ขี้เกียจอะไรนักหนา
วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา 8:45 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๙

ขี้เกียจอะไรนักหนา

ก่อนจังหัน

การทำความเพียรถ้าฉันอิ่มๆ แล้วมันนอนเหมือนหมูนะ การภาวนาไม่ดี จำให้ดีพระเรา ถ้าฉันอิ่มๆ แล้วมันขึ้นเขียงคือหมอน ไม่ยอมลง ขึ้นเขียงเหมือนหมู การภาวนาต้องสังเกตตัวเอง ไม่สังเกตไม่ได้นักภาวนา สักแต่ว่าทำๆ ใช้ไม่ได้ ที่มันโลเลไปอย่างนั้นก็คือสักแต่ว่าทำ ถ้าทำด้วยความสังเกตไปตลอดเวลาแล้วจะตั้งรากตั้งฐานได้ โลเลๆ กลางคืนผมเดินดูไม่เห็นพระลงเดินจงกรมกลางคืนเงียบๆ ไม่เห็นนะ นี่พึ่งมาพูดวันนี้ ไปดูเป็นประจำนะ ท่านทั้งหลายว่าผมไม่ไปดูเหรอ มันขี้เกียจอะไรนักหนา ถ้าขี้เกียจให้หนีจากวัดนี้อย่าอยู่ นี้ไปเที่ยวเดินดูหมด กลางค่ำกลางคืนไม่เห็นพระออกมาเดินจงกรมหย็อกๆ แหย็กๆ เลย ท่านทั้งหลายว่าผมไม่ดูเหรอ ผมไปดูตลอดนะ นี่ละวันนี้ออกพูดเสียบ้าง นานๆ พูดทีหนึ่งๆ

นี่ละการปกครองหมู่เพื่อนรับหมู่เพื่อนรับจริงรับจัง แนะนำสั่งสอน สังเกตสังกาทุกแง่ทุกมุม ให้พากันเอาจริงเอาจัง อย่ามาเหลาะแหละให้เห็น ตั้งแต่ดูธรรมดานี้ก็ขวางตาพอแล้ว แบบหลับหูหลับตาไปกับหมู่กับเพื่อน นี้ไม่ได้คุยนะความเพียร ดูหมู่เพื่อนดูไม่ได้ ถ้าเราทำอย่างนี้เราก็ตายไปนานแล้วแหละ นี่ไม่ได้ทำอย่างนี้ พูดให้ชัดๆ ดีดผึงๆ ตลอดเวลาเลย พูดให้ทราบเสียบ้าง ส่วนมากพ่อแม่ครูจารย์ได้รั้งเอาไว้ คือมันผาดโผน ได้รั้งเรา ไม่ว่าความเพียรประเภทใดรั้งเอาไว้ เช่น นั่งตลอดรุ่งนี้ขึ้นไปก็คุยโม้เลย มันรู้จริงๆ นี่ ใส่เปรี้ยงๆ ท่านก็ชมเชย ต่อไปท่านก็เงียบๆ เรายังไม่รู้นะท่านเงียบๆ

ม้าที่มันคึกมันคะนองมากไม่ยอมฟังเสียงเจ้าของ เขาต้องฝึกทรมานอย่างหนัก ไม่ควรกินหญ้าไม่ให้กิน ไม่ควรกินน้ำไม่ให้กิน แต่การฝึกฝึกไม่ถอย เวลามันลดพยศลง การฝึกเขาก็ลดลงๆ สอนเรา คือเรามันผาดโผน ฟาดก้นแตกมันยังไม่ถอย กิเลสไม่แตกไม่ถอย ท่านก็ใส่เอาเสีย เว้นคืนสองคืนนั่งภาวนาๆ ไปเล่าให้ท่านฟังละซี มันได้อัศจรรย์ทุกคืนๆ เราก็มีแต่ปีติยินดีและมีกำลังใจฟัดเลยๆ ท่านดูอยู่เห็นไหมล่ะ ถ้าจิตมีหลักมีเกณฑ์ควรจะดำเนินไปด้วยความราบรื่นธรรมดาก็ให้ทำอย่างนั้น อย่าผาดโผนเกินไปตลอดเวลา ความหมายว่างั้น

ส่วนมากมีแต่ท่านรั้ง นี่มันเป็นอะไรมันรั้งแบบไหนในวัดป่าบ้านตาดนี่น่ะ พูดอย่างนี้ไม่ได้มาคุยให้หมู่เพื่อนฟังโม้ๆ นะ พูดให้เป็นคติตัวอย่างของหมู่ของเพื่อน สำหรับเราเองพ่อแม่ครูจารย์มักรั้งเสมอ อะไรๆ ท่านต้องรั้งๆ มันผาดมันโผนเนื่องจากความเอาจริงเอาจัง ผึงๆ ตลอด มาเห็นเก้งๆ ก้างๆ มันขวางตานะ หลับหูหลับตาดูเอาดูหมู่ดูเพื่อน ถ้าลืมตามันขวางแล้ว หลับตาเสียไม่ขวาง เอาละจะฉันจังหัน

หลังจังหัน

เราไม่อยากรับพระรับเณรก็ดังที่ว่านี่แหละ รับเป็นภาระแล้วดูแลแนะนำสั่งสอนตลอดเลย กลางค่ำกลางคืนต้องออกไปสังเกตดูพระดูเณรประกอบความพากเพียรอย่างไรหรือไม่ ตั้งหน้าตั้งตามา มาแล้วมาอยู่ยังไง เคยไล่ออกจากวัดหลายองค์นะ ที่มารับไว้แล้ว มาแล้วไม่เป็นท่าซิ นอนไม่รู้จักตื่น เวลานอนยังไม่ถึง ๔ ทุ่มเลยนอนหลับครอกๆ แล้ว เอ๊ มันยังไงกัน นั่นเอาละนะ พอเที่ยงคืนไปดูอีกแล้ว ตีสามตีสี่ไปดูอีก วันหลังสังเกตอีก ก่อนที่จะไล่ออกจากวัดไม่ใช่ไล่เฉยๆ นะ ทดสอบดูรู้นิสัย จริตนิสัยขี้เกียจขี้คร้านท้อแท้อ่อนแอหรือขยันหมั่นเพียรหมดเรียบร้อยแล้ว ที่ไล่ออกจากวัดก็ผู้ขี้เกียจ ไปดูจับเอาทุกระยะๆ แน่ใจแล้วบอกเลย ท่านให้ไป ไม่มีมาคัดค้านเรา เราจับได้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่อยากรับพระรับเณร รับมาก็เป็นภาระ

อย่างวัดนี้อย่างมากที่สุดไม่เลย ๑๘ องค์ เรียกว่ามากที่สุด ตอนนั้นมีครูบาอาจารย์หลายองค์ท่านยังมีชีวิตอยู่ พระเณรทั้งหลายก็ได้ไปอาศัยอยู่กับท่านๆ ทีนี้พอครูอาจารย์ล่วงไปๆ ไม่มีที่ยึดที่เกาะก็ไหลเข้ามาละซิ จึงได้รับเพิ่มขึ้น รับพระรับเณรเป็นภาระหนักมากอยู่นะ รับต้องรับผิดชอบทุกอย่างด้วย สังเกตสังกาแนะนำสั่งสอน จึงไม่รับง่ายๆ

ห้องน้ำพระกรรมฐานเรานะ ในห้องน้ำเห็นแปรงถูฟันเห็นอะไรๆ ในห้องน้ำนี้บอกชัดเจนแล้วว่าไม่เอาไหน นั่นมันชี้บอกนะ มาถูฟงถูฟันกี่ชั่วโมงกว่าจะเสร็จกว่าจะสิ้น แสดงว่าไม่เอาไหน สติสตังไม่ทราบไปไหนไม่รู้เลย เหมือนคนตายแล้ว ผู้ที่เป็นนักรบไม่ได้มีอะไรมากนะ เอาแต่จำเป็นๆ จ่อกันอยู่ตลอดเวลา นี่เรียกว่านักรบ ห้องน้ำไม่มีอะไร มีแต่ที่จำเป็นเท่านั้นนอกนั้นไม่มี อันนี้ในห้องน้ำ เครื่องทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนเครื่องประดับประดาตกแต่งอะไรในห้องน้ำ ดูแล้วอิดหนาระอาใจนะ พึ่งมาพูดนี่ละ ไม่เคยพูดนะนี่ วันนี้เป็นโอกาสที่จะพูดมาพูดเสีย สำหรับพระทั่วๆ ไปมันปล่อยอาลัยตายอยากแล้วแหละ ที่ยังจะพอมีหวังหายใจฝอดๆ อยู่บ้างคือพระกรรมฐาน ดูวงกรรมฐาน ความหมายว่างั้น

ศาสนาเป็นของเล่นเมื่อไร แล้วเดี๋ยวนี้ศาสนาเป็นส้วมเป็นถานไปแล้ว ให้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าดูซิ อย่างท่านแสดงไว้ใน อปัณณกปฏิปทาสูตร เป็นสูตรมนต์เลย การปฏิบัติตัวของพระผู้บำเพ็ญเพื่อมรรคผลนิพพาน เวลานอนก็บอก เป็นเวลากลางๆ เรานี่เรียกว่ามัชฌิมา พอ ๔ ทุ่มไปแล้วจะเริ่มพักนอนก็ได้ ตั้งแต่นี้ถึงนั้นเดินจงกรม นั่งสมาธิ ในปฐมยาม พอมัชฌิมยามแล้วก็เริ่มพักได้พักนอน ให้ทำความเข้าใจกับตัวเองเสมอก่อนนอน พอรู้สึกตัวแล้วจะรีบตื่นจะรีบลุกขึ้น บอกไว้อย่างนั้น เวลานอนก็นอนสีหไสยาสน์ ตะแคงข้างขวา พอปัจฉิมยามตื่น นอน ๔ ชั่วโมง พอตื่นแล้วจะเดินจงกรมก็ได้ นั่งสมาธิก็ได้ ถ้ามีลักษณะโงกง่วงให้ลงเดินจงกรม ท่านสอนอย่างนี้ นี่ละอปัณณกปฏิปทาสูตรท่านแสดงเอาไว้ เรียกว่าการปฏิบัติไม่ผิด การปฏิบัตินี้ตรงแน่วต่อมรรคผลนิพพานถ้าปฏิบัติตามนี้

ความสำรวมระวัง ดูจิตมันจะเคลื่อนไหวไปไหนมาไหน สำคัญตรงนี้นะ ให้ดูจิต มหาโจรอยู่ที่จิต มหาภัยอยู่ที่จิต ให้สติจ่ออยู่นั้นตลอด มันจะแสดงออกจากนี้ เมื่อสติมีอยู่แล้วกิเลสจะไม่เกิด กิเลสไม่เกิดก็ไม่เอาฟืนเอาไฟมาเผาเรา นี่อปัณณกปฏิปทาท่านสอนไว้วิธีนอน การนอน เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา กลางวันหากอยากจะพักก็พักบ้าง ให้ปิดประตูหน้าต่างรักษามารยาทของพระ ซึ่งเป็นเหมือนพวกราชสีห์พวกเสือนอนมีสติ พระก็ให้เป็นแบบนั้น ท่านว่าสีหไสยาสน์ นอนแบบราชสีห์ แปลออก นอนแบบมีสติสตังจนกระทั่งหลับ ไม่ใช่นอนแบบตายทั้งๆ ที่หายใจครอกๆ อยู่นี้ มันเหมือนตาย เรียกว่าคนไม่มีค่า พระไม่มีค่าไม่มีราคา ไม่มีสติสตังระมัดระวังตัวเอง

นี่เราพูดถึงเรื่องหลักการดำเนิน อปัณณกปฏิปทาสูตร ที่ท่านแสดงเอาไว้ การดำเนินของพระเพื่อมรรคผลนิพพานไม่ผิดไม่พลาดว่างั้นเลย ถ้าดำเนินตามนี้แล้วเป็นการปฏิบัติไม่ผิด บอกเลย นี่ก็ได้ปฏิบัติมาอย่างนั้น แต่ความมุ่งมั่นมรรคผลนิพพานนี้มันรุนแรง นี่ละมันถึงลากไปหมด ความทุกข์ยากลำบากอะไรๆ นี้ ความมุ่งมั่นต่อแดนนิพพานนี้มันรุนแรงมาก เหล่านี้ล้มเหลวไปหมด เอา มันจะทุกข์ยากขนาดไหนเหยียบหัวไปได้สบายเลย เพราะอันนั้นรุนแรง

นอน ตั้งแต่ก้าวเข้าไปวัด เหตุอันนี้ก็คือแม่เตือน ไม่ลืมนะ พระครูท่านมาอยู่วัดบ้านที่เป็นสถานีวิทยุทุกวันนี้ แต่ก่อนวัดบ้านตั้งอยู่นั้น เขานิมนต์ท่านมาทำบุญ พ่อก็ได้ฝากฝังกับท่านไว้เรียบร้อยแต่ก่อน วันนั้นเป็นวันที่จะให้เราไปกับท่าน เป็นนาคไป พอท่านเริ่มเตรียมของจะออกเดิน พ่อก็เข้ามาบอกว่า ท่านพระครูท่านเตรียมจะออกเดินทางแล้ว เราก็ไม่มีอะไรนี่นะ ก็เราเตรียมอยู่แล้วในบ้าน พอเราเตรียมของ แม่ปั๊บมานั่งนี่เลย เราไม่ได้ลืมนะ

แม่ปั๊บมานั่ง นี่แม่จะบอกนะ อันใดๆ แม่ไม่มีที่ต้องติ ลูกคนนี้ บอกชัดๆ เลย แต่สำคัญที่นอนนะลูก สำคัญตรงนี้ แม่วิตกวิจารณ์เหลือเกินกลัวจะไปขายหน้าอยู่ในวัดในวา นอนนี่เหมือนตายเลยนะลูก บอกว่าเหมือนตายเลย คือมีพี่ชายคนหนึ่ง จะว่าเป็นคู่เทียบเคียงหรือคู่แข่งก็ได้ พี่ชายเขาบอกแม่ตอนเช้าจะไปธุระแต่เช้า ให้แม่ปลุกหน่อย บางทีแม่ก็ได้ปลุก บางทีเขาไปก่อนแล้ว แต่นี้ไม่มีเลย บอกว่าไม่มีเลย ถ้าว่าให้แม่ปลุกต้องได้ปลุกทุกทีเลย นี่แม่วิตกวิจารณ์มาก นอนเหมือนตายนะลูกนะว่างั้น แต่แม่ไม่รู้ความในใจของเรา คือเราได้บอกแม่แล้ว แม่ทราบแล้วเราก็ทอดธุระ ถึงเวลาแม่ก็มาปลุกเอง ที่นี่แม่ไม่รู้ความภายในของเราซิ เพราะฉะนั้นเราจึงนอนหลับตายๆ

เวลานอนแม่วิตกวิจารณ์มากที่สุดเลย ไม่เคยเห็นที่บอกแม่ให้ปลุกแต่เช้าแล้วลุกก่อนและไปเลย ไม่เคยมีว่างั้น พี่ชายเขามีอยู่เรื่อยๆ  บางทีแม่ได้ปลุก บางทีไม่ได้ปลุกเขาไปแล้ว อันนี้ไม่มีเลย เหมือนตายนะลูกนอน นี่ที่แม่วิตกวิจารณ์มาก กลัวเวลาบวชแล้วจะนอนหลับครอกๆ พระไปบิณฑบาตบ้านใดเมืองใดกลับมา แล้วไปปลุกท่านบัวมาฉันจังหัน อู๋ย อย่าให้แม่ได้ยินเลยนะ แม่จะเอาหัวมุดลงดินเลย เราก็เฉย แต่ทางภายในมันคิดเต็มเหนี่ยว คือแม่ไม่รู้จักความภายในของเรา ภายในของเราคือว่าเราได้บอกแม่แล้ว แม่จะมาปลุกเอง ทอดธุระ นั่นละที่ได้ปลุกทุกครั้ง ถ้าไม่มีความในใจอย่างนั้นก็เป็นอย่างหนึ่งที่แม่ว่านี่ แต่เรามีอย่างนั้น

ทีนี้พอออกไปแล้วก็สอนตนปึ๊งเลยทีเดียว พอไปถึงแล้ว เอานะทีนี้แม่จะไม่มาตามปลุกตามอะไร เราต้องเป็นตัวของเราเต็มตัว นั่นเอาละนะ แต่นิสัยเรามันจริงมาก ว่าอะไรขาดสะบั้นไปเลย เราก็ไม่พูดนะที่แม่ว่านอนเหมือนตายนะลูก เราเฉย คือเรารู้แล้ว ภายในใจของเราแม่ไม่ทราบ คือทอดธุระ ถึงเวลาแม่ก็มาปลุกเอง นอนเอาตายเข้าว่าเลย แม่ก็มาเห็นนิสัยอันนั้นละซี พี่ชายเขาไม่เป็น ทางนั้นเขาลุกเขาไปแล้ว ยังไม่ได้ปลุกก็มี อันนี้ไม่มีเลยที่ว่าไม่ได้ปลุก ต้องปลุกทุกครั้ง ก็มันทอดธุระตลอด

พอไป เอานะทีนี้ไม่มีใครมาปลุกแล้ว นอนก็ดี อะไรทุกอย่างเราต้องเป็นตัวของเราเต็มที่ ทีนี้ดีดผึงเลย พอถึงเวลาตื่นนี้ดีดผึงเลยตั้งแต่เข้านาคเริ่มแรกเลย พอเข้านาคดีดผึงๆ เลย เรียนก็เอาจริงเอาจัง นิสัยอันนี้เป็นอย่างนั้น เรื่องนอนนี้แม่คงจะตามทราบทีหลัง เราไปบวชแล้วเราก็ไม่เคยมาพูดเรื่องหลับเรื่องนอนให้แม่ฟัง ที่พูดในฐานะแม่กับลูกไม่เคยมี ถ้าเข้าไปก็เทศน์ทั่วไปเหมือนกันหมดเลย แม่จึงไม่ทราบว่าเราปฏิบัติตัวยังไงเวลาออกบวชแล้วเป็นยังไงๆ โอ๋ย ปฏิบัติยิ่งกว่าอยู่เป็นฆราวาส เข้มงวดกวดขันทุกสิ่งทุกอย่าง

นอนนี้ดีดผึงเลย จะเอาเวลาไหนได้ทุกเวลา ตี ๔ นอน สว่างตื่นแล้วให้ทัน กำหนดไว้เรียบร้อย ตอนเช้าทำวัตรเช้าแต่เช้า ให้ทันทำวัตร ไม่เคยพลาด นี่ละความตั้งใจ สำคัญอยู่นะ ถ้าลงไม่ตั้งใจเลอะเทอะไปหมด นี้ตั้งใจตลอดเลย ตั้งแต่วันบวชมาจนกระทั่งถึง ๑๘ พรรษา นอนพอรู้สึกนี้มันจะดีดผึงเลยๆ เชียว ถ้าคนนอนอยู่ข้างๆ นี้จะตื่นนอนนะ เพราะการตื่นนอนของเรามันเหมือนแม่เนื้อตื่นนายพราน ผึงเลยทันที เป็นนิสัย จนกระทั่งถึง ๑๘ พรรษาจึงได้ฝึกใหม่ นี่มันเป็นของมันเป็นนิสัยแล้ว พอรู้สึกมันจะดีดของมันเองๆ ถึง ๑๘ พรรษา อันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างมาคำนวณตัวเองแล้ว อันนั้นตั้งหน้าตั้งตาประกอบความพากเพียรทำประโยคถอดถอนกิเลส เวลานี้อะไรก็รู้ตัวแล้ว การหลับการนอนพอรู้สึกตื่นนอนแล้วก็ให้รู้จักทิศทางอะไรเรียบร้อย แล้วค่อยลุกขึ้นมาธรรมดา ไม่ให้แบบผึงๆ เหมือนแต่ก่อน อันนั้นก็ถูกในระยะนั้น ระยะนี้ควรจะปฏิบัติอย่างนี้ เป็นขั้นเป็นตอน

อันนี้พอรู้สึกมันก็ดีดอีกนะ กว่าจะเอาได้ โถ ไม่ใช่เล่นๆ นานอยู่ พอรู้สึกมันจะดีดก่อนๆ จนกระทั่งฝึกได้ ทีนี้ฝึกได้ทุกวันนี้มันเลย ตื่นขึ้นมาอยากนอนก็นอน อยากตื่นเมื่อไรก็ตื่น มันเลยเถิดแล้วเดี๋ยวนี้ เป็นอย่างนั้นละ นี่พูดถึงเรื่องการฝึก ๑๘ พรรษาฝึกใหม่ คือฝึกตั้งแต่วันไปเป็นนาคทีแรกจนกระทั่ง ๑๘ ปีนี้แบบเดียวกันหมด ทุกอย่างดีดตลอดเวลา การหลับการนอนไม่ว่าจะอยู่ในป่าในเขาแบบนั้นทั้งนั้น ดีดผึงๆ แล้วไม่ซ้ำนะ ไม่กลับมานอนอีก ไม่มี พอตื่นผึงขึ้นมาแล้วเท่านั้นไม่มีที่จะกลับมานอนอีก เว้นแต่ไม่สบาย เจ็บท้องถ่ายท้อง อันนี้เราก็ยกให้เป็นพิเศษ พอผ่านไปแล้วก็ดีดอีก มีกำหนดอย่างนั้น นี่ละการฝึกตัว

การบวชสำคัญมาก ศาสนาละเอียดมากที่สุดเลย ถ้าฝึกตามศาสนาหาที่ต้องติตนเองไม่ได้นะ ถ้าไม่เป็นไปตามศาสนาก็เลอะๆ เทอะๆ ไปอย่างนั้นละ ถ้าปฏิบัติตามนั้นมาพิจารณาหาที่ต้องติตัวเองไม่ได้เลย ภูมิใจๆ เวลาออกปฏิบัติที่จะฟัดกับกิเลสนี้ยิ่งหนักกว่านั้นอีก ธรรมดาก็ว่าเก่งอยู่แล้วหนักอยู่แล้ว แต่เวลาออกปฏิบัติที่จะฟัดกับกิเลสให้ขาดสะบั้น เอานิพพานเป็นสมบัติอันล้นค่ามาครองใจ อันนี้ยิ่งเก่ง ดีดผึงๆ จึงเป็นความทุกข์ความลำบากมากเป็นเวลา ๙ ปีเต็มๆ นี้หนักมากจริงๆ ไม่มีเวล่ำเวลาจะลืมหูลืมตาได้สะดวกสบาย มีแต่จ่อกันอยู่ตลอดเวลา

ผลแห่งการจ่อกันอยู่ตลอดเวลา กิเลสก็ขาดสะบั้นไปได้เห็นไหมล่ะ นี่ละการฝึกตัวเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่อยากอยู่ก็อยู่ อยากไปก็ไป อยากนอนก็นอน โอ๋ย ไม่ได้เรา เราไม่เคยมีอย่างนั้น ต้องดีดตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่อยากรับพระเณร รับแล้วต้องเป็นภาระอย่างนี้ กลางคืนด้อมไปเที่ยวดูพระดูเณร ถ้าองค์ไหนเห็นท่าไม่เป็นท่า ยังไม่ถึง ๔ ทุ่มนอนหลับครอกๆ แล้ว จับแล้วนะนั่น พอเที่ยงคืนไปอีก ตีสองตีสามไปอีก ถ้ายังครอกๆ อยู่แล้ว วันหลังไปอีก ได้ความชัดเจนแล้วทีนี้ก็ ท่านนี้เตรียมของไปได้ ออกจากวัด นั่นเห็นไหมล่ะ ไม่มีที่มาค้านได้เลยเพราะจับได้หมดแล้ว ไม่ใช่ว่าไล่ออกเฉยๆ ไล่ออกจากวัด นี่เคยไล่พระแล้วนี่ไม่ใช่ธรรมดา กลางคืนนี้เที่ยวดู

แม้เฒ่าแก่ขนาดนี้มันก็ยังไม่ลดละลวดลายที่เกี่ยวข้องกับพระกับเณร ดูแลความผิดถูกชั่วดีของพระของเณรซึ่งอยู่ในความปกครองของเรา เป็นจนได้ กลางคืนดึกๆ เงียบ..ไป เพราะฉะนั้นจึงได้มาว่าซิ กลางคืนทำไมจึงไม่เห็นพระลงเดินจงกรม ก็เราไปดูแล้วนี่ใช่ไหมล่ะ กลางคืนเวลาเงียบๆ น่าจะเป็นเวลาเดินจงกรมของพระ ทำไมไม่เห็น มันก็ผิดตาซิ เพราะเราไม่เป็นอย่างนั้น ส่วนมากเวลาเงียบๆ เป็นเวลาเราเดินจงกรม พระเณรนอนหมดแล้วนั้นเป็นเวลาเราเดินจงกรม สำหรับเราเป็นอย่างนั้น เวลาวันๆ อยู่นี้ โน่น ไปเดินจงกรมอยู่ในป่าลึก อย่างหนึ่งถ้ายังไม่ค่ำก็เข้าห้องพักภาวนาเสียเวลาหมู่เพื่อนเดินจงกรม เราจะเข้าห้องภาวนา พอเงียบหมดแล้ว ออกมาทีนี้ลงทางจงกรม

เดินจงกรมไม่ให้ใครเห็นง่ายๆ ละเรา ถ้าคนเห็นแล้วรู้สึกมันอะไร ไม่สนิทใจ ถ้าพูดภาษาโลกเขาเรียกว่ามันไม่ขลัง ว่างั้นเถอะ พระเณรสักเท่าไรเห็นเราเดินจงกรมได้ง่ายๆ เมื่อไร ไม่เห็น จนบางองค์อาจจะคิดว่า อาจารย์องค์นี้ดูกิริยาท่าทางภายนอกภายในน่ากลัว เพราะพระเณรกลัวตลอดทั่ววัดเลย รองพ่อแม่ครูจารย์มั่นลงมา เพราะนิสัยเรามันซอกมันแซกมันสอดมันแทรกตลอด แต่ทำไมไม่เห็นเดินจงกรม มันจะเห็นอะไรมันนอนตายอยู่ เข้าใจไหม เราอยากพูดอย่างนั้น ก็เราเดินจงกรมเวลามันนอนตายมันไม่เห็น นี่ละการฝึกตน

เราจึงยกให้เลย พุทธศาสนาเป็นยอดแห่งการฝึกหัดสัตว์โลกให้มีความเฉลียวฉลาดทุกสิ่งทุกอย่างหน้าที่การงาน จนเป็นความดีล้วนๆ ไปเลย ไม่มีอะไรเหนือพุทธศาสนาในการฝึกฝนอบรมตัวเองให้เป็นคนดี นี่ได้ทำมาแล้ว ทำมาทุกสัดทุกส่วน เรียกว่าไม่ให้มีที่ต้องติ ที่จะทำความพากความเพียรท้อแท้อ่อนแอนี้มันก็ไม่เห็น จะทุกข์ยากลำบากขนาดไหนก็ฟัดกันไปอย่างนั้น

เอา ยากก็ยาก เวลานี้ต้นทุนยังไม่มีต้องหนักเสียก่อนแหละ ปลอบเจ้าของ หนักก็ทนเอา เวลามีต้นทุนมีกำลังวังชาแล้วมันจะค่อยละเอียดลออ จะสบายไปๆ เวลามันทุกข์เพราะไม่มีอะไรก็เอาเสียก่อน จนกระทั่งจับเจ้าของได้หมด ทีนี้เวลามันมีต้นทุนมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะ มันยิ่งหมุนยิ่งขยันหมั่นเพียรยิ่งกว่านี้อีก พุ่งๆ เลย จนไม่หลับไม่นอนกลางคืน ก็เอามาเทียบกัน โอ๊ย ตั้งแต่เราประกอบความพากเพียรทีแรกลำบากลำบนก็ถูไถไป แล้วปลอบโยนตนเองไปให้ถูไถไปอย่างนั้นแหละ เวลามีกำลังวังชาแล้วมันจะสะดวกสบายไปเรื่อยๆ มันเข้ากันไม่ได้กับความจริง พอมีกำลังวังชาเท่าไรมันยิ่งดีดยิ่งดิ้นหมุนติ้วเลยเทียว โอ๋ย เข้ากันไม่ได้ แน่ะ เจ้าของเป็นเอง

ยิ่งเวลาความพากเพียรกำลังวังชาของธรรมมีมากเข้าเท่าไรๆ นี้จนกระทั่งจะไม่หลับไม่นอน มันหมุนของมันตลอด ยิ่งเป็นสติปัญญาอัตโนมัติถึงขั้นจะฆ่ากิเลสให้มุดมอดไปโดยถ่ายเดียวแล้วไม่มีเวลา ตื่นนอนพับจับปุ๊บแล้วตลอด เป็นอัตโนมัติ จึงว่าการฝึกตนเอาพุทธศาสนาไปฝึกดีเยี่ยม ถ้าฝึกให้ได้ตามแบบฉบับพระพุทธเจ้าไม่สงสัย หาข้อตำหนิตนเองก็ไม่ได้ ขอให้เดินตามนั้นเถอะ อันนี้มันไม่เดินตามทางของศาสาดาซิ เข้าไปแล้วเป็นหมูขึ้นเขียงไปเสียไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร ให้พากันเอาหลักพุทธศาสนาไปปฏิบัติ เวลานี้พุทธศาสนาคือธรรมพระพุทธเจ้า ถูกเหยียบย่ำทำลายจากกิเลสกันทั้งนั้น เห็นศาสนาเป็นมูตรเป็นคูถ เห็นมูตรคูถคือกิเลสตัณหาเป็นทองคำทั้งแท่งไปแล้วบนหัวใจสัตว์โลก เพราะฉะนั้นเวลามองดูโลก พูดจริงๆ เปิดเผยออกมาเลยว่า มันจะดูไม่ได้ว่างั้นเถอะ มันงุ่มง่ามต้วมเตี้ยมๆ หูก็มีตาก็มี แต่มันบอดมันหนวกมันมืดกันเสียทั้งหมด มีแต่กิริยางุ่มง่ามต้วมเตี้ยม

ใครจะศึกษาเล่าเรียนมาชั้นไหนๆ ก็ตาม กิเลสเป็นเจ้าอำนาจครองอยู่ในหัวใจของคนๆ นั้น เรียนมาก็เป็นเรื่องทะนงตัวไปโดยไม่รู้สึกตัวด้วยอำนาจของกิเลสทำให้ลืมตัวนั่นแหละ ธรรมท่านไม่เป็นอย่างนั้น เรียนมาปฏิบัติมารู้เท่าไรๆ ความนอนใจยิ่งไม่มีๆ ยิ่งเคร่งครัดยิ่งหนาแน่นในทางความดีงามตลอดเวลา แล้วจึงมาดูเซอะๆ ซะๆ มันดูได้ไหมล่ะ นั่นละธรรมของพระพุทธเจ้าถ้าได้ฝึกแล้วมันเห็น เหมือนว่าคนดูสัตว์เลยนะ พูดให้ชัดเจน เราก็คนเขาก็คน เวลาจิตใจฝึกยังไม่ได้เต็มที่เขาก็คนเราก็คน แต่เวลาฝึกให้ได้เต็มเหนี่ยวแล้ว เขาเป็นสัตว์เราเป็นคนหรือเป็นอะไรก็ไม่รู้นะ ไม่อยากพูดไม่อยากเทียบละ คือมันสูงกว่ากันโดยลำดับลำดา

ยิ่งจิตให้ผ่านพ้นไปหมดเสียทุกสิ่งทุกอย่างแล้วจึงมามองดูโลกนี้ เหมือนมูตรเหมือนคูถเหมือนส้วมเหมือนถานเหมือนหนอน นั่นน่ะเป็นยังไงพิจารณาซิ ธรรมเลิศขนาดไหนจึงได้มาตำหนิเหล่านี้ลงคอ เพียงเท่านั้นก็ท่านทั้งหลายพิจารณานะ ธรรมเป็นของเลิศเลอ ขอให้พากันตั้งใจปฏิบัติเถอะ เวลานี้ศาสนาของพระพุทธเจ้าถูกเหยียบย่ำทำลายจากกิเลสทั้งนั้น อยู่ใต้ฝ่าเท้าของกิเลสคือธรรมเวลานี้นะ กิเลสเหยียบหัวๆ โลกอันนี้ว่าโลกชาวพุทธ พุทธขี้หมามันอะไรไม่เห็นมีอะไรเป็นชาวพุทธ มีแต่เรื่องคึกเรื่องคะนอง เรื่องหลับหูหลับตาชนกันเลยๆ คือตามันไม่มีเดินชนเอาๆ

ความเฉลียวฉลาดทางด้านธรรมะไม่มี มีแต่ความเฉลียวฉลาดของกิเลส ก่อฟืนก่อไฟเผาไหม้กันตลอดไปเลย ถ้าความฉลาดเป็นอรรถเป็นธรรมจะทำอย่างนั้นไม่ลง ความเมตตาสงสารมันจะซ่านไปหมด เห็นใจเขาใจเรา แนะนำสั่งสอนหรือสงเคราะห์สงหาไปด้วยน้ำใจที่มีเมตตาธรรม นั่นเรียกว่าธรรม กิเลสมันไม่ได้เห็นเมตตาต่อใคร ขอให้เราได้พุงใหญ่พุงหลวงนี้พอ ใครจะอดตายก็ช่าง นี่เรื่องของกิเลส ได้เท่าไรมากเท่าไรใหญ่เท่าไรยิ่งไม่มีเมืองพอคือกิเลส คนผู้ที่ได้รับความทุกข์มากที่สุดคือผู้ที่ว่าได้มากๆ จนเป็นเศรษฐีนี้โลกเขาชมเชยนะ นั้นละตัวนรกอเวจีอยู่ในหัวใจมัน ให้จำเอาเสีย นี่เอาธรรมจับเข้าไปรู้หมด

ธรรมท่านไม่เป็นทุกข์นี่นะ มีธรรมมากเท่าไรท่านยิ่งไม่เป็นทุกข์ สอนโลกด้วยความไม่เป็นทุกข์ คือพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายผู้สิ้นกิเลสแล้วสอนโลกที่เป็นทุกข์ด้วยความไม่เป็นทุกข์ของท่าน ด้วยความเมตตาธรรมล้วนๆ เขาก็ทุกข์เราก็ทุกข์สอนกันได้ลงคอเหรอ เต็มเม็ดเต็มหน่วยที่ไหน ผลจะได้ไม่ได้ นั่น ท่านเต็มเปี่ยมแล้วด้วยสุขก็บรมสุข พระพุทธเจ้าก็บรมสุข สาวกก็บรมสุข เฉลียวฉลาดรอบคอบแดนโลกธาตุนี้ก็คือพระพุทธเจ้าสาวกทั้งหลายจ้าไปหมดเลย ท่านสอนโลกด้วยความเมตตาสงสาร ต่างกันอย่างนี้นะ กับพวกเราที่มีแต่มูตรแต่คูถเต็มหัวใจ แล้วยกยอมูตรคูถของตัวเองแล้วเบ่งขึ้นเรื่อยว่า เรียนจบชั้นนั้นชั้นนี้มา จบบ้าอะไรก็ไม่รู้ เราอยากพูดหนักเข้าไปอีกว่าจบขี้หมามันอะไรก็ไม่รู้ เอาละพอวันนี้เท่านั้น

ผู้กำกับ ปัญหาธรรมะจากเว็บไซต์หลวงตา คนที่ ๑

ผมพยายามสังเกต ถ้าจิตมันเต้นตุบตับก็จะพยายามบังคับ ไม่ให้มันดิ้น แล้วใช้พุทโธ จี้ติดแนบ ผลก็คือเย็นใจบริเวณหน้าอก ไม่ทราบว่าการปฏิบัติถูกไหมครับ ควรทำอย่างไรต่อ (จาก ชายชาญ สุรินทร์)

หลวงตา เป็นบ้าหรือมาถาม ก็เจ้าของบังคับเจ้าของนี่เป็นยังไงๆ ลงสติจับตรงนั้นแล้วมันก็ถูกต้องละซิ คนมีสติไม่ค่อยเสียคน คนไม่มีสติเสียตลอดเวลา

ผู้กำกับ คนที่สองครับ กระผมบริกรรมพุทโธแบบถี่ๆ ไม่เว้นจังหวะให้ไปคิดเรื่องอื่น บริกรรมไปสักระยะหนึ่ง รู้สึกว่าสงบ กระผมก็เดินปัญญา โดยหันมาพิจารณากาย กระผมจะดูถึงร่างกายส่วนต่างๆ จนครบ 1 รอบ แล้วกลับมาวนใหม่ ทำไปเรื่อย ทำไม่หยุด บางครั้งเร่งจังหวะให้เร็ว บ้างครั้งผ่อนลง ทำไประยะหนึ่งก็จะบริกรรมพุทโธใหม่ ทำอย่างนี้สลับกันไป มาระยะหลังๆ ของการปฏิบัติ ทำเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่หลังเดินปัญญาดูกายแล้ว จะมาบริกรรมพุทโธ  มันมีภาพของการเดินปัญญามาแทรกระหว่างบริกรรมอยู่ตลอดเวลา เช่น จะเห็นเล็บ ฟัน ผม ผิวหนัง ใบหน้า หู เท้า ขา ท้อง หน้าอก ไหล่ คิ้ว ปาก คอ อวัยวะเพศตนเอง แทรกระหว่างบริกรรมพุทโธตลอด ทำให้ผมสับสน กระผมเลยหาทางแก้ โดยทดลองทำรวมกันไปเลยทั้ง บริกรรมและพิจารณากายไปพร้อมกัน ผลที่คือสงบอยู่ แต่รู้สึกว่าเหมือนจะไม่คืบหน้าทางด้านภาวนาเลยครับ ยังไม่สามารถทำกิเลสให้ลดลง ผมจะต้องแก้อย่างไรครับ (จาก กรุง)

หลวงตา ทำอย่างที่เคยทำมาแล้วนั่นแหละ ไม่ต้องคืบหน้าไม่ต้องถอยหลังไปไหน กิเลสมันอยู่ที่หัวใจ ให้มันรู้แจ้งที่หัวใจ ความสงบให้สงบที่ใจด้วยภาวนา ไม่ต้องก้าวไปหน้าไม่ต้องถอยหลัง ให้อยู่วงกรรมฐานในตัวของเราเอง อริยสัจสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่ที่นี่ พิจารณาให้มันเห็นชัดเจน ถูกต้องแล้ว เวลาจะบริกรรมก็บริกรรม ถ้ามันอยากจะมี ผม ขน เล็บ ฟัน แทรกเข้ามาทางด้านปัญญาก็ให้มันเห็นไปตามๆ กันนั่นละ เข้าใจเหรอ แล้วมีอะไรอีกว่ามา

ผู้กำกับ คนที่สามครับ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยสารคาม ขึ้นต้นว่า

ผมได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด นั่งสมาธิ เดินจงกรมไม่ได้ขาด พิจารณาร่างกายของเรานี้มันประกอบด้วยสิ่งปฏิกูล ผมคิดอย่างเดียวก็คืออยากจะพ้นทุกข์ ผมฟังธรรมะจากเว็บไซต์ของหลวงตา ซึ่งเป็นประโยชน์มากในการปฏิบัติด้วยตนเอง ถ้าผมมีปัญหาเกี่ยวกับธรรมะปฏิบัติอะไร ผมก็จะถามผ่านเว็บไซต์ของหลวงตานี้ได้ โดยไม่ต้องมาหาหลวงตาที่วัด ซึ่งเป็นประโยชน์มากเลยครับ ผมกลัวแต่หลวงตาจะไม่อยู่ให้ถามอีกแล้ว ดังนั้นผมจึงรีบเร่งความเพียร และขอให้หลวงตารอผมก่อนนะครับ

หลวงตา คำว่าไม่อยู่ให้ถามก็คือหลวงตาจะตายว่างั้นใช่ไหม (ทำนองนั้นละครับ) ดูตั้งแต่หลวงตาจะตาย เจ้าของจะตายก็ให้ดูเจ้าของบ้างซิ เข้าใจไหม ให้เร่งภาวนาเจ้าของก็จะตายเหมือนกัน อย่าไปห่วงแต่หลวงตาให้ห่วงเจ้าของ เข้าใจหรือเปล่าล่ะ (ครับ นี่เขาก็รีบเร่งความเพียร แล้วเขาบอกให้หลวงตารอผมก่อนนะครับ) เอ้อ นี่รออยู่แล้ว มันนอนตายอยู่เหรอมันถึงไม่มา ผู้รอรอจนจะตายอยู่แล้ว ผู้มามันมายังไง มันถึงไม่เห็นกระทั่งป่านนี้ เอ้า ว่าไป

ผู้กำกับ ปัญหาของผมคือ แม่ของผมไม่ให้ผมบวชปฏิบัติตลอดชีวิต เพราะฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี ผมขอแม่หลายครั้งแล้วก็เหมือนเดิม เพราะผมมีศรัทธาในการบวชอย่างเต็มเปี่ยม ผมเคยบอกแม่ว่า ทรัพย์สินเป็นของนอกกาย คนทุกคนตายไปก็เอาไม่ได้ แม่ก็ไม่ฟัง ขอเมตตาหลวงตาแนะนำผมจะทำยังไงดีครับ ใช้ชีวิตทางโลก หรือว่าจะออกบวช ตามพระบรมศาสดาเพราะมารดาไม่อนุญาต

หลวงตา เอาแบบพระยสกุลบุตรนะ พระยสกุลบุตรนั้น พ่อกับแม่มีลูกชายคนเดียวเป็นเศรษฐี แล้วพ่อกับแม่เอากองเงินกองทองมาอวดพระยสกุลบุตร ส่วนพระยส กุลบุตรวุ่นวายไม่อยากอยู่ สมบัติเงินทองอะไรไม่มีความหมายๆ เป็นเรื่องวุ่นทั้งหมด ไม่วุ่นก็ที่จะออกบวชออกปฏิบัติตามทางของศาสดาเท่านั้น สุดท้ายพระยสนั่นยังไม่บวชไปเลยทีเดียว ที่นี่วุ่นวาย ที่นี่ขัดข้องไปเรื่อย ไปหาพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเดินจงกรมอยู่ เอ้อ มานี่ยส ที่นี่ไม่ขัดข้อง ที่นี่ไม่วุนวาย ไอ้สองเฒ่ามันจะเป็นจะตายช่างหัวมันเถอะ เอาตัวให้รอด ความหมายก็ว่าอย่างนั้นเข้าใจไหม แล้วพระยสกุลบุตรบรรลุธรรมปึ๋ง อันนี้ก็เอาแบบเดียวกันมาใช้นะ พ่อกับแม่ก็เลี้ยงเรามาแล้ว โตพอสมควรแล้ว ทีนี้ให้เราไปเลี้ยงเรา เข้าใจหรือ ด้วยอรรถด้วยธรรมเท่านั้น พ่อกับแม่ก็เจตนาดีไปทางหนึ่ง ลูกก็เจตนาดีไปทางหนึ่ง ต่างคนต่างดี เข้าใจไหม เอาละเราก็ดีไปทางเรา ก็มีเท่านั้น

พากันจำเอานะ ทุกอย่างที่ออกทางเว็บซ้งเว็บไซต์ที่เขามาถามปัญหานี้ ให้เอาเป็นคติเครื่องสอนตน เรามานี้มาเพื่ออบรมศึกษา จิตมันโง่มาก เอาธรรมสอดเข้าไปมันจะสว่างออกมาจะรู้เหตุรู้ผลดีชั่ว ปฏิบัติตัวได้ถูกต้องดีงาม เข้าใจหรือเปล่าล่ะ ให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก