การปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์
วันที่ 27 มกราคม 2549 เวลา 8:45 น. ความยาว 50 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

การปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์

         เมื่อเช้าปรอทลงมากกุฏิเรา ลงแค่ ๑๖ องศา ความหนาวลงแค่ ๑๖ องศา พอๆ กันกับเมื่อวานนี้ มันแปลกที่อยู่ตามแถวนี้ไม่มีน้ำค้าง น้ำค้างที่เกาะอยู่บนใบไม้แล้วมันตกลง มาแถวนี้ไม่เห็นมี อยู่ในป่าในเขาแต่ก่อนพอตี ๔ ตี ๕ น้ำค้างมาเกาะอยู่บนใบไม้แล้วตกลงมานี้เหมือนห่าฝน ซ่าๆๆ นี่ไม่เห็นมี ถึงขนาดนอนไม่ได้นะ ตลอดรุ่งเลยนอนไม่หลับนอนไม่ได้ คือเวลามันหนาวมากเราเข้าที่ภาวนานี่จิตมันจะเข้าข้างใน ความหนาวจะหายไปๆ เงียบเลยไม่มีหนาว เวลาจิตเข้าข้างในหมดแล้วจนกระทั่งตัวนี้หายเงียบ ไม่มีหนาวเลย พอจิตถอนออกมานี้ปั๊บรีบนอนให้หลับ เพราะความหนาวมันโหมเข้าๆ สุดท้ายก็กลับมานั่งอีก คือมันนอนไม่ได้นอนไม่หลับ ต้องลุกมานั่งอีก พอนั่งแล้วก็เรียกว่าหนาวแทบไม่มี นั่งแล้วนั่งเล่ามันก็สว่างซิ ถึงขนาดนั้นละ

พวกหน้าพวกตานี้ตกกระไปหมด มันแตกมันอะไรเต็ม หนาวขนาดนั้นละ นั่งภาวนา หมูกลางคืนมันมาหากิน มันจะหนาวไม่หนาวไม่รู้นะกลางคืน หมูเป็นฝูงนะมากลางคืน เรานั่งอยู่เขามาข้างๆ ก็ที่มันแคบๆ รอบๆ บริเวณแคร่เรา แล้วหมูมาเที่ยวกินกันเสียงสุดสัดๆ หมู มันจะหนาวหรือไม่หนาวก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่เราออกเดินจงกรมไม่ได้แต่หมูมันมาหากิน หมูป่า แต่สำคัญที่กลางคืนมันนอนไม่หลับเลย คือหนาวขนาดนั้น ขนาดนอนไม่ได้เลย นอนไม่หลับ ต้องลงมานั่ง นั่งแล้วนั่งเล่าตลอดรุ่งเลย เดินก็เดินไม่ได้มันหนาวมาก ลงเดินไม่ได้ตัวแข็งหมด ยอมรับว่าหนาวจริงๆ น้ำค้างตกลงบนใบไม้นี้เหมือนห่าฝน ตอนตี ๔ ตี ๕ ซ่าๆๆ มันถนัดชัดเจนประจักษ์ด้วยตัวเอง

แต่มันไม่เป็นอารมณ์นะ มันจะหนาวขนาดไหนก็ไม่เคยเป็นอารมณ์ ว่ามันจะหนาวมากอย่างนั้นอย่างนี้ไม่มี เวลามันหนาวก็สู้กันเลย จากนั้นหายเงียบเลย เพราะเหตุไร เพราะจิตมันมุ่งต่อธรรม จิตไปหนักอยู่ในธรรมไม่ได้มาอยู่ตามนี้ นอนไม่หลับตลอดรุ่งเลย ที่ว่านอนไม่หลับตลอดรุ่งมันก็มีผ้าห่มคือจีวร เอาจีวรกับสังฆาฏิพับครึ่งซ้อนกันนอนเท่านั้นละ ให้เท่านั้น ไม่หลับก็ไม่หลับ เราไม่เคยมีผ้าห่มหนาวติดตัวไป ไม่มี ไม่ห่มก็ไม่ห่ม หากเป็นอยู่อย่างนั้นในตัวเองนั่นแหละ ใครจะทราบไม่ทราบก็ตามแต่เราไม่มีผ้าห่ม พระเต็มวัดรู้อยู่ เราก็ทำของเขาอย่างนั้นละ เป็นอย่างนั้นนะ มันหากเป็นอยู่ในจิตนี่แหละ

เวลารู้เป็นพ่อแม่ครูจารย์มั่นรู้ ผ้าห่มไม่อดแต่ไม่เอา ก็เราไม่ได้บวชมาหาผ้าห่ม บวชมาหาธรรม ปฏิบัติเพื่อธรรม นอนไม่ได้ไม่นอน ที่ว่านอนไม่ได้กลางคืนนี้หมายถึงอยู่คนเดียวในป่าๆ อยู่หนองผือหน้าหนาวออกแล้ว ส่วนมากออกเข้าป่าแล้ว อยู่หนองผือก็อยู่กับหมู่คณะกับพ่อแม่ครูจารย์ในพรรษา พอออกพรรษาเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ลาท่านออก อยู่หนองผือก็ไม่เคยห่มผ้า ผ้าห่มกันหนาวไม่มี เพราะฉะนั้นท่านถึงได้เอาผ้าห่มของท่านไป เวลาเห็นในวัดมีพ่อแม่ครูจารย์เห็น เห็นจนได้ละ กับเรานี่ตาท่านจับจ้องตลอดเลยนะ ตาในตานอกจับจ้อง เราจะทราบได้ตาในจับยังไง มันไข้มาลาเรีย อยู่หนองผือเป็นไข้มาลาเรีย ตอนเช้าอาการของมันมันจะเอาแต่เช้าก่อนบิณฑบาต มาก็มาหาท่าน มากราบท่านบอกว่า วันนี้ไม่ฉันจังหัน เราก็มากราบเรียนท่านตรงๆ ว่าวันนี้ไม่ฉันจังหัน อาการไข้รู้สึกมันเริ่มแล้ว พอกราบเรียนแล้วกลับไปก็เอากันแหละ ฟัดกันเลย

นี่ตาในท่านละที่นี่นะ ไข้มันหนัก สติปัญญาก็หนัก ซัดกัน โธ่  ทีนี้เวลามันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็จ้องกัน ไม่ได้ต่อยกันนักมวย จ้องกัน คือจ้องดูทุกขเวทนา พิจารณามันเหนื่อยพอแล้ว นั่นละที่นี่พ่อแม่ครูจารย์ท่านส่งจิตไป มันเป็นยังไงมหานี่น่ะ ท่านว่าอย่างนั้นบทเวลาท่านจะพูด พอขึ้นไปตอนบ่าย ๔ โมงกว่าๆ ปัดกวาดแล้ว พอไข้มันสร่างบ้างเลยขึ้นไปหาท่าน ทำไมทำอย่างนั้นล่ะ นั่นเห็นไหมล่ะท่านสงสัยอะไร ทำไมทำอย่างนั้นล่ะภาวนาน่ะ

เราก็นิ่งเพราะระวังเหยี่ยวใหญ่ โผมาก็ปั๊วะเลย ต้องระวัง ทำไมทำอย่างนั้นล่ะภาวนา ทีแรกว่า ทำไมทำอย่างนั้นล่ะ แค่นั้นก่อน เราก็นิ่ง ทำไมภาวนาทำอย่างนั้นล่ะ นี่ก็ดูมหาว่าไม่ฉันจังหัน ไข้หนักมันเป็นยังไง มันปฏิบัติต่อไข้ยังไงบ้าง ท่านว่างั้น ท่านส่งจิตไปดูท่านว่า นี่ที่มันชัดเจนมาก นั่นละท่านดูในดูนอก ไปก็จ้องกันอยู่อย่างนี้ มันแบบฤาษี แบบนั้นแบบไม่มีปัญญา ไม่ได้ใช้ปัญญา เราซัดเสียเต็มเหนี่ยวแล้วนะนั่น คือมันจะตายแล้วก็มาพัก พักก็ไม่พักเฉยๆ พักจ้องกัน พอดีท่านส่งจิตไปดู เพ่งจ้องกันอยู่อย่างนั้นใช้ได้เหรอ ต้องใช้ปัญญาซิ เราก็นิ่งฟัง ท่านก็อธิบายของท่านไป

พอเสร็จเรียบร้อยแล้วเราจึงได้กราบเรียนท่าน ว่าการพิจารณาทางด้านปัญญาเอาเต็มเหนี่ยว ในระยะนั้นมันเหนื่อยมากก็เลยพักเสียก่อน แล้วจิตจ้อกันอยู่อย่างนั้น นั่นซิมองไปมันจ้ออยู่น่ะ ท่านว่า นั่นท่านสงสัยเมื่อไร มันเพ่งกันจ้อ จะทำอะไรก็ไม่ทำ นี่เห็นไหมท่านรู้ ดูในดูนอก ท่านพูดด้วยความสงสัยเมื่อไร ทำไมทำอย่างนั้นล่ะ จ้อเรื่อย คือมันทุกข์หนักมากเท่าไรมันจะต้องแยกแยะเวทนา กาย เวทนา จิต ธรรม ซัดกันหมุนติ้วๆ ที่นี่เวลามันเพลียมากๆ แล้วเราเลยพักมันไว้ก่อน พักแล้วก็กำหนดดูเวทนา ไม่เคลื่อนไม่ไหวไม่ใช้ปัญญา พอดีท่านส่งจิตเข้าไปปั๊บ ท่านจึงว่าแบบฤาษี แบบหมากัดกัน ขบขันดี นั่นละท่านดูภายใน

แต่ก่อนไม่มียา ไอ้เราก็ไม่เคยมียาติดตัวละ แม้เม็ดหนึ่งก็ไม่เคยมี ย่ามมียาก็ไม่เคยติดย่าม เวลาเป็นมามันเอาทุกข์มาจากไหน ไข้มาจากไหน เวลาหายมันจะไปหายที่ไหน มันก็หายที่มันเกิดนั้นแหละ ดับที่มันเกิด ซัดกันเลย มันหากเป็นนิสัยอย่างนั้นแหละ เรื่องยาไม่เคยสนใจ แม้แต่ท่านให้พระเอาไปให้ อยู่หนองผือนั่น มันฟัดกันทั้งวันทั้งคืนเลยนะไข้มาลาเรีย ออกจากหนาวเป็นร้อน ออกร้อนหมดทั้งตัว ต้นเหตุมันก็ตอนเช้าพอสว่างท่านจะได้ยินเสียงไม้กวาดแล้วแหละ เรานี้ออกหน้า เป็นอย่างนั้นนะเหมือนเป็นบ๋อยหมู่เพื่อนในวัด ต้องนำเสมอ นำเพื่อนฝูง อะไรเราต้องออกหน้านำ อะไรไม่ดีจี้ เราเป็นคนจี้ พอดุดุแหลกไปเลย เพราะฉะนั้นพระจึงกลัวเรามาก เราจริงจังมากทำทุกอย่าง พูดง่ายๆ ว่าไม่มีคำว่าขี้เกียจ อ่อนแอ เถ่อๆ มองๆ ไม่มี พุ่งๆ ตลอดเลย

เพราะฉะนั้นพระเณรมองเห็นเรานี่เหมือนมองดูเสือนะกลัว กลัวรองพ่อแม่ครูจารย์มั่นลงมา เพราะท่านอยู่กุฏิท่านไม่ค่อยมีอะไร แต่เรานี้มันเอากันอยู่เรื่อยกับพระ จะไม่กลัวได้ยังไง ต้องกลัวซิ ทีนี้พอตื่นเช้ามาวันนั้นลุกไม่ขึ้นเลย กลางคืนฝนตก ทั้งลมทั้งอะไร ใบไม้เกลื่อนลานวัด ทั้งกิ่งไม้ใบไม้ ตามธรรมดาท่านจะได้ยินเสียงไม้กวาดแล้ว เรานั้นแหละออกก่อน พอสว่างปั๊บออกแล้ว นำหมู่เพื่อนทุกอย่าง อะไรๆ นำตลอดๆ จึงว่าเหมือนบ๋อยกลางเรือนหมู่เพื่อนนั่นแหละ เราทำเพื่อพ่อแม่ครูจารย์ท่านผาสุกร่มเย็น เพราะเราไปหาท่าน ท่านไม่ได้ขันตีนิมนต์มาเรามาเอง จะมาก่อความรำคาญแก่ท่านได้ยังไง มันเสียหายไม่ถูกต้องเลย เราจึงต้องคอยเข้มงวดกวดขันกับพระกับเณร ถ้าเราอยู่นั้นพระเณรก็เรียบร้อย ไม่เรียบร้อยไม่ได้เอาจริงๆ นี่

เราไม่ได้เหลาะแหละ พูดให้มันชัดเจนเลย วันนั้นไม่เห็นได้ยินเสียงใครปัดกวาดตอนเช้าท่านลงมาแล้ว ลงมากลางวัดเลย พระเณรไปไหนหมดเหอ พระเณรไปไหนหมด ก็เรานอนเราฟังอยู่ สักเดี๋ยวขึ้นแล้ว ท่านมหาไปไหน ตรงนั้นละนะ เพราะหลักใหญ่อยู่ตรงนั้น เกี่ยวกับพระเณรอยู่กับเรา พระเณรไปไหนหมดๆ สักเดี๋ยวก็ถาม ท่านมหาไปไหน แล้วพระก็ตอบท่านว่า ท่านมหาป่วยเป็นไข้ หือ ขึ้นอีกแล้วนะ ท่านมหาเป็นไข้คนเดียววัดร้างไปเทียวเหรอ อย่างนั้นนะ ซัดเปรี้ยงๆ เลย

ธรรมดาท่านจะไม่ลงมา เพราะได้ยินเสียงข้อวัตรปฏิบัติเรียบร้อยอยู่แล้ว เรานั้นละนำหน้าตลอด ทุกอย่างนำตลอดเลย อยู่กับหมู่กับเพื่อนกับครูบาอาจารย์ เราทำเพื่อครูบาอาจารย์ให้ผาสุกร่มเย็น ไม่ให้มาเป็นกังวลกับข้อวัตรปฏิบัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเณรทั้งหลายทำได้ แล้วยังจะมาขวางหูขวางตาท่านใช้ไม่ได้นะ เราจึงต้องจัดต้องทำตลอดเวลา อยู่กับพระกับเณรหนักมากนะ เพราะฉะนั้นการฉันจังหันเราจึงต้องฉันเป็นประจำ แต่ไม่ฉันมาก ประมาณ ๕๐ หรือ ๖๐% ถ้าอดมันต้องฟัดกันเลยนี่ อันนี้มันอดไม่ได้เพราะงานการมีอยู่ ฉันน้อยเอา

ไม่เคยฉันจังหันให้อิ่มแหละมาอยู่กับหมู่กับเพื่อนก็ดี ลดตลอดๆ เพราะมันไม่ได้ออกเต็มเหนี่ยว ถ้าออกไปคนเดียวนี้อยากฉันก็ฉัน ไม่อยากฉันไม่เลย กี่วันก็ตามช่างมัน นั่น พุ่งเลยเราคนเดียว ความเป็นความตายเราเป็นคนรู้เราเอง มาอยู่กับหมู่เพื่อนทำอย่างนั้นไม่ได้ ต้องผ่อนๆ นี่พูดถึงเรื่องความเกี่ยวข้องกับหมู่กับครูบาอาจารย์ รักษาท่านไม่ให้ท่านลำบากลำบน ระเกะระกะขวางหูขวางตาท่านอย่างนั้น มันดูได้เหรอล่ะไปศึกษาอบรม หยาบๆ ยังไปขวางตาท่านได้ นี่ละเราจึงได้เข้มงวดกวดขันข้อวัตรปฏิบัติกับพระกับเณรตลอดเลยนะ สำหรับพระเณรก็เรียบ ไม่เรียบได้ยังไงก็ใส่กันอยู่นี่กับเรา เปรี้ยงๆ กันอยู่เรื่อย

พระเณรนี้กลัวเรายอมรับ พระเณรกลัวมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแหละ เพราะดูเราพระเณรก็รู้นี่ดูเรา มันน่ากลัวไม่น่ากลัว ถ้าเอื่อยอ่ายเฉยอยู่มันไม่น่ากลัว ดีไม่ดีมันขี้รดหัวด้วยซ้ำนะ อันนี้ไม่กลัวได้ไง พอมองเห็นปั๊บตามันเหมือนตาเสือนี่เข้าใจไหม ตามันเหมือนตาเสือมันจะกัดจะฉีก พอพูดอย่างนี้ก็ยังระลึกถึงท่านอาจารย์คำดี มาเกี่ยวข้องกับท่านอาจารย์คำดีที่นี่ พูดเสียก่อนนะ ท่านภาวนากลางคืนท่านรู้ของท่าน ตอนเช้ามาท่านสั่งพระเลยนะ นี่เราได้นิมิตแล้วเมื่อคืนนี้ จะมีพระองค์สำคัญมาหาเราในเร็วๆ นี้ ท่านบอกว่าพระองค์สำคัญ ใครก็ไม่รู้แหละ ท่านสั่งพระเณรเลย ให้พระเณรไปนั่งเฝ้าศาลาคอยดูพระ ถ้าเป็นพระกรรมฐานมายังไงให้ได้พบกับผมเสียก่อน พระนอกนั้นไม่เกี่ยวท่านว่า ถ้าเป็นพระกรรมฐานต้องให้พบกับผมเสียก่อน

เมื่อคืนนี้นิมิตแปลกมาก ว่าจะได้พบกับพระองค์สำคัญ ท่านพระองค์สำคัญใครก็ไม่รู้แหละ ท่านให้พระมาอยู่ พระองค์นั้นก็ชื่อฮวดจำได้นะถ้ามีเหตุมีผล พอไปถึงแล้วมีพระองค์หนึ่งนั่งอยู่ศาลา ท่านก็รีบมาต้อนรับเราเพราะเราไปองค์เดียว เราขโมยหนีจากหมู่เพื่อนไปองค์เดียว หาอุบายมาเยี่ยมแม่ มาเยี่ยมโยมแม่แล้วเปิดเลยหนีคนเดียว ทีนี้พอท่านต้อนรับเราเรียบร้อยแล้วท่านก็เล่าเรื่องให้ฟัง ที่ผมมาเฝ้าศาลานี้ก็คือท่านอาจารย์สั่ง ท่านได้นิมิตว่าจะได้พบพระองค์สำคัญ ท่านว่าองค์สำคัญใครก็ไม่ทราบแหละท่านหากพูดอย่างนั้น จะได้พบพระองค์สำคัญเร็วๆ นี้ เลยให้ผมมาเฝ้าศาลา ผมก็เลยมาเฝ้านี่ละ

เราก็เลยดูศาลาหลังนี้ ท่านให้เฝ้าอยู่นี้มีเหตุผลกลไกอะไรบ้าง เป็นตามนิมิตของท่านจริงๆ หรือเป็นอุบายวิธีการอย่างหนึ่ง หรือว่าในศาลานี้มีวัตถุสาระสำคัญอยู่ในนี้ที่จะต้องรักษา แต่ท่านหาอุบายอย่างนั้นก็อาจเป็นได้ เราดูศาลาก็ไม่มีอะไร ศาลากรรมฐาน กระโถนก็กระบอกไม้ไผ่ตัดครึ่งตั้ง เป็นกระบอกไม้ไผ่ แล้วถ้วยดินอย่างนี้ กระโถน เราดูไม่มีอะไร คงจะเป็นความจริงเรานึกนะ สักเดี๋ยวท่านก็มาถามว่าท่านอาจารย์ชื่อว่าไง ถามหาทำไมชื่อน่ะเราว่างั้นนะ ขู่ โอ๊ะ เวลาได้พบครูบาอาจารย์แล้วจะต้องไปกราบเรียนท่าน ไปกราบเรียนท่านก็ต้องได้บอกชื่อบอกนาม ท่านก็อ้างเหตุผลดีอยู่ เราหาทางออกไม่ได้ก็เลยบอกว่าชื่อบัว พอว่างั้นตื่นขึ้นมาเลย หือๆ อาจารย์มหาบัวเหรอ โอ๊ย ท่านปรารภถึงท่านอาจารย์ตลอดเวลา หนึ่งก่อนเทศน์ สองเทศน์จบลงแล้วจะเอาเรื่องของท่านอาจารย์นี้ออกอยู่ตลอด ขู่พระเณรท่านว่า พระเหล่านี้ถ้าไปอยู่กับท่านมหาบัวนี้มันแตกกระเจิงจากวัดหมดนั่นละ อยู่กับท่านไม่ได้ คือท่านไม่ดุท่านน่ะ

ทีนี้ก็มาถึงวาระละ พอไปหาท่านคุยธรรมะกันแล้ว ตอนเช้าละที่นี่นะ มันขบขันตอนนี้ละ เราก็ไปนั่งเป็นองค์ที่สองด้วย ก็เราพรรษาแก่แล้วนี่นะ พระเณรก็ไม่รู้กับเรา ก็เราไปองค์เดียวด้วย พระเณรก็ไม่รู้จักเราว่าเป็นใครด้วย ทีนี้พระเณรก็ใช้กิริยาตามธรรมดาที่เคยทำมาตามอัธยาศัย จะมีลักษณะจุ้นจ้านหรืออะไรก็ไม่ทราบแหละ แต่เวลาตอนเช้าเรานั่งนี้ นี่ละมันขบขันนะ พอพระเณรเอาปิ่นโตเข้าไปจัดถวายท่านตรงหน้าโดยเฉพาะๆ พอพระเณรองค์ไหนเข้าไปใกล้ๆ ท่านว่าเสือนะนั่นท่านว่างั้น ท่านกระซิบพระเณร เสือนะนั่นเห็นไหม ระวังนะ องค์ใดเข้าไปท่านกระซิบ เสือนะนั่นอยู่ข้างๆ เราขบขัน โถ เรานี้เป็นเสือ เราไม่ลืมนะ

กระซิบเบาขนาดไหนก็ตาม ก็เราหูเราได้ยินนี่ใช่ไหม พอพระเณรเอาปิ่นโตเข้าไปหาท่านไปจัด นี่เสือนะอยู่ข้างๆ ระวังนะ องค์ไหนพอออกจากนี้ไปแล้วเรียบไปเลย เรียบไปเลยๆ เราสังเกตนี่ องค์ไหนก็ตามถ้าเข้าไปนี้แล้ว เสือนะอยู่ข้างๆ ระวังนะ เสือนะๆ เราก็ขบขัน ว่าโอ๊ยเรานี่ก็เป็นเสือ เสือขนาดนี้นา พอวันหลังมานี่ดูพระเณรเรียบหมดนะ นี่แสดงว่ากลัวเสือ เรื่องท่านอาจารย์คำดี

พูดถึงเรื่องพระเณรกลัวเรากลัวมากอยู่นะในวัดหลวงปู่มั่น วัดป่าหนองผือ กลัวจริงๆ ไม่กลัวไม่ได้ เพราะเราจริงจังทุกอย่างพระเณรก็เห็นอยู่นี่ เป็นพระขี้เกียจขี้คร้านพระเหม่อพระมองพระเถ่อ หรือเป็นพระชนิดใดมองดูมันก็รู้ใช่ไหม เดี๋ยวจี้คนนั้นเดี๋ยวจี้คนนี้ตาเหมือนตาเสือ นี่เราพูดง่ายๆ ตาดูพระดูเณรเหมือนเสือดู เหมือนแมวดูหนู เหมือนเสือดูวัวนั่น กลัว เป็นอย่างนั้นละเวลาอยู่กับครูบาอาจารย์ หนักมากนะ ทำข้อวัตรปฏิบัติอะไรต้องเราเป็นหัวหน้าควบคุมดูแลทุกอย่าง เพื่อให้ท่านผาสุกร่มเย็น ไม่ให้ระเกะระกะขวางหูขวางตา แล้วก็ไปขวางใจท่าน เราพยายามที่สุด เพราะฉะนั้นเวลาเราจะไปลาไปเที่ยวที่ไหนอาการท่านไม่อยากให้ไป นี่เราก็ทราบ เวลาเราไปแล้วพระเณรจะเป็นยังไงจะทราบ เวลาเราอยู่ที่นั่นเรียบไปหมดนี่ ไม่เรียบไม่ได้

การปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์ พ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้เรียกว่าหมดพุงเรา การใช้สติปัญญาเกี่ยวข้องกับท่าน ไม่ว่าใกล้ว่าไกลว่าอะไรนี้ใช้สติปัญญาเต็มภูมิ หมดภูมิเราเลย ใช้กับองค์ใดๆ เราไม่เคย ไม่เหมือนพ่อแม่ครูจารย์มั่น อันนี้ใช้ตลอดไม่งั้นไม่ได้นะ เพราะจอมปราชญ์กับจอมโง่ เรานี้จอมโง่ท่านจอมปราชญ์ มันต้องได้เอาเต็มเหนี่ยว เข้าปฏิบัติใกล้ชิดกับท่านใกล้ไกลอะไรต้องรอบทุกอย่าง อันนี้เวลามีพระเณรเข้าไปใกล้ชิดกับท่านก็ต้องไม่พ้นมาหาเรานี่ละ เราต้องได้ให้การอบรม จะเข้าออกหาท่านยังไงๆ จัดบริขงบริขารยังไงบอก คือไม่ให้ระเกะระกะท่านความหมายว่างั้น

พูดถึงเรื่องจอมปราชญ์ก็คือพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่ท่านจับตลอด ยิ่งเฉพาะกับเรานี้จับตลอดเลย อะไรๆ พระเณรไม่เห็นท่านเห็น อย่างบิณฑบาตได้มาเท่าไรเราไม่ได้เอาของตามส่งมานะ ไม่เอา บิณฑบาตได้มาเท่าไรเอาเท่านั้น จัดนิดๆ หน่อยๆ ใส่บาตรนิดหน่อยจับไสเข้าไปฝา ไปจัดของให้ท่าน กลับมาถึงจะเอาบาตรเจ้าของมาฉัน แต่พระเณรไปแตะไม่ได้นะนั่นพระเณรรู้แล้ว เราเอาฝาปิดแล้วเอาผ้าอาบน้ำปิดอีกทีหนึ่ง ซ่อนไว้แอบไว้ที่ฝา เราก็ไปจัดถวายท่าน พระเณรไม่กล้าละ ท่านเห็นจนได้เห็นไหมล่ะ

นานๆ เวลาจะฉันปุบปับท่านขอใส่บาตรเรา นั่นเห็นไหมล่ะ เอ้าขอใส่บาตรหน่อย พอว่างั้นมือถึงแล้ว เปิดฝาบาตรออกแล้วใส่ลงไป ศรัทธามาสายบ้างอะไรๆ แล้วแต่อุบายท่านจะพูดละ ถึงแล้ว ถ้าอย่างนั้นเราก็ฉันให้ เพราะท่านจอมปราชญ์เราจอมโง่ ถึงจะเด็ดก็เด็ดแบบพวกหัวชนฝา ไม่ได้มีสติปัญญาหลบหลีกปลีกหมัดปลีกมวยอะไร เรายอมรับถ้าท่านทำ ท่านเห็นละเรื่องของเรา ทำอะไรทำคนเดียวๆ ไม่ให้ใครเห็น ท่านเห็น อย่างบิณฑบาตได้มามีเท่าไรเอาเท่านั้นนี้ พระเณรเข้าไปแตะไม่ได้บาตรเรา ท่านก็รู้จนได้ เราไม่เคยพูด

ทำอะไรท่านรู้ท่านเห็นก่อนเพื่อนๆ พ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่ ก็คิดดูซิห่มผ้า เราไม่เคยใช้ผ้าห่มเลยนะ พระเณรใช้เต็มวัดเราก็ไม่เคยสนใจ เราไม่เอา ท่านก็ยังเอาผ้าห่มท่านที่ห่มไปบังสุกุลให้เราจนได้ คิดดูซิน่ะ ท่านไม่เห็นท่านไปบังสุกุลได้ยังไง ไปบังสุกุลวางไว้กลางที่นอนเราเลย พับไว้เรียบร้อย แล้วมีเทียนมีดอกไม้นิดๆ เหน็บไว้ในนั้น เอาอะไรพันแล้วไปวางไว้กลางที่นอน เราไปไปดู ใครเอาผ้ามาบังสุกุลเรานะ พอไปเห็น โอ๊ย ผ้าผืนนี้เราก็พับก็เก็บอยู่ทุกวันว่าไง ผ้าพ่อแม่ครูจารย์ จากนั้นก็กราบเสียก่อนกราบผ้าบังสุกุลท่าน แล้วค่อยไปชักบังสุกุล เลยใช้ให้นะ นอกนั้นเราไม่เคย นี่ละอย่างนี้ใช้ ถ้าของท่านมาใส่บาตรเราเราฉัน คนอื่นมาแตะไม่ได้ แน่ะอย่างนั้นมันต่างกันนะ เพราะอันหนึ่งจอมปราชญ์อันหนึ่งจอมเซ่อ จะต้องคอยยอมรับจอมปราชญ์เสมอซิเราเป็นจอมเซ่อ เป็นอย่างนั้นนะ

นี่พูดให้ฟังถึงเรื่องการประพฤติปฏิบัติศีลธรรม มาทำเซ่อๆ ซ่าๆ ไม่ได้นะ ต้องจริงต้องจัง สติปัญญาต้องไหวตัวตลอด ผู้ที่อยากฆ่ากิเลสแก้กิเลสต้องเป็นผู้รอบคอบด้วยสติปัญญา ถ้าว่าเดินจงกรมก็สักแต่ว่าเดิน สติไม่ทราบไปไหนปัญญาไม่ทราบไปไหน ก้าวเดินหย็อกๆ ตาเถ่อมองด้วยความไม่มีสติ ใช้ไม่ได้นะให้จำให้ดี สติเป็นของสำคัญในวงความเพียร อยู่ที่ไหนก็ให้มีสติติดแนบเป็นของดีที่สุดแล้ว ยิ่งความเพียรแล้วจ่อตลอดเหมือนนักมวยเข้าต่อยกันเผลอไม่ได้ เผลอตายเลย อันนี้ก็เหมือนกันสติกับปัญญากับกิเลสเผลอเมื่อไรก็ตายเลย มีแต่หงายหมาๆ พวกเราสู้กิเลสไม่ได้ กิเลสมันเร็วกว่า สติปัญญาไม่ทันมัน สติปัญญาเป็นสำคัญมาก

จึงได้เห็นชัดเจนว่างานใดก็ตามในโลกนี้ ไม่มีงานที่จะหนักแน่นยิ่งกว่างานแก้กิเลสตัณหา เป็นงานที่หนักมากที่สุด ต้องใช้สติปัญญาทุกอย่างทุ่มเทกันลงเต็มเหนี่ยว พอถึงขั้นเป็นก็เอาเป็น ถึงขั้นตายก็ตายแบบสู้ไม่ถอยด้วยสติปัญญากับกิเลส มันถึงได้ลดลงๆ เห็นประจักษ์นะ ถ้าสติดีเท่าไรจิตใจนี้ตั้งได้เรื่อยๆ แน่นหนามั่นคงสงบร่มเย็นกิเลสไม่กวน ทีนี้ก็ขึ้นเรื่อย นี่ละธรรมบำรุงรักษาจิต สติธรรมปัญญาธรรมรักษาจิต สติสัมปชัญญะรักษา ทีนี้ใจเมื่อมีผู้อารักขาแล้วก็ไม่มีภัยเกิดขึ้นกับใจ ภัยคือกิเลสอยู่กับใจละมันออกกวน เหยียบใจนั่นละ ทีนี้เมื่อรักษาดีเข้าจิตใจก็ตั้งได้ๆ จนกระทั่งตั้งแต่สติล้มลุกคลุกคลาน ตั้งแล้วล้มๆ ตั้งจนได้ นั่น

การตั้งสติก็เคยพูดให้ฟังแล้ว สติที่จะตั้งได้ดีไม่ดีต้องมีเครื่องทำลายและเครื่องสนับสนุนสตินะ เครื่องทำลายสติก็มี เช่นกินมากนอนมาก นี่ทำลายสติ เราทำมาหมดแล้วนะการพูดนี้ไม่ได้พูดเล่นๆ ถ้านอน ส่วนนอนมากเราไม่อยากพูดละเราไม่ค่อยนอนมากนะ มันอยากนอนมากก็ไม่เอา แต่การฉันนั่นซิ ถ้าฉันอิ่มธรรมดาแล้วสติจะผิดจะพลาดสติจะพลาดไปละ ถอยลงมาลดอาหารลงมา สติค่อยดีขึ้นๆ ตัดอาหารไม่ฉันสติแนบแน่ว นั่นมันเห็นชัดๆ อย่างนั้น ทีนี้เมื่อผลเป็นอย่างนี้แล้วถึงจะอดอยากขนาดไหนก็ต้องทน เพราะทางเป็นอย่างนี้ผลได้อย่างนี้ จึงต้องมีอดบ้างอิ่มบ้างสับปนกันไป จะให้มีอิ่มอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะให้อดอย่างเดียวมันก็ตายคนเรา ต้องมีอดมีอิ่มฟัดเหวี่ยงกันไป

นี่เรียนอุบายวิธีการที่มาสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหา ในนามที่ว่าเราเป็นครูเป็นอาจารย์ผ่านมาหมดแล้วเรื่องเหล่านี้ การนำมาสอนนี้ไม่ใช่สอนเฉยๆ เราผ่านมาหมดแล้ว ได้ผลมาแล้วๆ จึงนำมาสอนเพื่อจะให้ตรงแน่วๆ ไม่ต้องผิดพลาดไม่ต้องลูบๆ คลำๆ เพราะแนวทางนี้สอนถูกต้องแล้วให้ยึด ความหมายว่างั้น แก้กิเลสนี้มันของง่ายเมื่อไร ใครจะว่าเก่งขนาดไหนสามโลกธาตุนี้ เอา ถ้าไม่ได้ขึ้นบนเวทีฟัดกับกิเลสตัวเป็นภัยต่อโลกนี้ก่อนแล้วอย่าว่าเก่งนะงานนี่ อย่าเอามาอวด เราอยากพูดอย่างนี้อย่ามาอวด

ฉลาดไหนก็ฉลาดเถอะน่ะ โลกวัฏวนเป็นความฉลาดของกิเลสทั้งหมด ความฉลาดของธรรมเหนือกิเลสอีก นั่นต่างกันมากนะ อย่างที่เขาว่าคอมพิวเตอร์พิวแต้อะไรเหล่านี้นะ อันคอมพิวเตอร์พิวแต้นี้เกิดมาแต่โคตรพ่อโคตรแม่หลวงตาบัวก็ไม่เคยได้ยิน ก็พึ่งมาได้ยินนี้ละ แต่คอมพิวเตอร์ของธรรมนี้เป็นยังไง พระพุทธเจ้าใช้มานานสักเท่าไร สาวกอรหัตอรหันต์ท่านใช้มานานเท่าไร นี่เป็นคอมพิวเตอร์ในหลักธรรมชาติของธรรมแท้ ไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยมหลายสันพันคมเหมือนคอมพิวเตอร์ของโลกเขา นี่เขาเอามาอวดกันอันนั้นคอมพิวเตอร์อันนี้คอมพิวเตอร์ เดี๋ยวนี้เรียนหนังสือหนังแสอะไรก็คอมพิวเตอร์ๆ บทเวลาสะแตกข้าวมันไม่เห็นใช้คอมพิวเตอร์ ไม่ต้องกินให้คอมพิวเตอร์ทำแทนไม่เห็นทำ มันก็มาจนตรอกอันนี้ใช่ไหมล่ะ กินก็ไม่ต้องกินละให้คอมพิวเตอร์ทำแทน มันอยู่ไม่ได้เข้าใจไหม ไอ้คอมพิวเตอร์ขี้หมานี่ คอมพิวตอร์พระพุทธเจ้าฟัดเข้าไปตรงไหนกิเลสขาดสะบั้น

กิเลสตัวเป็นภัยพาให้สัตว์เกิดสัตว์ตายกองกันคืออะไร คือกิเลสอยู่ในจิต เราจะทราบได้ชัดๆ เวลาปฏิบัติเข้าไปนี้มันจนตรอก จับตามตัวติดเข้าไปๆ ตามวิถีจิต นี่ละที่ว่าเกิดภพนั้นชาตินี้มันไปตรงไหน วิถีจิตมันเป็นร่องรอยมาโดยตลอด เล็งดูร่องรอยของจิตมันเป็นมาจากภพใดชาติใด มันมีร่องรอยมาเหมือนวัวเหมือนควายเข้าไปที่ไหน ตามรอยมันเข้าไปถึงตัวมัน อันนี้ก็เหมือนกัน ตามรอยมันเข้าไปด้วยความเพียร สติปัญญาตามเข้าไปๆ เข้าไปถึงตัวมัน อะไรเป็นภัยต่อจิตอยู่เวลานี้ ก็คือกิเลส ฟัดมันขาดสะบั้นลงไปแล้วผึงเลย ไม่มีอะไรเป็นภัย ขาดหมดแล้ว ภพหน้าชาติหลังอะไรไม่มีละที่นี่ต่อไป ขาดไม่มีเหลือ ตัดสินใจกันที่จิต

ทีนี้ดูร่องรอยของเจ้าของมันเป็นมายังไง ก็จิตดวงนี้ไม่เคยตาย เกิดที่นั่นตายที่นี่ คือมันเข้าร่างนั้นเข้าร่างนี้ตามกรรมดีกรรมชั่วนะไม่ใช่เข้าเฉยๆ ถ้ามีกรรมดีไปทางดีมีกรรมชั่วไปทางชั่ว มันมีเครื่องบังคับจิตอยู่คือบุญกับบาปอยู่ในนั้น เพราะฉะนั้นท่านจึงให้ชำระบาป ให้เอาบุญหนุนเข้าๆ หนุนเข้าไป สติปัญญาเฉลียวฉลาดตามเข้าไปๆ นั่น พอเข้าไปถึงตัวแล้วภัยอยู่นั้นมันก็เห็นละซิที่นี่ นั่น ใครไปเคยเห็นสักทีภัยตัวพาให้สัตว์เกิดสัตว์ตายในสามโลกธาตุไม่มีใครรู้ มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว จากนั้นมาก็เป็นสาวก รองลำดับลงมา แน่นอนๆ ขาดสะบั้นลงไปเลยภพชาติ

จึงว่า นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ตั้งแต่นี้ต่อไปเราจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว คือเกิดตายๆ อย่างนี้น่ะ เอาตัวพาเกิดตายนี้ออกหมดแล้ว นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว แต่นี้ต่อไปเราจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว นั่นเป็นอย่างนั้นนะการปฏิบัติธรรม ให้มันเห็นชัดๆ นะ การสอนโลกนี้ก็สอนอย่างเต็มกำลังของเรา เราไม่สงสัยในการสอนโลกว่าจะผิดไปที่ตรงไหน เพราะถอดออกจากหัวใจที่ดำเนินมาถูกต้องสมบูรณ์แล้ว เราก็ลูบๆ คลำๆ สอนคนอื่นก็ต้องเป็นแบบเดียวกัน สอนคนอื่นก็ลูบๆ คลำๆ ถ้าเรารู้จริงขนาดไหนๆ แม่นยำขนาดนั้นขึ้นไปเรื่อยๆ สมบูรณ์แบบสอนเต็มเหนี่ยวเลย นั่น พากันจำเอานะ เอาละพอ

นี่ละที่ว่าท่านตายเกิดตายสูญนะผู้ว่าฯ จะเอาอะไรมาพิสูจน์ไม่ได้เลย ต้องเอาจิตตภาวนาพิสูจน์ตามถึงเลยเชียว ตัวอะไรพาให้เกิดให้ตาย คืออวิชชามันติดอยู่กับจิต ตามเข้าไปๆ ไปถึงนี้แล้วฟาดนี้ขาดสะบั้นลงไป พอขาดสะบั้นลงไปนี้เป็นธรรมธาตุขึ้นทันทีเลย ทีนี้ไม่เกิดไม่ตายเป็นธรรมธาตุเลิศเลอสุดยอด เป็นนิพพานเที่ยง นั่นมันเห็นประจักษ์เราจะไปหาใครมาเป็นสักขีพยานไม่มีไม่หา มันแน่อยู่กับตัวเองทั้งหมด นี่ละเรื่องการภาวนา

พระพุทธเจ้าที่สอนธรรมนี้แม่นยำคือศาสดาองค์เอกองค์เดียว นอกนั้นเราไม่ได้ตำหนิติเตียนศาสนาใด เป็นศาสนาของกิเลส คนมีกิเลสเป็นเจ้าของศาสนาก็สอนตามแนวของกิเลส คนสิ้นกิเลสแล้วสอนศาสนาก็สอนตามแนวสิ้นกิเลส มันต่างกันตรงนี้นะ มันเห็นชัดๆ นี่น่ะ.วันนี้เทศน์รู้สึกมีเผ็ดร้อนเหมือนกันนะ เทศน์ถึงเหตุถึงผลลงไป นี่ละธรรม ถ้ามันออกจากใจมีรสมีชาติปัจจุบันตลอดๆ มีรสมีชาติ จะพูดซ้ำไปซ้ำมาก็ตาม มีรสชาติตลอดถ้าเป็นปัจจุบัน ถ้าไปหาคว้านั้นคว้านี้มา ทีแรกขบขันดีพอที่สองมาจืดชืด แน่ะมันเป็นเรื่องนอก เรื่องในกับเรื่องนอกต่างกันนะ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก