ยกเลิกกัน-ให้อภัยซึ่งกันและกันเป็นประโยชน์อันใหญ่หลวง
วันที่ 8 ธันวาคม 2548 เวลา 18:25 น. ความยาว 75.55 นาที
สถานที่ : กุฏิกลางน้ำ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

ยกเลิกกัน-ให้อภัยซึ่งกันและกันเป็นประโยชน์อันใหญ่หลวง

       เทศน์สมัยที่ยังหนุ่มอยู่ เทศน์สอนพระล้วนๆ รู้สึกเข้มข้นมากตลอดเลย ดูเหมือนชั่วโมงกว่าๆ เทศน์สอนพระล้วนๆ ที่วัดป่าบ้านตาด เทศน์บนศาลา ไม่มีใครมาฟัง มีแต่เทศน์สอนพระล้วนๆ แกงหม้อเล็กหม้อจิ๋ว พอขึ้นปั๊บก็ขึ้นหม้อเล็กหม้อจิ๋วพุ่งๆ เลย เมื่อวานมีโอกาสให้พระเปิดฟังดู มันรัวไปเลยเหมือนปืนกล มันรัวไปเลย โอ้โห ขนาดนี้เชียวนะ คือเนื้อธรรมยังไม่หมด แต่ลมหายใจหมด อันนี้สูดลมหายใจดังฟิ้วๆ ตอนนั้นยังหนุ่มอยู่ ได้ชั่วโมงกว่าๆ ตลอด เทศน์เร่งๆ เดี๋ยวนี้ไม่ไหวละ ยังเทศน์ได้อยู่บ้างนี้ก็นับว่าดีอยู่นะ ต่อไปมันก็เทศน์ไม่ได้ละ มันเหนื่อย

       หลวงปู่มั่นท่านเทศน์เป็นบรรจงช้า แต่ไม่ใช่ช้าจริงๆ นะ ช้ากว่าเรา เวลาท่านเร่งธรรมะขั้นสูงนี้ท่านก็เร็วเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ไม่เร็วเหมือนเรา เร็วตามนิสัยของท่าน เวลาท่านเทศน์ธรรมะขั้นสูง เร่งๆ เราธรรมะขั้นสูงนี้มันมักเร่งกว่านั้นอีก อย่างโยมแม่ไม่ได้หนังสือนะ อ่านหนังสือไม่ออก มาเรียนหนังสือทีหลังนี้นะ เทศน์คงไม่เคยฟังจากใครละเทศน์ทางภาคปฏิบัตินะ ก็จะได้ฟังจากเราเท่านั้น เพราะไม่ปรากฏว่าโยมแม่ได้ฟังเทศน์จากพระกรรมฐานที่ไหนนะ เทศน์อยู่วัดบ้านธรรมดา ก็อ่านหนังสือให้ฟัง เทศน์ให้ฟัง โยมแม่ก็เคยฟังอย่างนั้นตลอดมา

       ทีนี้บทเวลามาบวชก็ได้ฟังเทศน์เราตั้งแต่เริ่มบวชเลย คงไม่คาดไม่คิดแหละ หากได้ฟังอย่างนั้นเรื่อยไป สุดท้ายจิตก็ลงๆ เรื่อย มันหากเป็นของมันเอง ค่อยสงบเข้ามา สงบเข้ามาเอง โดยไม่คาดไม่คิดในขณะที่ฟังเทศน์เรา แม่ลงลูกนี่ก็มีโยมแม่ลงเรา ลงโดยหลักธรรมชาติ ไม่คาดไม่คิดแต่ไหนมาละ หลักธรรมชาติจากธรรมที่เทศน์ไป เทศน์ก็เทศน์ตามหลักธรรมชาติ เพราะเทศน์ปฏิบัติไม่ได้ออกไปไหน ตีเข้ามาๆ ไม่ได้ออกนิทานเรื่องนั้นเรื่องนี้ เทศน์ปริยัติท่านพูดไปตามเรื่องนิทานบ้างอะไรบ้าง เรื่องราวไปข้างนอก ฟังเพลินไปข้างนอกเสีย จิตมันไม่เข้าซิ เทศน์ภาคปฏิบัติมันไม่ไป ตีตะล่อมเข้ามาๆ ทีนี้จิตมันก็ฟังจ่อ เดี๋ยวก็สงบ

       ก็มีโยมแม่ละที่ลงลูกชาย ธรรมดาแม่กับลูกไม่ได้ลงกันง่ายๆ นะ ต่างคนต่างถือสิทธิ์เต็มตัว ลูกก็ถือสิทธิ์ของลูก แม่ก็ถือสิทธิ์ของแม่ มันไม่ลงกันง่ายๆ แต่สำหรับโยมแม่นี้ลงโดยหลักธรรมชาติ เราก็ไม่เคยได้เล่า เช่นเที่ยวกรรมฐานอย่างไรๆ นี้ โยมแม่ไม่ได้ฟังเหมือนบรรดาพี่น้องทั้งหลายนะ ที่เราเที่ยวซอกซอนไปไหนมาไหนเราไม่เคยเล่า ไม่เคยพูด กับโยมแม่นี่เป็นเหมือนทั่วๆ ไป ไม่ได้เคยพูดในฐานะแม่กับลูก ไม่เคยมี เวลาไปก็ฟังพร้อมๆ กันไปเลย ที่จะไปเล่าเรื่องอะไรๆ ให้โยมแม่ฟังไม่เคย

       การปฏิบัติเป็นอย่างไรต่ออย่างไร ทุกข์ยากลำบากขนาดไหนโยมแม่ไม่ทราบ คือไม่เคยเล่า ไม่เคยพูด ในฐานะแม่กับลูกคุยกันนี้ไม่เคยมี สำหรับโยมแม่เราไม่เคย ถ้าเข้าไปก็เทศน์เหมือนกันไปหมดเลย ที่จะไปนั่งคุยกับโยมแม่ไม่เคยมี แล้วก็มาฟังเทศน์ เทศน์ตอนติดกันมากเข้าๆ ก็คือเทศน์สอนคุณเพาพงา อันนั้นมันตั้งสามเดือน เก้าสิบกว่ากัณฑ์ละมั้ง เพราะเทศน์ทุกคืนๆ เว้นวันไหนที่เราประชุมพระเราก็บอก วันพรุ่งนี้จะไม่ได้เข้ามา เราจะประชุมพระ เราก็เทศน์สอนพระนั้นเสีย ถ้าไม่อย่างนั้นพอหกโมงเย็นจวนมืดเราก็เข้าไปในครัว ท่านปัญญาเป็นคนติดตามอัดเทปจากเรา

       เทศน์โยมแม่ก็ได้ฟังทุกวันๆ ติดกัน ทีนี้ฟังมันฟังภาคปฏิบัติซิ ทางด้านจิตใจ มันไม่ได้ไปที่อื่น เทศน์มันก็เป็นหลักธรรมชาติของการปฏิบัติ จะรู้ธรรมเห็นธรรมรู้ที่ไหนก็รู้ขึ้นจิต นั่น ทีนี้เวลาพวกเพาพงากลับไปแล้วก็นิมนต์ให้เราไปเทศน์ให้ฟัง ไม่มีแขกมีคนก็ตาม ถ้าอาจารย์ว่างแล้วนิมนต์เข้ามาเทศน์ให้แม่ฟังบ้าง ฟังเทศน์อาจารย์นี้ไม่เคยพลาด จิตนี้สงบทุกวันเลย ไม่มีครั้งใดที่จิตไม่สงบ พอเริ่มเทศน์จิตก็เริ่มจ่อเข้าไป เราก็เทศน์เรื่อยเลย ไม่ต้องบังคับ ว่าอย่างนั้นนะ คือจิตสงบเอง เสียงธรรมนั่นละเข้ามาดังแว้วๆ ในจิต มันสืบเนื่องกันความรู้ มันก็จ่ออยู่กับธรรม จ่อกับธรรมก็ถอยลงๆ แล้วเข้าสู่ความสงบ เป็นเอง

       นิมนต์ให้เราไปเทศน์ แต่เราก็ไม่ได้ไปนะ คือตอนนั้นแขกยังไม่มีมาก เข้าไปเทศน์ในครัวสอนโยมแม่กับพวกเพาพงา คุณหญิงส่งศรีบ้างใครบ้างมาฟังด้วยกัน นั่นเทศน์ติดกันทุกคืนเลย โยมแม่ก็ได้กำลังใจตอนนั้น เทศน์ทีไรไม่เคยพลาด พอเริ่มเทศน์จิตก็เริ่มจ่อแล้วก็ลงแน่ว แน่วเลย ทุกครั้งๆ ถ้าหากว่าทำลำพังตนเองแล้ว โอ๋ย นั่งจนหลังจะหักมันก็ไม่ลง มันดื้อจิต ว่าอย่างนั้นนะ จิตมันดื้อ พอได้ฟังธรรมนี้ลง ไม่ต้องบังคับ เป็นเอง พูดขึ้นมาก็รู้ว่าจิตเป็นเอง ไม่มีคาดมีเดา เทศน์นี้ก็เทศน์ธรรมะก็มีแต่ตีตะล่อมเข้ามา ตะล่อมเข้ามา จิตฟังแล้วก็ถอยลงๆ สงบแน่วลงไป

       ตอนจะตายเราไม่เคยไปนั่งกุฏิโยมแม่สักทีนะ แม่กับลูกนั่นแหละแต่ไม่เคยไปนั่ง อย่างมากก็เดินเข้าไปหน้ากุฏิ เป็นอย่างไรล่ะอาการการเจ็บการป่วย ถ้าไม่ใช่การเจ็บป่วยไม่ไป ถ้าเจ็บป่วยก็เข้าไปถาม ก็ลูกอยู่ข้างใน เราก็ไปยืนหน้ากุฏิเท่านั้น ไปถามเป็นอย่างไรๆ ตอนสุดท้ายนี้จวนตัวเข้ามาแล้ว โยมแม่เป็นอย่างไรล่ะ อาการนี้จวนแล้วนะ เราก็บอกตรงๆ จะไม่กี่วัน บอกเลยละ อาการหนักมากเข้าแล้ว แล้วจิตใจโยมแม่เป็นอย่างไร

       นั่นละเราได้ฟังเสียงโยมแม่พูดอย่างชัดเจนเลย จับได้ทันที เรื่องร่างกายเป็นร่างกาย เรื่องจิตใจแม่ไม่มีปัญหาอะไรเลย มันผ่องใสตลอดเวลา แจ๋วอยู่เช่นนั้นตลอด ไม่เคยหวั่นกับร่างกายความเจ็บไข้ได้ป่วยหนักเบามากน้อยเพียงไรนั่นเลย ว่าอย่างนั้น จิตเป็นอย่างนั้น จิตแม่ไม่หวั่น ว่าอย่างนั้น เข้าใจทันที แล้วเวลาจะไปในเช้าวันนั้นก็บอกลูก นี่แม่จะไปวันนี้แล้วนะ แม่จวนเต็มที่แล้ว ตอนเช้า พอแปดโมงกว่านิดหน่อยโยมแม่ก็เสีย เสียด้วยความสงบเงียบไปเลย แม่จะไปนะ บอก พอว่าอย่างนั้นก็ไม่นาน ค่อยสงบลง เงียบไปเลย ก็สมกับที่ว่าจิตแม่มีความสงบผ่องใสอยู่ตลอดเวลา

       แม้ร่างกายนี้จะอ่อนเพลียขนาดไหนก็ตาม แต่จิตไม่เคยลดละความสงบเย็นใจและผ่องใส อยู่อย่างนั้นตลอด ไม่เคยหวั่นกับเรื่องร่างกายเจ็บนั้นปวดนี้อะไรเลย ก็ไปอย่างสบายโยมแม่ ไม่เสียทีที่ได้บวชโยมแม่ แล้วก็ได้อรรถได้ธรรมจากเราเป็นผู้สอนเสียด้วย ส่วนโยมพ่อไม่ได้อบรม ตอนนั้นเรากำลังขึ้นเวทีฟัดกับกิเลส ไม่มีเวล่ำเวลามาเยี่ยมบ้านเลย โยมแม่ก็เหมือนกันตอนนั้น ก็มาตอนที่เราเอาโยมแม่บวชนี้ละ จึงได้อบรมสั่งสอนเรื่อยมาจนกระทั่งโยมแม่สิ้นไป ไม่ขาดวรรคขาดตอนในการอบรม เพราะแขกคนไปเรื่อย และเข้าไปเทศน์เรื่อย ฟังเรื่อยตลอด

       ส่วนโยมพ่อนั้นเสียเสียก่อน ตั้งแต่เรากำลังเร่งความพากเพียรอยู่ ดูเหมือนจะเป็นพรรษาที่ ๑๑ ละมัง นั่นละเป็นเวลาที่กำลังเร่งความเพียร ไม่เกี่ยวกับใคร แต่มันก็บันดลบันดาล เรื่องจิตนี้มันไปถึงกันนะ เราก็อยู่นู้น นั่งภาวนาปรากฏแล้ว ตอนเช้ามาก็บอกว่า เออ โยมบิดาถ้าจะเสียแล้วแหละ จำวันนี้ไว้นะ ปรากฏชัดเจนเรียบร้อยแล้ว แล้วเขาจะส่งข่าวมา ก็มาจริงๆ ตรงเป๋งเลยกับวันนั้น เสียวันนั้น นี่มันไปถึงนะ

       เราจึงอยากให้พี่น้องทั้งหลายได้บำเพ็ญ ให้มองดูใจตนเองบ้างนะ ของเลิศเลออยู่ที่ใจ บอกชัดเจน ของเลวที่สุดก็อยู่ที่ใจ เวลานี้ใจมักจะเลว และเลวที่สุดคือธรรมเข้าไม่ได้เลย มีแต่กิเลสทำงานในหัวใจของเรา มันหมุนของมันตลอดเวลา นี่ละที่ว่ากิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์เป็นอัตโนมัติ หัวใจสัตว์ทั่วโลกนี้กิเลสทำงานอยู่บนหัวใจโดยอัตโนมัติ ที่เจ้าของไม่ทราบเลย ว่ากิเลสตัวเป็นภัยแก่ตนเองนั้นทำงานอยู่บนหัวใจตัวเอง ไม่ดู มันพาดีดพาดิ้นไปไหนก็เป็นเรื่องของเราไปเสีย กิเลสมาเป็นเราเสียอย่างเดียว คิดเรื่องใดๆ ดีใจก็เป็นเรา เสียใจก็เป็นเรา แล้วจะตำหนิติโทษกันที่ตรงไหน มันไม่ได้ขัดกับกิเลส มีแต่คล้อยตามกิเลสตลอดเวลาโดยไม่รู้สึกตัว

       จิตเพลิดเพลินในเรื่องใดมันก็เพลินไปตามเรื่อง เป็นกิเลสเราเพลินไปเสีย กิเลสมาเป็นเรา ดีใจก็ว่าเราดีใจ เป็นกิเลสพาให้ดีใจ พาให้เสียใจ มันทำงานของมันเป็นอัตโนมัตินะ ตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสสัมพันธ์กับอะไรกิเลสจะออกหน้าๆ ทำงานเป็นอัตโนมัติของมันโดยไม่ต้องบังคับ หากเป็นของมันเอง อันนี้เราก็ไม่รู้แต่ก่อน ต่อเมื่อได้ภาวนาเข้าไปมากเข้าๆ ระงับดับความคิดทั้งหลายซึ่งเป็นอารมณ์ของกิเลสนี้ให้ลดลงๆ จิตค่อยสง่างามขึ้นมา สง่างามขึ้นมา ผ่องใสขึ้นมา

       ทีนี้อารมณ์ของกิเลสกับใจก็เริ่มเข้าใจกันแล้วว่าเป็นข้าศึกของกันและกัน ทีนี้เมื่อเริ่มเข้าใจมันก็เข้าใจหนักเข้า จิตก็จดจ่อกับข้าศึกคือกิเลส มันจะออกแง่ไหนมุมใดทีนี้คอยจ้องคอยมอง ทราบแล้วว่ามันเป็นตัวผู้ร้าย พูดง่ายๆ ว่าอย่างนั้น แต่ก่อนไม่รู้ นี่ละเรื่องธรรมจึงอยากให้พี่น้องทั้งหลายได้ภาวนาดูหัวใจตนเองบ้างเถอะ คือหัวใจนี้เป็นมหาเหตุ เหตุใหญ่ทั้งสอง เหตุทางกิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์ ทรมานสัตว์โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย เหมือนควายตัวหนึ่ง นั้นก็คือกิเลสมันทำงานอยู่บนหัวใจ พาคิดพาปรุงยุ่งเหยิงวุ่นวาย ให้ดีดให้ดิ้นตลอด เราไม่รู้ เราวิ่งตามมันตลอด

       ก็ว่าเรายุ่งเรายาก เราไม่สบายอะไรก็ว่าเราไม่สบาย กิเลสมาเป็นเราเสียอย่างเดียวจึงไม่เห็นโทษของกิเลส คิดเท่าไรยุ่งเท่าไรก็พอใจยุ่ง จนกระทั่งนอนไม่หลับก็ยังไม่รู้โทษของมัน เพราะคิดมาก คิดในอารมณ์ที่ไม่ดีถึงขนาดนอนไม่หลับ ก็ไม่ทราบว่าอะไรมาทำให้นอนไม่หลับ ก็มีแต่มันคิดมากยุ่งมาก เราคิดเรายุ่งไปเสีย ทีนี้เวลาอบรมทางด้านจิตใจเข้าไปมันระงับอาการเหล่านั้น เพราะฉะนั้นจึงตั้งจุดไว้ให้จิตอยู่กับจุดเดียว เช่นภาวนาให้ถือคำบริกรรม เอาคำบริกรรมเป็นจุดยืนของจิต ให้จิตยึดอยู่กับคำบริกรรม แล้วสติติดแนบกันไม่ให้เผลอ ให้คิดอยู่กับคำว่าพุทโธ นั้นละคืออารมณ์ของธรรม

       จิตเมื่อเกาะกับอารมณ์ของธรรม จะสร้างความเย็นขึ้นโดยลำดับ แต่เกาะอยู่กับอารมณ์ของกิเลสแล้วจะวุ่นวายไปเรื่อยๆ เป็นทุกข์ไปเรื่อยๆ หาความสงบไม่ได้เลย เรื่องของกิเลสไม่พาใครให้สงบ พาให้ยุ่งไปเรื่อย จนกระทั่งไม่ได้สติสตัง เป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้น ทีนี้เวลาเราอบรมเข้าไป เราตั้งจุดที่ว่านี้ คำบริกรรมพุทโธมากเข้าๆ จิตกับพุทโธอยู่ด้วยกัน นั่นละเป็นอารมณ์อันเป็นคุณของใจ คือความคิด คิดกิเลสก็ได้ คิดธรรมก็ได้ เมื่อคิดกิเลสก็เป็นฟืนเป็นไฟไปเรื่อยๆ เพลิดเพลินไปเรื่อย เมื่อคิดกับธรรมใจก็ค่อยสงบตัวเข้ามาๆ เช่นว่าคำบริกรรมคำใดก็ตามนั้นแลธรรม จิตเกาะตรงนั้นแล้วจะเริ่มสงบเย็นเข้ามา เย็นเข้ามาเรื่อย

       จนรู้ชัดเจนว่าจิตหยุดทำงาน ไม่คิดไม่ปรุงอะไรเลย มีแต่ความสง่างามอยู่ภายใน หยุดจากการคิด ชมความผ่องใส ความสง่างามของตัวเอง นี่เป็นสุขแล้วนะ ทีนี้เราเร่งเข้าไปเรื่อยมีกำลังมากเข้าๆ ยิ่งสงบมากเข้า อารมณ์ของกิเลสไม่ค่อยกวนใจละที่นี่ มีแต่อารมณ์ของธรรมบำรุงจิตใจให้สง่างามขึ้นเรื่อยๆ นั่นละคำว่ากิเลส คำว่าธรรม ธรรมเป็นอย่างที่ว่านี้ กิเลสพาให้คิด ให้เสียคนไป ถ้าเรื่องธรรมส่งเสริมจิตใจให้มีความสงบเย็นใจ

       เวลาทำไปๆ หนักเข้าๆ ความคิดเรื่องของกิเลสไม่อยากคิดแล้ว แต่ก่อนไม่คิดไม่ได้ มันอยาก ไม่อยากคิดได้อย่างไร ก็มันอยากคิดอยู่แล้ว อยากรู้อยากเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ มีแต่อยากตลอดเวลา ดึงไปเรื่อย ให้คิดให้ปรุงไปเรื่อย ยุ่งเหยิงวุ่นวายขนาดไหนจนจะเป็นจะตายก็ไม่รู้เนื้อรู้ตัว นี่ความคิดของกิเลส ทีนี้ความคิดของธรรมเราคิดไปมากเท่าไรๆ ทางนี้ยิ่งสง่างาม สงบลงๆ ถึงขั้นที่หยุดกึ๊กก็หยุด ทั้งๆ เราบริกรรมพุทโธๆ อยู่นั้นแหละ

       ทีนี้พอจิตอิ่มตัวในขั้นนั้นแล้วเข้าสู่ความสงบแนบลงไปเลย เงียบ ความคิดถึงเรื่องอรรถเรื่องธรรมเงียบไปเลย เหลือแต่ธรรมคือ เอกจิต เอกธรรม เอกัคคตารมณ์ มีอารมณ์อันเดียว คือรู้อย่างละเอียดเท่านั้น ทีนี้พอถอยออกมาปั๊บเราก็เอาพุทโธจับเข้าไปอีก มันก็เสริมเข้าไปอีก เพิ่มกำลังขึ้นไป ทีนี้จิตไม่เคยคิดเคยเห็น นี่ละที่ว่าให้ดูจิต ภาวนาให้ดูจิต มันจะบอกในตัวเองทุกอย่างอยู่ในนั้นหมด จิตเบาบางจากอารมณ์ทั้งหลายที่เคยเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตัวเองนั้นมันจะเบาไปๆ อารมณ์ของธรรมที่เป็นคุณต่อจิตใจนี้จะสง่างามขึ้นภายในใจ จิตใจเย็นสบายๆ บางทีจนอัศจรรย์ตัวเองเวลามันสงบมากๆ เพียงขั้นสงบเท่านั้นก็อัศจรรย์แล้ว ไม่ใช่ธรรมดา จิตสงบเย็น อยู่ที่ไหนก็สบายหมด ถ้าจิตไม่วุ่นเสียอย่างเดียวเท่านั้น ธรรมท่านไม่พาวุ่น พาสบาย

       นี่เราพูดถึงขั้นของจิตให้นักภาวนาทั้งหลายฟัง เร่งทางสมาธิมีมากขึ้นๆ จิตยิ่งแน่นหนามั่นคง ไม่ค่อยหวั่นไหวกับอะไรง่ายๆ ไม่คิด ไม่ยุ่ง อยู่กับความสุขความสงบเย็นใจนี้ตลอด เอิบอิ่มอยู่นั้นตลอด นี่ละอารมณ์ของธรรมหล่อเลี้ยงใจเป็นอย่างนั้น ทีนี้หนักเข้าๆ สำหรับผู้ตั้งใจ เช่นพระซึ่งเป็นนักบวชมุ่งมรรคผลนิพพานจริง ท่านก็ยิ่งเร่งของท่าน ทางสมาธิมีความแน่นหนามั่นคงแล้วเรียกว่าจิตอิ่มอารมณ์ ไม่อยากคิดอยากปรุงเรื่องราวอะไรซึ่งเคยคิดเคยปรุง แน่วอยู่นั้นอันเดียวสบาย

       ที่ท่านว่าติดสมาธิ จิตมันติดความสงบไม่อยากคิดอยากปรุง คิดทางกิเลสก็ไม่อยากคิด คิดทางธรรมะธัมโมก็ไม่อยากคิด คิดทางธรรมะนั้นหมายถึงปัญญาจะออก มันก็ขี้เกียจไม่อยากคิด ทีนี้พอดึงออกจากความสงบนี้ ออกไปทำงานมันไม่อยากออกในเบื้องต้น มันว่ากวนใจ ไม่สบาย แน่วอยู่นี้สบายดี นี่เรียกว่าจิตติดสมาธิ อย่างพ่อแม่ครูจารย์มาลากเราออก เอาตรงนี้ละ บทเวลาท่านจะเอากับเรา คือนิสัยพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้ โอ๋ย ท่านทราบเรื่องนิสัยของใครจะควรปฏิบัติอย่างไรต่อผู้ใดนี้ ท่านทราบละเอียดมาก กับเรานี่ท่านไม่เคยพูดธรรมดานะ คุยกันธรรมดานี้เหมือนพ่อแม่กับลูกคุยกัน สนิทกันขนาดนั้น แต่พอหันทางด้านธรรมะนี้ท่านเปรี้ยงออกมาเลยนะกับเรา ไม่มีอ่อน

       ที่ท่านขนาบออกจากสมาธิก็เหมือนกัน ถกเถียงกันเสียจนพระแตกมาเต็มใต้ถุนศาลา ไม่ลงกัน ไอ้เราก็ติดสมาธิ มันก็มีรสมีชาติ มีเหตุมีผลที่ควรติด มันก็เถียงกับท่านละซิ ท่านก็จะลากออก มันจะนอนตายอยู่ในสมาธินั่นเหรอ ขึ้นเลย ขึ้นนอนตายเลยนะ นั่นละเรียกว่าเด็ด จะว่าคำหยาบโลนไม่ได้นะ น้ำหนักของธรรมท่าน แต่โลกต้องคิดว่าพูดสกปรกหรือพูดดุพูดด่าพูดอะไร นั้นเป็นเรื่องของกิเลสที่ชอบจะยออย่างเดียว ตำหนิไม่ชอบคือกิเลส

       พอท่านเอาหนักๆ เข้าก็ซัดกันเท่านั้นซิ ท่านบอก สมาธินี่นอนตายอยู่เหมือนหมู แล้วความสุขในสมาธินี้น่ะเทียบแล้วมันเหมือนกับเนื้อติดฟัน เนื้อติดฟันมันเอาความสุขมาจากไหน เพียงเท่านั้นละความสุขในสมาธิ ท่านว่า ทีนี้ท่านก็เน้นเข้าไปอีกว่าฟาดสมาธิทั้งหมดให้เป็นสมุทัยเลย เป็นกิเลสทั้งหมดเลย ท่านเอากับเรา ท่านเอาอย่างหนัก สมาธิทั้งแท่งเป็นสมุทัยทั้งแท่งท่านรู้ไหม รู้ไหมขึ้นเลย นี่ท่านจะให้โละทิ้งหมดสมาธินี้ ให้เอาทางด้านปัญญามา เราก็เถียง มีช่องตรงไหนพอเถียงมันก็เถียงกันถกกัน เพราะถกหาเหตุหาผล ไม่ใช่ถกด้วยทิฐิมานะนี่นะ

       พอท่านซัดลงไปถึงสมาธิเป็นสมุทัยนี้มันก็ซัดกันตรงนี้ พอลงจากนั้นแล้วยังไปตำหนิตัวเอง ทั้งๆ ที่เราไม่ได้มีทิฐิมานะจะเอาแพ้เอาชนะกับท่านนะ ถึงอย่างนั้นมันก็ยังลงไปวิตกวิจารณ์ นี่ละเริ่มแรกที่ปัญญาจะออกนะ เออ ทำไมเราก็มาอยู่กับท่าน มอบกายถวายตัวทุกสิ่งทุกอย่างกับท่าน ให้เฆี่ยนให้ตีได้ทุกแบบ แต่วันนี้ทำไมจึงมาถกเถียงท่าน เหมือนแชมเปี้ยนอยู่บนเวทีน้า เจ้าของว่าเองนะ ว่าเจ้าของเฉยๆ ทิฐิที่จะต่อสู้กับท่านอย่างนั้นไม่มีละ ทำไมมันรุนแรงนักนะวันนี้ คือต่างคนต่างมีเหตุมีผลตามขั้นภูมิของตน เหตุผลของเราก็พวก ก.ไก่ ก.กา เหตุผลของท่านก็ปริญญาเอก ดอกเตอร์ ว่างั้นเถอะ มันมี ก.ไก่ ก.กา มันก็เอา ก.ไก่ ก.กาฟัดกับท่านละซิ

       แล้วก็มาลงใจ ถ้าหากว่าไม่เชื่อท่าน คือเรายังเชื่อสมาธิของเรา ถ้าไม่เชื่อท่านจะมาหาท่านทำไม ถ้าว่าตัวเก่งก็ไปบำเพ็ญเฉพาะตัวเองซิ มาถกมาเถียงท่านทำไม ความรู้ในฐานะเป็นอาจารย์กับความรู้ของผู้มาศึกษามันต่างกันอย่างไร นี่ละเอากัน ท่านเป็นความรู้ของอาจารย์ชั้นเอกแล้ว ความรู้ของเรา ก.ไก่ ก.กา ไปถกเถียงด้วยความรู้ความเห็นความสำคัญของตนว่าถูกต้อง ได้อย่างไร ท่านว่าอย่างไรฟังท่านซิ จากนั้นก็เปลี่ยนละ ออกละที่นี่ ออกจากสมาธิ ที่มันไม่อยากคิดอยากปรุงเรื่องสติปัญญา ปัดออก

       ทีนี้เอา ก้าวเดินตามท่านซิ พอก้าวออกตามท่านนี้เอาละนะที่นี่ พอปัญญาเริ่มออก มันเริ่มรู้แปลกๆ ต่างๆ ขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในสมาธิไม่เคยรู้ พอออกทางด้านปัญญา มันก็รู้แปลกๆ ต่างๆ ทำให้ดูดดื่มเรื่อยๆ ทีนี้ก็หมุนเลยละทางด้านปัญญา จากนั้นก็ย้อนเข้ามาหาสมาธิ เอ้อ สมาธินี้มันนอนตายเฉยๆ อย่างพ่อแม่ครูจารย์มั่นว่านั่นแหละ ปัญญาต่างหากพาแก้กิเลส ทีนี้มันก็จะไปแก้แต่กิเลส มันตำหนิสมาธิ เลยจะไม่สนใจ ฟาดทีนี้กลางคืนก็ไม่นอน กลางวันก็ไม่นอน เวลามันออกทางด้านปัญญามันเพลินนะ

       แล้วกลับขึ้นไปหาท่านอีก นี่ที่พ่อแม่ครูจารย์ว่าให้ออกทางด้านปัญญา เวลานี้มันออกแล้วนะ มันออกอย่างไร ท่านก็ว่า ก็มันไม่ได้นอนทั้งวัน บางคืนไม่ได้นอนเลย กลางวันก็ไม่ได้นอน มันหมุนติ้วๆ ตลอดเวลา นั่นละมันหลงสังขาร คือถ้ามันพิจารณาเกินไปมันเป็นสมุทัยแทรก เราไม่รู้นะ ถ้าไม่พิจารณามันก็ไม่รู้ นั้นละบ้าหลงสังขาร เอาอีกละนะ หมอบนะคราวนี้ไม่เถียง มันก็เอาของมันจนได้นั่นละ จนกระทั่งมันพิจารณาจะเป็นจะตายจริงๆ ก็ย้อนจิตเข้ามาสู่สมาธิ พักสมาธิเสียก่อน พอพักสมาธิแล้วก็ออกทางด้านปัญญา

       ทีนี้เวลาออกทางด้านปัญญาเป็นงานที่ผาดโผนโจนทะยานมากนะ .งานไม่หยุดไม่ยั้ง ได้รั้งเอาไว้ คำว่าความเพียรไม่มี มีแต่ได้รั้งเอาไว้ คือมันผาดโผนมาก ดูดดื่มมาก เพลินในการฆ่ากิเลส มีเท่าไรมันฆ่ากันด้วยปัญญาต่างหาก ไม่ได้ฆ่าด้วยสมาธิ มันเห็นชัดๆ เอ้อสมาธินี้สงบขนาดไหนมันไม่ได้ฆ่ากิเลสแม้ตัวเดียว ปัญญาต่างหากเป็นเครื่องฆ่ากิเลส ทีนี้มันก็หมุนทางด้านปัญญา เลยไปใหญ่เลย จนไปเต็มเหนี่ยวมันจะตายจริงๆ ย้อนเข้ามาพักจิต รั้งไว้ในสมาธิ ถึงขนาดเอาพุทโธไปบังคับนะ เอาพุทโธๆ ไม่ให้มันเคลื่อนจากนี้ เคลื่อนจากนี้มันจะโดดออกทางด้านปัญญา ต้องบังคับเอาไว้ พอเข้าแล้วก็ออก มันไม่จะเป็นจะตายจริงๆ มันไม่ยอมเข้านะความเพลินทางด้านปัญญา

       นี่ละที่นี่พอเข้าถึงขั้นสติปัญญาขั้นนี้แล้ว นั่นละมันเริ่มเห็นสติปัญญานี่ทำงานโดยอัตโนมัติ ฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ แต่ก่อนกิเลสทำลายสัตว์โลกโดยอัตโนมัติ ดังที่เราๆ ท่านๆ เป็นอยู่นี้เอง คิดแง่ไหนๆ มีแต่กิเลสทำงานๆ ทั้งหมด กิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์โดยอัตโนมัติของมัน แม้เช่นนั้นสัตว์แม้รายเดียวก็ไม่รู้นะ ทีนี้พอปัญญาขั้นนี้ขึ้นแล้วมันรับกัน อยู่ที่ไหนมีแต่หมุนติ้วๆ ฆ่ากิเลสตลอดเวลา ไม่ว่าอิริยาบถใด เว้นแต่เวลาหลับ นอกจากนั้นเป็นเวลาสติปัญญาห้ำหั่นกับกิเลสตลอดไปๆ แล้วก็หมุนติ้วเสียด้วยนะ คิดดูซิไม่อยากพักสมาธิ นอนตายเฉยๆ มันว่าอย่างนั้น ฆ่ากิเลสมันฆ่าด้วยปัญญา มันก็หมุนทางด้านปัญญา

         ทีนี้เมื่อมันเป็นอย่างนั้นแล้ว สติปัญญาทำงานฆ่ากิเลสนี้มันก็เป็นอัตโนมัติ เป็นเอง แต่ก่อนมีแต่กิเลสทำงานเป็นอัตโนมัติบนหัวใจของเรา ทีนี้พอธรรมมีกำลังมากแล้ว สติปัญญามีกำลังมากแล้วมันจะหมุนฆ่ากิเลสตลอดเวลา ไม่ว่าอยู่ที่ใดๆ จะมีแต่การฆ่ากิเลสตลอดไปเลย นี่เรียกว่าจิตทำงานฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ มันก็ทราบกันละที่นี่ จากนั้นมามันก็หมุนตลอด มีแต่ฆ่ากิเลสตลอดไปเลย สุดท้ายจนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นไปหมดจากหัวใจ ไม่มีอะไรจะฆ่า ไม่มีอะไรจะสังหารกันแล้ว การต่อสู้กันได้สิ้นสุดลงแล้ว ในขณะที่กิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจมันจ้าขึ้นมา

       ทีนี้สติปัญญาที่หมุนตัวเป็นธรรมจักรนี้ มันยุติได้โดยหลักธรรมชาตินะ ในเวลามันหมุนนั้นบางทีเจ้าของรำคาญเจ้าของเหมือนกัน สติปัญญานี้แต่ก่อนมันไปอยู่ที่ไหน บทเวลามีกำลังขึ้นมามากแล้วมันถึงหมุนไม่หยุดไม่ถอยมันเป็นยังไง วันไหนมันจะได้พักผ่อนสักที เราคิดไว้แต่ต้นว่าเวลามันล้มลุกคลุกคลานก็พยุงตนไปหรือปลอบโยนตน เอาถูไถไปเสียก่อนแหละ เวลานี้ยังไม่ได้กำลังวังชา ต่อเมื่อจิตใจมีกำลังวังชาละเอียดเข้าไปเท่าไรๆ  จิตจะมีความสงบแน่วลงไปและละเอียดลงไปเรื่อย จะเบาลงไป มันจะเบาลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกิเลสสิ้นไปจากใจ มันคาดเอาไว้นะ แต่มันไม่ใช่ความจริง

         พอมันได้ที่แล้วนี้ กิเลสกับธรรมฟัดกันนี้ยิ่งงานหนักงานหนา ไม่มีเวลาหยุดยั้งเลย นอนกลางคืนนอนไม่หลับนะ ตลอดรุ่งเอาเฉยๆ มันไม่หลับ เพราะมันหมุนตัว นอนอยู่กิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่บนหัวใจ มันหมุนของมันตลอด เรานอนก็มีแต่ร่างเฉยๆ หัวใจนี้กับกิเลสมันฟัดกัน มันไม่ได้นอนนะ สุดท้ายก็ลุกขึ้นมา ลุกขึ้นมานั่งสมาธิ มันยิ่งหมุนใหญ่เลย จากนั้นก็ลงเดินจงกรม ลงไปไหนก็มีแต่หมุนอยู่ภายในๆ สุดท้ายก็สว่างขึ้นมา เอ้อวันนี้ไม่หลับเลย

         พอวันหลังสว่างจ้าแล้วเป็นกลางวันมันยังไม่ยอมหลับอีก หมุนตลอดเลย เอ้อเรานี่มันจะตายแล้วนะ แต่ก่อนก็ว่าจิตใจละเอียดลออเท่าไร งานการจะลดน้อยลงไปๆ จะสบายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งที่สุดของจิต ที่สุดของธรรม ทีนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ความจริงกับความด้นเดามันต่างกัน มันหมุนของมันตลอดๆ สตินี้หมุนตลอดเลย คำว่าเผลอไม่มี ขณะไหนสติปัญญาอัตโนมัติจะเผลอตัวไม่มีเลย เป็นหลักธรรมชาติของมันเอง จากนั้นมันก็ก้าวเข้าสู่มหาสติ-มหาปัญญา อันนั้นยิ่งละเอียด ซึมไปเลย กิเลสจะแย็บมาตรงไหนมันขาดสะบั้นไปพร้อมกันๆ นี่จึงเรียกว่าสติปัญญามีกำลังกล้า กิเลสมีแต่คอยขาดสะบั้น โผล่หน้ามาไม่ได้เลย ถึงขั้นสติปัญญามีกำลังกล้าแล้วกิเลสตัวไหนจะโผล่ขึ้นมานี่ขาดสะบั้นไปทันทีทันใดๆ

         นี่ละเรียกว่าธรรมทำงานฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ มันก็รับกันได้กับกิเลสทำงานบนหัวใจเราโดยอัตโนมัติ ที่เรายังไม่รู้ภาษีภาษา พอธรรมได้เกิดขึ้นแล้วเป็นเครื่องรับกันทันที ว่า อ๋อ ธรรมทำงานฆ่ากิเลสก็เป็นอัตโนมัติเหมือนกัน อย่าว่าแต่กิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์เป็นอัตโนมัติเลย ธรรมก็เหมือนกัน เมื่อมีกำลังแล้วฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติเหมือนกัน  นั่นมันก็รู้ละที่นี่ นี่ละมันหมุนติ้วๆ ไปเต็มสัดเต็มส่วนแล้ว จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นลงไปหมด ให้เห็นประจักษ์ใจ ไม่ถามใครเลยละ สนฺทิฏฺฐิโก ความรู้เองเห็นเองขั้นสุดยอด กิเลสขาดสะบั้นก็เป็น สนฺทิฏฺฐิโก รู้ประจักษ์ตัวเองแล้วถามใคร นั่น

         พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปหมดแล้ว ถ้าพูดว่าโลกก็เป็นคนละโลกแล้ว โลกวัฏวน กับโลกวิวัฏวน คือโลกไม่หมุน ถ้าเราเรียกนิพพานว่าโลกนะ มันเป็นคนละโลกไปแล้ว ทีนี้จิตก็หยุดหมุน จะทำงานอะไรอีกไม่มี แล้วเจ้าของก็รู้ว่างานเจ้าของสิ้นสุดลงแล้ว ไม่มีอะไรที่จะทำ ดังที่ท่านแสดงไว้ในธรรมว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว งานที่จะควรทำคือการแก้กิเลสได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว งานอื่นให้ยิ่งกว่านี้ไม่มี มันก็ยุติตั้งแต่นั้นมา

         ทีนี้กิเลสตัวใดที่จะมาแฝงขึ้นไม่มี จึงเรียกว่าหมด ถ้ามันยังมีอยู่สตางค์หนึ่งสองสตางค์ มันก็จะบอกว่า โอ๊ย ยังอยู่สองสตางค์ นี่มันหมดเลย ในกระเป๋าฉีกก็ขาดเฉยๆ ไม่มีเงิน ทีนี้เราจะไปค้นอะไรก็รู้กันอยู่แล้วว่ามันหมด ค้นหาอะไร ขาดสะบั้นลงไป นั่นแหละเป็นเรื่องที่อัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย เป็นขึ้นมาโดยหลักธรรมชาติของจิตเอง เราไม่ได้คาดหมาย เหนือความคาดหมายทุกอย่างเลย ขนาดที่ว่าน้ำตานี้ร่วงทันทีเลยนะ มันอัศจรรย์ แล้วมันเป็นโลกใหม่ขึ้นมาในหัวใจดวงนี้ โลกเก่าที่เราเคยจมมาตั้งกัปตั้งกัลป์มันเป็นอย่างไรๆ มันก็รู้มาหมด

         พอถึงขั้นตัดโลกทั้งหมด จะไม่ให้สืบต่อต่อไปเรื่องการเกิดแก่เจ็บตายเพราะกิเลสทำงานนี้ไม่มี เพราะกิเลสสิ้นซากลงไปแล้วไม่มีใครพาทำงานให้เกิดแก่เจ็บตาย  รู้ชัด สิ้นสุดแล้วที่นี่ การเกิดตายของเราไม่มีอีกแล้ว มันรู้ชัดๆ อย่างนั้น มันมีสายมีเงื่อนต่อมา ละเอียดขนาดไหนมันก็ตามกันมาๆ จนกระทั่งขาดสะบั้นลงไป หมดแล้วเรื่องเชื้อที่จะพาให้เกิด ก็คือกิเลสตัวละเอียดนั้นแหละ พอมันสิ้นสุดลงไปแล้วก็หมดขาดสะบั้นลงไป จึงว่าฟ้าดินถล่ม ธรรมดาแล้วฟ้าดินเขาก็อยู่ของเขา เขาไม่ได้ถล่ม มันเป็นอยู่ที่ระหว่างกายกับจิต กิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจนี้กายนี้มันไหวทันที

         นั่นละว่าฟ้าดินถล่ม กายไหวผึงเลยทันที สะดุ้งเลย เหมือนฟ้าดินถล่ม จากนั้นก็จ้าขึ้นมา กิเลสตัวเสนียดจัญไรขาดสะบั้นลงไปแล้วมันก็จ้าขึ้นมาเลย นี้ละความรู้ประเภทนี้ละที่จะนำมาสอนโลก มันสอนได้อย่างไร มันรู้แล้วนั่น โอ้โหถึงขนาดนี้แล้วความรู้ความเป็นของจิต ถึงขนาดนี้แล้วเราจะไปสอนใครได้ ไม่มีใครเชื่อ สอนทีไรเขาก็จะหาว่าบ้า ทั้งๆ ที่เขาเป็นบ้ากันทั้งโลกนั้นแหละ นี่มันอ่อนใจนะ

         พอถึงขั้นนี้แล้วมันท้อถอยไปหมดเลย เรียกว่าทำความขวนขวายน้อย ดังพระพุทธเจ้าท่านจะสอนโลก ท่านทรงมีความขวนขวายน้อย ก็เพราะว่าภาระที่สอนโลกมันหนักมาก ที่จะให้รู้เห็นตามที่พระศาสดาท่านทรงรู้นี้อยากจะว่าเป็นไปไม่ได้ แม้แต่เราเองมันก็เป็น จะสอนโลกให้รู้อย่างนี้ใครจะมารู้ได้ สอนไปที่ไหนเขาก็จะหาว่าบ้าไปหมด เพราะอันนี้ประหนึ่งว่าไม่ใช่วิสัยของโลกจะรู้ได้ ขนาดนั้นนะ เป็นเรื่องอ่อนใจที่จะสอนโลก สุดท้ายมันก็ลง ลงไปในจุดที่ว่า เออ อยู่ไปกินไปวันหนึ่งๆ พอยังชีวิตให้เป็นไป ถึงวาระของธาตุขันธ์ที่จะพังเท่านั้นพอแล้ว

         คำว่าอยู่ไปๆ จะไม่เล่นกับใครเลย อยู่ในป่าในเขาพอถึงวันตาย พูดง่ายๆ นี่ละพอมันลงถึงจุดนี้ว่าจะไม่สอนใครแล้ว ลงขนาดนี้แล้ว คือมันสุดวิสัยที่ใครจะมารู้ได้กับธรรมชาติอันนี้ ความคิดของมันเป็นอย่างนั้น ทีนี้พอเป็นอย่างนั้นแล้วธรรมก็ขึ้นในใจเลย เราไม่ได้ลืมสดๆ ร้อนๆ ขึ้นมา ก็เมื่อว่าธรรมประเภทนี้สุดวิสัยของโลกมนุษย์ที่จะรู้ได้เห็นได้แล้ว แล้วเราเป็นเทวดามาจากไหน ขึ้นผึงเลยนะ เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกันกับโลกทั้งหลาย เราทำไมรู้ได้ รู้ได้เพราะเหตุไร นี่ละตัวสำคัญนะ รู้ได้เพราะเหตุไร มันเป็นสายทางเข้ามา สายทางบารมีของผู้สร้างคุณงามความดีทั้งหลายสืบเนื่องมาจนกระทั่งถึงจุดนี้

         เหมือนเราเดินมาสวนแสงธรรม พอมาเข้าถึงนี้แล้วมันมีทางมานี้ ไม่ใช่มาลอยๆ มาพบสวนแสงธรรมเลยทีเดียว มันมีสายทางมา อันนี้มีสายทางเข้ามา ก็คือความดีงามของเจ้าของสร้างมา บารมีการทำบุญให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา มีตั้งแต่สายทางนะ หนุนกันเข้ามาๆ พอว่าเรารู้ได้อย่างไร เพราะเหตุใด นั่นมันยอมรับทันที เพราะสายทางกับธรรมชาติอันนี้ อันนั้นเป็นทางเดินเข้ามาหาอันนี้ ยอมรับ อ๋อ รู้ได้ นั่นเห็นไหมล่ะ ไม่มากก็ได้ ทีนี้รับกันแล้วนะ อ๋อ ได้ ไม่มากก็ได้

         ก็เพราะต่างคนต่างได้สร้างคุณงามความดีมาด้วยกัน เป็นสมบัติของตัวเองแต่ละคนๆ เหมือนกัน เมื่อถึงขั้นภูมิที่จะถึง ถึงได้ด้วยกัน เมื่อมีบุญมีกุศลแล้วถึงได้ด้วยกัน ยอมรับทันที อ๋อ ได้ เราพูดตามหลักความจริง เป็นในใจขึ้นมานี้ไม่คาดไม่คิดว่าจะเป็นนะ เป็นเอง ใครจะคาดคิดไม่ได้ เป็นเองของมัน เวลาเป็นอย่างนั้นมันสุดวิสัยจริง ๆ เหมือนว่าไม่มีใครจะรู้ได้ในโลกนี้ รู้ได้เฉพาะเราคนเดียว อยากจะว่าอย่างนั้นนะ ไปพูดให้ใครฟังเขาก็จะหาว่าบ้าไปหมด โอ๊ย เขาก็เป็นบ้าไปแล้วไปสอนให้ลำบากลำบนทำไม อยู่ไปกินไปวันหนึ่งพอ ไปเลย มันทอดธุระแล้วนะ

         พอธรรมะกระตุกขึ้นมานี้จึงได้รู้ตัว ถ้าว่าธรรมะเหล่านี้โลกมนุษย์จะรู้ไม่ได้ รู้ได้แต่เราคนเดียว เราเป็นเทวดามาจากไหนเราก็เป็นเหมือนมนุษย์นี่ทำไมเรารู้ได้ จากนั้นก็ไล่เข้าหา รู้ได้เพราะเหตุใด สายทาง ยอมรับทันที อ๋อ มันจะไปไหนก็ไปเถอะ คนเราถ้ามีบุญมีกุศลสมภารที่สร้างมาแล้วหนุนไปเรื่อยๆ ถึงกาลเวลาถึงเอง ไม่สงสัย เพราะฉะนั้นจึงอย่าพากันประมาทนะ

         เรื่องวาสนามากวาสนาน้อย วาสนาน้อยนี่ต้องเพิ่ม กิเลสจะมากล่อมใจให้ท้อถอยน้อยใจนะ โอ๊ย เรามีวาสนาน้อย ไปไม่ไหวแล้ว เวลาถอยลงไปแล้ววาสนามากแล้วเหรอ เวลาไปไม่ได้แล้ววาสนามากแล้วเหรอจึงไปไม่ได้ ฟังซิน่ะ มันน้อยก็เพิ่มเข้าไปซิ เหมือนเรารับประทาน รับประทานทีแรกมันอิ่มที่ไหน คำหนึ่งสองคำเข้าไป สองช้อนสามช้อนเข้าไปมันก็อิ่มของมันได้ เมื่อรับประทานไม่หยุดอิ่มได้ การสร้างคุณงามความดีถึงขั้นพอ พอ เรื่องธรรมะนี้มีพอ ไม่เหมือนกิเลสตัณหาไม่มีคำว่าพอ เรื่องกิเลสไม่มี ไม่มีเลยคำว่าพอ

         ถ้าว่าแม่น้ำเหมือนหนึ่งว่าไม่มีฝั่งมีฝา ไหลเตลิดเปิดเปิงตลอดคือกิเลส นตฺถิ ตณฺหาสมา นที แม่น้ำเสมอด้วยตัณหานี้ไม่มี มันใหญ่กว่าแม่น้ำอีก แม่น้ำยังมีฝั่งมีฝา กิเลสไม่มีฝั่ง เตลิดเปิดเปิง นี่ท่านสอนไว้แล้วอย่างนั้น ธรรมนี้มี มีเป็นระยะๆ พอเป็นระยะ เช่นอย่างสมาธิพอ เป็นสมาธิเต็มภูมิแล้ว เอาน้ำมหาสมุทรมาเทแล้วเหมือนน้ำเต็มแก้ว มันก็ไหลออกหมด นี่สมาธิพอก็อยู่แค่นั้น ทีนี้เอาปัญญาเพิ่มเข้าไปอีก พอปัญญาฟาดนี้กิเลสขาดสะบั้นลงหมดแล้ว ทีนี้พอสุดขีดเลย เป็นพอๆ ไปอย่างนั้น การปฏิบัติธรรม

         นี่ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วที่ได้มาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลานก็เราเป็นเองแล้ว ทีนี้เวลามันตะเกียกตะกายถึงขั้นที่ว่าไม่หลับไม่นอนทั้งวันทั้งคืน เป็นการทำงานของธรรมโดยอัตโนมัติ ฆ่ากิเลสเป็นลำดับลำดามันก็ปรากฏแล้ว จนกระทั่งกิเลสไม่มีเหลือ ขาดสะบั้นลงหมด มันก็ประจักษ์กับหัวใจ ไปถามใคร พระพุทธเจ้าท่านถามใครเวลาท่านตรัสรู้ พระสาวกบรรลุธรรมแต่ละองค์ๆ เป็นสรณะของพวกเรา สรณํ คจฺฉามิ ท่านไปถามใคร ท่านไม่ได้ถาม

                    สนฺทิฏฺฐิโก ความรู้เองเห็นเอง จากผลแห่งการปฏิบัติของตัวเอง ประจักษ์กับทุกคน ยอมรับเองๆ อันนี้ก็จะไปถามใคร เมื่อมันจ้าขึ้นมาแล้วมันเป็นอันเดียวกันแล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ตาม สาวกองค์ใดก็ตาม นตฺถิ เสยฺโยว ปาปิโย ไม่มีอะไรยิ่งหย่อนกว่ากันแล้ว เป็นธรรมชาติเหมือนกันหมด มันจ้ามันถึงกันเลยเทียว มันรู้อยู่ชัดๆ ภายในใจแล้วจะไปถามใครอีก พูดชัดๆ นี่ละเวลาเข้าถึงเป็นอันเดียวกันแล้วก็เหมือนแม่น้ำในมหาสมุทร  แม่น้ำคลองต่างๆ ที่ไหลเข้ามาๆ เวลายังไม่ถึงมหาสมุทรก็เรียกได้ว่าเป็นน้ำคลองนั้นๆ พอเข้าถึงมหาสมุทรปั๊บเท่านั้นเป็นมหาสมุทรอันเดียวกันเลย ไม่มีคำว่าคลองไหนต่อคลองไหน จิตเวลายังไม่เข้าถึงก็เรียกว่าคลองนั้นคนนี้ได้ บำเพ็ญบารมีมา พอเข้าถึงจุดนั้นแล้วเป็นมหาวิมุตติ-มหานิพพานอันเดียวกันหมดเลย ให้พากันจำเอานะ

         นี่ละเรื่องการสร้างคุณงามความดีมีที่ยุติมีที่หมาย ไม่เตลิดเปิดเปิงเหมือนกิเลสพาเที่ยว ถ้ากิเลสพาไปเตลิดเปิดเปิงกี่กัปกี่กัลป์มานี้เกิดตายกองกันอยู่นี้ขนาดไหน ถ้าหากว่าเราได้รู้เรื่องของเราสลดสังเวช ดีไม่ดีจะสลบไปนะ ตายกองกันมาสักเท่าไร คนคนเดียวตายทับตายถมซากเก่าซากใหม่ของตัวเองมาสักเท่าไร นี่ละมันปิดไว้ไม่ให้รู้ ดีไม่ดีมันยังเอากิเลสตัวหนาๆ ซัดเข้าไปอีก ปิดบังว่าตายแล้วสูญ ก็จิตเป็นนักเกิดนักตายมันสูญที่ไหน จิตไม่เคยสูญ นักเกิดนักตายคือจิต

         กิเลสมันก็ฟาดเข้าไปว่าตายแล้วสูญ ไม่ได้หวังอะไรละ อยากทำอะไรก็ทำตามความต้องการ เพราะตายไปแล้วจะไม่ได้เกิดอีกแล้ว ยิ่งสร้างแต่บาปแต่กรรม ตายแล้วมันไม่ได้สูญน่ะซิ มันลงไปจมในนรก เพราะเรื่องกลมายากิเลสของตัวเอง จึงให้ฟังเสียงท่านที่เป็นจอมปราชญ์ ฉลาดแหลมคมสุดยอด ไม่มีใครเกินศาสดานะ สอนโลกได้แม่นยำที่สุดคือพระพุทธเจ้า นอกนั้นผิดๆ พลาดๆ นี่เป็นผู้สิ้นกิเลสแล้วสอนถูกต้องแม่นยำๆ ทุกอย่าง คนมีกิเลสมีแต่พาผิดพาพลาด ตกเหวตกบ่อไปเรื่อยๆ เราก็เคยเป็นมาแล้วด้วยความมืดบอดของเรา

         ให้ฟังเสียงอรรถเสียงธรรม เสียงครูบาอาจารย์ แล้วเราจะค่อยได้ดิบได้ดี ท่านว่าอย่างไรอย่าฝืนท่าน เราเป็นคนตาบอดอย่าอวดดี อวดดีกว่าคนตาดีมันจมได้นะ คนตาดีท่านไม่เป็นอะไร ศาสดาองค์เอก โลกวิทู รู้แจ้งโลกชัดเจนหมด ไม่ว่าตั้งแต่นรก สวรรค์ พรหมโลก นิพพาน รู้หมดเลย ใครจะรู้ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า แต่ท่านไม่บรรยายเฉยๆ ว่า สัตว์นรกตัวนี้ที่มันจะตกนรกหลุมนี้อยู่มันทำกรรมอะไร พระองค์ทราบหมดเลย

         นี่ทำกรรมอะไรจึงมาตกนรกหลุมนี้ สัตว์นรกแต่ละรายๆ มันมีการทำกรรมมาแต่ละรายๆ เหมือนกัน ถ้าจะถามขึ้นไปก็มันทำกรรมอันนั้นๆ บวกกันแล้วมาเป็นอย่างนี้ ท่านก็ทราบหมดแต่ท่านไม่ได้บรรยาย ใครจะทราบยิ่งกว่าศาสดา ไม่ใช่อยู่ๆ ก็มาตกเอาเฉยๆ มันมีสาเหตุที่มาตก สาเหตุนั้นคืออะไร ไปทำกรรมอะไร ทีนี้ความดีงามของเราทั้งหลายก็เหมือนกันอีก ไปสวรรค์ชั้นพรหมจนกระทั่งถึงนิพพาน ไปได้เพราะเหตุใด ก็เพราะการสร้างความดี สร้างความดีมาอย่างไรบ้าง มีแถวแนวมาเหมือนกันนั่นแหละ พากันจำเอานะ เอาละวันนี้เทศน์เพียงเท่านี้

         หลังให้พร :

         หลวงตา       นี่ให้อ่านอะไรตาไม่ดีก็มีแต่อึ๊อ๊ะๆ การฟ้องคดีนายวิษณุ เอ๊อ ฟ้องอะไร เราก็ไม่อยากย่งมันสกปรกเรื่องเหล่านี้น่ะ กับธรรมชาตินี้มันเข้ากันไม่ได้ ที่เราได้อุตส่าห์พยายามบึกบึนนี้ก็คือสงสารพี่น้องทั้งหลายนั่นแหละ ตามลำพังเราเองเป็นอะไรไม่สนใจ ก็มูตรคูถสนใจกับมันหาอะไร พูดให้มันเต็มยศนะนี่ เรื่องราวเกิดนั้นเกิดนี้ยุ่ง มีแต่เรื่องหมากัดกันไม่ใช่เรื่องมนุษย์ ถ้ามนุษย์ต้องรู้ดีรู้ชั่วรู้ผิดรู้ถูก ยอมรับกันซิ นี่มันไม่ยอมรับมันก็เหมือนหมาละมันถึงได้กัดกัน เราเลยไม่อยากอ่าน อ่านมันก็เป็นโลกไปอีกละ เหนื่อย ยุ่งเปล่าๆ ไม่อ่านละ วันนี้จะอ่านธรรม ขี้เกียจอ่านโลกสกปรก (อ่านให้ลูกศิษย์เขารู้ไหมครับ)

เอ้า ถ้าอย่างนั้นก็อ่านไปซิ อย่าให้เราอ่านเถอะ เอ้า อ่านลองดูให้ลูกศิษยฟัง อาจารย์ขี้เกียจฟังแล้วแหละมันสกปรก ว่าไปเป็นยังไง อ่านชัดๆ ว่าไป มันเป็นอย่างไรๆ ฟ้องนั้นฟ้องนี้ ทั้งเห่าทั้งกัดกันอยู่นี้ ใครแพ้ใครชนะมันเจ็บด้วยกันทั้งคู่ หมากัดกัน นักมวยต่อยกันก็เหมือนกัน ผู้แพ้ผู้ชนะเจ็บด้วยกัน ดีไม่ดีผู้ชนะเจ็บกว่าผู้แพ้ก็มี อันนี้ก็แบบเดียวกัน

         ผู้กำกับ        แถลงข่าว การฟ้องคดี  นายวิษณุ  เครืองาม

         ตามที่ประชาชนผู้รักชาติ  ศาสนา  พระมหากษัตริย์ และคณะศิษยานุศิษย์  ของหลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน  ได้ร่วมกันใช้สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย  แสดงออกซึ่งความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์  ณ โรงแรมเจริญโฮเต็ล  จังหวัดอุดรธานี  เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2548  โดยได้ลงลายมือชื่อเป็นโจทก์เพื่อยื่นฟ้องนายวิษณุ  เครืองาม  ผู้กล่าวอ้างว่า  การแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  เป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  อันเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์   ตามประมวลกฏหมายอาญา  มาตรา  112  และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  2540  มาตรา  8  และมาตรา  66  ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วแล้วนั้น

         เมื่อวันที่ (8 ธันวาคม 2548)  เวลาประมาณ  09.00  น. ชมรมนักกฎหมายผู้รักชาติ  ศาสน์  กษัตริย์   ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทนายความจาก คุณสนธิ  ลิ้มทองกุล   และประชาชนชาวไทยผู้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  จำนวน 45 จังหวัด  ยื่นฟ้องนายวิษณุ  เครืองาม  ต่อศาลจังหวัดอุดรธานีในข้อหาหรือฐานความผิดหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เพื่อให้ศาลยุติธรรมได้โปรดวินิจฉัยว่าการกระทำของนายวิษณุ เครืองาม ดังกล่าวข้างต้นนั้นเป็นความผิดหรือไม่   เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1556/ 2548 และศาลจังหวัดอุดรธานีได้นัดฟังคำสั่งศาลในวันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม 2548 เวลา 09.00 น

            หลวงตา       ฟัง นี่พูดว่าเป็นลูกศิษย์อาจารย์มหาบัวใช่ไหม อาจารย์มหาบัวจะบรรยายให้ลูกศิษย์ทั้งหลายฟัง พร้อมกับพวกคณะทนายความที่ฟ้องร้องกันอยู่เวลานี้ให้เลิกกัน อย่ามาเห่ามากัดกัน ไม่เป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ผู้ถูกฟ้องก็ไม่เป็นประโยชน์ ผู้ฟ้องก็ไม่เป็นประโยชน์ การยกเลิกกัน ให้อภัยซึ่งกันและกันเป็นประโยชน์อันใหญ่หลวง ทั้งชาติ ทั้งศาสนา พระมหากษัตริย์ของเรา อันนี้แน่นหนามั่นคงมาก เราเห็นอย่างนั้น เราไม่อยากเห็นหมากัดกัน ยิ่งเป็นลูกศิษย์หลวงตาบัวแล้วไปกัดกันเหมือนหมานี้มันฟังไม่ได้นะ ให้เป็นคน หยุดทั้งหมด เข้าใจแล้วนะ เอาละพอ

         ไปหาเห่ากันอะไร ให้เลิกแล้วกันไปเถอะทุกอย่าง อะไรมีผิดมีพลาดด้วยกันทุกคนคนในโลกอันนี้ เราอยู่ในเมืองไทยก็มีผิดมีพลาดเหมือนกัน ผิดก็ยอมรับว่าผิดเสีย ยิ้มรับกันว่าผิดเท่านั้นก็ไม่เอาโทษเอากรรมกัน เช่นอย่างรัฐบาลผิดอย่างนั้นอย่างนี้ ประชาชนทราบว่าเมื่อทางนู้นผิด ทางนู้นก็ให้ยอมตนลงไป ทางนี้ก็ไม่เอาเรื่อง แล้วเรื่องก็สงบกันไป อย่างที่ฟ้องอันนี้ฟ้องวิษณุ วิษณุก็คือคน เราก็คือคน คนก็คือคนไทยด้วยกันมาหากัดกันทำไม ให้ต่างคนประนีประนอมเรื่องราวให้สงบลงไป นี้เป็นความถูกต้องคือเป็นเรื่องของธรรมโดยแท้ เข้าใจไหม

นี่อาจารย์มหาบัวเป็นอาจารย์ของบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลาย ก็ตัดสินลงไปอย่างนี้ เราเป็นฐานะอาจารย์ คนไทยทั้งประเทศจะมากัดกันให้เราเห็น ให้ธรรมเห็น เราเป็นลูกชาวพุทธนี้มันฟังไม่ได้ อะไรผิดถูกประการใดให้อภัยซึ่งกันและกัน ในนามของชาวไทยด้วยกัน เป็นลูกชาวพุทธด้วยกันนั้นดี เป็นธรรมแล้ว เราเห็นอย่างนี้ละ ใครเห็นด้วยไหม ไม่เห็นด้วยเอาเถียงขึ้นมา เราหาไม้มาเราจะตีปาก (คนเห็นด้วยยกมือดีไหมครับ) ยกไม่ยกก็ช่างเถอะถ้ายอมแล้ว ถ้ายอมแล้วไม่ต้องยกก็ได้ ยอมอยู่ในหัวใจพอแล้ว

เราไม่อยากฟังเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง เรื่องร้าวฉานกันไม่ดี ไม่ใช่ธรรม การเทศนาว่าการดุด่าว่ากล่าวประการใดเป็นเรื่องของประสานเท่านั้น เราไม่ได้เป็นเรื่องทำลาย เรื่องทำลายฟ้องร้องกันหาแง่หางอนใส่กันไม่มีวันจบแหละ ให้เอาธรรมเข้าไปตัดสิน ยอมรับกันว่าผิดถูกชั่วดีแล้วอยู่ด้วยกันได้คนเรา เท่านั้นแหละ อย่างที่ว่าทางรัฐบาลผิดอะไรๆ ก็ไม่เอาโทษ เราพูดไปตามเรื่องว่าผิดแล้วทางนู้นก็ยอมรับว่าผิด ทางนี้ก็ไม่พูดอีกก็เท่านั้นเอง ถ้าไม่ทำผิดอีกนะ ถ้าทำผิดอีกก็พูดได้วันยังค่ำ แน่ะมันก็ต้องมีข้อแม้

ลูกศิษย์ทั้งหลายว่าอย่างไรที่เราเทศน์นี่ ก็เราเพื่อความสมานทั้งนั้น เรานำชาติมานี้เราไม่ได้นำเพื่อความแตกร้าว เราไม่มี อย่างนั้นไม่มี มีแต่ประสานเข้า ประสานเข้า ควรดุก็ดุเอาบ้าง ดุเพื่อประสานเพื่อให้ดี ไม่ได้ดุเพื่อทำลายนะ ธรรมะนี้ไม่เป็นอันตรายต่อใคร เป็นแต่ความเป็นธรรม เป็นสิริมงคลทั้งนั้น นี่ละฐานะอาจารย์เหมือนอวัยวะเดียวกัน พูดกันได้สะดวกสบาย อย่างที่ว่าตะกี้นี้ให้เลิกกันอย่ายุ่งกันเท่านั้น เหมาะแล้ว

นี่ละความเห็นของอาจารย์ ที่อ้างเราเป็นอาจารย์ อาจารย์ก็สอนว่าอย่างนี้ ให้เลิกกัน อย่ายุ่งกัน ความยุ่งกันมันต้องต่อยกันไม่ดี กัดกันไม่ถูก เลิกกันแล้วก็ต้องเจ็บทั้งสองฝ่าย เอาแพ้เอาชนะกันหาอะไร ก็มนุษย์ตาดำๆ ด้วยกัน ใครก็เสาะแสวงหาความสุขความเจริญ เอาเรื่องราวมายุแหย่ก่อกวนกันให้ได้รับความบอบช้ำไปหาอะไร ไม่ดี ไม่ถูก

นี่ก็ออกแล้วไม่ใช่เหรอ ออกทางวิทยุแล้วไม่ใช่หรือ ให้ได้ทราบทั่วประเทศไทย เรานำชาติเราไม่ได้นำเพื่อให้แตกร้าว เรานำเพื่อความกลมกลืนให้เป็นสามัคคีน้ำหนึ่งใจเดียวกันในคนไทยทั้งชาติเรา เราต้องการอย่างนั้นต่างหาก ไม่ต้องการอย่างอื่น มีทะเลาะเบาะแว้งอันไหนเราก็ขู่ก็เข็ญเราก็ว่ามาตั้งแต่นู้น ตั้งแต่คุณทักษิณฟ้องคุณสนธิ ฟ้องหาอะไร เราก็เอาแล้วใช่ไหมล่ะ ไม่ว่าแต่ทางนี้ ทางนู้นว่ามาเราก็ซัด มันผิดนี่นะ

พ่อมากินลูกหาอะไร นั่น ให้เขาร่ำลือว่าพ่อนี้เก่งมากกินลูกของตัวก็ได้อย่างนั้นเหรอ มันก็ถูกต้องแล้วเราพูด ให้เลิกกัน ทีนี้ทางโน้นเขาก็ถอนฟ้องไปก็ถูกต้องแล้วตามที่เราสอน อันนี้ยังมาหากัดกันที่ไหนอีก มันเป็นหมาตัวไหนเกิดลูกศิษย์หลวงตาบัวนี่น่ะ มันถึงได้เก่งนัก เอามาต่อยเขี้ยวสักหน่อยน่ะ พูดอย่างนี้เราก็พูดในฐานะลูกศิษย์กับอาจารย์ อย่าให้มีเรื่องมีราวอะไรเราไม่ชอบ ธรรมนี้สอนเพื่อความสงบเย็นใจทั้งนั้น ไม่ได้เพื่อความร้าวราน ไม่มีในธรรม (หลวงตาเมตตาทุกคนละครับ) ใช่แล้วเมตตาทุกคน เราอยากเห็นชาติไทยของเราซึ่งเป็นลูกชาวพุทธด้วยนี้มีความสงบเสงี่ยม เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน แล้วไม่มีโทษ สงบร่มเย็นตลอดไปนะ คนนั้นแง่นั้นคนนี้แง่นี้นี่เป็นเรื่องหาเรื่องจะกัดกัน นั่นมันเป็นเรื่องหมาไม่ใช่เรื่องคนชาวพุทธ เข้าใจไหมล่ะ ชาวพุทธไม่ต้องมายุ่ง เอาละพอ

รวมทองคำที่ได้ทั้งวัน ตั้งแต่เช้ายันค่ำ ได้ ๑ กิโล ๑๒ บาท ๓๗ สตางค์ (สาธุ) นี่ของดีที่เราหาอยู่ เราหาอย่างนี้ เราไม่หาเรื่องหมากัดกัน เข้าใจไหม ให้เลิกกัน อันนี้เราก็จะเอาเข้าเพื่อคลังหลวงของเรา เห็นไหมหลวงตาคิดกับพี่น้องทั้งหลายเป็นของเล่นเมื่อไร ยังจะมากัดมาแย่งมาฉีกกันให้เห็นมันไม่น่าดูนะ นี่พยายามหามาเพื่อชาติของเราให้แน่นหนามั่นคงถึงอุตส่าห์พยายาม ทองนี่แล้วก็ยังไม่แล้วนะ ได้ ๑๑ ตันกว่าแล้วยังไม่แล้ว ยังบิณฑบาตรบกวนบรรดาพี่น้องลูกหลานทั้งหลายมาเรื่อยๆ เพื่อจะให้ทองคำของเราแน่นหนามั่นคงขึ้น และชาติไทยของเราจะแข็งแกร่งขึ้นโดยลำดับ ทุกสิ่งทุกอย่างแข็งไปตามๆ กันถ้ามีอันนี้ เราคิดหมดแล้วนะที่นำพี่น้องทั้งหลาย จะว่าเป็นการรบกวนไม่รบกวนขอให้พิจารณาเอา เพื่อชาติของเราเท่านั้นละ เหนื่อยแล้วนะพอละ

ว่าไงผู้ว่าฯ เห็นด้วยไหมที่ว่าเหล่านี้ ให้เลิกกัน อย่ายุ่งกัน (ครับ คนไหนคิดผิดก็ให้คิดถูก คนไหนคิดถูกแล้วก็ให้คิดถูกไปเรื่อยๆ) อย่างนั้นซิ ให้อภัยกันเท่านั้น เราเป็นลูกคนไทยด้วยกันมากัดกันให้เมืองนอกเขาหัวเราะ ไม่สมว่าเราเป็นลูกชาวพุทธ แล้วมีครูมีอาจารย์อีกด้วย ต้องฟังเสียงครูเสียงอาจารย์ ใช่ไหมล่ะ อาจารย์ไม่เคยพาทำลายคนไหนที่ไหน มีแต่ตะล่อมเข้าหากันเพื่อความแน่นหนามั่นคง จะไปเป็นหัวหน้าทำลายคนได้ยังไง ทำลายจิตใจเป็นเรื่องใหญ่โตมากนะ ร่างกายยอมแต่หัวใจไม่ได้ยอม ยังจะก่อกรรมก่อเวรกันอีก เอาเท่านั้นละ เห็นด้วยหรือเปล่า (เห็นด้วยครับ)

นี่ออกแล้วนะ ออกท่วประเทศแล้ว คำพูดนี้ออกทั่วประเทศแล้ว เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องฟ้องร้องกันนี่ เราบอกให้เลิก บอกงั้นเลย ไม่ใช่ของดี วันนี้เหนื่อยเพราะเทศน์มาเรื่อยๆ เทศน์นู้นแล้วยังมาเทศน์นี้อีก เทศน์อยู่นี้ต้องชำระอธิกรณ์หมาจะกัดกันอีก เลยหนักมากวันนี้ ชำระอธิกรณ์หมาจะกัดกัน จะยังมีอยู่นั่นเห็นไหม จะกัดกัน เลิก บอก ก็ไม่ต้องกัด สบายเลย

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก