ความแน่นอนของธรรม
วันที่ 15 ธันวาคม 2548 เวลา 8:05 น.
สถานที่ : ศาลา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพ

เมื่อเช้าวันที่ ๑๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

ความแน่นอนของธรรม

         พูดเรื่องสุขภาพของจิตพากันพิจารณาหน่อยน่ะ จิตนี้ทุกข์มากทีเดียวภายในใจ แต่มันเก็บความรู้สึกไว้ภายในไม่แสดงออก ความจริงจิตเป็นทุกข์ตลอดเวลา คือมันมีแต่เรื่องโลกเรื่องสงสารคือเรื่องของกิเลส เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตลอด ถ้าเรื่องอรรถเรื่องธรรมเข้าไปนี่สงบ ถ้าไม่มีเรื่องธรรมแล้วหาความสงบไม่ได้โลกนี้ เราประกาศอย่างไม่สะทกสะท้านเลย ถ้ามีธรรมในใจมากน้อยก็มีความสงบเย็นใจๆ และมีมากเท่าไรจากการอบรมของเราก็ยิ่งมีมากขึ้นๆ ทีนี้ความสุขในโลกอันนี้มารวมอยู่ที่ใจนี้หมดเลย เช่นเดียวกับความทุกข์ในโลกนี้ ที่กิเลสกว้านเข้ามาๆ เผา โลกนี้มาแคบอยู่ที่หัวใจที่เป็นทุกข์ มาอยู่ที่หัวใจแต่ละดวงๆ

เรื่องสุขภาพ ทุกขภาพ สำคัญมากนะ เรื่องจิตใจนี้เป็นทุกข์มากในโลกนี้ ที่มีธรรมเข้าเทียบเคียงถึงทราบได้ ถ้าไม่มีธรรมเข้าแทรกในจิต จิตนั้นจะไม่ปรากฏความสุข แล้วจะเป็นความทุกข์พอๆ กันหมด เลยไม่ทราบว่าอะไรดีอะไรชั่ว มันเป็นอย่างเดียวกัน ทีนี้เวลาจิตได้รับการอบรมนี้ จิตจะค่อยโผล่ขึ้นมาเรื่องความสุขความสงบเย็นใจ อันนี้ก็ไม่เหนือธรรมนะ มีธรรมเท่านั้นที่จะระงับกิเลสประเภทต่างๆ และดับได้โดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหนือธรรมเลย ธรรมจึงเป็นธรรมชาติที่เลิศเลอ โลกยอมรับกันแต่ปฏิบัติตามไม่ค่อยได้และไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกข์จึงไม่เคยจืดจางจากหัวใจของสัตว์โลก เพราะกิเลสทำงานตลอดเวลา

ความโลภมันก็ดันออกมาเป็นไฟกองหนึ่ง ไม่สมใจแล้วก็เป็นความโกรธความเคียดแค้นขึ้นมา นี่ก็เป็นไฟกองหนึ่ง ราคะตัณหากินไม่พอได้ไม่พอ อันนี้ก็เป็นไฟกองใหญ่มากทีเดียว มันเผาอยู่ที่หัวใจดวงเดียว เหล่านี้จะระงับได้ด้วยน้ำดับไฟคือธรรม ถ้ามีธรรมระงับสิ่งเหล่านี้จะสงบตัวลง พอสิ่งเหล่านี้สงบตัวลงความทุกข์ก็จะสงบตัวลงด้วยกัน สงบมากเท่าไรความสุขก็เด่นขึ้นๆ ความทุกข์ก็ค่อยจางไปๆ ความสุขก็เด่นขึ้นๆ ทีนี้รู้สึกว่าตัวเองมีราค่ำราคาขึ้นมา ธรรมดาใจนี้ไม่มีราค่ำราคา วิ่งตามทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นบ๋อยของกิเลสทั่วโลกดินแดน จึงหาความสุขไม่ได้ เพราะเป็นน้อยเขา กิเลสเป็นนายใหญ่ครอบงำหัวใจ ดึงไปทางไหนไม่มีคำว่าจะฝืน

ความโลภปรากฏขึ้นก็วิ่งตามเสีย ที่จะคัดค้านต้านทานความโลภไม่มี ความโกรธเกิดขึ้นก็เหมือนกัน ที่จะคัดค้านความโกรธหรือระงับดับความโกรธนี้ไม่ค่อยมี มีแต่เพลินโกรธไปเรื่อยๆ ราคะตัณหายิ่งแล้ว มันดีดมันดิ้นอยู่ภายในใจ มันเป็นของมันเองเราจะตำหนิใครไม่ได้ มันมีอยู่ทุกหัวใจเป็นแต่ว่ามากกับน้อย ถ้ามีธรรมระงับแล้วจะเหมือนมีน้ำดับไฟ ถ้าไม่มีมันก็แสดงเปลวของมันตลอดไปอย่างนั้น นี่คือเรื่องของโลกเรื่องของกิเลส ถ้าไม่มีธรรมแล้วเรื่องเหล่านี้เราก็พูดถึงไม่ได้ คิดไม่ได้เลย จะดิ้นไปตามมันตลอด ทีนี้พอมีธรรมขึ้นมันก็เป็นเครื่องเทียบเคียงตอบรับกันในตัวของมัน ดีกับชั่ว ถ้ามีแต่ชั่วอย่างเดียวดีไม่มี ก็ไม่ทราบจะเอาอะไรมาเทียบเคียงกัน อันนี้มีแต่เรื่องของกิเลสตัณหาเป็นโลกล้วนๆ ไม่มีธรรมเลย ก็ไม่ทราบจะเอาอะไรมาเทียบเคียงกัน เขาเหมือนเรา เราเหมือนเขา ทั่วโลกธาตุเหมือนกันหมด

ทีนี้พอมีธรรมแทรกขึ้นมามันจะแปลกจากสิ่งทั้งหลาย ธรรมถ้าปรากฏขึ้นในใจแล้วจะมีแปลกประหลาด มีคุณค่ามีราคาขึ้นมา ต่อไปก็เห็นโทษสิ่งที่เป็นภัยแก่ตนเอง ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยเห็นภัยเลย พอธรรมะปรากฏขึ้นภายในใจก็เริ่มเห็นภัย เริ่มเห็นภัยแล้วก็สั่งสมความเป็นคุณคือธรรมนี้มากขึ้นๆ แล้วก็ค่อยดับไฟภายในใจคือกิเลสตัณหาก่อขึ้นมานั้นได้ไปโดยลำดับลำดา ทีนี้ธรรมะได้มากเท่าไรจิตยิ่งกระตือรือร้น ยิ่งดีดยิ่งดิ้นที่จะให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ คือฟืนไฟของกิเลสก่อขึ้นมาภายในใจ ก็ยิ่งดีดยิ่งดิ้นขึ้นมาเรื่อย ดิ้นเพื่อจะฟัดเหวี่ยงกันให้กิเลสดับลงๆ จนกระทั่งกิเลสดับโดยสิ้นเชิง จากนั้นมาแล้วทุกข์ไม่มีเลย จะมีแต่อยู่ในธาตุในขันธ์ เจ็บไข้ปวดหัวตัวร้อนต่างๆ เป็นเรื่องของธาตุขันธ์วิกลวิการของมัน แต่ใจไม่วิการใจก็ไม่มีความทุกข์ มีแต่ร่างกายก็ดูมันอยู่ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับมันเราก็สบาย นี่ละจิตเป็นธรรมล้วนๆ แล้วเป็นอย่างนั้น

อย่างจิตพระอรหันต์ท่าน ตั้งแต่ท่านบรรลุธรรมปึ๋งขึ้นมานี่ เรียกว่ากิเลสดับโดยสิ้นเชิง พอกิเลสตัวก่อเหตุนี้ดับแล้ว ผลคือความทุกข์ก็ไม่มี เพราะไม่มีใครมาก่อเหตุ ดับสนิท ท่านว่าปรินิพพาน คือดับรอบเลย ขึ้นชื่อว่าสมมุติไม่เข้าแทรกภายในจิตใจได้เลย ปริ แปลว่ารอบ ปรินิพพานคือดับรอบตัวเลย ท่านว่าท่านปรินิพพาน คือดับหมดบรรดาสมมุติ ทั้งธาตุทั้งขันธ์ดับไปหมดโดยสิ้นเชิง เรียกว่าปรินิพพาน เวลายังมีชีวิตอยู่ธาตุขันธ์เป็นสมมุติมันก็แสดงตามอาการของมัน แต่ไม่เข้าถึงใจเท่านั้นเอง ใจท่านไม่มีอะไร เป็นอิสระเสรีเต็มตัว ไม่มีทุกข์ใดเจือปนในใจหรือแทรกแซงใจ จิตของพระอรหันต์นับแต่พระพุทธเจ้าลงมาถึงสาวกองค์สุดท้าย เป็นบรมสุขเสมอกันหมดเลย กิเลสที่เรียกว่าสมมุติอันสำคัญสุดท้ายนี้ดับลงไปจากใจแล้ว ใจก็ดับสนิทจากทุกข์ทั้งหลาย เพราะกิเลสตัวก่อทุกข์ไม่มี ทุกข์ก็ไม่เกิด ดับสนิท

เวลาจิตได้เข้าถึงขั้นนี้แล้ว ดูโลกดูสงสารดูอย่างถนัดชัดเจนไม่สงสัย โลกเป็นยังไงเห็นหมด รู้ไปหมด แต่ธรรมรู้ธรรมเห็นไม่เหมือนโลก คือไม่อยากพูด ไม่อยากโอ้อยากอวด ไม่อยากขู่เข็ญ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ไปเกี่ยวข้อง วางไว้ตามเป็นจริง สภาพของกิเลสเป็นยังไง สภาพของธรรมเป็นยังไง ผลของกิเลสผลิตขึ้นมาเป็นยังไง ผลของธรรมผลิตขึ้นมาเป็นยังไง รู้ชัดเจน นั่นละผู้ที่ดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง ก็คือท่านผู้สิ้นกิเลส สิ้นไปแล้วก็เป็นธรรมธาตุ เวลาธาตุขันธ์ยังมีอยู่ก็เรียกว่าใจท่านบริสุทธิ์บ้าง เรียกว่าพระอรหันต์บ้าง นี่เรียกตามสมมุติที่มีอยู่ภายในใจ ว่าเป็นพระอรหันต์บ้าง ว่าจิตท่านบริสุทธิ์บ้าง ว่าเป็นผู้สิ้นกิเลสบ้าง ทีนี้พอธาตุขันธ์สลายลงไปปุ๊บนี้ ธรรมธาตุเป็นอยู่แล้ว ทีนี้ก็มีแต่ธรรมธาตุล้วนๆ ภายในใจ ใจนั้นก็หมดคำที่จะเรียกต่อไปแล้ว จะเรียกได้เฉพาะธรรมธาตุเท่านั้นเอง นี่ละจิตชำระได้สุดขีดแล้วเป็นธรรมธาตุด้วยกันหมดเลย ทีนี้คำว่าทุกข์หมด

เพราะทุกข์ก็ดี สุขก็ดี เหล่านี้เป็นสมมุติทั้งมวล จิตที่เป็นธรรมธาตุแล้วเลยสมมุติโดยประการทั้งปวง จึงไม่มีสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้องได้เลย ท่านเรียกว่าธรรมธาตุ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านนิพพานแล้วก็เป็นธรรมธาตุเหมือนกันหมดเลย จะเรียกว่าอรหันต์ก็เรียกได้เฉพาะธาตุขันธ์ยังมีอยู่ พอธาตุขันธ์สลายตัวไปแล้วก็เป็นหลักธรรมชาติของตัวเอง คือเป็นธรรมธาตุไปหมด นี่ละจิตเมื่อถึงที่สุดแล้วก็เป็นธรรมธาตุ ไม่มีคำว่าเสื่อมว่าสูญหายไปไหน เพราะฉะนั้นจึงมีคำรับรองกันสุดท้ายว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง คือสุขเลยสมมุติโดยประการทั้งปวง และนิพพานเที่ยง ธรรมชาตินั้นเที่ยงละที่นี่ ไม่มีกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อันเป็นส่วนสมมุติเข้าไปเจือปนเลย เป็นธรรมธาตุล้วนๆ นอกสมมุติโดยประการทั้งปวง และเป็นเช่นนั้นตลอดกาล เรียกว่านิพพานเที่ยง ธรรมธาตุนั้นแหละเที่ยง

นี่คุณค่าแห่งการอบรมใจ อบรมตั้งแต่ต้นล้มลุกคลุกคลาน ตะเกียกตะกายฝืนกันไปบืนกันไปสู้กันไป หลายครั้งหลายหนก็ค่อยมีความชำนิชำนาญ เหมือนเขาฝึกมวย ฝึกไปฝึกมาก็ขึ้นต่อยกันบ้าง ต่อยหยอกต่อยเล่นกันก่อน ต่อมาก็ขึ้นเวที ต่อยจริงต่อยจังเข้าไปละ จากนั้นก็ขึ้นแชมเปี้ยน จิตใจของเราที่ฝึกหัดเบื้องต้นก็เหมือนเขาฝึกหัดมวย ฝึกไม่หยุดไม่ถอยก็ค่อยชำนาญ จิตใจก็ค่อยราบรื่นกับอรรถกับธรรมไปเรื่อยๆ ต่อไปจิตเมื่อได้ราบรื่นกับอรรถกับธรรมแล้วจะทำแต่ความดี ความชั่วทำไม่ลงมันฝืนใจ ถ้าทำความดีนี้ลื่นไปเลย ถ้าทำความชั่วนี้ขัดทันทีทันใด ปัดกันออก คัดค้านต้านทานสู้รบกันตลอดกับความชั่ว ไม่ยอมทำ นี่ละจิตที่เป็นธรรมแล้วเป็นอย่างนั้น

เวลาเป็นโลกมันก็อยากทำแต่ความชั่ว เป็นไปด้วยความรื่นเริงบันเทิง จะเป็นจะตายกิเลสไม่พาถอย ให้ชอบใจพอใจรื่นเริงบันเทิงไปกับมันตลอดไปเลย ทีนี้เวลามีธรรมเข้าไปคัดค้านต้านทาน ธรรมก็แยกแยะระหว่างกิเลสกับธรรมออกจากกัน มากน้อยแยกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแยกได้โดยสิ้นเชิง อย่างจิตพระอรหันต์ท่านกลายเป็นธรรมธาตุแล้วนั้นท่านไม่มีทุกข์เลย คำว่าทุกข์หมดโดยสิ้นเชิง และเป็นบรมสุขตลอดอนันตกาล ที่ท่านว่านิพพานเที่ยงก็คือธรรมธาตุเที่ยงนั้นแล นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้าที่ประกาศสอนโลกอยู่ตลอดเวลามานี้ ผลจริงๆ แต่ละคนๆ ที่ได้ก็คือได้ธรรมธาตุ ได้นิพพานเที่ยง จากการสร้างคุณงามความดีของตนมากน้อย เพิ่มตัวเข้าไปจนสมบูรณ์แล้วเข้าถึงธรรมธาตุได้เช่นเดียวกันหมด ไม่ได้ว่าหญิงว่าชาย นักบวชและฆราวาส การทำความดีไม่นิยมเพศนิยมภูมิอะไรแหละ เป็นความดีตลอดๆ เพิ่มพูนหนุนกันขึ้นเรื่อยๆ จนถึงความพ้นทุกข์ได้

นี่ละที่ท่านเอามาเทียบดูโลกดูสงสาร กับดูธรรมชาติที่บริสุทธิ์ในหัวใจของท่าน กับดูสิ่งที่เป็นฟืนเป็นไฟเต็มโลกเต็มสงสารก็ดูได้ถนัดชัดเจน แต่ธรรมดูโลกก็เหมือนกับคนฉลาดดูคนโง่นั่นแหละ คนโง่ดูคนฉลาดดูวันยังค่ำไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย แต่คนฉลาดดูคนโง่แพล็บเดียวรู้หมดได้หมด อันนี้จิตใจที่บริสุทธิ์ผุดผ่องแล้วดูกิเลส จะเป็นกิเลสประเภทใดรู้ได้หมดทันทีทันใด แต่ท่านรู้เหมือนไม่รู้ เห็นเหมือนไม่เห็น เพราะท่านไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสิ่งเหล่านี้ เพียงแต่ว่าสัมผัสรับรู้เฉยๆ ความดีความชั่ว ความสุขความทุกข์ ไม่ได้แทรกเข้าไปเพราะการได้เห็นได้ยินได้ฟังนั้นเลย ท่านจึงไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ดูโลกดูสงสารก็ดูตามสภาวธรรมซึ่งเป็นความจริงแต่ละอย่างๆ เท่านั้น นั่นละท่านผู้เลิศเลอ

แล้วธรรมที่เลิศเลอซึ่งกล่าวอยู่เวลานี้ ก็มีองค์ศาสดาเป็นผู้ขุดค้นขึ้นมา ท่านได้เป็นองค์ศาสดาองค์เลิศเลอในเบื้องต้นแล้วสั่งสอนสัตว์โลกให้ดำเนินตามไป ค่อยตะเกียกตะกายไป ก็ค่อยหลุดไปพ้นไปๆ เรื่อยๆ อย่างนี้ ผู้ที่นอนจมไม่สนใจก็จมกันอย่างนั้น จะมีสักกี่ศาสนามาสอนก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เหมือนสอนคนตาย คนตายเอาอะไรมาใส่ก็ไม่เกิดประโยชน์ หมอก็ไม่มีความหมาย ยาก็ไม่มีความหมาย เพราะคนไข้มันตายแล้วหมดความหมายแล้ว นี่ก็เหมือนกันคนที่หมดค่าหมดราคาทางความดีงามทั้งหลายก็เหมือนคนตายทั้งเป็นนั้นแล ชีวิตลมหายใจหายใจอยู่ แต่ความดีงามที่จะเข้าแทรกสิงจิตใจนี้ไม่มี ไร้สารคุณโดยประการทั้งปวง มีตั้งแต่ความชั่วช้าลามก ทำเท่าไรก็ไม่อิ่มไม่พอ กอบโกยเข้ามาขึ้นชื่อว่าความชั่วช้าลามกไม่มีคำว่าพอ เวลาสร้างมากๆ การสร้างบาปเป็นอย่างนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้

การสร้างบุญก็เหมือนกัน สร้างไม่มีคำว่าอิ่มพอ จนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้นแล้วนั้นพอ มีแต่ความเมตตาล้วนๆ ความที่จะขวนขวายดีดดิ้นเพื่อความดีงามทั้งหลายอีกต่อไปนั้นไม่มี เป็นความพอแล้วและเต็มไปด้วยความเมตตาต่อโลก มันต่างกัน นี่ละจิตดวงนี้ละ ท่านจึงให้นามว่าตายเกิดๆ ไม่มีคำว่าตายสูญ ตายสูญไม่มี ไม่ว่าสัตว์ตัวใดมีแต่เป็นนักท่องเที่ยวตายเกิดๆ เหมือนกันหมด แล้วเปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติไปแต่ละภพละชาตินี้ไม่ได้ซ้ำกันนะ เดี๋ยวเกิดเป็นชาตินั้น เกิดเป็นสัตว์นั้น เกิดเป็นประเภทนี้ไปเรื่อยๆ เรียกว่าเปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติ กำเนิดเกิดไม่เหมือนเก่าไปเรื่อยๆ ตามแต่บุญแต่กรรม

บุญมีแล้วจะเกิดซ้ำซากก็ซ้ำซากความดีงาม เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ที่มีอุปนิสัยปัจจัยดีขึ้นๆ มาซ้ำซากก็มาซ้ำซากเพื่อความส่งเสริมตัวเองให้สูงขึ้นโดยลำดับ เกิดเป็นเทวบุตรเทวดาก็เหมือนกัน ซ้ำซากก็ซ้ำซากในเทวบุตรเทวดาที่จะเลื่อนชั้นเลื่อนภูมิขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงพรหมโลก จนกระทั่งถึงนิพพาน เปลี่ยนก็เปลี่ยนไปด้วยความดีล้วนๆ ไม่ได้มีความชั่วเจือปน นี่ละศาสดาองค์เอกของพวกเราทั้งหลาย ที่ท่านสอนไว้แม่นยำมากทีเดียว ไม่มีผิดพลาดคลาดเคลื่อนแม้แต่นิดหน่อยเลย แต่โลกก็ยอมรับยาก เพราะกิเลสตัวจอมปลอมนี้มันเกลื่อน มันมีรสมีชาติ สมที่มันจะเป็นผู้นำของโลกวัฏวนแห่งกองทุกข์ทั้งหลายได้ มันจึงนำไปเรื่อยๆ โลกจึงเชื่อมันตลอดมา ไม่มีคำว่าที่จะอิดหนาระอาใจ เพราะกิเลสทั้งหลายย่ำยีตีแหลกทรมานตน ไม่เห็นได้ง่ายๆ นะ

ต้องมีธรรมเข้าไปเป็นเครื่องฟัดเครื่องเหวี่ยงกันแล้วก็ค่อยรู้กันๆ จากนั้นก็เป็นข้าศึกกัน ระหว่างธรรมกับกิเลสเป็นข้าศึกกัน ฟัดกันอย่างเต็มเหนี่ยวๆ เมื่อเห็นกิเลสเป็นข้าศึกแล้ว ธรรมจะนับวันมีกำลังมากขึ้นโดยลำดับ ที่จะให้อ่อนลงนี้ไม่มี หนุนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นลงไป ทุกข์ทั้งหลายก็ดับไปพร้อมๆ กันเลย นี่หมดข้าศึก จิตที่ชำระกิเลสออกจากตัวเองได้โดยสิ้นเชิงแล้ว เรียกว่าจิตหมดข้าศึกโดยประการทั้งปวงตลอดไปด้วย

ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้อุตส่าห์พยายาม เราเกิดในท่ามกลางพุทธศาสนา ได้ยินได้ฟัง ไม่ว่าท่านว่าเราเห็นใจ เพราะผู้มาแนะนำสั่งสอนเจ้าของก็งูๆปลาๆ แต่อาศัยคัมภีร์ใบลานท่าน ที่ไปอ่านได้ยินได้ฟังแล้วจำเอานั้นมาสั่งสอนโลกสั่งสอนประชาชน ทั้งๆ ที่เราก็งมงายเหมือนกันกับประชาชน เพราะฉะนั้นความแน่นอนอะไรจึงไม่มีจากผู้สอน ธรรมซึ่งเป็นของจริงล้วนๆ แต่เมื่อเข้ามาแทรกสิงกับความสกปรก คือกิเลสภายในใจเลยกลายเป็นธรรมมัวหมองไปตามกัน ทีนี้เมื่อธรรมก็เป็นธรรมมัวหมอง ไม่เด่นดวงเหมือนจิตท่านบริสุทธิ์สอนโลกแล้ว ผลก็ได้ไปลุ่มๆ ดอนๆ หากดีกว่าไม่ได้นะ ได้แค่ไหนก็ดี ดีกว่าที่ไม่ได้ยินได้ฟังเป็นไหนๆ ดีกว่าพวกที่ไม่สนใจในอรรถในธรรม ดีกว่ากันมากมายคาดไม่ได้นะ นี่เราพูดถึงเรื่องความแน่นอนของธรรม

ธรรมอยู่ในคัมภีร์ใบลานเป็นธรรมที่ถูกต้อง ท่านสอนไว้ถูกต้อง แต่จิตใจของผู้ไปจดจารึกและผู้ไปศึกษาเล่าเรียนมามันมัวหมองด้วยกิเลส ได้ธรรมมาก็เลยกลายเป็นธรรมมัวหมอง คละเคล้ากันกับกิเลสไปเสีย ธรรมที่เด่นดวงจึงไม่ค่อยมี ทีนี้เมื่อได้ฝึกฝนอบรมตนให้จิตใจของเราค่อยเด่นดวงขึ้นมาจนกลายเป็นจิตที่บริสุทธิ์แล้ว สอนเป็นอรรถเป็นธรรม เป็นเนื้อเป็นหนัง เป็นรสเป็นชาติจริงๆ สอนออกมาที่ไหนไม่ผิดไม่พลาด นี่ละท่านผู้บริสุทธิ์สอนโลกกับผู้มีกิเลสสอนโลกจึงต่างกันมากทีเดียว ดังพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายสอนโลกนี้ถึงพริกถึงขิง ถึงเหตุถึงผล ถึงอรรถถึงธรรมจริงๆ ไม่ได้เหมือนโลกที่มีกิเลสสอนกัน ต่างกันมากทีเดียว

ที่ว่าครั้งพุทธกาลผู้สำเร็จมรรคผลนิพพานมีมาก ไม่มากอย่างไรก็ธรรมของท่านมีแต่ธรรมล้วนๆ ออกมาเต็มไปด้วยรสด้วยชาติ ผู้ฟังถ้าเป็นใจมนุษย์อยู่แล้วต้องซึมซาบ ต้องดูดดื่ม ต้องถึงใจ จากนั้นจิตใจก็มีกำลังไปทางด้านธรรมะ บืนต่อไปก็สูงขึ้นไปเรื่อยๆ และพ้นไปได้ นั่นมันต่างกันนะ ธรรมที่ออกจากพระทัยที่บริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้านำมาสอนโลก เป็นรสเป็นชาติ เต็มเม็ดเต็มหน่วย และธรรมของพระสาวกทั้งหลายที่ท่านได้รู้ได้เห็นธรรมเต็มหัวใจและมาสอนโลก ก็ได้ผลพอๆ กัน คือภูมิของพระพุทธเจ้ากับภูมิของสาวกได้ผลไล่เลี่ยกันลงมา ตามอำนาจวาสนาบุญญาภิสมภารของพระพุทธเจ้า-พระสาวกซึ่งต่างกัน ผลแน่นอนเป็นพยานกันได้โดยไม่ต้องสงสัย

นี่ละธรรมถ้าออกจากท่านผู้รู้จริงเห็นจริง สอนเป็นรสเป็นชาตินะ เป็นความตื่นเต้นภายในจิตใจ ถ้าสอนธรรมดาๆ นี้ ฟังธรรมไปมันก็หลับไป นั่งฟังธรรมมันหลับครอกๆ กิเลสกล่อม ทำไมมันถึงหลับ คือปรกติจิตจะคิดว้าวุ่นขุ่นมัวตลอดเวลา จนหาเวลาจะพักตัวไม่ได้ ทีนี้เวลาไปฟังอรรถฟังธรรม ฟังเสียงธรรมจิตใจก็ค่อยเคลิ้ม เคลิ้มไปเลย หรือเคลิ้มหลับไปเลย เพราะเวลานั้นจิตสงบ เมื่อจิตสงบมันหลับได้คนเรา ด้วยเหตุนี้เวลาฟังธรรมถึงหลับได้ มันสงบเวลาฟังธรรม พอหลับได้มันก็หลับ ให้พากันจำเอา

เราเกิดมาในชาตินี้เหมาะสมอย่างยิ่งแล้วที่ได้พบพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่เลิศเลอ เป็นศาสนาของผู้สิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิง สอนโลกด้วยความกระจ่างแจ้งไม่สงสัย เราให้พากันพยายามบึกบึนนะ อย่าตื่นเรื่องโลกเรื่องสงสาร เขาว่าบ้านนั้นเจริญเมืองนี้เจริญ มันตื่นลมตื่นแล้งกันไปอย่างนั้นแหละ หัวใจคนไม่มีที่ไหนเจริญเลย ว่าเจริญที่ตรงไหนมาก นั้นละกองฟืนกองไฟจะหนาแน่นมากอยู่ที่กิเลสเสกสรรว่าเจริญนั้นแล ถ้าธรรมแสดงออกแล้วตรงหมดแน่หมด มันต่างกัน ขอให้จิตใจเรามีความสงบร่มเย็น เจริญภายในตัวเอง อยู่ที่ไหนเราเจริญทั้งนั้นแหละ อยู่ในป่าในเขาเจริญ อยู่ตามท้องไร่ท้องนาเราก็เจริญสงบร่มเย็น อยู่ในกรุงนอกกรุงสงบร่มเย็นถ้ามีธรรมภายในใจ ใจสงบได้ ร่มเย็นสบายได้ ถ้าใจหาความสงบไม่ได้เพราะไม่มีธรรมในใจ อยู่ที่ไหนเป็นภัยไปด้วยกันทั้งนั้น ให้พากันตั้งอกตั้งใจ วันนี้พูดเพียงเท่านี้

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก