ นี่ท่านอยู่ออสเตรเลีย มารับพัดชั้นราชฯ ว่างั้นนะ จึงว่าให้ระวังเป็นบ้าพัดนะ เพราะฉะนั้นเราจึงเอาไว้คนละแห่ง พัดเจ้าคุณบัวอยู่ข้างบน หลวงตาบัวอยู่ข้างล่าง (หยุดก่อนคือพัดหลวงตาบัวพัดเจ้าคุณเอาไว้ข้างบน หลวงตาบัวอยู่ข้างล่าง อย่าให้มาคละเคล้ากันมันจะเป็นบ้ากันทั้งข้างบนข้างล่าง เข้าใจหรือ เอ้าว่าไป) ไม่ให้มาคละเคล้ากันมันจะเป็นบ้า เข้าใจไหม มันก็แปลกนะล่ะ แต่ถ้าตามอัธยาศัยนี้เป็นธรรมดา เช่นอย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านพระราชทานพัดหรือยศให้พระ ก็เป็นพระราชอัธยาศัยของท่านไม่เสียความงาม งามหูงามตาน่าเคารพบูชา

ไอ้ที่ดีดดิ้นเสนอขอยศนี่ซิ แหมอุจาดมากพระเรา ! เสนอไปเรื่อยๆ ไปถึงเจ้าคณะนั้นคณะนี้ ขอยศนั้นยศนี้ โฮ้ เราทุเรศจริงๆ นะพระด้วยกัน มองเห็นกันเราก็พระ นั่นก็พระ สะดุดทันที เรื่องศีลเรื่องธรรมมันไม่สนใจ เป็นบ้าไปกับโลกกับสงสารกับมูตรกับคูถไปหมด

เรื่องศีลเรื่องธรรมเรื่องเลิศเรื่องเลอไม่สนใจ เวลานี้เป็นอย่างนั้น กำลังยกยอกิเลสขึ้นเป็นทองคำทั้งแท่ง เหยียบทองคำคือธรรมชาติที่เลิศเลอแห่งธรรมทั้งหลายนั้นลง ยกมูตรยกคูถขึ้นให้เป็นของดิบของดี มันจะดีได้ยังไงยกมูตรยกคูถ ยกขึ้นมาถึงจมูกก็เหม็นที่จมูก ยกขึ้นไปไหนเหม็นไปเรื่อยๆ เหม็นคลุ้งไปทั่วโลกธาตุ ของไม่ดีเหม็นไปหมด แต่ของดีอยู่ที่ไหนหอมหวน

ท่านว่า “สีลคนฺโธ อนุตฺตโร” ศีลหอมหวนทั่วทุกทิศทุกทาง

ครับ....หลวงตาท่านเทศน์อย่างตรงไปตรงมาไม่มีอ้อมไม่มีค้อม

ยังจำได้ว่า คราวที่เลื่อนสมณศักดิ์ปีที่แล้ว ได้มีการยัดเงินให้นักข่าวเอาไปประกาศทางหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยคำโกหกหลอกลวง ประกาศให้ลั่นไปทั้งประเทศว่า “พระธรรมกิตติวงศ์” ราชบัณฑิต ป.ธ.9 แห่งวัดราชโอรสาราม เขตจอมทอง ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนขึ้นเป็นรองสมเด็จ พอมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯลงมาจริงๆ กลับไม่ใช่

คราวนั้นก็เป็นฝีมือของพระ ถ้าไม่ออกมาจากพระแล้วใครจะรู้ ?

ที่มันน่าอเน็จอนาถใจก็ตรงที่ว่า พระใกล้ชิดของ “สมเด็จพระพุฒาจารย์” ผู้แทบจะไม่มีผลงานด้านพระศาสนาอะไรเลย ก็ได้รับการเสนอชื่อให้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าคุณชั้นเทพ กับพระอีกรูปหนึ่งที่นำกำลังพระและฆราวาสเข้ากลุ้มรุมทุบตี “นายทองก้อน วงศ์สมุทร” ในพุทธมณฑลก็ได้รับการปูนบำเหน็จให้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าคุณชั้นเทพกับเขาด้วย

ดีเลวช่างมัน เอาคนใกล้ตัวไว้ก่อน ??

มาคราวนี้ก็เอาอีก เอาคนใกล้ตัวให้ข้ามหัวพระรุ่นปู่ ให้ขึ้นเป็นชั้นรองสมเด็จ ซ้ำยังนำความลับจากที่ประชุมยัดใส่มือนักข่าวบางคน ให้ประโคมโหมข่าวไปทั่วประเทศก่อนที่จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงพระราชวินิจฉัย

คงไม่ต้องถามหาความมี “หิริโอตตัปปะ” กับพระจำพวกนี้อีกแล้ว แม้แต่ยางอายอย่างชาวบ้านร้านตลาดยังหาไม่เจอ เมื่อกระทำกันเสียอย่างนี้แล้วจะไม่ให้ประชาชนเขาเสื่อมศรัทธาต่อพระเจ้าพระสงฆ์ได้อย่างไร

การประกาศไม่รับมหาเถรสมาคมของพระสายปฏิบัติวัดป่าเมื่อเร็วๆ นี้  จึงมีเหตุผลน่าฟังมากทีเดียว พอมาถึงวันนี้อย่าว่าแต่พระสายปฏิบัติวัดป่าแต่ฝ่ายเดียวเลย แม้แต่พระเมืองที่เป็นเจ้าคณะปกครองหรือพระระดับมันสมองในวงการสงฆ์ เขาก็ประกาศรับกันไม่ได้แล้ว

ถึงขนาดมีการลงขันร่วมทุนกันจัดทำหนังสือ เรื่อง “สมณศักดิ์ บัลลังก์แห่งอำนาจ” ออกมาแจกจ่ายเป็นจำนวนถึง 50,000 เล่ม เพื่อประกาศให้สังคมเขารู้กันให้ทั่วว่าการพิจารณาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์คราวนี้ มหาเถรสมาคมได้พิจารณาไปตามกรอบของพระธรรมวินัย กฎหมายและจารีตประเพณีหรือไม่

ฉีกหน้าพระผู้ใหญ่ให้เห็นกันชัดๆ ก็คราวนี้ !!

                                    ณ. หนูแก้ว

         มีต่อวันอังคารครับ วิจารณธรรม วันอังคาร

สมณศักดิ์ :  บัลลังก์แห่งอำนาจ

            คาดการณ์ว่าวันนี้ วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน หนังสือแฉพฤติกรรมอันมิชอบในการจัดทำรายชื่อผู้ได้รับการเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ 5 ธันวาคม คงจะถูกนำออกสู่สายตาพระเจ้าพระสงฆ์ทั่วประเทศกันไปทั้งหมดแล้ว ทั้งหมดที่ว่านี้คือ แจกจ่ายทั้งหมด 50,000 เล่ม

ร้อนฉ่าไปทั้งวงการสงฆ์ก็คราวนี้ !!

ทำไมจะไม่ให้ถึงกับร้อนฉ่าเล่า ก็ในเมื่อคณะผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้คือพระสังฆาธิการกลุ่ม “สังฆทัศน์” ว่ากันว่า เป็นพระชั้นผู้ใหญ่ระดับมันสมองในวงการสงฆ์ล้วนๆ ทุกรูปทุกองค์ต่างมีลูกศิษย์ลูกหากระจัดกระจายอยู่ทั่วสังฆมณฑล ประการสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดก็คือ เนื้อหาคำคมในหนังสือที่มีชื่อว่า “สมณศักดิ์ :บัลลังก์แห่งอำนาจ” เล่มนี้ มีแต่ความจริงในทุกตัวอักษร

สมณศักดิ์ก็คือชั้นยศที่ในหลวงทรงพระราชทานให้พระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้มีผลงานด้านการสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและพระศาสนาเป็นอเนกอนันต์ ตามที่มหาเถรสมาคมและรัฐบาลนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย

แต่คราวนี้ไม่ใช่ ! ที่ว่าไม่ใช่ก็เพราะหลักเกณฑ์การพิจารณารายชื่อได้ผิดแผกแตกต่างไปจากหลักเกณฑ์เดิมๆ ที่เคยถือปฏิบัติสืบทอดติดต่อกันมานานหลายชั่วอายุคน เพราะแทนที่จะพิจารณาให้เป็นตามความอาวุโสโดยสมณศักดิ์ ตามกฎหมาย และตามหลักจารีตประเพณี แต่กลับเบี่ยงเบนไปจัดให้กับพระที่ใกล้ชิดกับสายอำนาจเสียเป็นส่วนใหญ่

จัดให้พระรุ่นหลานได้เลื่อนชั้นขึ้นเป็นรองสมเด็จ ปล่อยให้พระเถระรุ่นปู่รุ่นทวดผู้มีคุณูปการอันใหญ่หลวงต้องก้มลงกราบ ณ เบื้องก้นขณะขึ้นอาสนสงฆ์ในการประกอบราชพิธี การทำลายแบบแผนและประเพณีปฏิบัติเช่นนี้ แทนที่พระผู้ใหญ่สายอำนาจจะมีสำนึกได้เอง และแทนที่จะฟังกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับเล็กๆ น้อยๆ บ้าง ก็กลับทำเป็นเพิกเฉย ทำเป็นหลับไม่รู้คู้ไม่เห็น

ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนซะยังงั้น

พอมาถึงวันนี้แล้วเป็นไง ??

หนังสือเล่มนี้จึงแฉพฤติกรรมของพระสายอำนาจอย่างสิ้นไส้สิ้นพุง

เนื้อหาใจความในหนังสือเล่มนี้ มีอยู่ว่า การพิจารณาเลื่อนสมณศักดิคราวนี้ มิได้คำนึงถึงหลักพระธรรมวินัย กฎหมายและจารีตประเพณีอันดีงาม เพราะพิจารณาให้ความเห็นชอบให้นำรายชื่อพระราชาคณะชั้นธรรม ซึ่งมีอาวุโสโดยสมณศักดิ์อันดับที่ 10 และ 14 ในจำนวนพระราชาคณะชั้นธรรมฝ่ายมหานิกายทั้ง 29 รูป ขึ้นกราบทูลฯ

โดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนว่า เพราะเหตุใดจึงต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบข้ามพระราชาคณะชั้นธรรมซึ่งมีอาวุโสทางสมณศักดิ์เป็นอันดับ 1 และ 2 แบบข้ามกันไปข้ามกันมาเช่นนี้ ซึ่งควรจะดำเนินไปตามขั้นตอน ตามหลักพระวินัย กฎหมายและจารีตประเพณีอย่างแท้จริง เพื่อเป็นการเทิดทูนพระบารมีธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้สูงส่งยิ่งๆ ขึ้นไป

ในหนังสือฉบับนี้ ยังได้หยิบยกเอาวิธีปฏิบัตินับแต่สมัยโบราณมาสอนพระสายอำนาจให้รู้ถึงวิธีปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฉบับที่ประกาศใช้ในปัจจุบัน ชี้ให้เห็นถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาเลื่อนสมณศักดิ์ ประเพณีการพิจารณาเลื่อนสมณศักดิ์ และการพิจารณาเลื่อนสมณศักดิ์ในยุค 2005 นอกจากนี้ยังมีการเทียบเคียงกับประเด็นทางพระวินัย ประเด็นทางกฎหมาย และประเด็นทางจารีตประเพณีไว้พร้อมสรรพ

ในบทสรุปสุดท้ายยังชี้ทางสว่างให้เห็นว่า เมื่อมหาเถรสมาคมพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยมิได้คำนึงถึงจารีตประเพณีที่เคยปฏิบัติ ที่ยึดถืออาวุโสโดยสมณศักดิ์และอายุพรรษาประกอบกัน ก็ไม่น่าจะเป็นการพิจารณาโดยมิชอบต่อจารีตประเพณี

หากแต่พิจารณาให้เป็นไปเพื่อที่จะให้เป็นฐานแห่งอำนาจ เพื่อมุ่งประโยชน์สุขแก่ตนเองและผู้ใกล้ชิด โดยปราศจากความถูกต้องและชอบธรรม

ซึ่งหากหนังสือฉบับนี้ (จำนวน 5 หมื่นเล่ม) ได้ถูกนำเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง ความร้าวฉานย่อมเกิดแก่วงการคณะสงฆ์อย่างแน่นอน ในอนาคตจะไม่มีความเคารพยำเกรงในธรรมในวินัยต่อกันอีกต่อไปแล้ว

ผู้น้อยจะขาดความเคารพในผู้ใหญ่ สมณศักดิ์ชั้นยศจะขาดความศักดิ์สิทธิ์ สนนราคาค่าวิ่งเต้นซื้อขายสมณศักดิ์ก็จะสิ้นค่าสิ้นราคา...

                                                ณ. หนูแก้ว

หลวงตา ชัดเจนแล้ว เดี๋ยวนี้เสนอไปแล้วหรือที่รายชื่อไปหาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ยังไม่เห็นออกมาครับ แต่เห็นว่าเอายัดใส่มือหนังสือพิมพ์ ให้ไปพิมพ์ออกมาประกาศแล้ว) เอาเงินไปยัดหนังสือพิมพ์ ได้ยินว่างั้นไม่ใช่เหรอ ฟังว่าบางฉบับว่างั้น อันนี้ด้วยความถูกต้องชอบธรรมมาดั้งเดิมแต่ดึกดำบรรพ์กาลไหนๆ ก็มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ที่จะพระราชทานยศให้แก่พระองค์ใดก็ตาม ใครจะไปเสนออะไรข้ามพระองค์ไม่ได้ ตามหลักความถูกต้องดีงาม เป็นเรื่องของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้นเอง

ท่านจะทรงรับสั่งจะพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์ให้พระองค์ใด เจ้าคุณ เจ้าฟ้าชั้นใดก็ตาม เป็นเรื่องของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น นอกนั้นมันจะเอาเงินไปยัดให้หนังสือพิมพ์ หรือหนังสือไหนกองเท่าภูเขาก็ไม่มีความหมาย ความหมายอยู่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น นี้เรื่องหลักธรรมพูดให้ฟังอย่างนี้ละ อย่างอื่นไม่มีความหมาย ที่ตั้งเหล่านี้ไม่มีความหมาย มีความหมายอยู่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น รอพระองค์จะรับสั่งยังไงนั้นเด็ดขาดมาพร้อมเลย ถูกต้องดีงามมาพร้อม ยอมรับกันทั้งประเทศ ในสังฆมณฑลเราตลอดประชาชนยอมรับด้วยกันหมด ทำอย่างนี้ไม่มีใครยอมรับละ เราพูดเพียงเท่านั้นละ พูดแทรกตรงนี้ นอกนั้นก็ไม่มีอะไร เอ้าว่าอะไรต่อไปอีก

(อาจารย์พิมพ์พา วัดเขื่อนจุฬาภรณ์ ถวายเงินไทย ๑ หมื่นบาท ดอลลาร์ ๑๐๐ ดอลล์) เอามาถวายเฉยๆ หรือจะเอาเหรียญเราไปขายอีก ไม่ได้นะเหรียญเราอย่ามายุ่งนะ เราไม่ต้องการ เราเอาธรรมสอนโลกมาตลอดเวลา เราไม่ได้เอาเหรียญไปสอนโลก พระพุทธเจ้าเอาธรรมสอนโลก ไม่ได้เอาเหรียญไปสอนโลก ให้งดกันทั้งหมดเราไม่เล่นด้วยเลย มีอะไรอีกล่ะ

ผู้กำกับ การ์ตูนครับ อันนี้ฮะเป็นคนหน้าเหลี่ยม นี้บอกว่า “เย็บปากเพราะดาวพุธ” ดาวพุธถอยหลังเลยเย็บปากไม่พูดไม่จา นี้บอก “หูดับเพราะสนธิ” สนธิพูดทุกวันศุกร์เลยหูดับ (เอ้าว่าไป) อันนี้สี่ภาพนะฮะ จมูกงามมาแล้วครับ “ท่านสมัคร ดุสิตครับ มีข่าวว่าจะมีการปฏิวัติ” “ปฏิวัติรัฐบาลเหรอ” “ไม่ใช่ ปฏิวัติรายการคุณนั่นแหละ” (ปฏิวัติรายการคุณ) รายการเขาทางทีวีละครับ เพราะรู้สึกเพ้อเจ้อไร้สาระเยอะแยะ (เอ้อ ปฏิวัติ เอ้า ถ้างั้นเราก็ช่วยปฏิวัติด้วย เข้าใจเหรอ เอ้อ หลวงตาช่วยปฏิวัติด้วย มีเท่านั้นแหละไม่มากมายอะไร)

อันนี้น้ากับหลานครับ “น้าเมื่อไหร่จะไปอาบน้ำเสียที” “ไล่น้าไปอาบน้ำทำไม” “ก็น้าไม่โปร่งใส มองตัวตนน้าไม่ชัดเจน” นี่ฮะ น้าหน้าเหลี่ยมละครับ (ไม่ชัดเจน เอ้าๆ มองให้ชัดเจนซิ เอ้าว่าไป ) อีกภาพครับ “ขำข่าวนี้จริงๆ อาจารย์กิตติศักดิ์ปูดข่าวเรื่องทหารมาปรึกษาเรื่องปฏิวัติ ถ้าทหารปฏิวัติเขาไม่มาปรึกษาอาจารย์กันหรอก” “แล้วเขาปรึกษาใคร” “ปรึกษาหมอดู” (เอ้อ เอาละ นี่มันอะไรเราก็เลยลืมอ่าน) กาน้ำเดือด แล้วมีภาษาอังกฤษว่า “ทักษิณ สนธิ” อยู่ด้วยกันในกาน้ำครับ เดือดด้วยกัน (เดือดด้วยกัน เอ้อ มันเดือด มันเดือดไป เราขี้เกียจฟังมัน)

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz



** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก