เอาความชั่วมาอวดเป็นความดี
วันที่ 30 มกราคม 2549 เวลา 8:45 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

เอาความชั่วมาอวดเป็นความดี

ก่อนจังหัน

พระเราให้เข้มงวดกวดขันทางด้านความพากเพียร อย่าอ่อนตัว อ่อนข้อไม่ได้นะ กิเลสมันคอยเหยียบอยู่ตรงที่สติ สติขึ้นไม่ได้ ใครที่มีสติกิเลสจะไม่เกิด สติครอบอยู่แล้วกิเลสจะไม่เกิด หนาแน่นขนาดไหนอยู่ใต้พื้นกิเลส กิเลสเหยียบหัวมันอยู่ พอเผลอเท่านั้นล้มระนาวไปเลยไม่มีเหลือ จำให้ดีคำนี้ สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา นี่ใหญ่โตมากทีเดียว สติจำต้องปรารถนาในที่ทั้งปวง คือไม่มียกเว้นเลยสติ ผู้ประกอบความเพียรต้องมีสติประจำตัว ทำข้อวัตรปฏิบัติ สติติดๆ ตลอดเวลากิเลสเกิดไม่ได้ๆ พอเผลอเมื่อไรกิเลสจะเกิดๆ ความคิดสังขารนั่นละเป็นกิเลส เพราะกิเลสไสออกมา สังขารก็เป็นเครื่องมือของกิเลสทำลายเรา

อย่าสนใจกับอะไรนะ ไม่มีอะไรเลิศยิ่งกว่าธรรม ในสามแดนโลกธาตุนี้ไม่มีอะไรเลิศยิ่งกว่าธรรม ให้ดูหัวใจตัวเองที่กิเลสมันเหยียบย่ำทำลายอยู่ตลอดเวลา ธรรมเกิดไม่ได้กิเลสเหยียบเอาๆ โหย พูดเราสลดสังเวชนะ เอาธรรมจับมันเห็นหมดนี่จะว่าไง นอกจากปลงธรรมสังเวชๆ เพลินอยู่ด้วยอำนาจของกิเลสเหยียบหัวๆ โลกเป็นอย่างนั้นทั้งนั้น ไม่ได้โศกเศร้าเพราะกิเลสเหยียบหัวนะ เพลินเพราะกิเลสเหยียบหัว เพราะฉะนั้นทุกข์จึงไม่รู้ตัว ไม่มีวันเข็ดหลาบอิ่มพอคือกิเลสเหยียบหัวสัตว์โลกนั่นแหละ

เราจะได้เห็นเรื่องธรรมว่าวิเศษวิโสยังไง เอาธรรมจับนี้ โถ สลดสังเวชนะ พระพุทธเจ้าเลิศเราจะเห็นตรงนี้ พระพุทธเจ้าเลิศขนาดไหน เรื่องกองทัพกิเลสนี้เป็นข้าศึกกับธรรมตลอดมา นี้คอยเหยียบตลอดเหยียบธรรมพระพุทธเจ้า ที่สอนไว้ไม่สนใจ แต่เรื่องของกิเลสจับปั๊บ คว้ามับๆ ลิงร้อยตัวสู้ไม่ได้ ลิงก็ว่ามันเร็ว แต่ไม่เร็วยิ่งกว่ากิเลสอยู่บนหัวใจคน คว้ามาทำลายเจ้าของๆ

ข้อวัตรปฏิบัติก็ได้เคยพูดเรียบร้อยแล้ว สมบูรณ์แบบทุกอย่างด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดหรืออะไรซึ่งเป็นส่วนรวม นี่เราก็ได้ชมเชยว่าดีตลอดมาไม่เคยบกพร่องแต่ไหนแต่ไรมา แต่ความเพียรภายในใจนี่อาจจะบกพร่องหรือบกพร่อง จึงต้องเตือนในจุดนี้เข้าไป สติเอาให้ดี สตินี้สำคัญมากทีเดียว ถ้าลงขาดสติแล้วเดินจงกรมไปยืมขาหมาไอ้ปุ๊กกี้มาเดินช่วย มันก็เป็นหมาไอ้ปุ๊กกี้ไปเลยไม่ได้เป็นความเพียร เข้าใจไหมล่ะ

สติเป็นสำคัญ ถ้าเผลอแล้วไม่เป็นท่า พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเล่นๆ เมื่อไร เป็นตุ๊กตาพอให้เรามาเหยียบหัวท่านเล่นเหรอ เดี๋ยวนี้เหยียบหัวพระพุทธเจ้าทั้งนั้นนะ การข้ามเกินหลักธรรมหลักวินัย เฉพาะอย่างยิ่งพระเรานี่พวกเทวทัตเหยียบหัวพระพุทธเจ้าตลอดเวลา ยังโอ่อ่านะมันของง่ายเมื่อไร กิเลสละพาให้เหยียบ จะว่ามีเจตนาไปเหยียบหัวพระพุทธเจ้ามันก็ไม่มีเจตนา มันเป็นหลักธรรมชาติอันหนึ่งที่กิเลสเหนือธรรม ต้องเหยียบไปตลอดเวลานั่นแหละ เรียกว่าเหยียบหัวพระพุทธเจ้าผู้สอนธรรมให้โลกพอได้รู้เนื้อรู้ตัว กลับมืดบอดไปหมด

ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ใครอยู่ที่ไหนให้เป็นความเพียรตลอดเวลา ถ้าท่านทั้งหลายอยากทรงมรรคทรงผล มรรคผลนิพพาน มรรคผลนิพพานอยู่ที่ว่านี่ หลักธรรมหลักวินัย สติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร อยู่ตรงนี้นะ ให้จับจุดนี้ให้ดี อันนี้ละจะหนุนเข้าถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้นที่ตรงนี้เอง เอาละให้พร

หลังจังหัน

ภาวนาถ้าลงได้ทำลงไปนี้มันมักจะมีปัญหาและมีปัญหาขึ้น เพราะตัวปัญหาใหญ่อยู่ที่ใจ ส่วนมากมีแต่กิเลสสร้างขึ้นมา ๆ ทีนี้พอเราภาวนาเป็นน้ำดับไฟนี่ ธรรมจะปรากฏขึ้นมา ทีนี้ก็มีความรู้แปลกๆ ต่างๆ นำมาถามแหละ ถ้าลงได้จ่อเข้าทางภาวนาแล้วจะมีเรื่องแหละ ได้ทั้งเรื่องกิเลสและเรื่องธรรมขึ้นมาด้วยกัน เพราะอยู่ในจุดเดียวกันคือใจ อยู่ที่ตรงนั้น

เวลากิเลสเกิดมากๆ นี้คนเป็นบ้าสดๆ ร้อนๆ กิเลสเกิดมากๆ จนไม่ได้สติสตังนอนไม่หลับ จากนั้นแล้วเป็นบ้าไปเลย ความคิดความวุ่นมากของกิเลสมันหมุนหัวใจให้เกิดความเดือดร้อน ทุกอย่างรวมอยู่นั้นหมด นอนก็ไม่หลับ หลังจากนั้นก็เป็นบ้าได้ มีแต่เรื่องของกิเลสล้วนๆ หมุนภายในหัวใจ ทีนี้เอาธรรมเข้าซิผู้บำเพ็ญธรรม กับกิเลสตัวพาคนให้เป็นบ้า เอาธรรมเป็นน้ำดับไฟดับลงๆ กิเลสยุบยอบลงๆ น้ำดับไฟก็ขึ้นละที่นี่ ขึ้นภายในใจ เรียกว่าธรรมเกิด

เวลากิเลสสงบตัวลงมากๆ ธรรมเกิดมากๆ ที่นี่ถึงขั้นธรรมเกิดนะ มันคล้ายคลึงกันไม่ได้ผิดกัน เวลากิเลสเกิดขึ้นมากๆ นี้คนเป็นบ้าได้ ความโลภเกิดขึ้น ความโกรธ ความเคียดแค้นมันเกิดมากๆ หมุนหัวใจ อะไรเกิดหมุนหัวใจ เพราะกิเลสอยู่ที่หัวใจ แสดงออกมาก็หมุนหัวใจ นี่ทางกิเลส หมุนขนาดเอาให้คนเป็นบ้าได้เลย ทีนี้พลิกเข้ามาทางด้านธรรมะ จิตตภาวนาสำคัญมากที่จะได้เหตุได้ผลทันกันกับกิเลสที่พาคนให้เป็นบ้า ธรรมพาคนให้เป็นคนดีให้เป็นปราชญ์เป็นจอมปราชญ์ขึ้นที่นี่เหมือนกัน เวลาธรรมเกิดขึ้นมากๆ อยู่ที่ไหนมีแต่ธรรมเกิด ที่ว่าธรรมเกิดๆ เกิดที่ไหน เกิดที่จิต กิเลสเกิดไม่ค่อยพูดกัน มันเป็นไฟเผาไหม้ทั่วโลกมีแต่กิเลสเกิดทั้งนั้น แต่ธรรมเกิดไม่ค่อยมี

ทีนี้เวลามาบำเพ็ญธรรม ธรรมก็มีอยู่ในใจเหมือนกัน ทีนี้ธรรมเกิด เวลาธรรมได้เกิดแล้วทีนี้กิเลสอ่อนลงๆ แทบค้นหาไม่เจอ มีแต่ธรรมออกๆ จากนั้นก็สติปัญญาธรรมละที่นี่ อัตโนมัติๆ หมุนตลอดเวลา กิเลสมันผูกมันมัดไว้จุดไหนๆ ธรรมะจะตามแก้ๆ เหมือนไฟได้เชื้อ เชื้ออยู่ที่ไหน คือกิเลสอยู่ที่ไหน ธรรมะคือไฟเผาเข้าไปๆ เห็นสดๆ ร้อนๆ อยู่ในใจนะ

เวลาธรรมได้เกิดเพลินนะที่นี่ กิเลสเกิดนี้ทั้งเพลินทั้งโศก ทุกข์อยู่จุดศูนย์กลาง เพลินมันก็ทุกข์ เศร้าโศกก็เป็นทุกข์ อยู่จุดศูนย์กลาง เวลาธรรมเกิดจะว่าเพลินหรือไม่เพลินก็ไม่รู้นะ มันเหมือนไฟได้เชื้อ ไหม้เข้าไปๆ ไหม้ติดไหม้ต่อไหม้ไม่หยุดไม่ถอย ธรรมไหม้กิเลสเผากิเลส ท่านว่า ตปธรรม ให้เห็นที่หัวใจซิ จนกระทั่งได้วิตกขึ้นมาบางทีนะ มันชัดๆ ในหัวใจจะไม่ให้วิตกยังไง เราเป็นเองพูดให้ชัด เราเป็นอาจารย์สอนคน นำมาสอนทั้งผิดทั้งถูกนั่นแหละ เวลามันได้เกิดแล้ว

ทีแรกเวลาถูไถ ทำความพากความเพียร จิตไม่ลงจิตไม่สงบเพราะกิเลสตีมันตลอด สงบไม่ได้ ล้มลุกคลุกคลาน ทุกข์ลำบาก เวลาจะตั้งรากตั้งฐานเป็นกองทุกข์ใหญ่โตเหมือนกัน เพราะกองทัพกิเลสมันหนาแน่นมาดั้งเดิม ธรรมจะเกิดขึ้นมันตีเอาๆ สติตั้งไม่ได้เลยล้มผล็อยๆ เราไม่ลืม จนกระทั่งได้ปลอบโยนตนเองนะเราก็ไม่ลืม โฮ้ ทุกข์มากเหลือเกินกิเลสตีเอาๆ ธรรมตั้งไม่ได้ ทางอันหนึ่งก็ปลอบตัวเองว่า เอาละให้พยายามตั้งนะ พระพุทธเจ้าท่านสลบสามหน ตั้งถึงขั้นสลบ เราไม่ได้สลบอะไรนี่ จะว่าหนักว่าหนาเลยศาสดาไปได้ยังไง เอา พยายามบืน ปลอบโยนเจ้าของ เอา บืน นี่ความพยายาม ปลอบเจ้าของก็ปลอบ บืนก็บืน

ระยะนี้มันยุ่งยากลำบาก เพราะตั้งตัวก็ไม่ได้ ทุนรอนก็ไม่มีจะว่าไง ต่อไปพยายามไปมันมีทุนมีรอนแล้ว จิตใจมีหลักมีฐานขึ้นไปแล้วจะค่อยสงบร่มเย็น สบายไปๆ เรื่อยๆ ความคาดความหมาย ปลอบเจ้าของตามความคาดความหมายนั้นแหละ ให้พยายามไป ทีนี้พอคาดไว้นี้ปลอบใจอย่างนี้ บทเวลาธรรมเกิดเอาละนะ เวลาใจมีกำลังทางด้านจิตตภาวนานี่ ถึงขั้นสงบเย็นใจในสมาธิ นั่งทั้งวันทั้งคืนสบายตลอดเวลา ไม่ต้องพูด เอาแค่นั้นละ เอาถึงขั้นปัญญาออก เวลาปัญญาออกนี้มันได้หมุน หมุนตลอดเลยนะที่นี่ หมุนฆ่ากิเลส นี่เรียกว่าธรรมเกิด

กิเลสเกิดเกิดเพื่อจะดับ ธรรมเกิดเกิดเพื่อสังหาร ต่างกันอย่างนี้ หมุนติ้วๆ เอาถึงขนาดกลางคืนนอนไม่หลับเลย ตลอดรุ่งเลยไม่หลับ คือนี้มันฟัดกันอยู่ภายใน นักมวยเข้าวงในกันถอยกันไม่ได้ กิเลสเกิดมีแต่เกิดเพื่อจะดับ แย็บออกมาก็ดับๆ ธรรมะฟาดเอาเผาเอาแหลกๆ จะว่าเพลินมันก็ไม่ปรากฏ แต่หากเป็นเครื่องดึงดูดกันอยู่ในนั้นที่มันจะหมุนตาม เหมือนไฟหมุนตามเชื้อไฟ หมุนเข้าเรื่อยๆ อยู่ที่ไหนมีตั้งแต่ธรรมกับกิเลสฟัดกันอยู่ภายใน นี่เรียกว่าธรรมฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติละที่นี่ แต่ก่อนกิเลสทำลายสัตว์โลกโดยอัตโนมัติของมันด้วยกันทุกหัวใจ

เราก็ไม่เคยคิดแต่ก่อน บทเวลาธรรมอันนี้เกิดมันตามสังหารกิเลสเป็นอัตโนมัติถึงได้รู้ อ๋อ กิเลสตั้งอยู่บนหัวใจสัตว์ ทำงานอยู่บนหัวใจสัตว์ มันก็เป็นอัตโนมัติอย่างนี้ ในวัฏวนนี้ นั่นมันย้อนไปรู้นะ เหมือนกันกับธรรมที่เวลาได้เกิดนี้ เอาละนะที่นี่ กิเลสอยู่ที่ไหนหมุนเข้าใส่ๆ ขาดสะบั้นๆ เป็นอยู่ภายในจิตใจนอนไม่หลับ กลางวันยังจะไม่หลับอีก นู่นน่ะมันหมุนกันไม่ถอย อยู่ที่ไหนไม่ได้ว่างงานเลย แม้ที่สุดฉันจังหันมันไม่ได้อยู่กับลิ้นกับปากกับอาหารการกินนะ ไม่ได้อยู่ อันหนึ่งมันฝังอยู่ลึกๆ มันหมุนกันอยู่ภายในเวที ระหว่างกิเลสกับธรรมซัดกันอยู่บนหัวใจ ท่านทั้งหลายฟังเสียนะ หลวงตาบัวตายจะไม่มีใครพูด เราพูดอย่างนี้นะ จะหาผู้ที่พูดยากอยู่นะพูดอย่างนี้ นี้เป็นมายังไงพูดให้ฟังชัดเจน ผลของธรรม ผลของศาสนา สังหารความทุกข์ทั้งหลายสังหารอย่างนี้แหละ หมุนตลอด

เดินจงกรมนี่ตามันฝ้ามันฟางนะ ตาไม่เห็นตาไม่ออก จิตมันหมุนอยู่ภายใน เดินซุ่มซ่ามๆ โครมครามเข้าป่าๆ หือ ป่า ถอยออกมาแล้วเอาอีกๆ จิตมันหมุนอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา เดี๋ยวก็โครมครามเข้าป่านั้น คือมันเดินไปเฉยๆ ก้าวเท้าก้าวไปเฉยๆ ตามันมืดแล้วมันไม่ดู มันอยู่ภายในนี้ แล้วก็ซุ่มซ่ามๆ ถ้าคนมามองเห็นเขาจะว่า พระองค์นี้เป็นบ้าหรือ เขาจะว่าได้นะ ว่าพระองค์นี้เป็นบ้าหรือ ทำไมเดิน เดี๋ยวตูมตามๆ เข้าป่านั้นแล้วเข้าป่านี้ ไปแล้วเดี๋ยวโครมครามๆ คือจิตมันไม่ออกจากนี้มันก็ไม่สนใจกับอะไร โครมครามทางนั้นทางนี้ นี่ฟังให้ชัด หัวใจนี้ได้เป็นมาแล้ว ลงได้ลงทางจงกรมแล้วลืมเวล่ำเวลา

นี่ที่ว่าฝ่าเท้าแตก พระโสณะท่านเลิศเลอเป็นเอตทัคคะในทางความเพียร ท่านเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก อันนี้ถ้าคิดธรรมดาเดินจงกรมบังคับเอาจนฝ่าเท้าแตกนี้เชื่อได้ยากนะ พออันนี้มาเข้ากึ๊กเท่านั้นละที่นี่ เชื่อทันที อำนาจแห่งความเพียรนี้มันหมุน มันไม่มีเวล่ำเวลานะ ถ้าลงได้ลงทางจงกรมแล้วซัดกันอยู่นั้นตลอด เดินอยู่นั้นทั้งวันทั้งคืน เดินอยู่ทุกวันๆ ฝ่าเท้ามันจะไม่บางยังไง ที่ว่าฝ่าเท้าแตกมันไม่ใช่แตก คือมันบางเข้าไปๆ ถึงเนื้อ เรียกว่าฝ่าเท้าแตก เป็นในตัวของเราเอง

เรายังไม่ถึงฝ่าเท้าแตกแต่เป็นพยานกันได้ ถ้าลงได้ลงทางจงกรมแล้วไม่รู้จักเวลา เป็นอย่างนั้น ไม่ว่ากลางคืนกลางวัน ถ้าลงได้ลงทางจงกรม อันนี้มันไม่ถอยมันอยู่ในนี้ เรื่อยๆ วันนี้ก็เดิน คืนนี้ก็เดิน เดินอยู่ทุกวันๆ มันจะไม่แตกได้ยังไง ถึงไม่เดินเร็วก็เดินอยู่ไม่หยุด ทีนี้เวลามันจะตายมันก้าวขาไม่ออก นั่นละพาให้หยุดการเดินจงกรม มันจะก้าวขาไม่ออก มันอ่อนเพลียไปหมด แต่อันนี้มันไม่ถอย หมุนติ้วๆ ทีนี้ก็มานั่ง นั่งก็ออกร้อนฝ่าเท้าเหมือนไฟลนเทียวนะ เหมือนไฟเผาฝ่าเท้า เอ๊ ฝ่าเท้าเราทำไมถึงออกร้อนนักหนา เวลามานั่งนะ ฝ่าเท้าแตกหรือเป็นยังไง เอาเท้ามาดูจริงๆ มาดู เอ๊ มันก็ไม่แตก ว่ามันแตกมันก็ไม่แตก แล้วเอามือไปลูบๆ โถ เสียว เสียวแปล๊บๆ นี่มันจวนจะถึงเนื้อแล้ว มันบางขนาดนั้นแล้ว มันเสียวแปล๊บๆ มันยังไม่แตกกิเลสพังเสียก่อน พูดให้มันชัดเจน ถ้าหากว่ากิเลสไม่พังเท้าแตกแน่ๆ  อันนี้เชื่อเลย ว่าพระโสณะท่านประกอบความเพียรจนฝ่าเท้าแตก เชื่อ นี่บังคับให้ฝ่าเท้าแตก เดินไม่รู้จักเวล่ำเวลาเพราะจิตหมุนอยู่กับระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันบนหัวใจไม่มีวันหยุด ถ้ากิเลสไม่ขาดลงเมื่อไรหยุดกันไม่ได้เลย ลืมหลับลืมนอน ทุกอย่างลืมไปหมด

เดินจงกรมเข้าป่าโครมครามๆ ไม่สนใจ เพราะอันนี้มันหมุนอยู่ภายใน ตาก็มองไม่เห็น หูไม่สนใจกับอะไรมีแต่อันนี้หมุนตลอดเวลา นี่ถึงขั้นธรรมจะสังหารกิเลสสังหารอย่างนี้แหละ นี่เป็นอัตโนมัติเป็นเองๆ ทีนี้เวลาจิตได้กำลังวังชาเข้าเท่าไรมันจะค่อยเบาไป สบายไปๆ สบายตายอะไรคนจะตาย ได้เท่าไรมันยิ่งหมุน มันเข้ากันไม่ได้ที่ปลอบตัวเองทีแรกว่า เวลานี้มันทุกข์มากตั้งความพากความเพียรก็ไม่ได้หลักได้เกณฑ์ ทุกข์ก็ทุกข์ไปเสียก่อนเถอะ เวลานี้มันยังไม่ได้ทุนได้รอนไม่มีทุนมีรอน บทเวลามีทุนรอนแล้วจะค่อยสบายไปๆ เรื่อยว่างั้นนะคาดเจ้าของ แต่เวลามันได้มีทุนมีรอนแล้วมันจะเอากำไรละที่นี่เข้าใจไหมล่ะ มันก็หมุน โอ๊ย ที่ว่าจิตละเอียดเข้าไปเท่าไรยิ่งสบายมันหาเรื่องว่าเจ้าของนะ เรื่องของมันมันไม่หยุดเลย ซัดกันอย่างนั้น

นี่เรื่องความเพียร ธรรมะฆ่ากิเลส ถึงขั้นธรรมฆ่ากิเลสเป็นอย่างนั้น เป็นอัตโนมัติ อยู่ที่ไหนหมุนตลอดๆ ถ้ากิเลสไม่ขาดจากใจหมดโดยสิ้นเชิงแล้วยังไงก็หยุดกันไม่ได้ หมุนติ้วๆ สติปัญญาอัตโนมัติ จากนั้นก็เป็นมหาสติมหาปัญญาในประเภทกิเลสที่ซึมซาบ ธรรมะก็ซึมซาบตามกันๆ ไปเลย มันเห็นประจักษ์อยู่ในหัวใจนี่ ธรรมะพระพุทธเจ้าองค์ศาสดาอยู่ที่หัวใจเราว่างั้นเลย เหมือนว่าชี้บอกอยู่ตลอดเวลา ศาสดานิพพานไปไหนวะว่างั้นเลย ธรรมนั่นละคือศาสดา ธรรมวินัยนั้นแลจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เข้าแล้วที่นี่มาเข้าตรงนี้แล้ว เอากันอยู่ภายใน ศาสดาอยู่ภายในหมุนติ้วๆ หมุนจนกิเลสขาดสะบั้นไปหมดเลย ที่ธรรมเป็นธรรมจักรหมุนติ้วๆ ตลอดเวลายุติกึ๊กทันทีโดยไม่บังคับกัน

จะฆ่าอะไรจะทำลายอะไร ถ้าว่างานก็สำเร็จเรียบร้อยแล้วมันก็ปล่อยมือละ สมมุติว่าจับมีดจับขวานจับสิ่วจับอะไรฟัน จับเลื่อยจับอะไรฟัน มันก็ปล่อยเองเมื่องานเสร็จเรียบร้อยแล้ว อันนี้ก็เป็นอย่างนั้น จิตที่หมุนเป็นธรรมจักรจนจะไม่ได้หลับได้นอนนี้ยุติเองโดยหลักธรรมชาติ กิเลสขาดสะบั้นลงไปจากหัวใจเห็นชัดเจน พระพุทธเจ้าท่านว่า ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ประกาศท้าทายแก่เบญจวัคคีย์ทั้งห้า มันก็มาท้าทายเจ้าของจะว่าไง ธรรมนี้เป็นธรรมอันเดียวกัน หัวใจอันเดียวกัน ธรรมเข้ากับหัวใจเข้ากันได้เหมือนกัน ความเห็นอันเลิศเลอได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราตถาคต คือแก่เรานี้ว่างั้นเลย อกุปฺปาเม วิมุตฺติ ความหลุดพ้นของเราไม่มีการกำเริบแล้ว จะเอาอะไรมากำเริบมันหมดทุกอย่างแล้ว นั่นมันก็รู้ชัดๆ

อยติมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา มันจะเอาอะไรมาต่อ นอกจากกิเลสตัวพาให้ต่อภพต่อชาติมันก็ขาดไปแล้วจะเอาอะไรมาต่อ ต่อไปนี้ไปเราจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว จะมาเกิดหาอะไรเข้าใจไหม เชื้อมันก็หมดไปแล้วเชื้อพาให้เกิด มันก็รู้อยู่งั้น พระพุทธเจ้าสอนเบญจวัคคีย์ ก็เท่ากับเราสอนเรา รู้ในตัวของเราเอง ธรรมนั้นเข้ามาในหัวใจอันนี้

อย่างที่ท่านว่า สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต นั่น พระพุทธเจ้าสอนพระโมฆราช พระโมฆราชคือมานพ ๑๖ คน โมฆราชเป็นคนที่ ๑๖ เป็นผู้ที่บรรลุมรรคผลนิพพานได้อย่างรวดเร็ว ควรแก่ธรรมขั้นนี้ พระองค์ก็ฟาดเข้าไปนี้เลยว่า ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกเป็นของสูญเปล่าว่างเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิความเห็นว่าเราว่าเขาที่มันกีดขวางนี้เสีย แล้วจะพึงข้ามพ้นพญามัจจุราชเสียได้ พญามัจจุราชจะตามไม่ทันผู้พิจารณาโลกเป็นของว่างเปล่าอยู่อย่างนี้ แล้วพระโมฆราชก็ผางขึ้นทันที บรรลุธรรมขึ้นใน สุญฺญโต โลกํ จ้าขึ้นในพระโมฆราช

เอา ท่านผู้มีความเพียรก็เท่ากับพระพุทธเจ้าสอนนั่นละ เอาสอนนายก. นายข. พระก. พระข.จงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อๆ ให้พิจารณาอย่างนี้อย่างโมฆราชนี่ ผางขึ้นมาก็เป็นแบบเดียวกันเลย โมฆราชขึ้นที่หัวใจของผู้มีความเพียรดังความเพียรของพระโมฆราช ที่พระพุทธเจ้าสอนไม่ผิดกันเลย มาเข้าในนี้ปุ๊บๆ เลย โลกว่างเปล่าว่างไปหมด ในหัวใจนี้ต้นไม้ภูเขานี้อันนี้เป็นรางๆ นะ ธรรมชาตินั้นทะลุพุ่งไปหมดเลย ท่านว่า สุญฺญโต โลกํ สูญตลอดเวลาในหลักธรรมชาติของจิตที่หลุดพ้นไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ว่างตลอดเวลา สูญตลอดเวลา อย่างภูเขาหรือแผ่นดินที่เราเหยียบนี้มันหนาแน่น แต่มันไม่ได้หนาแน่นยิ่งกว่าความว่าง ความว่างเหยียบทะลุไปหมดเลย ฟังเอานะ

ธรรมเกิดขึ้นที่ใจ ใจเป็นอย่างนั้นละ เป็นได้ด้วยกัน ขอให้ถึงขั้นมันเป็นเถอะน่ะ เมื่อปฏิบัติตามทางพระพุทธแล้วจะเป็นอย่างนี้ ศาสดาสดๆ ร้อนๆ นะ อย่าเข้าใจมรรคผลนิพพานจะอยู่ที่ไหน อยู่กับผู้มีความเพียร มรรคผลนิพพานอยู่ที่ผู้มีความเพียร อย่าให้กิเลสมันหลอกกาลนั้นสมัยนี้ ศาสนาเจริญที่นั่นเจริญที่นี่ มันเจริญที่ไหนน่ะ ถ้าความเพียรปักลงไหน นั่นละศาสนาเจริญที่นั่น มรรคผลนิพพานจะอยู่ที่นี่ๆ ใส่ลงไปนี้เปรี้ยงหมด

วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ การประพฤติพรหมจรรย์ฆ่ากิเลสตัณหา ที่เป็นงานใหญ่โตสุดโลกธาตุนี้ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว งานอื่นที่จะทำให้ยิ่งกว่านี้ไม่มี นั่นเห็นไหมล่ะขาดแล้ว นี่ล่ะมรรคผลนิพพานมีหรือไม่มีที่นี่ ถามหาอะไร ถามหาพระพุทธเจ้าทำไม จ้าเป็นอันเดียวกันแล้วจะถามกันอะไร น้ำมหาสมุทรถามกันยังไง น้ำมหาสมุทรจ่อลงไปที่ตรงไหนก็เป็นน้ำมหาสมุทร จ่อไปตรงไหนก็เป็นน้ำมหาสมุทร น้ำมหาสมุทรจะถามหากันหาอะไร นี้จิตของท่านผู้รู้จ้าถึงกันหมดแล้วถามกันหาอะไร ถามพระพุทธเจ้าถามหาอะไร นี่ละชัดเจนอย่างนี้ พุทธศาสนาจ้าอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา

อย่าให้กิเลสมันตบตาๆ นะ เวลานี้พวกชาวพุทธเราทั่วประเทศไทยมีแต่มนุษย์ตาบอด ชาวพุทธตาบอดทั้งนั้น ไม่ได้จ่อเข้าไปหาจิตใจตัวเป็นมหาเหตุนี่บ้างเลย มันจะไปเห็นเหตุเห็นผลได้ยังไง จ่อเข้าไปซิน่ะ จ่อเข้าไปกิเลสมันกองเท่าภูเขาก็เอาเถอะน่ะ มันสู้ธรรมไม่ได้ ธรรมใส่เข้าไปผางเดียวขาดสะบั้นไปหมด สุญฺญโต โลกํ จะเกิดขึ้นในหัวใจของผู้นั้นด้วยกันทุกคน ไม่เกิดตั้งแต่พระโมฆราชนั่นนะ เกิดด้วยกันทุกคน พระพุทธเจ้าสอนโมฆราชเท่ากับสอนพวกเราด้วยกันนั่นแหละ พอรู้นี้ก็แบบเดียวกันจะผิดกันไปที่ไหน ให้พากันตั้งอกตั้งใจนะ

มันจะอยู่เฉยๆ จืดๆ ชืดๆ แต่กิเลสมันหมุนกันตลอดเวลา กิเลสกำลังหมุนติ้วๆ นะ เข้มข้นเข้าไปทุกวัน กิเลสหมุนเข้าไปเท่าไรธรรมยิ่งอ่อนๆ ไป เลยจะได้จะสลบ ตายทั้งเป็นก็มีคน คนที่หมดยางอายทุกอย่างแล้ว สร้างบาปสร้างกรรมตายทั้งเป็นไม่มีค่ามีราคามีเยอะนะมนุษย์เราในโลกนี้ ยิ่งว่าตัวเป็นคนมั่งมีศรีสุขเป็นคนมีอำนาจวาสนามาก นี่ละตัวโมฆะที่สุด ตัวเอาไฟเผาหัวอกตัวเองแล้วก็เผาโลกเผาส่วนรวมคือตัวนี้เอง ตัวกิเลสตัวนี้ ได้ไม่พอๆ ได้เท่าไรไม่พอ มันจะพอยังไงไสไฟเข้าเชื้อ จะให้ไฟนี้ดับเพราะไสเชื้อเข้าไปไม่มีทาง

อันนี้เรื่องกิเลส เอา หามา ได้เท่าไรหามาๆ ให้กิเลสมันดับดูซิน่ะ ไม่มีทางดับ มันเผาเจ้าของนั่นแหละ ได้มากเท่าไรๆ ยิบนิดเดียวว่าเรามีอย่างนั้นอย่างนี้ นอกจากนั้นมีแต่ไฟเผาหัวอกๆ ทั้งเป็น คือคนที่มั่งมีมากด้วยความตะเกียกตะกายหามาโดยความไม่ชอบธรรม เที่ยวรีดเที่ยวไถเที่ยวคดเที่ยวโกงแล้วแต่จะได้อุบายใด ล้วนแล้วตั้งแต่คว้าหาฟืนหาไฟมาเผาหัวอกตัวเอง แล้วก็เผาหัวอกส่วนรวมให้เดือดร้อนไปตามๆ กัน กิเลสไปไหนร้อนไปหมด ตัวเองก็ร้อนคนอื่นก็ร้อน ให้พากันจำเอานะ มันเป็นอย่างนั้นนะเวลานี้ เอาธรรมมาจับ

เราไม่เคยสนใจกับใครเหนือธรรม ธรรมดูไปหมด กิเลสมันดิ้นกันเป็นบ้ากันทั่วโลกทั่วสงสาร ใครก็อยากดิบอยากดี ชิงดีชิงเด่น มันชิงดีชิงเด่นอะไร ชิงฟืนชิงไฟเผาหัวอกเจ้าของแล้วเผาโลกเท่านั้นเอง เรื่องธรรมดูแล้วเป็นอย่างนั้น จึงอย่าพากันดีดกันดิ้นจนเกินเหตุเกินผลนะ เวลาตายมันก็เหมือนกันนั่นแหละ เศรษฐีตายก็เหมือนคนธรรมดา เหมือนหมาตายไม่ได้ผิดกันอะไรเลย สำคัญอยู่ที่มีความดีในใจหรือไม่ ใจนี้ไม่ตายนะ ถ้าเวลาตายลงไปแล้วนี่ ถ้าใจมีความดีใจนี้จะหนุนขึ้นไปโดยลำดับ ถ้าใจมีความชั่วกดลงทีเดียว เงินกองเท่าภูเขาไม่มีความหมาย อย่าเอากองเงินกองทองมาเป็นความหมายที่จะฉุดลากให้ตนได้พ้นจากทุกข์เลย ตั้งแต่ยังเป็นอยู่ก็ไม่มีสุขนะ คนที่ว่ามั่งมีศรีสุขมีเงินล้นโลกล้นสงสาร จะมาภูมิใจตัวเองว่ามีความสุขมันไม่ได้ภูมินะ มันมีแต่สิ่งหลอกลวงภายนอก ตัวหัวใจมันเป็นไฟยิ่งกว่าพวกตาสีตาสาตามท้องนาที่เขาทุกข์ๆ จนๆ นี้เสียอีก ให้พากันจำ

เอาธรรมจับให้มันเห็นอย่างนี้ซิ นี้ไม่มีคำว่าสะทกสะท้าน มันจ้าอยู่ในหัวใจนี่จะว่าไง นี้ไม่มีคำว่าบกพร่องอะไรเลย พอดีๆ นิพพานคือพอ พออะไร พออย่างเลิศเลอเป็นอย่างนี้ ทีนี้จะพิจารณาอะไรก็ได้พิจารณาได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อเจ้าของพอแล้ว ถ้าเจ้าของก็หิวเขาก็หิวยื่นใส่ปากนั้นยื่นใส่ปากนี้ ยื่นใส่ปากเราปากเขามันไม่เป็นสุขนะ ถ้ามันพอแล้วยื่นให้ปากไหนก็ไปเถอะก็เราพอแล้วนี่ จำให้ดี

โอ๊ย เราสลดสังเวชนะ คำว่าพุทธศาสนามันมีแต่ชื่อนะเดี๋ยวนี้ ในวัดในวาในพระในเณรมีแต่หัวโล้นๆ วิ่งตามกิเลสทั้งนั้น ผู้ที่จะวิ่งตามธรรมมีน้อยมาก อย่างวัดต่างๆ นี้เราไม่ได้ประมาทนะ ผู้ที่ท่านทรงอรรถทรงธรรมอยู่ในวัดในวาเงียบๆ มีเยอะนะ ไม่ว่าวัดใหญ่วัดน้อยวัดอะไร มีอยู่แต่ท่านไม่แสดงออก เพราะพวกกองทัพกิเลสมันรุมเอาๆ เยาะเย้ยทุกอย่าง พูดเสียดสีกระทบกระทั่งกับผู้ปฏิบัติดี มันจะลากให้เป็นพวกของมัน พวกหนอนเข้าใจไหม เวลานี้มีแต่อย่างนั้นนะ ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่ท่านซุกหัวท่านอยู่องค์เดียวๆ เงียบๆ อยู่ในวัดหนึ่งๆ มีนะ ไม่ใช่น้อยๆ นะ มี แต่ท่านไม่แสดงออก ปล่อยให้แต่พวกเปรตพวกผีแสดงออก

อย่างติดประกาศไว้นั่น จนเป็นมหาอยู่นั่น ติดประกาศไว้นั่น จะออกลวดลายนั่น ไปดูเอาซิหน้าศาลาเขาเอามาติดไว้ ประกาศความชั่วช้าลามกของพระหัวโล้น ไปดูซิ มันเป็นของดีแล้วเหรอนั่น เดี๋ยวนี้มันยังมาโอ่อ่าอยู่นี้น่ะ ในท่ามกลาง เอาผ้าเหลืองห่อหัวมันมาโอ่อ่าอยู่ เห็นไหมนั่นถือไมค์ถืออะไรประกาศป้างๆ ว่าจะปิดประตูตีหมาตีแมว ปิดประตูตีหมาตีแมวคือตีผู้มีความดีงามทั้งหลายนั้นละ ผู้มีสมบัติผู้ดี พวกเปรตพวกมหาภัยมันอวดตัวของมัน มันไปทำอย่างนั้นเห็นไหม ไปดูเอานั่น เป็นรูปพระหัวโล้นๆ อยู่นั่น ชื่อมันมีอยู่ในนั้นไปอ่านเอา

ถ้าเป็นธรรมดามันอยู่ได้เมื่อไรหลักธรรมชาติแล้ว เขาจับสึกได้เดี๋ยวนั้นเลยพระประเภทนี้เอาไว้ไม่ได้ ศาสนาพัง เขาต้องจับไปสึก สึกแล้วทางบ้านเมืองเขาจัดการไปเลย นี่มันยังมาโอ่อ่าๆ อยู่เวลานี้ เพราะนายของมันก็นายมหาโจรมหาภัยต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถ้าจะจับจับไม่ได้นะๆ ตำรวจคนไหนเข้าไปเกี่ยวข้องจะจับมัน ส่งมันไปภาคใต้ไปทรมานภาคใต้ ทีนี้พวกตำรวจทั้งหลายที่อยู่ในกำมือของมหาภัยอำนาจป่าเถื่อนก็เลยต้องหมอบอยู่ ไอ้พวกนี้ก็เลยทำท่าโอ่อ่าอยู่นั้นเดี๋ยวนี้ ไปดูเอาซิในรูปนั่น มันดูได้ไหมคนดี ไปดูซิ นี่ละความชั่วไปที่ไหน โอ่อ่าอยู่เฉยๆ ภายในหัวใจมันใครจะร้อนยิ่งกว่าบักหัวโล้นนี่ เข้าใจบักหัวโล้น ร้อนที่สุดเลย เวลานี้ไฟนรกกำลังแสดงเปลวถึงมันอยู่แล้ว พอขาดปั๊บจมเลยๆ มันจะอวดเก่งกว่ากรรมไม่ได้ อวดเก่งกว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ ใครอย่าอวดเก่งนะ

ใครอยากเก่งไปดูเอานั่น เอาตัวอย่างไป ทางนรกจะเบิกกวางทันทีเลย เราพูดเราสลดสังเวชนะ เอาความชั่วมาอวดเป็นความดีมันดีได้ยังไง คนดีต่างหากความดีต่างหากเป็นของดี ความชั่วคนชั่วเป็นของดีได้ยังไงไม่มี ถ้ามีอย่างนั้นแล้วศาสนาไม่มีในโลกศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นๆ ใดๆ เราไม่เอามาพูดแหละ ศาสนาคนมีกิเลสมันแสดงไปตามอำนาจของกิเลสนั่นแหละ ตั้งแต่ผ้าเหลืองๆ มันยังแสดงเป็นโจรเป็นมารเป็นมหาภัยได้เห็นอยู่หน้าศาลาเห็นไหม นี่ล่ะมันเสกได้นะอันนั้น ถ้าหลักธรรมชาติแล้วเสกไม่ได้ ดีเป็นดีชั่วเป็นชั่ว

ดูแล้วมันสลดสังเวชนะ ไปดูเอา นั่นน่ะติดอยู่หน้าศาลา เขาเอามาให้ดูเป็นคติตัวอย่างเครื่องพร่ำสอนตนเอง และผู้ใดก็ตาม อย่าเอาเป็นตัวอย่างพวกเปรตพวกผี พระก็พระหัวโล้น ครองผ้าแล้วก็ประพฤติตัวเป็นมหาโจรเป็นมหาภัย เหยียบย่ำชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แหลกไปตามๆ กัน คือพวกนี้เอง ให้ไปดูเอา นี่ละพูดอย่างจังๆ เราไม่เคยสะทกสะท้านกับใคร เราจะพูดได้เต็มปากทั้งที่ดีและชั่ว จะให้กลัวคนนั้นให้กล้าคนนี้เราไม่มีเราพูดจริงๆ ธรรมเหนือหมดทุกอย่าง เราจะนำมาพูดให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยทุกอย่าง ผู้ที่ตั้งใจฟังเป็นธรรมเอาเป็น ฟังให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

อย่างผู้พิพากษาก็เหมือนกัน ผู้พิพากษาก็เป็นใหญ่ที่เป็นหัวใจของโลกแล้วนี่ ตัดสินตามเหตุตามผลกลไกที่ถูกต้องธรรมแล้วเอาเลย ใครจะมีอำนาจบาตรหลวงมาจากที่ไหนไม่สนใจ ฟาดหัวมันลงนรกก็ได้นี่นะ ผู้พิพากษาตัดสินเป็นธรรมต้องเป็นอย่างนั้นซิ จะไปหมอบไปกราบกับอำนาจป่าๆ เถื่อนๆ ไม่กราบ สำหรับหลวงตาบัวไม่กราบ คอขาดก็ไม่กราบ จะกราบแต่ธรรมอย่างเดียวเท่านั้น นอกนั้นไม่กราบ เอาละพอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก