พระปฏิบัติตัวอย่างไร
วันที่ 18 มกราคม 2549 เวลา 18:30 น.
สถานที่ : วัดแพร่ธรรมาราม จ.แพร่

เทศน์อบรมพระสงฆ์และฆราวาส
ณ วัดแพร่ธรรมาราม อ.เด่นชัย จ.แพร่
เมื่อค่ำวันที่ ๑๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

พระปฏิบัติตัวอย่างไร

ได้เห็นพี่น้องทั้งหลายตลอดถึงพระเจ้าพระสงฆ์ พระลูกพระหลานจำนวนมาก เราก็รู้สึกชื่นตาชื่นใจ มองเห็นพระก็สงบเสงี่ยมเรียบร้อย เป็นไปโดยทางศีลทางธรรม ไม่ออกนอกลู่นอกทางไป กิริยาของพระงามอยู่ที่ศีลที่ธรรม รูปร่างกลางตัวทุกอย่างมารวมอยู่ที่การประพฤติตัว ด้วยความสงบเสงี่ยมเรียบร้อยตรงแน่วตามศีลตามธรรม เรียกว่าเป็นผู้ทรงคุณค่าอยู่ตลอดเวลา พระเราสวยงามเพราะศีลเพราะธรรม ไม่ได้สวยงามเพราะการแต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนโลกทั่วๆ ไป โลกเขาสวยงามด้วยการแต่งเนื้อแต่งตัว ถือกันเป็นอันดับหนึ่ง แต่การประพฤติตัวเพื่อความเป็นคนดีนี้กลายเป็นอันดับสองอันดับสามไป การแต่งเนื้อแต่งตัวเป็นอันดับหนึ่ง

สำหรับพระเราการประพฤติตัวตามศีลตามธรรมเป็นอันดับหนึ่งทีเดียว แล้วหนึ่งไปเรื่อยๆ ไม่ให้มีอะไรมีสองมีสามเข้ามาแทรก ศีลก็บริสุทธิ์ มีความอบอุ่นในศีล เรียกว่าศีลสมบัติ ผู้มีสมบัติคือศีลเป็นธรรมครองใจ ย่อมสวยงามด้วยความเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ บริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่ด่างพร้อยขาดทะลุ เรียกว่าเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ ทางด้านธรรมะก็ประดับภายในจิตใจ ใจที่เคยมีความคะนองไปตามโลกตามสงสาร ก็แก้ไขดัดแปลงเข้ามาสู่ความสงบเย็นใจ

พระจึงเป็นผู้มีสมบัติ ถ้าปฏิบัติได้ตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว พระนั้นแลเป็นผู้ทรงสมบัติอันล้ำเลิศกว่าโลกทั่วๆไป ในสามแดนโลกธาตุนี้ไม่มีใครที่จะสวยงามเย็นตาเย็นใจยิ่งกว่าพระผู้ทรงศีลทรงธรรมด้วยความบริสุทธิ์ดีงาม พระเราจึงมาสวยงามอยู่ที่ศีลสมบัติ มีศีลเป็นเครื่องอยู่เย็นเป็นสุขภายในกิริยาแสดงออก มีสมาธิคือความสงบเย็นใจเป็นอันดับต่อไป มีปัญญาเครื่องถอดถอนกิเลสที่รกรุงรังอยู่ภายในใจออกไปเป็นลำดับ ใจค่อยส่งแสงสว่างออกมาเป็นความสง่างามภายในใจ

จากนั้นก็ประดับด้วยปัญญาเข้าไปเรื่อยๆ ซักฟอกจิตใจที่มัวหมองมืดตื้อมาแต่ก่อนให้สว่างไสวขึ้นมาด้วยการซักฟอกโดยทางจิตตภาวนาเป็นสำคัญ จิตตภาวนานี้เป็นเครื่องซักฟอกจิตใจให้สะอาดสะอ้านเป็นลำดับลำดาไป ท่านเรียกว่าภาวนา คือการ อบรมใจ ใจเป็นตัวคึกตัวคะนอง ไม่มีอะไรเกินใจ ในโลกนี้ตัวคึกตัวคะนองอยู่กับใจของสัตว์โลก เพราะกิเลสตัวเป็นฟืนเป็นไฟทำให้คึกให้คะนองในแง่ต่างๆ นั้นเต็มอยู่ที่หัวใจด้วยกัน

ถ้ามีศาสนาเป็นศาสนาที่ถูกต้องดีงามดังพุทธศาสนาของเรานี้ จะชำระซักฟอกสิ่งเหล่านี้ให้หมดไปจางไปโดยลำดับ จนกระทั่งกลายเป็นใจที่เลิศเลอขึ้นมาภายในตัว เมื่อใจเป็นธรรมชาติที่เลิศเลอแล้ว แม้ขันธ์ห้าจะเป็นเหมือนขันธ์ห้าทั่วๆไปก็ตาม ขันธ์ห้าคือรูปร่างกลางตัวของเรานี้แหละเรียกว่าขันธ์ ขันธ์แปลว่ากอง แปลว่าหมวด อันนี้เป็นรูปร่างเรียกว่ากอง กองแห่งขันธ์ เป็นกองทุกข์ก็อยู่ที่นี่แหละ ท่านเรียกว่าขันธ์

ขันธ์ห้า รูปได้แก่ร่างกายนี้ เวทนาความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆ ในส่วนร่างกายนี้ หนึ่ง แล้วก็สัญญาความจำได้หมายรู้ หนึ่ง สังขารความคิดความปรุงในแง่ต่างๆ ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ นี่เรียกว่าสังขารความคิด หนึ่ง วิญญาณความรับทราบ เวลาตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสสัมพันธ์กับรูปเสียงกลิ่นรสเป็นต้น ย่อมรับทราบระยะๆ รวมแล้วเรียกว่าขันธ์ห้า ขันธ์ห้านี้เป็นเครื่องมือของใจ ใจเป็นเจ้าของ เป็นผู้รักษา เป็นผู้ชำระซักฟอกตัวเองออกมาทางกิริยามารยาทให้สดสวยงดงามไปตามๆ กัน

เฉพาะอย่างยิ่งใจเป็นสำคัญมาก จะต้องซักฟอกตนเอง โดยเฉพาะแล้วคือพระเราบวชเข้ามานี้เพื่อซักฟอกจิตใจให้สง่างามขึ้นเป็นลำดับ จนเป็นภาชนะที่เหมาะสมแก่มรรคผลนิพพานได้โดยสมบูรณ์ เพราะการชำระซักฟอกจิตใจเป็นสำคัญ เมื่อใจถึงขั้นบริสุทธิ์แล้วร่างกายนี้ก็กลายเป็นเงาแห่งความบริสุทธิ์ไปตามๆ กัน ร่างกายเหมือนโลกทั่วๆ ไปก็ตาม แต่ร่างกายของท่านผู้มีใจบริสุทธิ์นี้มีความสง่างามอยู่อย่างลึกลับภายในตัวเอง จะทราบได้ระหว่างจิตกับขันธ์ห้าที่ครองกันอยู่นี้โดยเฉพาะ คนอื่นทราบไม่ได้ เห็นก็เป็นรูปร่างกลางตัวเหมือนกันกับคนทั่วๆไป

แต่ถ้าจิตดูขันธ์ของตัวเองแล้วจะเห็นเป็นความสง่างามไปตามๆกัน เป็นเงาเทียมใจที่บริสุทธิ์ ใจมีความบริสุทธิ์ขนาดไหนก็ซักฟอกกายนี้ให้เป็นกายที่บริสุทธิ์ผ่องใสไปตามๆ กัน เลยเป็นเรื่องของกายของขันธ์ที่ไม่มีกิเลส เพราะกิเลสอยู่ภายในใจถูกซักฟอกออกหมดแล้ว เหลือแต่ความบริสุทธิ์ล้วนๆ กระจายออกไปทั่วสรรพางค์ร่างกาย เป็นการซักฟอกร่างกายให้เป็นความบริสุทธิ์ไปตามๆ กัน ตามส่วนแห่งขันธ์หยาบ คือรูปขันธ์นี่เป็นส่วนหยาบ ก็ซักฟอกให้เป็นความบริสุทธิ์ผ่องใสไปตามส่วนหยาบของตน

เพราะฉะนั้นกายของท่านผู้บริสุทธิ์ทางใจกับกายของคนทั่วๆ ไป นี้จึงต่างกันมากทีเดียว แต่เรามองดูธรรมดานี้จะเหมือนๆ กัน แต่ใจของท่านผู้ครองความบริสุทธิ์ มองดูร่างกายของตนนั้นแล้ว จะเห็นชัดเจนว่าเป็นส่วนที่ได้รับซักฟอกให้เป็นของสวยงามไปตามธาตุที่หยาบ จึงต่างกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเวลาท่านมรณภาพลงไปแล้ว ขันธ์คือร่างกายนี้ถูกเผาเสียจนแหลกเป็นเถ้าเป็นถ่านไปแล้ว ยังมากลายเป็นพระธาตุได้ ดังพระธาตุของพระพุทธเจ้า พระธาตุของพระอรหันต์

เหล่านี้ล้วนแล้วตั้งแต่ที่ได้รับการซักฟอกจากใจที่บริสุทธิ์ในเวลาครองขันธ์มาแล้วด้วยกัน จึงมีโอกาสที่จะกลายเป็นพระธาตุได้ โดยที่โลกทั้งหลายเป็นไปไม่ได้เลย ต่างกันที่ตรงนี้ ขันธ์ก็เลยไม่มีโทษมีภัยอะไร เมื่อใจหมดโทษเสียอย่างเดียว ขันธ์ก็เป็นแต่เพียงกิริยาแสดงออกเพียงเท่านั้น เรื่องใหญ่อยู่กับใจ แต่ใจหมดแล้วเรื่องโทษทั้งหลาย ไม่มีแม้เม็ดหินเม็ดทรายอยู่ในใจของท่านผู้บริสุทธิ์ได้เลย การแสดงออกทางร่างกายจึงกลายเป็นความบริสุทธิ์ไปตามๆ กัน

ถึงแม้จะมีแง่ที่ว่าโลกเขามองว่าดีบ้างไม่ดีบ้างก็ตาม แต่เป็นกิริยาที่บริสุทธิ์ออกมาจากใจล้วนๆ ของขันธ์อันนี้ ขันธ์อันนี้ก็เลยกลายไม่เป็นโทษต่อผู้ใดอีกเหมือนกัน นี่ละขันธ์กับจิตอยู่ด้วยกัน จากการอบรมจิตใจ ดังพระทั้งหลายที่ท่านมาประพฤติปฏิบัติอยู่ตามป่าตามเขา ท่านอบรมจิตใจ ซักฟอกจิตใจของท่านตลอดเวลาด้วยจิตตภาวนา มีสติเป็นเครื่องกำกับรักษาใจเสมอ ไม่ให้คึกคะนองคิดไปในทางไม่ถูก นอกลู่นอกทาง ให้คิดแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมที่จะซักฟอกตนเอง ให้เป็นใจที่สว่างกระจ่างแจ้งเป็นลำดับ เป็นใจผ่องใสจนกลายเป็นใจที่บริสุทธิ์ เพราะการซักฟอกด้วยจิตตภาวนาอยู่ภายในตนทุกอิริยาบถ เว้นแต่เวลาหลับนอน เป็นสิ่งที่สุดวิสัย

พอตื่นขึ้นมาแล้ว การชำระซักฟอกตัวเองเป็นประจำของท่านผู้มุ่งต่อมรรคผลนิพพานจะไม่นอนใจเลย อาหารการบริโภคมีมามากน้อย ที่อยู่ที่อาศัย ปัจจัยเครื่องอาศัยต่างๆ นั้นท่านไม่ถือเป็นประมาณ ยิ่งกว่าการชำระจิตใจของตนให้มีความผ่องใสไปโดยลำดับ จนกระทั่งถึงความบริสุทธิ์วิมุตติพระนิพพาน นี้เป็นความมุ่งหวังอันยิ่งใหญ่ของท่านผู้บำเพ็ญธรรม สิ่งภายนอกเป็นปัจจัยเครื่องอาศัยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อยู่ที่ไหนพออยู่ได้ท่านอยู่ไป ขอให้เป็นความสะดวกแก่การบำเพ็ญธรรมเป็นที่พอใจ เช่นท่านอยู่ในป่าในเขา ตามถ้ำเงื้อมผา หรือป่าช้าป่าที่ไหนที่เป็นสถานที่โลกไม่พึงปรารถนา ท่านไปอยู่ในที่เช่นนั้น เพราะไม่มีใครไปรบกวน

การบำเพ็ญธรรมก็สง่างามขึ้นภายในใจ เพราะการอารักขาอยู่โดยสม่ำเสมอ โดยทางจิตตภาวนา ได้แก่การอบรมใจตัวเอง เรียกว่าภาวนา ภาวนาคือการอบรมใจตัวเองให้มีความสงบผ่องใส อะไรก็ตามในโลกนี้ไม่มีอะไรเลิศเลอยิ่งกว่าใจที่ได้รับการ อบรมเต็มสัดเต็มส่วนแล้ว เช่นใจพระพุทธเจ้า ใจพระอรหันต์ นี้เป็นใจที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว ไม่มีอะไรเสมอ นี่คือใจที่ได้รับการอบรมซักฟอกเรียบร้อยได้สมบูรณ์แบบแล้ว เป็นใจที่เลิศเลอ

สิ่งที่เป็นข้าศึกใดๆ ซึ่งเคยคลุกเคล้าเหยียบย่ำทำลายใจมาแต่ก่อน หมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีสิ่งใดเหลือขึ้นชื่อว่าสมมุติ ก็กิเลสเป็นสมมุติอันใหญ่หลวง กิเลสหยาบก็คือสมมุติอันหยาบเข้าไปกวนใจ กิเลสละเอียดลงไปก็ยังมีสมมุติเข้าไปกวนใจ ชำระจนหมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีกิเลสตัวใดซึ่งเป็นเครื่องหมายของสมมุติและก่อทุกข์ให้สัตว์โลกยังเหลืออยู่ภายในใจเลย นั้นท่านเรียกว่าจิตถึงวิมุตติถึงนิพพานแล้ว จากนั้นไปก็ไม่มีอะไรเข้ากวนใจ หมดโดยสิ้นเชิง ขึ้นชื่อว่าสิ่งกวนใจก็คือสมมุติ สมมุติก็คือกิเลสเป็นตัวสำคัญมาก

สมมุติอันนี้เป็นสิ่งที่กวนใจ สมมุติอย่างอื่นไม่กวน ต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศเขาไม่มากวนใจ เหมือนกิเลสสมมุติ สมมุติ……ออกจากใจ ใจบริสุทธิ์ไปโดยลำดับ จนกระทั่งถึงบริสุทธิ์สุดส่วนแล้ว งานการชำระกิเลสตัณหาก็หมดโดยสิ้นเชิง พระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ท่านไม่เคยได้ชำระบำเพ็ญเพื่อความยิ่งแห่งจิตต่อไปอีกได้เลย เป็นจิตที่บริสุทธิ์สุดส่วนแล้วด้วยความเลิศเลอ ท่านแสดงไว้ในธรรมว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ การประพฤติพรหมจรรย์ คือบำเพ็ญความดีงามทั้งหลายเพื่อชำระซักฟอกกิเลสนี้ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว ตั้งแต่กิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจ งานที่จำเป็นและสมควรอย่างยิ่งก็คืองานชำระกิเลส ได้ชำระลงไปโดยสิ้นเชิงแล้ว งานอื่นที่จะให้ยิ่งขึ้นไปกว่าการงานชำระกิเลสนี้ไม่มี

ท่านจึงเรียกว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ เสร็จกิจเสร็จการเสร็จงาน พระอรหันต์จึงหมดงานโดยสิ้นเชิง ที่จะเข้ามากวนใจให้ชำระซักฟอกหรือต่อต้านกันอย่างนี้ไม่มี เป็นใจที่บริสุทธิ์นอกสมมุติโดยสิ้นเชิง เพราะกิเลสก็เป็นสมมุติ เมื่อกิเลสสิ้นจากใจไปแล้ว สมมุติก็ไม่มีในใจ มีแต่วิมุตติล้วนๆ คือความบริสุทธิ์อันเลิศเลอ นี่ละที่เป็นสรณะของพวกเราได้กราบไหว้บูชาอยู่ทุกวันนี้ คือ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ เราถึงพระพุทธเจ้าฝากเป็นฝากตายกับท่านตลอดไป ธมฺมํ ก็คือธรรมที่พระพุทธเจ้ารู้เห็นขึ้นมาภายในพระทัย นำมาสั่งสอนสัตว์โลกเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ นี่ก็เป็นธรรมที่เลิศเลอ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ก็คือพระสงฆ์ผู้ทรงความบริสุทธิ์ล้วนๆ แล้วเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า จึงเป็นสรณะที่เลิศเลอ ที่เราทั้งหลายได้กราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจ ประจำชีวิตจิตใจของเราชาวพุทธตลอดมา

เพราะงั้นท่านทั้งหลายที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา นี้เรียกว่าเป็นลาภอันประเสริฐแล้ว เกิดในแดนใดก็ตามถ้ายังไม่มีพุทธศาสนาก็เรียกว่ายังบกพร่อง ถ้ามีพุทธศาสนาเป็นเครื่องอบรมบ่มอยู่ภายในจิตใจแล้ว ใจก็นับวันที่จะค่อยผ่องใสขึ้นมาๆ ทรงความสุขขึ้นมา ความทุกข์ค่อยจางไปๆ เมื่ออบรมเต็มที่แล้วก็เป็นใจที่บริสุทธิ์สุดส่วน ไม่มีทุกข์ใดเข้าไปเกี่ยวข้องเลย ตลอดอนันตกาล ท่านเรียกว่านิพพานเที่ยง ก็คือจิตดวงนี้พ้นจาก อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ที่เป็นของไม่แน่นอนไปแล้ว จึงไม่มีไตรลักษณ์ใดเข้าไปเกี่ยวข้องเลย ท่านจึงเรียกว่านิพพานเที่ยง

ธรรมชาติอันนี้มีเฉพาะพระพุทธเจ้าที่คุ้ยเขี่ยขุดค้นขึ้นมาได้เท่านั้น นอกนั้นไม่มีใครผู้ใดศาสนาใดที่จะสามารถขุดค้นธรรมอันเลิศเลอให้เกิดขึ้นแก่จิตใจของตน กลายเป็นใจที่ประเสริฐ เป็นองค์ศาสดาที่เลิศเลอสอนโลกเรื่อยมา ดังพระสมณโคดมเรา ท่านสอนโลกด้วยความไม่สงสัย เพราะเป็นธรรมล้วนๆแล้วภายในพระทัย คือใจของท่าน สอนอะไรออกมานี้เรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วทั้งนั้นๆ ไม่มีผิดไม่มีพลาดก็คือคำสอนของพระพุทธเจ้า สอนได้ถูกต้องแม่นยำ เพราะใจบริสุทธิ์ทุกสัดทุกส่วนแล้ว ไม่มีแง่ใดที่จะเป็นความผิดในการสอนโลก ท่านจึงสอนไว้ด้วยสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบ

ท่านว่าบาปมี บาปมีอยู่แล้วตั้งแต่กาลไหนๆ มา ไม่ใช่มามีเฉพาะที่พระพุทธเจ้ามาประกาศสอนโลกว่าบาปมีเท่านั้น ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ตรัสรู้ขึ้นมาก็มาเจอบาปเจอบุญ เจอนรก-สวรรค์-เปรตผีประเภทต่างๆ เจอสวรรค์-พรหมโลก-นิพพานด้วยกันทั้งนั้น เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีมาดั้งเดิม ไม่มีใครอุตริคิดขึ้นมา ปลูกขึ้นมา ฝังขึ้นมา สร้างขึ้นมาให้เป็นบาปเป็นบุญ เป็นนรก เป็นสวรรค์ ธรรมชาติเดิมแล้วสิ่งเหล่านี้มีมาดั้งเดิม

ใครไปทำก็ไปเจอสิ่งเหล่านี้ ควรเป็นบาปก็เป็นขึ้นมา เพราะบาปนี้มีอยู่แล้ว ใครทำชั่วก็เป็นบาปแก่คนนั้น บุญก็มีมาดั้งเดิมอยู่แล้ว ใครทำดีก็เป็นบุญแก่ผู้ทำ ทางไปของคนบาปกับคนบุญก็มีแง่ต่างๆ กัน ทางไปของคนบาปก็ไปทางต่ำทางที่จะให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนมากน้อยตามกรรมชั่วของตน ผู้ทำบาปมากตายไปแล้วก็แหวกไปลงนรก นรกก็มีหลายหลุม ไม่ใช่หลุมหนึ่งหลุมเดียว ตามแต่กรรมของสัตว์ที่จะตกนรกหลุมใดให้ควรแก่กรรมของตนก็ต้องไปตกนรกหลุมนั้น โดยไม่มีใครขับไล่ไสส่งให้ไปตกนรกในหลุมนั้นหลุมนี้ นอกจากกรรมของตัวเท่านั้นพาให้ไป

ไปเสวยในนรกหลุมใดก็คือกรรมนี้เหมาะสมกับนรกหลุมนั้นๆ จนกระทั่งนรกอเวจีที่เป็นกรรมหนักที่สุด ที่ทุกข์มากที่สุดก็คือมหานรกอเวจี กรรมอันนี้ผู้ที่จะไปนรกหลุมนี้ท่านแสดงไว้อย่างชัดเจน เพราะเป็นกรรมที่หนักมาก ได้บอกไว้ชัดเจนว่า ฆ่ามารดา หนึ่ง ฆ่าบิดา หนึ่ง ฆ่าพระอรหันต์ ทำลายพระพุทธเจ้าแม้ไม่ตาย หนึ่ง ยุยงสงฆ์ให้แตกแยกจากกัน หนึ่ง ธรรมห้าประการนี้ท่านเรียกอนันตริยกรรม กรรมที่หนักมาก เสวยทุกข์ไม่มีระหว่างเลยคือกรรมห้าประเภทนี้ ประเภทใดก็ตาม เป็นกรรมหนักเช่นเดียวกัน นี่สัตว์โลกที่ไปตกในมหานรกอเวจีคือสัตว์โลกประเภททำกรรมห้าอย่างหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นความตายตัวที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้แล้ว

จากนั้นมาก็เป็นบาปเป็นกรรม ตกนรกหลุมนั้นหลุมนี้ไปตามอำนาจแห่งกรรมหนักเบาของตน ส่วนกรรมที่หนักมากก็ดังที่กล่าวนี้แหละ ทีนี้ไปสวรรค์-พรหมโลก-นิพพานก็แบบเดียวกัน มาเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นผู้มีบุญมีกุศลได้สร้างมาแล้ว สมควรจะเกิดเป็นมนุษย์ชั้นใดๆ ก็เป็นไปตามอำนาจแห่งกรรมตกแต่งให้นั้นแหละ แล้วก็มาเกิดเป็นผู้มีบุญวาสนาเป็นคนมีศีลมีธรรมภายในจิตใจก็มี ถ้าบาปพาให้มาเกิดเป็นมนุษย์ มีเศษบุญติดมาด้วยพอได้เป็นมนุษย์กับเขา แต่ก็พอใจสร้างแต่บาปแต่กรรม หาบแต่นรกอเวจีเข้าสู่จิตใจตายแล้วก็ลงนรก นี่ละเป็นอย่างนี้นะ

ไม่ใช่ผู้หนึ่งผู้ใดไปขับไล่ไสส่งบีบบังคับให้ไปตกนรกหลุมนั้นๆ แต่เป็นกรรมของตัวเองที่สร้างไว้นั้นแหละในเวลาคึกคะนองชอบใจทำแต่ความชั่ว ความชั่วก็แสดงผลขึ้นแก่ผู้ทำนั้นแหละ ผู้ใดไม่ทำชั่วผลจะไม่มีแก่ผู้นั้น นี่ละผู้นี้แหวกลงไปในสถานที่โลกไม่ต้องการ แต่เจ้าของต้องการ เขาทำบุญให้ทานเต็มแผ่นดิน เราแหวกแนวไปทำแต่บาปแต่กรรมอย่างเดียว ทำความชั่วช้าลามก เขาชวนไปวัดนี้เหมือนจะเอาไปฆ่า ดีไม่ดีโกรธแค้นให้เขา เขาชวนไปวัดไปวาไปทำบุญให้ทาน สูอยากไปก็ไปซี กูไม่อยากไป มาชวนกูหาอะไร ความโกรธแค้นเกิดขึ้นแล้ว เพราะการชักชวนไปในทางที่ดี

อย่างนี้แหละผู้ที่ไปลงนรก ไปลงนรกด้วยแบบที่ไม่พอใจในความดี ในขณะเดียวกันก็พอใจในการทำความชั่วช้าลามก ตายแล้วก็กรรมของตัวเองนั้นแหละบังคับขับส่งไปสู่นรกหลุมใดที่เหมาะสมกับกรรมของตนที่สร้างไว้แล้ว หนักเบามากน้อย เพราะฉะนั้นสัตว์จึงไปต่างกัน กมฺมํ สตฺเต วิภชติ ยทิทํ หีนปฺปณีตํ กรรมย่อมจำแนกแจกสัตว์ทั้งหลายให้ประณีตเลวทรามต่างกัน สัตว์ที่ประณีตก็คือสัตว์ที่สร้างบุญสร้างกุศลศีลทาน มีใจรักใคร่ใกล้ชิดติดพันกับอรรถกับธรรม ตายลงไปแล้วผู้นี้ไปเป็นเทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม จากนั้นส่งถึงนิพพานไปได้เลย

นี่คือผู้รักชอบ ผู้สร้างคุณงามความดีทั้งหลายไปทางนั้น กับผู้สร้างความชั่ว จอมปราชญ์ฉลาดแหลมคมขนาดไหนมาสอนก็ไม่ยอมฟังเสียง ฟังเสียงแต่ใจของตนที่มีแต่กิเลสเป็นฟืนเป็นไฟเต็มตัว สร้างตั้งแต่ความชั่วช้าลามก ไฟแห่งบาปแห่งกรรมก็เพิ่มเข้ามาเผาตัวเอง ตายแล้วก็ตกนรก ทั้งๆที่ผู้ดีทั้งหลายตายแล้วไปสวรรค์-พรหมโลก-นิพพานกัน แต่เราแหวกแนวลงไปนรกอเวจีไปเสวยความทุกข์ความทรมานอยู่นั้น กี่กัปกี่กัลป์กว่าจะได้มาเกิดเป็นมนุษย์

ในนรกแต่ละหลุมๆ อายุของสัตว์นรกนี้ต่างกัน ที่กรรมหนักที่สุดนี้ตกอยู่หลายกัปหลายกัลป์กว่าจะได้พ้นขึ้นมา พ้นไม่ได้พ้นขึ้นมาถ่ายเดียว พ้นก็เลื่อนขึ้นมาสู่นรกหลุมที่เบากว่านั้น เบากว่านั้น เลื่อนขึ้นมาจนพ้นขึ้นมาได้ นี่ละกรรมชั่วทำลงไปแล้ว มันไปทำลายทรมานจิตใจ เพราะใจนี้ไม่เคยตาย ได้กรุณาพากันทราบเอาไว้นะ ใจดวงนี้ไม่เคยตาย ไปตกนรกจะเป็นหลุมหนักที่สุดก็ตาม ตกอยู่กี่กัปกี่กัลป์ก็ยอมทนทุกข์ทรมาน ทุกข์ยอมรับว่าทุกข์ แต่ใจที่จะให้ฉิบหายเพราะทุกข์บีบบังคับนั้นไม่มี เป็นใจที่อยู่โดยตรงอย่างนั้น แต่ยอมรับความทุกข์ความทรมานของกรรมตนที่ทำไว้ไม่ดี และพ้นขึ้นมาก็ใจดวงนี้

พ้นขึ้นมาจนกลับเนื้อกลับตัว สร้างคุณความดีได้ เปลี่ยนไปสวรรค์เสียแล้ว ก็ใจดวงนี้ ไปชั้นพรหมก็ใจดวงนี้ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ด้วยอำนาจแห่งความดีส่งเสริมตนเอง เพราะตนเป็นผู้สร้างความดี และเลื่อนขึ้นจนกระทั่งถึงนิพพานเลย นี่ก็คือใจดวงนี้ ถึงนิพพานแล้วก็ไม่ฉิบหายใจดวงนี้ ตกนรกหมกไหม้กี่หลุมกี่บ่อก็ไม่เคยฉิบหาย ยอมทนทุกข์ทรมาน ผ่านจากนั้นมาแล้วไปสวรรค์-พรหมโลก-นิพพานก็ไม่ฉิบหาย ไปเสวยความดีงามของตน ไปถึงนิพพานท่านเรียกว่าเสวยบรมสุข ไม่ฉิบหายคือใจดวงนี้ อะไรๆตายลงก็สลายไป แต่ใจดวงนี้ไม่สลายจากความเป็นใจ เป็นใจอย่างนี้ตลอดไป

จึงขอให้พากันตั้งอกตั้งใจเชื่อพระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมปราชญ์ อย่าเชื่อความเลวทรามของคนเลวทรามและตัวเราที่คิดไม่ดี เชื่อมันมันจะทำลายเราให้เสียหาย เราคนโง่ต้องเชื่อผู้ฉลาด คนตาบอดต้องเชื่อคนตาดี คนตาดีชักจูงไปที่ไหนก็ให้ไปตามคนตาดี แล้วจะแคล้วคลาดปลอดภัย ถ้าไม่เชื่อแล้วก็เสียจมเลย ต้องเชื่อคนตาดี นี้จอมปราชญ์ ฉลาดแหลมคมไม่มีใครเกินศาสดา เป็นผู้เฉลียวฉลาดครอบโลกธาตุ ให้เชื่อศาสดาองค์เอก และปฏิบัติตามท่านความดีงามจะเป็นสมบัติของเรา

พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้มาแบ่งสันปันส่วนอะไรจากเราเลยละ เพราะท่านพอทุกอย่างแล้วด้วยความเลิศเลอ เรายังบกพร่องต้องการอยู่ตลอดเวลา ให้ต้องการทำดี อย่าไปต้องการทำชั่วมันจะเผาตัวต่อไป พากันพินิจพิจารณาให้ดี นี่ละเรื่องศีลเรื่องธรรมเป็นธรรมที่คงเส้นคงวาหนาแน่น ไม่ลำเอียง รักนั้นชังนี้ไม่มีในธรรม สม่ำเสมออยู่ตลอดเวลา ใครทำชั่วได้ชั่ว ใครทำดีได้ดี ไม่มีคำว่าที่ลับที่แจ้งที่จะไม่ให้ผล เช่นอย่างขโมยของเวลาเจ้าของนอนหลับ อย่างนี้เป็นเรื่องของโลกประเภทหนึ่ง เขาไม่เห็นจับตัวไม่ได้ก็ว่ารอดตัวไป แต่ไม่รอดกรรมชั่วที่ตัวทำ เพราะตัวทำเอง เจ้าของเขาไม่เห็น แต่เจ้าของผู้ไปขโมยเขาก็เห็นตัวเองเป็นผู้ทำ ทำกลางวันกลางคืนมืดแจ้งเจ้าของรู้อยู่ตลอดเวลา นี่ละกรรมอันนี้ละทำลงไปแล้วมันก็มาหาเรา

ให้พากันระมัดระวังนะ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วจะจมกันไปนะมนุษย์เรา เกิดตายๆ ถ้าเลือกไปเกิดในที่ชั่วที่ไหนไม่อยากเกิด ต้องอยากเกิดในสถานที่ดีคติที่เหมาะสมทั้งนั้น ที่เหมาะสมนี้ก็คือการสร้างความดีงาม เราอยากเกิดดีด้วยกันทั้งนั้นละ แต่มันแหวกลงไปเกิดในนรกอเวจีมีเยอะ เพราะการทำชั่วของตนด้วยความลืมตัว ถ้าไม่ลืมตัวฟังเสียงอรรถเสียงธรรมบ้างคนนั้นก็เป็นผู้เป็นคนขึ้นมา ดีขึ้นมาเรื่อยๆ ให้พากันจำเอานะ

บาป บุญ นรก สวรรค์ พรหมโลก นิพพานนี้มีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ กี่กัปกี่กัลป์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์ใดมาตรัสรู้ก็มาเจอเห็นสิ่งเหล่านี้แหละ นำสิ่งเหล่านี้ทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่วมาสอนโลก สิ่งที่ควรละก็ให้ละ สิ่งที่ควรบำเพ็ญให้บำเพ็ญเพื่อไปทางที่ดี สิ่งที่ชั่วให้ละเพื่อไม่ให้ไปทางที่ชั่ว ได้รับความทุกข์ความทรมาน ท่านสอนไว้โดยเรียบร้อยแล้ว ไม่ผิดพลาดประการใด ตัวผิดคือตัวของเราเอง มันไม่อยากฟังเสียงอรรถเสียงธรรม เสียงความดีงาม มันอยากฟังตั้งแต่เสียงกิเลสตัณหา ซึ่งเป็นฟืนไฟเผาไหม้ตัวเองทั้งนั้นละ ให้ฟังเสียงอรรถเสียงธรรม เสียงครูเสียงอาจารย์

อย่างที่นี่ก็มีวัดมีวาเป็นที่อบรมศีลธรรม แม้จะไม่ได้ยินเสียงอรรถเสียงธรรมท่านก็ตาม มองเห็นพระเจ้าพระสงฆ์ท่านผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จิตใจก็ยิ้มแย้มแจ่มใสแล้ว ทางตาก็เป็นมงคล หูได้ยินเสียงท่านพูดอรรถพูดธรรมพัดพาไปตามใจก็เป็นสิริมงคลแก่ทางหูทางตา คิดถึงท่านเราก็เป็นมงคลแก่จิตใจของเรา มีพระเจ้าพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เราได้ทำบุญให้ทานกับท่านด้วยความเย็นใจของเรา แล้วมีโอกาสเราก็ได้ฟังอรรถฟังธรรมแนะนำสั่งสอนจากท่านแล้วเป็นสิริมงคลแก่ตัวของเราเอง

เพราะฉะนั้นคำว่าวัด คำว่าพระ นี้จึงเป็นความจำเป็นสำหรับชาวพุทธเราที่มีความรักใคร่ใกล้ชิดต่อศาสนา ไม่ควรได้ห่างไกล เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือใครไปปลูกบ้านสร้างเรือนที่ไหน มักจะมีการสร้างวัดสร้างวาเป็นเงาตามตัวเหมือนกันไปหมด เพราะเป็นที่ให้ความร่มเย็นแก่จิตใจ สมบัติสถานที่อยู่ใดๆ เหล่านั้นเป็นที่อาศัยของร่างกาย แต่อรรถธรรมความดีงามมาจากวัดจากพระเจ้าพระสงฆ์นี้เป็นสมบัติภายในที่จะให้ความอบอุ่นแก่เรา

เรามีวัดมีวามีพระเจ้าพระสงฆ์ เรามีความเย็นใจ แม้จะเกิดความหงุดหงิดขึ้นมา ระลึกถึงครูบาอาจารย์นี้จิตใจยังสงบลงได้ จะว่าอะไร ท่านไม่ได้เตือนเราละ พอระลึกถึงท่านก็ทำให้จิตใจนี้หยุดชะงัก และงดได้ในสิ่งชั่วช้า งดได้ในความโกรธทั้งหลาย นี่แหละเรื่องมีวัดมีวาอยู่เป็นประจำจึงเป็นสิริมงคลแก่พวกเราทั้งหลาย เช่นอย่างวัดนี้มีพระจำนวนมากขนาดไหน เป็นร้อย ถ้ารวมทั้งหลายก็ยิ่งเป็นหลายร้อยอยู่ในที่ทุกแห่งทุกหน ท่านเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านไม่มีอะไรเสียหาย ท่านสร้างแต่ความดีงามตลอดตั้งแต่วันท่านบวชมา สร้างแต่ความดีงามทั้งนั้น ความดีท่านเต็มหัวใจๆ

เราก็ได้อาศัยความดีจากท่านมาเป็นความชุ่มเย็นแก่เรา ด้วยการบำเพ็ญการกุศล ได้ทำบุญให้ทาน ได้ฟังอรรถฟังธรรมจากท่าน เป็นสิริมงคลตลอดไป นี่ละบ้านที่มีวัด ที่มีพระเจ้าพระสงฆ์ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร นี้เป็นบ้านที่เป็นสิริมงคล คำว่าวัดคำว่าพระเราก็ไม่ได้พูดว่า คำว่าพระแล้วจะดีไปหมดนะ วัดก็ดีไปหมดก็ไม่ มันขึ้นอยู่กับผู้ครองวัด ผู้ครองวัดเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบวัดก็เป็นวัดที่ดี เป็นวัดที่เจริญตาเจริญใจได้ ถ้าเป็นวัดแบบเป็นส้วมเป็นถานอย่างนั้นใช้ไม่ได้เลย

เป็นส้วมเป็นถานคืออะไร บรรจุพระเณรที่ปฏิบัติโกโรโกโส ไม่มีศีลมีธรรมภายในตัว ไม่คำนึงถึงอรรถถึงธรรม ถึงศีลของตนเลย บวชมาแล้วไม่ทราบว่าศีลมีหรือไม่ มีแต่เอาผ้าเหลืองมาครอบหัวแล้วก็โอ่อ่าว่าตนเป็นพระๆ ความสนใจการปฏิบัติตามศีลตามธรรมไม่มี สร้างแต่ความชั่วช้าลามก พระประเภทนี้เป็นพระส้วมพระถาน เป็นมูตรเป็นคูถอยู่ในวัดในวา วัดควรจะเป็นวัดกลับกลายเป็นส้วมเป็นถาน พระแทนที่จะเป็นพระกลายเป็นมูตรเป็นคูถไปหมด ถ้าพระประเภทนี้วัดประเภทนี้ไม่เป็นที่เคารพนับถือ ไม่เป็นที่กราบไหว้บูชา

ถ้าเป็นวัดที่ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จะเป็นวัดบ้านวัดป่าวัดไหนไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ผู้ครองวัด เป็นผู้ดีแล้ววัดก็กลายเป็นวัดดีไปด้วย พระเณรก็ดีไปตามๆกัน ผู้ปฏิบัติศีลธรรมก็มีความสงบร่มเย็นไปตามๆ กัน นี่แยกแยะให้ทราบว่าคนทั้งหลายทั่วโลกยังมีคนดีคนชั่ว พระจะไม่มีพระดีพระชั่วได้อย่างไร พระดีก็มี พระชั่วก็เยอะ ให้เราเลือกเอา ตาเรามีหูเรามีฟัง อย่าไปเชื่อแต่ว่าผ้าเหลืองอย่างเดียว ผ้าเหลืองเอาไปครอบกองขี้ก็ได้ ไปครอบทองคำธรรมชาติก็ได้ เอาไปครอบที่ไหนไปทั้งนั้นผ้าเหลืองเป็นเครื่องใช้ แต่ตัวสำคัญก็คือผู้เป็นเจ้าของ ผ้าเหลืองนั้นใครเป็นเจ้าของ ก็พระเป็นเจ้าของ

พระปฏิบัติตัวอย่างไร สมควรแก่ผ้าเหลืองซึ่งเป็นผ้ากาสาวพัสตร์ สืบเนื่องมาตั้งแต่พระพุทธเจ้า เป็นผ้าที่เลิศเลอมาครองในหัวของเรานี้หัวโล้นๆ นี้ปฏิบัติตัวอย่างไร ต้องมาดูตัวเอง สมควรแก่ผ้าเหลืองหรือไม่ด้วยการปฏิบัติของตน ถ้าเป็นผู้ตั้งใจสำรวมระวังในศีลในธรรมก็สมควรแก่ผ้าเหลือง ถ้าไม่ปฏิบัติตามหลักศีลหลักธรรมแล้ว ผ้าเหลืองคลุมหัวโล้นเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามศีลตามธรรมในเพศของตนๆ ตัวเองก็เย็นใจสบายใจ อยู่ที่ไหนจะอดอยากขาดแคลนไม่สำคัญ ศีลธรรมมีอยู่ภายในตัวเองเต็มเหยียดอยู่แล้วเย็นใจไปหมด

เพราะฉะนั้นพระท่านมุ่งอรรถมุ่งธรรมจริงๆ แล้ว ท่านจึงไม่ค่อยสนใจกับเรื่องจตุปัจจัยไทยทานต่างๆ ยิ่งไปกว่าความมุ่งมั่นในอรรถในธรรม ในมรรคผลนิพพาน ปฏิบัติตนมีความสนใจใส่ใจต่อศีลต่อธรรมให้บริสุทธิ์บริบูรณ์เป็นลำดับไป นี่เรียกว่าท่านสั่งสมความดี อยู่ที่ไหนท่านก็เย็น ท่านก็เย็น นี่มันต่างกันนะกับผู้บวชเข้าไปแล้วสั่งสมตั้งแต่ความชั่วช้าลามก จนโลกดูกันไม่ได้ โลกเขามีสมบัติผู้ดีเขาดูพระเลวไม่ได้นะ นอกจากพระเลวอยู่ด้วยกัน ก็เหมือนพวกโจรพวกมารอยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมากแล้วเป็นมหาโจรด้วยกัน อย่างนั้นมันอยู่ด้วยกันได้ แต่ผู้มีสมบัติผู้ดีแล้วดูไม่ได้ อยู่ไม่ได้ พระประเภทนั้น

ทีนี้ย้ายเข้ามาหาตัวของเรา เราเป็นคนประเภทใด ประพฤติตัวเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ดี เป็นที่อบอุ่นในตัวเองหรือไม่ หรือมีตั้งแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย สร้างแต่ความชั่วช้าลามก อยู่ในบ้านนอกบ้าน ไปที่ไหนสร้างตั้งแต่ความชั่วช้าลามก อย่างนี้เป็นไฟเผาตัว คนประเภทนี้เป็นคนไม่ดี ท่านผู้มีสมบัติผู้ดีมีศีลธรรมไม่อยากคบค้าสมาคม ตายแล้วก็ไปจมนรกนะ พากันจดจำเอาบรรดาพี่น้องลูกหลานทั้งหลาย ให้ปฏิบัติต่อกันด้วยความมีอรรถมีธรรม

ครอบครัวของเราไม่ใช่ครอบครัวเศรษฐีก็ตาม แต่ปฏิบัติธรรมเต็มหัวใจด้วยกันแล้วเป็นครอบครัวแห่งเศรษฐีธรรม ธรรมพาให้เย็น เงินทองข้าวของใช้ผิดทางก็ไม่เย็น เป็นฟืนเป็นไฟแก่ตัวเอง แต่ธรรมนี้ทำให้เย็นตลอดเวลา เรียกว่าเศรษฐีธรรม มีมากเท่าไรยิ่งทำให้เจ้าของมีความสงบร่มเย็น สามี-ภรรยาไม่ทะเลาะกัน เพราะสามีก็มีธรรม ภรรยาก็มีธรรม สามีกับภรรยามีหัวใจมีน้ำหนักเท่ากัน อะไรจะมีคุณค่าราคาเท่ากับความรักในระหว่างสามี-ภรรยารักกัน ฝากเป็นฝากตายต่อกัน อย่าไปทำตัวนอกลู่นอกทาง ให้บอบช้ำ เอาฟืนเอาไฟมาเผาอีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นคนดี จะเป็นความแตกร้าวขึ้นที่นั้น

เงินทองข้าวของมากน้อยไม่มีความหมาย ลูกเต้าหลานเหลนเกิดขึ้นมาเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันด้วยความผิดพลาดต่างๆ ที่เป็นของไม่ดีเลย เด็กก็เศร้าใจทั้งวัน ไปเรียนหนังแส่หนังสือ ครูอธิบายให้ฟังไม่รู้เรื่อง คิดแต่เรื่องพ่อกับแม่ทะเลาะกัน นี่คือความไม่มีธรรม ฝ่ายใดไม่มีก็ก่อกวนกันได้ทั้งนั้น ยิ่งเป็นทั้งสองฝ่ายไม่มีธรรมด้วยแล้วแตกกระจัดกระจายไปหมด นี่คนไม่มีธรรม ถ้าคนมีธรรมไอ้ฐานะสูงต่ำไม่จำเป็น เราเกิดมาจากพ่อจากแม่ของเรามีแต่ตัวร่อนจ้อน เรามาขวนขวายได้ทีหลังต่างหาก

จึงทำตัวของเราให้มีความแน่นหนามั่นคงด้วยความดี นี่เรียกว่าเศรษฐีธรรม มีความสงบร่มเย็นทั่วหน้ากัน ไปที่ไหนถ้าต่างคนต่างมีธรรม เฉพาะอย่างยิ่งผัวเมียไว้ใจตายใจกันได้ แล้วเย็นที่สุด อันนี้เย็นมากนะ เย็นครอบไปหมดทั้งโคตรทั้งแซ่ของเรานั้นแหละ เพราะหัวหน้าโคตรหัวหน้าแซ่เป็นคนดิบคนดี ลูกเต้าหลานเหลนก็ยึดเอาพ่อเอาแม่เป็นแบบพิมพ์ที่ดีต่อไป ลูกเต้าหลานเหลนก็ชุ่มเย็น หรือแบบพิมพ์ของพ่อแม่ที่ให้แล้วนั้นไปเป็นมรดก เป็นความชุ่มเย็นต่อไป นี่สำคัญอยู่ตรงนี้

ให้พากันตั้งอกตั้งใจในศีลในธรรมให้มากนะ บ้านเมืองจะมีความสงบร่มเย็น ศีลธรรมเป็นสำคัญมาก ถ้าไม่มีแล้วใครจะอยู่เมืองไหนก็ตาม บ้านนั้นเจริญเมืองนี้ มันเจริญแต่ลมปากเฉยๆ ไขว่คว้าหาที่นั่นว่าเจริญที่นี่เจริญ ตัวของตัวเองมีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ภายในใจ ไม่มีทางเจริญ จะไปอยู่ที่ไหน แม้จะพักสูงออกไป โดดไปสวรรค์ก็ถูกชาวสวรรค์เขาขับลงมา อยู่กับเขาไม่ได้ ไปอยู่ที่ไหนอยู่ไม่ได้ คนเป็นฟืนเป็นไฟไปอยู่กับผู้ชุ่มเย็นด้วยศีลด้วยธรรมไม่ได้นะ จึงต้องปฏิบัติตัวให้เป็นผู้มีศีลมีธรรม ชุ่มเย็นแก่ตัวครอบครัวของตัว หน้าที่การงาน

อย่าไปฉกไปลัก ไปปล้นไปจี้ อันเป็นของไม่ดีแก่จิตใจผู้อื่น สมบัติเป็นอันหนึ่งก็ไม่มากเท่าไร แต่หัวใจของผู้เป็นเจ้าของสมบัตินั้นน่ะมันรุนแรงมากนะ อย่าไปทำลายจิตใจกัน สมบัติเงินทองข้าวของเราให้กันเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านด้วยความพอใจด้วยกัน ไม่มีภัย มีตั้งแต่คุณต่อกัน แต่ถ้าไปฉกไปลักไปปล้นไปจี้เอา แม้เข็มเล่มเดียวนี้ก็ฆ่ากันได้ทำลายกันได้นะ มันใหญ่อยู่ที่หัวใจ ไม่ได้ใหญ่อยู่ที่สมบัติ ถ้ามอบให้กันด้วยความพอใจ ให้เท่าไรยิ้มแย้มแจ่มใส ทั้งผู้ให้และผู้รับ ระลึกถึงบุญถึงคุณกระทั่งวันตาย นั่น ความดีมีต่อกันด้วยความเสียสละ ถ้ามันไม่เสียสละไม่ยอมให้ มาฉกมาลักมาปล้นมาจี้เอานี้ เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้หัวอกของผู้เป็นเจ้าของ ดีไม่ดีตามฆ่ากันได้เลย

ขอให้พี่น้องทั้งหลายจดจำเอาไว้นะ วันนี้ก็พูดธรรมะเพียงเท่านี้ ทางฝ่ายพระนี้ก็ขอให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ อย่าเห็นสิ่งใดที่มีคุณค่ายิ่งกว่าศีลที่ตนรักษาอยู่ อย่าให้ด่างพร้อยขาดทะลุ ธรรมที่ตนปฏิบัติคือศีล-สมาธิ-ปัญญา บำรุงให้ดีขึ้นโดยลำดับ จนกระทั่งเป็นใจที่มีคุณค่า ทรงอรรถทรงธรรมไว้ภายในหัวใจ ไปที่ไหนเย็นหมดพระเราถ้ามีธรรมในใจ นี่เรียกว่ามหาสมบัติ คือธรรมสมบัตินั้นแหละมีในใจ ส่วนสมบัติภายนอกก็ยกให้โลกของเขา สมบัติภายในคือธรรมให้เป็นหน้าที่ของเราเสาะแสวงหา เราจะเป็นที่ร่มเย็นแก่เรา ไปที่ไหนก็ร่มเย็นแก่ประชาชนที่เขาได้เห็นเขาจะมีความยิ้มแย้มแจ่มใส

พากันจดจำ การแสดงธรรมก็เห็นว่าสมควรแก่ธาตุแก่ขันธ์ แก่กาลเวลา ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องลูกหลานทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ (สาธุ) 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก