ใครจะแจงธรรมะอย่างเรามีไหม
วันที่ 24 มกราคม 2549 เวลา 8:45 น. ความยาว 47.54 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

ใครจะแจงธรรมะอย่างเรามีไหม

(คุณบุษราฝากถวายเจ้าค่ะ) บุษราเขาอยู่ที่ไหนเดี๋ยวนี้ (อยู่กรุงเทพเจ้าค่ะ กำลังจะเดินทางไปอเมริกาวันที่ ๒๖ เจ้าค่ะ) ลูกสาวหรือใคร (ทั้งลูกสาวลูกชายจะไปอยู่ที่โน่นเจ้าค่ะ) เดี๋ยวปั๊บโน่นเดี๋ยวปั๊บนี่อยู่เรื่อย มันอดคิดไม่ได้ แล้วก็อดถามไม่ได้จึงถามนี่ละ กรรมฐานบ้ายังไงว่าอย่างนี้ ลูกก็เลี้ยงมันมาจนหมดกำลังความสามารถแล้ว จะไว้ที่ไหนที่ควรจะอยู่ก็อยู่ ควรจะภาวนาตัวเองเลี้ยงตัวเองก็เลี้ยงบ้างซิ เลี้ยงแต่ลูกไม่ได้เลี้ยงตัวเอง มันพันกันอยู่ตลอด พูดง่ายๆ ฟังแล้วฟังไม่ได้ว่างั้นเถอะ ก็มันฟังแล้วฟังเล่าจนเบื่อจะฟังได้ยังไง เมื่อเบื่อแล้วก็หยุดละซิจะว่าไง

ลูกก็เป็นลูก เขาอยู่ยังไงก็ให้เขาอยู่ เราเป็นเราจะภาวนาอะไรก็ภาวนาไปเรื่อยๆ แกอยู่โน้นแกก็ภาวนาของแกอยู่งั้นละ ไม่ขู่ไว้ไม่ได้ ต้องมีขู่เรื่อย จิตดวงนี้มันก็เป็นของมันอยู่งั้นละ ไปอยู่ไหนมันก็เป็นของมันเอง เป็นแต่เพียงว่าช้าหรือเร็วต่างกัน ถ้าเป็นโดยลำพังจะหมุนติ้วเลย ถ้ามีนั้นมีนี้ เหมือนจับปากกาทั้งจับทั้งเขียน แล้วมีอะไรมา หือๆ จ่อ พอแล้วปั๊บเขียน เกี่ยวกับงานข้างนอกจับปากกา พองานข้างนอกผ่านก็เขียน จิตอันนี้เป็นอย่างนั้นนะ

นิสัยแกใจเด็ดอยู่ เราชม ใจเด็ด เด็ดเดี่ยวเฉียบขาด ไม่งั้นไม่ได้กิเลส เหยาะแหยะไม่ได้มันเหยียบหัวเอาเลย กิเลสเร็วที่สุด ต้องมีเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดไม่อย่างนั้นไม่ทันกัน

         นักภาวนาใดที่ตั้งสติดี นั่นละจะตั้งตัวได้ สติเป็นสำคัญมาก คำนี้ย้ำแล้วย้ำเล่าสติ ลงสติได้จ่อแล้วกิเลสเกิดไม่ได้ กิเลสจะเกิดเวลาเผลอ พอเผลอแพล็บ ความคิดสังขารนั่นละ กิเลสออกมากับสังขาร สังขารเป็นเครื่องมือของกิเลสมันจะแพล็บออกไป พอออกไปแล้วกว้านเอาไฟมาเผาเจ้าของ ถ้าสติดีอยู่แล้วไม่เกิด นักภาวนาต้องสำคัญที่สติ ไม่มีสติแล้วภาวนาไปก็เท่านั้นแหละไม่ได้เรื่องอะไร เรื่องสติสำคัญ ไม่ได้ห่างจากใจแหละสติ สติจ่ออยู่อย่างนี้เรียกว่าสติ เช่นเราภาวนาบริกรรมคำไหน สติจ่ออยู่กับคำบริกรรมเรียกว่าสติ ถ้าหยุดจากคำบริกรรมแต่รู้ตัวอยู่ตลอดเรียกว่าสัมปชัญญะ เอาไปปฏิบัติดูซิน่ะเรื่องสติอย่างที่เราว่านักภาวนา สติจับปั๊บไม่ให้เผลอกิเลสจะเกิดไม่ได้ มันจะหนาแน่นขนาดไหนเกิดไม่ได้ มันดันออกๆ สังขาร มันอยากคิดอยากปรุงมันดันออก แต่ธรรมคือคำบริกรรมของเราปิดช่องมันไว้ไม่ให้ออก สติยังอยู่นี้มันออกไม่ได้ กิเลสก็เกิดไม่ได้ ถ้าอันนี้ออก ปรุงพับกิเลสออกแล้ว หลั่งไหลออกแล้วก็สร้างไฟให้เจ้าของ

ใครตั้งสติดีผู้นั้นแหละนักภาวนาจะตั้งตัวได้ ถ้าสติได้ขาดวรรคขาดตอน หรือนานๆ มีทีหนึ่งไม่เป็นท่า สติต้องจ่อเรื่อย สติในเบื้องต้นเป็นความจำเป็นอยู่แล้ว พอเริ่มภาวนาเริ่มสติพร้อมกันเลย ผู้ที่จะตั้งใจเอามรรคเอาผลจริงๆ เอาเถอะ ตั้งสติให้ดี เหมือนกับว่าเกาะชายจีวรพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา ถ้าผู้มีสติกับความเพียรจับติดๆ ตลอดๆ นี่ในเบื้องต้น ทีนี้พอถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัตินั้นมันก็หนุนไปจากสติที่ล้มลุกคลุกคลานนี่แหละ ไปสติปัญญาอัตโนมัติ คือสติปัญญาอัตโนมัตินี่หมายความว่าไม่ได้บังคับ ไม่ได้ผลักไม่ได้ไสให้เป็นความเพียร หากเป็นเองๆ หมุนอยู่อย่างนั้น เหมือนลมหายใจเรามันหายใจของมันอยู่อย่างนั้น

ที่ว่าสตินี้รู้ตัวอยู่อย่างนั้น ต่อไปกับปัญญาก็กลมกลืนเป็นอันเดียวกัน ทีแรกสติมาก่อน จากนั้นก็ปัญญา ปัญญามา มาแล้วก็กลายเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ ทั้งสติทั้งปัญญากลมกลืนเป็นอันเดียวกันโดยลำพังตนเอง เรื่องความเพียรมีหลายขั้น การพิจารณากรรมฐานก็มีหลายขั้นหลายตอน สักแต่ว่าทำๆ ไม่มีผู้แนะบอกชัดเจนแน่นอนก็ลำบากเหมือนกัน ทำไปงูๆ ปลาๆ ไม่ค่อยได้เรื่องนะ นี่ผู้แนะผู้สอนด้วยความแน่นอน หลักเกณฑ์ดี จับได้ๆ ตามได้เร็ว นี่สอนบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายก็สอนอย่างแน่นอน  สอนอย่างแม่นยำ เพราะเราผ่านมาแล้วทั้งนั้น ที่นำมาสอนนี้ผ่านมาหมดแล้ว เพราะฉะนั้นจึงแน่นอนว่าไม่ผิดการสอน

ผิดก็เป็นครูสอนเรามาแล้ว ถูกก็เป็นครูสอนเรา ยึดปั๊บๆ อะไรผิดปล่อยปั๊บๆ นี่เป็นครูเป็นอาจารย์เราความผิดความถูก จับมาบำรุงตัวเอง ต่อจากนั้นสอนคนอื่นก็ไม่สงสัยว่าจะผิดไปไหน เรื่องสตินี่สำคัญทีเดียว ทีนี้สติขึ้นกับอะไรอีก มีอะไรเข้าไปเกี่ยวข้องสติอีก มันเกี่ยวโยงกัน การทำความเพียรท่านบอกอุบายวิธีการหลายอย่างที่จะเป็นเครื่องพยุงความเพียร ต้องได้ระวังสติ สมมุติว่าเราฉันมากๆ ตั้งวันยังค่ำล้มวันยังค่ำ เอาอย่างนี้นะ จะตั้งขนาดไหนก็ตั้งเถอะถ้าลงสังขารร่างกายอิ่มหนำสำราญแล้ว สติจะล้มๆ ตั้งไม่ขึ้นตั้งไม่อยู่ ตรงนี้อันหนึ่ง จำเอาไว้นะ

เรื่องอาหารสำคัญมากกับสติ คืออาหารมีกำลังวังชา พอฉันไปมากกินไปมาก อาหารมีกำลังวังชา กิเลสหนาขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งราคะตัณหาหนาขึ้น ท่านทั้งหลายฟังเอานะ นี่สอนเพื่อแก้จากสิ่งเหล่านี้ จึงสอนให้ชัดเจน ถ้าลงฉันจังหันอิ่มหนำสำราญแล้ว สติมีแต่สอนกันเท่านั้นไม่ค่อยได้เรื่อง ต้องผ่อนลง หาเหตุหาผลใส่กันเรื่อยๆ ฉันน้อยทานน้อยไม่ให้เต็มสัดเต็มส่วน เป็นยังไงสติ ดู แล้วอดแล้วเป็นยังไงสติ นี่หมายถึงนักปฏิบัติจริงๆ เช่นนักบวชต้องได้ปฏิบัติอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นไม่ได้ไม่ถูก ไม่เป็นเรื่องแหละ ความเพียรก็ว่าไปอย่างนั้นแหละ ถ้าลงสติไม่ดีแล้วความเพียรก็อย่างนั้นแหละ ถ้าสติดีจับติดๆ ความเพียรจะตั้งได้ๆ ตั้งได้เรื่อย

จิตใจของเรานี้ตั้งได้ด้วยสติ สติตั้งแล้วความเพียรจะค่อยหนาแน่น ความสงบร่มเย็นของจิตก็จะมีขึ้น สติสำหรับเราเองได้เคยพิจารณาแล้ว ปฏิบัติ อดนอนก็อด ในธุดงค์ ๑๓ ที่ท่านแสดงไว้ เช่น เนสัชชิ ไม่นอนบ้างอะไรบ้าง แต่การอดอาหารท่านไม่บอกในธุดงค์ หากมีในที่อื่น เช่นท่านยกออกมาในบุพพสิกขา มี เรื่องอดอาหารผ่อนอาหารมี แต่ในธุดงค์ ๑๓ ไม่มี ออกมาจากไหนก็คำสอนพระพุทธเจ้าจะเป็นอะไรไป

ในบุพพสิกขาท่านสอนไว้ว่า ถ้าอดอาหารเพื่อโอ้เพื่ออวดตน ว่าอดว่าทนได้อย่างนั้นอย่างนี้ ปรับอาบัติทุกขณะ ฟังซิน่ะ ความเคลื่อนไหวปรับอาบัติตลอด เรียกว่าห้ามไม่ให้อด ความหมายว่างั้น ถ้าอดปั๊บเพื่ออย่างนี้แล้วปรับอาบัติตลอด ท่านแสดงไว้ในบุพพสิกขา ถ้าอดเพื่ออรรถเพื่อธรรมเพื่อชำระกิเลสอดเถิด นั่น เราตถาคตอนุญาต ฟังซิน่ะ อดเถิดเราตถาคตอนุญาต ถ้าอดแบบนั้นแล้วอย่าอด ปรับอาบัติเลย คือไม่เกิดประโยชน์อะไร มันส่งเสริมกิเลสต่างหาก อดเพื่อโอ้เพื่ออวดตัวเองนั้นเป็นเรื่องของกิเลส ท่านจึงตัดทันที ปรับโทษตลอด ในคัมภีร์มีอย่างนั้น

คัมภีร์ก็คือองค์ศาสดาอยู่ในคัมภีร์จะอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้นการที่ท่านอนุญาตไว้ธุดงค์ ๑๓ ข้อเหล่านี้ ให้เราเลือกเอาข้อใดๆ ปฏิบัติ อันนี้ตามแต่จริตนิสัย การอยู่ในป่า การอยู่ในป่าช้านี่เป็นพื้นฐานอยู่แล้วในธุดงค์ ๑๓ อดนอนอย่างนี้มีแยกออกไป เราก็เคยแล้วอดนอน อดไปกี่คืนๆ อดไปเท่าไรยิ่งทื่อเข้าๆ ตลอดทื่อไปหมดทั้งตัว อ้าว มันไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรอดอะไรนี่วะ หยุด ไม่เอา อย่างนั้นละ เห็นว่าไม่ถูกสำหรับนิสัยของเรา ธรรมะท่านวางไว้กลางๆ แล้วแต่นิสัยของใครจะถูกต้องกับอะไรให้เอาไปปฏิบัติ ทีนี้เรื่องอดอาหารนี่มานี้จับนี้ติด ติดเลย ตั้งแต่เริ่มออกทีแรกแหละ เรื่องอดอาหารผ่อนอาหารของเราจับติดมาตั้งแต่นั้น เพราะได้ผลๆ อดมากเท่าไรร่างกายจะก้าวขาไม่ออก แต่จิตนี้เหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า สตินี้แน่วๆ มันเห็นผลอยู่อย่างนี้ ส่วนความอิ่มของเราร่างกายของเรา กินให้อิ่มเมื่อไรมันก็ได้กำลังมาทันที แต่กำลังทางด้านธรรมะมันยากนะ

เราอดจนจะเดินบิณฑบาตไปในหมู่บ้านเขาไม่ถึง อ่อนขนาดไหนร่างกาย พอฉันเสร็จแล้วกลับมานี้ม้าแข่งสู้ไม่ได้ เข้าใจไหม กำลังวังชาดีดผึงทันทีร่างกาย แต่ใจไม่ได้ดีดนะ ลำบากมาก เพราะฉะนั้นจึงต้องพยุงทางใจให้มาก เพราะเราตั้งใจจะมุ่งต่อภาวนาเพื่อจิตใจโดยถ่ายเดียว กำลังทางร่างกายเมื่อไรก็ได้ไม่ยากอะไร สำคัญที่ใจ ทีนี้มันอดไปตลอดไม่ได้ก็คือว่า ร่างกายก็เป็นเครื่องมือสำหรับบำเพ็ญ ถ้าอดมันตายเสียอย่างนี้จะว่าไง ไปไม่รอดมันขาดประโยชน์ ก็ต้องมีอดบ้างอิ่มบ้าง ฟัดกันไปอย่างนั้นเรื่อยเลย ถ้าร่างกายมีกำลังบ้างทีนี้ก็ผ่อนลง ทางจิตให้มีกำลัง หนุนจิตเข้าไป

นี่ละวิธีการภาวนา ท่านทั้งหลายจำเอานะ นี่ผ่านมาหมดแล้วไม่ใช่ธรรมดา การภาวนานี่ทดสอบตัวเอง ร้อยสันพันคมกิเลส เราจึงได้รู้เวลามาทดสอบพินิจพิจารณาบวกลบคูณหารตัวเอง จะออกช่องไหนๆ มันก็มาได้จากการพิจารณา สำหรับเราเองอดอาหารผ่อนอาหารแม่นยำ ทีนี้เวลาอดไปมากๆ มันก็จะตาย ก็ต้องกินบ้าง ต้องมีอดมีอิ่มฟัดเหวี่ยงกันไป ไม่ให้อดมากเกินไปร่างกายมันจะพังก่อน ถ้าให้ร่างกายมากร่างกายก็จะทับจิตอีกแหละ จึงต้องได้พยุง ให้พากันจำเอา

สตินี้ขึ้นอยู่กับอาหาร ถ้าอาหารมากๆ แล้วร่างกายมีกำลังมันคึกคะนอง คำว่าคึกคะนอง เราพูดนี้เราพูดเป็นธรรมล้วนๆ ใครอย่าเอาเรื่องกิเลสเรื่องกามกิเลสว่าเป็นของหยาบว่าเป็นอะไร พูดอย่างนี้ขัดต่อหูต่อใจของกิเลส เราต้องให้ล่องทางธรรมซิ ขัดกิเลสขัดไป ขอให้โล่งทางธรรมะที่จะก้าวออกพ้นกิเลสไปได้ เอาตรงนั้น เวลาเราฉันมากๆ เข้าไป อิ่มหนำสำราญจริงๆ แล้วไม่เป็นท่านะภาวนา ภายในมันจะรู้นะ ภายในจิต มันไม่แสดงออกทางร่างกายละ เมื่อร่างกายมีกำลังแล้วในจิตนี้มันจะยิบแย็บๆ ไม่ยิบแย็บไปไหนละ มันไปหาตัวผู้ตัวเมียนั่นน่ะ ไปหากามกิเลส มันจะยิบแย็บๆ มันรู้แล้วนะ ไม่ต้องแสดงทางไหน เพียงยิบแย็บในจิตมันรู้แล้ว ก็มันจะฆ่ากันที่นั่นนี่นะ

ทีนี้ก็พลิกใหม่ๆ อยู่อย่างนั้นเรื่อย เพราะฉะนั้นอาหารจึงต้องได้ผ่อนตลอดเวลา เมื่อผ่อนแล้วธรรมะก็ก้าวได้ๆ นี่วิธีการปฏิบัติ การพูดอย่างนี้หยาบไหม ท่านทั้งหลายพิจารณาซิ กิเลสตัวนี้มันอยู่กับใคร มันมีอยู่กับทุกคน การแก้กิเลสตัวนี้ไม่เอาอุบายวิธีนี้มาใช้จะเอาอุบายไหน เอา ว่ามาซิถ้าว่าพูดหยาบน่ะ จะปล่อยให้กิเลสเหยียบหัวไปตลอดเหรอ นี่ได้ทดลองดูทุกอย่างๆ

สำหรับเราเองนิสัยเราไปทางอาหาร จึงต้องได้ทนทุกข์ทรมานมาก จนกระทั่งท้องเสีย ท้องเสียก็ไม่สนใจ ถ่ายจนหมดๆ ก็ไม่สนใจเพราะจิตมุ่งมั่นต่อธรรมมากที่สุด ขอให้ธรรมได้มีกำลังเป็นที่พอใจ มันก็หมุนติ้วๆ ไปเรื่อย แล้วก็ได้มาด้วยอำนาจของธรรม อดอาหารนี่ดีทุกขั้นนะ ขั้นหยาบๆ ก็ตั้งสติได้ ขั้นละเอียดเข้าไปกว่านั้น จิตใจแน่นหนามั่นคงเข้า ทีนี้ขั้นปัญญา อดอาหารมากเข้าไปเท่าไรสติปัญญายิ่งหมุนคล่องตัว นั่น เรื่องผ่อนอาหารสำหรับผู้ถูกจริตเป็นอย่างนั้น

สติเป็นพื้นฐาน สตินี้จะเผลอไปไม่ได้ เป็นพื้นฐานสำคัญ จนก้าวเข้าถึงมหาสติมหาปัญญา ออกจากสติที่เราตั้งล้มลุกคลุกคลานไปเรื่อยๆ ทำต้องสังเกตพิจารณาเจ้าของไม่เช่นนั้นไม่ได้เรื่องนะ นักภาวนาที่โลเลๆ เรานั้นคือหาหลักยึดไม่ได้ ภาวนาเลยโลเล ต่อจากนั้นก็โลเลออกไปข้างนอก เลยกลายเป็นโลกไปหมดใจ ถ้าใจมุ่งต่อธรรมอยู่แล้วต้องเป็นอย่างที่ว่านี่ ผู้ปฏิบัติต้องสังเกตตัวเอง

เราเป็นอาจารย์สอนหมู่เพื่อน นำอุบายวิธีการ เช่นอย่างอดอาหารเราก็บอกว่า อันนี้ไม่ใช่คำสั่ง อันนี้ไม่ใช่คำสอน เป็นคำบอกเล่าธรรมดาตามจริตนิสัยของใครที่ชอบ จากนั้นก็ย้อนมาหาตัวเอง สำหรับนิสัยของผมแล้วชอบทางการอดอาหาร ตามแต่ใครจะพิจารณายังไง คือไม่ใช่คำสั่งไม่ใช่คำสอน เป็นคำบอกเล่าธรรมดาซึ่งแทรกไปกับคำสอนนั้นแหละ ทีนี้เมื่อมันได้ผลได้ประโยชน์แล้ว กลายเป็นคำสอนเข้ามาแล้ว และกลายเป็นคำสั่งเข้ามา เข้าใจไหม เมื่อได้ผลแล้วก็เป็นคำสอน คำสอนก็เป็นคำสั่ง เด็ดขาดๆ เข้าไปเรื่อย ธรรมเป็นอย่างนั้น

สตินี้เวลาล้มลุกคลุกคลานมันก็เป็น ตั้งพับล้มผล็อยๆ แต่เวลาตั้งไม่หยุด หาอุบายวิธีเสริมสติให้ดี เช่นผ่อนอาหารหรืออดนอนหรืออะไรถ้าถูกจริตนิสัยเพื่อสติดีขึ้นก็เอา ทำลงไปๆ ทีนี้พอสติตั้งได้แล้วเอาละที่นี่ เร่งๆ เลย อย่างที่ว่าสติกับปัญญาเป็นอันเดียวกันไม่มีเวลาเผลอนี้ นี้เป็นธรรมชาติของมันไม่ต้องบังคับ สติปัญญาอัตโนมัติ คือความเพียรอัตโนมัติไปเลย นี่กิเลสจะพังละที่นี่ พอก้าวเข้านี้แล้วกิเลสพังทั้งนั้น กิเลสจะเกิดใหม่ขึ้นมาไม่มี ขั้นสติปัญญาอัตโนมัตินี้กิเลสเกิดใหม่ไม่ได้ ที่มีอยู่แล้วมีแต่คอยจะดับลงๆ แต่ขั้นที่สติปัญญาเป็นอัตโนมัติ ต้องฟัดเรื่องกามกิเลสให้หนักก่อน เอาพูดให้ฟังชัดๆ พิจารณาร่างกายนี้แหลกไปหมดเลย แหลกๆ ตลอด เรียกว่าพิจารณาอสุภะอสุภัง พิจารณาร่างกาย

ใครก้าวเดินทางกายคตาสติ พิจารณาทางร่างกายมากเท่าไร ผู้นั้นจะอาจหาญๆ ทางจิตใจนี้จะอาจหาญเรื่อยๆ ฟังให้ดีนะทุกคน นำความจริงมาพูดให้ถูกต้อง ไม่ผิดที่พูดมานี้ นี่ได้ฟัดพอแล้ว เวลาเราพิจารณาทางอสุภะอสุภังมันคล่องตัวของมันดีแล้วนี้ มองดูสัตว์ดูบุคคลดูหญิงดูชายนี้มันเป็นกองกระดูกไปหมดเลย ถ้าเป็นเนื้อก็แดงโร่ไปหมด หนังไม่มี มองเห็นนี้มันทะลุเข้าไปข้างในก่อนแล้ว นี่ละปัญญา พิจารณาทะลุเข้าไปทะลุ กับเข้าออกๆ เหมือนเขาคราดนา คราดกลับไปกลับมาจนมูลคราดมูลไถแหลกละเอียด ควรแก่การปักดำมันก็ปักดำเอง

อันนี้พิจารณาสิ่งเหล่านี้ ร่างกายนี้ให้มันแหลกลงไปๆ จนกระทั่งคล่องตัว มองเห็นอะไรๆ นี้ไม่ได้เป็นสัตว์เป็นบุคคลเป็นหญิงเป็นชายนะ อำนาจของสติปัญญาแก่กล้าแล้วมันทะลุเข้าไปหมด เป็นกองหนังกองกระดูกไป เป็นของสกปรกโสมมไปหมดในร่างกายของเรา นี่ละปัญญาเป็นได้ผู้ฝึก เป็นได้ด้วยกันถ้าฝึก ไม่ฝึกไม่ได้ใจต้องอาศัยการฝึก ฝึกใจนี้แล้วก็แตกกระจายไปหาปัญญา ไปหาสติ ฝึกสติฝึกปัญญา ต่อจากนั้นก็กระจาย มองไปไหนนี้ไม่มีว่าหญิงว่าชาย มีแต่กองกระดูกๆ หรือกองเนื้อกองหนัง กองอสุภะว่างั้นเถอะ ในร่างกายของคนคนนั้นทั้งหญิงทั้งชาย นี่คือทางวิปัสสนาแก่กล้าเข้าไปแล้วเป็นอย่างนั้น

ทีนี้เอาอันนี้จนกระทั่งอันนี้ขาดสะบั้นลงหมดเลย นี่เราจะพูดตอนนี้เป็นตอนชุลมุนวุ่นวาย การพิจารณาอสุภะอสุภังร่างกายนี้เป็นการพิจารณาที่หนักมาก เอาจนชุลมุนวุ่นวาย ทีนี้เมื่อมันคล่องแล้วๆ เรื่องอสุภะอสุภังนี้มันจะรู้เอง อันนี้เราบอกไม่ได้ ให้เป็นเรื่องเจ้าของเองว่าราคะตัณหามันจะขาดตอนไหน มันจะขาดด้วยอสุภะอย่างเดียวไม่ได้ มันมีสาเหตุอีกอันหนึ่ง อสุภะนี้เป็นปากเป็นทางที่จะเข้าหาทางฆ่ากิเลสราคะตัณหานี้ได้ คือต้องพิจารณาอันนั้นให้คล่อง เมื่ออันนั้นคล่องตัวแล้วมันจะฟัดจะเหวี่ยงกันเอง

ทีนี้ก็หมุนเข้ามาๆ อสุภะอสุภังมากลายเป็นใจดวงเดียวนี้หมดเลย เหล่านั้นอสุภะอสุภังมันเป็นนอกไปแล้วที่นี่ ตัวอสุภะจริงๆ ตังหลอกจริงๆ คือใคร เป็นขึ้นกับใจตัวเอง มันหมุนเข้ามาๆ ใจเลยกลืนเอาอสุภะอสุภังเข้ามาเป็นตัวของตัว ใจทั้งดวงเป็นอสุภะทั้งหมด แต่มันเอานั้นมาหลอกเฉยๆ แต่เป็นทางเดินเข้ามานะ เวลาผ่านไปแล้วเรียกว่าอันนั้นเป็นหลอก เวลาการดำเนินถูกต้อง พอเข้านี้แล้วๆ ใจมันก็เป็นอสุภะอสุภัง ใจเป็นผู้หลอกตัวเอง ใจเป็นผู้ยึดตัวเอง.ทางนี้มันก็ปัดผึงเลย นั่น นี่เรียกว่าอสุภะอสุภังนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้วเข้ามาสู่ใจอันเดียวแล้ว

นี่ละราคะขาดตรงนี้ เอ้า ฟังให้มันชัดนะ ขาดตรงนี้ พอมันเข้าถึงใจนี้ผึง อสุภะอะไรขาดสะบั้นไปหมดเลย ทีนี้มันก็หมุนอยู่ที่ใจนี้ ฝึกซ้อมกันที่ใจที่มาอสุภะอสุภังมันมาเป็นที่ใจๆ มันกลืนเข้ามาแล้วเข้ามาสู่ใจนี้ พอปรุงขึ้นเรื่องอะไรเป็นขึ้นจากใจๆ ภาพข้างนอกไม่มีๆ แต่ก่อนภาพข้างนอกเป็นสำคัญนะ จ้าๆ ไปที่ไหนเห็นแต่กองกระดูกๆ ทีนี้กองกระดูกหมุนเข้ามาหาใจของเรา พอปั๊บนี้กองกระดูกเกิดขึ้นที่ใจ อะไรเกิดขึ้นที่ใจ อสุภะอสุภังทั้งหมดเกิดขึ้นที่ใจๆ อ๋อ นี่กิเลสอยู่ที่นี่ ราคะตัณหาเกิดที่นี่ๆ มันดับที่นี่ นั่นที่นี่มันรู้

ฝึกซ้อมจนกระทั่งมันละเอียดลออที่นี่นะ เอาอสุภะนั่นละฝึกอันนั้นมันหากเข้ามากลืนอยู่ในใจเป็นอยู่ในใจ จนกระทั่งใจนี้อสุภะอสุภังนั้นพิจารณาแยกไม่ทัน พอปรุงขึ้บพับดับปุ๊บๆ ทีนี้เราจะแยกอันนั้นอันนี้ๆ เป็นนี้ไม่ได้นะ มันรวดเร็วของมัน พอตั้งปั๊บดับปุ๊บๆ ดับที่ใจๆ หลายครั้งหลายหนแหลกเข้าไปๆ สุดท้ายว่างไปหมดเลย อสุภะไม่มี นั่นเห็นไหมล่ะ อสุภะเริ่มไม่มีตั้งแต่นี้ แต่ยังไม่เด็ดขาดนะ นี่ละกองชุลมุน ความเพียรของผู้ละกิเลส มีกามกิเลสเป็นต้น หนักอยู่ตรงนี้ละหนักมากทีเดียว เรียกว่าชุลมุน จะว่าสติปัญญาอัตโนมัติก็ไม่ถูก อันนี้มันชุลมุนยิ่งกว่านั้นอีก ไม่มีจังหวะจะโคน แต่หมุนไม่ว่าลวดไหนลายใด พอสันลงสันลง พอคมคมลง ลงตลอด มันฟันกันไม่หยุดไม่ถอยนี่เรียกว่าชุลมุน

พออันนี้ขาดไปแล้วมันก็เป็นสติปัญญาอัตโนมัติไปละที่นี่ เอานี้ละฝึกซ้อมเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดสภาพของร่างกาย สุภะอสุภังหมดปัญหาไปเลย ว่างไปเลย ทีนี้หมด จิตใจว่างละที่นี่ ไม่มีอสุภะอสุภัง เริ่มไม่มีละ ตั้งขึ้นพับดับปุ๊บๆ จากนั้นก็มีแต่นามธรรมความคิดปรุงของจิต คิดดีก็ดับ คิดชั่วก็ดับ คิดขึ้นที่ใจดับลงที่ใจๆ ใจมีอะไรเป็นต้นเหตุให้เกิดให้ดับของสังขาร ก็มีอวิชชา มันก็ไหลเข้าไปหาอวิชชา สุดท้ายก็ไปพังที่อวิชชาขาดสะบั้นลงไปเลย ทีนี้ความคิดความปรุงมีแต่เป็นขันธ์ล้วนๆ ไปเสีย แน่ะ แต่ก่อนขันธ์อันนี้ความคิดความปรุงเป็นกิเลส เพราะกิเลสมันออกมาเอาขันธ์นี้เป็นเครื่องมือใช้ ขันธ์นี้เลยกลายเป็นกิเลสไปตาม พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วขันธ์นี้มีธรรมดา

อย่างขันธ์พระอรหันต์นี้เป็นขันธ์ล้วนๆ ไม่มีกิเลส ความคิดความปรุงสัญญาอารมณ์อะไรเหล่านี้ สักแต่ว่ารู้ๆ ไม่เป็นกิเลสเพราะใจไม่เป็นกิเลส ใจหมดแล้วกิเลส นั่นเป็นขั้นๆ นะการพิจารณา นี่ท่านเรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติ ตั้งแต่นี้ไปแล้ว ตั้งแต่เลยอสุภะอสุภังไปแล้วเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ ทีนี้มีแต่จะหมุนลิ่วๆ เลย หรือหมุนเรื่อยๆ ก็ได้ แล้วสุดท้ายนิพพานก็อยู่ชั่วเอื้อมๆ ไม่ได้หลับได้นอน กลางคืนกลางวันเพลินตลอด เพลินต่อความเพียรอัตโนมัติ นอนไม่หลับตลอดรุ่งก็มี กลางวันมันจะไม่หลับอีก เพราะมันหมุนของมันที่จะให้พ้นทุกข์ จึงว่าเหมือนว่านิพพานอยู่ชั่วเอื้อม มหาภัยก็ติดแนบมาๆ ที่จะหลุดพ้นก็ติดแนบกันอยู่นี้ก็พุ่งๆ สุดท้ายก็พังเลยหมด นั่น ทีนี้หมดโดยประการทั้งปวง

ดังที่เคยพูดเมื่อวานนี้ว่าอสุภะอสุภังไม่มีในจิตของพระอรหันต์ จะมีมาอะไร สิ่งเหล่านี้ก็มีแต่สมมุติ ผ่านไปหมดแล้วก็เป็นวิมุตติแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นสมมุติทั้งปวง ผ่านไปแล้วจะเอาสมมุติมาจากไหน จะเอาอสุภะอสุภังมาจากไหน นั่น ฟังให้ดีนะ สอนอย่างนี้ละสอนชัดเจน ถอดออกมาจากหัวใจมาสอนนี่นะ คัมภีร์ใบลาน สาธุ เราไม่ได้ประมาท เรียนไปเท่าไรๆ ไม่พ้นความสงสัย เรียนไปที่ไหน ค้นพระไตรปิฎกนี้ก็หนึ่งเลยละเราไม่ถอย เพราะค้นนี้ค้นเพื่อจะหาหลักเกณฑ์ออกปฏิบัติ ไม่ใช่ค้นไปเฉยๆ อยากได้ชั้นนั้นได้ชั้นได้ภูมิแล้วมาโอ้ว่าอวดอย่างนั้นไม่มี มีแต่ค้นหาหลักความจริง เวลาออกปฏิบัตินี้จะไม่ได้ดูหนังสือเหล่านี้ เราดูนี้ให้ถนัดชัดเจนภายในใจแล้วแบกคัมภีร์ภายในใจนี้ไปเลย ไปปฏิบัติ

ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่แน่นอน ต่อเมื่อได้เอาคัมภีร์นั้นออกเข้ามาแจงในภาคปฏิบัติของเรา รู้ขึ้นๆ เห็นขึ้นภายในใจ รู้ไปตรงไหนละกิเลสตรงนั้นๆ ทีนี้ธรรมเกิดเข้าใจไหมล่ะ ที่เราเรียนมาจากคัมภีร์นั้นน่ะความจำเกิด เรียนไปเท่าไรจำเท่านั้นๆ เรียกว่าความจำเกิด ทีนี้เวลามาปฏิบัติรู้เห็นธรรมขึ้นภายในจิตใจนี้เรียกว่าธรรมเกิดๆ กิเลสเกิด เกิดขึ้นธรรมฟัดกิเลสขาดสะบั้น ธรรมเกิดกิเลสเกิดเกิดในใจ มันก็รู้กันชัดเจนๆ เราจะว่าแต่ธรรมเกิดอย่างเดียวไม่ได้ กิเลสก็เกิด กิเลสกับธรรมฟัดกันนั่นน่ะ เอากันละที่เรียกว่ารบกัน จนกระทั่งขาดสะบั้นไปหมดแล้วทีนี้ไม่มี ผลสุดท้ายจึงว่าพระอรหันต์ท่านไม่มีอสุภะอสุภังไม่มีกรรมฐาน เหล่านี้มันเป็นทางเดิน ผ่านไปหมดแล้วจะเอากรรมฐานมาจากไหน กรรมฐานก็เป็นทางเดินใช่ไหมล่ะ ผ่านไปหมดแล้วมันก็ไม่มีกรรมฐานซิ อะไรที่มีก็คือนิพพาน แน่ะ เท่านั้นเองพูดให้ชัดเจน พากันจำให้ดีนะ สอนทุกอย่างสอนอย่างแม่นยำๆ พูดเท่านั้นละนะพอ ตั้งสามโมงแล้วพูดไปพูดมา เรื่องอะไรต่ออะไรไม่รู้ละ พากันจำเอานะ

ธรรมะนี้ไม่ค่อยมีนะในคัมภีร์ ภาคปฏิบัติ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นที่ใจ คัมภีร์ใหญ่อยู่ที่ใจ แล้วก็จดจารึกออกไปเป็นพระไตรปิฎก องค์ท่านแท้ๆ แล้วพระไตรปิฎกอยู่นี้หมดเลย เป็นอย่างนั้นละ.ใครจะแจงธรรมะเรื่องเกี่ยวกับตัวของเรา ทั้งสิ่งผูกพันทั้งสิ่งที่แก้ออกจากกันนี้อย่างเรามีไหม เอาว่าซิน่ะ ไม่ใช่ว่าเราคุยนะ ที่มาชี้แจงพี่น้องทั้งหลายนี้ออกมาจากหัวใจที่เคยฟัดกันพอแล้ว ได้เหตุได้ผลทุกอย่างทั้งการแก้การมัดของกิเลส ทั้งการแก้ของธรรม นำมาใช้ในหัวใจของเราเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงมาสอนโลก จึงแน่ใจไม่มีผิด ให้ไปปฏิบัติซิดังที่พูดตะกี้นี้ ตั้งแต่เริ่มสติขึ้นไปไม่ผิด

เราพูดอย่างเต็มปากออกจากความเต็มใจ เราพูดไม่สะทกสะท้านถอดออกนี้ ใครเชื่อไม่เชื่อนี้แม่นยำแล้ว ไปหาพยานมาจากใครที่ไหน ออกจากนี้ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าตรัสรู้เพียงพระองค์เดียว ไม่ต้องไปหาพยานมาจากไหน สอนสามโลกธาตุได้อย่างชัดเจน พระอรหันต์ทั้งหลายก็เหมือนกันเต็มภูมิของท่านๆ สอน ไม่ต้องไปถามใคร ท่านรู้ของท่านพิจารณาของท่านเรียบร้อยแล้วออกเองๆ เป็นปัจจุบันๆ ให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก