คาดไม่ได้นะธรรม
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา 8:45 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๙

คาดไม่ได้นะธรรม

ก่อนจังหัน

พระวัดนี้ให้น้อยไม่มีน้อยเลย ต้องกดเอาไว้ๆ นี่ ๒๙ ที่ไม่ฉันมีเยอะอยู่ข้างใน ท่านภาวนา พระท่านไม่ฉันจังหันท่านภาวนา ท่านหล่อเลี้ยงจิตใจท่านด้วยธรรม ธาตุขันธ์หล่อเลี้ยงกันด้วยอาหารการกิน มีสองอย่าง สำหรับธาตุขันธ์ พวกอาหารการกินควรแก่ธาตุแก่ขันธ์ เรื่องอรรถเรื่องธรรมแล้วควรแก่จิตใจ พระที่ท่านไม่ฉันจังหันสำหรับวัดป่าบ้านตาดมีตลอด ที่จะให้มีพระมาฉันจังหันครบองค์ในวัดนี้ บอกได้ชัดเจนว่าไม่มี ขาดอยู่ตลอดอยู่อย่างนั้น

ที่ท่านไม่มาฉันก็คือท่านภาวนา นี่หมายถึงที่ถูกจริตนิสัยของใคร แต่ส่วนมากถูก เรื่องผ่อนอาหาร อดอาหาร กับการภาวนานี้ถูกกัน ถูกเป็นส่วนมากทีเดียว ธาตุขันธ์กับอาหารนี้เข้ากันได้สนิท หล่อเลี้ยงกันดี ทีนี้เวลาหล่อเลี้ยงทางอาหารให้มากๆ นี้ร่างกายมีกำลัง เป็นเครื่องเสริมกิเลสเข้าไป ราคะตัณหาก็มาก มันเป็นในใจลึกๆ นะไม่ได้มาแสดงอาการภายนอก ทีนี้เราจะฆ่ามันอยู่แล้ว พอมันแย็บๆ ออกมาเท่านั้นเห็นแล้วนั่น นั่นละท่านสังเกตท่านสังเกตอย่างนั้น พอยิบแย็บภายในจิต เป็นเพราะอะไรจิตจึงเป็นอย่างนี้ เมื่อทราบว่าเป็นเพราะอะไรท่านก็ตัดอันนั้นออกๆ นั่นเรียกว่าการปฏิบัติตัวเอง

อยู่เหมือนหมูมันได้หรือ อ้าว พูดจริงๆ เราไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามโลก เราก็เกิดในท่ามกลางโลกกี่กัปกี่กัลป์มาแล้ว นี้เป็นชาติปัจจุบันที่ได้มาเจอธรรมเข้าซี ธรรมดาๆ นี้เราเหมือนท่าน ท่านเหมือนเรา ไม่มีอะไรแปลก พอธรรมผางเข้าสู่ใจเท่านี้มองไปสภาพของตัวเองและทั่วๆ ไปนี้มันจ้าไปเลยเท่ากันกับธรรมที่จ้าขึ้นภายในใจ จึงได้นำมาแนะพวกเพื่อนฝูงลูกศิษย์ลูกหาในการชำระจิตใจ เพื่อให้มีทางออก มีทางออกด้วยธรรมนะ ใจไปด้วยธรรม ออกได้ด้วยธรรม ธาตุขันธ์เกี่ยวกับเรื่องอาหารการบริโภค พิจารณาให้ได้สัดได้ส่วน

คือการผ่อนอาหารหรืออดอาหารนี้ส่วนมากถูก เพราะเกี่ยวกับธาตุขันธ์ล้วนๆ การอดนอนท่านบอกไว้ในธุดงค์ ๑๓ ก็มี เนสัชชิๆ ถ้าผู้ใดถูกต้องในทางใดกับจริตนิสัยของตน ส่วนมากนักปฏิบัติท่านจะหนักในทางนั้นๆ  เช่นผ่อนอาหารได้ผลดี แม้จะทุกข์ท่านก็ยอมทนเพื่อความสุขอันเลิศเลอคือธรรมจากการผ่อนหรืออดอาหาร ต้องทำ เรื่องทุกข์ทำไมจะไม่ทุกข์ ทุกข์ด้วยกันทุกคน แต่เจตนาทุกข์นี้เพื่ออะไร เช่นอย่างอดนอนผ่อนอาหารนี่เพื่ออะไร เพื่ออรรถเพื่อธรรม ธรรมก้าวเดินได้สะดวกๆ เอา ทุกข์บ้างทนเอา ทนเอาทนไปทนมาทางธรรมก็เบิกกว้างออกๆ ไปได้สะดวกสบาย

การปฏิบัติตน นักภาวนาถึงจะรู้ได้ชัดเจนในเรื่องปฏิบัติต่อธาตุขันธ์กับจิตใจ นอกนั้นไม่รู้ เราอยากจะพูดจริงๆ ว่าไม่รู้ ถึงจะพระก็พระเถอะน่ะถ้าไม่สนใจปฏิบัติ ดีไม่ดีดูถูกท่านผู้ปฏิบัติกรรมฐานอีกด้วยซ้ำ พระหัวโล้นๆ เรานี่ดูถูกกันมีนะ ตั้งแต่เราเรียนหนังสืออยู่เราดูเราฟัง ก็เราเรียนนี่เรียนเพื่อปฏิบัติ เรียนอยู่ในวงปริยัติด้วยกัน บางองค์ดูถูกพระปฏิบัติว่า นั่งหลับหูหลับตาไม่ทำอะไรๆ เขาถือว่าเขาทำประโยชน์ให้โลกละนั่นเข้าใจไหม ถ้ามาพูดอย่างนั้นไม่ได้นะกับเรา อยู่ในวงปริยัติด้วยกัน ใส่กันเปรี้ยงเลย มันปริยัติด้วยกัน แขนซ้ายแขนขวาตีกันมันเจ็บปวดก็เจ็บปวดตัวเองละซี พวกปริยัติด้วยกัน เราก็เรียนปริยัติ พูดมาไม่ถูกทางเอาเลยแหละเรา ถ้าผู้ที่พูดชมเชยกรรมฐานมีเหตุมีผลเรานิ่งเราฟัง

ทั้งๆ ที่เราเองปฏิบัติกรรมฐานตลอดนะ เราไม่เคยละ เรียนหนังสืออยู่เท่าไรปีการภาวนาเราไม่เคยละ แต่ไม่เคยพูดให้ใครฟัง วันนี้เปิดเสียบ้างให้ชัดเจน ไปพูดให้พวกลิงพวกค่างคือพวกเดียวกันมันไม่มีผิดมีถูก มันพูดแหย่พูดเล่นเฉยๆ มันรำคาญซิเพราะคนหนึ่งเอาจริงเอาจังภาวนา เขาพูดเย้าพูดแหย่มันไม่อยากฟัง ทำเฉย เรียนหนังสืออยู่ ๗ ปีละเมื่อไรเรื่องกรรมฐานเราพูดจริงๆ เราไม่เคยละ อยู่กับเพื่อนกับฝูงพวกลิงพวกค่าง กิริยาอาการก็เป็นลิงเป็นค่างกับเขาไป แต่ใจกับจิตตภาวนานี้เน้นหนักอยู่ภายในเงียบเลย ไม่ให้ใครรู้ พวกเพื่อนเดียวกันไม่รู้

ออกจากนั้นแล้วถึงได้เปิดเผย ขึ้นเวทีซัดกับกิเลสในป่าในเขา ทีนี้ออกเปิดเผยละ เวลาเรียนอยู่ไม่พูดเลย ปิดตายเลยเทียวเหมือนไม่เคยสนใจภาวนา ไปพูดให้พวกเดียวกันก็พวกเดียวกัน แขนซ้ายแขนขวาตีกันจะไปเสียหายที่ไหน ก็เสียหายตัวเองนั่นแหละ พวกเดียวกันมีผิดมีถูกอะไร พูดหยอกเล่นกันไปอย่างนั้น แต่มันไม่อยากฟัง นี่เราเคยปฏิบัติ การสังเกตตัวเอง จิตตภาวนาเลิศเลอ ไม่มีอะไรจะยิ่งกว่าจิตตภาวนา พุทธศาสนาลงในจิตตภาวนา ถ้าใครไม่เคยภาวนาตายเปล่าๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร ไม่ว่าพระว่าฆราวาส แม้ถือพุทธศาสนาก็ตาม ให้ได้ภาวนาให้ได้เห็น

ภาวนานี่ดูมหาเหตุ คือใจนี่ตัวสร้างเหตุ ทุกอย่างส่วนมากจะเป็นกิเลสสร้างเหตุขึ้นมาภายในใจ จิตตภาวนาสติจ่อลงไปในจิตนั้น ทีนี้จะเห็นเหตุการณ์ที่แสดงออกจากใจประเภทต่างๆ จากนั้นก็จะเห็นเหตุการณ์ของธรรมที่ตอบรับกันๆ ต้านทานกัน ต่อไปเหตุการณ์ของธรรมขึ้น นี่การพิจารณา ทีนี้เอาตัวออกได้ละที่นี่ มันเห็นช่องทางที่ออกที่เข้าแล้วนั่น ถ้าไม่ภาวนาไม่ค่อยเห็นนะ เรียนในตำราก็เรียน เราก็เรียน แต่เรียนไปด้วยความจำ ความจำไม่ได้เป็นสมบัติของตัวได้ การปฏิบัติ ผลจากการปฏิบัติต่างหากเป็นสมบัติของตัวเองได้

เพียงเรียนนี้เรียนไปเท่าไร กี่ประโยคก็เรียนเถอะน่ะ มีแต่ความจำๆ ความจำละกิเลสไม่ได้แม้ตัวเดียว ถ้าไม่จำเพื่อปฏิบัติ เป็นอย่างนั้นนะ เปิดออกมาให้ท่านทั้งหลายทราบ เราผ่านทั้งหมด ทางปริยัติก็ผ่าน ขอคุยสักหน่อย มหาบัวประถม ๓ เปรียญ ๓ ประโยค นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก ผ่านมาแล้ว พูดได้ มันก็เห็นไปหมดละซีทางปริยัติ ทีนี้ออกทางภาคปฏิบัติขึ้นเขาขึ้นป่าซัดกับกิเลสตลอดมา จนได้มาเป็นครูเป็นอาจารย์ ผ่านทั้งสอง เพราะฉะนั้นการพูดจึงพูดได้แม่นยำไม่ผิด การเรียนจึงเป็นบาทฐานหรือเป็นปากทางเพื่อออกปฏิบัติ ถ้าเรียนเฉยๆ ไม่ปฏิบัติก็เหมือนนกขุนทอง ดีไม่ดีเป็นหนอนแทะกระดาษ เรียนไม่ตั้งใจปฏิบัติ ได้แต่ความจำ

ความจำไม่ใช่เป็นสมบัติแก้กิเลสได้นะ จำได้เฉยๆ เรียนไปแล้วจำได้แล้วก็หลงไปลืมไปๆ ภาคปฏิบัตินี้ต่างหาก พอปฏิบัติแล้วปรากฏผลเข้าสู่ใจๆ เป็นสมบัติของใจละที่นี่เป็นเรื่อยๆ อะไรจะเสื่อมจะทรามไป ธรรมกับใจที่เคยปฏิบัติมานี้จะติดแนบกับกัน นี่เป็นสมบัติของตัวเองแท้ นักปฏิบัติเราพระเราจำให้ดี อย่าสักแต่ว่าทำ ทำอะไร นี่จวนจะตายแล้วยิ่งเป็นห่วงเป็นใยหมู่เพื่อนมาก เป็นห่วงมากจริงๆ มาอยู่เด้นๆ ด้านๆ ไม่ได้นะ สักแต่ว่าอยู่มันเป็นเรื่องโลกไป เรื่องธรรมต้องเป็นผู้มีสติสตังเตรียมท่าเตรียมทางตลอดเวลาเหมือนเขาออกแนวรบ เผลอไม่ได้ออกแนวรบ นักมวยต่อยกันก็เผลอไม่ได้ ระหว่างกิเลสกับธรรมต่อยกันบนหัวใจเราเผลอไม่ได้ หงายหมาๆ หงายหมาคืออะไร หงายหมอน มันหงายลงหมอนๆ นั่นละ เอาละจบเท่านี้

หลังจังหัน

ระยะนี้วิทยุกระจายออกดูเหมือนจะทั่วประเทศไทยแล้วมัง ออกอย่างรวดเร็วนะออกทางโน้นทางนี้ ท่านเหล่านั้นเป็นผู้รับผิดชอบเองหมด เรารับผิดชอบเฉพาะบ้านตาดแห่งเดียว นอกจากนั้นท่านเหล่านั้นรับผิดชอบตัวเองๆ ทั้งหมด ทุกแห่งที่ตั้งสถานีวิทยุที่ไหนรับผิดชอบเองด้วยกันทั้งนั้น เราก็รับผิดชอบเฉพาะบ้านตาดเท่านั้น ถ้าให้เราไปรับผิดชอบด้วยเราไม่ไหว ตั้งแต่สถานีบ้านตาดนี้ก็ยังต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องปัญหาเวลาเราตายไป เพราะเวลานี้เราอยู่นี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง เวลาเราตายแล้วจะทำยังไง

เลยทำให้คิดกันจะตั้งมูลนิธิขึ้น เอาเงินมาตั้งเป็นมูลนิธิขึ้นสำหรับเอาดอกผลออกไปช่วยทางวิทยุเวลาเราตาย ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่นี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร ตอนเราตายนั่นซีลำบาก เลยต้องคิดไว้ไม่คิดไม่ได้ อันนี้เราเป็นคนจัดการเองหมด การจับการจ่ายเงินดงเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด เราจัดหมด สถานที่ปลูกสร้างให้ ที่อยู่ที่พักเราจัดการเองหมดเลย ทีนี้มาวิตกวิจารณ์ตอนเราตายไป เงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายในสถานีวิทยุต่อๆ ไปนี้ เราตายแล้วจะทำยังไงเลยทำให้คิด จึงว่าจะตั้งเป็นมูลนิธิขึ้น มีเงินก้อนเอาไว้สำหรับจ่ายอันนี้ เวลาเราตายแล้วจะไม่ได้เดือดร้อนภายหลัง เราว่างั้นนะ กำลังคิดอยู่

ถ้าธรรมได้เข้าสู่ใจโลกแล้วโลกจะมีความสงบร่มเย็น รู้บาปรู้บุญ ธรรมเป็นน้ำดับไฟ มันจะแสดงเปลวจรดเมฆก็ตาม น้ำสาดลงไปนี่ยุบเลย ไฟยุบด้วยน้ำดับ กิเลสก็ยุบด้วยธรรม ที่ว่าไฟนี่นะ ปัจจุบันเขาเคียดแค้นให้กันมากถึงขนาดว่าคนนี้ต้องตาย ยังไงๆ จะเอาให้ถึงตัว ฆ่า เอาปืนไปเลย เมื่อเส้นบุญเส้นกรรมยังมีอยู่ธรรมก็ช่วยได้ เพราะเคียดแค้นเหลือประมาณว่างั้น ต้องฆ่าอย่างเดียวอย่างอื่นไม่ได้

เขาเองเขาก็ไม่คิดว่าจะมีอะไรมาหักห้ามเขาได้ เพราะเขาจะฆ่าอย่างเดียวเท่านั้น ทีนี้ก็ไป มันจะอยู่ที่ตรงไหนจะตามเข้าไปฆ่าแล้วเราตายเมื่อไรก็ได้เรา ขอให้คนนี้ตาย เตรียมท่าจะฆ่า เหมือนว่าจะไม่มีทางเล็ดลอดไปได้คนนั้นก็ดี คนนี้ก็ไม่มีทางหลบหลีกที่จะทำอย่างอื่น มีแต่จะฆ่าอย่างเดียว ไปด้วยความเคียดแค้นเรียกว่าสุดขีด ต้องฆ่าอย่างเดียวว่างั้นเลย

ทีนี้เวลาไป นี่ละกรรมของเขาดียังมีอยู่ ภาพพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่โผล่ขึ้นมายืนขวางหน้าเลยเชียว นี่จะไปตกนรกหลุมไหนนี่ พอว่างั้นทิ้งปืนปั๊วะกราบเลย พอเสร็จแล้วภาพท่านอาจารย์มั่นก็หายไปเลย ทีนี้เลยเป็นมิตรกับเขาต่อไป ไม่ฆ่าละ แล้วเขาก็รับเป็นมิตรเป็นคู่พึ่งเป็นพึ่งตายกันเลย เรื่องเคียดแค้นทั้งหลายลบหมดเลย นั่นเห็นไหมล่ะอำนาจแห่งกรรม ไม่ได้คิดว่าจะเป็นไปได้ ภาพปรากฏขึ้นมาจังก้าที่หน้านี่เลย นี่จะไปตกนรกหลุมไหนนี่ ว่างั้น เป็นรูปพ่อแม่ครูจารย์มั่น ทางนั้นก็ทิ้งปืนกราบทันทีเลย จิตลงอย่างเต็มเหนี่ยว พอเสร็จแล้วก็ไปผูกกันเป็นมิตร นี่ปัจจุบันนะ ภาพแสดงให้เห็นปัจจุบัน เป็นอย่างนั้นละอำนาจแห่งบุญแห่งกรรม

ใครอย่าไปคาดนะ คาดไม่ได้นะธรรม มันได้เห็นประจักษ์ในหัวใจนี้ จึงได้กล้าพูดทุกอย่าง ใครจะว่าบ้าก็ว่า ขอให้ได้พูดเต็มปากเถอะว่างั้นเลยเรา เขาจะว่าบ้าให้เขาว่าไปขอให้เราพูดเต็มปากของเรา ตามความรู้ของเรานี้พอใจ เป็นอย่างนั้นนะ เวลามันเป็นขึ้นมาไม่มีอะไรจะคาดได้นะ มันผิดคาดผิดหมายไปทุกอย่าง เราคาดคะเนด้นเดาอะไรๆ กับความจริงมันเข้ากันไม่ได้ พอความจริงผางขึ้นมาเท่านั้นยอมรับเลย ยอมรับความจริง

ที่ว่าธรรมเกิดขึ้นที่ใจอย่างที่ว่าฟ้าดินถล่ม เราเคยพูดให้ฟังแล้ว มันถึงใจตลอดนะ สดๆ ร้อนๆ ที่ว่าฟ้าดินถล่ม เคยคิดเคยคาดเมื่อไรว่าจะรู้จะเห็นอย่างนี้ๆ ก็เพราะอำนาจแห่งธรรมที่ปฏิบัติมาๆ เมื่อเหตุเต็มเหนี่ยวแล้วแสดงถึงผลก็เต็มเหนี่ยวรับกันปึ๋งละซิ ทีนี้จะไปเชื่อใครเมื่อประจักษ์อยู่กับหัวใจเจ้าของ จะไปหาใครมาเป็นพยาน พอผางขึ้นเท่านั้นยอมรับเลย นั่นแหละพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้เพียงพระองค์เดียวเท่านั้นไม่ต้องหาใครมาเป็นพยาน สอนโลกได้ทั้งสามโลก นี่ต้องเป็นขึ้นในหลักธรรมชาติ เหตุกับผลพร้อมกันแล้วแสดงออก

เวลามันเป็นอย่างที่พูดให้ฟัง จ้าขึ้นมาเท่านั้น เกิดมาแต่โคตรพ่อโคตรแม่ของเราเราไม่เคยเห็นนี่ เราไม่เคยคิดเคยคาดว่าจะเป็นอย่างนี้ การปฏิบัติธรรมก็ปฏิบัติเต็มกำลังความสามารถ แต่ผลที่ปรากฏขึ้นมามันเหนือความคาดหมายเสียทุกอย่าง ผางขึ้นมาเลย หมอบเลย นั่น ธรรมแท้เป็นอย่างนี้เหรอ พุทธะแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ คือมันซ้ำให้มันถึงใจ ธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ เป็นอย่างที่ใจเป็นอยู่นั้น แต่ก่อนไม่เคยเป็น เวลาจ้าขึ้นมาแล้วมันเป็นขึ้นที่นั่น แล้วไปถามใครละที่นี่ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ ซ้ำ

แล้วประมวลปุ๊บมา หือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง มันเป็นแล้วนั่น เราคาดเมื่อไร คาดได้เมื่อไร เป็นแล้วนั่น นี่ละจึงว่าธรรมเลยความคาดความหมายทั้งนั้น ใครอย่าไปคาดหมายด้นเดา อย่าไปคิดเอานะว่านรกไม่มี บาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มีนี้ อย่านะ อย่าสร้างความฉิบหายให้ตัวเอง ศาสดาองค์เอกทั้งนั้นมาชี้บอกพวกเรา บาปบุญนรกสวรรค์ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์สอนแบบเดียวกันหมด เห็นมาแล้วด้วยกัน ไม่มีใครลบล้างกันได้ ไม่มีใครกีดขวางกันได้ ขัดแย้งกันได้เลย เป็นอันเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน ยอมรับด้วยกัน แล้วนำสิ่งที่รู้ที่เห็นที่ยอมรับแล้วมาสอนโลก

โลกมันโลกตาบอดโลกอวดเก่งละซิ ลบล้างว่าบาปบุญนรกสวรรค์ไม่มี อย่านะบอกตรงๆ เลยเรา อย่าสร้างความฉิบหายแก่ตัวเอง ให้รีบแก้นะ ธรรมที่แสดงมาเหล่านี้คือจอมปราชญ์ ไม่ใช่คนตาบอด ไปเห็นแล้วถึงมาบอก ไม่ใช่คนตาบอดไม่เห็นแล้วก็มาบอก นี้เห็นแล้ว โลกวิทูๆ ประจำทุกพระองค์ของศาสดา ผู้ปฏิบัติธรรมท่านก็รู้ของท่านอย่างนั้น ตามภูมิของท่าน แล้วค้านได้ยังไงเมื่อประจักษ์ต่อหัวใจตัวเองแล้ว อ๋อ เท่านั้นพอ

อย่างที่ว่า พุทธะแท้อย่างนี้ละเหรอ แน่ะ เคยคิดเมื่อไร ธรรมแท้เป็นอย่างนี้เหรอ เป็นอย่างที่หัวใจเป็นอยู่นั้น เอาอะไรมาเป็นคู่แข่งไม่ได้ ไม่ขึ้นกับอะไร ขึ้นกับหลักธรรมชาติ สงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ หือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ที่เราเคยคาดเคยกราบไหว้บูชามานั้น มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง มันเป็นแล้วนั่นน่ะ เป็นอย่างนั้นนะ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เราก็กราบไหว้มาตั้งแต่เราระลึกนับถือท่าน กราบไหว้ท่านมาก็เป็นแบบเราๆ ท่านๆ เป็นความคาดความหมายความจำธรรมดาของคนมีกิเลส บทเวลาอันนั้นผางขึ้นมาเท่านั้นหมดเลยที่นี่ กิเลสก็หมดไปพร้อมกันด้วย ตัวหลอกลวงตัวต้มตุ๋นตัวให้สงสัยหมดไปด้วย จ้าขึ้นมาแล้ว เหอ พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ละเหรอ แล้วก็พูดว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ อย่างที่มันเป็น เราจะพูดให้มันตรงกับศัพท์แสงทีเดียวไม่ต้องพูดถึงสูงถึงต่ำละนะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้หรือ อย่างเราตรัสรู้เดี๋ยวนี้ละเหรออยากว่า เข้าใจไหมล่ะ มันอันเดียวกันจะให้ไปว่ายังไงอีก ธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ สงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ นี่ละภาคปฏิบัติเห็นชัดๆ อย่างนี้

ขอให้ปฏิบัติเถอะน่ะ พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ลือโลก สามแดนโลกธาตุมานานแล้ว ตั้งกัปตั้งกัลป์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้องค์ใดอันเดียวกันเลยแบบเดียวกันเลย เป็นแถวแนวรื้อขนสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์ๆ มีพุทธศาสนาเท่านั้นบอกตรงๆ เลยเรา ใครจะเอาคอเราไปตัด ตัด มันเข้าในองค์ภาวนาให้เต็มเหนี่ยวแล้วมันจ้าไปหมดแล้วจะให้ว่ายังไงสงสัยอะไร หาพระพุทธเจ้าหาที่ไหน จ้าขึ้นนี้แล้วมันเป็นอันเดียวกันหมดแล้ว หือ พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนหาอะไร มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง เห็นแล้วนั่น

ปฏิบัติให้มันรู้ซิน่ะ ใครจะว่าบ้าสามโลกธาตุให้เขาว่าซิ เราไม่เป็นบ้าคนเดียวเราก็สบายเข้าใจไหม ศาสนาพระพุทธเจ้านี้ โธ่ จึงได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง ถอดออกมาจากหัวใจที่มันจ้าอยู่นี้แล้ว ใครจะว่าบ้าเราไม่สนใจ เพราะอำนาจแห่งความเมตตาสงสารมันเหนือทุกอย่างแล้ว เกินกว่าที่จะมาถือสีถือสา เขาว่าอย่างนั้นเขาว่าอย่างนี้ เห่าว้อกๆ แว้กๆ ปากอมขี้มาเห่าเฉย นี้ปากอมธรรมนี่นะ หัวใจเป็นธรรมออกมาทางปากก็ปากเป็นธรรม สอนโลกเพื่อความพ้นทุกข์เป็นมหามงคลอย่างยิ่งแล้วเสียที่ไหน พิจารณาซิน่ะ

ขอให้รู้ขึ้นมาภายในใจเถอะ ไม่ต้องไปหาพยานที่ไหน มันครอบโลกธาตุไปเลยทีเดียว ใครจะว่าอะไรๆ มันไม่ได้สนใจ นั่นละหลักธรรมชาติแท้ หัวใจเข้าใจไหม ใจดวงนี้เป็นอย่างนั้น ส่วนธาตุส่วนขันธ์ของเราก็เป็นธรรมดา มีกิริยาท่าทางอะไรๆ นี้เพียงเอานำมาใช้ตามกิริยาของสมมุติต่างหาก ธรรมชาตินั้นไม่มีอะไรเข้าไปเกี่ยวข้องได้เลย จึงเรียกว่าวิมุตติ พ้นจากสมมุติความเคลื่อนไหวโดยประการทั้งปวงแล้ว ธาตุขันธ์ของเราเป็นสมมุติเป็นความเคลื่อนไหวธรรมดา โลกเขาเป็นยังไงมันก็เป็นได้อย่างนั้น

จึงยกตัวอย่าง เราพูดออกมาอย่างจังๆ เลย ใครจะว่าเราบ้าก็ว่า เช่นยาเสพย์ติด เอ้า อย่างที่เขาถามที่เราสลดสังเวชตอนหนึ่งนะ ท่านอาจารย์มั่นใครก็ร่ำลือทั่วประเทศไทย ท่านยังฉันหมากอยู่เหรอ โอ๋ย เราสลดใจมากนะ ท่านยังฉันหมากอยู่เหรอ ไม่ฉันหมากนี้หรือคืออรหันต์ ผู้ฉันหมากลบล้างไปหมดเลย มันสลดสังเวชนะ ก็นี่เรื่องธาตุเรื่องขันธ์เข้าใจไหม เราเคยกินเคยเป็นมายังไงมันก็เคยชินของมัน แม้แต่สูบบุหรี่มันก็ติดอยู่ในธาตุในขันธ์กับบุหรี่นะ เอา ยาเสพย์ติดเอามาซิ เอาพระอรหันต์มากิน ธาตุขันธ์ของท่านติดเข้าใจไหม เอาพระพุทธเจ้ามากิน ธาตุขันธ์ของพระพุทธเจ้าติด แต่พระพุทธเจ้าไม่ติดเข้าใจไหม คือธาตุขันธ์นี้เป็นสมมุติทั่วๆ ไปเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสมมุติพวกยาเสพย์ติดเข้ากันได้สนิท เพราะฉะนั้นตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมาถึงสาวกองค์สุดท้าย นี่เป็นเรื่องธาตุขันธ์อันเดียวกันเป็นสมมุติอย่างเดียวกัน ติดได้ในสิ่งที่ควรติด เข้าใจไหมล่ะ

อย่างที่เขาว่าท่านยังฉันหมากอยู่เหรอ โคตรพ่อโคตรแม่มึงเคยเป็นพระอรหันต์หรืออยากว่างั้นนะเรา เข้าใจไหม มึงอย่ามาอวดดีต่อพระพุทธเจ้า เราอยากพูดอย่างนั้น หรือพูดแล้ว คนหนึ่งพูดด้วยหลับตาพูด คนหนึ่งจ้าอยู่ตลอดเวลา อะไรควรแก่สมมุติทั้งหลายมันก็เป็นไปตามมันมันรู้อยู่นั่น อะไรที่เป็นวิมุตติเข้าแตะไม่ได้ เป็นอันนั้นต่างหาก เรื่องสมมุติมันก็เข้าได้ อย่างเอายาเสพย์ติดมาให้กินนี้ติดหมดเหล่านี้ พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ติด ธาตุขันธ์ท่านน่ะติด เพราะธาตุขันธ์เป็นสมมุติ สิ่งเหล่านี้เป็นสมมุติ เข้ากันได้เข้าใจไหม เพราะฉะนั้นมันถึงติดได้เบื่อได้ทุกอย่าง ส่วนธรรมชาตินั้นไม่มี หมด ให้พากันเข้าใจเอานะ

นี่พูดอย่างจังๆ ออกมาจากหัวใจ หัวใจนี้ไม่ติดอะไรพูดง่ายๆ ขึ้นชื่อว่าสมมุติแล้วไม่มีอะไรที่จะไปติดได้ อันนั้นเป็นวิมุตติล้วนๆ แล้ว ส่วนธาตุส่วนขันธ์เป็นสมมุติเหมือนโลกทั่วๆ ไป ก็ติดได้เหมือนกันเป็นได้เหมือนกัน ให้พากันจำ มีใครพูดอย่างนี้ อย่างหลวงตาพูดอยู่นี้มีใครพูด ที่ว่าอะไรติดได้อะไรติดไม่ได้ ไม่มีใครมาพูด ถ้าว่าพระพุทธเจ้าแล้วจะไม่มีอะไรติดเลย องค์พุทธะนั้นยอมให้ ส่วนธาตุขันธ์นี้เหมือนสมมุติทั่วๆ ไป ก็ต้องเป็นสภาพตามสมมุติทั่วๆ ไป เอาละนะ

พอพูดเรื่องนี้แล้วเราระลึกถึงยาพวกที่เขาขายเกลื่อนตลาด คือยาบางชนิดมันมียาเสพย์ติดอยู่ในนั้น เวลากินแล้วไม่ได้กินอยู่ไม่ได้ ติด อันนี้เขาก็มาถวายธรรมดา กินไป พอกินไปๆ ปั๊บรู้ อ๋อ นี่มียาเสพย์ติด ถ้าจะพูดถึงว่ายานี้ยาเสพย์ติด มันกระเทือนต่อสินค้าของเขา กระเทือนต่อโรงงานต่อสินค้าของเขา พูดไม่ได้ ต้องพูดกระซิบกันเฉพาะ เพราะอันนี้เป็นยาเสพย์ติด ออกมานี้ไม่ได้กินอยู่ไม่ได้ อยู่ลึกๆ นะ นี่ละธาตุขันธ์มันรับกันแล้ว ถึงเวลามันรู้มันอยากแล้ว นี่ละธาตุขันธ์ อ๋อ นี่มียาเสพย์ติด พองั้นก็ปัดเลยที่นี่ พอรู้แล้วปัดเลย ให้พากันเข้าใจอย่างนี้ สมมุติเข้ากันได้สนิท ติดได้ทั้งนั้นสมมุติ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก