ใจไม่มีกิเลสมาแทรกก็สบาย
วันที่ 7 ธันวาคม 2548 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

ใจไม่มีกิเลสมาแทรกก็สบาย

         ทางเมืองนอกเขาบอกมาว่า อินเตอร์เน็ตเป็นเพื่อนเป็นเพื่อนตายของเขาได้ดีมาก คือทางโน้นเขาไม่ไปเที่ยวหาพ่นน้ำลายใส่กัน คุยกัน อยู่เมืองนอกตัวใครตัวเรา นอกเวลาทำงานแล้วมีแต่ตัวคนเดียว พอได้อินเตอร์เน็ตจากทางนี้ไปแล้วอบอุ่น เสียงอรรถเสียงธรรมกล่อมใจอบอุ่น คือเมืองนอกเขาไม่ได้เป็นเมืองบ้าน้ำลายเหมือนเมืองไทยเรา เมืองไทยเรามันบ้าน้ำลาย ไปอยู่ที่ไหนพ่นนี้ๆ อย่างนั้นนะ คือเพื่อนฝูงมีอยู่ทั่วไปคนไทย เป็นเพื่อนกันได้หมดเลย ไปที่ไหนคุยกันได้สบาย มันถึงพ่นน้ำลาย พ่นโน้นพ่นนี้ อยู่เมืองนอกไม่มีใครมาพ่นด้วยซี น้ำลายของเราคนเดียวไม่ทราบจะพ่นกับใคร พอได้ฟังได้ดูอินเตอร์เน็ตแล้วรู้สึกว่าอบอุ่นมาก ทางโน้นเสียงอรรถเสียงธรรมไม่มี มีอยู่ที่เมืองไทยเรา พอดีได้ฟังทางอินเตอร์เน็ตได้ยินจากอินเตอร์เน็ตทางเมืองไทยเรารู้สึกว่ามีความอบอุ่นมากว่างั้น

เราจะเห็นได้ชัดกับพระกรรมฐานท่านปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา ท่านอยู่องค์เดียว นั่นละท่านอบอุ่นด้วยธรรม ท่านไม่ยุ่งกับใครเลย มีพวกสัตว์พวกอะไรเขาก็อยู่ตามประสาเขา ท่านก็อยู่กับธรรม ภาวนาอยู่ในนั้นท่านสบายๆ อบอุ่นๆ ตลอดเวลา นี่ละที่พระพุทธเจ้าท่านทรงเสาะแสวงหาความสุขมาให้สัตว์โลก เฉพาะพระนี้ไล่เข้าในป่าเลย ให้ไปอยู่ตามป่าตามเขา ตามถ้ำเงื้อมผา เป็นป่าช้าป่ารกชัฏ ที่ไหนซึ่งเป็นที่สะดวกสบายในการบำเพ็ญภาวนา ท่านให้ไปอยู่ในสถานที่เช่นนั้น บำเพ็ญในที่เช่นนั้น ท่านจึงบอกว่าให้อยู่และบำเพ็ญอยู่ในสถานที่เช่นนั้นตลอดชีวิตเถิดสำหรับชีวิตของพระ ชีวิตของพระอยู่ในป่าในเขา

ตามที่พระพุทธเจ้าทรงประทานพระโอวาทให้สำหรับพระนี้ได้รับทุกองค์ พระบวชในพุทธศาสนาที่เป็นพระตามแนวทางของพระพุทธเจ้าแล้ว จะได้รับพระโอวาทนี้ทุกๆ องค์เลย ไม่มีเว้นแม้องค์เดียว เพราะเป็นพระโอวาทที่จำเป็นมาก พอบวชแล้วขึ้นเลย รุกฺขมูลเสนาสนํ บรรพชาอุปสมบทแล้วให้ท่านทั้งหลายไปอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ ในป่าในเขา ตามถ้ำ เงื้อมผา ป่าช้าป่ารกชัฏ หรือที่แจ้ง เรียกว่าอัพโภกาส เพื่อบำเพ็ญสมณธรรม ซึ่งสถานที่เช่นนั้นไม่มีอะไรรบกวน ความพากเพียรเป็นไปได้สะดวกสบาย และให้ท่านทั้งหลายอยู่และบำเพ็ญในสถานที่เช่นนั้นตลอดชีวิตเถิด นู่นน่ะ เห็นไหมล่ะ ชีวิตของพระลูกศิษย์ตถาคต ท่านให้ทำอย่างนั้น

ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ ก็เหมือนกัน บิณฑบาตด้วยกำลังปลีแข้งของตนมาขบฉัน พอยังอัตภาพให้เป็นไป ส่วนใหญ่เพื่อความเพียรเพื่อมรรคผลนิพพาน จากนั้นก็ถือผ้าบังสุกุล ไปหาชักบังสุกุล เช่นในป่าช้า หรือเก็บได้ในที่ใดก็ตาม มาเย็บปะติดปะต่อกัน เห็นพระองค์ที่ว่านี่(พระฝรั่ง) ให้ท่านทั้งหลายดู นั่นละเย็บมาปะมาชุนมาปะติดปะต่อกันอย่างนั้น ท่านไม่ได้ดีดได้ดิ้นอะไร หลักใจอยู่กับธรรมตลอด ท่านถือธรรมเป็นจุดสำคัญมาก จะทุกข์ยากลำบากอะไรไม่สนใจ ขอให้ได้ธรรมครองใจๆ ความหมายว่าอย่างนั้น ยาแก้ไข้ก็ไม่ได้อะไรนัก พอยังชีวิต

มี ๔ อย่างนี้เป็นความจำเป็นสำหรับพระบวชใหม่ ออกมาแล้วเป็นอย่างนั้น ได้รับพระโอวาทนี้ทุกองค์ไม่มีข้อยกเว้น นอกจากพระแหวกแนว อุปัชฌาย์แหวกแนว เช่น รุกขมูลนี้อาจจะสอนให้เข้าไปอยู่ในตลาดที่กระดูกหมูกระดูกวัวชุมๆ จากในป่าในเขาให้ไปอยู่ในตลาดอย่างนี้ก็ได้ ถ้าเป็นอุปัชฌาย์แหวกแนว บิณฑบาตก็ไม่ต้องแหละ เข้าไปในตลาดมันพอหมดอยู่ในนั้น ว่างั้นพูดง่ายๆ  ผ้าบังสุกุลไม่ต้องพูดถึงเลย   เรื่องหยูกเรื่องยาให้ขนมาเต็มกุฏิ จามฟิกก็เอายามากรอกเลย จามไม่ได้ยากรอกเข้าไปเลย ไม่งั้นก็วิ่งหาหมอ มันเป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นอุปัชฌาย์แหวกแนวจะทำอย่างนั้น แต่พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างที่ว่านี่

พระโอวาทนี่สดๆ ร้อนๆ ถ้าเป็นพระตามหลักของศาสดาก็เป็นพระแบบนี้ เป็นพระแบบที่ว่าเที่ยวอยู่ตามป่าตามเขาเพื่อความพากเพียรโดยถ่ายเดียว ไม่ได้เพื่ออะไรนะ ไม่เพื่อยศเพื่อลาภ เพื่อความสรรเสริญเยินยอ บ้ายอบ้ายศเหมือนพระเราสมัยปัจจุบันนี้คือพระบ้ายศ บวชเข้ามาท่านบอกว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ ปัดทิ้งเลยเทียวไม่เอา คว้าเอาพัด พอออกจากโบสถ์มาเอาพัดมาให้ อย่างน้อยก็สมุห์ ใบฎีกาขึ้นไปเลย พอก้าวไปถึงกุฏิ พระครูตามไปเรื่อยๆ พระครูแล้วก็เจ้าคุณ พอไปถึงกุฏิแล้วก็สมเด็จ นี่ละยศของพระ บ้าของพระเป็นอย่างนี้ ฟังให้ดี เราเอาธรรมมาสอน เราไม่ได้สอนดูถูกเหยียดหยามผู้หนึ่งผู้ใด ธรรมไม่ใช่ธรรมดูถูกเหยียดหยาม ธรรมเป็นเครื่องประคับประคอง อะไรไม่ดีธรรมให้ปัดออกๆ ต่างหาก นี่ธรรมก็สอนอย่างนั้นเหมือนกัน

สดๆ ร้อนๆ อย่างนี้ละศาสนาของพระพุทธเจ้า ถ้านำมาปฏิบัติจะสดๆ ร้อนๆ มรรคผลนิพพานท้าทายอยู่ในหัวใจของทุกคนที่ปฏิบัติตามทางของศาสดา ไม่ว่าฆราวาส ไม่ว่าพระ ได้ด้วยกันทั้งนั้น ตามแต่ความขวนขวาย ทางเพศฆราวาสการขวนขวายแบบพระเป็นไปได้ลำบาก ก็ให้ขวนขวายทางฆราวาส ผลที่จะได้ก็เหมือนกับเราไปหาอะไรก็ตาม เป็นตัวเงินอันเดียวกัน งานการอะไรก็ตามสรุปลงแล้วผลรายได้ก็คือเป็นตัวเงินด้วยกัน ใครจะทำงานอะไรๆ ก็ตาม อันนี้เราก็ขวนขวายตามเพศของเราที่จะปฏิบัติได้อย่างไรเราก็ปฏิบัติ

รวมลงแล้วจิตตภาวนา ไม่ว่าพระไม่ว่าฆราวาสทำได้ด้วยกันทั้งนั้น เพราะกิเลสอยู่ที่หัวใจ ท่านสอนลงที่หัวใจ พุทธศาสนาจี้ลงจุดสำคัญทีเดียวเลย มีศาสนาใดที่จะสอนอย่างนี้ ดูแล้วไม่มี มีพุทธศาสนาเท่านั้นสอนจิตตภาวนา จิตตภาวนาคือให้ดูใจของตัวเอง ใจตัวนี้เป็นตัวดีดตัวดิ้น พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงหลายสันพันคม ซึ่งเป็นไปด้วยอำนาจของกิเลสทั้งนั้นแหละ อย่าว่าแทบนะ ว่าทั้งนั้นเลยตามธรรมดาของมัน เมื่อจิตตภาวนาแทรกเข้าไปแล้ว ทีนี้ก็ถอยมาเป็นอารมณ์ทางด้านธรรมะ เอาธรรมแทรกเข้าไปตรงนั้น ไฟที่แสดงเปลวอยู่ตลอดเวลาด้วยความคิดความปรุง ด้วยความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ความทะเยอทะยานออกจากใจนั้น น้ำดับไฟก็จะมาคือธรรม ให้จิตใจมีความสงบลงไปด้วยธรรมๆ

ท่านจึงให้จับจุดใดจุดหนึ่งเสียก่อน เช่นภาวนาเป็นคำบริกรรม อย่าเสียดายอารมณ์ใดยิ่งกว่าคำบริกรรม นั่นเวลาภาวนา พุทโธก็ได้ ธัมโม สังโฆก็ได้ หรืออานาปานสติ มรณัสสติ ตามแต่จริตนิสัยชอบในธรรมบทใด ให้นำธรรมบทนั้นเข้ามากำกับใจ เพื่อใจจะได้ยึดธรรมนี้ เกาะกับธรรมนี้ ไฟที่แสดงเปลวจากกิเลสอยู่ภายในหัวใจนั้นจะค่อยสงบลง เมื่อจิตได้ยึดได้เกาะกับคำบริกรรมใดอยู่ นั่นเท่ากับน้ำดับไฟ ๆ ไปเรื่อยๆ ใจเมื่อได้รับการบำรุงรักษาด้วยอรรถด้วยธรรม เช่นคำบริกรรมเป็นต้น ย่อมหยั่งเข้าสู่ความสงบเย็นใจ ความวุ่นวายความทุกข์ทั้งหลายจะสงบตัวไปๆ นี้เป็นจุดกลางสำคัญ ฆ่ากิเลสฆ่าลงตรงนี้แหละ ทุกอย่างจะไหลเข้ามาจุดเดียวกัน

บุญกุศลของเราที่สร้างมามากน้อยเพียงไร จะมารวมตัวเข้าสู่จิตตภาวนา จิตตภาวนานี้เป็นเหมือนทำนบใหญ่ แม่น้ำไหลมาจากสายใดๆ ก็ตาม ไหลมารวมทำนบใหญ่นั่นแหละ กลายเป็นทำนบใหญ่ขึ้นมา ทำนบแห่งบุญแห่งกุศล ทำนบแห่งมรรคผลนิพพาน จะขึ้นที่นั่นๆ เรื่องศาสนาท่านสอนอย่างนี้

เราพูดถึงเรื่องพระที่ท่านบวชมา สดๆ ร้อนๆ มรรคผลนิพพานอยู่สดๆ ร้อนๆ กับผู้ปฏิบัติแบบนี้ไม่เป็นอื่น เป็นอย่างนี้โดยถ่ายเดียว ถ้าแหวกแนวก็อย่างว่านั่นแหละ จีวรพระเรานี้จะเอามาร้อยผืนก็ตามมาคลุมก็มาคลุมศพดิบนั่นละ พระยังไม่ตายแต่เป็นศพดิบแล้ว ให้กิเลสรุมอยู่นั่น เพราะไม่มีอะไรป้องกันมันมันก็ไม่กลัว กิเลสก็รุมเอาแหลกไปเลย ถ้ามีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองรักษาแล้วก็สงบร่มเย็นๆ นี่พูดถึงเรื่องการประพฤติปฏิบัติ เราจะได้เห็นมรรคผลนิพพานสดๆ ร้อนๆ อยู่ที่หัวใจของทุกคนที่ปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ถ้าหันหลังให้ธรรมเสียเท่านั้นก็หันหน้าเข้าสู่ฟืนสู่ไฟคือกิเลสตัณหาโดยประการทั้งปวง ไม่มีข้อยกเว้น ทุกข์ได้ด้วยกันทั้งหมด ถ้าหันหน้าเข้าธรรมแล้วเป็นสุขด้วยกัน มากน้อยตามแต่ความขวนขวายของตัวเอง นั่นละการปฏิบัติธรรม

เรายิ่งจวนตายเท่าไรแทนที่จะมาเป็นห่วงเจ้าของ เราพูดตรงๆ ไม่มีแม้เปอร์เซ็นต์เดียวคิดดูซิ หรือว่าเม็ดหินเม็ดทรายที่จะมาห่วงตัวเองในเรื่องที่เกาะที่ยึดที่พึ่งที่อาศัยที่เป็นน้ำดับไฟเราไม่มี อะไรมันก็เรียบหมดแล้ว กิเลสตัวเป็นไฟน้ำก็ดับลงไปเรียบหมดแล้ว ก็เป็นน้ำอมตะมหานิพพานอยู่ในใจไปเสีย แล้วจะเอาอะไรมาห่วง พิจารณาซิ ทุกสิ่งทุกอย่างสมบูรณ์เต็มที่แล้วห่วงกันหาอะไร ที่มันบกพร่องตรงไหนก็ห่วงตรงนั้น ซ่อมแซมตรงนั้น อุดยากันตรงนั้นๆ ถ้าเรียบร้อยดีทุกอย่างแล้วก็จะไปซ่อมแซมไปปะไปชุนมันหาอะไรถ้าผ้าดีๆ อยู่แล้ว นี่ละที่ว่าไม่ห่วงตัวเอง

เราพูดอย่างเปิดเผยเต็มหัวใจเรานี้ สามแดนโลกธาตุเราไม่เคยหวั่นกับสิ่งใดในโลกนี้ เพราะเป็นเรื่องสมมุติ เรื่องสมมุติกับกิเลสมันก็เข้ากันได้ กองสมมุติกับกองกิเลสก็อยู่ด้วยกัน เพราะจิตเป็นเจ้าของ จิตเป็นรวงรังกิเลสมันตีกระจายไปได้หมด ให้เป็นกิเลสได้หมดนั้นแหละขึ้นชื่อว่าสมมุติมีในแง่ใดมุมใด จิตใจแส่ไปถึงไหนกิเลสไปถึงนั้นๆ เอาไฟมาเผาตัวได้ตลอด ถ้าใจเป็นธรรมก็อีกเหมือนกัน เป็นธรรมไปหมด ใจเป็นธรรมกระจายออกไปหมดเลย

นี่พูดถึงเรื่องว่าเราเป็นห่วงเป็นใยบรรดาชาวพุทธเรา ยิ่งจวนจะตายเท่าไรแทนที่จะมาห่วงตัวเอง บอกว่าไม่มีเลย มีแต่เป็นห่วงบรรดาพี่น้องชาวพุทธเรา อยากให้ได้หลักได้เกณฑ์ภายในจิตใจซึ่งเป็นหลักสำคัญมากทีเดียว ไม่มีหลักใดที่จะเลิศเลอยิ่งกว่าหลักของใจกับหลักธรรมเข้าสู่กันแล้วเป็นอันเดียวกัน หลักใจกับหลักธรรมเป็นอันเดียวกัน ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วนี้แลเลิศเลอ ถึงนี้แล้วหายกังวลทุกอย่าง พอหมดเลย

นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้า สอนลงที่ใจ รวมลงที่ใจ เพราะความทุกข์อยู่ที่ใจของสัตว์ ทุกข์อยู่ที่ใจคืออะไร คือกิเลสอยู่กับใจ ธรรมก็อยู่กับใจ แต่เมื่อกิเลสมีอำนาจมาก กิเลสจะสร้างแต่ฟืนแต่ไฟ น้ำดับไฟคือธรรมออกไม่ได้ๆ จึงต้องให้พยายามขวนขวายน้ำดับไฟเข้ามา ได้แก่กองบุญกองกุศลผลประโยชน์ ตลอดถึงการภาวนาให้ได้เห็นอยู่ที่ใจของเรา พอใจได้ปรากฏทางด้านภาวนาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเกิดความทุกข์ความเดือดร้อนจะสงบตัวของมันลงไปๆ กองทุกข์ทั่วโลกธาตุมารวมอยู่ที่หัวใจสัตว์ แต่ละดวงๆ เป็นที่รวมแห่งกองทุกข์ทั้งหลายทั้งนั้นแหละ ตอนที่ยังไม่มีธรรมเป็นน้ำดับไฟ

เวลาสั่งสมน้ำคืออรรถคือธรรมเข้าสู่ใจโดยลำดับลำดาแล้ว ทีนี้ใจจะกลายเป็นสถานที่รวมแห่งความสุขทั้งหลายครอบแดนโลกธาตุทีเดียว ใจนี้เวลาถึงความสุขแล้วครอบโลกธาตุ เหมือนกับใจที่มีกิเลสครอบหัวตัวอยู่แล้วก็เป็นความทุกข์ครอบโลกธาตุเหมือนกัน อยู่ที่ใจ ขอให้ท่านทั้งหลายปฏิบัติใจ นี้พูดมาเป็นพยานให้ท่านทั้งหลายได้ทราบนะ ศาสดาองค์เอกสดๆ ร้อนๆ อยู่กับเราทุกคน ขอให้ธรรมกับจิตได้สัมผัสกันเถอะ จะเข้าสัมผัสพระพุทธเจ้าเป็นลำดับลำดาไป เมื่อเต็มที่แล้วศาสดาองค์เอกคือใครไม่ต้องถาม มันเป็นอันเดียวกันหมดแล้วถามกันหาอะไร

เหมือนอย่างแม่น้ำมหาสมุทร มองไปจุดไหนๆ ทั่วมหาสมุทร ก็เป็นน้ำมหาสมุทรไปหมด แล้วจะไปว่าจุดไหนเป็นยังไงไม่มีที่จะตำหนิ เป็นน้ำมหาสมุทรเหมือนกันหมด อันนี้ใจเป็นธรรม เป็นน้ำมหาวิมุตติมหานิพพานอันเดียวกันแล้ว จะไปถามหาอะไร นี่ละที่ได้วิตกวิจารณ์ ก็เราไม่เคยคาดเคยคิดในธรรมประเภทนี้ ปฏิบัติมาก็ลุ่มๆ ดอนๆ มาโดยลำดับตั้งแต่วันก้าวออกไปบวชทีแรกเราไม่ได้ลืมนะ พอพูดอย่างนี้ก็ระลึกถึงโยมแม่ มันสะเทือนใจหนักนะ เวลากำลังจะเตรียมออก บ้านตาดแต่ก่อนวัดบ้านอยู่นั้น ประชาชนเขาไปนิมนต์ท่านพระครูท่านมาทำบุญ แล้วพ่อก็ฝากเราให้ไปพร้อมท่านเวลาท่านกลับไปวัดโยธานิมิตร เราไม่ได้ลืมนะ ทางนี้ก็เตรียมอยู่ทางในบ้าน ถ้าหากว่าท่านจะเตรียมไปเมื่อไรพ่ออยู่วัดนู่นพ่อจะมาบอก

พอท่านเตรียมจะออกเดินทางแล้วพ่อก็มาบอกว่า นี่ท่านพระครูเตรียมแล้วท่านจะออกเดินทางแล้วนะ เราก็ไม่มีอะไรเตรียมหาอะไรเรา นี่ละจุดสำคัญนะนี่นะ เราไม่ลืมสดๆ ร้อนๆ แม่ปั๊บเข้ามานั่งใกล้ๆ นี้ ปั๊บมานั่งนี่เลย นี่แม่จะบอกนะว่างั้น เราไม่ลืม นี่แม่จะบอกนะ แต่ก่อนก็ไม่เคยยอลูก มีแต่ทุบลงตีลง วันนั้นยอสักหน่อย ยอเพื่อจะยกจะทุบลงเข้าใจไหมล่ะ นี่นะลูก ทุกสิ่งทุกอย่างแม่ไม่ได้มีที่ต้องติ การประพฤติเนื้อประพฤติตัวหน้าที่การงานแม่พอใจทุกอย่างหาที่ต้องติไม่ได้ แต่ที่สำคัญนะลูก นี่เอาตรงนี้นะ การนอนนะลูกนะเหมือนตายเลยนะ

ยกตัวอย่างขึ้นมาทันที พี่ชายเขาบอกแม่เขาจะไปไหนตั้งแต่เช้า เขาบอกแม่เสียตอนกลางคืน แม่ปลุกหน่อยนะวันพรุ่งนี้จะไปธุระอะไรแต่เช้า บางวันก็ได้ปลุกเขา บางวันไม่ได้ปลุกถ้านัดอย่างนี้แล้ว ตอนเช้าเขาไปก่อนแล้วยังไม่ได้ปลุกเลย แต่ลูกคนนี้มันตายตลอด ต้องไปปลุกทุกทีๆ นี่ละแม่วิตกวิจารณ์มากนะลูก อย่างอื่นแม่ไม่มีที่ต้องติ แต่การนอนนี้เหมือนตายนะลูก นี่ละเป็นจุดบกพร่องมากที่สุดลูกคนนี้ว่างั้นนะ เราก็ฟังฟังมันฝังลึกนะ ไม่ได้ฟังธรรมดา แล้วแม่กลัวที่สุดก็คือเวลาไปบวช ไปบวชแล้ว พระท่านไปบิณฑบาตรอบขอบเขตจักรวาลกลับมา แล้วมาปลุกท่านบัวมาฉันจังหัน ท่านบัวยังนอนไม่ตื่น อย่างนี้อย่าให้แม่ได้ยินนะแม่จะเอาหัวมุดดินลงตายเลยนะลูก ฝังลึกนะ เฉย ไม่ตอบนะ ฝังลึกเลย

แม่ไม่รู้ความจริงของเรา ความจริงของเราคือว่า เมื่อบอกแม่ให้ปลุกแล้วถึงเวลาแม่ก็มาปลุกเอง นี่ทอดธุระเข้าใจไหม จึงนอนเหมือนตายเลยให้แม่มาปลุกทุกที ไม่ถึงเวลาแม่มาปลุกไม่ไปละ ตายใจกับแม่แล้วแม่จะมาปลุก ทีนี้แม่ก็เห็นอันนี้ซิว่าลูกเรานี้นอนแล้วเหมือนตาย หาทราบไม่ว่าลูกทอดธุระแล้ว เมื่อบอกแม่ให้ปลุกแล้วแม่ก็มาปลุกเอง ความลึกของเราเป็นอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงนอนเวลาไหนแม่ต้องไปปลุกทุกทีๆ ถ้าบอกว่าให้ปลุกหน่อยนะ ทีนี้แม่ก็มาเห็นอาการอย่างนี้ซิ คือเราตายใจแล้วแม่มาปลุกเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องลุกก่อนความหมายว่างั้น ทีนี้เวลาไปแม่ก็รู้เอง พอไปแล้วก็เอาละที่นี่ แม่ไม่ได้มาปลุกนะ งานอื่นงานใดก็ไม่มีปัญหาอะไรแหละ การนอนนี้แม่ต้องติมากทีเดียว แม่ไม่ได้มาปลุกนะ เอาตัวเราต้องเป็นตัวของเราเท่านั้นพอ

เพราะฉะนั้นเวลาตื่นนี้ดีดผึงๆ เลยนะ นอนอยู่ด้วยกันกับพระกับอะไรอย่างนี้ก็ตาม พระอาจจะตื่นเพราะการตื่นของเรา ตื่นนี้มันสะดุ้งปึ๋งๆ เลย มันเอาจริงเอาจังมากนี่นะ นี่ละการฝึกตนเอง ไปถึง ๑๘ พรรษามันนอนแบบนี้ละ พอรู้สึกนี้มันจะดีดขึ้นมาเลยจนเป็นนิสัย นี่ความฝึกตนเอง ถึงพรรษา ๑๘ แล้วค่อยฝึกใหม่ ฝึกให้นอนเรียบร้อย เวลาตื่นแล้วรู้ทิศรู้ทางแล้วค่อยลุกขึ้นมาด้วยความเรียบร้อยดีงาม ไม่ลุกแบบแม่เนื้อตื่นนายพรานดีดผึงเลย อันนี้เราดีดเพื่อความเพียรของเราไม่ให้นอนใจ อันนี้พลิกมาใหม่ว่างั้นนะ

นี่พูดถึงว่าแม่มาสอน วิตกวิจารณ์ถึงเรื่องการนอนของลูก พลิกใหม่หมดเลยไม่มีเหลือละที่แม่ต้องติตรงนั้น ตื่นนี้จะตื่นเวลาไหนจิตมันดีดของมันปึ๋งทันทีเลย ทันทั้งนั้น การฝึกอบรมตนเอง บวชนี้ เพราะฉะนั้นการบวชนี้เป็นการฝึกคนให้ต้องการอรรถธรรมอยู่แล้วให้เป็นคนดีโดยลำดับ จนกระทั่งถึงดีสุดยอดได้ไม่สงสัยฝึก ใจเรานี้เป็นสิ่งที่ฝึกได้ ขอให้เอาไปฝึกนะพี่น้องทั้งหลาย นี่เราพูดถึงเรื่องเราตะเกียกตะกาย การบวชตั้งแต่วันแม่มานั่งปั๊บ แม่จะบอกนะลูก ตั้งแต่นั้นละ นี่การเข้าไปฝึกฝนอบรมตน การบวชมีแต่การฝึกเจ้าของทั้งนั้น ไม่ต้องมีใครมาสอนนะเป็นเองๆ ตลอด ดีดผึงๆ บวชได้ ๑๘ พรรษาจึงฝึกใหม่ ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ไปถึง ๑๘ ปี ดีดเหมือนแม่เนื้อตื่นนายพราน ดีดผึงๆ เลย เพราะความไม่ตายใจความฝึกตัวเอง

เข้าฝึกจิตก็เหมือนกัน เข้าฝึกจิตทีแรกมันก็ล้มลุกคลุกคลาน ดังที่ว่าไปน้ำตาร่วงอยู่ที่ภูเขาก็มี นั่น เคยเล่าให้ฟังแล้ว น้ำตานี้น้ำตาที่ถึงใจที่สุดนะ สู้กิเลสไม่ได้ พอตั้งสติปั๊บล้มผล็อยๆ ตั้งเพื่อล้มไม่ได้ตั้งเพื่ออยู่ เวลากระแสของกิเลสมันรุนแรงเป็นอย่างนั้น จำได้ไม่สงสัยไม่มีวันลืมเลย ถึงขนาดกูมึงทีเดียวฟัดกับกิเลส โถ มึงเอากูขนาดนี้เชียวเหรอ นู่นน่ะฟังซิกูมึงอยู่ภายในใจนะไม่ได้ออกข้างนอก ด้วยความเคียดแค้นกับกิเลส ความเคียดแค้นนี้เป็นธรรม มุมานะทำให้มีความอุตส่าห์พยายาม ถ้าความเคียดแค้นให้สัตว์ให้บุคคลผู้ใดก็ตามนั้นเป็นกิเลสทั้งนั้นแหละ ความเคียดแค้นให้กิเลสในตัวซึ่งเป็นข้าศึกต่อเรานี้เป็นธรรม

ฟัดกันเสียจนกระทั่งกิเลสค่อยหงายไปๆ ฟาดเอาจนขาดสะบั้นลงไปจากใจ นี่ด้วยการฝึกการอบรม เคียดแค้นก็เคียดแค้นแบบนี้เป็นธรรมทั้งนั้น มุมานะๆ เอาจนเต็มกำลังความสามารถ นี่เกิดขึ้นจากการฝึกอบรม แบบแปลนแผนผังคือพุทธศาสนาถูกต้องแล้ว ฝึกอบรมไปตามแบบแปลนศาสนาจะไม่มีแง่ใดให้สงสัยตัวเอง จะถึงแดนแห่งนิพพานด้วยกัน แบบแปลนแผนผังพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้เรียบร้อยแล้วไม่ผิด เป็นสวากขาตธรรม แบบแปลนนี้ตรัสไว้ชอบแล้วให้พากันดำเนิน ถ้าผิดจากนี้แล้วไม่มีใครรับรอง นอกจากจ่านรกจะรับรองเท่านั้นละ ถ้าปฏิบัติตามทางพระพุทธเจ้านี้ผึงเลยๆ สวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้ว แปลนนี้รับรองแล้วถึงมรรคผลนิพพานโดยไม่ต้องสงสัย ให้พากันตั้งอกตั้งใจ

พระเราก็ให้เข้มงวดกวดขันทางภาคปฏิบัติ ยิ่งครูบาอาจารย์ไม่อยู่ ศาสดาคือพระธรรม พระวินัยจะต้องติดแนบอยู่กับตัวตลอดเวลา ผู้มีศาสดาติดแนบกับตัวคือผู้มีธรรมมีวินัย รักธรรมรักวินัย อยู่กับสติอยู่กับปัญญาประกอบความพากเพียรตลอดเวลา นี้คือผู้ตามเสด็จพระพุทธเจ้าอยู่ทุกฝีก้าวเลย ถ้าห่างจากนี้แล้วจะเอาพระพุทธเจ้าหรือแบกพระพุทธเจ้าบนหลัง ศาลาเราหลังนี้มาแบกมันหลังหักตายเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร ศาสดาอยู่กับสติธรรมปัญญาธรรม ระลึกถึงธรรมตลอดเวลานี้คือศาสดาติดหัวใจเรา ถ้านอกจากนี้แล้วไม่เป็นท่า ขอให้พากันตั้งอกตั้งใจ

เรื่องมรรคผลนิพพานอย่าไปหาตามดินฟ้าอากาศที่ไหนๆ สมัยนั้นสมัยนี้ที่ไหน ให้ดูที่หัวใจ หัวใจเวลานี้กิเลสมันครอบงำอยู่นั้น ให้เปิดกิเลสตัวมันหาเถลไถลหากาลนั้นกาลนี้ แล้วก็มาลบตัวเองว่ามรรคผลนิพพานไม่มี บาปไม่มีบุญไม่มี นี่กิเลสมันเกิดจากใจมาหลอกใจ ลบล้างธรรมที่ใจให้ฉิบหายไปได้ไม่สงสัย เอาธรรมพระพุทธเจ้าที่สอน นี้ละเป็นแบบแปลนแผนผัง เอาๆ นำมารื้อ นำมารื้อกิเลสภายในหัวใจนี้ออก กิเลสนี้มันครอบอยู่ที่หัวใจ

หัวใจนี้เต็มไปด้วยมรรคผลนิพพาน เหมือนสระน้ำใหญ่ๆ ใสสะอาดทุกสิ่งทุกอย่างเต็มอยู่ในสระน้ำนั้นหมด แต่ถูกจอกแหนปกคลุมไว้มองหาน้ำไม่เห็น ไม่สนใจในน้ำ มองไปก็มีแต่จอกแต่แหน มองดูหัวใจคนกิริยาของโลก มีแต่เรื่องของกิเลสตัณหาครอบหมดตัวๆ ไม่มองเห็นธรรมเลย ธรรมคือน้ำในสระ หัวใจนั้นเป็นสระใหญ่ ให้มองเข้ามาดูอันนี้นะ แล้วเปิดจอกเปิดแหนคือความชั่วช้าลามกทั้งหลายออกจากใจ.เราจะค่อยเริ่มเห็นน้ำในสระในบึงของเราในใจของเรานี้แหละ ออกโดยลำดับ เอาพวกจอกพวกแหนออกหมดแล้วน้ำนี้จ้าเลย น้ำอรรถน้ำธรรม อมตะมหานิพพานอยู่ที่นี่เลย จ้าขึ้นมาที่นี่ไม่ห่างไกลที่ไหนนะ

อย่าไปตื่นเงากิเลสหลอกนะ ให้ดูธรรมของพระพุทธเจ้าแบบแปลนแผนผังท่านสอนว่าไง ให้จี้ลงที่ธรรมท่านสอนนั้นคือมรรคผลนิพพาน จะเป็นที่เข้าใจได้ด้วยกัน ไม่เช่นนั้นจะตายทิ้งเปล่าๆ นะชาวพุทธเรา เฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นแนวหน้าที่สุดก็คือพระ แล้วเลวที่สุดเดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นพระไปเสียหมดแล้วนะ เลวที่สุดเลยมารวมอยู่กับพระเรานี้ เย่อหยิ่งจองหองพองตัวที่สุดก็คือพระ ใครไม่อยากแตะต้องนะพระ ผ้าเหลือง เขากลัวบาปกลัวกรรมเขาเกรงอกเกรงใจยิ่งสนุกพองตัว เล่นตัวใหญ่เลยนะพระเราทุกวันนี้ มันน่าทุเรศ ดูทั้งพระเขาพระเรา ดูทั้งเขาทั้งเรา ดูด้วยความไม่ลำเอียง เป็นอย่างนั้นเวลานี้ มองดูใครจะดูไม่ได้นะ พวกเดียวกันจะดูกันไม่ได้แล้ว ผู้ดีๆ ผู้รักษาๆ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสวยงามสะอาดสะอ้านภายในกายวาจาใจท่านปฏิบัติของท่านอยู่ ไอ้ผู้เลอะๆ เทอะๆ เหมือนหมูนอนจมปลัก แล้วขึ้นมาเลอะเทอะกับเพื่อนฝูงที่เป็นผู้ปฏิบัติดี มันก็ไม่อยากคบกันคนเรา ไม่อยากสมาคมกัน เพราะอันหนึ่งสกปรกอันหนึ่งสะอาดเข้ากันได้ยังไง ให้พากันจำนะ

นี่วันนี้เสร็จจากนี้แล้วก็จะเดินทางไปที่กรุงเทพฯ นี่ก็ไปเพื่อประโยชน์สำหรับโลกทั้งนั้น เราไม่ได้ไปเพื่อเรา ดีดดิ้นไปไหนก็เพื่อโลกทั้งนั้นไม่ได้เพื่อเรา มาพิจารณาดูจริงๆ แล้วเพื่ออะไร นั่น อยู่วันหนึ่งๆ ไปพอยังชีวิตลมหายใจไปเท่านั้นๆ พอแล้วกับเราคนเดียว ไม่ยุ่ง อยู่ไหนสบายหมด อยู่ในป่าในเขาอยู่ที่ไหนอารมณ์ของคนๆ เดียวไม่มีสิ่งมารบกวน จะเอาความทุกข์มาจากไหน ที่ได้รับความทุกข์ก็คือมีสิ่งรบกวนนั่นเอง อย่างน้อยก็หวัดรบกวนจมูกจามฟิกๆ นั่นมันก็เป็นทุกข์เข้าใจไหม ถ้าไม่มีหวัดจมูกก็สบาย นั่น แล้วกระจายออกไปหมดร่างกายของเราไม่มีโรคภัยไข้เจ็บแทรกขึ้นมามันก็สบายทั้งนั้น ใจไม่มีกิเลสมาแทรกก็สบาย ถ้ากิเลสหมดสิ้นโดยประการทั้งปวงแล้ว นั้นละอมตะมหานิพพานอยู่ที่หัวใจนั่นเอง วันนี้พูดเพียงเท่านี้ละ

หลวงปู่ลี ธรรมลี วัดถ้ำผาแดง ถวายทองคำ ๔๐ บาท ๘๐ สตางค์ ดอลลาร์ ๕๐๘ ดอลล์ เช็ค ๓๔,๐๐๐ บาท เงินสด ๒๙,๑๐๐ บาท รวม ๖๓,๑๐๐ บาท (สาธุ)

ผู้กำกับ ขออนุญาตกราบเรียน วัดหัวควนธรรมนิคม อำเภอโคกโพธิ์ ปัตตานี วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๘ เรื่องสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี กราบเรียนหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เนื่องด้วยชาวปัตตานีและยะลา มีความทุกข์ทางใจแสนสาหัสกับสถานการณ์ในปัจจุบัน จึงลงความเห็นกันว่า มีแต่ธรรมะของหลวงตามหาบัวเท่านั้นที่จะดับไฟทาง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ชาวจังหวัดปัตตานีและจังหวัดยะลา ขอกราบอนุญาตท่านหลวงตา ตั้งสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชนจังหวัดปัตตานี ที่วัดหัวควนธรรมนิคม จังหวัดปัตตานี ที่ตำบลโคกโพธิ์ ซึ่งอยู่ระหว่างจังหวัดปัตตานี ใกล้กับวัดหลวงปู่ทวด ห่างจากจังหวัดยะลาประมาณ ๒๐ กิโลเมตร ซึ่งถ้าออกอากาศแล้วประชาชนทั้ง ๒ จังหวัดจะรับฟังได้ชัดเจน โดยกำหนดให้เป็นสถานีวิทยุคมนาคมลูกข่าย รับสัญญาณจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชนวัดป่าบ้านตาดร้อยเปอร์เซ็นต์

คณะศรัทธาและญาติโยมขอน้อมถวายสถานีวิทยุดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยเสาสูง ๔๕ เมตร เครื่องส่งขนาด ๓๐๐ วัตต์ แผงอากาศพร้อมอุปกรณ์ต่างๆ กราบถวายแด่องค์หลวงตา และขอปวารณาจะช่วยกันดูแลรับผิดชอบ ทั้งค่าใช้จ่ายและสิ่งต่างๆ ของสถานีวิทยุโดยไม่ให้เป็นภาระแก่องค์หลวงตา และวัดป่าบ้านตาดแต่ประการใดทั้งสิ้น หากมีสิ่งใดที่องค์หลวงตาเมตตาพิจารณาจะสั่งให้แก้ไข ยินดีรับปฏิบัติตามทุกประการ

ด้วยอานิสงส์จากการถวายทานในครั้งนี้ ขออุทิศส่วนบุญกุศลทั้งหลายถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวร บิดามารดา ญาติพี่น้องทั้งหลาย และขอให้คณะศรัทธามีสติปัญญาเจริญในทางโลกและทางธรรมตลอดไป ท้ายนี้ขอกราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน มีธาตุขันธ์แข็งแรงอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร แก่คณะศรัทธาญาติโยมตลอดไปนานเท่านาน กราบนมัสการด้วยเศียรเกล้า พระครูประสงค์ ธมฺมวโร และศรัทธาญาติโยมครับ

หลวงตา รับทราบเรียบร้อยแล้ว เท่านั้นแหละ นี่ลูกสาวครูของเรา ครูชาลีเราเคารพนับถือ จนกระทั่งป่านนี้ไม่เคยจืดนะ อย่างนี้ละเราถ้าถึงไหนถึงอย่างนั้น เหมือนไม่ได้ตายจากนะ เหมือนเป็นครูของเราทางหลักวิชาทางโลก เราก็เลยเป็นครูของครูของเราอีกวิชาทางธรรม ทีนี้กลัวเรากลัวใหญ่นะ เรากลัวแต่ก่อนทั้งรักทั้งเคารพ อันนั้นก็คงเป็นแบบเดียวกัน เลยกลัวใหญ่นะ ชื่ออาจารย์ชาลี เราได้ยกยออยู่เสมอ ครูไม่ได้เหมือนกัน บางรายลักษณะโกโรโกโส ไม่อยากเข้าใกล้นะเรา แต่ครูคนนี้ดีมาก ติดพันมาตลอดกับเรา ไปที่ไหนชอบเอาเราไปด้วย นิสัยมันเข้าแก๊ปกันก็ไม่รู้ ไปที่ไหนเอาเราไปด้วยแปลกอยู่

ไม่มีคำว่าถือเนื้อถือตัว เป็นตัวอย่างได้ดี เราไม่ลืมจนกระทั่งป่านนี้ ประหยัดมัธยัสถ์เก่ง การทำบุญให้ทานนี้ไม่อั้นเหมือนกัน แต่การประหยัดมัธยัสถ์นี้สำคัญมากทีเดียว ไม่สุรุ่ยสุร่าย ไม่ถือเนื้อถือตัว เข้าไหนเข้านอกออกในได้หมด ไม่มีที่ว่าถือเนื้อถือตัว นี่ละเราได้ชมมาจนกระทั่งรุ่นลูกมานี่ พ่อก็จากไปแล้ว ลูกก็คือลูกของผู้ดี ลูกต้องให้เป็นคนดีนะเลวไม่ได้ ขายหน้าพ่อ

(เช้าวันนี้ทองคำได้ ๔๓ บาท ๔ สตางค์ครับผม) ทองคำเราได้เยอะเดี๋ยวนี้ได้เรื่อยๆ นี่ละตายใจไหมพี่น้องทั้งหลาย เราเป็นผู้รับสมบัติของพี่น้องทั้งหลาย เท่ากับท่านทั้งหลายรักสมบัติเจ้าของ แล้วก็รักษาด้วยดีแบบเดียวกันเรา ไม่มีรั่วไหลนะ เงินทองมากน้อยขนาดไหน ไม่ได้ไหลไปไหนเลย นี่ละธรรมเห็นไหม ธรรมออกจากไหน ออกจากหัวใจที่บริสุทธิ์พูดง่ายๆ ให้มันชัดเจน อะไรที่คิดมันแย็บออกมาทางผิดมันจะปัดทันทีเลยโดยหลักธรรมชาติ

ทีนี้เวลาแสดงออกนี้ก็ออกไปจากความถูกต้องดีงามๆ จากหัวใจ สั่งจ่ายไปไหนๆ ออกจากนี้เรียบไปเลย จึงไม่มีที่ลับที่แจ้ง มีอยู่ที่หัวใจผู้รับรู้อย่างเดียว พอแย็บอะไรทางไหนที่ทางผิดนี้ปัดทันที ไม่ให้เข้ามายุ่งได้เลย จะเอาตั้งแต่ความถูกต้องดีงามเรื่อยๆ ทีนี้เมื่อแสดงอาการทุกอย่างออกไปจากหัวใจต่อโลก จึงบริสุทธิ์ไปหมด เป็นคุณไปหมด เราจึงบอกกิริยาที่แสดงนี้ไม่มีโทษเราบอกตรงๆ เลย จะเป็นลักษณะเป็นไฟลามทุ่งก็ตาม แต่เป็นไฟเผาไหม้สิ่งสกปรกต่างหากเข้าใจหรือล่ะ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก